Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พิพัฒน์” ลั่นรัฐบาลอนุทินเดินหน้าแลนด์บริดจ์ มั่นใจดันเศรษฐกิจใต้ทะยาน

    “พิพัฒน์” ลั่นรัฐบาลอนุทินเดินหน้าแลนด์บริดจ์ มั่นใจดันเศรษฐกิจใต้ทะยาน


    “พิพัฒน์” ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม  ย้ำรัฐบาลอนุทินมุ่งสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อเป็นเมกะโปรเจกต์สร้างงาน-ดันเศรษฐกิจภาคใต้ หลังเสียเวลาและโอกาสมานาน

    ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ภายหลังการเปิดตัวทีม อบจ.ชุมพร ของนายชุมพล จุลใส อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ที่มาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ว่า ต้องขอบคุณทีม อบจ.ชุมพร ที่มาร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศของเราต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามีการประสาน และรวมตัวกัน เพราะเรามีนโยบายที่จะพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่าจะเกิดหรือไม่ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็มีการให้สัมภาษณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเราจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์เริ่มต้นจากสมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จะมีการสร้างระบบราง ถนน และระบบท่อ ของ 2 ฝั่งในทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ซึ่งก็จะเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนไทยเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชุมพร และระนอง ที่จะสามารถจ้างงานเพิ่มขึ้นได้มากมาย จึงถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตนได้หารือเป็นการส่วนตัวกับนายชุมพล ว่า เราจะมาสานความสำเร็จ และเป็นการพัฒนาจังหวัดของเรา พวกเราต้องช่วยกันคิด และจัดทำอย่างไรให้โครงการนี้ราบรื่นไปได้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้เรามาอยู่ด้วยกัน

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้รับหน้าที่ให้พูดคุยกับเพื่อนๆ พื้นที่ภาคใต้ว่า มีอุดมการณ์มาทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ เพราะที่ผ่านมาเราเสียโอกาสเยอะมาก เพราะพวกเราไม่ได้มีการรวมตัวกัน ซึ่งหากมีการรวมตัว และช่วยกันในเรื่องยุทธศาสตร์ ก็มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาภาคใต้ได้มากกว่านี้

    เมื่อถามถึงกรณีการเดินหน้าโครงการแลนด์บริจด์ ที่มีคนไม่เห็นด้วย และขอให้ชะลอโครงการดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะศึกษาผลกระทบ EIA ไม่ทัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าเราไม่สานต่อในวันนี้ ก็จะมีการชะลอไปเรื่อยๆ และโอกาสคงไม่เกิด ซึ่งตนในฐานะที่เป็นคนใต้ใน จ.สงขลา และมีบริษัทเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้วิ่งในประเทศไทย ตนก็คิดว่า เรามีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคำว่าแลนด์บริดจ์ คุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องมีการเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะวันนี้ประเทศไทยไม่พร้อมในเรื่องการกู้ยืมเงิน แต่มั่นใจว่าเรามีศักยภาพ ในการเชิญชวนให้คนมาใช้ท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง

    เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือน จะสามารถจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ทันหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้ทราบมา การสำรวจหรือการทำ EIA น่าจะทำไปได้ไกลแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในการตัดสินใจของรัฐบาลของนายอนุทิน ว่าในระยะเวลา 4 เดือน เรื่องของแลนด์บริจด์ เราจะสานต่อหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินก็มีการให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่เป็นงานชิ้นใหญ่ หลังจากที่เรามีการ EEC ไปก่อนหน้านี้ และหลังจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเราพยายามทำโครงการนี้ให้สำเร็จ และที่สำคัญคือการจะทำให้เป็นตัวเชื่อม SEC ซึ่งเรามีความพร้อม และความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แต่หากเราไม่คิดที่จะริเริ่มอะไร 4 เดือนก็จะผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ ฉะนั้นขออย่าไปสนใจว่าเป็น 4 เดือนหรือกี่วัน เมื่อเราเข้ามาสิ่งที่ต้องทำ และทำได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าครั้งต่อไปพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เราจะมาสานต่อนโยบาย แต่หากไม่ได้รับความไว้วางใจก็ขอฝากโครงการที่ดีๆ หรือโครงการที่จะทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นให้กับรัฐบาลชุดต่อไป พร้อมย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/35488&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Arb31Nlc-EjwMcRPZBc7w

  • ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า สปป.ลาว กำลัง ก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

    ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า สปป.ลาว กำลัง ก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

             ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลลาวในการยกระดับประเทศให้พ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ภายในปี 2569 นั้นเป็นไปได้ แม้ลาวจะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความผันผวนทั่วโลก Ms. Kanni Wignaraja ผู้อำนวยการ UNDP ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จะเดินทางเยือนลาวอย่างเป็นทางการเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างลาวและ UNDP ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก ด้านการพัฒนาของประเทศ “ดิฉันคิดว่าลาวกำลังก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) เราไม่ได้ ด้อยพัฒนา เราอยู่ในเส้นทางที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงาน UNDP ในเวียงจันทน์ หัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคแสดงมุมมองในเชิงบวกเกี่ยวกับโอกาส ในการก้าวสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด แม้ว่าหลายคนจะกังวลว่าลาว และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ อาจได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือหลังการก้าวสู่การพ้นสถานะฯ โดยเกรงว่าประเทศที่เพิ่งก้าวสู่การพ้นสถานะฯ อาจเสียเปรียบจากการตัดความช่วยเหลือและการสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่มอบให้กับประเทศกำลังพัฒนา“ดิฉันคิดว่าการพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ความท้าทาย แต่ดิฉันคิดว่าเป็นโอกาส” เธอกล่าว

              Ms. Kanni Wignaraja เสนอว่าประเทศที่เพิ่งพ้นสถานะ LDC จำเป็นต้องก้าวข้ามสิ่งที่เคยทำในอดีต รวมถึงข้อตกลงทางการค้าที่ให้สิทธิพิเศษบางประการในอดีต และควรแสวงหาโอกาสในการเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ด้วยข้อเสนอที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เธอกล่าวเสริมว่า ลาวสามารถมุ่งมั่นที่จะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพพลังงานน้ำทั้งในประเทศและส่งออก ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญ ในการส่งเสริมประเทศให้เป็นฐานการผลิตที่สะอาด สอดคล้องกับนโยบายการเติบโตสีเขียวของรัฐบาลและแนวโน้มระดับโลก โดยได้แนะนำให้ลาวสร้างการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้น สำรวจตลาดใหม่ๆ แล้วจึงนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ตามความเหมาะสม “ดิฉันคิดว่านี่คือพื้นที่ และจะมีโอกาสอีกมากที่ลาวสามารถเป็นผู้นำได้อย่างแท้จริงในช่วงหลังประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าศักยภาพนี้จะสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันในการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ๆ

              นอกจากนี้ Ms. Kanni Wignaraja ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่ากำลังแรงงานมีความสามารถและความสามารถในการแข่งขันสูง โดยการต่อยอดการลงทุนในด้านการศึกษาและสาธารณสุข งบประมาณแผ่นดินโดยเฉลี่ยในสองภาคส่วนนี้ต่ำเกินไปมาก Ms. Kanni Wignaraja กล่าว พร้อมเสริมว่าการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเรียนต่อจนจบหลักสูตร Ms. Kanni Wignaraja กล่าวว่า UNDP พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานร่วมกับลาว เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวออกจากสถานะประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุดและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งการเยือนลาวครั้งนี้ของเธอเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ขณะที่รัฐบาลกำลังจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ระยะเวลา 5 ปี สำหรับปี พ.ศ. 2569-2573 กรอบการทำงานนี้ถือเป็นกรอบสำคัญที่จะช่วยให้ลาวเปลี่ยนผ่านจากประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) และกำหนดว่าประเทศจะสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 ได้หรือไม่ และแผนพัฒนา 5 ปี กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการขั้นสุดท้าย ท่ามกลางความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เกิดจากปัญหาทางการเงิน การลดลงของกระแสความช่วยเหลือทั่วโลก แนวโน้มการค้าโลก และการเปลี่ยนแปลงทางภาษีศุลกากร

              โดยจากการประเมินเบื้องต้นที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP ชี้ให้เห็นว่าส สปป.ลาว จะต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาที่สำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2569-2573 เนื่องจากมีช่องว่างทางการเงินที่สูงมากสำหรับความต้องการด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนามนุษย์เพื่อแก้ไขช่องว่างเหล่านี้ รัฐบาลร่วมกับ UNDP ได้เปิดตัวศูนย์กลางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Climate and Sustainable Finance Hub) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาในอนาคต โดยมี Ms. Kanni Wignaraja เป็นสักขีพยาน “ฉันมาที่นี่เพื่อดูว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อสนับสนุนรัฐบาล สปป.ลาว และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในการพิจารณาขั้นตอนต่อไปของการพัฒนาลาว” เธอกล่าว

    ************************

    ที่มา : Vientiane times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tfv1l7istlswgio9mjbrfrzh&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30bzYKD3EOB8qBQefU3NtZ

  • 3 วัน 2 คืน เที่ยวราชบุรี จะได้รู้จักมากขึ้น

    3 วัน 2 คืน เที่ยวราชบุรี จะได้รู้จักมากขึ้น

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/0vmdEGLD38nB&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Gg2S-w9fJxYwI_uL0u-wz

  • หอการค้าอีสานของ รบ.เร่งแก้ผลกระทบการค้าชายแดน-ฟื้นท่องเที่ยว-ยกเลิกค่าแรง 400 บาท

    หอการค้าอีสานของ รบ.เร่งแก้ผลกระทบการค้าชายแดน-ฟื้นท่องเที่ยว-ยกเลิกค่าแรง 400 บาท

