Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • K

    K

    ธนาคารกสิกรไทยยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) ผ่าน K PLUS ให้คนไทยเที่ยวนอกได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่ราบรื่น ช่วยเพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจีนประเทศยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทย ด้วยการขยายบริการให้สามารถสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ได้ทั่วประเทศจีนครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อวีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย รวมทั้งยังสแกนจ่ายได้ในประเทศญี่ปุ่น อาเซียน และอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้ยังมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K PLUS ในการสแกนจ่ายที่ประเทศญี่ปุ่น หรือสแกนแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์สิ้นปีมูลค่าธุรกรรมในการสแกนจ่ายในต่างประเทศ เติบโตกว่า 29%

    K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง Alipay Weixin Pay และ UnionPay ได้เป็นแอปพลิเคชันแรก พร้อมมอบ โปรโมชันพิเศษในการใช้จ่ายต่างประเทศ

    ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงที่คนไทยมีแนวโน้มในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง และเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองก่อนเข้าสู่ปีใหม่ โดยจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลอดปี 2568 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 8.9 ล้านคน จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย โดยไม่ต้องพกเงินสดเยอะ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ราบรื่นให้ลูกค้าในทุกจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ใน K PLUS ที่ล่าสุดได้มีการพัฒนาให้สามารถสแกนจ่ายได้ทั่วประเทศจีน ครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ วีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้คนไทยใช้จ่ายด้วยการสแกนจ่าย แบบ Pay Like a local ได้หมือนคนจีน รวมทั้ง K+ Go Inter ยังสามารถใช้สแกนจ่ายได้ในประเทศยอดนิยมของคนไทย ทั้งญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน สปป.ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และอีกมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2568 มูลค่าธุรกรรมผ่านการสแกนจ่ายต่างประเทศเติบโตกว่า 29%

    นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K+ Go Inter สแกนจ่ายในประเทศญี่ปุ่นผ่านเครือข่าย Alipay + ในร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 40 ร้านค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุม ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าในสนามบิน ร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า เช่น Daimaru Takeya GU Bic Camera และ Don Quijote จะได้รับส่วนลดสูงสุด 10% เมื่อชำระขั้นต่ำตามยอดซื้อและเงื่อนไขที่กำหนด (จำกัดสูงสุด 5 รายการต่อท่าน/ร้านค้า) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568 – 25 ตุลาคม 2568

    สำหรับลูกค้าที่นิยมพกเงินสด หรือเดินทางไปในประเทศที่ยังจำเป็นต้องใช้จ่ายด้วยเงินสดเป็นหลัก ก็สามารถแลกเงินได้สะดวก พร้อมรับโปรโมชันทุบเรทแลกเงิน ได้รับเรทพิเศษ เพียงสแกนจ่ายผ่าน K PLUS เพื่อแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ ทั้งบูธในสนามบินและนอกสนามบินกว่า 100 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if060hamufputva17iasok99zfn1orj5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c-3pRIPkhguEZ_zwzGEbI

  • ‘กมธ.ท่องเที่ยว’ หวั่นใช้กัญชาไร้มาตรการควบคุมทำลายประชาชน-นักท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ‘กมธ.ท่องเที่ยว’ หวั่นใช้กัญชาไร้มาตรการควบคุมทำลายประชาชน-นักท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่รัฐสภา นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่าทาง กมธ. ได้ประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.ย. เพื่อพิจารณาและติดตามผลกระทบจากการปรับนโยบายด้านกัญชา โดยมีวัตถุประสงค์ในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งการประชุมครั้งดังกล่าว ได้รับเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชา และวิชาชีพผู้แนะนำการใช้กัญชาแห่งประเทศไทย

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ความท้าทายด้านสังคม ภาพลักษณ์ และผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดย กมธ. ได้พิจารณาและมีข้อสังเกตว่า ถึงแม้ว่ากัญชามีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส (Wellness Tourism) โดยเฉพาะการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร การแพทย์แผนไทย การให้บริการสปา รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

