Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปิดประตูตายบุหรี่ไฟฟ้า! ‘วุฒิสภา’ หนุนเข้มแบนนำเข้าเด็ดขาด เตือนเป็นปัญหาระดับชาติ

    ปิดประตูตายบุหรี่ไฟฟ้า! ‘วุฒิสภา’ หนุนเข้มแบนนำเข้าเด็ดขาด เตือนเป็นปัญหาระดับชาติ

    ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง สถานการณ์และปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ชุดที่มี ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา ได้พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลทั้งหมด 13 หน่วยงาน พร้อมมีบทสรุปผลการพิจารณาศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย

    นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. ในฐานะรองประธานกมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวถึงสาระสำคัญของรายงานผลการพิจารณาศึกษาดังกล่าวว่าสถานการณ์และปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติเป็นอันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนมีสาเหตุจาก 6 ประการคือ 

    1. บุหรี่ไฟฟ้ามุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนโดยการใช้การตลาดแบบล่าเหยื่อ 
    2. เกิดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ามีจำนวนสูงมาก 
    3. บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายมากกว่าบุหรี่มวนและเสพติดได้ง่ายกว่า 
    4. การขาดองค์ความรู้ในเรื่องสารเคมีสารเสพติดที่ถูกเติมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า 
    5. ไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติในการควบคุมโดยตรง 
    6. กลไกและเครื่องมือในการป้องกัน ควบคุมและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้ายังขาดประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่และถูกนำมาใช้ทดแทนการสูบบุหรี่มวน โดยใช้สารนิโคตินเหลวที่ระเหยด้วยไอความร้อนจากพลังงานไฟฟ้าและสูบเข้าสู่ร่างกาย แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีควัน แต่น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายมากกว่ามีสารเคมีกว่า 2,000 ชนิด ทั้งยังแต่งเติมนิโคตินได้อย่างไม่จำกัด รวมถึงการแต่งกลิ่นและรส ที่ชวนดึงดูดและ สร้างความเข้าใจผิดว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน ซึ่งอันตรายของสารนิโคตินส่งกระทบต่อทั้งร่างกาย สมอง และเกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง และโรคปอดอักเสบรุนแรง รวมถึงโรคทางจิตเวช ขณะที่อุปกรณ์ที่ใช้สูบสามารถเติมสารเสพติดอื่นๆอย่างไม่จำกัด

    นพ.วีระพันธ์ กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาพบว่าแนวโน้มการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนไทยเพิ่มสูงขึ้น 5.3 เท่า ในระยะเวลา 7 ปี และกลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีอายุที่น้อยลงอย่างต่อเนื่อง และเปรียบเทียบกับ 10 ประเทศ พบว่าประเทศไทยมีอัตราการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็นร้อย ละ 17.6 หรือมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า81.2 เท่า เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจยาสูบเป้าหมายทำการตลาดแบบล่าเหยื่อและมุ่งเป้าที่เด็ก โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ถูกใจของเยาวชนด้วยการสร้างสีสันที่น่ารัก มีการแต่งกลิ่น แต่งรส ให้มีความน่าดึงดูดเหมือนขนมหรือผลไม้ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าไม่มีอันตราย 

    ตลอดจนมีช่องทางการขายที่เข้าถึงเยาวชนได้หลากหลาย ทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย ร้านออนไลน์ ผ่านกลุ่มเพื่อนและรุ่นพี่ในสถาบัน และมีกระบวนการสร้างค่านิยมในกลุ่มนักสูบผิดๆ เช่น เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย การยอมรับของคนรุ่นใหม่ และความเชื่อว่าเป็นทางเลือกในการเลิกสูบบุหรี่

    นพ.วีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาในประเทศไทยคือเราไม่มีกฎหมายเฉพาะ หรือบทบัญญัติในระดับพระราชบัญญัติ ในการควบคุมหรือบังคับใช้กับบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง โดยปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด 4 ฉบับ และ พบช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้ ตลอดจนกลไกและเครื่องมือในการป้องกันควบคุม และปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้ายังขาด ประสิทธิภาพ เนื่องจากช่องทางออนไลน์ขยายตัวอย่างรวดเร็วในการจำหน่ายผ่านออนไลน์ หรือร้านค้าลับ รวมถึงการควบคุมโฆษณา รีวิว บุหรี่ไฟฟ้า ไม่สามารถควบคุมและปิดกั้นได้อย่างทันท่วงที โดยรายงานฉบับนี้ระบุถึง ผลกระทบประเทศไทยมี 4 ด้าน 