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า จากการสอบรวมข้อเสนอจากสมาชิกหอการค้าภาคอีสาน ส่งให้กับหอการค้าไทยส่วนกลาง เพื่อรวมกับข้อเสนอหอการค้าทั่วประเทศและใช้เป็นข้อมูลในการประชุมหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ กับ ประธานและคณะกรรมการหอกาค้าไทย ในวันที่ 18 กันยายน นั้น แผนในระยะสั้น(คลิกวิน) ภาคอีสาน เน้นขอให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ ออกมาตรการช่วยเหลือทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ทั้งในแง่การลดต้นทุนผู้ประกอบการและภาระค่าใช้จ่ายประชาชน

    นายสมชาติ กล่าวว่า ประเด็นที่หอการค้าภาคอีสาน อยากเห็นหลัง ครม.เริ่มทำงาน สำคัญๆ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ประเด็นแก้ปัญหาผลกระทบจากการค้าชายแดน หลังเกิดเหตุปะทะและปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยอมรับว่าการเปิดด่านการค้าชายแดนคงไม่อาจทำได้จนกว่าจะได้ข้อตกลงด้านความมั่นคง จึงเชื่อว่าจะมีการชะลอเปิดด่านไปก่อน ซึ่งตอนนี้ผู้ประกอบการในพื้นที่ปรับตัวได้มากแล้ว สำหรับการค้าผ่านแดนได้ปรับเส้นทางและใช้ขนส่งทางเรือมากขึ้น แต่ต้องปรับภาระค่าระวางเรือที่สูงขึ้นถึง 5 เท่า หรือปรับผ่านเส้นทางชายแดนไทย-ลาว และมูลค่าการค้าที่หายไป จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเป็นการเฉพาะใน 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษี ช่วยเหลือยกเว้นเก็บภาษีที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างและภาษีป้าย 90% เป็นเวลา 1 ปี ยกเว้นดอกเบี้ยสินเชื่อหรือจัดเก็บในอัตราต่ำสุด ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชน ขอให้เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดชายแดน วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท/ราย ดอกเบี้ยไม่เกิน1%ต่อปี ระยะโครงการ 1 ปี ชะลอจ่ายผ่อนเงินต้นและเว้นดอกเบี้ยให้กับธุรกิจเป็นเวลา 1 ปี

    2. เร่งฟื้นธุรกิจท่องเที่ยว เห็นด้วยกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง แต่เพื่อช่วยการฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง คืออยากให้สั่งการหน่วยงายรัฐและองค์กร เข้าไปจัดสัมมนาหรือประชุม หรือ ท่องเที่ยว ในภาคอีสาน โดยเฉพาะ 4 จังหวัดติดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยหายไปเกือบหมด โดยเฉพาะต่างชาติ เพราะมองภาพเหตุการณ์ตามสื่อในประเทศตนอาจกังวลว่าการมาเที่ยวยังไม่ปลอดภัย รวมถึงอยากให้จัดสรรงบประมาณฟื้นฟูในจังหวัดภาคอีสานให้มากขึ้น ฟื้นที่โรงแรม ที่พัก และการค้าท้องถิ่น และ

    3. ขอให้ยกเลิกนโยบายปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำรายวันเป็น 400 บาท หรือชะลอไปจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเต็มที่ โดยหากมีการปรับควรยึดมติคณะกรรมการแรงงานรายจังหวัด เพราะพิจารณาบนความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมจังหวัดมีความเหลื่อมล้ำและเศรษฐกิจฐานรากไม่เท่ากันทั้งประเทศ โดยเอกชนเสนอไม่ควรมีการปรับเท่ากัน 400 บาททั้งประเทศ เลิกได้เลิกเลย เพราะไม่แค่เพิ่มต้นทุนประกอบการ แต่ทำให้การพิจารณามาลงทุนในต่างจังหวัดชะลอตัวทันที เพราะการลงทุนจะลงไปเมืองใหญ่ ที่มีสาธาณูปโภคสะดวกกว่า

    นายสมชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นเรื่องที่ดีที่นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจจะใกล้ชิดและรับฟังปัญหาต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจในต่างจังหวัดยังฝืด ยิ่งจังหวัดชายแดนที่ยังเป็นประเด็นเรื่องความมั่นคง อีกนานที่จะฟื้นได้เหมือนเดิม แต่ภาคเอกชนเราคำนึงอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ เพียงอะไรที่เดือดร้อน ก็อยากให้รัฐบาลใหม่ เข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขโดยเร็ว เราไม่ได้มองแค่ 4 เดือนหรือ 8 เดือน แต่อยากเห็นให้มาตรการที่ออกมาเป็นการช่วยเหลือต่อเนื่อง แม้มีการปรับเปลี่ยนทางการเมืองก็ไม่กระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากนักเหมือนที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000089171&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SgwrHMGY4dcQ8RzzS-S_4