    “แต่การใช้กัญชาโดยปราศจากมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม กลับก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคม ประชาชน และภาคการท่องเที่ยวโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากกลิ่นกัญชา ซึ่งแพร่กระจายในพื้นที่สาธารณะ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการท่องเที่ยว กลิ่นดังกล่าวไม่เพียงสร้างความรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่ แต่ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่สบายใจ สูญเสียความเชื่อมั่น และได้รับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยถูกลดทอนคุณภาพลง และบั่นทอนภาพลักษณ์ของประเทศ ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ทาง กมธ. ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขผลกระทบดังกล่าว ดังนี้ 1.กำหนดเขตพื้นที่เฉพาะสำหรับการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับกัญชา เพื่อป้องกันมิให้การใช้กัญชาแพร่กระจายไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะโดยไม่เหมาะสม 2.จัดทำมาตรฐาน ด้านความปลอดภัย และการควบคุมกัญชาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนและปกป้องประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว 3.บริหารจัดการภาพลักษณ์และการสื่อสารของประเทศอย่างสมดุล โดยไม่ให้กัญชากลายเป็นภาพจำของประเทศไทยแทนที่คุณค่าทางวัฒนธรรม ศิลปะ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า 4.จัดทำกฎหมายหรือกฎระเบียบเฉพาะที่มีบทบัญญัติชัดเจน ในการกำกับดูแลการใช้กัญชา โดยครอบคลุมถึงการใช้ในพื้นที่สาธารณะ การควบคุมกลิ่นและมลพิษ การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการกำหนดขอบเขตการใช้เพื่อสุขภาพให้แตกต่างจากการใช้ในเชิงสันทนาการ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้จะส่งไปให้ทางรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5124494/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BVHrVYJe7n-hwZW43d802

  • ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย


    18/09/2568 | 85 |

    บ่ายนี้ (18 กันยายน 2568) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ“ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยมีนางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานฯ พร้อมด้วยนายนิธี  สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมงานฯ ภายในงาน ททท. เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation พร้อมนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” พร้อมเติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า 

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360o เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายนิธี  สีแพร  รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing ซึ่ง ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย 

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%, วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี= พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย

    อย่าพลาดโอกาสดี ๆ กับโปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1672 Travel Buddy


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/424652&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yQQCn-YIDUlbiqM_TF1R9

  • Gother  ฉลองครบรอบ 1 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบความคุ้ม 3 ต่อ

    Gother ฉลองครบรอบ 1 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบความคุ้ม 3 ต่อ

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

    นายอนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Gother กล่าวว่า ในโอกาสที่ Gother ครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการแพลตฟอร์มจองทริปท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อคนไทย ซึ่งเราพร้อมให้บริการที่เข้าถึงและเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของคนไทยอย่างแท้จริง ภายใต้การสร้างแรงบันดาลใจให้คุณออกไปท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในแบบของตัวเอง ผ่านการจองบริการท่องเที่ยวที่เรานำเสนอแบบครบวงจร ทั้งบริการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก กิจกรรม รถเช่า แพ็คเกจทัวร์  Gother ได้จัดโปรโมชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไปเที่ยวช่วงสิ้นปี หรือต้นปี 2569

    Gother ได้จัดโปรแรงสุดในรอบปี รับส่วนลดและรางวัลคุ้ม 3 ต่อ ให้ทั้งส่วนลด ตั๋วเครื่อง ที่พัก กิจกรรม และสิทธิ์จับฉลากมูลค่ารวมรางวัลกว่า 150,000 บาท และโค้ดส่วนลดพิเศษ 500 บาท สำหรับการจองครั้งถัดไป ระยะเวลาโปรโมชั่น: 18 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568

    ต่อที่ 1: ส่วนลดจองเที่ยวผ่าน Gother

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางในประเทศ ลด 6% สูงสุด 800 บาท ขั้นต่ำ 3,000 บาท

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางต่างประเทศ ลด 8% สูงสุด 4,500 บาท ขั้นต่ำ 15,000 บาท

