Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทกจ.เสริมภูมิผู้ประกอบการท่องเที่ยว จัดอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพ

    ทกจ.เสริมภูมิผู้ประกอบการท่องเที่ยว จัดอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพ

    ทกจ.เสริมภูมิผู้ประกอบการท่องเที่ยว จัดอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริการต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม

    เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ณ โรงแรมฟูราม่า เชียงใหม่ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันเปิดการฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพของภาคท่องเที่ยวในการให้บริการต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ 2568

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอน 1 พร้อมด้วยทุกท่านในที่นี้ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพของภาคท่องเที่ยวในการ ให้บริการต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อ ยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในวันนี้

    ทั้งนี้ จากกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวมุสลิมยุคใหม่ ซึ่งเป็นแนวโน้มระดับโลก จากการ สำรวจดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลก ปี 2025 (Mastercard-Crescent Rating Global Muslim Travel Index) GMTI 2025 จะพบว่าตลาดมุสลิมทั่วโลกมี 1.9 พันล้านคน ธุรกิจท่องเที่ยวฮาลาล ประมาณ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีการเติบโตของ Start Up ด้านมุสลิม Tech ในประเทศต่างๆแล้วทั่วโลก โดย จากการสำรวจประเทศไทยติดอันดับ Top 5 ของจุดหมายปลายทางของชาวมุสลิมในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม

    จากกาาวิเคราะห์ศักยภาพในจังหวัดเชียงใหม่เองมีประชากรมุสลิม กว่า 60,000 คน มัสยิดกว่า20 แห่ง มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับมุสลิมอีกกว่า 500 แห่ง หากจะกล่าวถึงกลุ่มจังหวัดก็จะมีจำนวนเพิ่มเติมอีกจำนวน มาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปางและ แม่ฮ่องสอน) ที่สอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิมทั่วโลก หลายๆประเทศพัฒนาไปอย่างมาก หาก จังหวัดเชียงใหม่สามารถรองรับตลาดการท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิมได้ ก็จะสร้างเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวใน พื้นที่ได้อย่างมีคุณค่าและมูลค่าที่สูงขึ้น

    ที่ผ่านมาเราเคยเจอกับคำถามที่ว่า “คุณเคยไปเที่ยวแล้วหามัสยิดไม่เจอไหม?” “คุณเคยหิว แล้วไม่แน่ใจว่าเป็นอาหารฮาลาลหรือไม่” ความท้าทายเหล่านี้สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นที่มา ทำให้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เกิดแนวคิดและได้ดำเนินการจัดของการฝึกอบรม เพื่อเพิ่มศักยภาพของภาคท่องเที่ยวในการให้บริการ ที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม “Muslim-Friendly Tourism” เพื่อสอดรับกับนโยบายประเทศไทยใน การสร้างแบรนด์ Thailand Muslim Friendly ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการ ขับเคลื่อน Soft Power ด้านมุสลิมของพื้นที่จากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1

    โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร สถานประกอบการ และรูปแบบการจัดบริการที่เป็นมิตรต่อ นักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim Friendly Hospitality Services)

    2.เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเมือง รวมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากรในพื้นที่ เพื่อการบริหารจัดการและการให้บริการที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม “Muslim-Friendly Tourism”

    3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับกิจกรรมท่องเที่ยวมุสลิม และ ต่อยอดในการสร้างแบรนด์ “Thailand Muslim Friendly

    โครงการ ดังกล่าวจะประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย การฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่ม ศักยภาพของภาคท่องเที่ยวในการให้บริการต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม และ การจัดการประชาสัมพันธ์เส้นทาง เชื่อมโยงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม จำนวน 2 เส้นทาง เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และ ลำพูน-ลำปาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3771463/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GMC_TLmMz_VwyiAkKtYWo

