Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นิด้า” ขอเชิญเข้าร่วม “พิธีไหว้ครู 2568

    นิด้า” ขอเชิญเข้าร่วม “พิธีไหว้ครู 2568

    “นิด้า” ขอเชิญชวนคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าและบุคลากรทุกท่าน เข้าร่วม

    นิด้า” ขอเชิญชวนคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าและบุคลากรทุกท่าน ร่วมเข้าร่วม “พิธีไหว้ครู 2568”
    .
    ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568

    เวลา 08.00 – 12.00 น.

    ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล

    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    • กองบริหารงานกลาง 0 2727 3438
    “นิด้า” ขอเชิญชวนคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าและบุคลากรทุกท่าน เข้าร่วม “พิธีไหว้ครู 2568”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/wai-kru-2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MpPp9WP_WizYu0XFsEVhi

  • อพท.สุโขทัย จับมือสื่อมวลชน เดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก โชว์ชุมชนคว้า 7 รางวัล

    อพท.สุโขทัย จับมือสื่อมวลชน เดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก โชว์ชุมชนคว้า 7 รางวัล

    วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา16:30 น. พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย และนายสิทธิพันธ์ แสงสุวรรณ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏฺิบัติการ อพท.สุโขทัย และเจ้าหน้าที่ อพท.สุโขทัย สร้างสัมพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดสุโขทัย จัดประชุมรวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2568 

    โดยมี ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย สมาคมสื่อสารมวลชนสุโขทัย ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ผู้สื่อข่าวช่อง 3 สถานีวิทยุ อสมท จังหวัดสุโขทัย สถานีวิทยุ สวท.จังหวัดสุโขทัย เครือข่ายสื่อมวลชน เครือข่ายสื่อมวลชนในจังหวัดสุโขทัยเข้าร่วม เพื่อร่วมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และ ส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดสุโขทัยในฐานะเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ในการนี้ได้รับเกียรติจาก นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมรับทราบผลและแผนการกำเนินงานของ อพท.สุโขทัย ด้วย

    พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย กล่าวว่า อพท.สุโขทัยได้ขับเคลื่อนมิติการท่องเที่ยวยั่งยืน ผ่านโครงการหลัก 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม(UCCN) 2.โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนประจําปีงบประมาณ2568 3.โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พื้นที่ชุมชนเป้าหมาย 9 แห่ง ได้แก่ (1) ชุมชนเมืองเก่า(2)ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย (3)ชุมชนบ้านนาต้นจั่น (4)ชุมชนไทยชนะศึก (5)ชุมชนเมืองด้ง (6)ชุมชน ทุ่งหลวง (7)ชุมชนนาเชิงคีรี (8)ชุมชนหาดเสี้ยว และ(9)ชุมชนวิถีเมืองบางขลัง สร้างรายได้ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 29,866,899 บาท เพิ่มขึ้น 62.64% จากปีฐาน 2567 จำนวนนักท่องเที่ยว 121,284 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.73% จากปีฐาน 2567 พร้อมพุ่งเป้าหมายแผนการพัฒนาปี 2569 เพิ่มขึ้น 3% จากปีฐาน 2568 

     สำหรับผลงานเด่นที่เกิดขึ้น ที่ได้รางวัลระดับชาติและนานาชาติ จากการดําเนินงานร่วมกับชุมชน อพท.สุโขทัย สามารถผลักดันให้เกิดผลงานเชิงประจักษ์และได้รับ รางวัลสําคัญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ 1.รางวัลนานาชาติ

    • PATA Grand Award 2025 จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association: PATA) มอบให้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนา ลัย จ.สุโขทัย จากผลงาน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise) โดดเด่นที่สุดด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม

    2. รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 (Thailand Tourism Awards 2025)

    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ได้รับรางวัล Hall of Fame, รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)

    • ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน

    • ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านทุ่งหลวง ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน

     3. รางวัลระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อม

    • Green Destinations Top 100 Stories 2025 ชุมชนท่าชัย – ศรีสัชนาลัย ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก และจะเข้ารับรางวัลอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

    4. รางวัลสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    • โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) จํานวน 1 แห่ง

    • ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) จํานวน 2 แห่ง

    • ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) จํานวน 4 แห่ง

    รวมทั้งหมด 7 รางวัล

    5. รางวัลด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)

    • ชุมชนบ้านนาต้นจั่นได้รับประกาศเกียรติคุณโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) จากการบูรณาการร่วมกับ อพท.สุโขทัย ธ.ก.ส. จังหวัดสุโขทยั ศูนย์ป่าไม้ และ (อบก.)องค์การบริหาร

    จัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

    • ผลการพัฒนาระบบ BCG Model ด้านคาร์บอนเครดิต พบว่าพื้นที่ป่าชุมชน 1,058 ไร่ สามารถกัก เก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 33,097 ตัน CO2 เทียบเท่า ถือเป็นต้นแบบสําคัญของการ ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ขอขอบคุณ อพท.สุโขทัย ในการบูรณาการร่วมกันในการขับเคลื่อนชุมชนเกิดผลงานเชิงประจักษ์มากมาย ถือว่าเป็นเครือข่ายสำคัญ แรงผลักดันหลักในการสร้างผลงานอย่างเเท้จริง 

    นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชน และ อพท.สุโขทัย ที่สร้างส่งเสริม สนับสนุน ชุมขนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ในนามประชาสัมพันธ์จักนำข้อมูลทั้งหมดไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ต่อไปให้นักท่องเที่ยว และบุคคลภายนอกได้ทราบถึงความสำเร็จของชุมชนจากการได้ รางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างการรับรู้ให้คนมาท่องเที่ยวสุโขทัยเพิ่มมากขึ้นต่อไป

    พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “อพท.สุโขทัย เล็งเห็นถึง ความสําคัญของเครือข่ายสื่อมวลชนในฐานะพันธมิตรสําคัญที่จะช่วยเผยแพร่เรื่องราวของชุมชน ผู้ประกอบการ ร้านค้า และเส้นทางการท่องเที่ยวต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง การประชุมในครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสําคัญในการบูรณาการทํางานร่วมกัน เพื่อให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสุโขทัยเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน” 

    การจัดประชุมครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สําคัญของการสร้างเครือข่ายการสื่อสารด้านการ ท่องเที่ยว เพื่อให้จังหวัดสุโขทัยสามารถก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนที่มีชื่อเสียงในระดับโลกได้อย่าง มั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651934&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03GwklMmWPNjkATHzEwqnF

  • ไทยแอร์เอเชีย เร่งรัฐบาลใหม่กระตุ้นท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย : อินโฟเควสท์

    ไทยแอร์เอเชีย เร่งรัฐบาลใหม่กระตุ้นท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย : อินโฟเควสท์

    นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และประธานกรรมการบริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่นี้กระตุ้นการท่องเที่ยวจริง ๆ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ที่เป็นช่วงไฮซีซัน เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยหลังเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมานักท่องเที่ยวลดลงไปมาก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30% หากรัฐบาลนี้จะนำโครงการ ” เที่ยวคนละครึ่ง” ก็เห็นดีด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้รับการตอบรับด้วยดีมาก

    ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปรัฐบาลไทยควรไปกระชับความสัมพันธ์กับจีน หาสาเหตุที่แท้จริงและมาปรับปรุงแก้ไขกันมา แก้ไขอัตราค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม และช่วงนี้เงินบาทแข็งค่าก็ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่อยากมาเที่ยวไทย

    “คิดว่าไตรมาส 4 ควรจะต้องรีบทำที่เป็นไตรมาสที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ ถ้าเราไม่มีมาตรการอะไรที่มากระตุ้นเลย ผมคิดว่าประเทศไทยเหนื่อย” นายธรรศพลฐ์ กล่าว

    ด้านนางภัทรา บุศราวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า ภาพรวมนักท่องเที่ยว ต่างชาติในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีจำนวนสะสม 23 ล้านคน ลดลง 7%จากปีก่อน แต่ยังคาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติใกล้เคียงปีก่อนที่ 35 ล้านคน ดังนั้นในช่วง 4 เดือนสุดท้าย อยากให้รัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่นด้ายความปลอดภัย อยากเห็นเรื่องนี้เพราะยอมรับว่าเรื่องนี้กระทบกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ขณะเดียวกัน อยากให้ภาครัฐหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ แลนด์มาร์กใหม่ อย่าง Man made เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวเพราะตอนนี้คนหนีไปเที่ยวเวียดนาม

    ในส่วนมาตรการระยะสั้น อยากให้รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าระบบในช่วง 4 เดือนนี้ อาทิ แนวคิดแจกตั๋วโดยสารเครื่องบินในเส้นทางในประเทศ ทั้งนี้ สมาคมสายการบินในประเทศได้นำเสนอไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จะให้ที่นั่งฟรีเส้นทางในประเทศ 200,000 ที่นั่ง แต่รัฐบาลหมดอายุเสียก่อน โครงการนี้จึงพับไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530225&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NEA_CG-GkPvawptt_TRfR

  • ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ก่อนการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินสายหารือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 15 กันยายน 2568 ได้พบกับผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อวางแนวทางเสริมศักยภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ขณะที่วันที่ 18 กันยายนนี้ เตรียมนำคณะประชุมร่วมกับหอการค้าไทย ภาคเอกชนเตรียมเสนอแผนเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหากำลังซื้อ และอุปสรรคทางธุรกิจต่อรัฐบาลใหม่

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในวันที่ 18 กันยายนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะพบปะและประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารของหอการค้าฯ และสภาหอฯ ณ หอการค้าไทย เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงรับทราบถึงปัญหาของหอการค้าทั่วประเทศ ที่จะมีการนำเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากหอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้า 15 กลุ่มคลัสเตอร์ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้รัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนต่อไป

    เร่งแก้บาทแข็ง-ดันคนละครึ่ง

    ทั้งนี้แหล่งข่าวจากหอการค้าไทยระบุว่า ในการพบและประชุมร่วมกับผู้บริหารของหอการค้าฯ และสภาหอการค้าฯในครั้งนี้ ภาคเอกชนจากสมาคมการค้าต่าง ๆ ได้รวบรวมประเด็นข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลชุดใหม่ โดยประเด็นที่เป็นปัญหาร่วมที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข เช่น ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อลดความผันผวนและป้องกันค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไป โดยเวลานี้แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปี แตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบมากต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทย อยากให้ช่วยกำกับดูแลให้อ่อนค่าลงสู่ระดับที่แข่งขันได้ เช่น 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    นอกจากนี้เสนอให้พัก/รีไฟแนนซ์หนี้สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่ลดลง การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี การเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป(อียู) และการเปิดตลาดใหม่ ๆ รวมถึงการลดค่าไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น

    ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอสำคัญของสมาคมการค้าต่าง ๆ ในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน

    โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอโครงการ “คนละครึ่ง” วงเงินค่าใช้จ่าย 1,500 บาทต่อเดือนระยะเวลา ต.ค.-พ.ย.2568, โครงการ Easy E-Receipt เฟส 2 เสนอวงเงิน 1 แสนบาท (รวมทุกหมวดสินค้า) ระยะเวลา พ.ย.-ธ.ค. 2568,โครงการ “รัฐครึ่งเอกชนครึ่ง” สนับสนุนการจ้างงานใหม่โดยรัฐร่วมจ่ายเงินเดือน 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน (แต่เกิน 7,500 บาทต่อคน) เป็นต้น

    ขอลดภาษีที่ดิน-เร่งประมูล PPP

    ส่วน สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร / สมาคมอาคารชุดไทย/สมาคมอสังหา ริมทรัพย์ไทย /สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน/สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ เสนอมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย โดยขอให้ปรับลดหย่อนมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยปรับลดอัตราภาษีลงไม่น้อยกว่า 50% โดยเฉพาะในปี 2569 หรือจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว

    การลดต้นทุนผู้ประกอบการอสังหาฯและภาคก่อสร้าง เสนอให้ลดภาษีนำเข้าวัสดุก่อสร้างบางรายการที่ไม่มีการผลิตในประเทศ เช่น เหล็กพิเศษ กระจกคุณภาพสูง และอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และขอให้โครงการลงทุนสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณก่อสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น ถนน รถไฟ ท่าเรือ ระบบสาธารณูปโภคภายใน 6-8 เดือน และจัดทำโครงการ PPP ขนาดเล็ก-กลาง ที่สามารถเริ่มประมูลและลงนามได้เร็ว เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โครงการสมาร์ทซิตี้ เป็นต้น