    1. ผลกระทบด้านสุขภาพ อาทิ การทำลายพัฒนาการทางสมอง การทำงานของปอดถดถอย เกิดโรคหัวใจ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โรคมะเร็ง โรคทางจิตเวช 
    2. ผลกระทบด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตัวเครื่องบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีมาตรฐานอาจระเบิดได้รับอันตราย 
    3. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต้องสูญเสียค่ารักษาพยาบาลจากอาการเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 
    4. ผลกระทบด้านประชากรส่งผลต่อการสูญเสียประสิทธิภาพแรงงานและสุขภาพไม่แข็งแรง บั่นทอนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลกระทบ ต่อการแข่งขันระดับโลกในระยะยาว 

    ทั้งนี้ ผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เห็นควรให้ คงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด (Total Ban) โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านนโยบาย กฎหมาย และการจัดตั้งองค์กร 2.ด้านการศึกษา สร้างการตระหนักรู้และค่านิยมที่ถูกต้อง 3.ด้านมาตรการ ทางสังคม และ 4.ด้านสุขภาพและการบำบัดรักษา

    “คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน จะสนับสนุนการคงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด Total Ban เพื่อปกป้อง คุ้มครอง สุขภาพของประชากรไทย เพราะสุขภาพของคนไทยไม่ใช่ตัวทดลองเพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ของการปลดล็อคให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย”

    — รองประธาน กมธ.การสาธารณสุข กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/electric-cigarettes-16-sep-2025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37m6k2mH7fRgbJoj1hHNth

  • สกพอ. มอบรางวัลผลงานประกวด ตัวการ์ตูนมาสคอต EECO สร้างเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ร่วมเติบโตพร้อมพัฒนาพื้นที่ อีอีซี อย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สกพอ. มอบรางวัลผลงานประกวด ตัวการ์ตูนมาสคอต EECO สร้างเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ร่วมเติบโตพร้อมพัฒนาพื้นที่ อีอีซี อย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ.  เป็นประธานมอบรางวัล โครงการประกวดวาดภาพ แต่งแต้มฝัน ระบายสี อีอีซี…ความหวังอันสดใส ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “EECO Cartoon Character Design Contest : มืออาชีพ ไว้ใจได้ หัวก้าวหน้า” ให้แก่เยาวชนที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ที่ได้ร่วมแสดงความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการออกแบบการ์ตูนคาแรคเตอร์ เพื่อส่งเสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่ ได้ร่วมเป็นเครือข่ายประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจ พร้อมร่วมเติบโตไปด้วยกันกับการพัฒนาพื้นที่อีอีซีอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้บริหารระดับสูง สกพอ. คณะกรรมการที่ร่วมตัดสินโครงการฯ คุณครู ผู้ปกครอง และเยาวชนที่ได้รับรางวัล เข้าร่วม ณ บริเวณโถงกลางสำนักงาน สกพอ.

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. กล่าวว่า การจัดประกวดผลงานระดับเยาวชน ผ่านกิจกรรมประกวดวาดภาพ อีอีซี ในครั้งนี้ ถือเป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ที่มุ่งหวังให้เยาวชนจากทั่วประเทศได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงานทางศิลปะ ที่สะท้อนถึงมุมมอง ความรู้ความเข้าใจต่อการพัฒนาพื้นที่อีอีซี โดยเฉพาะการออกแบบตัวการ์ตูนมาสคอตที่สะท้อนการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งมีความเป็น มืออาชีพ ไว้ใจได้ และหัวก้าวหน้า โดยจะถูกนำไปใช้เป็นตัวแทน สกพอ. ในการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและสื่อสารประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ต่อนักลงทุน และสาธารณะชนทั่วไป โดย ผลงานต่างๆ จากการจัดประกวดฯ ได้มีรวมกว่า 179 ชิ้น และมาจากในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ได้แก่ จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวม 44 ชิ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่อีอีซีได้สร้างการมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่และชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มีพลังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะสามารถร่วมเป็นกระบอกเสียงสร้างการสื่อสารที่สำคัญ และขับเคลื่อนพื้นที่อีอีซีให้เติบโตไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกันอย่างยั่งยืน

    สำหรับ ผลรางวัลการประกวดฯ “EECO Cartoon Character Design Contest : มืออาชีพ ไว้ใจได้ หัวก้าวหน้า” สกพอ. ได้มอบเกียรติบัตรและทุนการศึกษา สำหรับเยาวชน ผู้ที่ได้รับรางวัล มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • รางวัลชนะเลิศ พร้อมทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ นางสาวปวริศา สังข์ทอง มหาวิทยาลัยศรีปทุม
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ นางสาวณัฐชา บุญธรรม วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ นางสาวญดาพร นิจจอหอ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
    • รางวัลชมเชย พร้อมทุนการศึกษามูลค่า 3,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ นางสาวธิตยา สิทธิศักดิ์ โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา นางสาวจิรนันท์ กุลจารุอรุณ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นายยุทธพงศ์ วิเศษสังข์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
    • รางวัลพิเศษ “ขวัญใจ EECO” พร้อมทุนการศึกษามูลค่า 3,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ นางสาวศุภิสรา ปานผา โรงเรียนชลกันยานุกูล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/16/578455/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ihQSy3Q6QQRvrhwQfA-q6

