Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • HSBC เผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชีย: นโยบายรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลกระทบ ต่อการไหลเข้าของ FDI สู่อาเซียนหรือไม่? – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    HSBC เผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชีย: นโยบายรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลกระทบ ต่อการไหลเข้าของ FDI สู่อาเซียนหรือไม่? – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บทวิเคราะห์ โดย อิเนส แลม นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย  ธนาคารเอชเอสบีซี และ เฟรดเดอริค นอยแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัย ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี

    • ภูมิภาคอาเซียนกำลังดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) มากขึ้น ในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนอันดับต้นๆ ของโลก
    • อย่างไรก็ตาม บทบาทของอาเซียนนี้อาจได้รับผลกระทบจากข้อเรียกร้องของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการให้ประเทศคู่ค้า ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญของอาเซียน ไปลงทุนในสหรัฐฯ แทน
    • ธนาคารเอชเอสบีซีคาดว่าความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน และความพยายามกระจายการลงทุนของประเทศจีนจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ FDI ไหลเข้าสู่อาเซียนอย่างต่อเนื่อง

    ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดึงดูด FDI เพื่อเปลี่ยนทิศทางการลงทุนโลก

    อาเซียนเป็นดาวเด่นในเรื่องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาในอาเซียน มีมูลค่าถึง 2.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567  ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ รองจากปี 2565 ที่มีมูลค่าเกือบ 2.31 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินลงทุนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น 8.5% ซึ่งสูงกว่าทั่วโลกที่ FDI เพิ่มขึ้นเพียง 3.7% อย่างไรก็ดี สำนักงานสหประชาชาติด้านการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักเรื่อง FDI มักจะไม่นับรวมเงินที่ไหลผ่านประเทศกลางในยุโรปบางประเทศ [1] เมื่อตัดข้อมูลส่วนนี้ออก จะพบว่าFDI ทั่วโลกลดลง 11% ทั้งในปี 2566 และ 2567 แผนภูมิ 1 ชี้ให้เห็นว่าปีหลังโควิด FDI ในอาเซียนกับภูมิภาคอื่นทั่วโลกแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่FDI ในอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2555 แต่ FDI ทั่วโลกกลับลดลงใกล้ระดับปี 2555 แสดงให้เห็นว่าอาเซียนดึงดูดเงินลงทุนได้ดีกว่าที่อื่นในโลกมาก

    อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนโลกอาจเปลี่ยนไป เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ได้ทำข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศ โดยให้ประเทศเหล่านั้นลงนามว่าจะนำเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปลงทุนในสหรัฐฯ นอกจากนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องการให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานโรงงานการผลิตกลับไปตั้งยังสหรัฐฯ อีกด้วย ทั้งนี้ หากข้อตกลงเหล่านี้เป็นจริง เม็ดเงินที่เคยนำมาลงทุนในอาเซียนอาจถูกโยกไปลงทุนในสหรัฐฯ แทน โดยประมาณการว่าราว 40% ของแหล่งเงินลงทุน FDI ในอาเซียน อาจได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ แต่ข่าวดีสำหรับอาเซียน คือ การบังคับให้บริษัทเอกชนย้ายฐานการลงทุนนั้นไม่ง่ายเช่นที่เห็นในข่าว เพราะสหรัฐฯ เองก็มีปัญหาด้านการผลิตหลายประการที่ทำให้การย้ายฐานโรงงานกลับประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ แม้อนาคตจะไม่แน่นอน แต่เราเชื่อว่าอาเซียนจะสามารถผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้ และจะยังคงดึงดูด FDI ได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป


    แผนภูมิ
    1: ดัชนีกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระดับโลกและอาเซียน, 2012 = 100 แหล่งที่มา: UNCTAD, ASEANStats, HSBC

    แผนภูมิ
    2: เงินลงทุนจากต่างชาติในอาเซียน หน่วยพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเปอร์เซ็นต์ของ GDP แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC

    FDI ทั้งหมดที่หลั่งไหลเข้ามาสู่อาเซียนทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2564 และยังคงอยู่เหนือระดับนี้เรื่อยมา โดยอัตราส่วน FDI ต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 6% ในช่วงปี 2565-2567 (แผนภูมิที่ 2) เพิ่มขึ้นจาก 5% ในช่วงปี 2560-2562 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าสหรัฐฯ ซึ่งมีเพียง 1% อย่างมาก แม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศที่ได้มีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศมากที่สุดในโลกก็ตาม นี่แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนจากต่างชาติสำคัญต่อเศรษฐกิจอาเซียนมากแค่ไหน

    แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นประเทศที่นำเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่อาเซียนสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ  แต่ในปี 2567 แม้เม็ดเงินการลงทุนจากสจากสหรัฐฯ มายังอาเซียนจะยังคงเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ลดลงครึ่งหนึ่งจากปีก่อนหน้า  แต่อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนจากสหรัฐฯ ที่ลดลงนั้น ก็รับการชดเชยคืนมาจากเม็ดเงินการลงทุนจากประเทศอื่น ๆ ที่เข้าสู่อาเซียน ได้แก่ สหราชอาณาจักร การลงทุนระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี ตามลำดับ

    แผนภูมิ 3: เงินลงทุนจากต่างชาติในอาเซียนจำแนกตามประเทศต้นทาง หน่วยพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2566 และ 2567 แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC แผนภูมิ 4: สัดส่วนแหล่งเงินลงทุนจากต่างชาติในอาเซียน

    แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC

    แผนภูมิ 4 แสดงให้เห็นว่าอาเซียนมีเม็ดเงินการลงทุนจากหลายประเทศ ทั้งจากอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย แต่ด้วยการกลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของทรัมป์ ทำให้อาเซียนอาจต้องแข่งขันกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มาลงทุนในอาเซียนเป็นอันดับหนึ่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ทั้งนี้ ในข้อตกลงทางการค้าเดือนกรกฎาคม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับคำมั่นจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีว่าจะเอาเงินลงทุนรวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งการลงทุนรวมจากทั้ง 3 ประเทศนี้คิดเป็น 21% ของเม็ดเงินการลงทุนต่างชาติในอาเซียนในปี 2567เลยทีเดียว

    นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังใช้มาตรการกำแพงภาษีและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ ซึ่งหากเป็นจริง การลงทุนของสหรัฐฯ ในอาเซียนก็อาจลดลง เพราะสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวก็ลงทุนในอาเซียน 19% ของมูลค่ารวมทั้งหมดอีกทั้ง สหรัฐฯ ยังลงทุนมากขึ้นในอาเซียนช่วงปี 2565-67 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดอีกด้วย (แผนภูมิ 5)

    แม้สถานการณ์นี้อาจทำให้ FDI ในอาเซียนลดลง แต่มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ไม่ควรกังวลเกินไปกับแผนของรัฐบาลภายใต้การบริหารของทรัมป์ โดยนักวิเคราะห์หลายท่านชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่สามารถบังคับบริษัทเอกชนให้ลงทุนได้ (The Japan Times, 24 กรกฎาคม) นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปได้กล่าวว่า เงินลงทุนจะมาจากภาคเอกชนทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลไม่มีอำนาจควบคุม (Politico, 28 กรกฎาคม) ดังนั้น เงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ อาจน้อยกว่าที่รัฐบาลสหรัฐฯ คาดหวัง

