Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พิพัฒน์” เผยรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ต่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” เผยรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ต่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” เผยรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ต่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” ยันรัฐบาล “อนุทิน” เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ ชี้หากไม่ทำวันนี้จะเสียโอกาสมาก 

    วันที่ 17 กันยายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ อย่างเต็มที่ โดยล่าสุดได้มีการผนึกกำลังกับทีมงานในพื้นที่ภาคใต้เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้

    นายพิพัฒน์กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนก่อน โดยจะมีการสร้างทั้งระบบราง ถนน และระบบท่อเชื่อมโยงสองฝั่งทะเล เพื่อสร้างอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรและระนอง ซึ่งนายพิพัฒน์ได้หารือกับนายชุมพล จุลใส อดีต สส.ประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมกันสานต่อโครงการนี้

    เมื่อถูกถามถึงเสียงคัดค้านที่ต้องการให้ชะลอโครงการเพราะเกรงว่าจะศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไม่ทัน นายพิพัฒน์กล่าวว่า ถ้าเราไม่สานต่อในวันนี้ก็จะมีการชะลอไปเรื่อยๆ และโอกาสคงไม่เกิด พร้อมให้ความเห็นว่าในฐานะที่เป็นคนใต้และมีประสบการณ์ในธุรกิจเดินเรือระหว่างประเทศ การลงทุนในโครงการนี้คุ้มค่าแน่นอน แต่จะเน้นการเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุนมากกว่าการใช้เงินกู้ของรัฐบาล

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวว่าในฐานะที่เป็นคนใต้ได้พูดคุยกับเพื่อนในพื้นที่ว่าควรจะรวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้เพราะที่ผ่านมาเสียโอกาสไปมาก และกล่าวถึงกรอบเวลา 4 เดือนที่รัฐบาลจะทำงานว่าหากไม่มีการริเริ่มโครงการใดๆ ก็จะผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ โดยยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์คือความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรีในการสร้างงานชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2883405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G0BcSsWmSBpuyLTvo9tQz

  • เจาะลึก : ทำไมเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกไม่ทำให้ปากท้องคนในพื้นที่ดีขึ้น

    เจาะลึก : ทำไมเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกไม่ทำให้ปากท้องคนในพื้นที่ดีขึ้น

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะ จ. ระยอง ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวกว่า 1.1 ล้านบาทต่อปีสูงที่สุดในประเทศ พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ แม้การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่คนในพื้นที่รู้สึกว่าปากท้องยังดูไม่สดใส เมื่อกลับมาผู้เขียนจึงนำข้อมูลการลงทุนจากต่างประเทศในพื้นที่มาวิเคราะห์เจาะลึก ถึงเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลง พบข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการ

    rn

     

    rn

    โครงสร้างเงินลงทุนต่างชาติในไทยเปลี่ยน จากเดิมที่ญี่ปุ่นครองแชมป์มานาน ตามด้วยสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นผู้นำการลงทุนโดยตรงในไทย

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะ จ. ระยอง ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวกว่า 1.1 ล้านบาทต่อปีสูงที่สุดในประเทศ พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ แม้การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่คนในพื้นที่รู้สึกว่าปากท้องยังดูไม่สดใส เมื่อกลับมาผู้เขียนจึงนำข้อมูลการลงทุนจากต่างประเทศในพื้นที่มาวิเคราะห์เจาะลึก ถึงเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลง พบข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการ

    โครงสร้างเงินลงทุนต่างชาติในไทยเปลี่ยน จากเดิมที่ญี่ปุ่นครองแชมป์มานาน ตามด้วยสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นผู้นำการลงทุนโดยตรงในไทย

    car

    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากญี่ปุ่นที่หันไปให้ความสำคัญกับเวียดนามมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวดี แรงงานวัยทำงานจำนวนมาก ค่าแรงต่ำกว่าไทย ขณะเดียวกัน จีนเองก็เร่งขยายการลงทุนในต่างประเทศ ผ่านการผลักดันยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative ประกอบกับแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการส่งออก จีนจึงหันมาขยายการลงทุนในหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นฐานการผลิตในการส่งออก

    rn

     

    rn

    เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมการเข้ามาลงทุนพบว่า แม้ทั้งญี่ปุ่นและจีนจะเลือกลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน อุตสาหกรรมที่ลงทุนของญี่ปุ่นและจีนแตกต่างอย่างชัดเจน

    rn

     

    rn

    ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนจากญี่ปุ่นอยู่ในอุตสาหกรรมเน้นใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ ใช้แรงงานควบคู่กับเครื่องจักร ทำให้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์สันดาป อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง SMEs ไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ การจับจ่ายใช้สอยคึกคัก และเศรษฐกิจขยายตัวดีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    rn

     

    rn

    ที่ชัดเจนคืออุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ซึ่งไทยมีฐานการผลิตที่ครบวงจร โดยมี SMEs ไทยกว่า 2,000 แห่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่ม tier 2 และ tier 3 ขณะที่บริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตและศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในไทย ส่งผลให้มีการจ้างงานกว่า 5 แสนราย

    rn

     

    rn

    นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Hard disk drive ทำให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ไทยมีการผลิตทั้งห่วงโซ่อุปทาน มีการจ้างงานราว 8 หมื่นราย 

    rn”}}” id=”text-2b8b6b31c9″>

    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากญี่ปุ่นที่หันไปให้ความสำคัญกับเวียดนามมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวดี แรงงานวัยทำงานจำนวนมาก ค่าแรงต่ำกว่าไทย ขณะเดียวกัน จีนเองก็เร่งขยายการลงทุนในต่างประเทศ ผ่านการผลักดันยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative ประกอบกับแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการส่งออก จีนจึงหันมาขยายการลงทุนในหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นฐานการผลิตในการส่งออก

    เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมการเข้ามาลงทุนพบว่า แม้ทั้งญี่ปุ่นและจีนจะเลือกลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน อุตสาหกรรมที่ลงทุนของญี่ปุ่นและจีนแตกต่างอย่างชัดเจน

    ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนจากญี่ปุ่นอยู่ในอุตสาหกรรมเน้นใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ ใช้แรงงานควบคู่กับเครื่องจักร ทำให้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์สันดาป อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง SMEs ไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ การจับจ่ายใช้สอยคึกคัก และเศรษฐกิจขยายตัวดีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    ที่ชัดเจนคืออุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ซึ่งไทยมีฐานการผลิตที่ครบวงจร โดยมี SMEs ไทยกว่า 2,000 แห่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่ม tier 2 และ tier 3 ขณะที่บริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตและศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในไทย ส่งผลให้มีการจ้างงานกว่า 5 แสนราย

    นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Hard disk drive ทำให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ไทยมีการผลิตทั้งห่วงโซ่อุปทาน มีการจ้างงานราว 8 หมื่นราย 

    diagram

    ด้านการลงทุนของจีนเน้นอุตสาหกรรมใช้ทุนเข้มข้น รูปแบบการลงทุนยังเป็นระบบปิด ใช้ supply chain ในประเทศน้อย เน้นใช้วัตถุดิบ แรงงานจากจีน อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด คือ ยางและพลาสติก ตามด้วยรถยนต์ EV อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ติดใน 10 อันดับแรกด้วย

    rn

     

    rn

    แม้จะดูเป็นโอกาส แต่การลงทุนเหล่านี้กลับใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นหลัก การถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานได้ เช่น รถยนต์ EV ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและระบบ Automation ใช้หุ่นยนต์ในการผลิต และใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์สันดาปถึง 10 เท่า ทำให้ SMEs ไทยยังไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการผลิต ทำให้การ
    rn จ้างงานและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ขยายตัวตาม

    rn

     

    rn

    อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของทุนจีน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจีนลดลง และรัฐบาลจีนมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้เตาหลอมเหล็ก จีนจึงสนใจมาลงทุนในไทย เพราะมีอุปสงค์เหล็กสูงอันดับสองในอาเซียนรองจากเวียดนาม แต่การเข้ามาลงทุนนี้กลับสร้างการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจนผู้ประกอบการไทยหลายรายต้องปิดกิจการกว่า 75 ราย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

    rn

     

    rn

    อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ ส่วนใหญ่เข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ด้านการขายในประเทศ มีข้อกังวลจากข่าวทาง ส.อ.ท. เรื่องการ “สวมสิทธิ” ที่มีรายงานว่าผู้ประกอบการบางรายนำสินค้าจากจีนมาติดฉลาก มอก. 