  • จับตาดรีมทีมเศรษฐกิจ! อนุทิน ลุยพบกลุ่มทุน จี้รัฐแก้บาทแข็ง-อัดโปร 4 เดือน พยุงกำลังซื้อปลายปี

    จับตาดรีมทีมเศรษฐกิจ! อนุทิน ลุยพบกลุ่มทุน จี้รัฐแก้บาทแข็ง-อัดโปร 4 เดือน พยุงกำลังซื้อปลายปี

    หลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ ‘ดรีมทีมเศรษฐกิจ’ ไม่ว่าจะเป็น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

    ในวันพรุ่งนี้ 18 ก.ย. เตรียมพบหอการค้าไทย ซึ่งเอกชนต่างจับตาควิกวิน ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อปลายปี

    วันนี้ 17 ก.ย. นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 86.4 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือนกรกฎาคม 2568 ถือเป็นดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ร่วงต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 37 

    ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-สิงหาคม 2568) ซึ่งมีการเบิกจ่ายล่าช้า และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Regional Value Content (RVC) หรือสินค้าที่เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและนำเข้า”

    อีกทั้ง สถานการณ์การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงส่งผลให้การค้าชายแดนได้รับผลกระทบ และคาดว่าจะก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางการค้าในเดือนสิงหาคมกว่า 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากจากพายุโซนร้อน ‘คาจิกิ’ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงการที่แรงงานกัมพูชาทยอยเดินทางกลับประเทศ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม ยังมีปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เหลือ 1.50% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ 

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.85 หมื่นล้านบาท โดยจัดสรร 1 หมื่นล้านบาทเข้าสู่กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงาน BIG Motor Sale 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

    จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,350 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 72.6% นโยบายภาครัฐ 60.4% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 45.7% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.0% การเข้าถึงสินเชื่อ 35.1% ราคาพลังงาน 32.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 26.1% 

    ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 88.9 ลดลงจาก 89.2 ในเดือนกรกฎาคม 2568 เนื่องจากความกังวลต่อความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ 

    การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ปัญหาชายแดน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอุปสงค์จากประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มลดลง หลังการบังคับใช้มาตรการ Reciprocal Tariff ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับความเสี่ยงการถูกเก็บภาษี 40% จากความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง คาดว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วง High season (ช่วงพฤศจิกายน- ธันวาคม 2568) คาดว่าจะส่งผลดีต่อการใช้จ่าย และการบริโภคสินค้า

    แนะ 4 ข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ 

    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งติดตามข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขภาษี Reciprocal Tariff โดยเฉพาะประเด็น Regional Value Content (RVC) รวมถึงรายการสินค้าที่ไทยจะเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบ
    1. ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านรายจ่ายลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569
    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สามารถนำรายจ่ายค่าขนส่งและโลจิสติกส์ส่วนเพิ่มมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า 
    1. ขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้ ไปใช้ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ‘อนุทิน’ ถกหอการค้าไทย ลุ้นควิกวินเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 18 กันยายน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จะไปประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  โดยพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เตรียมหยิบยกประเด็นสถานการณ์และข้อเสนอแนะที่ได้รวบรวมจากหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย หอการค้าไทยทั่วประเทศ สมาคมการค้า และธุรกิจต่างๆ 

    เบื้องต้น นโยบายระยะสั้น (ควิกวิน) ระยะเวลา 4 เดือนแรกที่รัฐบาลเข้าบริหารประเทศ และนโยบายระยะกลางที่ผ่านการอนุมัติเห็นชอบ เพื่อให้เกิดรอยต่อทางปฏิบัติและเศรษฐกิจไม่สะดุด อาทิ การลงทุนโครงการพื้นฐาน การออกมาตรการการเงินการคลังระยะยาว 6-8 เดือน ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แนวคิดปรับค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนมาตรการส่งออกทองคำเพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง 

    แหล่งข่าว ภาคเอกชน โดยหอการค้าไทย ระบุว่า เบื้องต้น ข้อเสนอเร่งด่วนคือประเด็นกระตุ้นกําลังเข้าไฮซีซั่นปลายปี จึงอยากทราบทิศทางรัฐบาลจะออกมาตรการอะไรก่อนเข้าสู่ปีใหม่ เพื่อให้ภาคธุรกิจรับรู้ วางแผนทางที่ชัดเจน 

    “หอการค้าภูมิภาคส่วนใหญ่ สะท้อนปัญหาปากท้อง กําลังซื้อที่ไม่ดีนัก ดังนั้น ช่วง 4 เดือน จึงอยากฟังแนวคิดและนโยบายควิกวินของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดความลังเลการใช้จ่าย ลงทุน ส่งออก และรับทราบแผนกระตุ้นท่องเที่ยว” 

    สำหรับ รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าสู่กระบวนการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ โดยหลังจากนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น ได้ทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 

    หลังจากนั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ก่อนจะประชุม ครม.นัดพิเศษ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามลำดับ ก่อนลงมือปฏิบัติงาน และเริ่มนับวันที่ 1 ตามสัญญากับพรรคประชาชน ซึ่งคาดว่าจะครบกำหนดในปลายเดือน มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-dreamteam-economy-meeting/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj2w-Oymbq22v-U7VI-JZ