  • ผู้ว่าฯ พังงา ประชุมอนุกรรมการฯ เดินหน้าส่งเสริมการศึกษาคนพิการ มอบทุนคุณพุ่ม 90 ทุน

    ผู้ว่าฯ พังงา ประชุมอนุกรรมการฯ เดินหน้าส่งเสริมการศึกษาคนพิการ มอบทุนคุณพุ่ม 90 ทุน

    16 กันยายน 2568 14:30 น. ขนกวรรณ พรหมทอง ข่าวทั่วไทย

    วันที่ 16 กันยายน 2568 นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการจังหวัดพังงา ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุมดีบุก ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดพังงา โดยมีวาระสำคัญเพื่อรับทราบนโยบายด้านการศึกษาสำหรับคนพิการ มุ่งลดภาระของครู นักเรียน และผู้ปกครอง รวมถึงติดตามสถานการณ์คนพิการในจังหวัด และรายงานผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาคัดเลือกผู้ขอรับ ทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปีการศึกษา 2568 สำหรับเด็กออทิสติกชนิดรุนแรงและยากจน รวมถึงเด็กพิการประเภทอื่น ๆ ในจังหวัดพังงา จำนวนทั้งสิ้น 90 ทุน เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651541&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LiMFn6rSsxpyd-y_HbYPI

  • ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ นำคณะลงพื้นที่ เยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ นำคณะลงพื้นที่ เยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ | TOPNEWS

    ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในพื้นที่อำเภอลาดยาว

    วันที่ 15 กันยายน 2568 นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครสวรรค์ ปลัดจังหวัดนครสวรรค์ นายอำเภอ ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในพื้นที่อำเภอลาดยาว และอำเภอเมืองนครสวรรค์ ได้แก่ ด.ญ.ณัฐวดี ฉัตรสิริยานันทร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลาดยาววิทยาคม

    เพื่อติดตามประเมินผลเกี่ยวกับการศึกษา สภาพครอบครัว ความเป็นอยู่ ความประพฤติ ปัญหาอุปสรรค พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำ การมอบทุนการศึกษา และเป็นกำลังใจแก่เยาวชนผู้ได้รับทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

    ทั้งนี้ทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ได้ให้โอวาทแก่เยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ให้เป็นเด็กดี เป็นเยาวชนที่ดี มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กตัญญูต่อบรรพบุรุษ บุพการี และผู้มีพระคุณผู้ที่ได้สนับสนุนทุนการศึกษา ผ่านมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

    อีกทั้งขอให้ตระหนักถึงความจำเป็นและใช้ทุนการศึกษาที่ได้รับ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และขอให้เยาวชนทุกคนหลีกหนีห่างไกลจากอบายมุข ตลอดจนสิ่งเสพติดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหากับครอบครัวและสังคมอีกด้วย

    อัมพณ​ จับ​ศร​ทิพย์​ ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.นครสวรรค์​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1316869&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MZvduPUYQ7HZe2mVk5a-7

  • “ประธานองคมนตรี” รับมอบนมยูเอชที จำนวน 150,012 กล่อง จากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เพื่อมอบแก่นักเรียนในโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

    “ประธานองคมนตรี” รับมอบนมยูเอชที จำนวน 150,012 กล่อง จากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เพื่อมอบแก่นักเรียนในโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

    การเมือง

    “ประธานองคมนตรี” รับมอบนมยูเอชที จำนวน 150,012 กล่อง จากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เพื่อมอบแก่นักเรียนในโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา

    วันอังคาร ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “ประธานองคมนตรี” รับมอบนมยูเอชที จำนวน 150,012 กล่อง จากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เพื่อมอบแก่นักเรียนในโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา  จำนวน 143 แห่งในพื้นที่ 33 จังหวัดทั่วประเทศ 

    เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568    เวลา 10.00 น. พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานรับมอบนมยูเอชที จำนวน 150,012 กล่อง จากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยนายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และนางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโสกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยมี  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมรับมอบ ณ ห้องรับรอง ทำเนียบองคมนตรี ถ.สราญรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ


     
    กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี มีความประสงค์มอบนมยูเอชที จำนวน 150,012 กล่อง ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา จำนวน 143 แห่งในพื้นที่ 33 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะองคมนตรีดำเนินการสานต่อโครงการกองทุนการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามพระบรมราโชบายที่พระราชทานไว้ ตั้งแต่ปี 2555 โดยให้ปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกมิติ และต่อยอดให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างพื้นฐานแก่เยาวชนให้เป็นคนดี มีทัศนคติที่ดีและถูกต้องต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง มีคุณธรรม มีงานทำและมีอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดีมีระเบียบวินัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้ ประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรี ดำเนินงานเพื่อพัฒนาการศึกษาและคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็กนักเรียน โดยสนับสนุนเด็กนักเรียนที่ยากจน แต่มีความประพฤติดีให้ได้รับทุนพระราชทาน ได้มีโอกาสทางการศึกษาจนประกอบอาชีพได้ และสร้างความพร้อมด้านกายภาพให้แก่โรงเรียน สร้างจิตสำนึกให้ครูรักนักเรียน ให้นักเรียนรักครู พร้อมทั้งพระราชทานชื่อโครงการนี้ว่า “โครงการกองทุนการศึกษา”
     
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/446622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tyBkiXlYlnd5Og1oLE1XV

  • จับเข่าคุย ส.อ.ท. อนุทิน เร่งรัด แก้เศรษฐกิจระยะสั้น โวเปิดกระเป๋ารอคนละครึ่ง

    จับเข่าคุย ส.อ.ท. อนุทิน เร่งรัด แก้เศรษฐกิจระยะสั้น โวเปิดกระเป๋ารอคนละครึ่ง

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    จับเข่าคุย ส.อ.ท. อนุทิน เร่งรัด แก้เศรษฐกิจระยะสั้น โวเปิดกระเป๋ารอคนละครึ่ง

    16 ก.ย. 2568 08:22 น.

    จับเข่าคุย ส.อ.ท. อนุทิน เร่งรัด แก้เศรษฐกิจระยะสั้น โวเปิดกระเป๋ารอคนละครึ่ง

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2883046&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16ruuMTkB-HpL5V79fEhiv

  • นายก อบจ.แพร่ มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน อบจ.แพร่ เด่นไชยวิทยา

    นายก อบจ.แพร่ มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน อบจ.แพร่ เด่นไชยวิทยา

    เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่เด่นไชยวิทยา โดยมี นายจักริน เป็นบุญ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ นางสาวณัฐมน สุดแดน ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ร่วมเป็นเกียรติ

    ซึ่งในภาคเรียนนี้มีนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษา ทั้งสิ้น จำนวน 35 คน เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 67,200 บาท (คนละ 1,920 บาท)

    ขอขอบพระคุณกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา ให้แก่นักเรียนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง และขอบคุณผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ที่ให้เกียรติมาพบปะนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนในครั้งนี้

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/prae/3770123/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kK-rGhu_fNGfm7WK4wVek

  • ทำเงินเหนือน่านฟ้า รู้จัก ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ อุตสาหกรรมใหม่ที่น่าจับตามอง

    ทำเงินเหนือน่านฟ้า รู้จัก ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ อุตสาหกรรมใหม่ที่น่าจับตามอง

    ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องไปยังเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และกระแสปัญญาประดิษฐ์ยังคงมาแรงแบบไม่สร่างซา แต่รายงานทางสถิติกลับฉายชัดว่า เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพได้บ้าง แต่การนำ AI มาใช้ในหมู่บริษัทก็ยังนับว่าเชื่องช้า ส่วนเรื่องการมาแทนที่แรงงานยังเป็นเรื่องอนาคต แม้แต่ อาร์วินด์ นารายัน (Arvind Narayanan) และซายาช กาปูร์ (Sayash Kapoor) 2 นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชั้นแนวหน้าจากพรินซ์ตัน ยังเรียกเทคโนโลยี AI ว่า ‘เทคโนโลยีธรรมดา’ ที่อาจไม่ได้หวือหวาอย่างที่เป็นกระแส

    ประเทศไทยเองก็หวังขี่กระแส AI พร้อมอ้าแขนรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในฐานะ ‘ฮับ’ ศูนย์ประมวลผลข้อมูลแห่งภูมิภาคเอเชีย หลังจากดูทีท่าแล้วน่าจะขึ้นรถไฟไม่ทันเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตามหาก AI พัฒนาไม่ได้อย่างที่หวัง หรือเติบโตเชื่องช้ากว่าที่คาด เราก็อาจพลาดซ้ำสอง หากไม่ได้มองหาแผนสำรอง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่น่าจับตาเอาไว้บ้าง

    หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตา แต่กลับไม่ได้พูดถึงนักในประเทศไทย คือภาคส่วนที่เรียกรวมๆ ว่า ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ (Low-altitude Economy) ที่ใช้ประโยชน์จากน่านฟ้า ณ ระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตรมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมธุรกิจ 3 ด้าน อย่างแรกคือ โดรนสารพัดประโยชน์ที่ใช้สำหรับการส่งสินค้าทั้งเล็กและใหญ่ การตรวจตรา การเกษตร และอื่นๆ อีกมากมาย อย่างที่ 2 คือ อากาศยานไฟฟ้าที่ขึ้นลงแนวดิ่ง (Electric Vertical Take-Off and Landing: eVTOL) หรือบริการแท็กซีลอยฟ้าไร้คนขับสำหรับผู้โดยสาร 2-5 คน และอย่างที่ 3 คือบริการทางอากาศ ณ การบินระดับต่ำ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นอากาศยานเพื่อชมทิวทัศน์ การถ่ายภาพ หรือการส่งเวชภัณฑ์ในภาวะฉุกเฉิน

    แถมศูนย์กลางของนวัตกรรมก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล นั่นคือประเทศจีนนี่เอง

    เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ เครื่องจักรแห่งการเติบโตระลอกใหม่ของจีน

    เมื่อปีที่ผ่านมา หลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีของจีน ประกาศให้เศรษฐกิจการบินระดับต่ำเป็นหนึ่งในเครื่องจักรการเติบโตสำคัญของจีน ควบคู่ไปกับนวัตกรรมล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์และคอมพิวเตอร์ควอนตัม นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนต่อทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักลงทุน และภาคเอกชนว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนพร้อมสนับสนุนโดรนและยานยนต์ลอยฟ้าแบบเต็มกำลัง ถึงขั้นตั้งหน่วยงานเฉพาะมากำกับดูแลและอำนวยความสะดวก เพื่อหวังฉุดรั้งประเทศสู่การเติบโตระลอกใหม่ หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์

    เป้าหมายของจีนไม่ได้ไกลเกินเอื้อม เพราะปัจจุบันจีนครองอันดับ 1 ในตลาดเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ บริษัท DJI จากเซินเจิ้นผลิตโดรนจำหน่ายให้ทั้งรายใหญ่และรายย่อย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 70% ของโดรนทั่วโลก นอกจากนี้จีนยังมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ การครอบครองสิทธิบัตรอากาศยานไร้คนขับการบินระดับต่ำราว 7 ใน 10 โดยมีธุรกิจกว่า 5 หมื่นบริษัทเป็นระบบนิเวศขับเคลื่อนภายในประเทศจีน

    แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจการบินระดับต่ำจะยังมีขนาดเล็ก แต่อุตสาหกรรมดังกล่าวเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะโดรนส่งของ เมื่อปีที่ผ่านมาบริษัท Meituan เพียงบริษัทเดียวก็ส่งอาหารด้วยโดรนกว่า 2 แสนครั้งหรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนการส่งพัสดุด้วยโดรนในจีนก็คิดเป็นจำนวนกว่า 2.7 ล้านชิ้น ไปรษณีย์จีนยังใช้โดรนเพื่อส่งพัสดุข้ามทะเลไปยังมณฑลฝูเจี้ยน เพื่อทดแทนที่ส่งพัสดุทางเรืออีกด้วย

    นอกจากการขนส่งแล้ว การใช้งานโดรนยังโดดเด่นในภาคการเกษตรอีกด้วย ในประเทศจีนมีโดรนเพื่อการเกษตรมากกว่า 2.5 แสนลำ ซึ่งช่วยยกระดับผลิตภาพในภาคการเกษตรมหาศาล เพราะโดรนสามารถใช้พ่นยาฆ่าแมลงและใส่ปุ๋ยครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าถึง 30 เท่าตัวเมื่อเทียบกับแรงงานมนุษย์ ป้องกันไม่ให้คนทำงานต้องไปเสี่ยงกับสารเคมี และสร้างอาชีพทักษะสูงในพื้นที่ซึ่งเน้นทำการเกษตร นอกจากนี้โดรนยังถูกนำมาประยุกต์ใช้หลากหลาย ทั้งการดับไฟบนอาคารสูง เฝ้าระวังการขนยาเสพติดตามชายแดน และขนส่งเวชภัณฑ์ระหว่างโรงพยาบาลกับห้องปฏิบัติการ

