Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Routes to Roots: เปิด 6 คลัสเตอร์ศักยภาพการท่องเที่ยวแบบรู้จริง กรุยทางสัมผัสประสบการณ์…

    Routes to Roots: เปิด 6 คลัสเตอร์ศักยภาพการท่องเที่ยวแบบรู้จริง กรุยทางสัมผัสประสบการณ์…

    นับตั้งแต่รัฐบาลไทยบุกเบิกสนับสนุนการท่องเที่ยวในปี 2523 กับแคมเปญ Visit Thailand Year ตามด้วย Amazing Thailand ที่เป็นตัวจุดพลุอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังประสบวิกฤตต้มยำกุ้ง เรื่อยมาถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตแบบพุ่งทะยาน จากนักท่องเที่ยวหลักแสนสู่เป้าหมาย 39 ล้านคน

    ทว่า…การเติบโตดังกล่าว แฝงไว้ด้วยความเปราะบาง ทั้งจากความไม่สงบภายในประเทศ สงคราม ค่าเงิน ยังไม่รวมถึงโจทย์และปัญหาจากการท่องเที่ยวที่รอวันแก้ไข อย่างเช่น ปัญหามลพิษจากการท่องเที่ยว (overtourism)  การกระจายสมดุลของรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่ท้องถิ่น  รวมถึงการสร้างผลิตภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น

    ภาคีภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา จึงร่วมมือจัดทำ โครงการ การกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ จากการวิเคราะห์ mobility dataโดยความร่วมมือระหว่าง ทรูคอร์ปอเรชั่น ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อหาแนวทางออกแบบนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ สร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรม ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว “โชว์เคส” ของการใช้ mobility data เพื่อการออกแบบนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ บูรณาการ และแม่นยำ เพื่อผลักดันการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองผ่านกลยุทธ์ “การพัฒนาคลัสเตอร์การท่องเที่ยว”

    การพัฒนาคลัสเตอร์การท่องเที่ยว คือ การจัดกลุ่มจังหวัดที่ควรร่วมกันพัฒนาเส้นทางการเดินทางและบริการเพื่อเพิ่มศักยภาพการดึงดูดการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่หลายประเทศใช้เพื่อส่งเสริมการกระจายนักท่องเที่ยวไปสู่พื้นที่ใหม่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยเดินทางไปหรืออาจจะยังไม่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวมากนัก  ทั้งนี้ คลัสเตอร์การท่องเที่ยวอาจเป็นการจับกลุ่มกันระหว่างจังหวัดที่เป็นเมืองหลักกับเมืองรองโดยรอบ หรืออาจเป็นการจับกลุ่มระหว่างเมืองรองที่ยังขาดพลังในการดึงดูดการท่องเที่ยว

    การวางแผนพัฒนาคลัสเตอร์การท่องเที่ยวมักพบกับคำถามสำคัญ ได้แก่ “รูปแบบการจับกลุ่มจังหวัดควรมีลักษณะอย่างไร”  “สถานการณ์การท่องเที่ยวในแต่ละคลัสเตอร์เป็นอย่างไร” และ “การพัฒนาการท่องเที่ยวในแต่ละคลัสเตอร์ควรดำเนินการอย่างไร”  ซึ่งในอดีตการตอบคำถามเหล่านี้ทำได้ยาก เนื่องจากการขาดแคลนข้อมูลที่สามารถบ่งชี้รูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน ทำให้นโยบายคลัสเตอร์การท่องเที่ยวมักต้องจัดกลุ่มคลัสเตอร์โดยการลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ และเป็นเรื่องยากที่จะประเมินผลลัพธ์จากการดำเนินการ เนื่องจากข้อจำกัดในแง่วิธีการและงบประมาณสำหรับการจัดเก็บข้อมูลการเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลการใช้บริการโทรศัพท์มือถือช่วยให้เราทำความเข้าใจข้อมูล ซึ่งบ่งบอกถึงพฤติกรรมการเดินทางและพื้นที่กระจุกตัวของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มในแต่ละช่วงเวลา (mobility data) ได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวสามารถให้ความแม่นยำและชัดเจนของจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทาง  ปริมาณการเดินทาง ลักษะของผู้เดินทาง รวมถึงลักษณะการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ ซึ่งทำให้เราเข้าใจประเด็นการพัฒนาการท่องเที่ยวในเมืองรองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

    ด้วยความร่วมมือทางวิชาการภายใต้โครงการ Data Playground for Human Impacts ทีมวิจัยนำโดย ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือจากผู้ใช้ที่ยินยอมให้ใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะและผ่านการเข้ารหัส (encrypted data) เพื่อไม่ระบุตัวตน จำนวน 25 ล้านบัญชีต่อเดือนสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย และกว่า 80,000 บัญชีต่อเดือนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ครอบคลุมระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2566 ถึง 31 กรกฎาคม 2567 เพื่อวิเคราะห์การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม

    จากข้อมูลสู่อินไซต์

    ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ บอกว่า ข้อมูลการวิเคราะห์ mobility data สำหรับการค้นหาคลัสเตอร์กลุ่มจังหวัดการท่องเที่ยวของเมืองรองต้องอาศัยข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือที่สามารถประมวลผลเป็นข้อมูล 4 รูปแบบ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยว ได้แก่

    1. รูปแบบการเดินทางท่องเที่ยว (travel patterns) หมายถึง รูปแบบและระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ออกจากถิ่นที่อยู่ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
    2. ลักษณะนักท่องเที่ยว (tourist attributes) ได้แก่ ช่วงวัย เพศ ถิ่นที่อยู่ และความสนใจ
    3. พื้นที่กระจุกตัวของนักท่องเที่ยว (concentration of tourist flows in destination) ซึ่งข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับแหล่งท่องเที่ยว
    4. ช่วงเวลา (period and time) ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือทำให้สามารถวิเคราะห์ mobility data ของนักท่องเที่ยวได้อย่างละเอียดในระดับชั่วโมง ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

    ผศ.ดร. ณัฐพงศ์ และทีมวิจัยได้ใช้เทคนิควิธีการวิเคราะห์เครือข่าย (network analysis) เพื่อวิเคราะห์ mobility data ของนักท่องเที่ยวเพื่อค้นหาการเครือข่ายการเดินทางระหว่างจังหวัดเมืองรองกับจังหวัดโดยรอบ พบว่ารูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวสามารถจับกลุ่มคลัสเตอร์ได้ทั้งหมด 21 กลุ่มจังหวัด  นักวิจัยได้นำข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยว  รายได้จากการท่องเที่ยว  ปริมาณการเดินทางระหว่างจังหวัด  และระยะเวลาการพำนักของจังหวัดในแต่ละคลัสเตอร์มาวิเคราะห์เพื่อค้นหาคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพสูงในการส่งเสริมการกระจายการท่องเที่ยวไปสู่เมืองรอง จึงได้คัดเลือก 6 คลัสเตอร์มาเป็นพื้นที่นำร่อง ประกอบด้วยด้วยคลัสเตอร์เชียงใหม่-ลำปาง*-ลำพูน* สำหรับภาคเหนือ  บุรีรัมย์* – สุรินทร์* – ศรีสะเกษ*สำหรับภาคอีสาน  ชัยนาท*-สุพรรณบุรี*-อุทัยธานี* สำหรับภาคกลาง  จันทบุรี* – ตราด* สำหรับภาคตะวันออก  สมุทรสาคร – สมุทรสงคราม*-เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ สำหรับภาคตะวันตก  และนครศรีธรรมราช* – พัทลุง* สำหรับภาคใต้ (* คือ เมืองรอง)