    นอกจากนี้ การขยายหรือย้ายฐานโรงงานการผลิตในสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งจากการสำรวจของ CNBC ในเดือนเมษายน กับธุรกิจสหรัฐฯ 380 แห่งพบว่า ต้นทุนที่สูงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในการย้ายห่วงโซ่อุปทานมาสหรัฐฯ, 21% บอกว่าการหาแรงงานที่มีความสามารถเป็นเรื่องยาก และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเพราะภาษีนำเข้า ก็เป็นอุปสรรคการย้ายฐานโรงงานการผลิตกลับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีนักลงทุนต่างชาติอื่นๆ อีก 60% ในอาเซียน ซึ่งเราเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจากจีนยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง (แผนภูมิ 5) เพราะอาเซียนมีบทบาทสำคัญในโครงการ “หนึ่งแถบและหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีน ตลอดจนบริษัทจีนต้องการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหลากหลายภูมิภาค (อ้างอิงจากบทความ Belt and Road Initiative: Forging a new path, 3 September; China’s outward direct investment: How trade tensions complicate outlook, 30 May)

    นอกจากนี้ ยังเห็นได้จากการเติบโตของเม็ดเงินการลงทุนจากไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดย FDI จากไต้หวันเพิ่มขึ้นกว่า 200% จากช่วงปี 2560-2562 เทียบกับในช่วงปี 2565-2567 ทั้งนี้ แม้ดูจากภาพรวมแล้วตัวเลขอาจยังไม่สูงมากนัก แต่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับ ”นโยบายมุ่งใต้ใหม่” (New Southbound Policy – NSP) ของไต้หวันที่เริ่มขึ้นในปี 2559 และการที่บริษัทไต้หวันย้ายฐานโรงงานการผลิตออกจากจีน เพื่อตอบสนองต่อมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ

    ท้ายที่สุดแล้ว อาเซียนยังมีปัจจัยดึงดูดในการลงทุนที่แข็งแกร่ง เราเชื่อมั่นว่าอาเซียนจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะจุดหมายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของโลกได้ดังที่เราเคยวิเคราะห์ในรายงานเผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจมาเลเซีย (Malaysia Economics Comment: It’s all relative – 1 สิงหาคม) และบทวิเคราะห์เศรษฐกิจเวียดนาม (Vietnam at a glance: It’s a long way – 4 สิงหาคม) เพราะภูมิภาคนี้มีการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอย่างแข็งขันทำให้การค้าเปิดกว้างขึ้น ตลาดผู้บริโภคเองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจดิจิทัลก็กำลังขยายตัวอย่างแข็งแรง โอกาสในการลงทุนในภูมิภาคนี้จึงไม่ได้จำกัดแค่การผลิต แต่ครอบคลุมหลายภาคส่วนด้วยกัน

    แผนภูมิ 5: เงินลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันในอาเซียน หน่วยพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC แผนภูมิ 6: การเติบโตของเงินลงทุนในอาเซียนจำแนกตามประเทศต้นทาง เปรียบเทียบช่วงปี 2565-67 กับ 2560-62

    แหล่งที่มา: ASEANStats, HSBC

    หมายเหตุ: [1] หลายประเทศในยุโรป เช่น ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนผ่านระบบการเงินที่ผันผวนมาก ซึ่งส่งผลต่อการเก็บสถิติ FDI พอสมควร

    [1] Several European economies, including Ireland, Luxembourg, the Netherlands and Switzerland, where FDI statistics are significantly affected by, often volatile, conduit financial flows.

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/18/579292/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rozyEyi5aHhhmnaPOzGU6

  • “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

    “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

    “นายกฯอนุทิน” ขนว่าที่ครม.เศรษฐกิจ พบ หอการค้าไทย รับลูกนำข้อเสนอมาบรรจุเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ใจกว้างร่วมงานผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่สนว่าใครเป็นคนคิด ย้ำใน 4 เดือนนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยแน่นอน ด้าน “เอกนิติ” สั่งธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง ขณะที่ “หอการค้า” ชง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อ “ทีมใหม่” ขับเคลื่อนได้แน่

    นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ มาหารือกับหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต เพื่อทลายข้อจำกัดในการทำธุรกิจ โดยจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างรวดเร็ว

    “เราจะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังแน่นอน จะพยายามเต็มที่ เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในขณะนี้ ระหว่างนี้ได้มอบให้ธปท.พิจารณา และหามาตรการรับมือแล้ว แต่การทำงานเต็มรูปแบบ จะต้องรอให้แต่งตั้งครม.อย่างเป็นทางการก่อน