    ขอหนุนปล่อยกู้เต็มร้อยอาชีพอิสระ

    สอดคล้องกับนายอิสระ บุญยัง ประธานสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฯ สภาหอการค้าฯไทย เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เดินหน้ามาตรการต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิม โดยเฉพาะ การค้ำประกันสินเชื่อแบบ Mortgage Insurance ซึ่งเป็นรูปแบบองค์กรคนกลางค้ำประกัน หรือ รูปแบบบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน20% เพื่อสร้างความมั่นใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ ลดภาระที่ตกอยู่กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)มากเกินไป

    พร้อมกันนี้ เสนอให้รัฐสนับสนุนการปล่อยกู้เต็ม 100% สำหรับกลุ่มอาชีพอิสระและผู้ที่พ้นจากสถานะติดเครดิตบูโร รวมถึงผู้ที่ย้ายงาน ซึ่งปัจจุบันใช้เวลาพิจารณาสินเชื่อนานเกินควร

    “ในช่วงรัฐบาลรักษาการ 4 เดือนนี้ ภาคอสังหาฯ เสนอให้ ต่อยอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ซื้อบ้านทุกราคา, สานต่อโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”, และลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง สำหรับบ้านราคาตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป”

    นอกจากนี้ภาคก่อสร้างเสนอเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ผู้รับเหมา และขอให้สถาบันการเงินผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อ ขณะที่ภาคคอนกรีต เสนอให้รัฐกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติใช้วัสดุก่อสร้างภายในประเทศ และควบคุมปัญหานอมินี ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่นและรายได้ภาครัฐ

    ชง“เราเที่ยวด้วยกัน”กระตุ้นโลว์ซีซัน

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย และประธานสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว สุขภาพ MICE และ กีฬา เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้เตรียมนำเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลใหม่โดยเน้นมาตรการที่ดำเนินการได้ทันที และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและประชาชนได้แก่

    1.เร่งสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีน โดยเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจท่องเที่ยว และกระทรวงดิจิทัลฯ จัดตั้งศูนย์แถลงข่าวสาร และนโยบายในการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ การหลอกลวงนักท่องเที่ยว และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว โดยแถลงข่าวเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัย

    2.เชิญผู้นำระดับสูงของจีนเยือนไทย โดยขอให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญผู้นำระดับสูงของจีนมางานสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และฟื้นความเชื่อมั่นผ่านงาน Thailand-China Expo

    3.แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อเปิดทางให้บริษัทประกันท่องเที่ยวกลับมาคุ้มครองนักเดินทาง พร้อมขอซอฟต์โลนและมาตรการภาษีช่วยโรงแรมในพื้นที่ชายแดน

     4.กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน เสนอให้รัฐบาลเตรียมงบและแผนล่วงหน้า สำหรับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” รอบใหม่ เริ่ม 1 พ.ค. 2569 โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย 40-50% ผ่านแอปฯ เป๋าตังและถุงเงิน ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดมุ่งหวังให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าโดยเร็ว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นการท่องเที่ยวในทุกมิติ

    ค้าปลีกเสนอ 3 Quick Win

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อฟื้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ได้แก่

    1.กระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน (Spending Boost) ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง เวอร์ชันอัปเกรด” โดยปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาทเป็น 300 บาท กำหนดวงเงินรวมเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) และ “Easy e-Receipt” เฟส 2 กระตุ้นการซื้อสินค้าและบริการในช่วงไฮซีซั่น (ต.ค.-ธ.ค.)วงเงินสูงสุด 1 แสนบาทต่อคน ครอบคลุมสินค้าทั่วไป OTOP และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาดกระตุ้นเงินหมุนเวียนกว่าแสนล้านบาท

    2.ดันไทยเป็นสวรรค์นักช้อป (Shopping Paradise) เสนอปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จาก 20-30% เหลือ 10-15%, และทดลองมาตรการคืนภาษี VAT ทันที 7% สำหรับการซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท ณ ร้านสมาชิกในย่านช้อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯและขยายเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซียจาก 30 วัน เป็น เป็น 45-60 วัน

     3.มาตรการกระตุ้นการจ้างงานและเสริมกำลังแรงงาน เสนอเปิดจ้างงานรายชั่วโมง เปิดโอกาสนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ

    นายณัฐระบุว่า มาตรการเหล่านี้จะส่งผลเชิงบวกครอบคลุมทั้งผู้ผลิต แรงงาน SMEs และผู้บริโภค พร้อมย้ำสมาคมฯ พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมภาคเอกชนกับรัฐบาล

    อาหาร-เครื่องดื่มจี้แก้บาทแข็ง

    ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วน หรือ Quick Win ที่ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเวลานี้ คือ เงินบาทที่แข็งค่ามากที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันการส่งออกสินค้าไทยมาก เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าอาหารแปรรูป หรืออาหารสำเร็จรูป ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก รวมถึงพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ

    “เรื่องเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เวลานี้ภาคการส่งออกของไทยเหนื่อยมาก เฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าอาหาร และผักผลไม้พวกนี้ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก และมีมาร์จิ้นหรือกำไรไม่มาก ซึ่งแม้ว่าเราจะปิดดีลการเจรจาภาษีกับสหรัฐได้ที่ 19% ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านทำให้ไม่เสียเปรียบในเรื่องนี้มาก แต่พอมาเจอเงินบาทแข็งค่ามากกว่าชาวบ้านเราสู้ไม่ไหว ดังนั้นขอให้รัฐบาล Quick Win โดยแก้ปัญหานี้เป็นอันดับแรก และะหากรัฐบาลจะมีโครงการครนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน เที่ยวไทยด้วยกัน หรือมีโครงการอื่น ๆ เราก็เห็นด้วย และขอให้เร่งดำเนินการ”

    ห่วงนโยบายเร่งด่วน ไม่สอดคล้องต้นทุนจริง รพ.