    rn”}}” id=”text-347f55f925″>

    ด้านการลงทุนของจีนเน้นอุตสาหกรรมใช้ทุนเข้มข้น รูปแบบการลงทุนยังเป็นระบบปิด ใช้ supply chain ในประเทศน้อย เน้นใช้วัตถุดิบ แรงงานจากจีน อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด คือ ยางและพลาสติก ตามด้วยรถยนต์ EV อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ติดใน 10 อันดับแรกด้วย

    แม้จะดูเป็นโอกาส แต่การลงทุนเหล่านี้กลับใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นหลัก การถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานได้ เช่น รถยนต์ EV ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและระบบ Automation ใช้หุ่นยนต์ในการผลิต และใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์สันดาปถึง 10 เท่า ทำให้ SMEs ไทยยังไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการผลิต ทำให้การ
    จ้างงานและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ขยายตัวตาม

    อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของทุนจีน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจีนลดลง และรัฐบาลจีนมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้เตาหลอมเหล็ก จีนจึงสนใจมาลงทุนในไทย เพราะมีอุปสงค์เหล็กสูงอันดับสองในอาเซียนรองจากเวียดนาม แต่การเข้ามาลงทุนนี้กลับสร้างการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจนผู้ประกอบการไทยหลายรายต้องปิดกิจการกว่า 75 ราย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

    อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ ส่วนใหญ่เข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ด้านการขายในประเทศ มีข้อกังวลจากข่าวทาง ส.อ.ท. เรื่องการ “สวมสิทธิ” ที่มีรายงานว่าผู้ประกอบการบางรายนำสินค้าจากจีนมาติดฉลาก มอก. 

    diagram2

    เมื่อมาเชื่อมโยงกับปากท้องของคนในภาคตะวันออก ในช่วงที่ไทยได้รับการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้มข้น ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ในภาคตะวันออกในช่วงก่อนโควิด (ปี 2559-2561) เคยอยู่ที่ระดับ 800 แห่ง/ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่คึกคัก การจับจ่ายใช้สอยขยายตัว และหากดูการเติบโตของภาษีมูลค่าเพิ่มสะท้อนการบริโภคของคนในพื้นที่ เติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปี แต่เมื่อการลงทุนจากจีนเข้ามาแทนที่ตั้งแต่ปี 2566 ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ลดลงเหลือเพียง 500 แห่ง/ปี ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชะลอตัว การบริโภคลดลง และภาษีมูลค่าเพิ่มเริ่มหดตัว

    rn

     

    rn

    เมื่อเจาะลึกในแต่ละอุตสาหกรรมเห็นการใช้ Automation ประกอบกับการลงทุนของจีนที่เข้ามาเป็นระบบปิด ใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกใจว่าปากท้องคนในภาคตะวันออกไม่สดใสนัก

    rn

     

    rn

    ล่าสุด BOI ออกนโยบายส่งเสริมการลงทุน 5 ข้อหลัก ได้แก่ (1) สนับสนุน SMEs ไทย ปรับปรุงประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถแข่งขัน (2) งดส่งเสริมกิจการ Oversupply เช่น เหล็ก และกิจการที่เสี่ยงต่อมาตรการการค้าสหรัฐฯ เช่น โซลาร์เซลล์ (3) คุมเข้มกระบวนการผลิต ป้องกันการสวมสิทธิ และเพิ่มมูลค่าการผลิตในไทย (4) กำหนดสัดส่วนแรงงานไทย ไม่น้อยกว่า 70% และคัดกรองแรงงานต่างชาติด้วยเงินเดือนขั้นต่ำ 50,000–150,000 บาท และ (5) ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้โอกาสผู้ประกอบการไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ได้มากขึ้น โดยผู้ประกอบการและแรงงานไทยต้องปรับตัว เพื่อให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายการลงทุนจากต่างชาติในระลอกนี้ สอดรับกับที่ BOI จะมีการติดตามโครงการที่รับการส่งเสริมอย่างเข้มข้นเช่นกัน

    rn”}}” id=”text-39599401ef”>

    เมื่อมาเชื่อมโยงกับปากท้องของคนในภาคตะวันออก ในช่วงที่ไทยได้รับการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้มข้น ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ในภาคตะวันออกในช่วงก่อนโควิด (ปี 2559-2561) เคยอยู่ที่ระดับ 800 แห่ง/ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่คึกคัก การจับจ่ายใช้สอยขยายตัว และหากดูการเติบโตของภาษีมูลค่าเพิ่มสะท้อนการบริโภคของคนในพื้นที่ เติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปี แต่เมื่อการลงทุนจากจีนเข้ามาแทนที่ตั้งแต่ปี 2566 ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ลดลงเหลือเพียง 500 แห่ง/ปี ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชะลอตัว การบริโภคลดลง และภาษีมูลค่าเพิ่มเริ่มหดตัว

    เมื่อเจาะลึกในแต่ละอุตสาหกรรมเห็นการใช้ Automation ประกอบกับการลงทุนของจีนที่เข้ามาเป็นระบบปิด ใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกใจว่าปากท้องคนในภาคตะวันออกไม่สดใสนัก

    ล่าสุด BOI ออกนโยบายส่งเสริมการลงทุน 5 ข้อหลัก ได้แก่ (1) สนับสนุน SMEs ไทย ปรับปรุงประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถแข่งขัน (2) งดส่งเสริมกิจการ Oversupply เช่น เหล็ก และกิจการที่เสี่ยงต่อมาตรการการค้าสหรัฐฯ เช่น โซลาร์เซลล์ (3) คุมเข้มกระบวนการผลิต ป้องกันการสวมสิทธิ และเพิ่มมูลค่าการผลิตในไทย (4) กำหนดสัดส่วนแรงงานไทย ไม่น้อยกว่า 70% และคัดกรองแรงงานต่างชาติด้วยเงินเดือนขั้นต่ำ 50,000–150,000 บาท และ (5) ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้โอกาสผู้ประกอบการไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ได้มากขึ้น โดยผู้ประกอบการและแรงงานไทยต้องปรับตัว เพื่อให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายการลงทุนจากต่างชาติในระลอกนี้ สอดรับกับที่ BOI จะมีการติดตามโครงการที่รับการส่งเสริมอย่างเข้มข้นเช่นกัน

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    parinda photo

    ปริญดา สุลีสถิร

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 16 กันยายน 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20250916.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MzZwMPV3FmsEUnku-8Jm_

  • ถึงเวลา! Fed จ่อลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบปี หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอันตราย

    ถึงเวลา! Fed จ่อลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบปี หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอันตราย

    By

    กันยายน 17, 2025

    ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง หลังจากที่ต้องเผชิญกับการถกเถียงทางเศรษฐกิจอย่างหนักและการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็เตรียมที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันพุธนี้

    คาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า Fed จะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายลง 0.25% ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ในกรอบ 4% ถึง 4.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว คาดว่าจะเป็นการเริ่มต้นของการลดดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ก็มาพร้อมกับ “คำเตือน” เกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่เป็นเอกฉันท์มากขึ้นในหมู่กรรมการ Fed ว่า ตลาดแรงงานที่กำลังชะงักงันจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง

    เบื้องหลังการตัดสินใจ เมื่อตลาดแรงงาน ‘ส่งสัญญาณอันตราย’

    ในหลายๆ แง่ การที่ Fed ตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ปัญหาเงินเฟ้อที่เคยพุ่งทะยานอย่างรุนแรงหลังยุคโควิดและเป็นสาเหตุให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 นั้น ได้ลดความร้อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว

    แม้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะมีความกังวลว่านโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ ทั้งการลดภาษี, การขึ้นกำแพงภาษี และการกวาดล้างแรงงานข้ามชาติ อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ ความกังวลดังกล่าวได้ถูกบดบังด้วย “ความอ่อนแอ” ที่ชัดเจนขึ้นในตลาดแรงงาน โดยสหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิดในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม และที่น่าตกใจคือตัวเลขในเดือนมิถุนายนกลับ “ติดลบ” ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2020

