Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เชียงรายมีศักยภาพ “ดอยลังกาหลวง-ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นภูเขาสูงสุดของไทย

    เชียงรายมีศักยภาพ “ดอยลังกาหลวง-ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นภูเขาสูงสุดของไทย

    • เชียงรายมีศักยภาพ “ดอยลังกาหลวง-ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นภูเขาสูงสุดของไทย

    เชียงรายชูศักยภาพภูเขา “ดอยลังกาหลวง–ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นสูงสุดของไทย (เมื่อจัดจำแนกอย่างรอบด้าน) — เปิดความจริง-คลี่คลายความสับสนของตัวเลขและชื่อสถานที่ พร้อมข้อเสนอให้อัปเดตฐานข้อมูลทางการ

    เชียงราย, 16 กันยายน 2568 — เมื่อพูดถึง “ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย” หลายคนตอบได้ทันทีว่า ดอยอินทนนท์ สูง 2,565 เมตร แต่พอไล่ลำดับถัดไป หลายสำนักกลับให้ตัวเลขและชื่อยอดเขาไม่ตรงกัน—ดอยผ้าห่มปก บางที่ 2,285 เมตร บางที่ 2,296 เมตร, ยอดภูสอยดาว บางที่ 2,102 บางที่ 2,120 เมตร ขณะที่ชื่อ “ดอยช้าง” ก็ยิ่งชวนสับสน เพราะบางแหล่งหมายถึง “ยอดเขา” แต่บางแหล่งหมายถึง “ชุมชนและแหล่งปลูกกาแฟ” ที่ระดับสูงเฉลี่ย 1,000–1,700 เมตร ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตรตามลิสต์บางแห่ง

    รายงานชิ้นนี้ได้ข้อมูลสารตั้งต้นมาจากเพจ “สุดยอดแห่งสยาม” ทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์อยากชวนผู้อ่านสำรวจอย่างเป็นระบบว่า “อะไรจริง อะไรคลาดเคลื่อน” โดยยึดหลักฐานจากหน่วยงานรัฐและเอกสารอ้างอิงที่เชื่อถือได้เป็นแกนหลัก ให้เห็นภาพตั้งแต่นักท่องเที่ยวเชิงผจญภัย และชุมชนท้องถิ่น ใช้ข้อมูลเดียวกันในการวางแผน—ทั้งด้านความปลอดภัย การอนุรักษ์ และการพัฒนาการท่องเที่ยว

    ปมสับสน ตัวเลขสูง–ต่ำต่างกันได้อย่างไร

    ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้แน่น

    • ดอยอินทนนท์ สูง 2,565 เมตร — เป็นความสูง “ทางการ” ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันไว้ในเอกสารของกรมอุทยานฯ ว่าดอยอินทนนท์เป็นยอดสูงสุดของประเทศ (เอกสารสำนักอุทยานแห่งชาติ ระบุช่วงความสูงพื้นที่อุทยาน 400–2,565 เมตร และระบุชัดเจนว่าอินทนนท์เป็นยอดสูงสุดของไทย)
    • ดอยผ้าห่มปก ยอดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก ระดับ 2,285 เมตร (ข้อมูลหน้าอย่างเป็นทางการของอุทยาน)
    • ดอยหลวงเชียงดาว มีสองค่าที่ถูกใช้งานคู่ขนาน 2,225 เมตร (ใช้กว้างขวางในเอกสารและป้ายสื่อสารของไทย เช่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร) และค่าจากสารานุกรมสากลบางแหล่งที่ลง 2,175 เมตร — สะท้อนปัญหา “ค่ามาตรฐาน” คนละชุดที่ยังไม่ถูกเทียบมาตรฐานร่วมกัน
    • โมโกจู (อุทยานแห่งชาติแม่วงก์) ยืนยันสูงสุดของอุทยานที่ 1,964 เมตร บนหน้าอย่างเป็นทางการของกรมอุทยานฯ (ระบุชัดที่หัวข้อสภาพภูมิประเทศ)
    • ดอยภูคา (จ.น่าน) ระดับสูงสุด 1,980 เมตร อ้างอิงจากหน้าจองที่พัก/แนะนำอุทยานของกรมอุทยานฯ (NPS)

    ยอดที่ยืนยันโดยฐานข้อมูลมาตรฐานและสารานุกรม

    • ดอยลังกาหลวง — ยอดสูงสุดของเชียงราย อยู่แนวเทือกลังกา–ขุนแจ ค่าความสูงที่ปรากฏซ้ำมากที่สุดคือ 2,031 เมตร (พบในสารานุกรมภูมิประเทศที่สรุปยอดเด่นของไทย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลสื่อรัฐ/ท้องถิ่น)

    ข้อสังเกตสำคัญ ตัวเลขความสูงที่ “ทางการ” รับรองกับตัวเลขจากฐานข้อมูลแผนที่/ชุมชน (เช่นสารานุกรมออนไลน์หรือฐานข้อมูลภูมิประเทศสากล) อาจต่างกันเพราะ (1) ระบบอ้างอิงระดับทะเล (datums) ต่างชุด, (2) ความละเอียดแบบจำลองภูมิประเทศ (DEM) ต่างความละเอียด และ (3) บางแหล่งนับ “ปุ่มยอด/สันเขาย่อย” เป็นยอดแยก ขณะที่รัฐนับเฉพาะยอดหลัก

    ดอยลังกาหลวง, เชียงราย สูง 2,031 เมตร

    เคสศึกษาเชียงราย “ดอยลังกาหลวง” ชัดเจน — “ดอยช้าง” ต้องระบุให้ตรง

    ดอยลังกาหลวง — เสาหลักเหนือสุด

    เชียงรายมีภูมิประเทศซับซ้อนเชื่อมเทือกเขาถนนธงชัยกับสันปันน้ำชายแดน ดอยลังกาหลวงจึงเป็น “เสาหลัก” ที่ยืนเด่นด้วยระดับกว่า 2 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่าที่พบซ้ำในแหล่งข้อมูลวิชาการ/สารานุกรมคือ 2,031 เมตร (และสอดคล้องกับสื่อราชการพื้นที่) ทำให้ดอยลังกาหลวงติดหนึ่งใน “คลับ 2,000+ เมตร” ของไทยร่วมกับอินทนนท์ ผ้าห่มปก และภูสอยดาว

    แม้หน้าเว็บไซต์กลางของกรมอุทยานฯ จะไม่ได้ลงรายละเอียดความสูงยอดนี้ไว้ชัดเจนเท่าดอยยอดอื่น แต่ข้อมูลเชิงพื้นที่จากสื่อรัฐและชุมชนผู้เดินป่าระบุสอดคล้องกันมาอย่างยาวนาน จุดนี้สะท้อนโจทย์นโยบายสำคัญ—เราควรมีฐานข้อมูลยอดเขาทางการที่อัปเดตและค้นหาได้ง่าย เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขในสื่อสาธารณะ

    ดอยช้าง, เชียงราย สูง 1,962 เมตร

    ดอยช้าง — ชื่อเดียว หลาย “ที่”

    ชื่อ “ดอยช้าง” เป็นปมใหญ่ของความสับสน เพราะในเชียงรายมี อย่างน้อย 2–3 จุด ที่ถูกเรียกว่า “ดอยช้าง” ในชีวิตประจำวัน