  • พลิกอนาคตให้คนตัวเล็กจุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่โอกาสเด็ก คนรุ่นใหม่ และ SMEs

    พลิกอนาคตให้คนตัวเล็กจุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่โอกาสเด็ก คนรุ่นใหม่ และ SMEs

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญ แม้ความก้าวหน้าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จะสะท้อนผ่านดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index: HDI) ที่อยู่ในระดับสูง ด้วยคะแนน 0.798 และอยู่ในอันดับที่ 76 จาก 193 ประเทศ 

    แต่ภายใต้ตัวเลขดังกล่าว คือ ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ฝังรากลึก, ตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอนสำหรับคนรุ่นใหม่ Gen Z และ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs), ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย

    บทความนี้จะทำการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันโดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกจากรายงานสำคัญของ UNDP, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสำรวจแนวทางในการเปลี่ยนความท้าทายเหล่านี้ ให้กลายเป็นโอกาสที่จะพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

    ปมปัญหาที่ฝังรากลึก : วงจรความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือ ปัญหาเรื้อรังที่เป็นทั้งเหตุและผลของความแตกต่างทางเศรษฐกิจในภาพรวม งานวิจัยนานาชาติโดย Blanden และคณะ (2022) ชี้ชัดว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลสัมทธิ์ทางการศึกษาของเด็ก ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทยสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน 

    ข้อมูลล่าสุดจาก กสศ. (2567) ตอกย้ำถึงความรุนแรงของปัญหานี้ โดยพบว่า มีนักเรียนกว่า 1.3 ล้านคน หรือ ประมาณ 15% ของเด็กในวัยเรียนภาคบังคับ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ยากจนพิเศษ” ซึ่งมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อคนต่อวันเพียง 37 บาท โดยนักเรียนกลุ่มนี้กระจุกตัวอยู่มากเป็นพิเศษในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ชนบท และในกลุ่มชาติพันธุ์ 

    การกระจุกตัวของความยากจน และความเสียเปรียบทางการศึกษาในจังหวัดอย่าง แม่ฮ่องสอน นครพนม และนราธิวาส ได้สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก

    ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน นักเรียนเกือบครึ่งหนึ่งมีฐานะอยู่ใต้เส้นความยากจน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่ากรุงเทพฯ หลายเท่า วงจรแห่งความเสียเปรียบนี้ ทำงานผ่านกลไกหลัก 3 ประการที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ได้แก่ 

    ช่องว่างด้านทรัพยากร ซึ่งทำให้ครอบครัวยากจน ไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้ ความแตกต่างของคุณภาพโรงเรียน ระหว่างในเมืองและชนบท และอิทธิพลจากเพื่อนและสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจและความสำเร็จ 

    กลไกเหล่านี้ตอกย้ำวงจรความยากจน และจำกัดโอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคม โดยระดับการศึกษาและรายได้ของผู้ปกครอง ยังคงเป็นตัวทำนายที่สำคัญต่ออนาคตของบุตรหลาน ปมปัญหานี้จึงได้ส่งผลกระทบโดยตรงไปยังตลาดแรงงาน

    โจทย์ใหญ่ของประเทศ: ตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอน และความเปราะบางของ Gen Z และ SMEs 

    รายงานสภาวะสังคมไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดย สศช. ได้ฉายภาพตลาดแรงงานไทยที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง แม้อัตราการว่างงานโดยรวมจะอยู่ในระดับต่ำที่ 0.91% แต่เมื่อเจาะลึกกลับพบความเปราะบางที่น่ากังวล: 

    · ทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการ (Skills Mismatch) : กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานสูงที่สุดอย่างต่อเนื่องที่ 1.99% หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 1.3 แสนคน

    · คนรุ่นใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ : “กลุ่มผู้ว่างงานระยะยาว” มีจำนวนเพิ่มขึ้น และเกือบ 3 ใน 4 คือ คนรุ่นใหม่อายุ 20-29 ปี ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อนเลย

    · ปัญหาการทำงานต่ำกว่าระดับ  (Underemployment) : มี “ผู้เสมือนว่างงาน” อีกถึง 2.1 ล้านคน โดยกว่า 60% อยู่ในภาคเกษตรกรรม และ 1 ใน 4 คือผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 

    ตัวเลขค่าจ้าง ค่าจ้างเฉลี่ยชี้ให้เห็นว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของพนักงานเอกชนและแรงงานในระบบ จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงาน “ทั้งหมด” กลับลดลง 1.9% ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มแรงงานนอกระบบ และผู้ประกอบอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง  

    ท่ามกลางสถานการณ์นี้ คนรุ่นใหม่ Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540-2555) กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่มั่นคงในอาชีพ, ปัญหา Skills Mismatch, และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง 