    ผศ.ดร. ณัฐพงศ์ ได้นำ mobility data มาวิเคราะห์ศักยภาพและประเด็นการพัฒนาในแต่ละคลัสเตอร์ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุเมืองศูนย์กลางและเมืองบริวาร  ทิศทางและปริมาณการเดินทางระหว่างจังหวัด  การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในแต่ละฤดูกาลทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน  แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นในแต่ละคลัสเตอร์  ซึ่งทำให้คณะวิจัยสามารถสรุปประเด็นการพัฒนาและลักษณะนักท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นของพื้นที่ในแต่ละคลัสเตอร์ ดังนี้

    #1 คลัสเตอร์เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน

    พบประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ดังนี้

    • เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว มีเชียงใหม่เป็นเมืองศูนย์กลางและมีลำพูนเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดทั้งการท่องเที่ยวในเวลากลางวันและการพักค้างได้น้อยที่สุด
    • ปริมาณการเดินทางระหว่างจังหวัดในคลัสเตอร์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของคลัสเตอร์อื่นในประเทศไทย
    • เป็นคลัสเตอร์มีสัดส่วนการท่องเที่ยวแบบไปกลับสูงกว่าคลัสเตอร์อื่นๆ
    • สัดส่วนการท่องเที่ยวและการพักค้างในจังหวัดลำพูนและลำปางมีสัดส่วนต่ำ โดย 63.60% ของนักท่องเที่ยวและ 58.41% ของการพักค้างกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่
    • พื้นที่ที่มีการกระจุกตัวนักท่องเที่ยวสูง ได้แก่ พื้นที่เมืองเก่าในอำเภอเมืองแต่ละจังหวัด
    • ปริมาณการท่องเที่ยวในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. น้อยกว่าช่วงอื่นๆ ของปีอย่างเห็นได้ชัด

    ลักษณะนักท่องเที่ยวที่โดดเด่นในคลัสเตอร์

    • นักท่องเที่ยวเพศชายที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ในภาคเหนือ นิยมในศิลปวัฒนธรรมและการจับจ่ายใช้สอย มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในอำเภอที่มีสนามกอล์ฟ

    ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว

    • กระจายนักท่องเที่ยวจากจังหวัดเชียงใหม่ไปสู่จังหวัดลำพูนและลำปาง
    • กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองเก่าและวิถีล้านนาในสามจังหวัด
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำพูนและลำปางโดยการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยว สินค้า และบริการที่ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่นอกเหนืออำเภอเมือง
    • กระตุ้นการพักค้างในจังหวัดลำพูนและลำปางโดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในช่วงกลางคืน
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวนอกช่วง Hi-season โดยอาจดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยววัยทำงานตอนปลายจากภูมิภาคอื่น ผ่านการท่องเที่ยวเล่นกอล์ฟ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กิจกรรม MICE หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Wellness

    #2 คลัสเตอร์บุรีรัมย์ – สุรินทร์ – ศรีสะเกษ

    พบประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ดังนี้

    • ผู้มาเยือนในคลัสเตอร์มีจำนวนน้อย แต่มีระยะเวลาท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดยาวนานกว่าคลัสเตอร์อื่นในประเทศไทย
    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับคลัสเตอร์อื่น (1,140 บาท/คน/วัน)
    • มีการพักค้างในจังหวัดศรีสะเกษน้อยที่สุด (26.12 %) รองลงมาคือสุรินทร์ (31.25%) และมากที่สุดในบุรีรัมย์มากที่สุด (42.62 %)  ทั้งนี้ มีพื้นที่ที่สามารถดึงดูดการพักค้างของนักท่องเที่ยวในระดับสูงกระจายตัวอยู่ในทั้งสามจังหวัด
    • บุรีรัมย์เป็นเมืองศูนย์กลาง สุรินทร์มีแนวโน้มเป็นเมืองทางผ่าน เนื่องจากมีจำนวนท่องเที่ยวภายในจังหวัดน้อยที่สุด แต่มีปริมาณการเดินทางไปสู่จังหวัดอื่นมากที่สุด
    • ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย. มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงอื่น
    • พื้นที่ดึงดูดการท่องเที่ยวกระจัดกระจายในทั้งสามจังหวัด ประกอบด้วยปราสาทหินและแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำ ศาสนสถาน และชุมชน

    ลักษณะนักท่องเที่ยวที่โดดเด่นในคลัสเตอร์

    • นักท่องเที่ยวที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี นิยมในการเล่นเกม กีฬา และอาหาร มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในบริเวณสนามกีฬาในเมืองบุรีรัมย์
    • ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว
    • การพัฒนา Area Branding สำหรับคลัสเตอร์ภาคอีสาน
    • พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันระหว่างจังหวัดในคลัสเตอร์
    • พัฒนากิจกรรม สินค้า บริการ และการสื่อสารเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวทั้งจากผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคอีสานและภูมิภาคอื่นๆ
    • พัฒนากิจกรรม สินค้า และบริการที่เพิ่มมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยสำหรับผู้มาเยือน
    • พัฒนากิจกรรม สินค้า และบริการเพื่อเพิ่มศักยภาพการดึงดูดนักท่องเที่ยววัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น ที่ชื่นชอบการเล่นเกมการแข่งขันกีฬา และการลิ้มลองอาหารอิสาน เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวรองรับการแข่งขัน e-sport กิจกรรมกีฬาและนันทนาการในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม  เทศกาลที่ผนวกการแข่งขันและวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น เป็นต้น

    #3 คลัสเตอร์จันทบุรี – ตราด

    พบประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ ดังนี้

    • เป็นพื้นที่ที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทย แต่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจัดอยู่ในระดับสูง ทำให้เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
    • ผู้เยือนคลัสเตอร์นี้มีระยะเวลาพำนักนานกว่าคลัสเตอร์อื่น
    • มีจันทบุรีเป็นศูนย์กลาง โดยนักท่องเที่ยวกระจุกตัวในเวลากลางวันถึง 40% และการพักค้างถึง 71.85% ส่วนจังหวัดตราดรองรับนักท่องเที่ยวเพียง 21.60%  และมีอัตราการพักค้างอยู่ที่เพียง 28.15%
    • ปริมาณการเดินทางภายในคลัสเตอร์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยมีปริมาณการเดินทางระหว่างจังหวัดเพียง 441,244 ทริปต่อปี
    • ปริมาณการเดินทางท่องเที่ยวสูงในช่วง เม.ย.-มิ.ย. และต่ำอย่างเห็นได้ชัดในช่วง ก.ค.-ก.ย. โดยเป็นคลัสตเตอร์ที่มีสัดส่วนการท่องเที่ยวแบบพักค้างสูงกว่าพื้นที่อื่นในประเทศ
    • ผู้เยี่ยมเยือนมีอัตราการกระจายตัวต่ำ โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ริมชายฝั่งทะเล ต้องการแผนการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปสู่พื้นที่เกษตรกรรม