    1. ดอยช้าง” ในลิสต์ยอดเขาสูง (1,962 เมตร) — บางฐานข้อมูลภูมิประเทศของชุมชนผู้ปีนเขาระบุยอดชื่อ Doi Chang สูง 1,962 เมตร (มีพิกัดชัดเจน) แม้จะไม่ใช่เอกสารราชการ แต่เป็นหลักฐานแผนที่จากชุมชนที่ใช้กันกว้างขวางในแวดวงเดินเขา จึงมีคุณค่าทางข้อมูลเชิงสำรวจ (ควรใช้คู่กับข้อมูลราชการเพื่อความรัดกุม)
    2. ดอยช้าง” แหล่งปลูกกาแฟ–ท่องเที่ยววาวี (1,000–1,700 เมตร) — พื้นที่ บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย เป็น “โลเคชันดังระดับโลก” สำหรับกาแฟอาราบิก้า ไม่ใช่ยอดเขา 1,962 เมตร โดยหน่วยงานรัฐด้านเกษตรระดับจังหวัดระบุชัดว่าเขตปลูกอยู่ที่ระดับ 1,000–1,700 เมตร ซึ่งอธิบายความต่างของตัวเลขกับ “ยอดดอยช้าง” ที่โผล่ในลิสต์ภูเขาสูงได้เป็นอย่างดี 
    3. ดอยช้างมูบ” (1,504 เมตร) — จุดชมวิวชายแดนไทย–เมียนมา ทางแม่ฟ้าหลวง/แม่สาย เป็นอีกชื่อที่ใกล้เคียงและทำให้คนทั่วไปเข้าใจปะปนกับ “ดอยช้าง” ในวาวีอยู่บ่อยครั้ง (แม้ความสูงจะต่างกันมาก)

    บทเรียนจากดอยช้าง การสื่อสารชื่อภูมิประเทศในสื่อสาธารณะควร “ระบุพิกัด/อำเภอ–ตำบล” ควบคู่เสมอ โดยเฉพาะชื่อสามัญอย่าง “ดอยช้าง/ดอยผาหม่น/ผาหัวช้าง” ที่มีหลายแห่งทั่วยอดดอยของภาคเหนือ

    รายชื่อยอดเด่น 

    เมื่อ “จัดจำแนก” ด้วยหลักฐานภาครัฐควบคู่กับสารานุกรม/แหล่งข้อมูลมาตรฐาน จะได้ภาพรวมของยอดเด่นดังนี้

    • ดอยอินทนนท์ 2,565 ม. — สูงสุดของไทย (อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยืนยันในเอกสารกรมอุทยานฯ)
    • ดอยผ้าห่มปก 2,285 ม. — ยอดสูงสุดของอช. ผ้าห่มปกและสูงอันดับ 2 ของประเทศตามสื่อราชการของอุทยานเอง
    • ดอยหลวงเชียงดาว 2,225/2,175 ม. — มีสองค่าที่ใช้จริง (มูลนิธิสืบฯ ระบุ 2,225 ม. ขณะที่สารานุกรมสากลลง 2,175 ม.) จึงควรระบุแหล่งอ้างอิงควบคู่ทุกครั้งที่เผยแพร่
    • ยอดภูสอยดาว 2,120/2,102 ม. — สื่อวิชาการ–สารานุกรมไทยนิยม 2,120 ม. ในขณะที่สื่อไทยบางแห่งใช้ 2,102 ม. (แนะนำให้อ้างแหล่งที่ใช้ตัวเลขอย่างชัดเจนทุกครั้ง)
    • ดอยลังกาหลวง 2,031 ม. — ยอดสูงสุดของเชียงรายตามสารานุกรมภูมิประเทศ (ภาครัฐยังไม่มีหน้าเว็บกลางระบุค่าความสูงนี้อย่างเป็นทางการ)
    • ดอยภูคา 1,980 ม. — อ้างอิงหน้า NPS ของกรมอุทยานฯ
    • โมโกจู 1,964 ม. — ยอดสูงของอช. แม่วงก์ (ข้อมูลทางการ)

    หมายเหตุ ชื่ออย่าง “กิ่วแม่ปาน” ซึ่งบางลิสต์นำไปจัดรวมเป็น “ยอด 2,000 เมตร” แท้จริงคือ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติ” ใกล้ยอดอินทนนท์ (ไม่ใช่ยอดเขาเอกเทศ) จึงไม่ควรนับเป็นยอดแยกตามธรรมเนียมภูมิประเทศสากล

    ทำไม “จัดอันดับ 1–10” ถึงยาก?

    เพราะวิธี “นับยอด” ต่างกัน หลายสำนักนับเฉพาะ “ยอดหลัก” (prominence สูง) ขณะที่บางสำนักนับ “สัน/ปุ่ม” ที่สูงเกินเกณฑ์ด้วย จึงทำให้ลำดับ 5–10 ขยับขึ้นลงได้ นี่ยังไม่นับความต่างของฐานข้อมูล DEM/การยึด datum คนละชุด และความคลาดเคลื่อนจากการอ่านค่าสูงสุดของ cell พิกเซล DEM ที่หยาบ–ละเอียดต่างกัน

    จังหวัดเชียงราย เป็น 2 ใน 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

    ดอยลังกาหลวง และ ดอยช้าง ซึ่งเป็นยอดเขาสำคัญของจังหวัดเชียงราย ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 2 ใน 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดย ดอยลังกาหลวง ติดอันดับที่ 5 และ ดอยช้าง ติดอันดับที่ 8

    จากข้อมูลล่าสุด ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย 10 อันดับแรก ประกอบด้วย

    1 ดอยอินทนนท์, เชียงใหม่ 2,565 เมตร

    2 ดอยผ้าห่มปก, เชียงใหม่ 2,285 เมตร

    3 ดอยหลวงเชียงดาว, เชียงใหม่ 2,225 เมตร

    4 ยอดภูสอยดาว, อุตรดิตถ์ 2,102 เมตร

    5 ดอยลังกาหลวง, เชียงราย 2,031 เมตร

    6 กิ่วแม่ปาน, เชียงใหม่ 2,000 เมตร

    7 ดอยภูคา, น่าน 1,980 เมตร

    8 ดอยช้าง, เชียงราย 1,962 เมตร

    9 โมโกจู, กำแพงเพชร 1,950 เมตร

    10 ดอยม่อนจอง, เชียงใหม่ 1,925 เมตร

    ความโดดเด่นของดอยทั้งสองในจังหวัดเชียงรายนี้ นอกจากจะมีความสูงที่ติดอันดับแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปสัมผัสความงามของธรรมชาติอยู่เสมอ

    จากภูมิประเทศสู่การท่องเที่ยว ข้อมูลที่แม่นยำ = ความปลอดภัย + มูลค่าเศรษฐกิจ

    ตัวเลขความสูงไม่ใช่เรื่อง “เอาไว้เถียงกันเท่านั้น” แต่มีผลต่อการสื่อสารความปลอดภัยและการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยตรง—ทั้งการประเมินสภาพอากาศ (ลม–ฝน–อุณหภูมิ), เวลาเดิน, ระดับความยากของเส้นทาง, การเตรียมอุปกรณ์ และการจำกัดจำนวนผู้เข้าพื้นที่อนุรักษ์ต่อวัน