    ด้าน นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้แสดงความกังวลต่อนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลใหม่ที่อาจเน้นผลลัพธ์เร็ว แต่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงของโรงพยาบาลเอกชน เช่น การควบคุมราคาค่ารักษาและค่ายา

    ทั้งนี้เสนอให้มีตัวแทนภาคเอกชนร่วมในคณะกรรมการด้านนโยบายสุขภาพ เพื่อสะท้อนความแตกต่างของโรงพยาบาลแต่ละประเภท และเรียกร้องให้รัฐเข้าใจต้นทุนและโครงสร้างของโรงพยาบาลเอกชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระบบประกันสังคมที่แม้ปรับดีขึ้นแต่ยังเผชิญข้อจำกัดงบประมาณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/639038&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UIyp2ldt0K_r9a_L22-82

  • วิชยา ตรงเจริญชัยกุล เฉือนชัยหนุ่มญี่ปุ่นเข้ารอบสอง ศึกไอทีเอฟจีน

    วิชยา ตรงเจริญชัยกุล เฉือนชัยหนุ่มญี่ปุ่นเข้ารอบสอง ศึกไอทีเอฟจีน

    วิชยา ตรงเจริญชัยกุล เฉือนชัยหนุ่มญี่ปุ่นเข้ารอบสอง ศึกไอทีเอฟจีน

    วิชยา ตรงเจริญชัยกุล มือ 838 ของโลก โชว์ฟอร์มเฉียบชนะ ชินจิ ฮาซาวะ จากญี่ปุ่น 2-0 เซต ทะยานเข้ารอบสอง ศึกไอทีเอฟ กุ้ยหยาง 2025

    วิชยา ตรงเจริญชัยกุล นักเทนนิสหนุ่มไทย มืออันดับ 838 ของโลก โชว์ฟอร์มร้อนแรง ไล่ต้อนเอาชนะ ชินจิ ฮาซาวะ มืออันดับ 874 ของโลกจากญี่ปุ่น ไปอย่างสนุก 2-0 เซต 6-4, 7-6(7-2) ในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว รอบแรก ศึกเทนนิสไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ “2025 ไชน่า เมนส์ 27 กุ้ยหยาง” ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,014,900 บาท) ที่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568

    จากชัยชนะในแมตช์นี้ ส่งให้ วิชยา ผ่านเข้าสู่รอบสอง โดยจะพบกับ เดนิส เยฟเซเยฟ มืออันดับ 340 ของโลก และมือวาง 4 ของรายการจากคาซัคสถาน ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของนักหวดไทยในทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/90368/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yD96pZXQMHJLiWI_0t28R

  • ไทยสร้างไทยเตือนรัฐบาลใหม่ อย่าชะล่าใจ หลัง เวียดนาม แซง ไทย …

    ไทยสร้างไทยเตือนรัฐบาลใหม่ อย่าชะล่าใจ หลัง เวียดนาม แซง ไทย …

    วันนี้ (17 กันยายน) วรวุฒิ โตวิรัตน์ รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ออกมาเตือนรัฐบาลใหม่ว่า การท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญ ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ’ หลังเวียดนามก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวจีนในอาเซียน แซงหน้าไทยและมาเลเซียอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่านี่คือ ‘สัญญาณอันตราย’ ที่รัฐบาลไม่ควรชะล่าใจ เพราะการท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลัก แต่กลับซบเซาลงอย่างน่าตกใจ

    วรวุฒิระบุว่า การฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

    1.ฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ด้วยการจัดการปัญหาอาชญากรรมที่กระทบนักท่องเที่ยวโดยตรง

    2.ยกระดับคุณภาพบริการและการสื่อสาร โดยเฉพาะด้านภาษาจีน

    3.สร้างกิจกรรมและประสบการณ์ใหม่ ๆ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ แทนการขายภาพจำเดิม ๆ

    ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ปี 2568 เวียดนามมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 14 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ไทยสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ ธุรกิจโรงแรมไทยรายได้หดตัว 4.5% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมลดลง 7%

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่หันหลังให้ทัวร์แบบดั้งเดิม และมีความกังวลด้านความปลอดภัย หลังเกิดเหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวโยงคนจีนในไทย ขณะที่เวียดนามเดินหน้าสร้างความประทับใจผ่านกิจกรรมใหม่ ๆ อย่างเทศกาลพาราไกลดิ้ง–บอลลูนลมร้อนในกว๋างนิญ และบริการภาษาจีนในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งดึงดูดการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 51% และคาดว่าจะปิดปีด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 22.6 ล้านคน

    ไทยเองพยายามฟื้นตลาดจีนผ่านโครงการ “หนีห่าว มันธ์” ในช่วงไฮซีซัน และกิจกรรมส่งเสริมใน 5 เมืองหลัก แต่ตัวเลข 8 เดือนแรกของปีนี้ยังอยู่ที่ 23 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบปีก่อน ขณะที่มาเลเซียได้อานิสงส์จากนโยบายยกเว้นวีซ่าและค่าเงินริงกิตอ่อนค่า ดึงนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 35%

    วรวุฒิย้ำว่า หากไทยยังนิ่งเฉย จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง “นี่ไม่ใช่เรื่องแค่ตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่หมายถึงการจ้างงาน เศรษฐกิจฐานราก และภาพลักษณ์ของประเทศ รัฐบาลใหม่ห้ามชะล่าใจ ต้องลงมือทันที”

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-sang-thai-vietnam-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oS23qmFCt1sxn4LgGnoFw

  • Pet Tourism โอกาสใหม่โรงแรมหรู คุยกับ Mövenpick คนไทยยอมย่อมจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดไหน?

    Pet Tourism โอกาสใหม่โรงแรมหรู คุยกับ Mövenpick คนไทยยอมย่อมจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดไหน?