    ที่พัก ในประเทศ ลดทันที 600 บาท ขั้นต่ำ 4,000 บาท

    ที่พัก ต่างประเทศ ลด 15% สูงสุด 2,000 บาท ขั้นต่ำ 5,000 บาท

    กิจกรรมในประเทศ ลด 7% สูงสุด 350 บาท ขั้นต่ำ 1,500 บาท

    กิจกรรม ต่างประเทศ ลด 9% สูงสุด 899 บาท ขั้นต่ำ 3,500 บาท

    ต่อที่ 2: สิทธิ์จับฉลากรางวัลสำหรับทุกคนที่มียอดจองทุก 5,000 บาท

    รางวัลที่ 1 : ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ญี่ปุ่น ทุกเส้นทางบินที่ให้บริการจากสายการบิน EVA Air (Full Service)  1 รางวัล 2 ที่นั่ง มูลค่ารวม 75,000 บาท

    รางวัลที่ 2 :  ห้องพักหรู Studio Pool Villa โรงแรม Casa de La Flora 1 รางวัล เข้าพักได้ 2 ท่าน มูลค่า 20,000 บาท

    รางวัลที่ 3 :  ห้องพัก Sea View Deluxe โรงแรม Cape Sienna Gourmet Hotel & Villas 1 คืน มูลค่า 14,500 บาท

    รางวัลที่ 4 : ห้องพัก Deluxe Poolside โรงแรม La Vela Khaolak 1 คืน มูลค่า 12,194 บาท

    รางวัลที่ 5 : ห้องพัก Flora Room โรงแรม La Flora Khaolak 1 คืน มูลค่ากว่า 11,400 บาท

    รางวัลที่ 6 : Gother Voucher มูลค่า 3,000 บาท จำนวน 10 รางวัล รวมมูลค่า 30,000 บาท

    ต่อที่ 3: เมื่อจองครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับโค้ดส่วนลดสำหรับการจองครั้งถัดไปมูลค่า 500 บาท (ขั้นต่ำ 3,500 บาท)

    และโปรโมชั่นพิเศษสุด, ดีลพิเศษสายการบิน สำหรับช่วง 1st Gother Birthday MEGA Sale

    วันที่ 25 ก.ย. – 5 ต.ค. 2568

    ตั๋วเครื่องบิน ในประเทศ ลด 50% สูงสุด 150 บาท ไม่มีขั้นต่ำ

    ที่พัก ในประเทศ ลด 50% สูงสุด 250 บาท ไม่มีขั้นต่ำ

    สายการบิน EVA Air ลดทันทีเลย 1,500.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางญี่ปุ่นและเกาหลีเท่านั้น

    สายการบิน All Nippon Airways ลดทันที 1,500.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางบินญี่ปุ่นเท่านั้น

    ทุกสายการบิน ลดทันทีเลย 1,000.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางบินไปฮ่องกงเท่านั้น

    ดีลพิเศษ 1 แถม 1 + ลดเพิ่มสูงสุด 899 บาท*  สำหรับช่วง 1st Gother Birthday MEGA Sale

    ทัวร์ไหว้พระ-ทัวร์มูเตลู พระวัดดังที่ฮ่องกง (1 วัน) เริ่มต้นเพียง 2988.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงเวลาเดินทาง : 1 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 แพ็กเกจเกมกอล์ฟและความบันเทิงครบครัน ที่ Topgolf Megacity เริ่มต้นเพียง  149.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    บัตรโดยสารรถไฟ AREX Incheon Airport Express แบบเที่ยวเดียว (สนามบินอินชอน) เริ่มต้นเพียง 300.- ระยะเวลาจอง :  18 ก.ย. – 1 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 18 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    กระเช้า Ngong Ping 360, Hong Kong เริ่มต้นเพียง 1163.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 (ยกเว้น 2-16 ก.ย. 2568)

    บัตรเข้าชม Macau Tower (Macau Tower Sightseeing Ticket) เริ่มต้นเพียง 521.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568

    WoW Park – Buy 1 Get 1 Free Combo Ticket เริ่มต้นเพียง 792.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.- 5 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย.- 31 ต.ค. 2568   

    บัตรเข้าสวนสนุก Ocean Park Hong Kong เริ่มต้นเพียง 2,139.- ระยะเวลาจอง :    25 ก.ย. – 5 ต.ค. 68 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 68

    บัตรสวนสนุก Disneyland Hong Kong ซื้อแพคเกจ 3 ใบ หรือ 4 ใบ ลด 15% ช่วงเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568