    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือนให้รัฐบาลใหม่เร่งทำทันที เริ่มจากเร่งรัดการเจรจาภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง, ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34–35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก, เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี-รีซีท รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

    พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน, ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่, จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท บรรเทาความเสียหายจากหนี้เสียให้กับเอสเอ็มอี และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย , แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด พนันออนไลน์ ค้ามนุษย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์

    ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เช่น เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก, พัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

    “ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

    นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกฯ 7 ด้าน ประกอบด้วย 

    1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ 

    2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

    3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 

    4.ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

    5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 

    6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ 

    และ7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2caHwp5NxXEDLchS_zprQ0

  • เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทย ระบุ 4 เทรนด์ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัฒน์ การให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของโลก กำลังมีอิทธิพลพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

    จากงานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) โดยมีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน ต่างระบุตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า “กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด วิกฤตแรกมีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาดคือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (Covid-19) การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551 ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    โลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ

    1. De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น
    2. Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน
    3. Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ
    4. Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก”

    มร.เฮง สวี เกียต กล่าวและเพิ่มเติมว่า “สิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคำนึงถึงเรื่องการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในทุกภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร

    การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน” มร. เฮง สวี เกียต กล่าว

    ทุน-คน-เทคโนโลยี

    ปัจจัยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    ในขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า “กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี

    กรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน  ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร และประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมที่จะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” ศาสตราจารย์บริส กล่าวสรุป

    ภาคเอกชนไทย เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก

    ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศและการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจโดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า

    เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” นายชาติศิริ กล่าว

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI

    สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG

    การที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย”

    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนเพิ่มเติมว่า “บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรมทั้งภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา

    ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/18/579175/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eziglrN4JEubvCogN6gL-

  • ประธานสภาองค์การนายฯ ชี้ รัฐบาลต้องเร่งโชว์ฝีมือ ฝากสปีดแก้เศรษฐกิจปากท้องควบคู่แก้ รธน.

    ประธานสภาองค์การนายฯ ชี้ รัฐบาลต้องเร่งโชว์ฝีมือ ฝากสปีดแก้เศรษฐกิจปากท้องควบคู่แก้ รธน.

    วันนี้ (18 กันยายน) เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างฯแห่งประเทศไทย (ECOT) ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยมองว่าการเชิญคนนอกเข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี หลายคนมีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจ เชื่อว่าจะสร้างความหวังให้ประชาชนได้ แต่ยอมรับว่าการอยู่ในตำแหน่งเพียง 4 เดือนเป็นข้อจำกัดใหญ่ แม้รัฐมนตรีจะเก่งเพียงใดก็อาจยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก อีกทั้งหลายคนยังไม่มีประสบการณ์ด้านการเมืองและระบบราชการ ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในภาคเอกชน

    เอกสิทธิ์ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือเสถียรภาพของรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ก็มองว่ามีข้อดี เพราะบังคับให้รัฐบาลและรัฐมนตรีต้องทำงานอย่างเต็มที่ ไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้ อีกทั้งต้องฟังเสียงฝ่ายค้านและประชาชนตลอดเวลา หากทำงานไม่เข้าตา ประชาชนไม่พอใจ รัฐบาลก็ไปต่อไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งแสดงฝีมือให้เห็นชัดเจน

    “เก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเร็วด้วยในยุคนี้” เอกสิทธิ์ย้ำ พร้อมฝากถึงพรรคฝ่ายค้านว่า ทุกฝ่ายเป็นตัวแทนประชาชน ควรร่วมกันทำงานเพื่อประเทศชาติ ฝ่ายตรวจสอบเองก็ต้องทำงานอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เมื่อถูกถามถึงประเด็นเร่งแก้รัฐธรรมนูญแทนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เอกสิทธิ์มองว่าควรเดินควบคู่กัน แต่ย้ำว่าตนเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่ประชาชนเผชิญมาหลายปี รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการระยะสั้นทันที เช่น โครงการคนละครึ่งที่เคยได้ผลดี แม้ไม่เพียงพอแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้น ขณะเดียวกันก็ควรวางมาตรการระยะยาวไว้ด้วย