  • ส.อ.ท. ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    ส.อ.ท. ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    ส.อ.ท. ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทไทยที่ค่อนข้างแข็งค่า ว่า เงินบาทไทยวันนี้ (17 ก.ย.68) แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 31.748 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทที่แข็งขนาดนี้ไม่สะท้อนกับสภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่ดี กำลังการซื้อไม่ดี ซึ่งปกติแล้วสถานการณ์แบบนี้ค่าเงินบาทควรจะอ่อน แต่ตามที่หลายคนบอกว่าปัญหาคือค่าเงินสหรัฐอ่อนตัว ทำให้เงินในภูมิภาคนี้แข็งค่าขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง โดยตั้งแต่ครึ่งปีมาจนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้วกว่า 7% เกือบ 8% เป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาครองจากไต้หวันเท่านั้นและแข็งค่าเป็นอันดับ 5 ของโลก เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะกระทบผู้ส่งออก มีทั้งปัญหาที่โดนภาษีนำเข้าของสหรัฐ 19% และต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าซ้ำอีก ที่สำคัญกว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะภาคส่งออก แต่รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วยที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยพยายามจะเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหากค่าเงินของไทยแข็ง หมายความว่านักท่องเที่ยวที่อยากมาเที่ยวไทย อาจจะลังเลและเบี่ยงเบนไปเที่ยวประเทศอื่นมากกว่า เช่น เวียดนาม ที่ขณะนี้ค่าเงินด่องอ่อนค่าลงกว่า 3%

    ทั้งนี้ การส่งออกของไทยที่เติบโตในช่วง 6 เดือนแรกเป็นเพราะการเร่งส่งออกและความกังวลเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐ จึงมีการเร่งส่งออกทำให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตถึง 15% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทาย คาดว่าการส่งออกจะลดลงแน่นอน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกว่า 30% แม้จะได้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นมาแทนแต่ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35-36 ล้านคน ตามที่วางเป้าไว้ โดยคาดว่า ปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพียง 32 ล้านคน อย่างไรก็ตาม จีดีพีของไทยปีนี้น่าจะอยู่ที่เติบโต 1.8-2.0% หลังจากปี 2567 ที่จีดีพีเติบโต 2.5%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000089070&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Rs2X2Od0weC8WC9JfBVfP

  • สภาอุตฯ ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    สภาอุตฯ ห่วงค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    กรุงเทพ 17 ก.ย. – ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ “เงินบาท” เข้าสู่ภาวะแข็งค่าเกินจำเป็น ห่วงกระทบหนักส่งออก-ท่องเที่ยว

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทไทยที่ค่อนข้างแข็งค่า ว่า เงินบาทไทยวันนี้ (17 ก.ย.68) แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 31.748 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทที่แข็งขนาดนี้ไม่สะท้อนกับสภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่ดี กำลังการซื้อไม่ดี ซึ่งปกติแล้วสถานการณ์แบบนี้ค่าเงินบาทควรจะอ่อน แต่ตามที่หลายคนบอกว่าปัญหาคือค่าเงินสหรัฐอ่อนตัว ทำให้เงินในภูมิภาคนี้แข็งค่าขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง โดยตั้งแต่ครึ่งปีมาจนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้วกว่า 7% เกือบ 8% เป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาครองจากไต้หวันเท่านั้นและแข็งค่าเป็นอันดับ 5 ของโลก เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะกระทบผู้ส่งออก มีทั้งปัญหาที่โดนภาษีนำเข้าของสหรัฐ 19% และต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าซ้ำอีก ที่สำคัญกว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะภาคส่งออก แต่รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วยที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยพยายามจะเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหากค่าเงินของไทยแข็ง หมายความว่านักท่องเที่ยวที่อยากมาเที่ยวไทย อาจจะลังเลและเบี่ยงเบนไปเที่ยวประเทศอื่นมากกว่า เช่น เวียดนาม ที่ขณะนี้ค่าเงินด่องอ่อนค่าลงกว่า 3%

    ทั้งนี้การส่งออกของไทยที่เติบโตในช่วง 6 เดือนแรกเป็นเพราะการเร่งส่งออกและความกังวลเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐ จึงมีการเร่งส่งออกทำให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตถึง 15% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทาย คาดว่าการส่งออกจะลดลงแน่นอน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกว่า 30% แม้จะได้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นมาแทนแต่ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35-36 ล้านคน ตามที่วางเป้าไว้ โดยคาดว่า ปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพียง 32 ล้านคน อย่างไรก็ตาม จีดีพีของไทยปีนี้น่าจะอยู่ที่เติบโต 1.8-2.0% หลังจากปี 2567 ที่จีดีพีเติบโต 2.5%.-513-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กรุงเทพฯ 15 ก.ย. – ธปท. ย้ำทุกหน่วยงานร่วมกำหนดเงื่อนไขปลดล็อกบัญชีไม่มีเอี่ยวบัญชีม้า สิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อให้ร้านค้ามั่นใจรับโอนเงินซื้อสินค้า นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบชำระเงินฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาชาวบ้านถูกระงับธุรกรรมและระงับวงเงิน แต่ไม่ได้ระงับเงินในบัญชีในช่วงเดือนกันยายน 68 ตรวจพบบัญชีต้องสงสัยเฉลี่ย 10,000 บัญชี/สัปดาห์ ยอมรับว่าการคุมเข้มในช่วงที่ผ่านมา เพื่อต้องการกวาดเอาเส้นทางบัญชีที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ทั้งโอนเงินผ่าน e-money และคริบโตฯ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบในบางส่วน ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ธปท. จึงเร่งหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดเงื่อนไขร่วมกันให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ “ธปท., ธนาคาร, ตำรวจ ศปอท. พร้อมปลดล็อกให้กับผู้บริสุทธิ์ มุ่งเน้นบัญชีจำนวนไม่มาก เช่นวงเงิน 100-500 บาท หรือร้านค้า ที่มีการซื้อของมาประกอบอาหารหรือสินค้าในร้านเป็นประจำในยอดที่ไม่สูงมากนัก กลุ่มเหล่านี้จะเร่งตรวจสอบ เพื่อแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าบัญชีรับทราบ พร้อมทำอย่างรวดเร็ว และมุ่งทำความเข้าใจกับร้านค้า ให้เกิดความเชื่อมั่น และรับเงินโอนจากลูกค้า เพราะที่ผ่านมายอดปฏิเสธรับโอนเงินไม่สูงมากนัก หากตรวจสอบเสร็จแล้วคาดว่าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ถึง 1 […]