    เพื่อมอบความสุขให้ลูกค้าแบบจัดเต็ม ในโอกาสฉลองครบรอบ 1 ปี Gother ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Hong Kong Tourism Board (HKTB) จัดโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับนักเดินทางชาวไทยที่มีแผนเที่ยวฮ่องกงโดยเฉพาะ

    ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางฮ่องกง (ไม่จำกัดสายการบิน) ลด 12% สูงสุด 2,500 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 4,000 บาท

    ที่พักในฮ่องกง ลด 15% สูงสุด 2,500 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 4,000 บาท

    รวมถึงส่วนลดพิเศษสำหรับกิจกรรมยอดนิยม เพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษอย่างเต็มที่ เช่น ฮ่องกงบัสทัวร์ กระเช้านองปิง ทัวร์มูเตลู พีคแทรมและสกายเทอเรส และสวนสนุก ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง

    (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เสิร์ชเอ็นจินอ็อปทิไมเซชั่น จำกัด กำหนด)

    นายอนุพงษ์ กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานของGother ได้รับการสนับสนุนจาก บีคอน เวนเจอร์ส แคปิทัล บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย และ กรุงไทย เวนเจอร์ส บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกรุงไทย เพื่อเสริมศักยภาพและตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวไทย พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปัจจุบันเปิดตัวมาแล้วกว่า 1 ปี มีความมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นแพลตฟอร์มจองท่องเที่ยวที่ 1 ในใจของคนไทย ที่มีบริการการท่องเที่ยวที่ครบวงจร และตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยทั้งประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจโปรโมชั่นสามารถดูรายละเอียดได้ที่ ข้อมูลเพิ่มเติม Link: https://www.gother.com/th-th/promotions/gother-birthday-2025

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/915125&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pvl0kzWq3_K3cxx8IXJfn

  • กมธ.ท่องเที่ยว สภาฯ ห่วงผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยเฉพาะเรื่องกลิ่น ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

    กมธ.ท่องเที่ยว สภาฯ ห่วงผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยเฉพาะเรื่องกลิ่น ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

    นายเฉลิมพงษ์ แสงดี กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาและติดตามผลกระทบจากการปรับนโยบายกัญชา โดยมีวัตถุประสงค์ในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการร้านกัญชา และวิชาชีพผู้แนะนำการใช้กัญชาแห่งประเทศไทย เข้าร่วม
             
    นายเฉลิมพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาและมีข้อสังเกตว่า แม้ว่ากัญชามีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส โดยเฉพาะการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร การแพทย์แผนไทย การให้บริการสปา รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว จากการใช้กัญชาโดยปราศจากมาตรการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม กลับก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคม ประชาชนและภาคการท่องเที่ยวโดยรวม โดยเฉพาะผลกระทบจากกลิ่นกัญชาที่แพร่กระจายในที่สาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงจะสร้างความรำคาญให้กับประชาชนในพื้นที่ แต่ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่สบายใจ เสียความเชื่อมั่น และได้รับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยถูกลดทอนคุณภาพลงและบั่นทอนภาพลักษณ์ของประเทศ
             
    ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมาย โดยขอให้รัฐบาลกำหนดเขตพื้นที่เฉพาะสำหรับการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกัญชา จัดทำมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมการใช้อย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินการบริหารจัดการภาพลักษณ์และการสื่อสารของประเทศอย่างสมดุล โดยไม่ให้กัญชากลายเป็นภาพจำของไทยแทนที่คุณค่าทางวัฒนธรรม ศิลปะ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และสุดท้ายคือการจัดทำกฎหมายหรือกฎระเบียบเฉพาะที่มีบทบัญญัติชัดเจนในการกำกับดูแลการใช้กัญชา ครอบคลุมการใช้ในพื้นที่สาธารณะ การควบคุมกลิ่นและมลภาวะ การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการกำหนดขอบเขตการใช้เพื่อสุขภาพให้แตกต่างจากการใช้ในเชิงสันทนาการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/242909&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L4ZNFT5kW1VV4k3E8avY8