    “หัวใจสำคัญมันอยู่ที่สิ่งที่เราเห็นในตลาดแรงงาน ความเสื่อมโทรมที่เราเห็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา” ซาราห์ เฮาส์ (Sarah House) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Wells Fargo กล่าว “Fed รู้ดีว่าเมื่อตลาดแรงงานกลับตัว มันจะกลับตัวเร็วมาก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการให้แน่ใจว่าจะไม่ได้กำลังเหยียบเบรกเศรษฐกิจในขณะที่ตลาดแรงงานชะลอตัวลงแล้ว”

    ทรัมป์กดดันหนัก-แต่ Fed ยันตัดสินใจเอง

    แม้การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นที่พอใจของทรัมป์ แต่ก็ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เขาหยุดวิพากษ์วิจารณ์ได้ เขากดดัน Fed มานานหลายเดือนให้ลดดอกเบี้ยลงแรงๆ โดยอ้างว่าควรจะอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 1% และได้เรียกประธาน Fed อย่าง เจอโรม พาวเวล ว่าเป็น “ไอ้ทึ่มตัวจริง” บนโซเชียลมีเดีย

    แรงกดดันของทรัมป์ไม่ได้มีอยู่แค่ในคำพูด เขายังได้เร่งรัดกระบวนการเพื่อส่งคนของตัวเองอย่าง สตีเฟน มิราน เข้าไปนั่งในบอร์ดของ Fed ให้ทันการประชุมในสัปดาห์นี้ และยังพยายามที่จะไล่ออก ลิซา คุก ซึ่งเป็นกรรมการอีกคนหนึ่งด้วย

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า แม้ทรัมป์จะกดดันอย่างหนัก แต่การตัดสินใจลดดอกเบี้ยของ Fed ในครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นอยู่แล้วไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม “นโยบายของประธานาธิบดีต่างหากที่กำลังสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่บีบให้ Fed ต้องลงมือ” อาร์ต โฮแกน (Art Hogan) หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ B. Riley Wealth กล่าว “ผมคิดว่าการที่ประธานาธิบดีออกมาพูดกดดัน Fed ให้ลดดอกเบี้ยนั้น ไม่มีผลกระทบอะไรเลยแม้แต่น้อย”

    ที่มา: bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/09/17/why-us-is-expected-to-cut-interest-rates/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wbzfuHCMS4Twy91k7AAGa

  • “เจริญอ่านเภสัช” พังงา “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จุดประกายสู่เศรษฐกิจสบายใจ

    “เจริญอ่านเภสัช” พังงา “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จุดประกายสู่เศรษฐกิจสบายใจ

    ในย่านเล็ก ๆ ของจังหวัดพังงา มีร้านขายยาที่แตกต่างจากร้านใด ๆ ที่เราเคยรู้จัก “เจริญอ่านเภสัช” อาจดูเหมือนร้านขายยาธรรมดา แต่เมื่อก้าวเข้าไปข้างในกลับพบว่าพื้นที่นี้คือ “ร้านจ่ายยารักษาใจ” ที่เปลี่ยนความหมายของคำว่าการเยียวยาให้กว้างไกลกว่าแค่การรักษาร่างกาย ธวิศรุต บุรพัฒน์ และ ชนชญา ไชยอิ่นคำ สองนักสร้างสรรค์จาก Soul Friend & Spiritual Garden เลือกจะตีความร้านขายยาแห่งนี้ใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “พังงาพลังบวก” ที่ตั้งใจยกระดับให้กลายเป็นศูนย์กลางเยียวยาจิตใจของผู้คนในชุมชน

    ร้านเจริญอ่านเภสัชจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานรากในชุมชนที่กำลังมุ่งสู่ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” ในอนาคต ซึ่งเป็นแผนงานและแนวคิดสำคัญของ CEA – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เจ้าภาพในการจัดงาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ในปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน”

    มาถึงวันนี้เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ได้กลายแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนให้ปักษ์ใต้ก้าวสู่การเป็นภูมิภาคสร้างสรรค์ที่ “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว” อย่างแท้จริง ตอบรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้ที่มีมูลค่าสูงถึง 85,306 ล้านบาทในปี 2565 โดยร้อยละ 80 มาจากการท่องเที่ยว

    เจริญอ่านเภสัช จังหวัดพังงา

    “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จึงเป็นส่วนเล็กๆที่สำคัญภายในเรือนร่างอันใหญ่โตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” ที่กำลังสร้างคุณค่าบางอย่างให้กับชุมชมและสังคมมากกว่ามูลค่า

    ที่นี่ มียาเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เพราะสิ่งที่โดดเด่นกว่าคือบรรยากาศที่เต็มไปด้วย หนังสือและกิจกรรมสร้างสมดุล ผู้มาเยือนสามารถเลือกหยิบหนังสือดี ๆ สักเล่ม จิบชาสมุนไพร และเรียนรู้ที่จะฟังเสียงหัวใจตัวเองผ่านกิจกรรมอย่าง สมาธิ โยคะ ศิลปะ หรือแม้กระทั่ง Sound Healing ทุกกิจกรรมล้วนถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนกลับมาสัมผัสความสงบที่แท้จริง

    หนึ่งในไอเดียที่น่าสนใจคือการชวนผู้คนออกเดินทางไปตาม “10 เส้นทางเยียวยาใจ” ที่เชื่อมโยงการดูแลภายในกับประสบการณ์นอกตัว ตั้งแต่การภาวนาจิต การดำน้ำแบบฟรีไดฟ์ ไปจนถึงการเล่นเซิร์ฟท่ามกลางพลังทะเล ทุกเส้นทางไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางเพื่อกลับไปพบความสมดุลในใจตนเอง

    ธวิศรุต บุรพัฒน์ แห่งเจริญอ่านเภสัช พังงา

    คุณธวิศรุตเล่าว่า การทำร้านนี้ไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจ แต่คือการสร้างความหมายใหม่ให้กับคำว่าความคิดสร้างสรรค์ เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า

    “ความคิดสร้างสรรค์ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยแก้ปัญหาสังคม และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้แลกเปลี่ยนเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน”

    ประโยคนี้สะท้อนว่า “เจริญอ่านเภสัช” ไม่ได้เป็นเพียงร้านขายยาที่พัฒนาให้แปลกใหม่ แต่คือการวางรากฐานของคอมมิวนิตี้แห่งการดูแลใจ ที่ให้ทั้งคนในพื้นที่และนักเดินทางได้เข้ามาสัมผัสพลังบวก พื้นที่เล็ก ๆ นี้จึงเปลี่ยนพังงาให้เป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว แต่คือแหล่งพักใจที่แท้จริงของผู้คน

    “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” พลังสร้างสรรค์ที่งดงามจากแดนใต้

    ปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นกันยายนที่ผ่านมา จังหวัดสงขลากลายเป็นศูนย์กลางแห่งพลังสร้างสรรค์ เมื่อสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดงาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” ตลอดเวลา 11 วันของการจัดงาน ไม่เพียงเปิดพื้นที่แสดงผลงานออกแบบ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือปลุกพลังสร้างสรรค์” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

    ผลลัพธ์ของงานสะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลฯ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเฉพาะของนักออกแบบ แต่คือแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนให้ปักษ์ใต้ก้าวสู่การเป็นภูมิภาคสร้างสรรค์ที่ “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว” อย่างแท้จริง คาดการณ์มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตลอดงานสูงกว่า 500 ล้านบาท และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 200,000 คน โดยอาศัยจังหวะพิเศษที่ตรงกับวันชาติของมาเลเซีย (31 สิงหาคม) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน

    การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฐานทุนสู่ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ”

    การท่องเที่ยวคือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย ปี 2568 มีการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามามากกว่า 40 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 3.5 ล้านล้านบาท และเมื่อมองลึกลงไปในพื้นที่ภาคใต้ จะพบว่ามีศักยภาพโดดเด่นอย่างยิ่ง ปี 2565 มูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้สูงถึง 85,306 ล้านบาท โดยกว่าร้อยละ 80 มาจากการท่องเที่ยว คิดเป็นรายได้กว่า 68,170 ล้านบาท

    ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA กล่าวว่า “ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แสดงให้เห็นว่าภาคใต้พร้อมก้าวสู่เวทีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ… เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้จึงถูกออกแบบบนแนวทาง Area-Based Platform ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับศิลปะ อาหาร แฟชั่น ดนตรี และงานคราฟต์ เพื่อยกระดับสู่ ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ (De-Stress Economy)’ ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนทั่วไป”

    “ยิ่งไปกว่านั้น เทศกาลฯ ยังทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับภาคใต้ให้เป็นจุดหมายที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พร้อมต่อยอดสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทุกสาขา ตั้งแต่การพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based) ขยายสู่การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม (Industry-Based) และต่อเนื่องสู่การพัฒนาเชิงความรู้ (Knowledge-Based) เพื่อเสริมศักยภาพคนในพื้นที่ควบคู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

    พลังความร่วมมือ  จากท้องถิ่นสู่เวทีนานาชาติ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PTDW2025 แตกต่าง คือพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน นักสร้างสรรค์ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐท้องถิ่น โดยปีนี้ยังได้ขยายพื้นที่จัดงานไปยัง ถนนเพชรคีรี เพื่อเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่จากทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ได้แสดงศักยภาพ

    คุณฆฤณ กังวานกิตติ ผู้อำนวยการ CEA สงขลา กล่าวเสริมว่า “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 แสดงพลังความร่วมมือของ ‘ชาวปักษ์ใต้’ ที่ได้แลกเปลี่ยนทักษะข้ามศาสตร์ เกิดเป็นพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ และสะท้อนว่าภาคใต้ ‘มีดี’ และ ‘มีโอกาส’ พร้อมก้าวไปสู่โอกาสการลงทุนและการต่อยอดอย่างแท้จริง”

    ตัวอย่างพลังสร้างสรรค์  5 จังหวัดที่เปล่งประกาย ประกอบด้วยพังงา สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ยะลา และสตูล

    “เจริญอ่านเภสัช” จังหวัดพังงา โดย Soul Friend & Spiritual Garden

    ร้านขายยาธรรมดาถูกตีความใหม่เป็น ‘ร้านจ่ายยารักษาใจ’ โดย ธวิศรุต บุรพัฒน์ และ ชนชญา ไชยอิ่นคำ สองนักสร้างสรรค์จาก Soul Friend & Spiritual Garden ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘พังงาพลังบวก’ ที่ยกระดับพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางเยียวยาจิตใจ

    “Island Frequencies: Music, Art & Paradise” จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย Art in Paradise School

    เสน่ห์ศิลปะและดนตรีจากเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จาก Art in Paradise School นำเสนอเทศกาล “Island Frequencies: Music, Art & Paradise”  มาสู่ใจกลางเมืองสงขลา การแสดงผสมผสานอัตลักษณ์ชาวเกาะกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และความร่วมมือกับดีเจชาวฝรั่งเศสเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมท้องถิ่นกับสากล

    ขณะเดียวกัน ยังมีห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ที่จัดแสดงนิทรรศการ “เก้าอี้ 3 ตัว” จากวัสดุรีไซเคิล ที่เล่าเรื่องราวการดูแลรักษาท้องทะเลจากขยะ รวมจนถึงวิถีชีวิตและเสียงทะเลให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส โดยความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิด แต่ยังสะท้อนโอกาสของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เติบโตจากงานศิลปะของชุมชนและความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ ที่สามารถต่อยอดวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวได้

    De’ Lapae Art Space Narathiwat “Ask Yourself to Narathiwat Beyond” จังหวัดนราธิวาส โดย ดร. ปรัชญ์ พิมานแมน และ ผศ. คีต์ตา อิสรั่น

    นราธิวาสกำลังเป็นพื้นที่วัฒนธรรมที่น่าจับตา โครงการ De’ Lapae Art Space ชวนให้ผู้คนกลับมาค้นหามิติใหม่ของนราธิวาส ผ่านการตีความสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมอย่างสถาปัตยกรรมเก่าแก่ สายน้ำ ป่าเขา และเรื่องเล่าท้องถิ่นที่คุ้นเคยแต่ถูกละเลย โดยมี ดร. ปรัชญ์ พิมานแมน และ ผศ. คีต์ตา อิสรั่น นำทีมศิลปิน นักออกแบบ และชุมชนสร้าง ‘บทสนทนา’ (Dialogue) ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน โดยเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้ลงลึกกับชุมชนเพื่อถอดรหัสอัตลักษณ์และตีความใหม่

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือผลงานของกลุ่ม Bunga Melayu ที่ศึกษาลวดลาย ‘เรือกอและ’ และต่อยอดสู่งานออกแบบร่วมสมัย ขณะที่กลุ่ม Muslimah Collective ลงพื้นที่บ้านกูยิ ทำงานคลุกคลีกับผู้คนจริง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่น ส่วนกลุ่ม Rolling Wild ที่ใช้ฟิล์ม Super 8 บันทึกภาพเคลื่อนไหวของชุมชนจังหวัดนราธิวาสแบบที่ไม่เคยเห็น ได้ถ่ายทอดบรรยากาศของพื้นที่จนกลายเป็นบันทึกความทรงจำที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ดร. ปรัชญ์ ย้ำว่าการอนุรักษ์ที่แท้จริงคือต้องทำให้มรดกมีชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสำคัญที่จะสร้างคุณค่าในอนาคตได้ต่อไป

    YALA ICON จังหวัดยะลา โดย “NAYU COUTURE” The Real McCoy

    ยะลาตอกย้ำศักยภาพในฐานะศูนย์กลางแฟชั่นมลายู กับโครงการ “NAYU COUTURE” ภายใต้แนวคิด YALA ICON โดยมี เอกรัตน์ สุวรรณรัตน์ นำทีมสร้างสรรค์ โครงการนี้มุ่งยกระดับอัตลักษณ์มลายูสู่เวทีแฟชั่นร่วมสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Real McCoy” ที่เน้นความแท้จริงและการเล่าเรื่องอย่างภาคภูมิใจ ไฮไลต์สำคัญคือแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันพิเศษ 15 ผลงาน สะท้อนความประณีตของหัตถศิลป์ท้องถิ่น ตั้งแต่บาติกปั๊มลายจนถึงการปักกะปิเยาะห์ ควบคู่กับนิทรรศการและเวทีเสวนาที่เชื่อมโยงนักออกแบบ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

    คุณเอกรัตน์กล่าวว่ายะลามีรากฐานแฟชั่นมลายูที่ลึกซึ้ง และแฟชั่นร่วมสมัยสามารถเดินเคียงคู่กับมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างทรงพลัง ด้วยการนำทักษะของช่างฝีมือมาผสานกับมุมมองของดีไซเนอร์เพื่อยกระดับอัตลักษณ์เครื่องแต่งกายท้องถิ่นสู่เวทีโลก

    “สตูล ‘ปลา’ ณีต Satun Folk & Fine” จังหวัดสตูล โดย ภาคีนักสร้างสรรค์สตูล

    เสน่ห์ของสตูลสะท้อนผ่านความประณีตของการทำประมงพื้นบ้านและการปรุงวัตถุดิบสดจากทะเลอย่างพิถีพิถัน จังหวัดเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือน ครัวกระจายอาหาร ของทุกภูมิภาคนี้ ถูกนำมาเล่าใหม่ใน

    มิติสร้างสรรค์ภายใต้โครงการ “สตูล ‘ปลา’ ณีต Satun Folk & Fine” โดย เยาวนันท์ เส็นติระ และกลุ่มนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น กิจกรรมของโครงการครอบคลุมตั้งแต่งานศิลปะเครื่องมือประมง การปรุงเมนูพื้นถิ่น ไปจนถึงการท่องเที่ยววิถีประมงเชิงอนุรักษ์แบบ One Day Trip เพื่อพาผู้มาเยือนไปสัมผัสชีวิตชาวประมงที่แท้จริง

    คุณเยาวนันท์กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ร่วมเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ เราเห็นตรงกันว่าการประมงคือหัวใจของเศรษฐกิจชุมชน โครงการนี้จึงเกิดจากความร่วมมือของคนในพื้นที่ ศิลปิน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อชวนผู้คนมาสัมผัสและต่อยอดสิ่งที่เรามีให้กลายเป็นความภาคภูมิใจร่วมกัน”