    ลักษณะนักท่องเที่ยวที่โดดเด่นในคลัสเตอร์

    • กลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจในศิลปะวัฒนธรรมและอาหารการกิน มีแนวโน้มกระจุกตัวในพื้นที่ศูนย์กลางของจังหวัดจันทบุรี และเกาะช้างในจังหวัดตราด

    จากอินไซต์สู่นโยบาย

    ผลการวิเคราะห์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพ ความท้าทาย และแนวทางการพัฒนาของแต่ละคลัสเตอร์ ซึ่งจัดเป็นขั้นตอนการระบุปัญหาและกำหนดแนวทางการพัฒนา (agenda-setting) ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดทำนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ Evidence-based Policymaking (EBPM)  ซึ่งจะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ mobility data ทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงลึกด้านการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ และทำให้เราสามารถออกแบบแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน  ซึ่งแน่นอนว่า หากนำข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ เช่น ข้อมูลด้านการใช้จ่าย  ข้อมูลความพึงพอใจต่อสถานบริการและแหล่งท่องเที่ยว  ข้อมูลการจองที่พัก มาร่วมพิจารณาด้วยจะช่วยให้เราเห็นศักยภาพและประเด็นปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ในขั้นตอนต่อไป คือ การนำผลการวิเคราะห์ปัญหาและเป้าหมายมาใช้ในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง (stakeholder engagement) เพื่อสร้างฉันทามติ (consensus) ในการพัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์  การดำเนินการจริง การติดตามประเมินผล และการปรับปรุงแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    Mobility data ช่วยให้เราสามารถเลือกกลุ่มจังหวัดที่เหมาะสม รวมถึงระบุปัญหาและเป้าหมายการพัฒนาได้อย่างชัดเจน ในขั้นตอนการพัฒนานโยบายพัฒนาการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ เราจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทรัพยากรที่น่าสนใจและศักยภาพด้านการบริการในแต่ละพื้นที่มาแกนหลักในการออกแบบรูปแบบการท่องเที่ยว สินค้า และบริการที่เหมาะสมกับทั้งศักยภาพและกลุ่มเป้าหมายที่พื้นที่ต้องการดึงดูด เพื่อหาโอกาสสร้างทั้งผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างความเข้าใจร่วมกันในคุณค่าของแต่ละพื้นที่ที่เราควรจะร่วมกันรักษาไว้เป็นสมบัติของท้องถิ่นในระยะยาว” ผศ.ดร. ณัฐพงศ์กล่าว

    ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ ยังอธิบายถึงแนวทางการใช้ “ข้อมูล” เพื่อบริหารการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในระยะต่อไป  ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจจากผู้เยี่ยมเยือน (visitor economy) โดยยกตัวอย่าง การใช้ข้อมูล mobility data เพื่อการพัฒนากลยุทธ์การดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วง low season  การออกแบบเส้นทางให้บริการรถขนส่งมวลชนและจักรยานสาธารณะ  การเฝ้าระวังการรบกวนระบบนิเวศในพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว เป็นต้น  นอกจากนั้น การส่งเสริมให้ท้องถิ่นและภาคเอกชนใช้ประโยชน์ข้อมูล mobility data ด้านการท่องเที่ยวกันอย่างแพร่หลายน่าจะช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีทางออกต่อสถานการณ์การแข่งขันระหว่างประเทศและการขยายผลลัพธ์จากการท่องเที่ยวไปสู่ท้องถิ่นและชุมชนได้มากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/routes-to-roots-6-clusters/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dMTGvmIt3OcKBg8AW0ujW

  • กมธ.ความปลอดภัย ท่องเที่ยวฯ ลงตรวจซาฟารีเวิลด์ ย้ำเรื่องความปลอดภัย พบนักท่องเที่ยวยังมาแน่น

    กมธ.ความปลอดภัย ท่องเที่ยวฯ ลงตรวจซาฟารีเวิลด์ ย้ำเรื่องความปลอดภัย พบนักท่องเที่ยวยังมาแน่น

    กมธ.ความปลอดภัย ท่องเที่ยวฯ ลงตรวจซาฟารีเวิลด์ ย้ำเรื่องความปลอดภัย พบนักท่องเที่ยวยังมาแน่น

    วันนี้ 17 กันยายน 2568 พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา พร้อมด้วยอธิบดีกรมการท่องเที่ยว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลคันนายาว และเลขาธิการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมกันลงพื้นที่ซาฟารีเวิลด์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรณีที่สิงโตรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา

    โดยกลุ่มคณะดังกล่าวได้ทยอยเดินทางมาถึงยังซาฟารีเวิลด์ตั้งแต่ช่วงเวลา 9:00 น.ที่ผ่านมา เมื่อมาถึงก็ได้เข้าไปในบริเวณสำนักงานของซาฟารีเวิลด์ทันที มีรายงานว่า กลุ่มคณะดังกล่าวจะพูดคุยหารือกับผู้บริหารสวนสัตว์ ก่อนจะเข้าไปสำรวจตรวจสอบภายในพื้นที่ซาฟารีโซนสัตว์ดุร้าย เพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ของสิงโตที่เกิดประเด็น แล้วหลังจากนั้นก็จะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในภายหลัง

    ส่วนบรรยากาศที่ซาฟารีเวิลด์ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ยังคงพบว่ามีบรรดานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทยอยเดินทางมาเที่ยวชมซาฟารีเวิลด์ตามปกติ มีทั้งมาแบบกรุ๊ปทัวร์ มาเป็นส่วนตัว รวมทั้งบรรดานักเรียนนักศึกษามาเที่ยวทัศนศึกษา ซึ่งทางสวนสัตว์ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ยกเว้นโซนซาฟารีในส่วนการจัดแสดงสัตว์ดุร้ายที่ยังคงปิดให้บริการ เพื่อตรวจสอบมาตรการความปลอดภัย

    ต่อมาเวลา 11:00 น. พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะหน่วยงานที่เดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เสียชีวิตที่ซาฟารีเวิลด์ ได้ทยอยเดินทางกลับออกไป โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไรกับสื่อมวลชน

    ขณะที่มีรายงานข่าวว่า การหารือในวันนี้เป็นเพียงแค่การพูดคุยเกี่ยวกับการทบทวนมาตรการความปลอดภัยเท่านั้น ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ จะมีการไปหารือเพิ่มเติมที่รัฐสภาในช่วงบ่ายวันนี้

    สำหรับคืบหน้าทางคดี จากการสอบถามตำรวจ สน.คันนายาว เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุไปแล้ว 9-10 ปาก โดยเป็นทางเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่รายละเอียดทางคดียังไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนการสรุปข้อหานั้น ขอให้ทางพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนก่อน ถึงคอยพิจารณาในเรื่องของข้อหาความผิดต่อไป

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/141799&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KuG4zJ0S2ock83xbgXNie

  • ส.อ.ท. ยันอายัดบัญชีม้าไม่กระทบภาคธุรกิจ ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก

    ส.อ.ท. ยันอายัดบัญชีม้าไม่กระทบภาคธุรกิจ ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก

    ส.อ.ท. ยันอายัดบัญชีม้าไม่กระทบภาคธุรกิจ ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีการถูกอายัดบัญชี กับผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ว่า ไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่สมาชิกของ ส.อ.ท. มีการดำเนินการทุกอย่างอย่างถูกต้องตามระบบทำให้ไม่เกิดปัญหา 

    ทั้งนี้ เท่าที่รับทราบข้อมูลของกรณีที่เกิดปัญหานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลทั่วไปที่บางครั้งอาจมีการใช้งานแสกนคิวอาร์โค้ด หรือใช้งานแอพลิเคชันไลน์มากกว่า

    “ภาคเศรษฐกิจนั้น ยืนยันว่าไม่ได้มีเรื่องการอายัดบัญชีม้า แต่ที่มีปัญหาคือเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ผู้ส่งออกเหนื่อยมาก รวมถึงผู้ประกอบการทางด้านท่องเที่ยว ซึ่งตามปกติจะต้องมีผู้ที่เดินทางเข้ามาแล้วเวลานี้ แต่กลับพบว่ามีปริมาณผู้ที่เดินทางเข้ามาช่วงครึ่งปีหลังลดลง”

    ส่วนครึ่งปีแรกที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวหลักจากประเทศจีนหายไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีจากประเทศอื่นชดเชยเข้ามา แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวครึ่งปีแรกก็ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมาเกือบถึง 6%

    ส.อ.ท. ยันอายัดบัญชีม้าไม่กระทบภาคธุรกิจ ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก

    ขณะที่ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. ตัวเลขก็ยังลดลงต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากประเทศคู่แข่ง แต่ปัญหาหลักมาจากเรื่องของเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทย เพราะเกิดความรู้ว่าแพง

    โดยมีการเปลี่ยนเป้าหมายไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งมีราคาค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า เพราะนักท่องเที่ยวเวลานี้ส่วนใหญ่ก็มีความระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายเช่นกัน

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า เวลานี้สิ่งที่ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมหวาดกลัวคือเรื่อง Cyber Crime หรืออาชกรรมทางไซเบอร์ที่เป็นลักษณะของการทำมัลแวร์เข้ามาแบล็คเมย์ทำให้ระบบล่ม หลังจากนั้นก็จะเข้ามาตบทรัพย์ หรือเรีนยกว่าตบทรัพย์ 

    ซึ่งล่าสุดมีบริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ถูกโจมตีเป็นนจำนวนมาก เพียงแต่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวออกมาเท่านั้น แต่วงในรับทราบกัน และเริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยที่บริษัทดังกล่าวเหล่านั้นไม่ต้องการเปิดเผยต่อสาธารณะชน เพราะเกรงว่าจะเสียภาพลักษณ์ว่าบริษัทขาดมาตรฐานความปลอดภัยด้านไซเบอร์

    “บริษัทเหล่านี้จะไม่กล้าออกมาเปิดเผยว่าถูกโจมตี โดยทำให้บางครั้งต้องเสียเงินจากค่าตบทรัพย์เป็นมูลค่าหลักสิบล้านถึงร้อยล้านบาท แต่เรื่องบัญชีม้าไม่มีผล ส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639069&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LRP_DGeveAPbMEJkGwH3f

  • เที่ยวไทยคนละครึ่ง เต็มหมดแล้ว 5 แสนสิทธิ จ่อผุดโครงการ’ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’

    เที่ยวไทยคนละครึ่ง เต็มหมดแล้ว 5 แสนสิทธิ จ่อผุดโครงการ’ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’

    วันนี้(วันที่ 16 กันยายน 2568) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า ล่าสุดโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ เต็มหมดแล้วทั้ง 5 แสนสิทธิ หลังจากเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และได้รับความสนใจจากประชาชน จนสิทธิ์ทั้ง 500,000 สิทธิ์ถูกใช้เต็มในวันที่ 16 กันยายน 2568 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดสิ้นสุดโครงการที่ 30 กันยายน 2568

    ทั้งนี้ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการจำนวน 2,160,189 ราย และใช้สิทธิ์เต็มจำนวน 500,000 สิทธิ์ทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความต้องการของคนไทยในการท่องเที่ยวภายในประเทศ 

    ทั้งนี้’เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ แม้จะมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการจำนวน 2,160,189 ราย แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่ามีผู้ที่ใช้สิทธิโครงการเพียง 294,454 ราย โดยใช้สิทธิ์ในธุรกิจการท่องเที่ยวหลากหลายประเภท 

    เที่ยวไทยคนละครึ่ง

    โดยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกระจายไปยัง โรงแรมและที่พัก 55% ร้านอาหาร 39% และส่วนที่เหลือกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยว สปา/สุขภาพ OTOP และรถเช่า/เรือเช่า รวมจำนวนผู้ให้บริการทั้งสิ้น 9,222 ราย

    สำหรับการกระจายตัวของผู้ใช้สิทธิ์พบว่า คนกรุงเทพมหานคร มีผู้ใช้สิทธิ์มากที่สุด 2,027,756 ราย รองลงมาคือ สุราษฎร์ธานี 655,527 ราย กาญจนบุรี 610,128 ราย นราธิวาส 537,041 ราย และอ่างทอง 529,575 ราย ตามลำดับ

    แสดงให้เห็นถึงการกระจายการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจากข้อมูลพบว่า ในเมืองหลัก มีผู้ใช้สิทธิ์ 300,000 สิทธิ์ และในเมืองรอง มีผู้ใช้สิทธิ์ 200,000 สิทธิ์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดท่องเที่ยวรองและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง 

    5 จังหวัดที่มีการเดินทางท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    เมืองท่องเที่ยวหลัก

    • อันดับ 1  ชลบุรี 
    • อันดับ 2 ประจวบคีรีขันธ์
    • อันดับ 3 เพชรบุรี 
    • อันดับ 4 กรุงเทพมหานคร
    • อันดับ 5 เชียงใหม่

    เมืองรอง
    อันดับ 1  จันทบุรี
    อันดับ 2  ตราด 
    อันดับ 3 ราชบุรี
    อันดับ 4 นครศรีธรรมราช
    อันดับ 5 เชียงราย

    เที่ยวไทยคนละครึ่ง เต็มหมดแล้ว 5 แสนสิทธิ จ่อผุดโครงการ'ทัวร์ไทยคนละครึ่ง'

    นางฐาปนีย์ กล่าวต่อว่าการตอบสนองของประชาชนในโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน และการที่สิทธิ์ทั้งหมดถูกใช้จนหมดก่อนกำหนด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโครงการในการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ 

    เที่ยวไทยคนละครึ่ง เต็มหมดแล้ว 5 แสนสิทธิ จ่อผุดโครงการ'ทัวร์ไทยคนละครึ่ง'

    โครงการนี้ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    ความสำเร็จของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการวางแผนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในอนาคต และอาจต้องพิจารณาการขยายงบประมาณหรือสิทธิ์ในโครงการคล้ายคลึงกัน ที่ ททท.กำลังพิจารณาคือ โครงการ’ ทัวร์ไทยคนละครึ่ง‘ เพื่อรองรับความต้องการที่สูงของประชาชนไทยในการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639041&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vlVYb-WZ2lWm8wlaIs5rR