  • อนุทิน ควง ทีมเศรษฐกิจ รับ 7 โจทย์หอการค้า เร่งโรดแมป 4 เดือน แก้หนี้ NPL

    อนุทิน ควง ทีมเศรษฐกิจ รับ 7 โจทย์หอการค้า เร่งโรดแมป 4 เดือน แก้หนี้ NPL

    ‘อนุทิน’ นำทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ หารือสภาหอการค้าไทย รับฟังเอกชนทุกมิติ ย้ำเร่งเดินหน้าโรดแมปเศรษฐกิจ 4 เดือนแรก พร้อมรับ 7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ 

    วันที่ 18 ก.ย.ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมว่าที่รัฐมนตรี กระทรวงเศรษฐกิจ อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หารือหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ “ทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า ส่วนตัวคือเจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่มาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว”

    ดังนั้น วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย ที่รัฐบาลกำลังจะเน้นการ “เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด 4 เดือน 

    อย่างไรก็ตาม การมาพบสภาหอการค้าในครั้งนี้ เป็นแนวทางเดียวกับที่เคยเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อรับฟังข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน โดยพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ

    พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยืนยันพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ,ด้านความมั่นคงชายแดน ,แก้ปัญหาภัยธรรมชาติและภัยสังคม ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ 

    ขณะเดียวกัน ได้เสนอ 7 ข้อฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ ได้แก่

    • เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน 
    • เพิ่มสภาพคล่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 
    • ลดภาระค่าของชีพและต้นทุนประชาชน 
    • ส่งเสริมการค้าการลงทุน โลจิสติกส์ และการค้าที่เป็นธรรม รวมถึงสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้กับ SMEs
    • รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน
    • เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น เทรดวอร์ และกระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยวของไทย 

    หวัง ‘คนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจโค้งท้ายปี

    ส่วนนโยบายที่กำลังถูกจับตามองในแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ เอกชนได้เสนอโครงการ ‘คนละครึ่ง’ , EASY E-Reciept และผลักดันโครงการใช้ของไทยฟื้น SMEs โดยขอให้จัดเป็นแคมเปญระดับชาติ 

    เบื้องต้นประเมินว่าหากมีโครงการ ‘คนละครึ่ง’ จะช่วยหนุนให้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 70,000 ถึง 100,000 ล้านบาท

    อนุทิน เผยอีกว่า ขณะนี้ ได้มอบหมายงานให้กับว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระพาณิชย์ ให้เตรียมมาตรการเพื่อทำให้การค้าคล่องตัวและราบรื่นที่สุด เพื่อไม่ให้ผู้ค้าเสียเปรียบ ทั้งการเจรจา FTA สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงราคาพืชผลทางการเกษตร 

    “ไม่เฉพาะค้าขายกับต่างประเทศเท่านั้น การค้าขายในประเทศก็ต้องทำ เพื่อให้มีความคล่องตัวที่สูงลดความเดือดร้อน ของผู้ประกอบการ”

    ปัจจุบัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง ต้องทำงานควบคู่กัน ซึ่งตอนนี้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย SME เผชิญปัญหาหนี้เก่า เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) 

    อีกทั้ง ยังมีสินค้าค้างสต๊อกจำนวนมาก และไม่สามารถผลิตต่อได้เนื่องจากขาดเงินทุนในการซื้อส่วนประกอบหรือวัตถุดิบ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลจะหาแนวทางในการอัดฉีดเงินทุนเพื่อให้พวกเขามีกระแสเงินสด (cash flow) 

    อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนนี้จะพิจารณาให้กับ “ลูกค้าชั้นดี” ที่มีความตั้งใจที่จะผลิตสินค้าจริง ไม่ใช่เพียงนำเงินไปหมุนเวียนให้ผ่านไปวันๆ เป้าหมายคือการช่วยให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถนำเงินทุนไปต่อยอดและทำการค้าต่อไปได้ในระยะยาว

    อนุทิน ย้ำว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าวางรากฐานนโยบายระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่ถอยหลัง การดำเนินการจะครอบคลุมทุกมิติ กระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางการค้าต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด 

    “ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ผมยืนยันว่า ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว 

    ดังนั้น ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันได้ ก็วิน-วิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจว่าโครงการริเริ่มจากใคร”