    ท้ายที่สุด เอกสิทธิ์ฝากถึงประชาชนให้กำลังใจรัฐบาล พร้อมทั้งขอให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง เชื่อว่าหากทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ประเทศก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/government-urgent-economic-action/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YopvCEwVjG04Ww1rzeMaL

  • “อนุทิน” ควงว่าที่ ครม. ถกหอการค้าไทย ฟังเอกชนทุกมิติ เร่งโรดแมปเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ควงว่าที่ ครม. ถกหอการค้าไทย ฟังเอกชนทุกมิติ เร่งโรดแมปเศรษฐกิจ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมประชุมหารือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเดินทางมาร่วมประชุมด้วย

    โดยหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายอนุทิน กล่าวว่า การมาพบสภาหอการค้าในครั้งนี้ เป็นแนวทางเดียวกับที่เคยเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อรับฟังข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน โดยพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    การหารือในวันนี้ ครอบคลุมปัญหาหลักที่เอกชนสะท้อน ทั้งด้านการเงิน หนี้สิน ดอกเบี้ย พลังงาน โลจิสติกส์ ตลอดจนโอกาสการค้าในอนาคต โดยจะนำมาพิจารณาเป็นมาตรการด้านเศรษฐกิจ ทั้งเพื่อผู้ประกอบการ แรงงาน และสินค้าไทย รวมถึงการแก้ไขเรื่องภาษีและข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ซึ่งจะส่งต่อให้ว่าที่รัฐมนตรีคลังและพาณิชย์ นำไปปรับใช้ในเชิงนโยบาย

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มอบหมายอะไรบ้างให้กับว่าที่ รมว.พาณิชย์ นายอนุทิน ย้ำว่า หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ ทำให้การค้าคล่องตัว ไม่เสียเปรียบคู่ค้า และเจรจาสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้ประเทศไทยมากที่สุด พร้อมกันนี้ ยังต้องดูแลการค้าภายในประเทศ ควบคู่กับการต่างประเทศ เพื่อลดความเดือดร้อนผู้ประกอบการ และจัดหาแหล่งเงินทุนอัดฉีดเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้เก่า สินค้าคงสต็อก และขาดเงินทุนหมุนเวียน

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ระบุว่า มาตรการช่วยเหลือจะเน้นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจริง ไม่ใช่เพียงหมุนเงินประคองไปวันต่อวัน แต่ต้องสามารถต่อยอดธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

    สำหรับกรอบเวลา 4 เดือนในการบริหารประเทศ นายอนุทิน ยอมรับว่า แม้จะสั้นแต่รัฐบาลเตรียมร่างนโยบายไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว และจะนำข้อเสนอจากหอการค้าฯไปปรับให้สอดคล้อง ก่อนแถลงต่อรัฐสภาหลังพิธีถวายสัตย์ โดยย้ำว่าไม่กังวลว่าใครจะได้เครดิต เพราะสิ่งสำคัญคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หากนโยบายใดเกิดประโยชน์พร้อมเดินหน้าผลักดันทันที

    นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือทุกฝ่ายต้องวิน–วิน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ เพราะนั่นจะนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่หากทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน ประเทศและประชาชนก็จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gREaEz0kLq3_jlQtGIqfD

  • โอกินาวาไฟเขียวรีดภาษีที่พัก 2% หวังใช้รายได้พัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่น : อินโฟเควสท์

    โอกินาวาไฟเขียวรีดภาษีที่พัก 2% หวังใช้รายได้พัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่น : อินโฟเควสท์

    สภาจังหวัดโอกินาวาซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของญี่ปุ่น ประกาศอนุมัติข้อบังคับเรียกเก็บภาษีที่พัก 2% แล้วในวันนี้ (18 ก.ย.) เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวท้องถิ่น

    ภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ซึ่งตรงกับช่วงต้นเดือนเม.ย. 2569 และถือเป็นครั้งแรกที่มีการเก็บภาษีลักษณะนี้ในระดับจังหวัด

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความคาดหวังของชุมชนท้องถิ่นว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น หลังสวนสนุกจังเกลีย โอกินาวา (Junglia Okinawa) เปิดให้บริการเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและต่างชาติเดินทางมายังจังหวัดมากขึ้น

    ภาษีนี้จะเรียกเก็บจากผู้เข้าพักในโรงแรมและที่พักขนาดเล็ก โดยมีเพดานสูงสุดที่ 2,000 เยนต่อคืน (ราว 14 ดอลลาร์) ขณะที่นักเรียนที่มาทัศนศึกษาหรือเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ จะได้รับการยกเว้นภาษี

    รายงานระบุว่า รายได้จากภาษีที่คาดว่าจะแตะ 7.8 พันล้านเยนต่อปี จะนำไปใช้ในการรักษาภูมิทัศน์ ดูแลแรงงานด้านการท่องเที่ยว และเสริมแกร่งมาตรการความปลอดภัยสำหรับกิจกรรมทางทะเลซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวหลักของจังหวัด

    ทั้งนี้ รายได้จากภาษีจะถูกแบ่งระหว่างรัฐบาลจังหวัดและเทศบาลท้องถิ่นเท่า ๆ กัน ยกเว้น 5 เทศบาลที่วางแผนจัดเก็บภาษีที่พักของตนเอง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530472&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DKPu5fKoXT2d62y7WiVm_

  • ททท.ดัน ‘นัตตี้ นิธิ’ ตัวแทนประเทศ นำเสนอท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลบนเวทีโลก | เดลินิวส์

    ททท.ดัน ‘นัตตี้ นิธิ’ ตัวแทนประเทศ นำเสนอท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลบนเวทีโลก | เดลินิวส์

    ททท.ดัน ‘นัตตี้ นิธิ’ ตัวแทนประเทศ นำเสนอท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลบนเวทีโลก

    ททท.สนับสนุน ‘นัตตี้ นิธิ’ เป็นตัวแทนประเทศไทยนำเสนอการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล บนเวที World Summit on Accessible Tourism 2025 (WSAT 2025) – Destination for All ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5123711/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2srPG1-azszRYo4Gh0knEO

  • กระทรวงท่องเที่ยวฯ แจงคลิปสื่อต่างชาติถูกขัดขวางถ่ายทำในไทย บิดเบือนข้อเท็จจริง

    กระทรวงท่องเที่ยวฯ แจงคลิปสื่อต่างชาติถูกขัดขวางถ่ายทำในไทย บิดเบือนข้อเท็จจริง

    วันนี้ ( 18 กย 68 ) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจง ผลการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณี คลิปของสื่อต่างประเทศรายใหญ่ ที่กล่าวอ้างว่า ถูกกีดกันขัดขวางการถ่ายทำสารคดี โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกรุงเทพฯ ซึ่งข้อกล่าวอ้างนี้อาจส่งผลกระทบต่อการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยได้ ในการนี้ รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ รีบสั่งให้ตรวจสอบ ทันที และพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นที่บริเวณซอยคาวบอย พื้นที่ สน.ทองหล่อ

    โดยเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 68 เวลา 00.00 น. ภายในซอยคาวบอย ถนนสุขุมวิท 21 แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กทม. โดยในวันเกิดเหตุ กองถ่ายของสื่อต่างประเทศรายใหญ่ดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำตามที่ได้ขออนุญาตและตามสคริปต์ที่กำหนด แต่กองถ่ายฯได้ไปถ่ายร้านเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต ทางร้านจึงได้แจ้ง อาสา ของ สน.ทองหล่อเข้าไปตักเตือน แต่กลุ่มกองถ่ายฯไม่ยอมปฏิบัติตาม ทางเจ้าของร้านจึงแจ้งเจ้าหน้าที่สายตรวจของ สน.ทองหล่อเข้าพูดคุยเจรจา จนทางกองถ่ายจึงยอมปฏิบัติตาม