    ปัจจุบันกระแส Pet Economy เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการบริการที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “Pet-Friendly Travel” หรือการท่องเที่ยวแบบเปิดรับสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้เป็นเพียงจุดขายของธุรกิจโรงแรม แต่ได้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มพูนผลกำไรขนาดมหาศาล ตั้งแต่โรงแรมระดับทั่วไปจนถึงรีสอร์ทระดับลักชัวรี

    โดยหนึ่งในโรงแรมที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนี้ในประเทศไทย คือ Mövenpick (เมอเวนพิค) ที่ลงทุนปรับโฉมรีสอร์ทเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและสัตว์เลี้ยงครบวงจร โดยล่าสุดเปิดตัว “The Sanctuary” สวนสำหรับสัตว์เลี้ยงภายในโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในหัวหินรวมถึงในประเทศไทย

    Thairath Money พูดคุยกับ พอล แปร์โรแตต์ (Paul Perrottet) General Manager Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin แบรนด์ลักชัวรีรีสอร์ตระดับโลกในกลุ่ม Accor Group ที่ปัจจุบันให้บริการอยู่กว่า 130 แห่งใน 40 ประเทศทั่วโลก ถึงกลยุทธ์ปรับโฉมรีสอร์ท ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกินคาด พร้อมด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนา Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin ให้กลายเป็น โรงแรม Pet-Friendly Luxury อันดับหนึ่งในประเทศไทย”

    “การเดินทางของคนรุ่นใหม่วันนี้ ‘สัตว์เลี้ยง’ ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนในบ้าน แต่กลายเป็นสมาชิกครอบครัวที่ต้องไปด้วยทุกที่ พวกเขามองสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนลูก และยินดีที่จะจ่ายเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่พรีเมียม”

    พอล ฉายภาพให้เห็นว่ากระแสการเลี้ยงสัตว์เริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงโควิด-19 หลายครอบครัวหันมามีสุนัขหรือแมวแทนการมีลูกและพร้อมจะทุ่มเททั้งเวลาและเงินเพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งภายหลังได้มีการให้นิยามของ เทรนด์ “Pet Humanization” ในประเทศไทยที่กลุ่มผู้มีสัตว์เลี้ยงหันมาเลี้ยงสัตว์เสมือนลูกหรือสมาชิกครอบครัวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เจ้าของยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงค่อนข้างสูง ทั้งด้านอาหาร ด้านสุขภาพ รวมถึงการพาสัตว์เลี้ยงออกไปท่องเที่ยวด้วยกัน

    ทั้งนี้ตลาด Pet Economy ระดับโลกเติบโตเร็วอย่างน่าจับตา โดยปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างจริงจัง ข้อมูลจาก Euromonitor ชี้ว่ามูลค่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงพุ่งแตะกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 9 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030 ขณะที่ในเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่โตเร็วที่สุด

    โดย “ไทย” เองก็ติดอยู่ในลิสต์ประเทศที่เจ้าของยอม “จ่ายไม่อั้น” เพื่อความสุขของสัตว์เลี้ยง สอดคล้องกับข้อมูลของ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ที่ได้คาดการณ์มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทย ขยายตัวกว่า 13% แตะ 9.2 หมื่นล้านบาทในปี 2025

    พอล กล่าวว่า สำหรับธุรกิจรีสอร์ตหรู Pet Economy ไม่ใช่แค่ส่วนขยายเล็กๆ แต่เป็น Value Chain ใหม่ที่เข้ามาสอดประสานกับธุรกิจโรงแรม Hospitality ได้อย่างลงตัว ลูกค้ากลุ่ม Luxury Traveler วันนี้ไม่ต้องการแค่ห้องพักดีหรือวิวสวย แต่ต้องการประสบการณ์ร่วมกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งนั่นคือโอกาสใหญ่ของธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่การปรับโฉมทั้งกลยุทธ์ธุรกิจและการออกแบบประสบการณ์ที่ส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    Pet-Friendly Travel และการปรับโฉม Hospitality ไทย

    หากย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน โรงแรมหรูส่วนใหญ่ในไทยมักขึ้นป้าย “No Pets Allowed” ทันทีที่หน้าประตู แต่ปัจจุบันบริบทนั้นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และ Mövenpick ก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการออกแบบประสบการณ์เชิง Wellness และ Holistic Experience โดยเริ่มจากการมองว่าสัตว์เลี้ยง คือ ลูกค้าคนหนึ่ง

    “รีสอร์ตและโรงแรมหลายแห่งเริ่มลงทุนโครงสร้างเพื่อรองรับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นห้องพักดีไซน์พิเศษ สนามหญ้า ลานกิจกรรมสำหรับสัตว์ สปาสำหรับสัตว์ ไปจนถึงบริการ Pet Butler ที่คอยดูแลเหมือนแขก VIP โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กิมมิค แต่สะท้อนความต้องการอย่างแท้จริง”

    พอล ชี้ให้เห็นว่า สัญญาณการเติบโตที่วัดได้อย่างชัดเจน ได้แก่ Occupancy Rate ของห้องพัก Pet-Friendly ซึ่งเฉลี่ยสูงถึง 75–80% แม้จะตั้งราคาสูงกว่าห้องปกติ 15–25% หรืออีกสัญญาณอย่างการใช้จ่ายต่อทริปที่มากขึ้น เพราะลูกค้ามักจองบริการเสริม เช่น อาหารสัตว์ระดับพรีเมียม สปา หรือ Workshop ที่ทำร่วมกับสัตว์เลี้ยง โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า Segment นี้กำลังเติบโตต่อปีแบบ “Double-digit”

    นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ในรีสอร์ตของเราเท่านั้น แต่ในภาพรวมตลาด Pet-Friendly Travel ของไทยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 20–25% ต่อปี ซึ่งเร็วกว่าตลาดท่องเที่ยวโดยรวมเกือบสองเท่า โดยข้อมูลจากสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุในทิศทางเดียวเช่นกันว่า ช่วงสามปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวที่พาสัตว์เลี้ยงเข้าพักในโรงแรมหรูเพิ่มขึ้นกว่า 120% โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ ทั้งคู่รักและวัยกลางคน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ต้องการ “Pet-Inclusive Experience”

    โดย พอล กล่าวเสริมว่า ลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อและพร้อมเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงเหมือนลูกคนหนึ่ง มีความจงรักภักดีสูงและเชื่อมโยงกันในคอมมูนิตี้อย่างแน่นแฟ้น และที่สำคัญมีการบอกต่ออย่างกว้างขวางถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากบริการนั้นๆ ส่งผลให้มีอัตราลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำสูงมาก

    การทดลองตลาดและผลตอบรับ

    พอล เล่าถึงกลยุทธ์และการปรับโฉมรีสอร์ตให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับ Pet Parents ทั้งไทยและชาวต่างชาติว่า Mövenpick เริ่มทดลองเจาะตลาด Pet Tourism อย่างจริงจังเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการทดลอง Phase 1 ที่เปิดให้สุนัขเข้าพักในพูลวิลล่าส่วนตัว โดยใช้งบลงทุนเพียง 100,000 บาท แต่ผลลัพธ์เรียกได้ว่าเกินความคาดหมาย “เพียง 4 เดือน (พฤษภาคม-สิงหาคม) โรงแรมสร้างรายได้จากเซกเมนต์นี้กว่า 2.5 ล้านบาท โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวทำรายได้เกิน 1 ล้านบาท และที่สำคัญคือโรงแรมสามารถคืนทุน ภายในเวลาเพียง 5 วันเท่านั้น” 

    โดยจุดแข็งสำคัญของ Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin คือ ทำเลและพื้นที่ของโรงแรมที่ถูกปรับให้รองรับการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างแท้จริง ทั้งสวนขนาดใหญ่และพูลวิลล่าส่วนตัวที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มพรีเมียม โดยเฉพาะการมีพื้นที่ส่วนกลางที่ต้อนรับสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นมิตร ซึ่งแตกต่างจากโรงแรมทั่วไปที่มักมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และการอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าใช้บริการ

    ความสำเร็จนี้นำไปสู่ Phase 2 ที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ การเปิด “The Sanctuary” Dog Park ขนาดใหญ่ที่สุดในหัวหินและใหญ่ที่สุดสำหรับโรงแรมในไทย รวมถึง “Pet Private Spa” สปาส่วนตัวสำหรับสุนัข พร้อม Grooming Lounge แบบครบวงจ ด้วยเงินลงทุนราว 320,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 15-30 วัน

    ทั้งนี้ผลลัพธ์ทางธุรกิจยังสะท้อนโดยตรงไปที่รายได้รวมของโรงแรม การเปิด Pet-friendly Segment ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคืน (Average check per night) เพิ่มขึ้นถึง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแสดงให้เห็นกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่มาพร้อมสัตว์เลี้ยง

    นอกจากนี้โรงแรมยังคงรักษาสมดุลธุรกิจหลักไว้อย่างมั่นคง ปัจจุบัน 50% ของรายได้มาจากนักท่องเที่ยวไทยที่เหลือกระจายไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ การพัฒนา Pet-friendly Services จึงเป็นการเพิ่ม Value Added ให้กับการเข้าพักที่ไม่กระทบกับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้มีสัตว์เลี้ยง พอลกล่าว

    Mövenpick ตั้งเป้าเป็นโรงแรม Pet-friendly อันดับหนึ่งในไทย

    เป้าหมายต่อไปของ Mövenpick คือ การก้าวขึ้นเป็น “The Best Pet-Friendly Luxury อันดับหนึ่งในประเทศไทย”  ภายในปีหน้า พร้อมทั้งวางแผนสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ เช่น การแข่งขันสุนัข และ แฟชั่นโชว์สำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับคอมมูนิตี้

    พอล กล่าวว่า ความสำเร็จของ Mövenpick คือ การเปิดรับตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต พร้อมด้วยกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความจริงใจในการดูแลสัตว์เลี้ยง ซึ่งต้องโฟกัสให้ได้ถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง” ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    ปรากฏการณ์ Pet-friendly Travel สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวและพฤติกรรมผู้คนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่สัตว์เลี้ยงเป็นเพียงผู้เฝ้าบ้าน วันนี้พวกเขากลายเป็น “สมาชิกครอบครัว” ที่เจ้าของพร้อมพาไปทุกที่ และการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังสร้างโอกาสให้ธุรกิจ Hospitality ไทยอย่างมหาศาล

    คำถามที่น่าสนใจ คือ เมื่อสัตว์เลี้ยงกลายเป็น “นักท่องเที่ยว” เต็มตัว ประเทศไทยจะสามารถคว้าโอกาสนี้และยืนหนึ่งในฐานะ Pet-friendly Luxury Destination ระดับโลกได้หรือไม่?

    แม้จะมีสัญญาณบวกแต่ความท้าทายยังมีอีกมาก เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่โรงแรม แต่ต้องยกระดับทั้งระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน การขนส่งสาธารณะ ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ถ้าไทยทำได้ครบ จะสร้าง Positioning ใหม่ที่แข็งแรงมาก”

    สำหรับเขาสิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การสร้างบริการตอบโจทย์ แต่คือการยกระดับมาตรฐานของการท่องเที่ยวไทยให้เป็น Pet-Friendly Destination ในระดับโลก โดยเขาเชื่อว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต เกาะสมุย เชียงใหม่ หรือหัวหิน ควรมีมาตรฐาน Pet-friendly ที่เทียบเท่าระดับโลก และนั่นจะยิ่งทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติหลังจากนี้

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2883437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hg71283mJnvs0Fxcb7agF

  • ททท. จับมือสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ททท. จับมือสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ททท. จับมือสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ


    17/09/2568 | 65 |

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค ระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2568 สนับสนุนค่าใช้จ่ายรถบัสโดยสารแก่ผู้ประกอบการที่นำเสนอรายการนำเที่ยวสู่เมืองน่าเที่ยว กระตุ้นการเดินทางนักท่องเที่ยวไทยในช่วง Green Season เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระจายรายได้ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2568 คาดมีเงินสะพัดเข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากกว่า 24 ล้านบาท ตลอดทั้งโครงการ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค ที่ ททท. ได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย ออกไปสร้างประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ผ่านการเดินทางท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ (Group Tour) ในรูปแบบของบริษัทนำเที่ยว ด้วยการใช้บริการรถบัส รถขนส่งสาธารณะไม่ประจำทาง โดย ททท. สนับสนุนค่ารถบัสโดยสารให้กับผู้ประกอบการที่เสนอขายรายการนำเที่ยวที่มีการเดินทางพักค้างคืนไม่น้อยกว่า 1 คืน (ระยะเวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน) และต้องเป็นการเดินทางพักค้างคืนข้ามจังหวัดและจากเมืองหลักสู่เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) หรือเมืองรองสู่เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) รวมถึงมีผู้ร่วมเดินทาง (ลูกทัวร์) ไม่น้อยกว่า 30 คน/คัน ซึ่ง ททท. จะสนับสนุนค่ารถบัสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตประกอบการขนส่งและประกันภัย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองฯ ในวงเงิน 10,000 บาท ต่อ/คัน/วัน ตามที่เดินทางจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท/ทริป ภูมิภาค โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2568 