    ขณะที่การใช้โดรนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจนับว่า ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ธุรกิจที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่คือ อากาศยานไฟฟ้าที่ขึ้นลงแนวดิ่ง หรือบริการแท็กซีลอยฟ้า ที่ถึงแม้บริษัท EHang สตาร์ทอัปแนวหน้าของธุรกิจดังกล่าวจะได้รับใบอนุญาตบริการอากาศยานสำหรับผู้โดยสารแบบไร้คนขับเป็นรายแรกของโลก แต่บริษัทคาดว่า จะให้บริการจริงได้ในอีกราว 3 ปีข้างหน้าที่เมืองกวางโจวและเหอเฝย และจะเน้นเส้นทางมูลค่าสูงคือ รับส่งผู้โดยสารจากสนามบินสู่ใจกลางเมือง โดยอาจร่นเวลานับชั่วโมงเหลือเพียง 10 นาที ทั้งนี้ในปัจจุบัน EHang ให้บริการอากาศยานสำหรับชมวิวกลางเมืองโดยขึ้นและลงที่จุดเดียวกัน

    ถึงแม้ว่า EHang เป็นรายแรกที่ได้รับใบอนุญาต แต่ธุรกิจดังกล่าวยังมีคู่แข่งจำนวนมากทั้งในประเทศจีนเองอย่าง Geely และ Xpeng ผู้พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่ผันตัวเข้ามาสู่ตลาดอากาศยาน รวมถึงแนวหน้าของสหรัฐอเมริกาอย่าง Joby Aviation ที่ก่อตั้งมาก่อน EHang ด้วยซ้ำ กระนั้นความยุ่งยากสำคัญคือเรื่อง ‘กฎระเบียบ’ ที่ต้องยอมรับว่า ฝั่งโลกตะวันตกนั้นมีความเคร่งครัดและเชื่องช้ากว่า เมื่อเทียบกับผู้นำอย่างประเทศจีน

    รัฐบาลจีน หนุนรอบด้าน เร่งสร้างนวัตกรรม

    แม้ท้องฟ้าจะไม่ได้เป็นของใคร แต่เขตแดนบนฟ้าคือพื้นที่ซึ่งรัฐบาลส่วนใหญ่สงวนไว้เพื่อกิจการทางการทหาร หากจะใช้งานต้องขออนุญาตภายใต้มาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่ท่าทีรัฐบาลจีนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหลังหันมาผลักดันเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ โดยปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ และอนุญาตเมืองนำร่อง 6 แห่ง เช่น เซินเจิ้น กวางโจว หางโจว และเหอเฝย สามารถจัดการน่านฟ้าที่ระดับความสูงต่ำกว่า 600 เมตรได้ตามความเหมาะสม

    สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (Civil Aviation Administration of China: CAAC) เองก็ตระหนักว่า ถ้ากฎระเบียบยังยุ่งยาก โอกาสทางธุรกิจก็ไม่มีทางเกิด เมื่อปี 2023 จึงมีการปรับวิธีการจัดการน่านฟ้าระดับต่ำรูปแบบใหม่ให้ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ลดกระบวนการที่ยุ่งยากลงสำหรับโดรนและอากาศยานไฟฟ้าที่ขึ้นลงแนวดิ่ง ส่วนทั้ง 6 เมืองนำร่องก็ทำงานเสมือนแซนด์บ็อกซ์สำหรับการทดลอง เรียนรู้ ก่อนจะนำไปออกแบบกฎระเบียบหรือนโยบายที่สมดุล ระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรมกับความปลอดภัย

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจใหม่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและการท้าทาย ลองนึกภาพฝูงโดรนและสารพัดแท็กซีลอยฟ้าบินฉวัดเฉวียนเหนือน่านฟ้าเมือง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ อุบัติเหตุหรือการบินเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำคือ การสร้างระบบบริหารจัดการน่านฟ้าแบบอัตโนมัติ ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะในการจัดการ เช่นเดียวกับระบบโครงข่ายการเชื่อมต่อ เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่น ระบบ 5G และระบบ GPS

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้ทรัพยากรสำคัญคือ เงินและบุคลากร เมืองนำร่องอย่างเซินเจิ้นตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ โดยรัฐบาลท้องถิ่นทุ่มเงินงบประมาณกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปีหน้าเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยแพลตฟอร์มสำหรับรับและปล่อยโดรนทั้งหมด 1,200 แห่ง สถานีกระจายสัญญาณ 5G ล้ำสมัยอีก 8,000 แห่ง พร้อมทั้งระบบจัดการน่านฟ้าระดับต่ำอัจฉริยะแบบบูรณาการ (Smart Integrated Lower Airspace System) ที่เปรียบเสมือนมันสมองของน่านฟ้า ที่คอยจัดการการบินทั้งหมด ณ ระดับต่ำกว่า 600 เมตร ส่วนในด้านบุคลากรนั้น นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัย 6 แห่งในจีนก็ริเริ่มหลักสูตรระดับปริญญา ‘วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับการบินระดับต่ำ’ แล้ว

    การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงสั้นๆ ของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำในจีน นับเป็นความน่าตื่นตาตื่นใจของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ในการสนับสนุนนวัตกรรม ต่อยอดจากเทคโนโลยีที่มีความได้เปรียบอยู่เดิมอย่างแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้กฎระเบียบที่วิ่งทันเทคโนโลยีและกล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากภาครัฐไม่ทำงานเชิงรุก

    เหมา อีเหนียน (Mao Yinian) ผู้บริหารด้านการจัดส่งอาหารด้วยโดรนของ Meituan ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Economist ว่า เจ้าหน้าที่รัฐจีนจากหลายเมืองเป็นฝ่ายติดต่อเพื่อพูดคุยกับ Meituan พร้อมข้อเสนอให้ริเริ่มเส้นทางการส่งอาหารใหม่ๆ ซึ่งในประเทศอื่นรวมถึงไทย ภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐจะเป็นแบบตรงกันข้าม

    แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกกลยุทธ์หนุนอุตสาหกรรมจองจีนจะประสบความสำเร็จเสมอไป เช่น ‘เศรษฐกิจน้ำแข็งและหิมะ’ ที่หนุนการท่องเที่ยวและกีฬาฤดูหนาว หรือ ‘เศรษฐกิจสีเงิน’ ที่สนับสนุนอะไรก็ตามเกี่ยวกับผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้ดูจะสร้างกระแสฮือฮาได้มากกว่ากระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมจริงๆ 

    แต่ในวันที่ประเทศไทยกำลังด้อมๆ มองๆ เพื่อหา ‘เครื่องจักรเพื่อการเติบโต’ ชิ้นใหม่ อาจถึงเวลาที่รัฐบาลอาจจะต้องกล้า ‘เสี่ยง’ มากขึ้นบ้าง และก้าวข้ามกรอบคิดเน้นส่งออกด้วยการเร่ขายแรงงานค่าแรงต่ำ เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป

    เอกสารประกอบการเขียน

    China’s “low-altitude economy” is taking off

    It’s a bird, it’s a plane…it’s a Chinese flying car

    China’s Low-Altitude Economy: A Rapidly Developing Sector to Watch

    China moves to boost low-altitude economy through legislation

    Shenzhen to invest US$1.7 billion in economy for flying cars, drones by 2026

    China’s cities may see ‘flying taxis’ as soon as three years, aviation company Ehang predicts

    Tags: , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/economiccrunch-low-altitude-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E6mOeFKbAqZYvhJA1jPK0

  • เปิดเบื้องหลังทีมว่าที่ รมว.เศรษฐกิจอนุทิน1 ถกส.อ.ท. นอกรอบ

    เปิดเบื้องหลังทีมว่าที่ รมว.เศรษฐกิจอนุทิน1 ถกส.อ.ท. นอกรอบ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตนและผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้ดำเนินการหารือร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรฐมนตรี และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมว่าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจของนายอนุมทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนนตรี หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกับนายอนุทิน และทีมว่าที่ รมว.เศรษฐกิจที่ส.อ.ท.

    โดยการหารือดังกล่าวเกิดจากนายเอกนิติ เล็งเห็นว่าสิ่งที่ ส.อ.ท. นำเสนอทั้ง 5 ข้อในการประชุมมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า 

    ,การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ,การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ ,การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ 

    และการบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทค่อนข้างตรงกับที่รัฐบาลส่วนใหญ่มองเห็น จึงขอนัดหารือนอกรอบที่สโมสรราชพฤษ์ใในเวลา 18.00 น. ของเมื่อวานนี้ (15 ก.ย. 68) เพื่อเป็นการเตรียมงานทางด้านเศรษฐกิจต่อไป และปรึกษาหารือร่วมกันว่าควรจะดำเนินการอย่างไรบ้าง

    “ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจ และว่าที่ รมว. คลังมีความเห็นว่าสิ่งที่ ส.อ.ท. นำเสนอค่อนข้างตรงกับที่รัฐบาลส่วนใหญ่เห็นด้วย โดยทุกหัวข้อที่นำเสนอเป็นแนวทางเร่งด่วนภายใน 4 เดือน เพียงแต่เวลาที่นำเสนอมีไม่มาก จึงต้องการลงรายเอียดให้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการหารือดังกล่าว และมีการหารือกันยาวนานจนเลยเวลา 21.00 น.“

    เปิดเบื้องหลังทีมว่าที่ รมว.เศรษฐกิจอนุทิน1 ถกส.อ.ท. นอกรอบ

    ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้นายกฯอนุทินเน้นย้ำชัดเจนว่า ภายในกรอบระยะเวลา 4 เดือนของการทำงาน จะต้องสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลได้จริง โดยหลังจากช่วงยุบสภาฯก็จะยังพอมีเวลาให้ดำเนินการได้ต่ออีกเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น เอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเป็นมุมที่ ส.อ.ท. นำเสนอ และส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้วว่าเอสเอ็มอีมีปัญหา 