    กทม. 15 ก.ย.-ครอบครัวชินวัตร ถึงเรือนจำคลองเปรม เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” หลังครบ 5 วันกักโรค และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม หลังครบ 5 วัน การกักตัวเฝ้าระวังโรคโควิด-19 และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติตามรายชื่อ 10 คน และทนายความ เข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก โดยก่อนหน้านี้ พันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ โฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่าอาการของนายทักษิณ โดยรวมดีขึ้น ความดันสูงก่อนหน้านี้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งการเข้าเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เพื่อความปลอดภัย ล่าสุด ครอบครัวชินวัตรเดินทางมาถึงเรือนจำคลองเปรมแล้ว นำโดยคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวคนโต และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย

    บช.ก. 15 ก.ย. – “บิ๊กเต่า” เปิดคดีใหม่ พระวัดดังเมืองปทุมธานี เอี่ยวเงินวัดโยงสีกาเยอรมัน ฝากให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหาย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวพระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่มีความเกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ที่โอนเข้าบัญชีสีการายหนึ่ง ว่า เรื่องนี้ทราบว่ามีคนแจ้งความและเป็นคดีความอยู่ที่กองบังคับการปราบปรามแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ และได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากพอสมควร ซึ่งสีกาคนดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสีกาที่ทางตำรวจเพ่งเล็งอยู่หรือไม่จะต้องตรวจสอบในประเด็นนี้ด้วย แต่คดีนี้หลักๆ จะดูที่เส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบใครเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการ ส่วนกรณีที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลนั้น ก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนจะเรียกเข้าสอบหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานเรื่องนี้จะชัดเจน มีรายงานว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้พบว่ามี 8 คน รวมพระด้วยเป็น 9 คน จึงอยากฝากถึงพระว่า ให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหายเนื่องจากมีหลักฐานจำนวนมาก.-419-สำนักข่าวไทย

    กทม. 16 ก.ย.-บุกห้ามยายวัย 83 โอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เกือบ 5 ล้าน แต่ยายไม่ฟัง ไม่เชื่อว่าโดนหลอก ไล่ตำรวจกลับไป แถมโทรฟ้องมิจฉาชีพว่าตำรวจมากวน สุดท้ายเข้าแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง ตะโกนคุยกับคุณยายวัย 83 ปี ข้ามรั้วประตูบ้าน ว่า อย่าโอนเงินให้มิจฉาชีพอีก หลังธนาคารพบความผิดปกติ เนื่องจากคุณยายถอนเงินออกมาหลายล้านบาท จึงประสานงานไปที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ให้แจ้งมายังตำรวจนครบาล เพื่อตรวจสอบการโอนเงินของคุณยายโดยด่วน ปรากฏว่า เมื่อตำรวจมาถึงบ้าน คุณยายไม่เชื่อ แถมยังคุยโทรศัพท์กับตำรวจปลอมในมือถือตลอดเวลา แล้วไม่เชื่อว่า ตำรวจที่มาหน้าบ้านเป็นตำรวจจริง จนตำรวจตัวจริงอ่อนใจ ทำได้เพียงแค่ประสานงานผู้นำในชุมชนให้ช่วยดูแลคุณยาย และเตือนเรื่องนี้ ล่าสุดคุณยายมาแจ้งความแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน แต่ยังไม่ได้เงินคืน ข้อมูลของตำรวจพบว่า คุณยายโอนเงินไปทั้งหมด 5 ครั้งครั้งแรกวันที่ 3 กันยายน ฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง 3.5 ล้านบาทวันที่ 4 กันยายน โอนเงินสดไป 400,000 บาทวันที่ […]