    • กรณีโมโกจู (1,964 ม.) อช.แม่วงก์ระบุชัดเจนบนหน้าเว็บว่าเป็นยอดสูงสุดและบอกลักษณะภูมิประเทศ—ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้จัดการท่องเที่ยว/ไกด์กำหนดฤดูกาลเปิด–ปิดเส้นทาง และกำหนดมาตรการความปลอดภัยได้เหมาะสม
    • กิ่วแม่ปาน การสื่อสารให้ถูกต้องว่าเป็น “เส้นทางเรียนรู้” ใกล้ยอดอินทนนท์ ไม่ใช่ยอดเขาเอกเทศ ช่วยตั้งความคาดหวังนักท่องเที่ยวให้เหมาะสม และกระจายคนออกจากจุดเปราะบางทางนิเวศของยอดหลักได้ดีขึ้น
    • ดอยช้าง (วาวี) การยืนยันว่าพื้นที่ปลูกกาแฟอยู่ช่วง 1,000–1,700 เมตร ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตร ช่วย “จัดวางผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว” ให้ถูกที่ถูกทาง (เน้นวัฒนธรรมกาแฟ วิถีชุมชน วิวไร่บนไหล่เขาสูง) แทนการนำเสนอเป็น “จุดพิชิตยอด” ที่อาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยและกระทบพื้นที่ป่าโดยไม่จำเป็น 

     ทำ “ฐานข้อมูลยอดเขาทางการ” กลางประเทศ

    บทเรียนจากความสับสนของตัวเลขและชื่อสถานที่ชี้ไปที่โจทย์ร่วม 3 ประการ

    1. จัดทำฐานข้อมูล “ยอดเขาทางการ” กลางประเทศ — โดยหน่วยงานแกนกลาง เช่น กรมอุทยานฯ ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี/กรมแผนที่ทหาร เผยแพร่ชุดข้อมูลมาตรฐาน (ชื่อ–พิกัด–ระดับความสูง–prominence) พร้อมอธิบายที่มาของตัวเลขและระบบอ้างอิง (datum/DEM) อย่างโปร่งใส
    2. ระบุ “พิกัด + อำเภอ/ตำบล” ทุกครั้งในสื่อสาธารณะ — โดยเฉพาะชื่อสามัญที่ซ้ำกันในหลายจังหวัด เพื่อลดความเข้าใจผิด (กรณี “ดอยช้าง/ดอยผาหม่น/ดอยผ้าห่มปก–ดอยฝาง” เป็นต้น)
    3. ปรับคู่มือสื่อสารการท่องเที่ยว — แยก “ยอดเขา” ออกจาก “เส้นทาง/จุดชมวิว” ให้ชัดเจน (เช่นกิ่วแม่ปาน) และเน้นความพร้อมด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานของแต่ละพื้นที่ (ฤดู–อุปกรณ์–การขออนุญาต–โควตา)

    เชียงรายได้อะไรจาก “ข้อมูลที่ตรงกัน”

    ในมหากาพย์ “จัดอันดับความสูง” ที่ต่างสำนักลงตัวเลขไม่ตรงกัน เชียงราย ได้รับบทเรียนสำคัญสองชั้น

    • ชั้นแรก—ภาพจำเชิงพื้นที่ ดอยลังกาหลวง 2,031 เมตร คือเสาหลักบนแผนที่ภาคเหนือที่ยืนยันทักษะผจญภัยขั้นสูงของจังหวัด ส่วน ดอยช้าง (วาวี) คือภูมิทัศน์วัฒนธรรมกาแฟระดับโลกที่ต้องเล่าให้ชัดว่าคือ “พื้นที่ไหล่เขา 1,000–1,700 เมตร” ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตร เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวให้ตรงประเด็น—ชุมชนได้ประโยชน์ นักท่องเที่ยวปลอดภัย
    • ชั้นที่สอง—โครงสร้างข้อมูลสาธารณะ ความต่างของตัวเลข ดอยหลวงเชียงดาว (2,225 กับ 2,175) หรือ ภูสอยดาว (2,120 กับ 2,102) สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนของ “ฐานข้อมูลยอดเขาทางการ” ที่ค้นหาได้ง่ายและอ้างอิงได้เหมือนกันทั่วประเทศ เพื่อยุติความสับสนและยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลท่องเที่ยว–ความปลอดภัยของไทยในสายตาโลก

    ท้ายที่สุด—ตัวเลขคือ “ภาษาเดียวกัน” ระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ นักเดินป่า และนักท่องเที่ยว หากเราพูดภาษาเดียวกันได้ ความเสี่ยงก็ลดลง โอกาสทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพก็เพิ่มขึ้น และธรรมชาติบนสันเขาไทยจะถูกดูแลได้ดีขึ้นด้วยข้อมูลที่เที่ยงตรง

    ดอยอินทนนท์, เชียงใหม่ สูง 2,565 เมตร

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช — เอกสารอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ระบุความสูงสูงสุดประเทศ 2,565 เมตร (สำนักอุทยานแห่งชาติ)
    • อุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก (กรมอุทยานฯ) — ระบุยอดสูงสุด 2,285 เมตร และสถานะเป็นยอดสูงอันดับสองของไทย
    • อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ (กรมอุทยานฯ) — หน้าอย่างเป็นทางการ ระบุ “โมโกจู” สูง 1,964 เมตร เป็นยอดสูงสุดของอุทยาน (หัวข้อ Topographical features)
    • อุทยานแห่งชาติดอยภูคา (หน้า NPS ของกรมอุทยานฯ) — ระบุความสูงพื้นที่อุทยานและข้อมูลประกอบ (ยอด 1,980 เมตร)
    • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร — บทความความรู้ ดอยเชียงดาว (ใช้ค่าความสูง 2,225 เมตรตามสื่อไทย)
    • สารานุกรม/รายการภูเขาไทย (วิกิพีเดียภาษาอังกฤษ “List of mountains in Thailand”) — ใช้ประกอบเทียบค่าที่ต่างกันของยอดเด่น (เช่น ดอยลังกาหลวง 2,031 ม., ดอยหลวงเชียงดาว 2,175 ม., ภูสอยดาว 2,120 ม.) ควรใช้อ้างอิงคู่กับแหล่งราชการทุกครั้ง
    • DNP 1362 (กรมอุทยานฯ)
    • สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย (กระทรวงเกษตรฯ) — บทความแนะนำ ดอยช้าง–ดอยวาวี ยืนยัน “ระดับความสูงพื้นที่ปลูกกาแฟ 1,000–1,700 เมตร” ใช้แยกจาก “ยอดดอยช้าง 1,962 ม.” ในฐานข้อมูลนักปีนเขาได้ชัดเจน
    • ฐานข้อมูลภูมิประเทศชุมชนผู้ปีนเขา (Peakery) — ระบุยอด Doi Chang 1,962 เมตร 

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-mountain-peaks-clarification-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LYv6qXOMmlbE1DMcN4ZoI

  • ธปท.เดินหน้าจัดการบัญชีม้า ย้ำสภาพคล่องระบบการเงินไทยยังแข็งแรง

    ธปท.เดินหน้าจัดการบัญชีม้า ย้ำสภาพคล่องระบบการเงินไทยยังแข็งแรง

    เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยความคืบหน้ากรณีมาตรการระงับธุรกรรมบัญชีต้องสงสัย (บัญชีม้า) ว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนบางส่วน แต่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระบบการเงินระยะยาว

