Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คลังชงรัฐบาลใหม่ คลอด ‘คนละครึ่ง-อีซี่ อีรีซีท‘ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    คลังชงรัฐบาลใหม่ คลอด ‘คนละครึ่ง-อีซี่ อีรีซีท‘ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    คลังชงรัฐบาลใหม่ คลอด ‘คนละครึ่ง-อีซี่ อีรีซีท‘ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้จัดเตรียมข้อมูลมาตรการต่างๆ เพื่อเสนอรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยในเงื่อนไขของรัฐบาล 4 เดือนนั้น มองว่า มาตรการที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นควรจะเป็นมาตรการสำเร็จรูป หรือโครงการที่เคยดำเนินการมาแล้ว เช่น โครงการคนละครึ่ง, Easy E-Receipt (อีซี่ อี-รีซีท), และโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว เป็นต้น 

    สำหรับโครงการคนละครึ่งนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารและช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต้องมาหารือรูปแบบกันอีกครั้ง 

    อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น จะแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

    1. กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี หรือผู้ที่ยืนแบบภาษีเงินได้บุคลธรรมดา จำนวน 11 ล้านคน  ซึ่งรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%
    2. ประชาชนทั่วไป และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่าย 50%

    ทั้งนี้ ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 68 

    แหล่งข่าวยังกล่าวว่า วงเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่ง หากต้องการให้มีผลต่อเศรษฐกิจควรจะใช้เม็ดเงินประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่ามีงบประมาณเพียงพอในการเดินหน้าโครงการ

    โดยในงบประมาณปี 68 ยังมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจที่โอนเข้ามาอยู่ในงบกลาง 26,000 ล้านบาท และงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ในปีงบ 69 อีก 25,000 ล้านบาท และงบกลางรายการเงินสํารองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น อีก 90,000-100,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 

    “งบประมาณที่มีอยู่อาจจะไม่ได้ใช้ทำโครงการคนละครึ่งทั้งหมด อาจจะมีโครงการหรือมาตรการอื่นๆ ด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายอะไรออกมา ซึ่งกระทรวงการคลังก็จะเสนอโครงการที่เคยออกมาแล้ว เพื่อให้การเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจสามารถทำได้เร็วที่สุด” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-uRpYtpO9EdBAntjRxaAk

  • ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมซึมยาว ปัญหาเศรษฐกิจ-การเมืองรุมกระหน่ำ

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมซึมยาว ปัญหาเศรษฐกิจ-การเมืองรุมกระหน่ำ

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมซึมยาว ปัญหาเศรษฐกิจ-การเมืองรุมกระหน่ำ

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 86.4 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือนกรกฎาคม 2568 ทั้งนี้เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังต่ำกว่าเป้า โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-สิงหาคม 2568) ซึ่งมีการเบิกจ่ายล่าช้า และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Regional Value Content (RVC) หรือสินค้าที่เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและนำเข้า อีกทั้งสถานการณ์การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงส่งผลให้การค้าชายแดนได้รับผลกระทบ และคาดจะก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางการค้าในเดือนสิงหาคมกว่า 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมทั้งสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

    ทั้งนี้จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,350 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 72.6% นโยบายภาครัฐ 60.4% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 45.7% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.0% การเข้าถึงสินเชื่อ 35.1% ราคาพลังงาน 32.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 26.1%

    น.ส.บัญชุสา พุทธพรมงคล กรรมการ และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 88.9 ลดลงจากระดับ 89.2 ในเดือนกรกฎาคม 2568 เนื่องจากความกังวลต่อความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ปัญหาชายแดน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอุปสงค์จากประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มลดลง หลังการบังคับใช้มาตรการ Reciprocal Tariff ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับความเสี่ยงการถูกเก็บภาษี 40% จากความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/914892&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZpgvAylLym0bbuEnE78d4

  • ประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109345&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pf0G8dYjqTiuvXMlKyDJL

  • รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

    รมว.นฤมล นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

    “รมว.นฤมล” นำ ศธ.จับมือ OECD มุ่งพัฒนาทักษะคนไทย สร้างแรงงานคุณภาพ ตอบสนองตลาดโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCGพร้อมเป็นต้นแบบประเทศอาเซียน

    เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเปิดตัวรายงานโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ภายใต้โครงการ Country Programme ระยะที่ 2 ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดยมี นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD, ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย, หอการค้าบริติช-ไทย, ผู้แทนหอการค้าอังกฤษ, หอการค้าเยอรมัน-ไทย, หอการค้าไอร์แลนด์, ประธานอนุกรรมกานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมกาาส่งเสรอมการศึกษาเอกชน, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน, ผู้ทรงคุณวุฒิ, และผู้แทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ในการนี้  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน ณ โรงแรมออร์คิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดประชุมว่า การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ทักษะแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นความท้าทายสำคัญต่อโครงสร้างการจ้างงานและระบบสังคม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์โควิด-19 ก็สร้างแรงกดดันใหม่ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการพัฒนามนุษย์อย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 โดยการศึกษาต้องไม่เป็นเพียงกลไกผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็น “เครื่องมืออันทรงพลัง” ที่เตรียมประชาชนให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง และเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การสร้างทักษะยุคใหม่ คือการเสริมสมรรถนะคนไทยในศตวรรษที่ 21 ทั้งความรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 ว่าด้วยการจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำหรับประเทศไทย การพัฒนาทักษะถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่เน้นการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต สร้างแรงงานที่พร้อมรองรับการเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และบริการเชิงสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญความท้าทายในแบบที่คล้ายคลึงกัน การสร้างระบบทักษะที่เข้มแข็งจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการกำหนดนโยบาย ภาคเอกชนในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ องค์กรวิชาชีพในการกำหนดมาตรฐาน ภาคประชาสังคมที่สร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนพันธมิตรนานาชาติที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

    รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างระบบทักษะที่พร้อมรับอนาคต เสริมเศรษฐกิจฐานความรู้ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ดิฉันขอขอบคุณ OECD และพันธมิตรทุกฝ่าย สำหรับความทุ่มเทและความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญนี้  ทั้งนี้  OECD จะมาช่วยสนับสนุน โดยการเป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงานร่วมกัน จะสนับสนุนในการให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำในการพัฒนาสกิลเซ็ต โดยจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำเรื่องใดก่อนหลัง เพื่อพัฒนากำลังคนของเราให้พัฒนารองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป   

    ด้าน นายแอนดรูว์ เบลล์ รองหัวหน้าศูนย์ทักษะ OECD กล่าวว่า ความร่วมมือ OECD–Thailand ภายใต้โครงการ OECD Skills Strategy ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยเพื่อมุ่งเน้นประเด็นนโยบายด้านทักษะที่สำคัญ และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างระบบทักษะของประเทศ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนตลอดระยะเวลา 19 เดือน ระหว่างปี 2023 ถึง 2025 โครงการนี้ส่งผลให้เกิดข้อเสนอแนะ 20 ประการ ใน 3 พื้นที่สำคัญ ที่มุ่งให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านนโยบายสำหรับประเทศไทย โดยเสนอแนะ 3 นโยบายหลัก ได้แก่ นโยบายที่ 1 การเสริมสร้างทักษะของเยาวชนในระบบการศึกษาเริ่มต้น นโยบายที่ 2 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้ใหญ่ และนโยบายที่ 3 การเสริมสร้างการกำกับดูแลระบบทักษะ

    และย้ำว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมาย Net-zero ปี 2065 รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้วนต้องการทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง การลงทุนในทักษะ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยเพิ่มนวัตกรรม ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน           

    “สกิลก็เป็นทักษะที่จำเป็นในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้เรียนในห้องเรียน แต่ทุกคนต้องมีทักษะด้วย โดยเฉพาะในโลกของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สกิลจึงมีความสำคัญเฉพาะตัวบุคคลเพื่อเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ OECD วิจัยใจเรื่องนี้ให้ประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในการพัฒนาประเทศ” นายแอนดรูว์ กล่าว

    ขณะทึ่ นายยศพล กล่าวว่า รัฐบาลไทย โดยสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินโครงการ Country Programme Phase II ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ณ สํานักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้แผนการดําเนินงานของ OECD ได้พัฒนาข้อเสนอโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ซึ่งอยู่ในกรอบความร่วมมือด้านการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้ให้การรับรองโครงการดังกล่าว พร้อมกับมีหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการเสริมสร้างระบบทักษะแห่งประเทศไทย นำเสนอการประเมินจุดแข็งและความท้าทายของระบบทักษะ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง 

    “สอศ.ได้พัฒนาทักษะของผู้เรียนให้สอดคร้องกับหลักของ OECD และนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ โดยการพัฒนาทักษะของผู้เรียนอาชีวะฯให้ตอบโทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของ OECD ที่ศึกษา ซึ่งสมรรถนะอาจจะไม่ตรอง สอศ.ก็จะนำผลวิจัยข้อเสนอแนะมาพัฒนาสรรถนะในรูปแบบทวิภาคีอย่างเข้มข้นให้ตรงความต้องการ” นายยศพล กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/914933&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19IneofxwosqfhtxaIUe0-

  • ภัยคุกคามยามค่ำคืน! แก๊งเด็กแว้นทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว วอนหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา | เดลินิวส์

    ภัยคุกคามยามค่ำคืน! แก๊งเด็กแว้นทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว วอนหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากกลุ่มเด็กแว้น อายุ 15-18 ปี ที่รวมตัวกันขี่รถจักรยานยนต์แต่งซิ่งท่อดังประลองความเร็วบนถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 พัทยา-กรุงเทพฯ แทบทุกคืน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุด สร้างความรำคาญและกระทบต่อสุขภาพจิตของชาวบ้านที่พักอาศัยใกล้เคียง

    ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้สูงอายุรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ในช่วงกลางดึกของทุกคืน จะมีกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ขับขี่รถแข่งกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้ตกใจตื่นอยู่เสมอ ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงที่เจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจ จะไม่มีเสียงรถแข่งเลย ทำให้คืนนั้นสงบสุข

    ขณะที่ชาวบ้านอีกรายระบุว่า ตนเองต้องการพักผ่อนหลังเลิกงาน แต่กลับไม่สามารถหลับตาลงได้ เพราะเสียงท่อรถของกลุ่มนักซิ่งจะดังสนั่นหวั่นไหว วอนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มความถี่ในการตรวจตรา ทั้งบนทางด่วนและถนนเลียบทางด่วน

    หลังได้รับร้องเรียน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบนถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 ตอน 5 และพบว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำบอกเล่าของชาวบ้านจริง โดยกลุ่มวัยรุ่นกว่า 20 คัน ขับขี่รถประลองความเร็ว เบิ้ลเครื่อง ยกล้อ ด้วยความประมาทหวาดเสียว ก่อนจะลงไปกลับรถใต้สะพานแล้วย้อนกลับมาแข่งกันต่อเป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ แม้บริเวณดังกล่าวจะอยู่ใกล้กับสถานีตำรวจทางหลวงพัทยา แต่กลุ่มเด็กแว้นเหล่านี้กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัว แถมยังแสดงท่าทียั่วยุเยาะเย้ยเจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำ

    เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน แต่ยังทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อทั้งตัวผู้ขับขี่เองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ จึงขอวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจและฝ่ายปกครอง เร่งลงพื้นที่แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อคืนความสงบสุขให้กับชาวบ้านในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5122792/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jq2EJVd2sgxocTEIC2BTR

  • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    เชียงรายเปิดหน้าต่างเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อ “ป่าลดลงเพียง 0.03%” สะเทือนโซ่อุปทานทั้งภาคเหนือ และส่งสัญญาณถึงทั้งประเทศ

    เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันฝนโปรยบาง ๆ ที่ดอยตุง นักท่องเที่ยวหยุดยืนมองทะเลหมอกในมุมเดิม แต่เรื่องเล่าที่เปลี่ยนไปคือสถิติ “พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2567” ซึ่งชี้ว่าประเทศมีพื้นที่ป่า คิดเป็น 31.46% ของแผ่นดิน หรือ ราว 101.78 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน –0.03% (หรือ ประมาณ 32,884 ไร่). ตัวเลขเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์อาจดูเล็กน้อยในข่าวรายวัน หากมองด้วยสายตาของเศรษฐกิจฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเมืองชายขอบอย่าง เชียงราย ที่รายได้ท่องเที่ยว เกษตรบนพื้นที่สูง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนคุณภาพน้ำต้นลำน้ำกก–อิง ล้วนผูกกับผืนป่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” นี้กำลังทดสอบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดและภาคเหนือ

    สถิติเชิงโครงสร้าง ทศวรรษที่ป่าเพิ่มไม่ทันป่าที่หายไป

    ภาพรวม 10 ปี (พ.ศ. 2558–2567) ประเทศไทยมี “ป่าเพิ่ม” 331,951.68 ไร่ แต่ “ป่าลด” 832,080.72 ไร่ สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ความพยายามฟื้นฟูยังไล่ไม่ทันแรงกดดันจากการใช้ที่ดินและภัยเสี่ยงเดิม ๆ

    เหตุผลของการ “เพิ่มขึ้น” มาจาก

    • การขยายตัวของป่าไม้ตามธรรมชาติ
    • การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
    • การปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

    เหตุผลของการ “ลดลง” ได้แก่

    • การเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากป่าไปเป็นกิจกรรมอื่น
    • ไฟป่า ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงเดิมที่กำเริบซ้ำ
    • โครงการพัฒนาที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งแม้มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจสังคม แต่กระทบ “ทุนธรรมชาติ” ต้นทาง

    มุมมองเศรษฐกิจ กระดูกสันหลังรายได้

    1. ต้นทุน–ผลตอบแทนของผืนป่าต่อเศรษฐกิจเชียงราย
      เชียงรายเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพของภาคเหนือ โครงข่ายแหล่งน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงการปลูกชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวและเกษตรอินทรีย์ที่กำลังโตในหุบเขา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ชุมชนชาติพันธุ์ และเส้นทาง “ซิตี้วอล์กธรรมชาติ” กลายเป็นรายได้กระจายสู่โฮมสเตย์ รถรับจ้าง ร้านอาหารท้องถิ่น และหัตถกรรม. เมื่อป่าหายไปทีละน้อย โซ่อุปทานนี้เผชิญ ต้นทุนแฝง ทั้งความเสี่ยงน้ำหลาก–แล้งยาว คุณภาพอากาศช่วงฤดูร้อน และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งล้วน “กัดกำไร” แบบไม่ส่งเสียง
    2. ความเสี่ยงไฟป่ากับต้นทุนควัน
      แม้สถิติปีล่าสุดชี้ว่าประเทศลดลงสุทธิเล็กน้อย แต่ ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงยังแบกรับความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันทุกปี ต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยวฤดูแล้ง–ร้อนของเชียงราย (ตั้งแต่ยกเลิกทริป ไปจนถึงประกันสุขภาพนักเดินทาง) แปรผันตาม “จำนวนวันคุณภาพอากาศดี” ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและพื้นที่กันชน
    3. โอกาสทางเศรษฐกิจจากป่า
      ในอีกด้าน ป่าที่ “คงอยู่และเพิ่มขึ้น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ ทั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน (eco–experience), เกษตร–วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟพืชพื้นถิ่น), แนวทาง การชำระค่าสบริการระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น. สำหรับเชียงราย เมืองที่แบรนด์ “อากาศดี–ธรรมชาติสวย–วัฒนธรรมเข้ม” คือห่วงโซ่มูลค่าหลัก การรักษาผืนป่าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือ ยุทธศาสตร์สร้างรายได้.
    4. ความสามารถแข่งขันระดับจังหวัด
      ข้อมูลจังหวัดที่ “ป่าเพิ่มขึ้น” เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และหลายจังหวัดภาคกลาง–ตะวันออก สะท้อนบทเรียนว่าการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและการวางแผนใช้ที่ดินเชิงพื้นที่ช่วย “อุดรอยรั่ว” ได้จริง จังหวัดที่ทำสำเร็จสามารถต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่สินค้า GI–เชิงวัฒนธรรม ไปถึงท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน. เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโหนดท่องเที่ยวสำคัญ (ดอยตุง–แม่สาย–แม่ฟ้าหลวง–แม่จัน–แม่สาย) ยิ่งต้องเร่ง “เปลี่ยนความได้เปรียบด้านภูมิประเทศให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ผ่านการรักษาผืนป่า