    นอกจากนี้ ยังมีแผนในการลดความเดือดร้อนของผู้ประกอบการโดยรวม สำหรับนโยบายโดยรวมนั้น ร่างนโยบายได้จัดทำเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีการปรับแก้รายละเอียดเล็กน้อยให้สอดคล้องกับข้อหารือต่างๆ 

    “การทำงานเราจะมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ โดยไม่ยึดติดว่านโยบายนั้นมาจากแนวคิดของใคร หรือใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเครดิต ทุกฝ่ายควรได้รับประโยชน์ หากนโยบายใดก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม กับประเทศ และกับประชาชน รัฐบาลพร้อมที่จะผลักดันอย่างเต็ม” อนุทินกล่าว

    สำหรับกรอบเวลา 4 เดือนในการบริหารประเทศ อนุทิน ยอมรับว่า แม้จะสั้นแต่รัฐบาลเตรียมร่างนโยบายไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว และจะนำข้อเสนอจากหอการค้าฯไปปรับให้สอดคล้อง ก่อนแถลงต่อรัฐสภาหลังพิธีถวายสัตย์ โดยย้ำว่าไม่กังวลว่าใครจะได้เครดิต เพราะสิ่งสำคัญคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หากนโยบายใดเกิดประโยชน์พร้อมเดินหน้าผลักดันทันที

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-economic-team-4month-roadmap/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38XWHBwrbqWpKBCYv_BjDd

  • นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ หารือสภาหอการค้าฯ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

    นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ หารือสภาหอการค้าฯ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

    วันนี้ (18 ก.ย. 68 ) เวลา 09.30 น. ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมกล่าวว่า ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่คนที่แปลกหน้าแปลกตา สำหรับตนเองเรารู้จักกันมาเป็นเวลานานแล้ว มีความสนิทสนมคุ้นเคย และเคารพนับถือกันมาเป็นอย่างดี

    นายอนุทินกล่าวต่อว่า ที่ตนเองเดินทางมาในวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และนำคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้ทุกท่านได้รู้จัก ซึ่งตนเองมั่นใจว่า ทุกท่านรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่การมาในวันนี้ตั้งใจที่จะมารับฟังในรายละเอียด หารือ และรับข้อเสนอแนะจากทางหอการค้าไทย พร้อมเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อยู่ในประเทศไทยให้มีความกระชับ และมีความเข้มแข็งขึ้น ภายในระยะเวลาที่เรามีอยู่ ซึ่งขณะนี้ได้มีการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา จะเร่งทำการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ในทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qzWXoA0YEVU_eqMhspTZz

  • นายกฯ นำดรีมทีมเศรษฐกิจ พบสภาหอการค้าฯ รับข้อเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    นายกฯ นำดรีมทีมเศรษฐกิจ พบสภาหอการค้าฯ รับข้อเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    นายกฯ นำดรีมทีมเศรษฐกิจ พบสภาหอการค้าฯ รับข้อเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    วันนี้, 15:42น.

              09.33น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่ รมว.พลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ว่าที่ รมว.พาณิชย์, นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.คลัง พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมายังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย และคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

               กล่าวว่า ที่มาวันนี้ พาว่าที่คณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้ได้รู้จัก และตั้งใจมารับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชน ซึ่งหลังจากที่ได้ทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี และได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว จะเร่งจัดทำการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เพื่อเดินหน้าบริหารประเทศ โดยรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเน้นเรื่องการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ต้องกระชับ และเข้มแข็ง ภายในระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด

              ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีที่นายอนุทิน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้เข้ามาบริหารบ้านเมืองและเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่เกิดการหยุดชะงัก และแสดงความยินดีล่วงหน้ากับว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจทุกคน ซึ่งมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งหลังจากนี้ สภาหอการค้าฯ ก็จะเดินทางไปพบหารือกับแต่ละกระทรวง

              หอการค้าไทย และสภาหอการค้าฯ ได้วางนโยบายขับเคลื่อนในส่วนของภาคเอกชน โดยข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้ รวบรวมจากเครือข่ายหอการค้าไทยทั่วประเทศ ทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า ตลอดจนหอการค้าต่างประเทศ โดยมีข้อเสนอ 7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาใช้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