    ย้ำระบบการเงินไทยยังมีเสถียรภาพ

    ผู้ว่าฯ ระบุว่า แม้มีประชาชนจำนวนหนึ่งถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในบางสาขาที่มีปริมาณการถอนเงินสดสูงกว่าปกติ แต่ สถาบันการเงินโดยรวมยังมีสภาพคล่องเพียงพอ และไม่มีปัญหาเรื่องเงินฝาก พร้อมยืนยันว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ “Bank Run” ตามความหมายทางเศรษฐศาสตร์

    “ธนาคารพาณิชย์มีการสำรองเงินสดไว้เพียงพอ และสามารถบริหารจัดการการกระจายเงินในแต่ละสาขาได้อย่างเหมาะสม ไม่ได้เกิดความตื่นตระหนกในระบบ”

    เข้าใจผู้ได้รับผลกระทบ แต่ย้ำความจำเป็น

    ธปท. ยอมรับว่า มาตรการระงับบัญชีม้าอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้สุจริต โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระและพ่อค้าแม่ค้าที่จำเป็นต้องหมุนเวียนเงินผ่านบัญชีอยู่ตลอดเวลา แต่หากไม่ดำเนินการ มิจฉาชีพจะสามารถใช้ช่องโหว่ในระบบการเงินเพื่อก่ออาชญากรรมต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

    “มิจฉาชีพในปัจจุบันมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ทั้งการหลอกลวงออนไลน์ การโอนเงินผ่านบัญชีบุคคลที่สาม ซึ่งหากปล่อยไว้ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางการเงินในภาพรวม และฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”

    ธปท. ปรับกระบวนการให้เร็วขึ้น – ลดผลกระทบรายย่อย

    เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ธปท. ได้ปรับปรุงขั้นตอนการขอปลดล็อกธุรกรรมให้รวดเร็วขึ้น โดยในปัจจุบันสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 4 ชั่วโมง หรือช้าสุดไม่เกิน 1 วัน

    ปัญหาความมั่นคง – เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาค

    ผู้ว่าการ ธปท. ยังสะท้อนภาพรวมว่า ความไม่ปลอดภัยในระบบดิจิทัล รวมถึงปัญหามิจฉาชีพในระบบการเงิน อาจส่งผลกระทบต่อ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในภาคการค้า การท่องเที่ยว และการบริโภคภาคครัวเรือน

    “มีคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้น นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากจีนไม่มา รายได้ลดลง สาเหตุส่วนหนึ่งคือความไม่มั่นใจในระบบความปลอดภัย หากไม่เร่งจัดการกับอาชญากรรมทางการเงิน จะยิ่งซ้ำเติมภาคเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-suspend-account-transactions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qgiDg-PE5HuTYU8dIeA98

  • รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

    รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

    รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,700 ล้านบาท เพื่อรับมือการชะลอตัวและพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย 5.2% ในปีนี้  

    วันที่ 16 กันยายน 2568 นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ารวม 16.23 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 36,700 ล้านบาท เพื่อรับมือการชะลอตัวและพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย 5.2% ในปีนี้ หลังไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 5.12% สูงสุดในรอบ 2 ปี

    โดยระบุว่า มาตรการจะเริ่มใช้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และบางส่วนขยายต่อถึงปี 2569 โดยสาระสำคัญคือการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 18.3 ล้านครอบครัวด้วยการแจกข้าวสาร 10 กิโลกรัมต่อครอบครัว พร้อมจัดโครงการ “เงินสดแลกงาน” มูลค่า 5.3 ล้านล้านรูเปียห์ ให้ประชาชนกว่า 600,000 คนทำงานก่อสร้างถนนและสะพานในช่วงกันยายนถึงธันวาคม

    นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับแรงงานภาคท่องเที่ยว ขยายเวลาเบี้ยประกันภัยแรงงานให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและคนขับรถบรรทุก ลดลงครึ่งหนึ่ง รวมถึงโครงการฝึกงานแบบมีค่าตอบแทนสำหรับบัณฑิตจบใหม่กว่า 20,000 คน ขณะที่ภาษีธุรกิจขนาดเล็กที่เดิมกำหนดจะปรับขึ้นจาก 0.5% เป็น 1% ในปีหน้า ได้ถูกชะลอออกไปจนถึงปี 2572 

    ขณะเดียวกัน ในปี 2569 รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าโครงการปลูกทดแทนพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่ 870,000 เฮกตาร์ ครอบคลุมอ้อย โกโก้ กาแฟ มะม่วงหิมพานต์ จันทน์เทศ และมะพร้าว ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานใหม่ได้กว่า 1.6 ล้านตำแหน่ง

    ด้านนายเปอร์บาญา ยูดิ ซาเดวา รัฐมนตรีการคลัง ยืนยันว่า มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อเป้าการขาดดุลงบประมาณปี 2568 ซึ่งล่าสุดคาดการณ์อยู่ที่ 2.78% ของจีดีพี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2883279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rPldfoKxw312-fZx1Stfv

  • ‘พิพัฒน์‘ยัน‘รัฐบาลอนุทิน‘เดินหน้า‘แลนด์บริดจ์’ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ

    ‘พิพัฒน์‘ยัน‘รัฐบาลอนุทิน‘เดินหน้า‘แลนด์บริดจ์’ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ

    ‘พิพัฒน์‘ยัน‘รัฐบาลอนุทิน‘เดินหน้า‘แลนด์บริดจ์’ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.51 น.

    ‘ว่าที่รมว.คมนาคม‘ ยัน ‘รัฐบาลอนุทิน‘ เดินหน้า ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ ชี้ที่ผ่านมาเสียโอกาสไปเยอะ หากไม่เริ่มวันนี้ก็จะชะลอไปเรื่อยๆ เสียเวลา 4 เดือนเปล่าประโยชน์ เชื่อ EIA เดินหน้าไปมากแล้ว

    เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ภายหลังการเปิดตัวทีม อบจ.ชุมพร ของนายชุมพล จุลใส อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ที่มาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ว่า ต้องขอบคุณทีม อบจ.ชุมพร ที่มาร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศของเราต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามีการประสาน และรวมตัวกัน เพราะเรามีนโยบายที่จะพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่าจะเกิดหรือไม่ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็มีการให้สัมภาษณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเราจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป 

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์เริ่มต้นจากสมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จะมีการสร้างระบบราง ถนน และระบบท่อ ของ 2 ฝั่งในทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ซึ่งก็จะเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนไทยเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชุมพร และระนอง ที่จะสามารถจ้างงานเพิ่มขึ้นได้มากมาย จึงถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตนได้หารือเป็นการส่วนตัวกับนายชุมพล ว่า เราจะมาสานความสำเร็จ และเป็นการพัฒนาจังหวัดของเรา พวกเราต้องช่วยกันคิด และจัดทำอย่างไรให้โครงการนี้ราบรื่นไปได้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้เรามาอยู่ด้วยกัน

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้รับหน้าที่ให้พูดคุยกับเพื่อนๆ พื้นที่ภาคใต้ว่า มีอุดมการณ์มาทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ เพราะที่ผ่านมาเราเสียโอกาสเยอะมาก เพราะพวกเราไม่ได้มีการรวมตัวกัน ซึ่งหากมีการรวมตัว และช่วยกันในเรื่องยุทธศาสตร์ ก็มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาภาคใต้ได้มากกว่านี้