  • มศว จัดงาน 76 ปี คณะศึกษาศาสตร์ สานต่อแนวคิดสาโรช บัวศรี

    มศว จัดงาน 76 ปี คณะศึกษาศาสตร์ สานต่อแนวคิดสาโรช บัวศรี

    คณะศึกษาศาสตร์ มศว จัดงานวันสาโรช บัวศรี ครบรอบ 76 ปี เดินหน้าสร้าง “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม” มุ่งเป็นคลังปัญญายกระดับการศึกษาชาติ

    เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดงาน “วันศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี” และวันคล้ายวันสถาปนาคณะศึกษาศาสตร์ ครบรอบ 76 ปี ณ มศว โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มศว เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร นักการศึกษา สมาชิกวุฒิสภา คณาจารย์ และบุคคลสำคัญร่วมงานอย่างคับคั่ง
     

     มศว จัดงาน 76 ปี คณะศึกษาศาสตร์ สานต่อแนวคิดสาโรช บัวศรี

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรี ดร.กิตติคุณ รุ่งเรือง คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มศว กล่าวว่า กว่า 76 ปีที่ผ่านมา คณะศึกษาศาสตร์เป็นสถาบันต้นแบบด้านศึกษาศาสตร์ของประเทศ ยึดปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressive Education) ที่ริเริ่มโดย ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี ผู้วางรากฐานการศึกษาแผนใหม่ของไทย

    มศว จัดงาน 76 ปี คณะศึกษาศาสตร์ สานต่อแนวคิดสาโรช บัวศรี

    ในปีแห่งการครบรอบนี้ คณะได้ต่อยอดแนวคิดสู่ “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม” กระจายทั่วทุกภูมิภาค เพื่อบูรณาการการเรียนการสอนกับการวิจัยและการบริการชุมชน ตอบโจทย์ความต้องการเชิงพื้นที่ ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาชุมชน และการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

    มศว จัดงาน 76 ปี คณะศึกษาศาสตร์ สานต่อแนวคิดสาโรช บัวศรี

    คณะศึกษาศาสตร์ยังทำหน้าที่เป็น “คลังปัญญาทางการศึกษา” รวบรวมความรู้และนวัตกรรมเพื่อใช้พัฒนาสังคม เช่น การออกแบบหลักสูตร ฝึกอบรม พัฒนาวิธีการสอน การประเมินผล จิตวิทยาการศึกษา เทคโนโลยีและ AI ตลอดจนการศึกษาตลอดชีวิต เป้าหมายคือยกระดับความรู้ ทักษะ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมก้าวสู่การเป็น “ตักศิลาทางการศึกษาของแผ่นดิน” อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/730515&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eTjgOa5yMjxkMUlgKXsbs

  • “เจริญอ่านเภสัช” พังงา “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จุดประกายสู่เศรษฐกิจสบายใจ

    “เจริญอ่านเภสัช” พังงา “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จุดประกายสู่เศรษฐกิจสบายใจ

    ในย่านเล็ก ๆ ของจังหวัดพังงา มีร้านขายยาที่แตกต่างจากร้านใด ๆ ที่เราเคยรู้จัก “เจริญอ่านเภสัช” อาจดูเหมือนร้านขายยาธรรมดา แต่เมื่อก้าวเข้าไปข้างในกลับพบว่าพื้นที่นี้คือ “ร้านจ่ายยารักษาใจ” ที่เปลี่ยนความหมายของคำว่าการเยียวยาให้กว้างไกลกว่าแค่การรักษาร่างกาย ธวิศรุต บุรพัฒน์ และ ชนชญา ไชยอิ่นคำ สองนักสร้างสรรค์จาก Soul Friend & Spiritual Garden เลือกจะตีความร้านขายยาแห่งนี้ใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “พังงาพลังบวก” ที่ตั้งใจยกระดับให้กลายเป็นศูนย์กลางเยียวยาจิตใจของผู้คนในชุมชน

    ร้านเจริญอ่านเภสัชจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานรากในชุมชนที่กำลังมุ่งสู่ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” ในอนาคต ซึ่งเป็นแผนงานและแนวคิดสำคัญของ CEA – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เจ้าภาพในการจัดงาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ในปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน”

    มาถึงวันนี้เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ได้กลายแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนให้ปักษ์ใต้ก้าวสู่การเป็นภูมิภาคสร้างสรรค์ที่ “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว” อย่างแท้จริง ตอบรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้ที่มีมูลค่าสูงถึง 85,306 ล้านบาทในปี 2565 โดยร้อยละ 80 มาจากการท่องเที่ยว

    เจริญอ่านเภสัช จังหวัดพังงา

    “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จึงเป็นส่วนเล็กๆที่สำคัญภายในเรือนร่างอันใหญ่โตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” ที่กำลังสร้างคุณค่าบางอย่างให้กับชุมชมและสังคมมากกว่ามูลค่า

    ที่นี่ มียาเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เพราะสิ่งที่โดดเด่นกว่าคือบรรยากาศที่เต็มไปด้วย หนังสือและกิจกรรมสร้างสมดุล ผู้มาเยือนสามารถเลือกหยิบหนังสือดี ๆ สักเล่ม จิบชาสมุนไพร และเรียนรู้ที่จะฟังเสียงหัวใจตัวเองผ่านกิจกรรมอย่าง สมาธิ โยคะ ศิลปะ หรือแม้กระทั่ง Sound Healing ทุกกิจกรรมล้วนถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนกลับมาสัมผัสความสงบที่แท้จริง

    หนึ่งในไอเดียที่น่าสนใจคือการชวนผู้คนออกเดินทางไปตาม “10 เส้นทางเยียวยาใจ” ที่เชื่อมโยงการดูแลภายในกับประสบการณ์นอกตัว ตั้งแต่การภาวนาจิต การดำน้ำแบบฟรีไดฟ์ ไปจนถึงการเล่นเซิร์ฟท่ามกลางพลังทะเล ทุกเส้นทางไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางเพื่อกลับไปพบความสมดุลในใจตนเอง

    ธวิศรุต บุรพัฒน์ แห่งเจริญอ่านเภสัช พังงา

    คุณธวิศรุตเล่าว่า การทำร้านนี้ไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจ แต่คือการสร้างความหมายใหม่ให้กับคำว่าความคิดสร้างสรรค์ เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า

    “ความคิดสร้างสรรค์ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยแก้ปัญหาสังคม และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้แลกเปลี่ยนเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน”

    ประโยคนี้สะท้อนว่า “เจริญอ่านเภสัช” ไม่ได้เป็นเพียงร้านขายยาที่พัฒนาให้แปลกใหม่ แต่คือการวางรากฐานของคอมมิวนิตี้แห่งการดูแลใจ ที่ให้ทั้งคนในพื้นที่และนักเดินทางได้เข้ามาสัมผัสพลังบวก พื้นที่เล็ก ๆ นี้จึงเปลี่ยนพังงาให้เป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว แต่คือแหล่งพักใจที่แท้จริงของผู้คน

    “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” พลังสร้างสรรค์ที่งดงามจากแดนใต้

    ปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นกันยายนที่ผ่านมา จังหวัดสงขลากลายเป็นศูนย์กลางแห่งพลังสร้างสรรค์ เมื่อสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดงาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” ตลอดเวลา 11 วันของการจัดงาน ไม่เพียงเปิดพื้นที่แสดงผลงานออกแบบ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือปลุกพลังสร้างสรรค์” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