    ข่าวแนะนำ


    17 ก.ย.- เปิดไทม์ไลน์เหตุเผชิญหน้า “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง หลังชาวเขมรชุมนุมประท้วง ก่อความวุ่นวาย ล่าสุดสถานการณ์ทั่วไปอยู่ในความควบคุม แต่กลุ่มชาวกัมพูชายังคงปักหลักใกล้แนวชายแดน.-สำนักข่าวไทย

    ทำเนียบ 17 ก.ย.- ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับนายกฯ-ครม.ใหม่ ถ่ายรูปติดบัตร ก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.) นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา และวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 ด้วย สำหรับตำแหน่งว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายโสภณ​ ​ซา​รัมย์​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​ ขณะที่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี […]

    กรุงเทพฯ 17 ก.ย. – ศาลให้ประกันตัว “เจ๋ง ดอกจิก-ศรีสุวรรณ” หลักทรัพย์คนละ 6 แสนบาท เงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ขณะเจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อ เชื่อศาลจะให้ความยุติธรรม ด้านอธิบดีกรมการข้าว มองเป็นกรรมของแต่ละคน ไม่ได้รู้สึกอะไร ให้เป็นตามเวรกรรม นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เปิดเผยภายหลังฟังคำตัดสินว่า ตนเองเคารพคำตัดสินของศาล ซึ่งประเด็นที่จะเป็นแนวทางการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ คือประเด็นที่ศาลมองว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ถูกลงโทษจำคุก 6 ปี แต่ส่วนตัวมองว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะการแต่งตั้งของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการแต่งตั้งเฉพาะตัว ซึ่งศาลยังไม่ได้ดูในรายละเอียด เพราะการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น เงินเดือน ซึ่งที่ผ่านมาตนเองไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกกังวลใจกับคำตัดสิน เพราะมองว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ขณะเดียวกันจะมีการต่อสู้ในประเด็นการเชื่อมโยงจำเลยทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ โดยจะชี้แจงว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความเชื่อมโยงกับจำเลยอีก 4 คน เนื่องจากไม่เคยได้รับผลประโยชน์อะไรจากจำเลยทั้งหมด และเชื่อว่าคำตัดสินในศาลชั้นสูงจะให้ความยุติธรรมกับตัวเอง คำพิพากษาในวันนี้ศาลได้นำโทษคดีคาร์ม็อบ 2 คดี ในพื้นที่เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2564 […]

    อุทัยธานี 17 ก.ย. – ครอบครัวเศร้า ติดต่อรับร่างลูกสาววัย 2 เดือน ส่งชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต หลังถูกสุนัขพิตบูลลากไปขย้ำหัว ขณะแม่ไปเก็บของเก่าภายในโรงสี เจ้าของคาดเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของเล่น นายฉัตรมงคล สุวรรณเศรษฐ์ เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยมารดาของ ด.ญ.กัญญาภัทร อายุเพียง 2 เดือน ผู้เสียชีวิตจากการถูกสุนัขพันธุ์พิตบูลกัด รวมถึงญาติ เดินทางไปรับศพที่โรงพยาบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี ก่อนนำร่างส่งชันสูตร หาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลา 15.00 น. วานนี้ (16 ก.ย.) ที่โรงรถของบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่ หมู่ 15 บ้านโรงสีใหม่ ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบร่างเด็กน้อย อยู่บริเวณรางระบายน้ำ เจ้าของบ้านนำร่างเด็ก ส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยที่เกิดเหตุ ยังพบคราบเลือดและร่องรอยลากยาวราว 6 เมตร ไปถึงรางระบายน้ำ นอกจากนี้ ยังพบรถเข็นเด็ก พร้อมของเล่น […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1586790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vyFtN3qJVW2zA9wRr-KQ6

  • รีวิวที่เที่ยวเชียงใหม่ บ้านข้างวัด แหล่งงานคราฟท์ และคาเฟ่

    รีวิวที่เที่ยวเชียงใหม่ บ้านข้างวัด แหล่งงานคราฟท์ และคาเฟ่

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/09R4JDRGdXvE&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ofbb8aFSn317QZ0wJbUYx