    PTDW2025 คือบทพิสูจน์ว่าภาคใต้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น “ภูมิภาคสร้างสรรค์” ที่ใช้พลังงานวัฒนธรรมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากพื้นที่เชิงชุมชน ขยายสู่การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม และต่อยอดไปสู่การสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้ปักษ์ใต้ไม่เพียง “น่าอยู่” แต่ยัง “น่าลงทุน” และ “น่าท่องเที่ยว” อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/730511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eVDk44iMyG3kJTELPBwwN

  • แบงก์ชาติอินโดฯ เซอร์ไพรส์ตลาด หั่นดอกเบี้ย 0.25% หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติอินโดฯ เซอร์ไพรส์ตลาด หั่นดอกเบี้ย 0.25% หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเหนือความคาดหมายในวันนี้ (17 ก.ย.) ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่ 6 นับตั้งแต่เริ่มเดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในเดือนก.ย.ปีที่แล้ว ส่งผลให้ลดดอกเบี้ยรวมแล้ว 1.50%

    BI ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 7 วัน ลง 0.25% เหลือ 4.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปลายปี 2565 สวนทางกับความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ 31 รายที่ต่างประเมินว่า BI จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม

    นอกจากนี้ BI ยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนลง 0.50% สู่ระดับ 3.75% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% สู่ระดับ 5.50%

    เพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการ BI ระบุว่า ธนาคารกลางยังคงพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์กับการหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w8wQ6aCw5rT18l1e28hDm

  • ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ก่อนการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินสายหารือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 15 กันยายน 2568 ได้พบกับผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อวางแนวทางเสริมศักยภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ขณะที่วันที่ 18 กันยายนนี้ เตรียมนำคณะประชุมร่วมกับหอการค้าไทย ภาคเอกชนเตรียมเสนอแผนเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหากำลังซื้อ และอุปสรรคทางธุรกิจต่อรัฐบาลใหม่

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในวันที่ 18 กันยายนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะพบปะและประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารของหอการค้าฯ และสภาหอฯ ณ หอการค้าไทย เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงรับทราบถึงปัญหาของหอการค้าทั่วประเทศ ที่จะมีการนำเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากหอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้า 15 กลุ่มคลัสเตอร์ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้รัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนต่อไป

    เร่งแก้บาทแข็ง-ดันคนละครึ่ง

    ทั้งนี้แหล่งข่าวจากหอการค้าไทยระบุว่า ในการพบและประชุมร่วมกับผู้บริหารของหอการค้าฯ และสภาหอการค้าฯในครั้งนี้ ภาคเอกชนจากสมาคมการค้าต่าง ๆ ได้รวบรวมประเด็นข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลชุดใหม่ โดยประเด็นที่เป็นปัญหาร่วมที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข เช่น ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อลดความผันผวนและป้องกันค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไป โดยเวลานี้แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปี แตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบมากต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทย อยากให้ช่วยกำกับดูแลให้อ่อนค่าลงสู่ระดับที่แข่งขันได้ เช่น 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    นอกจากนี้เสนอให้พัก/รีไฟแนนซ์หนี้สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่ลดลง การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี การเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป(อียู) และการเปิดตลาดใหม่ ๆ รวมถึงการลดค่าไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น

    ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอสำคัญของสมาคมการค้าต่าง ๆ ในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน

    โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอโครงการ “คนละครึ่ง” วงเงินค่าใช้จ่าย 1,500 บาทต่อเดือนระยะเวลา ต.ค.-พ.ย.2568, โครงการ Easy E-Receipt เฟส 2 เสนอวงเงิน 1 แสนบาท (รวมทุกหมวดสินค้า) ระยะเวลา พ.ย.-ธ.ค. 2568,โครงการ “รัฐครึ่งเอกชนครึ่ง” สนับสนุนการจ้างงานใหม่โดยรัฐร่วมจ่ายเงินเดือน 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน (แต่เกิน 7,500 บาทต่อคน) เป็นต้น

    ขอลดภาษีที่ดิน-เร่งประมูล PPP

    ส่วน สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร / สมาคมอาคารชุดไทย/สมาคมอสังหา ริมทรัพย์ไทย /สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน/สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ เสนอมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย โดยขอให้ปรับลดหย่อนมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยปรับลดอัตราภาษีลงไม่น้อยกว่า 50% โดยเฉพาะในปี 2569 หรือจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว

    การลดต้นทุนผู้ประกอบการอสังหาฯและภาคก่อสร้าง เสนอให้ลดภาษีนำเข้าวัสดุก่อสร้างบางรายการที่ไม่มีการผลิตในประเทศ เช่น เหล็กพิเศษ กระจกคุณภาพสูง และอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และขอให้โครงการลงทุนสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณก่อสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น ถนน รถไฟ ท่าเรือ ระบบสาธารณูปโภคภายใน 6-8 เดือน และจัดทำโครงการ PPP ขนาดเล็ก-กลาง ที่สามารถเริ่มประมูลและลงนามได้เร็ว เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โครงการสมาร์ทซิตี้ เป็นต้น

    ขอหนุนปล่อยกู้เต็มร้อยอาชีพอิสระ

    สอดคล้องกับนายอิสระ บุญยัง ประธานสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฯ สภาหอการค้าฯไทย เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เดินหน้ามาตรการต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิม โดยเฉพาะ การค้ำประกันสินเชื่อแบบ Mortgage Insurance ซึ่งเป็นรูปแบบองค์กรคนกลางค้ำประกัน หรือ รูปแบบบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน20% เพื่อสร้างความมั่นใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ ลดภาระที่ตกอยู่กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)มากเกินไป

    พร้อมกันนี้ เสนอให้รัฐสนับสนุนการปล่อยกู้เต็ม 100% สำหรับกลุ่มอาชีพอิสระและผู้ที่พ้นจากสถานะติดเครดิตบูโร รวมถึงผู้ที่ย้ายงาน ซึ่งปัจจุบันใช้เวลาพิจารณาสินเชื่อนานเกินควร

    “ในช่วงรัฐบาลรักษาการ 4 เดือนนี้ ภาคอสังหาฯ เสนอให้ ต่อยอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ซื้อบ้านทุกราคา, สานต่อโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”, และลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง สำหรับบ้านราคาตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป”

    นอกจากนี้ภาคก่อสร้างเสนอเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ผู้รับเหมา และขอให้สถาบันการเงินผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อ ขณะที่ภาคคอนกรีต เสนอให้รัฐกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติใช้วัสดุก่อสร้างภายในประเทศ และควบคุมปัญหานอมินี ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่นและรายได้ภาครัฐ

    ชง“เราเที่ยวด้วยกัน”กระตุ้นโลว์ซีซัน

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย และประธานสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว สุขภาพ MICE และ กีฬา เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้เตรียมนำเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลใหม่โดยเน้นมาตรการที่ดำเนินการได้ทันที และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและประชาชนได้แก่

    1.เร่งสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีน โดยเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจท่องเที่ยว และกระทรวงดิจิทัลฯ จัดตั้งศูนย์แถลงข่าวสาร และนโยบายในการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ การหลอกลวงนักท่องเที่ยว และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว โดยแถลงข่าวเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัย

    2.เชิญผู้นำระดับสูงของจีนเยือนไทย โดยขอให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญผู้นำระดับสูงของจีนมางานสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และฟื้นความเชื่อมั่นผ่านงาน Thailand-China Expo

    3.แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อเปิดทางให้บริษัทประกันท่องเที่ยวกลับมาคุ้มครองนักเดินทาง พร้อมขอซอฟต์โลนและมาตรการภาษีช่วยโรงแรมในพื้นที่ชายแดน

     4.กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน เสนอให้รัฐบาลเตรียมงบและแผนล่วงหน้า สำหรับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” รอบใหม่ เริ่ม 1 พ.ค. 2569 โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย 40-50% ผ่านแอปฯ เป๋าตังและถุงเงิน ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดมุ่งหวังให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าโดยเร็ว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นการท่องเที่ยวในทุกมิติ

    ค้าปลีกเสนอ 3 Quick Win

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อฟื้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ได้แก่