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มิได้มีการยึดฟุตเทจหรือฟิล์มจากชาวต่างชาติแต่อย่างใด แต่ต่อมาหลังจากกองถ่ายดังกล่าวได้เผยแพร่คลิปตามที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ ทางเจ้าของร้านจึงเข้าแจ้งความกับทาง สน.ทองหล่อ เป็นหลักฐาน กระทรวงฯ ขอยืนยันว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นข่าว สารคดี หรือภาพยนตร์ ที่ปฏิบัติตามขั้นตอน ที่ได้ตกลงกันไว้ และเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมายอย่างเต็มที่ ด้วยเห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทยรวมถึงการท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ดังนั้นหากเกิดการ บิดเบือน หรือสื่อสารคลาดเคลื่อน หรือมีการกระทำผิดจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย รัฐบาลจะรีบดำเนินการ แก้ไขปัญหาอย่างทันที เพื่อให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเสมอ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AWcxVlIvY7A9xhomYB-Km

  • ‘ไทยแอร์เอเชีย’ บุก 3 เส้นทางใหม่กระจายเสี่ยง แนะไทยฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัย-ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ ดึงนักท่องเที่ยว

    ‘ไทยแอร์เอเชีย’ บุก 3 เส้นทางใหม่กระจายเสี่ยง แนะไทยฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัย-ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ ดึงนักท่องเที่ยว

    ภาพจาก Shutterstock

    ตลาดจีนหดตัว ปรับแผนลดเที่ยวบิน – ญี่ปุ่น ยอดสะดุด ก.ค. เซ่นคำนายแผ่นดินไหว

    ภัทรา บุศราวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว ๆ 23 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)

    โดย ต่างชาติที่เข้าไทยมากสุด คือ มาเลเซีย อินเดีย จีน และรัสเซีย (จากอดีตที่จีนเคยเป็นตลาดหลัก)

    “ภาพรวมการท่องเที่ยวมีแรงกดดัน จากตลาดจีนที่หดตัวต่อเนื่อง ทำให้ต้องปรับแผนลดเที่ยวบินไปจีนลงเหลือ 4-7 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากเคยสูงสุดที่ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เพื่อให้สอดรับกับดีมานด์ปัจจุบัน”

    นักท่องเที่ยวต่างชาติ
    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยววัดในกรุงเทพฯ ประเทศไทย (ภาพจาก Shutterstock)

    ส่วน คนไทยเดินทางออกนอกประเทศ จุดหมายที่นิยมมากสุด คือ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และโซล เกาหลีใต้

    “ตลาดญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่ง แม้ช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา กระแสคำทำนายว่า ญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ในวันที่ 5 ก.ค. 68 (จากมังงะ Watashi ga Mita Mirai หรือ The Future I Saw ของ เรียว ทัตสึกิ ฉายา นอสตราดามุสแห่งญี่ปุ่น) กระทบเที่ยวบินไปญี่ปุ่นลดลงอย่างชัดเจน”

    อย่างไรก็ดี ประเมินว่า ปี 2568 ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35 ล้านคน ซึ่งยังน้อยกว่าปี 2562 ที่ทำจุดพีกไว้ที่ 39 ล้านคน

    ญี่ปุ่น โตเกียว ภูเขาไฟฟูจิ ท่องเที่ยว
    ญี่ปุ่น จุดหมายที่คนไทยเดินทางไปเที่ยวมากที่สุด (ภาพจาก Shutterstock)

    เปิด 3 เส้นทางใหม่บุกตลาด มั่นใจปี 68 ยอดผู้โดยสาร 1.7 ล้านคน

    สำหรับแผนของ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เดินเกมกระจายความเสี่ยง เปิด 3 เส้นทางบินใหม่สิ้นปีนี้ ได้แก่