  • ZoomIn: รัฐบาลใหม่…ความหวังฟื้นเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: รัฐบาลใหม่…ความหวังฟื้นเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย : อินโฟเควสท์

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 22.6 ล้านคน ติดลบ 7.1%YoY โดยเดือนกันยายน ถือเป็นเดือนที่มีนักท่องเที่ยวน้อยสุดในรอบปี จากฤดูกาล ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ดี คาดว่าไตรมาสสุดท้าย จำนวนนักท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาแตะ 95-97%YoY และทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 33-34 ล้านคน หดตัวราว 4-7%YoY

    ส่วนสถานการณ์ไทยเที่ยวไทย จำนวนและรายได้จากการท่องเที่ยวยังทรงตัว เนื่องจากกำลังซื้อลดลง

    นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย และคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปัญหาหลักของภาคการท่องเที่ยวไทยที่รัฐบาลควรแก้ไขเร่งด่วน ได้แก่

    1. ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ขาดสภาพคล่อง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาสินค้า บริการ บุคลากรและเทคโนโลยีได้

    2. ขาดการพัฒนาสู่มาตรฐานความปลอดภัยและยั่งยืน

    3. ความรู้และทักษะด้านดิจิทัล ทั้งด้านการตลาด และการบริหาร

    ดังนั้น เมื่อประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่ ตามกลไกของรัฐสภาแล้ว รัฐบาลใหม่นี้สามารถใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศในช่วง 4 เดือน อาทิ

    1. สร้าง “แคมเปญคนละครึ่งพลัส” ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ ทั้ง กิน เที่ยว ช้อป เรียน

    2. Joint Promotion ค่าเดินทาง เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน รถเช่า รถตู้ รถบัส

    3. ตั้งกองทุนพัฒนาท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมทุนในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME และบุคลากรท่องเที่ยว แบบ copayment

    4. ส่งเสริมการสร้างสรรค์ Digital Content 10,000 ล้านวิว 15 ภาษากลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทุกจังหวัด และตอบโจทย์ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม ผ่านทั้ง KoL และ KoC

    5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยกับต่างประเทศ ทั้งกลไกทางการทูต เครือข่ายธุรกิจ และดิจิทัล

    สำหรับโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เมื่อระบบต่าง ๆ ลงตัว ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมองว่า ควรมีการเพิ่มเฟส 2 โดยปรับเงื่อนไขให้วงเงินต่อสิทธิน้อยลงเป็น 2,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้โรงแรมขนาดเล็ก และเพิ่มการจองทริปท่องเที่ยว ร้านอาหาร และสปา และควรเพิ่มช่องทางการจองผ่านแพลตฟอร์มของคนไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพของ Online Travel Agent (OTA) ไทย ลดการถูกผูกขาดของ OTA ต่างชาติ

    ส่วนการฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใดนั้น นายกิตติ มองว่า โครงการคนละครึ่งแบบเดิม จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่า อาจจะส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวประมาณ 10-20% ทั้งนี้ ควรเพิ่มโครงการคนละครึ่งแบบใหม่ ๆ เช่น ทัวร์ไทยคนละครึ่ง อิ่มคนละครึ่ง หรือเรียนดีคนละครึ่ง เป็นต้น

    สำหรับโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เป็นโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ 1-Day Trip หรือ 2 วัน 1 คืน โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางกับบริษัทนำเที่ยว ซึ่ง ททท. จะใช้งบที่เหลือจากเที่ยวไทยคนละครึ่ง เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วที่สุดในช่วง Low Season

    ในส่วนของปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้ มองว่า จะมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติพอสมควร ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530105&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MChzjwHZeyHi1tWokrEUf

  • มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’ | เดลินิวส์

    มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’ | เดลินิวส์

    มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’

    โดยปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล ถึงชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีนักเรียนทั้งหมด จำนวน 332 คน มีความประสงค์ขอขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 ในปีการศึกษา 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5121728/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q7lidB7VvWib-jnUshW5h

  • เปิดวาร์ป “ทนายฟ้าใส” ลูกสาวพ่อเปี๊ยก ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ดีกรีนักเรียนกฎหมายอังกฤษ

    เปิดวาร์ป “ทนายฟ้าใส” ลูกสาวพ่อเปี๊ยก ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ดีกรีนักเรียนกฎหมายอังกฤษ

    เปิดวาร์ป “ทนายฟ้าใส” ลูกสาวพ่อเปี๊ยก ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ดีกรีนักเรียนกฎหมายอังกฤษ