    แต่ทีมเศรษฐกิจต้องการรู้ว่าโครงการอะไรที่จะสามารถเข้าถึงควยามต้องการของเอสเอ็มอีได้ลึก รวมถึงกว้างที่สุด และสมาชิกในแต่ละจังหวัดประสบปัญหาเรื่องใด จะมีกลไกลใดที่จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้แบบเกิดผลภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด และต้องการใช้เงินงบประมาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และตรงจุด เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ส.อ.ท. มองเห็นว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเอสเอ็มอีได้ก็คือ โครงการเมดอินไทยแลนด์ (Made in Thailand) ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยต้องการให้ทุกหน่วยงานของภาครัฐให้ความร่สวมมือมากกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากแต่ก่อนช่วงช่วงเริ่มต้นโครงการ ซึ่งกรมบัญชีกลางให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยในปีแรกมีผู้เข้ามาซื้อกว่า 1 แสนล้านบาท แต่พอปีถัดไปลดเหลือแค่ 3-4 หมื่นล้านบาท จึงต้องการให้ภาครัฐเห็นว่าแนวทางดังกล่าวเป็นเม็ดเงินที่สามารถช่วยเอสเอ็มอีได้เร็ว เพราะเป็นเงินของรัฐในการจัดซื้อจัดจ้าง 

    เปิดเบื้องหลังทีมว่าที่ รมว.เศรษฐกิจอนุทิน1 ถกส.อ.ท. นอกรอบ

    “ทีม รมว. ด้านเศรษฐกิจต้องการเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อที่หลังจากที่ได้มีการโปรดเกล้าฯ และถวายสัตย์เรียบร้อยแล้วจะได้สามารถทำงานได้ทันที เพราะเวลาตามกรอบมีไม่มาก”

    จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ”สำหรับผู้ที่เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ประกอบด้วย

    • นายเอนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และว่าที่ รมว คลัง
    • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่ รมว. พาณิชย์
    • นายธนกร สังบุญคงชนะ ว่าที่รมว. อุตสาหกรรม
    • นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว. พลังงาน
    • นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช. คลัง
    • นายกุลิศ สมบัติศิริ
    • นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท.
    • นายอภิชิต ประสพรัตน์  รองปประธาน ส.อ.ท.
    • นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท.
    • นายนาวา จันทนสุรคน  รองประธาน ส.อ.ท.
    • นายเวทิต  โชควัฒนา รองประธานส.อ.ท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HMVFQ27Q9WZlOymsfipRO

  • “สุเชษฐ์” ชี้ SET ขาขึ้น แนะเก็งกำไร 5 หุ้นเด่น รับเฟดลดดอกเบี้ย

    “สุเชษฐ์” ชี้ SET ขาขึ้น แนะเก็งกำไร 5 หุ้นเด่น รับเฟดลดดอกเบี้ย

    นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด (ASL) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 16 กันยายน 2568 ว่าดัชนี SET Index มีแนวต้านรับดับที่ 1,300–1,330 จุด และแนวรับที่ 1,275-1,287 จุด

    ทั้งนี้ บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในทิศทางเชิงบวก หลังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย

    ส่วนปัจจัยภายในประเทศ การเข้ามาทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่ง” คาดว่าจะส่งผลบวกต่อกลุ่มอาหาร พาณิชย์ ท่องเที่ยว และโรงแรม ขณะที่กลุ่มธนาคารยังมีบทบาทประคองตลาด ส่วนช่วงปลายปีคาดว่ากลุ่มเดินเรือและสายการบินจะเป็นแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติม

    สำหรับหุ้นดาวเด่นที่ นายสุเชษฐ์ แนะนำ “ซื้อ” ได้แก่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC แนวรับ 2.20-2.40 บาท แนวต้าน 2.50-2.70 บาท, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM แนวรับ 13.50 บาท แนวต้าน 13.90–14.50 บาท, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC แนวรับ 290-291 บาท แนวต้าน 295-298 บาท

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC แนวรับ 29 บาท แนวต้าน 30–31 บาท,บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 แนวรับ 22.50 บาท แนวต้าน 23-23.50 บาท

    โดยภาพรวม ประเมินว่าตลาดมีแนวโน้มสดใสขึ้นในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้า และคาดว่ากลางเดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงสำคัญที่ดัชนีสามารถทดสอบระดับ 1,350-1,400 จุด ได้ หากปัจจัยบวกทั้งในและต่างประเทศยังคงต่อเนื่อง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/782720&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sm8ZdPkmy__Mri-Y_rU9r