    เมื่อถามถึงกรณีการเดินหน้าโครงการแลนด์บริจด์ ที่มีคนไม่เห็นด้วย และขอให้ชะลอโครงการดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะศึกษาผลกระทบ EIA ไม่ทัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าเราไม่สานต่อในวันนี้ ก็จะมีการชะลอไปเรื่อยๆ และโอกาสคงไม่เกิด ซึ่งตนในฐานะที่เป็นคนใต้ใน จ.สงขลา และมีบริษัทเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้วิ่งในประเทศไทย ตนก็คิดว่า เรามีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคำว่าแลนด์บริดจ์ คุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องมีการเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะวันนี้ประเทศไทยไม่พร้อมในเรื่องการกู้ยืมเงิน แต่มั่นใจว่าเรามีศักยภาพ ในการเชิญชวนให้คนมาใช้ท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง 

    เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือน จะสามารถจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ทันหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้ทราบมา การสำรวจหรือการทำ EIA น่าจะทำไปได้ไกลแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในการตัดสินใจของรัฐบาลของนายอนุทิน ว่าในระยะเวลา 4 เดือน เรื่องของแลนด์บริจด์ เราจะสานต่อหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินก็มีการให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่เป็นงานชิ้นใหญ่ หลังจากที่เรามีการ EEC ไปก่อนหน้านี้ และหลังจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเราพยายามทำโครงการนี้ให้สำเร็จ และที่สำคัญคือการจะทำให้เป็นตัวเชื่อม SEC ซึ่งเรามีความพร้อม และความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในในช่วงระยะเวลาสั้นๆ 

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แต่หากเราไม่คิดที่จะริเริ่มอะไร 4 เดือนก็จะผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ ฉะนั้นขออย่าไปสนใจว่าเป็น 4 เดือนหรือกี่วัน เมื่อเราเข้ามาสิ่งที่ต้องทำ และทำได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าครั้งต่อไปพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เราจะมาสานต่อนโยบาย แต่หากไม่ได้รับความไว้วางใจก็ขอฝากโครงการที่ดีๆ หรือโครงการที่จะทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นให้กับรัฐบาลชุดต่อไป พร้อมย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/914765&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PoakGWPWPsg3-oJE62Qw8

  • รัฐบาลอนุทิน เดินสายพบภาคเอกชน เร่งแก้เศรษฐกิจ-ทูลเกล้า ครม.แล้ว

    รัฐบาลอนุทิน เดินสายพบภาคเอกชน เร่งแก้เศรษฐกิจ-ทูลเกล้า ครม.แล้ว

    รัฐบาลอนุทิน เดินสายพบภาคเอกชน เร่งแก้เศรษฐกิจ-ทูลเกล้า ครม.แล้ว

    วันนี้, 08:47น.

              นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ พร้อมยืนยัน รายชื่อรัฐมนตรีทุกคนผ่านการตรวจสอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากนั้น เดินสายเข้าพบประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในวันที่ 18 ก.ย. เพื่อหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ระหว่างคณะรัฐบาล และคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อรับฟัง ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากภาคเอกชนก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

    รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม. ) ซึ่งคาดว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ 36 รายชื่อ ดังนี้

    1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    3. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล​ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย

    4. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

    5. นายโสภณ​ ​ซา​รัมย์​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​

    6. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

    7. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    8. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ

    9. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    11. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    12. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

    โควตา​คนนอก​

    13 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย

    14 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    15 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีรั ฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    16. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    17 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    18. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

    19.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    20. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    21. พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ​รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวงกลาโหม

    พรรคกล้าธรรม

    22. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    23. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

    24. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    25. นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์

    26. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    27. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    28. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    พรรคพลังประชารัฐ

    29. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (แทนสันติ)

    30. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

    31. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

    32. นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    กลุ่มสุชาติ

    33. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    34. นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    35. จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    กลุ่มการเมืองอื่น

    36. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mFF7tRMlwDTMQh5RpxgPz

  • เปิดใจ 5 ปี ผู้ว่าธปท.ก่อนอำลาตำแหน่ง ฝากการบ้านฟื้นเศรษฐกิจ-ดูแลระบบการเงินไทย

    เปิดใจ 5 ปี ผู้ว่าธปท.ก่อนอำลาตำแหน่ง ฝากการบ้านฟื้นเศรษฐกิจ-ดูแลระบบการเงินไทย

    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “ผู้ว่าพบสื่อมวลชน” ซึ่งถือเป็นช่วงส่งท้ายอำลาการครบกำหนดการดำรงตำแหน่ง 5 ปีของการทำงานในฐานะผู้ว่าการธปท.ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่า “วันแรกที่เข้ามาทำงาน ก็เจอช่วงวิกฤตโควิด 19 ซึ่งถือเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักมาก นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีีดีพี) ลดลงจาก 40 ล้านคนเหลือเกือบศูนย์ แรงงานอาชีพอิสระถูกกระทบด้านรายได้อย่างรุนแรง และการขยายตัวของเศรษฐกิจหดตัวมากที่สุดในรอบ 22 ปี ติดลบ 6%”

    .ย้อนรอย 5 ปีนโยบายการเงินใน “วิกฤติซ้อนวิกฤติ”

     การทำนโยบายการเงิน จึงต้องทำอย่างเต็มที่แบบปูพรมทั้งหมด ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 0.5% มีการประกาศพักหนี้ชั่วคราว  ขณะที่หลังจากนั้น เมื่อโควิดเริ่มหายไป แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตโควิดกว่าคนอื่น จนถึงขณะนี้เรายังฟื้นตัวไม่เท่าประเทศอื่น เพราะเราถูกกระทบหนัก ดังนั้น สิิ่งที่ ธปท.ทำคือ การเร่งรักษาลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ การออกแบบโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยสภาพคล่องของเอสเอ็มอี และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจรักษาสินทรัพย์ และธุรกิจไว้ได้

    ต่อจากนั้น เรามาเจออีกวิกฤตหนึ่งต่อเนื่อง คือ วิกฤตเงินเฟ้อสูง ที่มาจากผลกระทบของสงครามยูเครน และรัสเซีย ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งสูงสุดในภูมิภาคที่ประมาณ 7-8% ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะนี้ ธปท.ได้รับคำเตือนจากหลายๆ แหล่งทั้งในและต่างประเทศว่า เราขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายช้าไป แต่ ธปท.ได้ประเมินเศรษฐกิจไทย ซึ่งพบว่า ฟื้นตัวแทบจะช้าที่สุดในโลก ทำให้ไม่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ    

    “แม้จำเป็นต้องเหยียบเบรคเงินเฟ้อสูงเอาไว้ แต่ในขณะนี้เราไม่ได้เหยียบเบรคแรงเหมือนธนาคารกลางในต่างประเทศ เราค่อยๆ ถอนคันเร่งลดความเร็วของเครื่องยนต์ เพื่อเข้าสู่จุดสมดุลที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเอื้อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และดูแลเสถียรภาพ โดยดอกเบี้ยนโยบายกลับขึ้นไปอยู่ที่ 2.5% ซึ่งหากมองย้อนกลับไปถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม โดยเงินเฟ้อเข้าสู่กรอบได้ภายใน 7 เดือน และเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.6% ในปี 2565”