    ผลลัพธ์ของงานสะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลฯ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเฉพาะของนักออกแบบ แต่คือแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนให้ปักษ์ใต้ก้าวสู่การเป็นภูมิภาคสร้างสรรค์ที่ “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว” อย่างแท้จริง คาดการณ์มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตลอดงานสูงกว่า 500 ล้านบาท และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 200,000 คน โดยอาศัยจังหวะพิเศษที่ตรงกับวันชาติของมาเลเซีย (31 สิงหาคม) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน

    การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฐานทุนสู่ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ”

    การท่องเที่ยวคือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย ปี 2568 มีการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามามากกว่า 40 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 3.5 ล้านล้านบาท และเมื่อมองลึกลงไปในพื้นที่ภาคใต้ จะพบว่ามีศักยภาพโดดเด่นอย่างยิ่ง ปี 2565 มูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้สูงถึง 85,306 ล้านบาท โดยกว่าร้อยละ 80 มาจากการท่องเที่ยว คิดเป็นรายได้กว่า 68,170 ล้านบาท

    ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA กล่าวว่า “ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แสดงให้เห็นว่าภาคใต้พร้อมก้าวสู่เวทีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ… เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้จึงถูกออกแบบบนแนวทาง Area-Based Platform ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับศิลปะ อาหาร แฟชั่น ดนตรี และงานคราฟต์ เพื่อยกระดับสู่ ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ (De-Stress Economy)’ ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนทั่วไป”

    “ยิ่งไปกว่านั้น เทศกาลฯ ยังทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับภาคใต้ให้เป็นจุดหมายที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พร้อมต่อยอดสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทุกสาขา ตั้งแต่การพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based) ขยายสู่การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม (Industry-Based) และต่อเนื่องสู่การพัฒนาเชิงความรู้ (Knowledge-Based) เพื่อเสริมศักยภาพคนในพื้นที่ควบคู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

    พลังความร่วมมือ  จากท้องถิ่นสู่เวทีนานาชาติ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PTDW2025 แตกต่าง คือพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน นักสร้างสรรค์ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐท้องถิ่น โดยปีนี้ยังได้ขยายพื้นที่จัดงานไปยัง ถนนเพชรคีรี เพื่อเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่จากทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ได้แสดงศักยภาพ

    คุณฆฤณ กังวานกิตติ ผู้อำนวยการ CEA สงขลา กล่าวเสริมว่า “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 แสดงพลังความร่วมมือของ ‘ชาวปักษ์ใต้’ ที่ได้แลกเปลี่ยนทักษะข้ามศาสตร์ เกิดเป็นพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ และสะท้อนว่าภาคใต้ ‘มีดี’ และ ‘มีโอกาส’ พร้อมก้าวไปสู่โอกาสการลงทุนและการต่อยอดอย่างแท้จริง”

    ตัวอย่างพลังสร้างสรรค์  5 จังหวัดที่เปล่งประกาย ประกอบด้วยพังงา สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ยะลา และสตูล

    “เจริญอ่านเภสัช” จังหวัดพังงา โดย Soul Friend & Spiritual Garden

    ร้านขายยาธรรมดาถูกตีความใหม่เป็น ‘ร้านจ่ายยารักษาใจ’ โดย ธวิศรุต บุรพัฒน์ และ ชนชญา ไชยอิ่นคำ สองนักสร้างสรรค์จาก Soul Friend & Spiritual Garden ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘พังงาพลังบวก’ ที่ยกระดับพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางเยียวยาจิตใจ

    “Island Frequencies: Music, Art & Paradise” จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย Art in Paradise School

    เสน่ห์ศิลปะและดนตรีจากเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จาก Art in Paradise School นำเสนอเทศกาล “Island Frequencies: Music, Art & Paradise”  มาสู่ใจกลางเมืองสงขลา การแสดงผสมผสานอัตลักษณ์ชาวเกาะกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และความร่วมมือกับดีเจชาวฝรั่งเศสเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมท้องถิ่นกับสากล

    ขณะเดียวกัน ยังมีห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ที่จัดแสดงนิทรรศการ “เก้าอี้ 3 ตัว” จากวัสดุรีไซเคิล ที่เล่าเรื่องราวการดูแลรักษาท้องทะเลจากขยะ รวมจนถึงวิถีชีวิตและเสียงทะเลให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส โดยความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิด แต่ยังสะท้อนโอกาสของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เติบโตจากงานศิลปะของชุมชนและความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ ที่สามารถต่อยอดวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวได้

    De’ Lapae Art Space Narathiwat “Ask Yourself to Narathiwat Beyond” จังหวัดนราธิวาส โดย ดร. ปรัชญ์ พิมานแมน และ ผศ. คีต์ตา อิสรั่น

    นราธิวาสกำลังเป็นพื้นที่วัฒนธรรมที่น่าจับตา โครงการ De’ Lapae Art Space ชวนให้ผู้คนกลับมาค้นหามิติใหม่ของนราธิวาส ผ่านการตีความสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมอย่างสถาปัตยกรรมเก่าแก่ สายน้ำ ป่าเขา และเรื่องเล่าท้องถิ่นที่คุ้นเคยแต่ถูกละเลย โดยมี ดร. ปรัชญ์ พิมานแมน และ ผศ. คีต์ตา อิสรั่น นำทีมศิลปิน นักออกแบบ และชุมชนสร้าง ‘บทสนทนา’ (Dialogue) ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน โดยเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้ลงลึกกับชุมชนเพื่อถอดรหัสอัตลักษณ์และตีความใหม่

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือผลงานของกลุ่ม Bunga Melayu ที่ศึกษาลวดลาย ‘เรือกอและ’ และต่อยอดสู่งานออกแบบร่วมสมัย ขณะที่กลุ่ม Muslimah Collective ลงพื้นที่บ้านกูยิ ทำงานคลุกคลีกับผู้คนจริง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่น ส่วนกลุ่ม Rolling Wild ที่ใช้ฟิล์ม Super 8 บันทึกภาพเคลื่อนไหวของชุมชนจังหวัดนราธิวาสแบบที่ไม่เคยเห็น ได้ถ่ายทอดบรรยากาศของพื้นที่จนกลายเป็นบันทึกความทรงจำที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ดร. ปรัชญ์ ย้ำว่าการอนุรักษ์ที่แท้จริงคือต้องทำให้มรดกมีชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสำคัญที่จะสร้างคุณค่าในอนาคตได้ต่อไป

    YALA ICON จังหวัดยะลา โดย “NAYU COUTURE” The Real McCoy

    ยะลาตอกย้ำศักยภาพในฐานะศูนย์กลางแฟชั่นมลายู กับโครงการ “NAYU COUTURE” ภายใต้แนวคิด YALA ICON โดยมี เอกรัตน์ สุวรรณรัตน์ นำทีมสร้างสรรค์ โครงการนี้มุ่งยกระดับอัตลักษณ์มลายูสู่เวทีแฟชั่นร่วมสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Real McCoy” ที่เน้นความแท้จริงและการเล่าเรื่องอย่างภาคภูมิใจ ไฮไลต์สำคัญคือแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันพิเศษ 15 ผลงาน สะท้อนความประณีตของหัตถศิลป์ท้องถิ่น ตั้งแต่บาติกปั๊มลายจนถึงการปักกะปิเยาะห์ ควบคู่กับนิทรรศการและเวทีเสวนาที่เชื่อมโยงนักออกแบบ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