    ทั้งนี้ ททท.เชื่อมั่นว่า โครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศ ผลักดันการกระจายรายได้สู่แหล่งท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นในเมืองน่าเที่ยว สนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งรถบัส รถขนส่งสาธารณะไม่ประจำทาง บริษัทนำเที่ยว รวมถึงภาคแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะเกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไม่น้อยกว่า 6,000 คน-ครั้ง และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 24 ล้านบาท เกิดการจ้างงานแรงงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ คนขับรถโดยสารนำเที่ยว มัคคุเทศก์ พนักงานบริการที่เกี่ยวข้องในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวและร้านของที่ระลึก สร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการยังคงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. หมายเลขโทรศัพท์ 02 250 5500 ต่อ 3915-9 และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ 02 250 5500 ต่อ 1645-8

    ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/424280&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sWBQsI9hc4iNtTTQBRzFu

  • ททท. เปิดเวทีประกวด ‘สุดยอดข้าวแกงไทย 2025’ ยกระดับสู่สากล-กระตุ้นท่องเที่ยว

    ททท. เปิดเวทีประกวด ‘สุดยอดข้าวแกงไทย 2025’ ยกระดับสู่สากล-กระตุ้นท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสมาคมภัตตาคารไทย และพันธมิตรหลายราย เช่น Phenix, แอปพลิเคชันสั่งอาหารยอดนิยม LINE MAN, Wongnai, Grab, Robinhood รวมถึง KaichefHouse, กล่องแสนศุข, และ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดตัวโครงการประกวด “สุดยอดข้าวแกงไทยสู่สากล” หรือ “Khao Gaeng Thai Curry Rice Championship 2025” เพื่อเฟ้นหาสุดยอดฝีมือแชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนข้าวแกงไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.และพันธมิตรพร้อมขับเคลื่อนข้าวแกงไทย สู่มรดกอาหารแห่งภูมิภาค ซึ่งข้าวแกงถือเป็นตัวแทนอาหารในท้องถิ่น ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปในภาคใด จะพบกับร้านข้าวแกงอันเป็นแหล่งรวมอาหารไทยยอดนิยมของภาคนั้นๆ และนับได้ว่าข้าวแกงเป็นตัวแทนอาหารไทย

    เช่นเดียวกับนาซี เลอมัก เป็นตัวแทนอาหารของมาเลเซีย, ลักซาและข้าวมันไก่สิงคโปร์ เป็นตัวแทนอาหารของสิงคโปร์ เป็นต้น โดย ททท.มุ่งยกระดับข้าวแกงไทยต่อยอดสู่เสน่ห์ไทย ซึ่งเป็น Must Taste ที่ชาวต่างชาติต้องมาชิมสักครั้งในชีวิต และพร้อมขับเคลื่อนให้ข้าวแกงไทยโกอินเตอร์

    ซึ่งปัจจุบันมีร้านข้าวแกงไทยในต่างประเทศจำนวนมาก เป็นเสมือนประตูบ้านด่านแรกที่พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาชิมข้าวแกงในประเทศไทย  ข้าวแกงไทย เป็นอาหารที่มีราคาเข้าถึงได้สำหรับนักท่องเที่ยวทุกระดับ มีความหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองชิมอาหารไทยจากทุกภาค ได้ลิ้มรสอาหารจากท้องถิ่น ข้าวแกงยังเป็นอาหารที่ถูกบันทึกไว้ใน Michelin Guide จำนวนหลายร้านด้วย

    โครงการนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร Phenix ประตูน้ำ โดยการประกวดจะเน้นเมนูข้าวแกงที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งประกอบด้วย 5 เมนู ได้แก่ ไข่พะโล้, แกงขาไก่, แกงเขียวหวานไก่, พะแนงเนื้อ, และผัดน้ำพริกปลาทู สำหรับร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ททท. เปิดเวทีประกวด 'สุดยอดข้าวแกงไทย 2025' ยกระดับสู่สากล-กระตุ้นท่องเที่ยว

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ข้าวแกงถือได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นอาหารจานเดียวที่หาทานง่าย และเป็นที่นิยมของคนทุกระดับ โดยจะมุ่งส่งเสริมข้าวแกงไทยสู่เวทีโลก โดยเฉพาะข้าวแกงที่เป็นเอกลักษณ์ไทย ทั้งสร้างการรับรู้และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมอาหารไทย 

    สำหรับเมนูที่จะเปิดให้เข้าประกวดมีจำนวน 5 เมนู ได้แก่ แกงเขียวหวานไก่, ต้มข่าไก่, พะแนงเนื้อ, ไข่พะโล้ และน้ำพริกกะปิ โดยเปิดรับสมัครและประชาสัมพันธ์ในช่องทาง Facebook : สมาคมภัตตาคารไทย และ Facebook : Khao Gaeng – Thai Curry Rice Championship 2025

    ทั้งนี้ร้านค้าที่เข้าประกวดจะต้องเป็นร้านข้าวแกงที่เปิดมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี มีภาพถ่ายหน้าร้านอย่างชัดเจน เป็นอาหารประเภทจัดทำสำเร็จแล้วเพื่อตักขาย และจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการแข่งขันมาด้วยตัวเอง โดยเกณฑ์การประกวดมีองค์ประกอบทั้งความอร่อย มีคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์และถูกสุขลักษณะ

    ททท. เปิดเวทีประกวด 'สุดยอดข้าวแกงไทย 2025' ยกระดับสู่สากล-กระตุ้นท่องเที่ยว

    โครงการตั้งเป้าหมายร้านข้าวแกงเข้าประกวดจำนวนราว 30 ร้าน พร้อมขอเชิญชวนร้านข้าวแกงไทยจากทั่วประเทศเข้าร่วม ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางหรือ Street Food ร้านข้าวแกงทั่วไป ร้านข้าวแกงในห้าง ฯลฯ พร้อมชวนติดแฮชแทก #ThaiCurryGlobal #KhaoGaeng #KhaoGaengThai และ #KhaoGaengThaiCurryRiceChampionship2025 เพื่อสื่อสารทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ผ่านช่องทางจากพาร์ทเนอร์ที่เข้มแข็งอย่างททท., พันธมิตร ตลอดจนอินฟลูเอนเซอร์อาหารต่างๆ ที่เข้าร่วมด้วย