    1.กระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน (Spending Boost) ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง เวอร์ชันอัปเกรด” โดยปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาทเป็น 300 บาท กำหนดวงเงินรวมเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) และ “Easy e-Receipt” เฟส 2 กระตุ้นการซื้อสินค้าและบริการในช่วงไฮซีซั่น (ต.ค.-ธ.ค.)วงเงินสูงสุด 1 แสนบาทต่อคน ครอบคลุมสินค้าทั่วไป OTOP และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาดกระตุ้นเงินหมุนเวียนกว่าแสนล้านบาท

    2.ดันไทยเป็นสวรรค์นักช้อป (Shopping Paradise) เสนอปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จาก 20-30% เหลือ 10-15%, และทดลองมาตรการคืนภาษี VAT ทันที 7% สำหรับการซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท ณ ร้านสมาชิกในย่านช้อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯและขยายเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซียจาก 30 วัน เป็น เป็น 45-60 วัน

     3.มาตรการกระตุ้นการจ้างงานและเสริมกำลังแรงงาน เสนอเปิดจ้างงานรายชั่วโมง เปิดโอกาสนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ

    นายณัฐระบุว่า มาตรการเหล่านี้จะส่งผลเชิงบวกครอบคลุมทั้งผู้ผลิต แรงงาน SMEs และผู้บริโภค พร้อมย้ำสมาคมฯ พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมภาคเอกชนกับรัฐบาล

    อาหาร-เครื่องดื่มจี้แก้บาทแข็ง

    ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วน หรือ Quick Win ที่ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเวลานี้ คือ เงินบาทที่แข็งค่ามากที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันการส่งออกสินค้าไทยมาก เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าอาหารแปรรูป หรืออาหารสำเร็จรูป ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก รวมถึงพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ

    “เรื่องเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เวลานี้ภาคการส่งออกของไทยเหนื่อยมาก เฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าอาหาร และผักผลไม้พวกนี้ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก และมีมาร์จิ้นหรือกำไรไม่มาก ซึ่งแม้ว่าเราจะปิดดีลการเจรจาภาษีกับสหรัฐได้ที่ 19% ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านทำให้ไม่เสียเปรียบในเรื่องนี้มาก แต่พอมาเจอเงินบาทแข็งค่ามากกว่าชาวบ้านเราสู้ไม่ไหว ดังนั้นขอให้รัฐบาล Quick Win โดยแก้ปัญหานี้เป็นอันดับแรก และะหากรัฐบาลจะมีโครงการครนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน เที่ยวไทยด้วยกัน หรือมีโครงการอื่น ๆ เราก็เห็นด้วย และขอให้เร่งดำเนินการ”

    ห่วงนโยบายเร่งด่วน ไม่สอดคล้องต้นทุนจริง รพ.

    ด้าน นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้แสดงความกังวลต่อนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลใหม่ที่อาจเน้นผลลัพธ์เร็ว แต่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงของโรงพยาบาลเอกชน เช่น การควบคุมราคาค่ารักษาและค่ายา

    ทั้งนี้เสนอให้มีตัวแทนภาคเอกชนร่วมในคณะกรรมการด้านนโยบายสุขภาพ เพื่อสะท้อนความแตกต่างของโรงพยาบาลแต่ละประเภท และเรียกร้องให้รัฐเข้าใจต้นทุนและโครงสร้างของโรงพยาบาลเอกชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระบบประกันสังคมที่แม้ปรับดีขึ้นแต่ยังเผชิญข้อจำกัดงบประมาณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/639038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UIyp2ldt0K_r9a_L22-82

  • 7 บริษัทชั้นนำเขตเศรษฐกิจพิเศษจีนจ่อลงทุน EEC กว่า 4.3พันล้าน

    7 บริษัทชั้นนำเขตเศรษฐกิจพิเศษจีนจ่อลงทุน EEC กว่า 4.3พันล้าน


    สกพอ.ลงนาม LOI กับ 7 บริษัทชั้นนำจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า สร้างโอกาสการลงทุน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายสู่พื้นที่ EEC

    ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ.  เปิดเผยหลังร่วมลงนาม หนังสือแสดงเจตจำนงการลงทุน (LOI) ระหว่าง สกพอ. และ 7 บริษัทชั้นนำจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area : GBA)  ว่า ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนต่อศักยภาพของประเทศไทย และพื้นที่อีอีซีในฐานะศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของเอเชีย โดยคาดว่าจะเกิดเงินลงทุนรวมประมาณ 4,340 ล้านบาท

    ทั้งนี้การลงนาม LOI ดังกล่าว เป็นกิจกรรมไฮไลต์สำคัญ ภายในการจัดงาน “Thailand–GBA Investment Gateway 2025: Unlock EEC Opportunities Forum” ณ สถานกงสุลใหญ่ นครกว่างโจว ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันระหว่าง สกพอ. สมาคมการค้าส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-จีน (SIDTA) และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว โดยมีการรวมตัวของภาครัฐและเอกชน

    รวมถึงพันธมิตรด้านการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนจาก เขตเศรษฐกิจพิเศษ GBA เข้าสู่พื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของไทย และยกระดับความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลอง 50 ปีแห่งมิตรภาพไทย–จีน ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีนอย่างคับคั่ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 80 ราย จากบริษัทชั้นนำ 49 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ การบิน อากาศยานไร้คนขับ ยานยนต์สมัยใหม่ และนวัตกรรมทางการแพทย์

    อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องการยกระดับให้พื้นที่อีอีซีเป็นศูนย์กลางการลงทุนระดับโลก ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ ครอบคลุมมาตรการจูงใจด้านภาษี เขตปลอดอากร การอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า การจัดสรรที่ดินที่เหมาะสม และการลดขั้นตอนอนุญาตต่างๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เป็นมิตรอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ จะมุ่งมั่นผลักดันการลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพครบวงจร และ การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยอีอีซี ไม่ใช่แค่โครงการไทย แต่เป็นโอกาสของภูมิภาค ที่จะสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในอนาคต

    ด้านนายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีนในระดับ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การค้าการลงทุนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อนหน้า และโดยเฉพาะกับมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นมณฑลที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของจีน มีมูลค่าการค้ากับไทยคิดเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าการค้าทวิภาคีไทย-จีน

    “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนที่เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ซึ่งเป็นทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงทางโลจิสติกส์ เช่น ท่าเรือแหลมฉบังที่เป็นประตูสู่การค้าในภูมิภาค และการมีความตกลงการค้าเสรีกว่า 15 ฉบับ ทำให้นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยสามารถเข้าถึงตลาดกว่า 19 ประเทศแบบปลอดภาษี” กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว กล่าว

    Dr. Zonglin Guo นายกสมาคมการค้าส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-จีน (SIDTA )กล่าวว่า SIDTA มีบทบาทสำคัญในการเป็น “สะพานเชื่อม” นักลงทุนจีนกับประเทศไทย โดยเฉพาะใน EEC เพื่อให้การลงทุนราบรื่น มั่นคง และยั่งยืน พร้อมชี้ว่า “ปี 2025 ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่จะผลักดันความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ”

    ด้าน นายเอกพล ยวงนาค เลขาธิการ SIDTA กล่าวเสริมว่า SIDTA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประสานงาน แต่ดำเนินงานในลักษณะ One-Stop Solution เชื่อมโยงนักลงทุนกับข้อมูล สิทธิประโยชน์ และเครือข่ายพันธมิตรครบวงจร อีกทั้ง SIDTA ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อร่วมกันอำนวยความสะดวกการลงทุนของนักลงทุนจีนและต่างชาติ กับ สกพอ. (MOU) ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ สร้างการจ้างงาน ยกระดับเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    สำหรับการจัดงานฯ ครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือไทย–จีน ภายใต้บริบทความสัมพันธ์ครบรอบ 50 ปี และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยการเชื่อมโยงกับ Greater Bay Area ของจีน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และผลักดันให้อีอีซี ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนคุณภาพสูงของภูมิภาคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sjNBHQarS4dCH1tA6FXaw

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 17 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 17 กันยายน 2568

    17 กันยายน 2568 19:28 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 17 กันยายน 2568

    -นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมโยงอ่าวไทย–อันดามัน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ แม้จะมีเสียงคัดค้านและข้อกังวลเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

    – นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีตรมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “คนละครึ่ง ถูกวินัยการเงินการคลัง” ระบุว่า ต้องประกาศแผนใช้คืนหนี้สาธารณะ เพราะขณะนี้ ไทยมีหนี้สาธารณะ 11.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 63.6% ของจีดีพี ซึ่งแต่ละปี รัฐขาดดุลงบประมาณอีก 8 แสนล้านบาท และตัวเลขขาดดุลจะเพิ่มขึ้นทุกปี จะทำให้รัฐบาลต้องกู้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นทุกปีเพื่อปิดงบขาดดุล

    – นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า จากที่มีกระแสข่าวว่าตนมีชื่อเป็น รมช.พาณิชย์นั้น ยืนยันที่จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์เช่นเดิมจนเกษียณอายุราชการในปี 69 ส่วนเรื่องการเมืองนั้น ในฐานะที่เป็นข้าราชการ ก็สนใจการเมืองอยู่แล้ว เพราะต้องนำนโยบายของนักการเมืองมาสู่การปฏิบัติ แต่เป็นเรื่องอนาคต ขณะนี้ยังไม่สนใจ แต่หลังเกษียณค่อยคิดอีกที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25uNqd_LQjBgCwnDqyruMJ

  • ผู้นำฮ่องกงรับปากปฏิรูปเศรษฐกิจ-ความเป็นอยู่

    ผู้นำฮ่องกงรับปากปฏิรูปเศรษฐกิจ-ความเป็นอยู่

    ฮ่องกง 17 ก.ย.- นายจอห์น ลี ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แถลงนโยบายประจำปีครั้งที่ 4 ในวันนี้ รับปากจะกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

    นายลี วัย 67 ปี ซึ่งรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 แถลงนโยบายประจำปีครั้งที่ 4 ต่อสภานิติบัญญัติเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 13.54 น.วันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ใช้เวลาทั้งหมด 174 นาที แยกเนื้อหาตามประเด็นสำคัญได้ดังนี้

    Digital screen writing Hong Kong leader delivers 2025 policy address

    ประเด็นเศรษฐกิจ

    • คาดว่าเศรษฐกิจฮ่องกงปีนี้จะขยายตัวที่ร้อยละ 2-3 เทียบกับปี 2567 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.5
    • จะเร่งพัฒนาเขตมหานครทางตอนเหนือ (Northern Metropolis Area) ของฮ่องกงที่อยู่ใกล้กับพรมแดนจีนแผ่นดินใหญ่
    • จะส่งเสริมการพัฒนาเอไอพลัส (AI+) ที่ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด โดยเน้นย้ำอย่างหนักแน่นเรื่องการป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    • จะสำรวจลู่ทางการสร้างกลไกที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการใช้มาตรการจูงใจทางภาษีที่สอดล้องกับมาตรฐานฐากล
    • จะชักชวนบริษัทเวชภัณฑ์ชั้นนำของจีนและสากลให้มาเปิดดำเนินการในฮ่องกง
    • จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ ขณะนี้ฮ่องกงกำลังจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2593
    • จะก่อสร้างโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ขนาดใหญ่แห่งแรกของฮ่องกง คาดว่าจะเริ่มดำเนินงานได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
    • จะส่งเสริมให้ฮ่องกงเป็นตลาดค้าทองคำสากล และส่งเสริมการสร้างที่เก็บทองคำที่สามารถเก็บได้กว่า 2,000 ตันภายใน 3 ปี
    • จะจัดมหกรรมและการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และนำเสนอทัวร์สุดหรูที่ออกแบบสำหรับนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงเป็นการเฉพาะ
    • จะเปิดร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง
    Hong Kong leader focuses on boosting economy, livelihoods long shot

    การเมืองและความมั่นคงแห่งชาติ

    • จะเดินหน้าปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติอย่างแน่วแน่
    • จะเดินหน้าส่งเสริมระบบกฎหมายและกลไกการบังคับใช้เพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการกระทำและกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ

    ชีวิตความเป็นอยู่

    • การปกป้องความต้องการพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนชาวฮ่องกงคือสิ่งสำคัญที่สุด
    • จะเพิ่มปริมาณห้องชุดพักอาศัย
    • จะอำนวยความสะดวกให้ผู้รับเงินบำนาญชาวฮ่องกงไปใช้ชีวิตวัยเกษียณที่มณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยนของจีน
    • จะเพิ่มมาตรการส่งเสริมการมีบุตร
    • ผู้เสียภาษีจะได้รับการลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งหมด 260,000 ดอลลาร์ฮ่องกง(ราว 1 ล้านบาท) สำหรับการเลี้ยงดูบุตรแต่ละคนในช่วง 2 ขวบปีแรก.-814.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กรุงเทพฯ 15 ก.ย. – ธปท. ย้ำทุกหน่วยงานร่วมกำหนดเงื่อนไขปลดล็อกบัญชีไม่มีเอี่ยวบัญชีม้า สิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อให้ร้านค้ามั่นใจรับโอนเงินซื้อสินค้า นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบชำระเงินฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาชาวบ้านถูกระงับธุรกรรมและระงับวงเงิน แต่ไม่ได้ระงับเงินในบัญชีในช่วงเดือนกันยายน 68 ตรวจพบบัญชีต้องสงสัยเฉลี่ย 10,000 บัญชี/สัปดาห์ ยอมรับว่าการคุมเข้มในช่วงที่ผ่านมา เพื่อต้องการกวาดเอาเส้นทางบัญชีที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ทั้งโอนเงินผ่าน e-money และคริบโตฯ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบในบางส่วน ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ธปท. จึงเร่งหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดเงื่อนไขร่วมกันให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ “ธปท., ธนาคาร, ตำรวจ ศปอท. พร้อมปลดล็อกให้กับผู้บริสุทธิ์ มุ่งเน้นบัญชีจำนวนไม่มาก เช่นวงเงิน 100-500 บาท หรือร้านค้า ที่มีการซื้อของมาประกอบอาหารหรือสินค้าในร้านเป็นประจำในยอดที่ไม่สูงมากนัก กลุ่มเหล่านี้จะเร่งตรวจสอบ เพื่อแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าบัญชีรับทราบ พร้อมทำอย่างรวดเร็ว และมุ่งทำความเข้าใจกับร้านค้า ให้เกิดความเชื่อมั่น และรับเงินโอนจากลูกค้า เพราะที่ผ่านมายอดปฏิเสธรับโอนเงินไม่สูงมากนัก หากตรวจสอบเสร็จแล้วคาดว่าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ถึง 1 […]

    กทม. 15 ก.ย.-ครอบครัวชินวัตร ถึงเรือนจำคลองเปรม เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” หลังครบ 5 วันกักโรค และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม หลังครบ 5 วัน การกักตัวเฝ้าระวังโรคโควิด-19 และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติตามรายชื่อ 10 คน และทนายความ เข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก โดยก่อนหน้านี้ พันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ โฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่าอาการของนายทักษิณ โดยรวมดีขึ้น ความดันสูงก่อนหน้านี้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งการเข้าเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เพื่อความปลอดภัย ล่าสุด ครอบครัวชินวัตรเดินทางมาถึงเรือนจำคลองเปรมแล้ว นำโดยคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวคนโต และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย

    บช.ก. 15 ก.ย. – “บิ๊กเต่า” เปิดคดีใหม่ พระวัดดังเมืองปทุมธานี เอี่ยวเงินวัดโยงสีกาเยอรมัน ฝากให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหาย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวพระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่มีความเกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ที่โอนเข้าบัญชีสีการายหนึ่ง ว่า เรื่องนี้ทราบว่ามีคนแจ้งความและเป็นคดีความอยู่ที่กองบังคับการปราบปรามแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ และได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากพอสมควร ซึ่งสีกาคนดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสีกาที่ทางตำรวจเพ่งเล็งอยู่หรือไม่จะต้องตรวจสอบในประเด็นนี้ด้วย แต่คดีนี้หลักๆ จะดูที่เส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบใครเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการ ส่วนกรณีที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลนั้น ก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนจะเรียกเข้าสอบหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานเรื่องนี้จะชัดเจน มีรายงานว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้พบว่ามี 8 คน รวมพระด้วยเป็น 9 คน จึงอยากฝากถึงพระว่า ให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหายเนื่องจากมีหลักฐานจำนวนมาก.-419-สำนักข่าวไทย