    .ไม่ได้ “หัวสี่เหลี่ยม” ธปท.ปรับตามสถานการณ์

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงพบกับความท้าทายเพิ่มเติมจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็น “พายุลูกใหญ่” ที่จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ธปท. จึงปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น ทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้ง สู่ระดับ 1.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก เพื่อช่วยผ่อนคลายภาระให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง 

    ขณะเดียวกัน มาตรการที่ทำควบคู่มาตลอด คือ ความพยายามในการมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน (RL) เป็นมาตรการด้านสถาบันการเงิน ที่เน้นการปรับโครงสร้างหนี้ และการปล่อยสินเชื่อที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่รายได้ประชาชนฟื้นช้า และกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งช่วยลูกหนี้ให้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ได้มากกว่า 2.5 ล้านราย วงเงินสินเชื่อ 1.5 ล้านล้านบาท 

    ในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยมีลมต้านอยู่ต่อเนื่อง ขณะที่มีพายุซ้ำเติมจากผลกระทบ 19% ทรัมป์ นอกเหนือจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ทำออกมา ธปท.ยังออกโครงการคุณสู้เราช่วย มาเพิ่มเติม และขอยืนยันว่า การออกเกณฑ์ของธปท ไม่ได้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยกู้ หรือปล่อยกู้น้อยลง นโยบายขอ ธปท.สะท้อนความผสมผสาน ไม่ได้ใช้นโยบายการเงิน หรือสถาบันการเงินอย่างเดียว เพราะบางทีดอกดเบี้ยเป็นนโยบายที่กระทบในวงกว้าง ซึ่งใช้ไม่ได้ตรงจุดจึงต้องใช้การปรับโครงสร้างหนี้และการให้สินเชื่อผ่อนปรนเพื่อรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจ

     “ที่ผ่านมาใครว่า เราดื้อ เราไม่ปรับตัว  จริงๆ แล้วเราพยายามปรับตัวไปให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในเวลาต่างๆที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องเน้นด้านใดด้านหนึ่ง ดอกเบี้ยต้องสูงอย่างเดียว แต่พยายามให้ยืดหยุ่น เราไม่ได้หัวเหลี่ยมขนาดนั้น และการออกมาตรการออกมาราก็ไม่ได้ยึดตืด หากไม่ได้ผลเต็มที่ เราก็ปรับมาตรการให้ตอบโจทย์เสมอ”

    .ชงรัฐกระตุ้นสั้นและแก้เชิงโครงสร้างยาว

    สำหรับอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรนั้น นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษรฐกิจจำเป็นต้องใช้นโยบายระยะสั้น ในการฟื้นความมั่นใจและการใช้จ่าย แต่จริงๆ หากมองกราฟการขยายตัวของไทยกลับไปตั้งแต่ปี 2540 จะเห็นว่าเรามีปัญหาเชิงโครงสร้างซ่อนตัวอยู่ และเป็นปัญหาโรคเรื้อรัง ดังนั้น หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยโต ก็ต้องดูความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในขณะนี้ สัดส่วนของการดึงดูดการลงทุนของไทยต่ำลงมากจากช่วงก่อนหน้าต่ำกว่าอินโดนิเซีย และมาเลเซีย 

    “การใช้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจะได้ผลระยะสั้น แต่การโตอย่างยั่งยืนจะต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่เช่นนั้น การขยายตัวของประเทศก็จะโตช้าๆ และซึมยาวไปต่อเนื่อง ที่สำคัญ เราต้องไม่ลืมมองปัญหาความเหลือมล้ำซึ่งจะกระทบต่อความหวังของผู้คน หากมองว่าการบริหารเศรษฐกิจไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้น ปัญหาอย่างที่เกิดในเนปาล อินโดนิเซีย หรือศรีลังกา อาจเกิดขึ้นได้ และในไทยความเหลื่อมล้ำยังคสูงมาก โดยจากครัวเรือนทั้งประเทศ 24 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนกลุ่มคนรวย 240,000 ครัวเรือนด้านบน มีสินทรัพย์เท่ากับ 13 ล้านครัวเรือนที่มีฐานะยากจน”

    สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะอยู่ประมาณ 2% ส่วนปีหน้าคิดว่า อาจจะกว่าประมาณการได้ เพราะหากรัฐบาลอยู่เพียง 4 เดือนอาจจะทำงบประมาณปี 70 ไม่ทัน และอีกเรื่องเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ การมีช็อกอื่นจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมา แต่เรามีงบประมาณ หรือกระสุนน้อยลงมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    .ฝากการบ้านธปท.สานต่อ 3 เรื่อง

    ขณะที่การบ้านในส่วนของนโยบายการเงินในระยะต่อไป การเร่งกระบวนการแก้หนี้ครัวเรือนจะต้องทำต่อ การปรับโครงสร้างหนี้ก็ต้องทำต่อ แต่ที่สำคัญ การแก้หนี้ให้ยั่งยืนจะต้องทำควบคู่กับการเพิ่มรายได้ของประชาชน เพราะหากวันนี้ เราสามารถเสกหนี้เก่าของคนไทยให้หมดไปได้ แต่ในสภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ เขาก็ต้องกู้มาอีก เพราะรายได้เขาไม่พอรายจ่าย ขณะเดียวกันก็เป็นห่วง เอสเอ็มอีที่หาสภาพคล่องยาก ที่ผ่านมาสินเชื่อเอสเอ็มอี ลดลง 6% ปัญหามาจากความเสี่ยงของเอสเอ็มอีที่เพิ่มขึ้น  กระบวนการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี จึงเป็นอีกการบ้านที่ฝากไว้

    อีกประเด็นที่เป็นการบ้าน คือโครงการ your data ที่หวังว่าจะได้เห็นการออกมาตรการเพื่อช่วยให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้หลากหลายมากขึ้น และสุดท้ายคือ การปรับการคิดดอกเบี้ยของการให้สินเชื่อสะท้อนตามความเสี่ยง ซึ่งจะสามารถดึงคนที่กู้นอกระบบเข้ามากู้ในระบบได้ และเรื่องสุดท้ายคือ การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน 

    ท้ายที่สุด ที่อยากฝากไว้คือ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิตควรจะดูเชิงโครงสร้าง และระยะยาวไปกับมาตรการระยะสั้น แน่นอนว่า“ดอกเบี้ยจะขึ้น จะลง” เป็นเรื่องสำคัญแต่การทำโครงสร้่างพื้นฐานระยะยาวของระบบการเงินก็จำเป็นต้องทำเช่นกัน เพื่อให้เกิดเสถียรภาพระบบการเเงิน และต่อเนื่องถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2883229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vsFyaEuQ-f_YggeKaPvro

  • ‘ทริสเรทติ้ง’ เปิด 3 ปัจจัยความไม่แน่นอนเศรษฐกิจไทย เตือน GDP ปีหน้าแผ่วลง

    ‘ทริสเรทติ้ง’ เปิด 3 ปัจจัยความไม่แน่นอนเศรษฐกิจไทย เตือน GDP ปีหน้าแผ่วลง

    ทริสเรทติ้ง เปิด 3 ปัจจัยความไม่แน่นอนสูง ที่อาจสั่นคลอนเศรษฐกิจไทย คาด GDP ไทยปีหน้าแผ่วลงเหลือ 1.9% จากประมาณการปีนี้ที่ 2.1%

    ทริสเรทติ้ง (Tris Rating) ได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.1% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นก่อนสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าในเดือนสิงหาคม ซึ่งไทยโดนสหรัฐฯ เรียกเก็บ 19% ซึ่งเป็นอัตราที่แข่งขันได้

    นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่สองยังคงสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อการประมาณการการเติบโตดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งได้ปรับลดประมาณการการเติบโตขององค์ประกอบอื่น ๆ ของ GDP โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน การอุปโภคภาครัฐ รวมถึงการลงทุนภาครัฐ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่อ่อนลงตามข้อมูลจริงในไตรมาสที่สอง

    ขณะเดียวกัน การส่งออกบริการมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากที่เคยคาดไว้ก่อนหน้า เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 33.1 ล้านคนจาก 36 ล้านคนที่คาดไว้เดิม

    Tris Rating คาด GDP ไทยปีหน้าจ่อแผ่วลง

    สำหรับปี 2569 GDP มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงสู่ระดับ 1.9% จากอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนตัว โดยหากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้การส่งออกมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยในปี 2569 ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและฐานที่สูงในปี 2568

    นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากปี 2568 สอดคล้องกับการส่งออกสินค้า

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกบริการมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคนในปี 2569

    ไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงในอนาคต

    ทริสเรทติ้ง มองเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงในอนาคต ทั้งจากสถานการณ์นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้การอนุมัติและเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลล่าช้า ตลอดจนวัฏจักรนโยบายการเงินผ่อนคลายในประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจดันให้สกุลเงินประเทศตลาดเกิดใหม่แข็งค่า และกระทบต่อภาคการส่งออก

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tris-rating-flags-3-risks-thai-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M0dP54aJsjfCkrIB6ebj7

  • อินโดนีเซียทุ่ม 3 หมื่นล้าน ปลุกชีพเศรษฐกิจ |ทันโลก EXPRESS |17 ก.ย. 68

    อินโดนีเซียทุ่ม 3 หมื่นล้าน ปลุกชีพเศรษฐกิจ |ทันโลก EXPRESS |17 ก.ย. 68

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 ก.ย.) รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศจัดสรรงบประมาณกว่า 16 ล้านล้านรูเปียห์ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีทั้งโครงการให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร ที่รวมถึงการแจกข้าวสาร และการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่อาจจ้างงานประชาชนได้มากกว่า 6 แสนคน
    #อินโดนีเซีย #เศรษฐกิจ #ชาวอินโดฯ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/201058&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eJx_amrW2dW7aKbhfd-DM

  • บจก.ออโต้ บิสซิเนสฯ จับมือวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จัดโครงการ “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รับยานยนต์โตในอนาคต – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บจก.ออโต้ บิสซิเนสฯ จับมือวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จัดโครงการ “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รับยานยนต์โตในอนาคต – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดโครงการ CSR “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” ภายใต้กิจกรรมมอบทุนการศึกษาและจัดอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ให้กับน้องๆ นักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์เทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เป็นเงินทุนการศึกษาจำนวน 10 ทุน มูลค่ารวม 100,000 บาท

    สำหรับภายในงานดังกล่าวได้รับเกียรติอย่างสูงจาก คุณณฐพันธ์ อิทธิละวิวงฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด มากล่าวเปิดงาน และ ดร.สิริวรรณ์ รัตนราษี รองอธิการบดีฝ่ายบริหารวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ที่ได้มากล่าวต้อนรับ พร้อมกับมีการจัดบรรยายให้ความรู้กับน้องๆ นักศึกษาในหัวข้อ “เสริมสมรรถนะรถจักรยานยนต์ ด้วยนวัตกรรมจาก BENDIX / WD-40 / V-TECH / BOSCH / TTW / KYB / GATES ”  โดยคุณประสพโชค ปั้นหลุย ช่างเทคนิคชำนาญการ รวมถึงหัวข้อเกี่ยวกับ “เคมีภัณฑ์ในรถยนต์” โดยคุณประสพโชค ปั้นหลุย และคุณอลัน ดาวลอย งานนี้มีน้องๆ นักศึกษา จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เข้าร่วมกิจกรรมฯ ดังกล่าว จำนวนมากกว่า 200 คน

    อย่างไรก็ดี คุณณฐพันธ์ อิทธิละวิวงฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยถึง การจัดโครงการ CSR “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” ในครั้งนี้ว่า เป็นการจัดกิจกรรม CSR ร่วมกับทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และคู่ค้าทางธุรกิจของบริษัทออโต้ บิสซิเนส ฯ ที่เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน กว่า 15 แบรนด์ อาทิ TOKICO,BENDIX, WD-40, V-TECH,  BOSCH, TTW, KYB, SCHAFFLER, ASUKI, OSRAM, ARTECH, NARVA, GATES, BEZ , APS รวมถึงพนักงานของบริษัท เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นว่าปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยเฉพาะการมาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และโซลูชั่นด้าน Mobility ที่ทันสมัย

    บริษัท ออโต้ บิสซิเนสฯ ในฐานะที่เป็นบริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอะไหล่ยนต์เคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ด้านยานยนต์ต่างๆ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างครบวงจร ทั้งอะไหล่แท้ อะไหล่ทดแทน จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน OEM จึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำธุรกิจที่ต้องการให้ผู้บริโภค หรือ ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ได้รับทั้งคุณภาพสินค้าที่ดีในระดับมาตรฐานสากล พร้อมกับการบริการที่ครบถ้วนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการบริการหลังการขายจากช่างยนต์ที่มีฝีมือดี และมีคุณธรรม จริยธรรมในการทำงานบริการซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ให้กับลูกค้าอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบ

    ดังนั้นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ส่งผลทำให้บริษัทเข้ามาเชื่อมโยงสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือ ทุนมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรด้านช่างยนต์ร่วมกับทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ที่ไม่เพียงให้ทุนการศึกษาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนด้านองค์ความรู้เชิงประสบการณ์การทำงานจริง การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากต่างประเทศและกำลังเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมและเติมเต็มความรู้ที่น้องๆ นักศึกษา มีอยู่แล้วจากการได้เรียนกับทางวิทยาลัยฯ ได้เกิดความเข้าใจ และมีความรู้ถึงการทำงานจริงๆ ในภาคธุรกิจ เพื่อจะสามารถเตรียมน้องๆ นักศึกษา ให้สามารถออกไปสู่โลกแห่งการทำงานจริงในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่ปัจจุบันและอนาคตต้องการคนที่มีทักษะและความรู้ที่ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

    ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งมอบช่างยนต์อนาคตที่ดีทั้งทางด้านฝีมือการทำงาน และการมีคุณธรรม จริยธรรมที่ดีออกไปสู่สังคมไทยมากขึ้น ผ่านก้าวเล็กๆ ที่บริษัทได้เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เพื่อจะช่วยกันบ่มเพาะน้องๆ นักศึกษา เหล่านี้ให้สามารถออกไปเป็นช่างยนต์อนาคตที่ดีต่อสังคม และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะได้รับการบริการจากช่างยนต์ที่มาจากน้องๆ นักศึกษาดังกล่าว

    อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อมั่นว่าสิ่งที่กำลังทำไม่เพียงแต่ช่วยสร้างบุคลากรที่เป็นช่างยนต์ที่มีคุณภาพ แต่ยังทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันด้วย และทั้งหมดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้บริษัทเลือกทำ CSR ด้านการสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการด้วยการร่วมมือกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ไม่เพียงแต่การทำกิจกรรม CSR เพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ เท่านั้น เนื่องจากทุนมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะต่อให้เทคโนโลยีก้าวล้ำไปข้างหน้ามากแค่ไหน ถ้าไม่มีการสร้างคนหรือพัฒนาคนให้มีความรู้ มีคุณภาพที่ดี เทคโนโลยี หรือ สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาก็จะไม่มีความยั่งยืนในระยะยาวแน่นอน