    ในขณะเดียวกัน SMEs ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างงานกว่า 70% ก็กำลังเปราะบางจากการแข่งขันที่รุนแรง, การขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ และ การเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนที่จำกัด โจทย์ใหญ่เหล่านี้ยิ่งถูกซ้ำเติมโดยการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัย ซึ่งทำให้ “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพสูงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด

    เส้นทางข้างหน้า : เชื่อมความท้าทายเป็นโอกาสแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน 

    แม้ความท้าทายจะดูน่ากังวล แต่ก็เป็นโอกาสในการปฏิรูปครั้งใหญ่ ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีของนานาชาติ เช่น นโยบายที่ตรงจุดของสิงคโปร์ อย่างโครงการ UPLIFT และ MOE FAS 

    แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายช่วยเหลือ เช่น โครงการเงินอุดหนุนของ กสศ. แต่ยังมีเด็กยากจนอีกกว่า 1.1 ล้านคน ที่กำลังรอรับความช่วยเหลือ การก้าวไปข้างหน้าจึงต้องอาศัยแนวทางที่ชัดเจนและบูรณาการ  
    1. ลงทุนในคนอย่างตรงจุด : ต้องขยายและปรับปรุงการช่วยเหลือให้ตรงจุดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการลงทุนในการศึกษาปฐมวัยและการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวคุ้มค่าที่สุด ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพและกระจายครูให้ทั่วถึง

    2. สร้างสะพานเชื่อมการศึกษากับโลกการทำงาน : ต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัยเพื่อสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน เช่น การฝึกงาน เพื่อแก้ปัญหา Skills Mismatch พร้อมทั้งสนับสนุนระบบนิเวศสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่

    3. เสริมสร้างโครงข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง : ต้องสร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมสำหรับคนทุกกลุ่ม และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ปกครองในการสนับสนุนการศึกษา

    4. ขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูล : หัวใจสำคัญ คือ การเปลี่ยนไปสู่การใช้นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม และส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 

    บทสรุป: การตัดสินใจบนจุดเปลี่ยน

    การลดช่องว่างทางการศึกษา ไม่ใช่เพียงเรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและความสามัคคีในสังคม การจะทลายวงจรความเหลื่อมล้ำได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว, โรงเรียน, ชุมชน, และภาครัฐ 

    สำหรับอนาคตของ Gen Z และ SMEs ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เส้นทางข้างหน้าของประเทศไทยนั้นชัดเจน แม้จะท้าทาย นั่นคือ การลงทุนในคน, การลดช่องว่างที่มีอยู่, และการสร้างสังคมที่เด็กทุกคนและผู้ประกอบการทุกรายได้รับโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ เพราะการตัดสินใจที่เราทำในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของชาติไปอีกหลายชั่วอายุคน

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง : 

    1. Blanden, J., Doepke, M., & Stuhler, J. (2022). Educational Inequality. In Handbook of the Economics of Education, Volume 6. http://arxiv.org/pdf/2204.04701v1

    2. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2567). สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568.

    3. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC). (2568). รายงานสภาวะสังคม Q2 2568.

    4. Singh, K., Cheemalapati, S., RamiReddy, S. R., Kurian, G., Muzumdar, P., & Muley, A. (2025). Determinants of Human Development Index (HDI): A Regression Analysis of Economic and Social Indicators. Asian Journal of Economics, Business and Accounting, 25(1), 26-34. http://arxiv.org/pdf/2502.00006v1

    5. United Nations Development Programme (UNDP). (2025). Human Development Report 2025: A matter of choice: People and possibilities in the age of AI.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/setsawana/639085&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Phvs4u2O9AfVD3Y5dCj71

  • ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ร่วงต่อเนื่อง 37 เดือน หวั่น! ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ร่วงต่อเนื่อง 37 เดือน หวั่น! ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นางสาวบัญชุสา พุทธพรมงคล กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 86.4 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือนกรกฎาคม 2568 ถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องในรอบ 37 เดือน 

    ภาพจาก : ส.อ.ท.
    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    สำหรับการปรับตัวลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – สิงหาคม 2568) ซึ่งมีการเบิกจ่ายล่าช้า 

    ปรากฏว่า ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ก็ยังตกต่ำต่อเป็นเดือนที่ 37 ต่อเนื่อง การปรับตัวลดลง ประเมินแล้วว่า มาจากปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งการสำรวจตรงกับช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้อ่านคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 จึงมีความไม่แน่นอนทางการเมือง และทำให้ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลง และโดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนทางราชการยังต่ำกว่าเป้าหมาย 

    นอกจากนี้ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Regional Value Content (RVC) หรือสินค้าที่เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและนำเข้า อีกทั้งสถานการณ์การปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงส่งผลให้การค้าชายแดนได้รับผลกระทบ และคาดว่าจะก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางการค้าในเดือนสิงหาคมกว่า 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงการที่แรงงานกัมพูชาทยอยเดินทางกลับประเทศ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม ยังมีปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เหลือ 1.50% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.85 หมื่นล้านบาท โดยจัดสรร 1 หมื่นล้านบาทเข้าสู่กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงาน BIG Motor Sale 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า

    จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,350 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 72.6% นโยบายภาครัฐ 60.4% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 45.7% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.0% การเข้าถึงสินเชื่อ 35.1% ราคาพลังงาน 32.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 26.1% 

    สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 88.9 ลดลงจาก 89.2 ในเดือนกรกฎาคม 2568 เนื่องจากความกังวลต่อความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ปัญหาชายแดน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอุปสงค์จากประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มลดลง หลังการบังคับใช้มาตรการ Reciprocal Tariff ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับความเสี่ยงการถูกเก็บภาษี 40% จากความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

    คาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน 2568 จะปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เข้ามาบริหารนโยบายของประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้น แต่ก็เชื่อว่าจะตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการคนละครึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วง High season (ช่วงพฤศจิกายน- ธันวาคม 2568) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการใช้จ่าย และการบริโภคสินค้า

    ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 4 ข้อ 

    ระยะสั้น 

    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งติดตามข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขภาษี Reciprocal Tariff โดยเฉพาะประเด็น Regional Value Content (RVC) รวมถึงรายการสินค้าที่ไทยจะเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบ

    2. ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านรายจ่ายลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569

    3. เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สามารถนำรายจ่ายค่าขนส่งและโลจิสติกส์ส่วนเพิ่มมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า เป็นต้น

    4. ขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้ไปใช้ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ส่วนระยะยาว

    เสนอขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้ไปใช้ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

    นอกจากนี้ กรณีที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีนโยบายลดค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 4 สตางค์ต่อหน่วยจากงวดปัจจุบัน ภาคเอกชน มองว่า ถือเป็นการช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ และช่วยลดต้นทุนในการผลิตและช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับภาคเอกชน พร้อมคาดหวังว่าในอนาคตจะมีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก แต่ต้องไม่กระทบความมั่นคงด้านพลังงาน 

    ส่วนการที่เงินบาทแข็งค่า ต้องยอมรับว่า กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมีเสียงสะท้อนกลับมา เนื่องจากทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งลดลง โดยรัฐบาลใหม่ได้ให้คำมั่นว่าจะพิจารณาเรื่องการกำกับดูแลค่าเงินบาทเป็น เรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw230tUYOhVEPbeOkYeTb8pN

  • กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดอบรมการใช้ระบบ e-Office หนุนขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ยกระดับงานสารบรรณให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โปร่งใส ตรวจสอบได้ บริการประชาชนรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

    กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดอบรมการใช้ระบบ e-Office หนุนขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ยกระดับงานสารบรรณให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โปร่งใส ตรวจสอบได้ บริการประชาชนรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

    วันที่ 16 กันยายน 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมการใช้ระบบ e – Office ภายใต้งานบริการคลาวด์ กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วิทยากร ผู้ปฏิบัติงานเลขานุการเจ้าหน้าที่สารบรรณ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทั่วไปของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กว่า 500 คน เข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฎ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการปรับรูปแบบการทำงานภาครัฐให้ทันสมัย สะดวก และรวดเร็ว โดยระบบ e-Office จะช่วยยกระดับงานสารบรรณให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดการใช้กระดาษ และที่สำคัญคือสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

    กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการส่งเสริมการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่จัดหาแพลตฟอร์ม สนับสนุนเทคโนโลยี ให้คำปรึกษา และจัดการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการใช้งานระบบแก่บุคลากรในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้ใช้งานแล้ว 3 ระบบ ได้แก่ ระบบบริหารการประชุม ระบบจัดเก็บ แชร์ไฟล์ และคลังข้อมูล และระบบจองห้องประชุมและจองรถ โดยมีแผนจะเริ่มใช้งานเพิ่มเติมอีก 3 ระบบ ภายในเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ ระบบทะเบียนสารบรรณ ระบบร่างทานตรวจเอกสาร และระบบเสนอและลงนามดิจิทัล การจัดอบรมครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มศักยภาพบุคลากรให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/957756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0on7LhVu6JsmAB0oqr-F-b

  • เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน ) | TOPNEWS

    เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน ) | TOPNEWS

    เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน )

    • เผยแพร่ : 17/09/2025 19:29

    เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ตรวจเยี่ยมการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ ( โดรน ) ในการทิ้งระเบิดทำลายเป้าหมายทางยุทธวิธี เพิ่มศักยภาพการรบ