    คุณเอกรัตน์กล่าวว่ายะลามีรากฐานแฟชั่นมลายูที่ลึกซึ้ง และแฟชั่นร่วมสมัยสามารถเดินเคียงคู่กับมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างทรงพลัง ด้วยการนำทักษะของช่างฝีมือมาผสานกับมุมมองของดีไซเนอร์เพื่อยกระดับอัตลักษณ์เครื่องแต่งกายท้องถิ่นสู่เวทีโลก

    “สตูล ‘ปลา’ ณีต Satun Folk & Fine” จังหวัดสตูล โดย ภาคีนักสร้างสรรค์สตูล

    เสน่ห์ของสตูลสะท้อนผ่านความประณีตของการทำประมงพื้นบ้านและการปรุงวัตถุดิบสดจากทะเลอย่างพิถีพิถัน จังหวัดเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือน ครัวกระจายอาหาร ของทุกภูมิภาคนี้ ถูกนำมาเล่าใหม่ใน

    มิติสร้างสรรค์ภายใต้โครงการ “สตูล ‘ปลา’ ณีต Satun Folk & Fine” โดย เยาวนันท์ เส็นติระ และกลุ่มนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น กิจกรรมของโครงการครอบคลุมตั้งแต่งานศิลปะเครื่องมือประมง การปรุงเมนูพื้นถิ่น ไปจนถึงการท่องเที่ยววิถีประมงเชิงอนุรักษ์แบบ One Day Trip เพื่อพาผู้มาเยือนไปสัมผัสชีวิตชาวประมงที่แท้จริง

    คุณเยาวนันท์กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ร่วมเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ เราเห็นตรงกันว่าการประมงคือหัวใจของเศรษฐกิจชุมชน โครงการนี้จึงเกิดจากความร่วมมือของคนในพื้นที่ ศิลปิน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อชวนผู้คนมาสัมผัสและต่อยอดสิ่งที่เรามีให้กลายเป็นความภาคภูมิใจร่วมกัน”

    PTDW2025 คือบทพิสูจน์ว่าภาคใต้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น “ภูมิภาคสร้างสรรค์” ที่ใช้พลังงานวัฒนธรรมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากพื้นที่เชิงชุมชน ขยายสู่การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม และต่อยอดไปสู่การสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้ปักษ์ใต้ไม่เพียง “น่าอยู่” แต่ยัง “น่าลงทุน” และ “น่าท่องเที่ยว” อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/730511&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eVDk44iMyG3kJTELPBwwN

  • ททท.วิ่งสู้ฟัดดึงนักท่องเที่ยวจีน จัดทัวร์แข่งเต้นรำฉลองสัมพันธ์การทูต 50 ปี

    ททท.วิ่งสู้ฟัดดึงนักท่องเที่ยวจีน จัดทัวร์แข่งเต้นรำฉลองสัมพันธ์การทูต 50 ปี

    Date Time: 17 ก.ย. 2568 10:30 น.

    Summary

    ททท. เปิดฉากกิจกรรม 2025 แข่งขันเต้นรำเจาะกลุ่ม Active Senior นักท่องเที่ยวชาวจีน

    Latest


    นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า ททท. สำนักงานคุนหมิง ร่วมกับกองตลาดเอเชียตะวันออก จัดกิจกรรม 2025 Amazing Thailand Public Square Dance Competition การแข่งขันเต้นรำ Square Dance ของกลุ่มคณะนักท่องเที่ยว Active Senior จากคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยมีนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการและวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนจากฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ให้เกียรติเป็นประธานในการเข้าร่วมงาน ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพมหานคร

    ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมุ่งขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนเจาะกลุ่ม Active Senior ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง โดยใช้กิจกรรม Square Dance ซึ่งเป็นกิจกรรมยามว่างที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสาธารณรัฐประชาชนจีน ททท. จึงใช้การเต้นรำศิลปะและวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน โดยจัดทำ Joint Promotion ร่วมกับบริษัทนำเที่ยวในสาธารณรัฐประชาชนจีนเสนอขายแพ็คเกจท่องเที่ยวมายังประเทศไทย โดยท่องเที่ยวในเส้นทางหลัก ได้แก่ คุนหมิง-กรุงเทพฯ-พัทยา และจี่หนาน-กรุงเทพฯ-พัทยา ซึ่งผู้ที่ร่วมเดินทางในแพ็คเกจจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 7 วัน 6 คืน และสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในกิจกรรม 2025 Amazing Thailand Public Square Dance Competition โดยผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้เดินทางมาจากหลายพื้นที่ในจีน อาทิ คุนหมิง จี่หนาน ยูนนาน ซานตง นอกจากนี้ ททท. ยังถือโอกาสนี้เป็น Grand Celebration เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เนื่องในปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025

    นายชูวิทย์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม 2025 Amazing Thailand Public Square Dance Competition ในครั้งนี้มีนักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม Active Senior ที่ชื่นชอบการเต้นรำเข้าร่วมการแข่งขัน 12 ทีม โดยแต่ละทีมต้องออกแบบการแสดง 1 ชุด มีเวลาทีมละ 5 นาที ไม่จำกัดประเภทของดนตรี โดย ททท. คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ต่ำกว่า 300 คน สามารถสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านบาท ททท. ยังคงเดินหน้าในการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวระยะใกล้อย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มค่าใช้จ่ายทางการท่องเที่ยว ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2882929&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pH0YK5YLnvHKwEKwjPmV9

  • “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแคนชาติพันธุ์” ส่งเสริมพัฒนาประเพณี ฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรม

    “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแคนชาติพันธุ์” ส่งเสริมพัฒนาประเพณี ฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรม

    “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแคนชาติพันธุ์” ส่งเสริมพัฒนาประเพณี ฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น.นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและภาคีเครือข่าย ด้านการท่องเที่ยว แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแดนชาติพันธุ์” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำบึงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ สวนสาธารณหนองจองคำ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

    นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติสวยงาม วัฒนธรรมหลากหลาย และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ โดยนโยบายหลักของจังหวัดมุ่งเน้น การพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังมุ่งให้ผู้มาเยือนสัมผัสประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย โครงการ “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแดนชาติพันธุ์” จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและรักษา ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่าน 2 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่

    งานแสดงและจำหน่ายสินค้า Craft of 5F ระหว่างวันที่ 16 – 20 ตุลาคม 2558 ณ สวนสาธารณะหนองจองคำ พบกับบูธแสดงสินค้าและงานหัตถกรรมท้องถิ่นจากหลากหลายชุมชน มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์ อาทิ การฟ้อนขันดอก และการเต้นรำกะเหรี่ยงแดง เพื่อสะท้อนความงดงามและความหลากหลายของแม่ฮ่องสอน จากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ คือเสน่ห์สำคัญที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะของแม่ฮ่องสอน

    การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนยลวิถีชาติพันธุ์ ระหว่างวันที่ 24-30 กันยายน 2568 เปิดเส้นทางท่องเที่ยว 2 เส้นทาง รวม 6 ชุมชน เช่น บ้านแพมบก บ้านเมืองแพม บ้านห้วยเฮี๊ยะ บ้านผาบ่อง บ้านต่อแพ และบ้านละอูบ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าพักโฮมสเตย์ เรียนรู้งานหัตถกรรม การทอผ้า เครื่องเงิน รวมถึงอาหารพื้นถิ่น

    จึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ ประสบการณ์ที่แตกต่างและร่วมสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมกับเรา ด้วยตนเอง “แม่ฮ่องสอน เมืองสามหมอก ดินแดนชาติพันธุ์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3770837/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kvgk_rmI_3EZdd-h4y5S5

  • อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบาย ณ อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง | TOPNEWS

    อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบาย ณ อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง | TOPNEWS

    อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบาย ณ อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง

    • เผยแพร่ : 16/09/2025 20:04

    เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 – นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมคณะได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง จังหวัดนราธิวาส โดยมีนายทิพยรัตน์ ทัยศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้การต้อนรับ

    ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและมอบแนวทางการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดนราธิวาส โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความหลากหลายของระบบนิเวศ ตั้งแต่ชายหาดที่สวยงาม น้ำทะเลใสสะอาด ไปจนถึงป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า

    นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแล้ว อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การเดินป่าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การพายเรือคายัค และการชมทิวทัศน์ที่สวยงามจากจุดชมวิว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และในโอกาสนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ร่วมปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

    วุฒิเดช ก้อนทองคำ TOPNEWSทั่วไทย ภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1317721&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nFLPAKnO19gXiMZDILgY9

  • สะเดา | รถนักท่องเที่ยวตกค้างที่หน้าด่านสะเดากว่า 500 คัน  มากที่สุดหลังจากเปิดด่านสะเดามา 50 ปี

    สะเดา | รถนักท่องเที่ยวตกค้างที่หน้าด่านสะเดากว่า 500 คัน มากที่สุดหลังจากเปิดด่านสะเดามา 50 ปี

    วันที่ 15 ก.ย. 68  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 23:00 น. ตามเวลาในประเทศไทยซึ่งตรงกับเวลา 24:00 น. ของประเทศมาเลเซีย ได้มีรถของนักท่องเที่ยว กว่า 1000 คันติดขัดอย่างหนัก ที่หน้าด่านสะเดาตั้งแต่เวลา 12:00 น. ของวันที่ 15 กันยายน ติดสะสมที่หน้าด่านสะเดาเป็นเวลา 12 ชั่วโมง จนถึงเวลา 21:00 น. ของเมื่อวานนี้ที่ผ่านมา 

    โดยมีท้ายแถวยาวกว่า 3 กม. รถก็ไม่สามารถระบายหมดได้ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ติดอยู่บนรถส่วนบุคคล  และรถบัสนักท่องเที่ยว ประมาณ4 คัน จนกระทั่งถึงเวลา 23:00 น.  ซึ่งเป็นเวลาหยุดทำการของด่านมาเลย์ หรือด่านบูกิตกายูอิตั้ม ของประเทศมาเลเซีย  ก็ได้ มีเจ้าหน้าที่มาทำการปิดประตู รั้วกั้น2 ประเทศ ในขณะที่ด่านไทยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่  เมื่อด่านมาเลย์ปิด ด่านไทยต้องปิดตาม  ทำให้เกิดความโกลาหล เพราะบางคันได้จ็อบหนังพาสปอร์ตผ่านด่านไทยมาแล้ว แต่เจอด่านมาเลย์ปิดประตู ทำให้หลายคันต้องเลี้ยวกลับ สู่ประเทศไทยอีกครั้ง 

     โดยนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะนอนค้างที่รถเพื่อรอให้ด่านเปิดในวันขึ้นในเวลา 05:00 น. ของเช้าวันที่ 16 กันยายน บางส่วนหาที่พักในพื้นที่บ้านด่านนอกเมืองท่องเที่ยวหน้าด่านสะเดา  

    เหตุการณ์ที่รถติดค้างที่หน้าด่านสะเดา ในครั้งนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ด่านสะเดามีรถติดค้างอยู่ไม่ต่ำกว่า 500 คัน คิดเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตรคิดเป็นจำนวนคนกว่า 1000 -2000 คนซึ่งส่วนใหญ่ มากันแบบครอบครัว โดยนักท่องเที่ยวชาวเลเข้ามาท่องเที่ยวไทยในวันหยุดปิดเทอมและวันหยุดประจำปีตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 14 กันยายน และขณะเดียวกันวันที่ 15 ก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาที่ด่านสะเดากว่า 10,000 คนเช่นกัน และมีนักท่องเที่ยวที่กลับบ้านพร้อมกันในเวลาเดียวกัน

    ในวันที่15 กย.68 จำนวนมากจึงทำให้รถติดสะสมที่หน้าด่านสะเดาประกอบกับด่านสะเดารับมือไม่ทันจนเกิดเหตุการณ์รถติด อย่างมโหฬารดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าเกิดจากอะไรโดยที่ผู้สื่อข่าวได้สังเกตพบว่า รถนัก ท่องเที่ยวถูก ปล่อยออกจากด่านสะเดา อย่สงไม่ต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาช่วงเที่ยงจนถึง 23:00 น.  ในขณะที่ขาเข้าประเทศมาเลเซียไม่ได้ติดขัดแต่ประการใด แสดงว่าปัญหาเกิดที่ฝั่งไทยไม่ได้เกิดที่ฝั่งประเทศมาเลเซีย

     จากการสอบถามนักท่องเที่ยว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้  ส่วนใหญ่บอกว่าไม่เคยเจอกับเหตุการณ์นี้มาก่อน ไม่เคยติดนานและมีจำนวนมาก เหมือนวันนี้ และบอกว่ามาเที่ยวเมืองไทยเป็นประจำ ส่วนครั้งนี้มานอนที่อำเภอหาดใหญ่หนึ่งคืนและ เดินทางกลับมาเลย์ ติดอยู่ที่หน้าด่านสะเดา 4 ชั่วโมงแต่ก็ไม่สามารถผ่านด่านไปได้ ผู้สื่อข่าว ถามว่าจะมาอีกไหมนักท่องเที่ยวบอกว่าคงต้องมาอีกเพราะรักเมืองไทยชอบเที่ยวเมืองไทยอาหารถูกและอร่อย 

    ด้าน ดร. สิทธิพงศ์ สิทธิภัทรประภา  นายกสมาคมโรงแรม หาดใหญ่สงขลา   ให้ความเห็น ว่า รถติดที่หน้าด่านสะเดา กว่า 500 คัน และระบายรถไม่ทันในเวลา 23:00 น.เป็นการทำลายบริการการท่องเที่ยว ไม่น่าจะเกิดขึ้นในขณะที่หลายฝ่ายกำลังไม่น่าจะเกิดขึ้นในขณะที่หลายฝ่ายกำลังรณรงค์ และให้ความสำคัญ เรื่องการท่องเที่ยว เพราะประเทศมาเลเซียเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด โดยจะนำเรื่องนี้โดยจะนำเรื่องนี้ไปรายงานถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://hatyaifocus.com/news-detail/29337/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uKQfrDj7AMhN94e-Xn3WP