    1. การเสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศ และนักลงทุน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัย

    2. การเพิ่มสภาพคล่อง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของทั้งผู้ประกอบการ และภาคครัวเรือน

    3. การลดภาระค่าครองชีพ และต้นทุนประชาชน

    4. การส่งเสริมการค้าการลงทุน โลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ SMEs

    5. การยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด และภัยออนไลน์

    6. การเตรียมแผนรับมือผลกระทบจากสงครามการค้า และความผันผวนของค่าเงิน

    7. การกระตุ้นกำลังซื้อ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

               และฝากมาตรการเร่งด่วนระยะ 4 เดือน เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้านอย่างทันที ได้แก่

    1. การค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Reciprocal Tariff (RT) ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง

    2.  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ราว 34-35 บาท/ดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก2. การกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น “คนละครึ่ง” และ “Easy E-Receipt” รวมถึงรณรงค์ “ใช้ของไทย ฟื้น SME” พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน

    3. ภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่

    4. ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจ SMEs ขอให้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย (NPL) และเร่งผลักดันโครงการ THAI SME-GP

    5. ด้านแรงงาน รัฐบาลควรกำหนดการปรับค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยใช้กลไกไตรภาคี รวมถึงหาทางออกต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

    6. ประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี 

    7. เดินหน้านโยบาย Zero Corruption และบูรณาการการปราบปรามปัญหาสังคม ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ กลโกงออนไลน์ และการพนันอย่างจริงจัง

              ส่วนมาตรการในระยะกลาง 8 เดือน หอการค้าไทย เสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออก ภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา จัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเน้นสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์สมัยใหม่ และเกษตร-อาหารสมัยใหม่ อีกทั้งยังควรมีมาตรการสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและคูปองฝึกอบรม

              ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้ และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบควรถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ด้วยการใช้มาตรการ Regulatory Guillotine เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดภาระที่ไม่จำเป็น และช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

              ข้อเสนอเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย จะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ และสังคมไทย

    #นายกพบหอการค้าไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lOzmiIUw6Lp111XqbxNEO

  • “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ พา 3 รมต.ถกประธานหอการค้าฯ

    “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ พา 3 รมต.ถกประธานหอการค้าฯ

    (18 ก.ย. 68) เวลา 09.30 น. ที่ห้อง 3201 ชั้น 2 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมการประชุมหารือ ระหว่างนายกรัฐมนตรี และคณะ กับดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 

    นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับวันนี้ที่มาที่นี่ เพื่อพาคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้ทางสภาหอการค้าได้รู้จัก ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยตั้งใจที่จะมารับฟังและหารือ ข้อเสนอแนะ จากสภาหอการค้าไทย สำหรับรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนี้ จะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยมีความกระชับและเข้มแข็งมากขึ้น ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งนายอนุทิน กล่าวต่อว่า หากมีการโปรดเกล้าฯ หลังจากที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายชื่อ ครม.ไปแล้วนั้น จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อให้สามารถบริหาราชการแผ่นดินได้ รวมถึงได้แนะนำนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับผิดชอบเศรษฐกิจในภาพรวม ต่อมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    ส่วนดร.พจน์ ระบุว่า ทางสภาหอการค้า พร้อมสนับสนุนขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้านที่นายอนุทินได้ประกาศไว้ ดังนั้น

    1. ด้านเศรษฐกิจ ลดค่าของชีพแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร เสริมสร้างรายได้และโอกาสให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ

    2. ด้านความมั่นคงชายแดน แก้ปัญหาแก้ปัญหาพิพาทด้วยสันติวิธีเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    3. ด้านภัยธรรมชาติ พัฒนาระบบแจ้งเตือนป้องกันภัย เสริมกลไกเสริมกลไกเยียวยาฟื้นฟูให้ได้รับเงินชดเชยอย่างเป็น

    4. ด้านภัยสังคม เร่งปราบปรามยาเสพติดการค้ามนุษย์การหลอกลวงออนไลน์การพนันโดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