    วันที่ 17 ก.ย. 2568 พลโท ธิติพันธ์ ฐานะจาโร เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก (จก.ยศ.ทบ.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา จากกรมยุทธศึกษาทหารบก ติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยต่างๆ และเยี่ยมชมการฝึกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการฝึกการลาดตระเวนจรยุทธ์ และการใช้อากาศยานไร้คนขับ  ( โดรน ) ในการทิ้งระเบิดทำลายเป้าหมาย   เพิ่มศักยภาพการรบ ของ กองร้อยลาดตระเวนและเฝ้าตรวจกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชไชย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้กำลังพลมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และพัฒนาทักษะการใช้ยุทโธปกรณ์ของหน่วย  โดยมีการสาธิตการใช้โดรนลาดตระเวนตรวจการณ์ การกำหนดที่ตั้งเป้าหมาย การชี้เป้าหมาย การร้องขอการทำลายเป้าหมาย  ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถควบคุมอากาศยานไร้คนขับ ทำลายได้อย่างแม่นยำ โดยมี พันเอกวีระวัฒน์  ท้าวพิมพ์ เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 3 ,พันเอก อุดมการณ์ ศรีแขไตร รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8  เป็นผู้แทนผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8  พ้อมด้วยพร้อม ด้วย พันโท  ณรงค์พล  ลี้ไพบูลย์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3  กรมทหารราบที่ 8 และคณะนายทหารสัญญาบัตร ให้การต้อนรับ

    ในโอกาสนี้ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก  ได้ให้แนวทางสำคัญในการฝึกของหน่วย เพื่อสนับสนุน กองทัพบก ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองภารกิจต่าง ๆ ตามความมุ่งหมายของกองทัพบกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งเป็นการ เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญ ของกรมทหารราบที่ 8  ในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาขีดความสามารถกำลังพล ของกองทัพบก  ซึ่งการปฏิบัติหน่วยจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของกำลังพล  ในการปฏิบัติภารกิจทางยุทธวิธี และการโจมตีเป้าหมายสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการเพิ่มอำนาจกำลังรบที่สำคัญยิ่ง  ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสีย ส่งผลให้การปฏิบัติภารกิจ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    กองทัพภาคที่ 2 โดย กองพลทหารราบที่ 3 จะมุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนา เพื่อป้องกันชายแดน และรักษาอธิปไตยของชาติ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืนสืบไป.

    ภาพ/ข่าว ศูนย์ข่าว topnews ทั่วไทยภาคอีสาน

    1

    หุ่นยนต์พ่อครัว

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) โดรนพาชม ‘ป่าหินยูนนาน’ มรดกโลกเก่าแก่ 270 ล้านปี

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนพบ ‘หินจารึก’ ยุคราชวงศ์ฉิน ที่ความสูง 4,300 เมตร

    ม.วลัยลักษณ์-จับมือประชาคมท่าศาลา สานสัมพันธ์ปี’68 พัฒนาท้องถิ่นยั่งยืน

    CAMT จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์เครือข่ายความร่วมมือสหกิจศึกษา

    สุพรรณบุรีปลัดกระทรวงเกษตรสนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเทศบาลเมืองป้องกันน้ำท่วม

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ประกาศงดเล่นน้ำตกชั่วคราว พร้อมเผยภาพปรากฏการณ์ “หัวช้างแตก” ที่หาชมได้ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1319207&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HAvRUOBO5rBL_RHsNUGXD

  • สปส. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ. ประกันสังคม และ พ.ร.บ. เงินทดแทน เพื่อความทันสมัย เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

    สปส. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ. ประกันสังคม และ พ.ร.บ. เงินทดแทน เพื่อความทันสมัย เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

    สปส. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ. ประกันสังคม และ พ.ร.บ. เงินทดแทน เพื่อความทันสมัย เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

    วันที่ 17 กันยายน 2568 นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น “การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 รวมถึงกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจจากพระราชบัญญัติดังกล่าว” โดยมี คณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะอนุกรรมการการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ผู้แทนสภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้าง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ ตัวแทนสถานพยาบาล นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม เข้าร่วมการประชุม ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

    นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในการเปิดงานว่า การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งทางภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งจะได้ร่วมกันสะท้อนข้อดี ผลกระทบ และข้อเสนอแนะต่อพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจจากพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ เพื่อปรับปรุงให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องทำการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อตรวจสอบว่ากฎหมายดังกล่าวบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีความคุ้มค่าและเป็นธรรมต่อประชาชนเพียงใด รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วน

    การประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 320 คน ประกอบด้วย ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง ผู้ประกันตน ผู้แทนสภาองค์การนายจ้าง องค์การลูกจ้าง สถานพยาบาล หน่วยบริการรับสมัครและรับชำระเงินสมทบ ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติ โดยแบ่งการรับฟังความคิดเห็นออกเป็น 3 ห้องย่อย ได้แก่
    1. การขึ้นทะเบียนและการจัดเก็บเงินสมทบของกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน
    2. สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน
    3. การบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดให้ผู้สนใจแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th ระหว่างวันที่ 1 – 30 กันยายน 2568 เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

    เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะผลจากการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนากฎหมายประกันสังคมและเงินทดแทนให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และเหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/957671&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AH9ZFlGUVG7q8e-PcToL1