    ดังนั้นเราจำเป็นต้องสนับสนุนการพัฒนาคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาที่เป็นบุคลากรด้านยานยนต์ ให้มีความรู้ทักษะและความเข้าใจในเชิงลึก เพื่อให้สร้างผลลัพธ์แบบระยะยาว และยั่งยืนต่อสังคมมากที่สุด ดังนั้นโครงการ CSR  ครั้งนี้ จึงสะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งสร้างคุณค่าทางยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะบริษัทไม่เพียงแต่มอบทุนการศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้น้องๆ นักศึกษาเท่านั้น แต่ในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมีต่อยอดไปสู่การจับมือกับคู่ค้า หรือ พันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน กว่า 15 แบรนด์ ในการส่งมอบน้องๆ นักศึกษาไปฝึกงานจริงกับฝ่ายเทคนิคและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยานยนต์ครบวงจร เพื่อให้น้องๆ นักศึกษา ได้นำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปฝึกใช้จริงในสนามแห่งการทำงาน รวมถึงการได้ออกไปพบปะกับลูกค้าจริงๆ ที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อจะนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาการใช้รถยนต์แตกต่างกันออกไป

    ” ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นการช่วยให้เกิดการผลักดันธุรกิจของบริษัทให้เติบโตไปด้วยกันผ่านการเข้ามาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกลุ่มนักศึกษาที่จะออกไปเป็นบุคลากรด้านช่างยนต์ เพราะเป็นเรื่องที่เรากำลังสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและสังคมในอนาคตไปพร้อมๆ กัน และเป็นการทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ระบบการทำงานจริงและเข้าใจเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อจะต่อยอดไปสู่การทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมั่นใจไปด้วยกันกับบริษัท หรือการจะออกไปเป็นเจ้าของธุรกิจเองในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านใดก็ตาม ” คุณณฐพันธ์ กล่าว

    ทั้งนี้ทางด้าน ดร.สิริวรรณ์ รัตนราษี รองอธิการบดีฝ่ายบริหารวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวถึง ความรู้สึกที่ได้มาร่วมทำโครงการ CSR “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” กับทางบริษัทออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ครั้งนี้ ว่า ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้รับจากบริษัทออโต้ บิสซิเนสฯ เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบสูงมากต่อสังคม และต่อการศึกษาของประเทศไทย

    เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทน้อยมากที่จะเจาะลึกลงถึงเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตั้งแต่ให้ทุนการศึกษา รวมถึงการให้ความรู้เชิงภาคธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์จริงๆ ประกอบกับยังให้การสนับสนุนด้านวิชาชีพเวลาที่วิทยาลัยต้องพาน้องๆ นักศึกษา ไปแข่งขันในโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงเพื่อธุรกิจแห่งอนาคต รวมถึงการแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ

    ส่งผลให้น้องๆ นักศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายที่นอกเหนือจากวิชาความรู้ที่ได้เรียนตามรายวิชา แต่เป็นการได้รับความรู้จากผู้มีประสบการณ์จริงในธุรกิจ ที่สามารถช่วยให้น้องๆ นักศึกษาสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคตหลังที่ได้เรียนรู้แบบลงลึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่ายานยนต์ได้มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เข้ามาบ้าง

    ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยติดอาวุธทางปัญญาให้กับน้องๆ นักศึกษา ให้มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันเมื่อต้องออกไปสู่ชีวิตการทำงานจริงๆ ในการทำให้แต่ละบริษัทเชื่อมั่นว่าน้องๆ นักศึกษา ที่จบจากวิทยาลัยฯ แห่งนี้ สามารถเข้าไปทำงานให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ทั้งหมดเลย เพราะปัจจุบันถ้าเรียนรู้อย่างเดียวแล้วไม่ได้ถูกฝึกในภาคปฏิบัติ น้องๆ นักศึกษาจะไม่สามารถที่จะแข่งขันกับตลาดแรงงานภายนอกได้เลย

    “ทางวิทยาลัยฯ ต้องขอขอบคุณผู้บริหารบริษัท ออโต้ บิสซิเนสฯ และพันธมิตรทุกๆ ท่านที่เป็นคู่ค้าของบริษัทดังกล่าว ที่เข้าช่วยชี้แนะสนับสนุนน้องๆ นักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์เทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ซึ่ง 10 ทุนการศึกษาที่มอบให้ครั้งนี้ เป็นการสร้างความตระหนักให้น้องๆ นักศึกษา ได้รับรู้ว่าการที่น้องๆ นักศึกษา มาเรียนที่นี้ ทางวิทยาลัยฯ  เอง ก็มีเครือข่ายทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เข้ามาช่วยกันดูแล เพื่อให้น้องๆ นักศึกษาเกิดจิตสำนึกที่จะมีความตั้งใจเรียนรู้ และสำเร็จการศึกษาออกไปอย่างมีคุณภาพ และมีจิตสำนึก คุณธรรมที่ดีในการทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต” ดร.สิริวรรณ์  กล่าวปิดท้าย

    บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอะไหล่ยนต์เคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ด้านยานยนต์ต่างๆ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างครบวงจร  ทั้งอะไหล่แท้ และอะไหล่ทดแทนจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน OEM  โดยเกิดจากการร่วมทุนทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสร้างองค์กรใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ บริษัท ออโต้ บิสซิเนสฯ พร้อมแล้วที่จะเติบโตร่วมไปกับเครือข่ายคู่ค้าของเรา  ทั้งลูกค้าในทุกช่องทางที่มีฐานการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศและ Supplier ทั้งในและต่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยและกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.autocorp.co.th/

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/16/578255/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b-RmJVuHcW3TvNGMLfnGu

  • ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 1

    ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 1

    เปิดประวัติ โสภณ ซารัมย์ คนสนิทเนวิน อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ห่างหายจากเก้าอี้รัฐมนตรีมานาน ก่อนคัมแบ็กได้เป็นว่าที่รองนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 1

    วันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โผ ครม.อนุทิน 1 ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 36 รายชื่อ เพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว โดย 1 ในนั้นคือนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ครั้งนี้ได้นั่งถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ โสภณ ซารัมย์

    สำหรับ นายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือนายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน คือนายสมบูรณ์ ซารัมย์ สส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกแฉปมเสียบบัตรแทนกัน แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

    ขณะที่นายโสภณ มีชีวิตสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน 1 ในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560 ขณะอายุ 30 ปี โดยหลังจากบุตรชายเสียชีวิต จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นและดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อคอยช่วยเหลือสังคม

    ทางด้านการศึกษา นายโสภณ เรียบจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง นายโสภณ รับราชการครูมาก่อน จากนั้นในปี 2544 ได้ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง

    ทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของนายโสภณ ซารัมย์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ ก่อนจะมีชื่อในโค้งสุดท้ายของ ครม.อนุทิน 1 ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thairath.co.th/news/politic/2883244&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CJk9-Bzo2aBSCdk-ae-5R