    เชียงรายในสมการภาคเหนือ ที่ต้องชัด

    แม้รายชื่อจังหวัดที่ “ป่าเพิ่ม” ปีล่าสุดจะไม่ได้ระบุ เชียงราย แต่บริบทของจังหวัดก็นั่งอยู่ใจกลางโจทย์ของภาคเหนือซึ่งยัง สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยสรุปภาคเหนือมีพื้นที่ป่าคิดเป็น 63.19% ของทั้งภูมิภาค (ประมาณ 37.95 ล้านไร่) แต่ ลดลงถึง 29,883.91 ไร่ ในปี 2567 — ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนตรงถึงเชียงรายว่า “ภูมิภาคที่เราอยู่กำลังเสียแต้ม”

    สามเหตุผลที่เชียงรายต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    • แหล่งน้ำต้นทุนเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำกก–อิง–โขงตอนบนรับน้ำจากป่าอนุรักษ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย แม่จัน ไกลไปถึงแนวชายแดน หากพื้นที่ป่ากันชนบางลง ความเสถียรของน้ำเพื่อเกษตร–ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มย่อมผันผวน
    • คุณภาพอากาศ = ความเชื่อมั่นท่องเที่ยว รีวิว–การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ผูกกับดัชนีอากาศดี (AQI). เมืองที่ควบคุมไฟป่าและควันได้ จะกลายเป็น “เดสติเนชันหน้าร้อน” ของครอบครัว–นักกีฬา–นักเดินป่า ซึ่งใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
    • การเงินสีเขียวกำลังไหลสู่ท้องถิ่น โครงการปลูกป่า/ดูแลเชื้อเพลิง–คาร์บอนเครดิต–ธุรกิจท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เริ่มมีสถาบันการเงิน–บริษัทรายใหญ่สนับสนุน. เชียงรายที่มีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งสามารถเป็น “พอร์ตโฟลิโอต้นแบบ” ดึงเงินลงทุนสีเขียวเข้าสู่หมู่บ้านหุบเขา

    ทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับเชียงราย

    • จัด ผังใช้ที่ดินระดับตำบล–ลุ่มน้ำย่อย ที่กั้น “แนวกันชนชุมชน–ป่า” ชัดเจน และกำหนดโควตาเชื้อเพลิงเพลิงไฟ (fuel management) รายฤดูกาล
    • ยกระดับ วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟ–แมคคาเดเมีย–ผลไม้เมืองหนาว) ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อวางตำแหน่งราคาพรีเมียม
    • สร้าง เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (city walk–ปั่นจักรยาน–เดินป่าเบา ๆ) เชื่อมพิพิธภัณฑ์ ศิลปะร่วมสมัย และวิถีชาติพันธุ์ โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มผ่านแพ็กเกจประสบการณ์
    • พัฒนาระบบ ข้อมูลไฟป่า–เชื้อเพลิง แบบเรียลไทม์สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว/เกษตร เพื่อวางแผนฤดูกาล–กิจกรรม ลดความเสี่ยงยกเลิกการเดินทา

    ภาพใหญ่ที่เชียงรายต้องร่วมขับเคลื่อน

    ภาคเหนือระดับภูมิภาคปี 2567 มีสัญญาณผสม — ป่ามากในสัดส่วนพื้นที่ แต่ยัง ลดลงสุทธิ มากที่สุด. เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

    • ภาคตะวันตก มีป่า 58.82% ของพื้นที่ภูมิภาค และ ลดลง 12,448.71 ไร่
    • ภาคใต้ มีป่า 24.33%, ลดลง 5,224.55 ไร่
    • อีสาน มีป่า 14.89%, ลดลง 732.61 ไร่
    • ภาคตะวันออก มีป่า 21.84%, เพิ่มขึ้น 4,373.59 ไร่
    • ภาคกลาง มีป่า 21.57%, เพิ่มขึ้น 11,032.01 ไร่

    บทเรียนของภาคกลาง–ตะวันออกคือ “การจัดการเชิงพื้นที่–สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ป่ากลับมาได้จริง ทั้งจากการฟื้นตัวธรรมชาติและการปลูกป่าเศรษฐกิจ–อนุรักษ์. ภาคเหนือสามารถยืมเครื่องมือเดียวกัน แต่ต้องเสริมด้วย นวัตกรรมจัดการเชื้อเพลิง–ไฟป่า และทางเลือกทำกินช่วงหน้าแล้ง เพื่อตัดวงจรไฟซ้ำซาก

    สัญญาณต่างจังหวัด–บททดสอบมหานคร

    ในระดับประเทศ จังหวัดที่ป่าเพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งเหนือ–กลาง–อีสาน–ตะวันออก เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ชุมพร สตูล หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ — แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ป่า “ทำได้ในหลายภูมิประเทศ” เมื่อมีเป้าหมายร่วมและเครื่องมือเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม ประเทศยังมี สองจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่ป่าเลย ได้แก่ นนทบุรี และ ปทุมธานี. นี่คือโจทย์ของมหานครที่ต้องสร้าง สมดุลระหว่างความหนาแน่นเมืองกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ–ป่าเมือง และเชื่อมโยงกับการลดความร้อนเกาะเมือง/คุณภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับไปยังความสามารถดึงดูดนักลงทุน–แรงงานทักษะ

    จากกราฟตัวเลขสู่เส้นทางออก

    ตัวเลข –0.03% ในปีเดียว อาจไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มครืน แต่ “ทิศทาง 10 ปีที่ป่าลดยังมากกว่าเพิ่ม” คือสัญญาณว่าประเทศต้อง เปลี่ยนเกียร์. สำหรับเชียงราย ปมที่ต้องคลี่คือ “จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ ให้เป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แบบยั่งยืนได้อย่างไร”

    แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินได้ทันที

    1. วางแผนเศรษฐกิจบนฐานลุ่มน้ำ กำหนดโซนนิ่งกิจกรรมเศรษฐกิจ (เกษตร–ท่องเที่ยว–บริการ) พิงความสามารถของป่าต้นน้ำและอุทกวิทยา แทนการวางแผนตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
    2. ทำข้อตกลง “บริการระบบนิเวศ” ระหว่างเมือง–ดอย ผู้ประกอบการในเมืองร่วมจ่ายค่าดูแลป่า–เชื้อเพลิงผ่านกลไกกองทุนหรือเครดิต เพื่อแลกกับน้ำสะอาด–อากาศดีและแบรนด์เมืองสีเขียว
    3. เร่งมาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โรงแรม–ทัวร์–คาเฟ่วิวป่าตั้ง KPI ด้านการจัดการขยะ พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เชื่อมสินค้า GI–วัฒนธรรมชาติพันธุ์
    4. ยกระดับวนเกษตรเป็นอุตสาหกรรมภูมิภาค เชื่อมโซ่อุปทานชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวกับโรงคั่ว–โรงแปรรูป–โลจิสติกส์เย็น เพื่อดันมูลค่าเพิ่มและลดแรงกดดันบุกรุกป่า
    5. ข้อมูลเปิด–แจ้งเตือนไฟป่าแบบใกล้ชิดธุรกิจ ตั้ง “แดชบอร์ดจังหวัด” ให้ผู้ประกอบการวางแผนกิจกรรม–กำลังคน และสื่อสารนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    เมื่อ “ป่ากลายเป็นทุน” เศรษฐกิจเชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทยจะปิดวงจรดีขึ้น ป่าสมบูรณ์→น้ำ–อากาศดี→ท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพ→รายได้ชุมชน–งบดูแลป่า→ป่ากลับมา. นี่คือสมการที่สร้าง ความมั่งคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน ได้พร้อมกัน

    กล่องตัวเลขชวนคิด

    • พื้นที่ป่าประเทศไทย ปี 2567: 31.46% ของประเทศ หรือ ประมาณ 101,785,271.58 ไร่
    • การเปลี่ยนแปลงจากปี 2566: –0.03% (–32,884.18 ไร่)
    • สะสม 10 ปี (2558–2567): ป่า เพิ่ม 331,951.68 ไร่, ป่า ลด 832,080.72 ไร่
    • ภาคเหนือ: ป่า 63.19%, ลด 29,883.91 ไร่ (มากสุด)
    • ภาคกลาง: ป่า 21.57%, เพิ่ม 11,032.01 ไร่ (เพิ่มมากสุด)
    • จังหวัดไร้ป่า: นนทบุรี, ปทุมธานี

    “ป่าลดลงเพียง –0.03%” อาจถูกเลื่อนผ่านสายตาในวันยุ่ง ๆ แต่สำหรับเชียงรายที่ยืนอยู่บนหัวใจของเศรษฐกิจสีเขียวภาคเหนือ มันคือคำถามใหญ่ของ รายได้และความน่าอยู่ ในอนาคตอันใกล้. ตัวเลขทศนิยมสองตำแหน่งกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาต้องเลิกมองป่าเป็น “ฉากหลังท่องเที่ยว” แล้วเริ่มมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องบริหารแบบมืออาชีพ” — หากทำได้ เมืองปลายทางอย่างเชียงรายจะไม่เพียงรอดจากฤดูหมอกควัน แต่จะกลายเป็น ต้นแบบมหานครสีเขียวของภูมิภาค ที่ทำให้ “ธรรมชาติ” สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภูมิใจให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ข้อมูลสัดส่วนและพื้นที่ป่าไม้ปี 2567, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ 10 ปี, สถิติรายภูมิภาคและรายจังหวัด
    • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: รายงานสถานการณ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมไทยปี 2567 และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ด้านภัยคุกคาม–ไฟป่า
    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลเขตป่าอนุรักษ์ ภัยไฟป่า และมาตรการจัดการเชื้อเพลิง
    • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.): กรอบนโยบายการพัฒนาคาร์บอนต่ำและบริการระบบนิเวศ
    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แนวทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–คาร์บอนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-green-economy-forest-loss-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj_e36zLScanDBhglmNVj

  • คนจน ยิ่งจน : สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤติความจน

    คนจน ยิ่งจน : สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤติความจน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10lrpmlc17JPt_jQhlJn5m

  • ไทยสุดยอดความเหลื่อมล้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน

    ไทยสุดยอดความเหลื่อมล้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21plXlX45l9pdJhSgZRoPS

  • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    เชียงรายเปิดหน้าต่างเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อ “ป่าลดลงเพียง 0.03%” สะเทือนโซ่อุปทานทั้งภาคเหนือ และส่งสัญญาณถึงทั้งประเทศ

    เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันฝนโปรยบาง ๆ ที่ดอยตุง นักท่องเที่ยวหยุดยืนมองทะเลหมอกในมุมเดิม แต่เรื่องเล่าที่เปลี่ยนไปคือสถิติ “พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2567” ซึ่งชี้ว่าประเทศมีพื้นที่ป่า คิดเป็น 31.46% ของแผ่นดิน หรือ ราว 101.78 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน –0.03% (หรือ ประมาณ 32,884 ไร่). ตัวเลขเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์อาจดูเล็กน้อยในข่าวรายวัน หากมองด้วยสายตาของเศรษฐกิจฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเมืองชายขอบอย่าง เชียงราย ที่รายได้ท่องเที่ยว เกษตรบนพื้นที่สูง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนคุณภาพน้ำต้นลำน้ำกก–อิง ล้วนผูกกับผืนป่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” นี้กำลังทดสอบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดและภาคเหนือ

    สถิติเชิงโครงสร้าง ทศวรรษที่ป่าเพิ่มไม่ทันป่าที่หายไป

    ภาพรวม 10 ปี (พ.ศ. 2558–2567) ประเทศไทยมี “ป่าเพิ่ม” 331,951.68 ไร่ แต่ “ป่าลด” 832,080.72 ไร่ สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ความพยายามฟื้นฟูยังไล่ไม่ทันแรงกดดันจากการใช้ที่ดินและภัยเสี่ยงเดิม ๆ

    เหตุผลของการ “เพิ่มขึ้น” มาจาก

    • การขยายตัวของป่าไม้ตามธรรมชาติ
    • การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
    • การปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

    เหตุผลของการ “ลดลง” ได้แก่

    • การเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากป่าไปเป็นกิจกรรมอื่น
    • ไฟป่า ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงเดิมที่กำเริบซ้ำ
    • โครงการพัฒนาที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งแม้มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจสังคม แต่กระทบ “ทุนธรรมชาติ” ต้นทาง

    มุมมองเศรษฐกิจ กระดูกสันหลังรายได้

    1. ต้นทุน–ผลตอบแทนของผืนป่าต่อเศรษฐกิจเชียงราย
      เชียงรายเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพของภาคเหนือ โครงข่ายแหล่งน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงการปลูกชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวและเกษตรอินทรีย์ที่กำลังโตในหุบเขา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ชุมชนชาติพันธุ์ และเส้นทาง “ซิตี้วอล์กธรรมชาติ” กลายเป็นรายได้กระจายสู่โฮมสเตย์ รถรับจ้าง ร้านอาหารท้องถิ่น และหัตถกรรม. เมื่อป่าหายไปทีละน้อย โซ่อุปทานนี้เผชิญ ต้นทุนแฝง ทั้งความเสี่ยงน้ำหลาก–แล้งยาว คุณภาพอากาศช่วงฤดูร้อน และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งล้วน “กัดกำไร” แบบไม่ส่งเสียง
    2. ความเสี่ยงไฟป่ากับต้นทุนควัน
      แม้สถิติปีล่าสุดชี้ว่าประเทศลดลงสุทธิเล็กน้อย แต่ ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงยังแบกรับความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันทุกปี ต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยวฤดูแล้ง–ร้อนของเชียงราย (ตั้งแต่ยกเลิกทริป ไปจนถึงประกันสุขภาพนักเดินทาง) แปรผันตาม “จำนวนวันคุณภาพอากาศดี” ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและพื้นที่กันชน
    3. โอกาสทางเศรษฐกิจจากป่า
      ในอีกด้าน ป่าที่ “คงอยู่และเพิ่มขึ้น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ ทั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน (eco–experience), เกษตร–วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟพืชพื้นถิ่น), แนวทาง การชำระค่าสบริการระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น. สำหรับเชียงราย เมืองที่แบรนด์ “อากาศดี–ธรรมชาติสวย–วัฒนธรรมเข้ม” คือห่วงโซ่มูลค่าหลัก การรักษาผืนป่าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือ ยุทธศาสตร์สร้างรายได้.
    4. ความสามารถแข่งขันระดับจังหวัด
      ข้อมูลจังหวัดที่ “ป่าเพิ่มขึ้น” เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และหลายจังหวัดภาคกลาง–ตะวันออก สะท้อนบทเรียนว่าการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและการวางแผนใช้ที่ดินเชิงพื้นที่ช่วย “อุดรอยรั่ว” ได้จริง จังหวัดที่ทำสำเร็จสามารถต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่สินค้า GI–เชิงวัฒนธรรม ไปถึงท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน. เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโหนดท่องเที่ยวสำคัญ (ดอยตุง–แม่สาย–แม่ฟ้าหลวง–แม่จัน–แม่สาย) ยิ่งต้องเร่ง “เปลี่ยนความได้เปรียบด้านภูมิประเทศให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ผ่านการรักษาผืนป่า

    เชียงรายในสมการภาคเหนือ ที่ต้องชัด

    แม้รายชื่อจังหวัดที่ “ป่าเพิ่ม” ปีล่าสุดจะไม่ได้ระบุ เชียงราย แต่บริบทของจังหวัดก็นั่งอยู่ใจกลางโจทย์ของภาคเหนือซึ่งยัง สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยสรุปภาคเหนือมีพื้นที่ป่าคิดเป็น 63.19% ของทั้งภูมิภาค (ประมาณ 37.95 ล้านไร่) แต่ ลดลงถึง 29,883.91 ไร่ ในปี 2567 — ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนตรงถึงเชียงรายว่า “ภูมิภาคที่เราอยู่กำลังเสียแต้ม”

    สามเหตุผลที่เชียงรายต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    • แหล่งน้ำต้นทุนเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำกก–อิง–โขงตอนบนรับน้ำจากป่าอนุรักษ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย แม่จัน ไกลไปถึงแนวชายแดน หากพื้นที่ป่ากันชนบางลง ความเสถียรของน้ำเพื่อเกษตร–ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มย่อมผันผวน
    • คุณภาพอากาศ = ความเชื่อมั่นท่องเที่ยว รีวิว–การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ผูกกับดัชนีอากาศดี (AQI). เมืองที่ควบคุมไฟป่าและควันได้ จะกลายเป็น “เดสติเนชันหน้าร้อน” ของครอบครัว–นักกีฬา–นักเดินป่า ซึ่งใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
    • การเงินสีเขียวกำลังไหลสู่ท้องถิ่น โครงการปลูกป่า/ดูแลเชื้อเพลิง–คาร์บอนเครดิต–ธุรกิจท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เริ่มมีสถาบันการเงิน–บริษัทรายใหญ่สนับสนุน. เชียงรายที่มีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งสามารถเป็น “พอร์ตโฟลิโอต้นแบบ” ดึงเงินลงทุนสีเขียวเข้าสู่หมู่บ้านหุบเขา

    ทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับเชียงราย

    • จัด ผังใช้ที่ดินระดับตำบล–ลุ่มน้ำย่อย ที่กั้น “แนวกันชนชุมชน–ป่า” ชัดเจน และกำหนดโควตาเชื้อเพลิงเพลิงไฟ (fuel management) รายฤดูกาล
    • ยกระดับ วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟ–แมคคาเดเมีย–ผลไม้เมืองหนาว) ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อวางตำแหน่งราคาพรีเมียม
    • สร้าง เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (city walk–ปั่นจักรยาน–เดินป่าเบา ๆ) เชื่อมพิพิธภัณฑ์ ศิลปะร่วมสมัย และวิถีชาติพันธุ์ โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มผ่านแพ็กเกจประสบการณ์
    • พัฒนาระบบ ข้อมูลไฟป่า–เชื้อเพลิง แบบเรียลไทม์สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว/เกษตร เพื่อวางแผนฤดูกาล–กิจกรรม ลดความเสี่ยงยกเลิกการเดินทา

    ภาพใหญ่ที่เชียงรายต้องร่วมขับเคลื่อน

    ภาคเหนือระดับภูมิภาคปี 2567 มีสัญญาณผสม — ป่ามากในสัดส่วนพื้นที่ แต่ยัง ลดลงสุทธิ มากที่สุด. เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

    • ภาคตะวันตก มีป่า 58.82% ของพื้นที่ภูมิภาค และ ลดลง 12,448.71 ไร่
    • ภาคใต้ มีป่า 24.33%, ลดลง 5,224.55 ไร่
    • อีสาน มีป่า 14.89%, ลดลง 732.61 ไร่
    • ภาคตะวันออก มีป่า 21.84%, เพิ่มขึ้น 4,373.59 ไร่
    • ภาคกลาง มีป่า 21.57%, เพิ่มขึ้น 11,032.01 ไร่

    บทเรียนของภาคกลาง–ตะวันออกคือ “การจัดการเชิงพื้นที่–สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ป่ากลับมาได้จริง ทั้งจากการฟื้นตัวธรรมชาติและการปลูกป่าเศรษฐกิจ–อนุรักษ์. ภาคเหนือสามารถยืมเครื่องมือเดียวกัน แต่ต้องเสริมด้วย นวัตกรรมจัดการเชื้อเพลิง–ไฟป่า และทางเลือกทำกินช่วงหน้าแล้ง เพื่อตัดวงจรไฟซ้ำซาก

    สัญญาณต่างจังหวัด–บททดสอบมหานคร

    ในระดับประเทศ จังหวัดที่ป่าเพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งเหนือ–กลาง–อีสาน–ตะวันออก เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ชุมพร สตูล หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ — แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ป่า “ทำได้ในหลายภูมิประเทศ” เมื่อมีเป้าหมายร่วมและเครื่องมือเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม ประเทศยังมี สองจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่ป่าเลย ได้แก่ นนทบุรี และ ปทุมธานี. นี่คือโจทย์ของมหานครที่ต้องสร้าง สมดุลระหว่างความหนาแน่นเมืองกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ–ป่าเมือง และเชื่อมโยงกับการลดความร้อนเกาะเมือง/คุณภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับไปยังความสามารถดึงดูดนักลงทุน–แรงงานทักษะ

    จากกราฟตัวเลขสู่เส้นทางออก

    ตัวเลข –0.03% ในปีเดียว อาจไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มครืน แต่ “ทิศทาง 10 ปีที่ป่าลดยังมากกว่าเพิ่ม” คือสัญญาณว่าประเทศต้อง เปลี่ยนเกียร์. สำหรับเชียงราย ปมที่ต้องคลี่คือ “จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ ให้เป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แบบยั่งยืนได้อย่างไร”

    แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินได้ทันที

    1. วางแผนเศรษฐกิจบนฐานลุ่มน้ำ กำหนดโซนนิ่งกิจกรรมเศรษฐกิจ (เกษตร–ท่องเที่ยว–บริการ) พิงความสามารถของป่าต้นน้ำและอุทกวิทยา แทนการวางแผนตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
    2. ทำข้อตกลง “บริการระบบนิเวศ” ระหว่างเมือง–ดอย ผู้ประกอบการในเมืองร่วมจ่ายค่าดูแลป่า–เชื้อเพลิงผ่านกลไกกองทุนหรือเครดิต เพื่อแลกกับน้ำสะอาด–อากาศดีและแบรนด์เมืองสีเขียว
    3. เร่งมาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โรงแรม–ทัวร์–คาเฟ่วิวป่าตั้ง KPI ด้านการจัดการขยะ พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เชื่อมสินค้า GI–วัฒนธรรมชาติพันธุ์
    4. ยกระดับวนเกษตรเป็นอุตสาหกรรมภูมิภาค เชื่อมโซ่อุปทานชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวกับโรงคั่ว–โรงแปรรูป–โลจิสติกส์เย็น เพื่อดันมูลค่าเพิ่มและลดแรงกดดันบุกรุกป่า
    5. ข้อมูลเปิด–แจ้งเตือนไฟป่าแบบใกล้ชิดธุรกิจ ตั้ง “แดชบอร์ดจังหวัด” ให้ผู้ประกอบการวางแผนกิจกรรม–กำลังคน และสื่อสารนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    เมื่อ “ป่ากลายเป็นทุน” เศรษฐกิจเชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทยจะปิดวงจรดีขึ้น ป่าสมบูรณ์→น้ำ–อากาศดี→ท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพ→รายได้ชุมชน–งบดูแลป่า→ป่ากลับมา. นี่คือสมการที่สร้าง ความมั่งคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน ได้พร้อมกัน