    ในวงการกฎหมายไทย ชื่อของ ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในบทบาทของทนายความที่ตรงไปตรงมาและกล้าต่อสู้คดีใหญ่หลายคดี วันนี้สปอตไลท์เริ่มหันมาให้ความสนใจกับทายาทคนเก่งของเขา ทนายฟ้าใส — พัณณ์ชิตา ไชยเดช ผู้มีทั้งความสวยและพื้นฐานด้านกฎหมายที่แข็งแรง จนหลายคนกล่าวว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

    ประวัติ ทนายฟ้าใส พัณณ์ชิตา ไชยเดช ลูกสาว ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช 

    เส้นทางการศึกษา: โปรไฟล์นิติศาสตร์ที่น่าจับตามอง

    ทนายฟ้าใสเริ่มต้นการเรียนทางกฎหมายในระดับปริญญาตรีด้วยการสำเร็จ นิติศาสตรบัณฑิต (LL.B.) จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University — ABAC) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีชื่อเสียงของไทยด้านการศึกษาในสาขาต่างๆ

    หลังจากนั้นเธอได้เดินทางไปศึกษาต่อในระดับนานาชาติ โดยสำเร็จการศึกษา นิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) จาก University of Sussex ที่เมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ และยังมีประวัติการเข้าศึกษาเพิ่มเติมที่ King’s College London (KCL) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะนิติศาสตร์ชั้นนำของสหราชอาณาจักร การได้รับการศึกษาจากสถาบันระดับโลกทั้งสองแห่งนี้ยิ่งตอกย้ำความเป็นมืออาชีพและความมุ่งมั่นทางวิชาการของเธอ

    เดินตามรอยพ่อ: ซึมซับอุดมการณ์และทัศนคติในการทำคดี

    เติบโตมากับครอบครัวที่มีบรรยากาศการพูดคุยเรื่องกฎหมายและคดีความ ทนายฟ้าใสได้เรียนรู้แนวคิดเรื่องความยุติธรรมและการต่อสู้คดีจากคุณพ่ออย่างใกล้ชิด ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่ปรากฏผลงานคดีใหญ่ต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน แต่พื้นฐานและประสบการณ์ที่ได้รับจากครอบครัว รวมถึงการศึกษาจากต่างประเทศ ทำให้หลายคนคาดหวังว่าเธอจะก้าวขึ้นมาเป็นทนายความที่น่าสนใจในวงการได้ไม่ยาก

    ไลฟ์สไตล์และภาพลักษณ์: สมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว

    จากภาพสาธารณะบนอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ (@panchitafah) จะเห็นถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว — ภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ มีความมั่นใจ และยังคงความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้โดดเด่นในสังคมปัจจุบัน

    อนาคตที่น่าจับตามอง

    แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานผลงานคดีที่เป็นสาธารณะมากนัก แต่ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่แข็งแรง ด้านความรู้จากสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ และบุคลิกที่ชัดเจน เชื่อได้ว่า ทนายฟ้าใส พัณณ์ชิตา ไชยเดช คือทายาทวงการกฎหมายที่น่าจะมีบทบาทและเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ต้องจับตามองในอนาคต


    อ้างอิง

    1. Instagram @panchitafah
    2. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
    3. รู้จัก ‘อนันต์ชัย ไชยเดช’ บทความประวัติและผลงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9844310/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mDEDUB4KJ5JUHiIjs8su7

  • สอศ. จับมือกับ บริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ ร่วมพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา สาขาเทคโนโลยีการขนส่งระบบราง

    สอศ. จับมือกับ บริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ ร่วมพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา สาขาเทคโนโลยีการขนส่งระบบราง

    สอศ. จับมือกับ บริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ ร่วมพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา สาขาเทคโนโลยีการขนส่งระบบราง


    17/09/2568 | 64 |

    นายยศพล  เวณุโกเศศ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มอบหมายให้ นายสง่า  แต่เชื้อสาย            รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี สาขาเทคโนโลยีการขนส่งระบบราง (ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า) โดยมีคุณฐานิศ  วิบูลย์วัฒนา หัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า ประเทศไทย บริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือฯ และมีสถานศึกษาอาชีวศึกษา 14 แห่ง เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุม 5 สอศ.