    นอกจากนี้ สภาหอการค้าไทย ได้ระบุทิศทางของการทำงานของสภาหอการค้าไทย ที่มีเป้าหมาย 4 ด้าน ภายใต้แนวทาง Unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ประกอบด้วย 

    1. Build Business Confidence & Strengthen Trade & Investment in Global Supply Chains ด้วยการตั้งกลไกความร่วมมือ มีศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร และการสนับสนุนการลงทุนของไทยในต่างประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    2. Business Transformation: Innovation, Digital, Al, Robot, loT & ESG Integration การค้าและการลงทุน – ธุรกิจไทยขยายตลาดและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งชันในเวทีโลก เกษตรและอาหาร – Smart Farming, Future Food, Halal การท่องเที่ยวและบริการ การท่องเที่ยวคุณภาพสูง Al, Robot, Digital Technology และ Innovation และ Sustainability

    3. Talent Development คือ Reskill & Upskill คนไทย เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการและ SMEs ผ่านการอบรม Al, Digital Marketing, และ E-commerce การพัฒนาเครือข่าย Talent Ecosystem โดยความร่วมของสถาบันการศึกษา ภาครัธ และเอกชน เสริม Talent คนรุ่นใหม่ เข้ามาช่วยซับเคลื่อนองค์กร

    4. Empowering SMEs & Strengthening Public-Privacy Partnerships การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสมาชิกเครือข่ายหอการค้าไทย และ SME ผลักดันมาตรการช่วยเหลือสมาชิกเครือข่าย และ SMEs เช่น สินเชื่อดอกเบียต่ำและการลดภาษี สร้างเครือข่ายการค้าและจับคู่ธุรกิจผลักดันภาครัฐให้มีนโยบายที่สนับสนุนสมาชิกเครือข่ายและ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม

    พร้อมกับย้ำ การดำเนินการภายใต้ภารกิจ 7 ด้าน (7 Pillars) คือ 

    1. Rebuild Confidence Plan เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน

    2. Liquidity for SMEs & Households เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    3. Ease Cost of Living ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน

    4. Seamless Trade ค้าขายคล่อง ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม (Fair Trade) สร้างความสามาร

    5. Safety & Security of Thailand รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะ ชายแดน

    6. Trade War Response เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ

    7. Boost Demand & Tourism กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/NYrsUz2nr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ieqVnSErpTgOKsUePve9o

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับข้อเสนอจากสภาหอการค้าฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับข้อเสนอจากสภาหอการค้าฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับข้อเสนอจากสภาหอการค้าฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน


    18/09/2568 | 88 |

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกว่า ได้หารือกับภาคเอกชน รับฟังข้อเสนอแนะและข้อกังวล โดยรัฐบาลจะรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในทันที หลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว ทั้งการแก้ไขปัญหาด้านการเงิน การดูแลหนี้สิน ดอกเบี้ย พลังงาน โลจิสติกส์ แรงงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ รวมถึงการดูแลผู้ประกอบการทุกระดับโดยเฉพาะการดูแลแก้ปัญหาหนี้สินของผู้ประกอบการ ภายใต้การทำงานของรัฐบาล 4 เดือนก่อนยุบสภา

    ทั้งนี้ ยืนยันรัฐบาลพร้อมผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ทั้งนโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ และการสานต่อนโยบายเศรษฐกิจเดิมไม่ว่าจะเป็น นโยบายจากพรรคการเมืองไหนก็ตาม สำหรับข้อเสนอของภาคเอกชนบางส่วนจะนำไปปรับในร่างนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา และหลังจากนี้มีกำหนดการจะหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยในลำดับต่อไป

    ส่วนการดูแลการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับความผันผวนของเงินบาท นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า ได้หารือร่วมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่แล้ว เกี่ยวกับการเตรียมมาตรการดูแลความผันผวนของค่าเงินบาท และดูความผิดปกติของการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเข้า-ออกของทองคำ

    ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้านอย่างทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐฯ การขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ การดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับ 34–35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออกในมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อผ่านโครงการคนละครึ่ง และ “Easy E-Receipt” พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน และภาคการท่องเที่ยว ด้วยการยกระดับมาตรการความปลอดภัย


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/424655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CJoDGTesfFIPFJlIs-rV_