    กทม. 16 ก.ย.-บุกห้ามยายวัย 83 โอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เกือบ 5 ล้าน แต่ยายไม่ฟัง ไม่เชื่อว่าโดนหลอก ไล่ตำรวจกลับไป แถมโทรฟ้องมิจฉาชีพว่าตำรวจมากวน สุดท้ายเข้าแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง ตะโกนคุยกับคุณยายวัย 83 ปี ข้ามรั้วประตูบ้าน ว่า อย่าโอนเงินให้มิจฉาชีพอีก หลังธนาคารพบความผิดปกติ เนื่องจากคุณยายถอนเงินออกมาหลายล้านบาท จึงประสานงานไปที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ให้แจ้งมายังตำรวจนครบาล เพื่อตรวจสอบการโอนเงินของคุณยายโดยด่วน ปรากฏว่า เมื่อตำรวจมาถึงบ้าน คุณยายไม่เชื่อ แถมยังคุยโทรศัพท์กับตำรวจปลอมในมือถือตลอดเวลา แล้วไม่เชื่อว่า ตำรวจที่มาหน้าบ้านเป็นตำรวจจริง จนตำรวจตัวจริงอ่อนใจ ทำได้เพียงแค่ประสานงานผู้นำในชุมชนให้ช่วยดูแลคุณยาย และเตือนเรื่องนี้ ล่าสุดคุณยายมาแจ้งความแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน แต่ยังไม่ได้เงินคืน ข้อมูลของตำรวจพบว่า คุณยายโอนเงินไปทั้งหมด 5 ครั้งครั้งแรกวันที่ 3 กันยายน ฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง 3.5 ล้านบาทวันที่ 4 กันยายน โอนเงินสดไป 400,000 บาทวันที่ […]

    ข่าวแนะนำ


    ศรีสะเกษ 17 ก.ย. – พ่อค้ายาเสพติดคลุ้มคลั่ง ควงปืนสงคราม AK-47 ขู่ยิงเจ้าหน้าที่ หลังถูกชุดปฏิบัติการ 238 พิทักษ์นครลำดวน สนธิกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ปิดล้อมบ้านเป้าหมายพื้นที่ อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ เกลี้ยกล่อมนานกว่า 8 ชั่วโมง สุดท้ายทนแรงกดดันไม่ไหว ยอมวางอาวุธมอบตัวแต่โดยดี เจ้าหน้าที่พยายามใช้ยุทธวิธีเจรจาเกลี้ยกล่อมนายวีระศักดิ์ อายุ 35 ปี มีประวัติพัวพันการค้ายาเสพติด ครอบครองอาวุธสงคราม และยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งวิ่งเข้าไปหลบภายในบ้าน ต.หนองกุง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ หลังตำรวจแสดงตัวเข้าตรวจค้น เพราะได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ มีพฤติกรรมอุกอาจ แต่นายวีระศักดิ์กลับวิ่งไปหยิบอาวุธปืนสงคราม AK-47 ออกมาขู่เจ้าหน้าที่ พร้อมตะโกนด้วยเสียงดุดันว่าถ้าเข้ามาจะยิง จากนั้นรีบหลบกลับเข้าไปในบ้าน เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ปิดล้อมบริเวณโดยรอบอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันเหตุร้าย บรรยากาศตึงเครียด เจ้าหน้าที่พยายามใช้ยุทธวิธีเจรจาเกลี้ยกล่อม ทั้งให้พ่อแม่และญาติสื่อสารทางโทรศัพท์ หวังให้ผู้ต้องหายอมมอบตัวแต่ไม่เป็นผล เนื่องจากนายวีระศักดิ์ยังอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งจากการเสพยาบ้า ถือปืนพร้อมยิงตลอดเวลา นานกว่า 8 ชั่วโมง […]

    17 ก.ย.- ทบ. แจงตรวจพบ PMN-2 เพิ่มเติมอีก 8 ทุ่นบริเวณช่องโดนเอาว์ จ.ศรีสะเกษ ชี้กัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ย้ำควรรับผิดชอบและร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ วันนี้ (17 ก.ย.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่ากองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ภายหลังจากที่กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 132 ฐานปฏิบัติการชนะศึก ได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อเสริมภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ช่องโดนเอาว์ ฐานปฏิบัติการชนะศึก อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ วานนี้ (16 ก.ย.68) โดยได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 จำนวน 8 ลูก มีสภาพใหม่ ติดตั้งในลักษณะพร้อมทำงาน ซึ่งทางหน่วยได้ทำการเก็บกู้รื้อถอนและนำเก็บเพื่อรอการทำลายเป็นที่เรียบร้อย สำหรับการตรวจพบระเบิดดังกล่าว เป็นเครื่องยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชายังคงมีความพยายามอย่างไม่ลดละในการใช้อาวุธต่อกำลังของฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดต่อข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับข้อตกลงที่กัมพูชาได้ให้ไว้ในที่ประชุม GBC เมื่อวันที่ 10 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ในเรื่องความร่วมมือที่จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจากนี้กองทัพบกจะนำหลักฐานที่ได้ตรวจพบทั้งหมดในพื้นที่ รวบรวมนำส่งให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อร้องเรียนตามกระบวนการในเวทีสากลต่างๆ ต่อไป รวมทั้งขอความร่วมมือกัมพูชา […]

    17 ก.ย.- เปิดไทม์ไลน์เหตุเผชิญหน้า “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง หลังชาวเขมรชุมนุมประท้วง ก่อความวุ่นวาย ล่าสุดสถานการณ์ทั่วไปอยู่ในความควบคุม แต่กลุ่มชาวกัมพูชายังคงปักหลักใกล้แนวชายแดน.-สำนักข่าวไทย

    ทำเนียบ 17 ก.ย.- ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับนายกฯ-ครม.ใหม่ ถ่ายรูปติดบัตร ก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.) นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา และวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 ด้วย สำหรับตำแหน่งว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายโสภณ​ ​ซา​รัมย์​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​ ขณะที่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/world-1586754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KjgSlPutZc1crDNoGeGX4

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 10.46 น.

    กลยุทธ์  :  ลุ้นย่อก่อนทะยานอีกครั้ง
    แนวรับ  :  $3,660  หรือ  55,000 บาท
    แนวต้าน  :  $3,700  หรือ  55,400 บาท

    ข่าว :  

    .

    ตลาดทองคำยังคงเคลื่อนไหวตามความคาดหวังนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเกือบ 100% ของนักลงทุนมั่นใจว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งถัดไป ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและบอนด์ยีลด์ลดลง หนุนให้ราคาทองคำมีแรงซื้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด โดยเฉพาะยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคมที่ขยายตัว 0.6% สูงกว่าคาด อาจกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้เฟดไม่เร่งส่งสัญญาณผ่อนคลายดอกเบี้ยมากนัก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันตลาด ไม่ว่าจะเป็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ–อินเดีย หรือความตึงเครียดทางพลังงาน แม้จะมีข่าวบวกจากความคืบหน้าของดีล TikTok ที่ช่วยผ่อนคลายความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนบางส่วนก็ตาม

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนค่าและภาวะบอนด์ยีลด์ที่ถดถอย แต่แรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้การขึ้นยังถูกจำกัดในระยะสั้น ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศยังคงสร้างความไม่แน่นอน หนุนให้นักลงทุนยังถือทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ด้านเทคนิค พบสัญญาณ Bearish Divergence ใน Timeframe 1H และ 4H ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการปรับฐานก่อน โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ $3,660 หรือ 55,000 บาท และอาจย่อตัวลึกลงถึง $3,600 หรือ 54,400 บาทก่อนการประชุมเฟด

    กลยุทธ์ :

    .

    แม้ระยะสั้นทองคำมีโอกาสอ่อนตัวตามสัญญาณทางเทคนิคและแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจ แต่แนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้น เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยที่คาดว่าจะลดลงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนควรรอจังหวะย่อตัวเพื่อเข้าซื้อ โดยพิจารณารับที่แนวรับ $3,660 หรือ 55,000 บาท และหากย่อลงลึกอาจสะสมเพิ่มที่ $3,600 หรือ 54,400 บาท ขณะที่แนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ $3,700 หรือ 55,400 บาท หากผ่านได้จะเปิดทางให้ทองคำทะยานขึ้นต่อในระยะกลางถึงยาว

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-17-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IKR-OGd-9p8Rb6I6GVqVo