    นายสง่า  แต่เชื้อสาย    รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการ           การอาชีวศึกษา ร่วมกับ บริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการขนส่งระบบราง       ได้ดำเนินการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและการฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้แก่นักศึกษาระดับชั้นปวส.      ในสาขาวิชาช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างแมคคาทรอนิกส์  และสาขาช่างที่เกี่ยวข้องกับระบบราง ซึ่ง      ความร่วมมือในครั้งนี้ต่อเนื่องเป็นระยะที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายโครงการความร่วมมือการศึกษาระบบทวิภาคี ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในด้านการซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางรางในอนาคต รวมทั้งพัฒนาหลักสูตรที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมระบบราง และการปฏิบัติการในรูปแบบการติดตั้ง ประกอบและซ่อมบำรุง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ มีกำหนด 3 ปี โดยนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ เพื่อฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่ บริษัท ซีเมนส์ฯ  จะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 จนถึงเดือน มกราคม 2572 รวม 3 รุ่น ๆ ละ 1 ปีการศึกษา

    ด้านคุณฐานิศ  วิบูลย์วัฒนา หัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า ประเทศไทย บริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า  บริษัทจะดำเนินการคัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ รุ่นละ ประมาณ 20 คน  กำหนดเกณฑ์การประเมินนักศึกษาร่วมกับสถานศึกษาที่มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ  ฝึกอบรมนักศึกษา ณ สถานประกอบการตามที่กำหนดในหลักสูตร จัดให้มีพี่เลี้ยง ชุดยูนิฟอร์ม และได้รับอนุญาตเข้าพื้นที่ทำงานตามที่ตกลง ได้แก่ โรงซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าบีทีเอส  โรงซ่อมบำรุงรถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน และโรงซ่อมบำรุงแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์  สนับสนุนการสอบ กลางภาคภายหลังการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ จัดให้มีสวัสดิการให้กับนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ  และการออกใบรับรองการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยจะรับนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เริ่มปีการศึกษา 2569 รวม 3 รุ่น ๆ ละ 1 ปีการศึกษา ซึ่งระยะเวลาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ  8 เดือนต่อรุ่นการศึกษา

    ทั้งนี้ สอศ. ได้ทำความร่วมมือกับบริษัทดังกล่าว มาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ เข้าสู่ความร่วมมือระยะที่ 4  โดยในปีการศึกษา 2567  มีนักศึกษาที่ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพและจบการศึกษา จำนวน 15 คน จากสถานศึกษา 4 แห่ง  และ ปัจจุบันปีการศึกษา 2568  มีนักศึกษาอยู่ระหว่างการฝึก 18 คน จากสถานศึกษา 5 แห่ง และได้เริ่มฝึกประสบการณ์วิชาชีพมา ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568  จนถึง 31 มกราคม 2569 นี้

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ /17 กันยายน  2568


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/424088&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H9JX9N7kcPStjffZ6BEyH

  • จากร้านเล็ก สู่ตลาดใหญ่ – เส้นทางสู่ความสำเร็จของ SME การค้าชายแดน

    จากร้านเล็ก สู่ตลาดใหญ่ – เส้นทางสู่ความสำเร็จของ SME การค้าชายแดน

    จากร้านเล็ก สู่ตลาดใหญ่ – เส้นทางสู่ความสำเร็จของ SME การค้าชายแดน


    17/09/2568 | 933 |

    การค้าชายแดนเป็นหนึ่งในแกนหลักของเศรษฐกิรรมไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน จากการแลกเปลี่ยนสินค้าแบบง่าย ๆ ระหว่างชุมชนข้างเคียงในอดีต จนพัฒนามาเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ บทความนี้จะพาไปสำรวจเส้นทางการเติบโตของ SME การค้าชายแดนไทย พร้อมทั้งความท้าทายและโอกาสในการขยายสู่ตลาดใหญ่

    รากฐานแห่งความสำเร็จ : การค้าชายแดนไทย

    การค้าชายแดนไทยมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการค้าทั่วไป เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในใจกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ไทยเป็นสะพานเชื่อมการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน อันได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย

    ธุรกิจ SME การค้าชายแดนมักเริ่มต้นจากครอบครัวหรือชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความเข้าใจในวัฒนธรรม ภาษา และความต้องการของตลาดข้ามพรมแดนเป็นอย่างดี ความได้เปรียบนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างเครือข่ายการค้าที่แข็งแกร่ง

    จุดเปลี่ยนสำคัญ: จากท้องถิ่นสู่ระดับชาติ

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    รัฐบาลไทยได้ลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดน ทั้งการก่อสร้างถนน สะพาน ด่านชายแดน และระบบโลจิสติกส์ การลงทุนเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการค้า ทำให้ SME สามารถขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น

    การใช้เทคโนโลยี

    SME การค้าชายแดนหลายแห่งได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ระบบการจัดการสต็อก ระบบชำระเงินดิจิทัล ไปจนถึงแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ การใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