    กล่องตัวเลขชวนคิด

    • พื้นที่ป่าประเทศไทย ปี 2567: 31.46% ของประเทศ หรือ ประมาณ 101,785,271.58 ไร่
    • การเปลี่ยนแปลงจากปี 2566: –0.03% (–32,884.18 ไร่)
    • สะสม 10 ปี (2558–2567): ป่า เพิ่ม 331,951.68 ไร่, ป่า ลด 832,080.72 ไร่
    • ภาคเหนือ: ป่า 63.19%, ลด 29,883.91 ไร่ (มากสุด)
    • ภาคกลาง: ป่า 21.57%, เพิ่ม 11,032.01 ไร่ (เพิ่มมากสุด)
    • จังหวัดไร้ป่า: นนทบุรี, ปทุมธานี

    “ป่าลดลงเพียง –0.03%” อาจถูกเลื่อนผ่านสายตาในวันยุ่ง ๆ แต่สำหรับเชียงรายที่ยืนอยู่บนหัวใจของเศรษฐกิจสีเขียวภาคเหนือ มันคือคำถามใหญ่ของ รายได้และความน่าอยู่ ในอนาคตอันใกล้. ตัวเลขทศนิยมสองตำแหน่งกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาต้องเลิกมองป่าเป็น “ฉากหลังท่องเที่ยว” แล้วเริ่มมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องบริหารแบบมืออาชีพ” — หากทำได้ เมืองปลายทางอย่างเชียงรายจะไม่เพียงรอดจากฤดูหมอกควัน แต่จะกลายเป็น ต้นแบบมหานครสีเขียวของภูมิภาค ที่ทำให้ “ธรรมชาติ” สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภูมิใจให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ข้อมูลสัดส่วนและพื้นที่ป่าไม้ปี 2567, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ 10 ปี, สถิติรายภูมิภาคและรายจังหวัด
    • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: รายงานสถานการณ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมไทยปี 2567 และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ด้านภัยคุกคาม–ไฟป่า
    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลเขตป่าอนุรักษ์ ภัยไฟป่า และมาตรการจัดการเชื้อเพลิง
    • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.): กรอบนโยบายการพัฒนาคาร์บอนต่ำและบริการระบบนิเวศ
    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แนวทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–คาร์บอนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-green-economy-forest-loss-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj_e36zLScanDBhglmNVj

  • ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ภาคเอกชนระยอง มองการเรียกร้องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณาให้รอบด้านทุกมิติอย่ามองแค่เศรษฐกิจอย่างเดียว ขอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้และฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ด้วย ส่วนความเห็นต่อโผ ครม.ใหม่ ยุคนายก”อนุทิน” ยอมรับว่าในตัวบุคคลล้วนมีความรู้ความสามารถ แต่จะเชื่อมั่นหรือไม่นั้นต้องขอพิสูจน์ดูการทำงานว่าจะมีความจริงจังในการเข้ามาแก้ปัญหาประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน

    นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้า จ.ระยอง ได้แสดงความคิดเห็นต่อที่ได้มีหลายฝ่ายเรียกร้องขอให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชานั้น  เพื่อมุ่งหวังให้การประกอบธุรกิจบริเวณชายแดนคึกคักและเศรษฐกิจดีขึ้นนั้น ว่า เรื่องนี้ยอมรับว่าเศรษฐกิจมีความสำคัญ แต่อยากให้รัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบมองและพิจารณาให้รอบด้านครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งจะมองเพียงเศรษฐกิจด้านเดียวคงไม่ได้ ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศชาติด้วย เอาไว้ให้เกิดความชัดเจนมากกว่านี้จะดีกว่า นอกจากนี้อยากฝากให้ผู้รับผิดชอบหรือรัฐบาลฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ด้วยว่าประชาชนคิดอย่างไร 

    นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้า จ.ระยอง ยังได้แสดงมุมมองต่อ ครม.ของรัฐบาล”นายกอนุทิน”ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศ ว่า ในส่วนมุมมองของตัวเองต่อ คณะ ครม.ที่มีรายชื่อตามโผแล้ว มองว่าในตัวบุคคลที่ร่วม ครม.คณะนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ แต่ยังไม่ขอแสดงความเชื่อมั่นว่าที่ดีอย่างไร ซึ่งต้องขอดูการทำงานเสียก่อนว่ามีความจริงจังในการเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้ปัญหาสำคัญคือเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องประชาชน ว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาแก้ไขหรือจริงจังอย่างไรในการแก้ปัญหา ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะที่สั้นตามกรอบที่ตกลงกันไว้ก็ตาม ต้องดูว่ามีความจริงจังมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาหรือไม่

    นายทินกร ยังกล่าวด้วยว่าในฐานะที่เป็นคนภาคตะวันออก อยากเรียกร้องให้รัฐบาลที่จะเข้ามา ได้ผลักดันเดินหน้าโครงการอีอีซีให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแต่อย่างไร ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการสนามบินอู่ตะเภา เพราะโครงการเหล่านี้ถือว่าเป็นโครงการที่สำคัญที่จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจเข้าประเทศ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gsAAH53DWtyGsYVtwI9nD