    นางนฑาห์ บุญประสิทธิ์ หัวหน้าคณะสายงานการตลาดเชิงกลยุทธ์และความยั่งยืน บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารห้าง Phenix ประตูน้ำ กล่าวว่า Phenix พร้อมร่วมสนับสนุนสมาคมภัตตาคารไทยและททท.ในการจัดโครงการนี้

    ซึ่ง Phenix ถือได้ว่าเป็น Food Destination ของทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งมีพื้นที่พร้อมในการจัดการแข่งขัน โดยมี Taste Kitchen และโซนชั้น 4 และยังมีพื้นที่ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร (Wholesale Hub) และพร้อมส่งเสริมสนับสนุนข้าวแกงไทยให้เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ชาวต่างชาติพลาดไม่ได้

    ททท. เปิดเวทีประกวด 'สุดยอดข้าวแกงไทย 2025' ยกระดับสู่สากล-กระตุ้นท่องเที่ยว

    นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า GrabFood ในฐานะแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำและพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ ททท. พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดโครงการนี้เพื่อช่วยโปรโมตอาหารไทยอย่างเมนูข้าวแกง ซึ่งถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยส่งเสริมเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านอาหารท้องถิ่นที่เข้าถึงง่าย 

    นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะ และรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า LINE MAN Wongnai พร้อมสนับสนุนโครงการนี้ ทั้งการช่วยจัดทำ Content โปรโมทร้านข้าวแกงที่มาร่วมแข่งขัน ส่วนร้านอาหารที่เข้าร่วม ก็จะสนับสนุนเครื่อง LINE Pay QR Box ตรวจเช็คการโอนเงินผ่าน QR Code ที่จะมีเสียงขานจำนวนเงินที่โอนสำเร็จ

    ททท. เปิดเวทีประกวด 'สุดยอดข้าวแกงไทย 2025' ยกระดับสู่สากล-กระตุ้นท่องเที่ยว

    ป้องกันพ่อค้าแม่ค้าจากการถูกมิจฉาชีพหลอก ให้กับร้านที่เข้าแข่งขัน 30 ร้านฟรี ตลอดจนการให้สิทธิ์ร้านของสมาคมเข้าร่วมอบรม Training ต่างๆ โดยทาง LINE MAN Wongnai จะช่วยจัดเป็น Session พิเศษให้ร้านของทางสมาคมด้วย

    นางสาวแววรัตน์ ชำนาญภักดี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาหารและความยั่งยืน โรบินฮู้ด กล่าวว่า โรบินฮู้ด โดย “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม” ของกลุ่มยิบอินซอย พร้อมให้การสนับสนุนโครงการ ”แชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล“ ไม่เพียงแนะนำเมนูแต่จะสื่อสารส่งเสริมการจับคู่อาหาร (Food Paring) ของเมนูที่หลากหลายให้ได้รสชาติและสัมผัสที่ลงตัว

    พร้อมทั้งนำเสนอการจัดจาน (Eating & Plating Design) เพื่อยกระดับให้สำรับข้าวแกงไทยเข้าถึงง่าย ไม่จำเจ เปิดมุมมองเสน่ห์วิถีวัฒนธรรมการกินอยู่ที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ โรบินฮู้ดจะเป็นมากกว่าการสั่งอาหาร เราพร้อมเป็นเพื่อนรู้ใจให้คุณในทุกมื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639110&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QAZuHmtHfBoBAeAb0GOnh

  • ไทยแอร์เอเชีย เร่งรัฐบาลใหม่กระตุ้นท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย : อินโฟเควสท์

    ไทยแอร์เอเชีย เร่งรัฐบาลใหม่กระตุ้นท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย : อินโฟเควสท์

    นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และประธานกรรมการบริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่นี้กระตุ้นการท่องเที่ยวจริง ๆ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ที่เป็นช่วงไฮซีซัน เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยหลังเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมานักท่องเที่ยวลดลงไปมาก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30% หากรัฐบาลนี้จะนำโครงการ ” เที่ยวคนละครึ่ง” ก็เห็นดีด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้รับการตอบรับด้วยดีมาก

    ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปรัฐบาลไทยควรไปกระชับความสัมพันธ์กับจีน หาสาเหตุที่แท้จริงและมาปรับปรุงแก้ไขกันมา แก้ไขอัตราค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม และช่วงนี้เงินบาทแข็งค่าก็ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่อยากมาเที่ยวไทย

    “คิดว่าไตรมาส 4 ควรจะต้องรีบทำที่เป็นไตรมาสที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ ถ้าเราไม่มีมาตรการอะไรที่มากระตุ้นเลย ผมคิดว่าประเทศไทยเหนื่อย” นายธรรศพลฐ์ กล่าว

    ด้านนางภัทรา บุศราวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า ภาพรวมนักท่องเที่ยว ต่างชาติในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีจำนวนสะสม 23 ล้านคน ลดลง 7%จากปีก่อน แต่ยังคาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติใกล้เคียงปีก่อนที่ 35 ล้านคน ดังนั้นในช่วง 4 เดือนสุดท้าย อยากให้รัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่นด้ายความปลอดภัย อยากเห็นเรื่องนี้เพราะยอมรับว่าเรื่องนี้กระทบกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ขณะเดียวกัน อยากให้ภาครัฐหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ แลนด์มาร์กใหม่ อย่าง Man made เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวเพราะตอนนี้คนหนีไปเที่ยวเวียดนาม

    ในส่วนมาตรการระยะสั้น อยากให้รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าระบบในช่วง 4 เดือนนี้ อาทิ แนวคิดแจกตั๋วโดยสารเครื่องบินในเส้นทางในประเทศ ทั้งนี้ สมาคมสายการบินในประเทศได้นำเสนอไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จะให้ที่นั่งฟรีเส้นทางในประเทศ 200,000 ที่นั่ง แต่รัฐบาลหมดอายุเสียก่อน โครงการนี้จึงพับไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8G0IQ916V64J1N5ZOZUW0B44IDGYBS&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jUkHw51dDiLWNnw5e_Zja