    การสร้างเครือข่าย

    ความสำเร็จของ SME การค้าชายแดนหลายแห่งมาจากการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ทั้งกับคู่ค้าในประเทศและต่างประเทศ การมีเครือข่ายที่ดีช่วยให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ หาแหล่งสินค้าที่หลากหลาย และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ

    ความท้าทายและอุปสรรค

    กฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออก-นำเข้า

    SME การค้าชายแดนต้องเผชิญกับความซับซ้อนของกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ และขั้นตอนพิธีการศุลกากร ซึ่งต้องใช้ความรู้และเวลาในการศึกษา

    ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

    การค้าระหว่างประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรและการวางแผนทางการเงิน

    การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น

    เมื่อตลาดการค้าชายแดนเติบโตขึ้น ก็มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันมากขึ้น ทำให้ต้องพัฒนาความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

    กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ

    การยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ

    SME ที่ประสบความสำเร็จมักให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ การได้รับมาตรฐานต่าง ๆ เช่น GMP, HACCP, หรือ ISO ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

    การศึกษาตลาดและความต้องการของลูกค้า

    การทำความเข้าใจตลาดเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านวัฒนธรรม การบริโภค และแนวโน้มตลาด เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการ

    การลงทุนในการพัฒนาบุคลากร

    การพัฒนาทักษะของพนักงาน โดยเฉพาะด้านภาษา เทคโนโลジี และการจัดการ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจำเป็นสำหรับการเติบโตระยะยาว

    การใช้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ

    รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริม SME และการค้าชายแดนหลายมาตรการ การใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์เหล่านี้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

    โอกาสในอนาคต

    ความตกลง RCEP และ CPTPP

    ความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคเปิดโอกาสให้ SME การค้าชายแดนเข้าถึงตลาดใหม่ที่กว้างขึ้น โดยมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการลดอุปสรรคทางการค้า

    การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนสร้างโอกาสใหม่ในการขยายธุรกิจและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า

    เทคโนโลยีดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ

    การเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลเปิดช่องทางการขายและการตลาดรูปแบบใหม่ ช่วยให้ SME สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นและลดต้นทุนการดำเนินงาน

    บทสรุป : เส้นทางสู่ความยั่งยืน

    เส้นทางจากร้านเล็กสู่ตลาดใหญ่ของ SME การค้าชายแดนไทยสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการปรับตัวและการใช้โอกาส การประสบความสำเร็จไม่ได้มาจากขนาดของธุรกิจ แต่มาจากการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย

    สำหรับ SME การค้าชายแดนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือการมองหาโอกาสในทุกความท้าทาย การลงทุนในการพัฒนาตนเองและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ด้วยพื้นฐานที่มั่นคงและการวางแผนที่ดี SME การค้าชายแดนไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดภูมิภาคและตลาดโลก

    การเดินทางจากร้านเล็กสู่ตลาดใหญ่อาจไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่น การเรียนรู้ และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ความฝันที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับที่ใหญ่กว่าย่อมเป็นไปได้ สำหรับธุรกิจการค้าชายแดนไทยที่มีจุดแข็งด้านความเข้าใจตลาดท้องถิ่นและความยืดหยุ่นในการปรับตัว


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/423720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Gh3wauhoWPebQbzGoAMP

  • เทศบาลเมืองสวรรคโลกมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนผู้ด้อยโอกาส

    เทศบาลเมืองสวรรคโลกมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนผู้ด้อยโอกาส

    ภูมิภาค

    เทศบาลเมืองสวรรคโลกมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนผู้ด้อยโอกาส

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายสมชาติ ลิมปะพันธุ์ นายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลก เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาการให้ความช่วยเหลือนักเรียนในเขตเทศบาลเมืองสวรรคโลก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนในสังกัดเขตเทศบาลเมืองสวรรคโลกทั้ง 6 โรงเรียน 
          
    ทั้งนี้ ปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 มีนักเรียนที่ได้รับมอบทุนการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 168 คน แบ่งเป็น ระดับอนุบาลและประถมศึกษา ทุนละ 1,000.- บาท จำนวน 90 คน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ทุนละ 2,000.- จำนวน 53 คน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ทุนละ 3,000.- จำนวน 25 คน โดยมีสมาชิกสภาเทศบาล พนักงานครูเทศบาล ตลอดจนผู้ปกครอง และเด็กนักเรียน ร่วมในพิธี ณ บริเวณหน้าห้องกองการศึกษาเทศบาลเมืองสวรรคโลก
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446770&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00boNCXK9dszU7pswH-LxV