    • เซนได (ญี่ปุ่น) เริ่มต้น 4,990 บาท/เที่ยว
    • อัลมาตี (คาซัคสถาน) เริ่มต้น 6,690 บาท/เที่ยว
    • ริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) เริ่มต้น 7,190 บาท/เที่ยว
    ทะเลสาบอัลมาตี คาซัคสถาน ท่องเที่ยว
    ทะเลสาบอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หนึ่งในเส้นทางบินใหม่ของไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์

    โดยเริ่มบินตั้งแต่ 1-2 ธันวาคม 2568 ครอบคลุมทั้งเอเชียกลาง เอเชียเหนือ และตะวันออกกลาง รองรับเครื่องบินแอร์บัส A330 ที่ทยอยเข้าฝูงบิน บินตรงจาก ดอนเมือง (DMK) สัปดาห์ละ 4 เที่ยว

    “เส้นทางบินใหม่ เราตั้งเป้าอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (load factor) อย่างน้อย 80% โดยเฉพาะเส้นทางญี่ปุ่นมองไว้ถึง 88% ส่วนภาพรวมแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ตั้งเป้าผู้โดยสาร 1.7 ล้านคน เพิ่มจากปี 2567 ที่ 1.6 ล้านคน“

    แนะไทยสร้างแลนด์มาร์กใหม่-แคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยว

    เมื่อถามถึงมาตรการฟื้นการท่องเที่ยวไทย ภัทรา ให้ความเห็นว่า หนึ่งในเรื่องสำคัญ คือ การฟื้นภาพลักษณ์ความปลอดภัย หากรัฐบาลเร่งจุดนี้ จะช่วยให้ตลาดกลับมาอย่างรวดเร็วได้

    รวมไปถึงไทยจำเป็นต้องสร้างแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อสร้างความสดใหม่ให้ไทยได้เสมอ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ระยะยาว ดังที่เวียดนามกำลังทำอยู่

    นอกจากนี้ ไทยแอร์เอเชีย เตรียมเสนอ แคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวไทย เช่น การสะสมหรือรวบรวมบัตรโดยสารเครื่องบินตามมูลค่าที่กำหนด ให้สามารถนำไปเป็นส่วนลดเพื่อร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทยได้      ซึ่งมาตรการนี้ จะส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศได้อีกทางหนึ่ง

    ภาพผู้บริหารไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1538438&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Uc66iiYKdfdCVNCQPSybV

  • K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง

    K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง

    K PLUS ยกระดับบริการให้คนไทยเที่ยวนอกปลายปีสะดวกไปได้อีก สแกนจ่ายได้ทั่วจีนผ่าน K+ Go Inter ครบทั้ง Alipay Weixin Pay และ UnionPay ได้เป็นแอปพลิเคชันแรก พร้อมมอบ โปรโมชันพิเศษในการใช้จ่ายต่างประเทศ

    ธนาคารกสิกรไทยยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) ผ่าน K PLUS ให้คนไทยเที่ยวนอกได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่ราบรื่น ช่วยเพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจีนประเทศยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทย ด้วยการขยายบริการให้สามารถสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ได้ทั่วประเทศจีนครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อวีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย รวมทั้งยังสแกนจ่ายได้ในประเทศญี่ปุ่น อาเซียน และอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้ยังมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K PLUS ในการสแกนจ่ายที่ประเทศญี่ปุ่น หรือสแกนแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์สิ้นปีมูลค่าธุรกรรมในการสแกนจ่ายในต่างประเทศ เติบโตกว่า 29%

    ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงที่คนไทยมีแนวโน้มในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง และเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองก่อนเข้าสู่ปีใหม่ โดยจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลอดปี 2568 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 8.9 ล้านคน จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย โดยไม่ต้องพกเงินสดเยอะ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ราบรื่นให้ลูกค้าในทุกจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ใน K PLUS ที่ล่าสุดได้มีการพัฒนาให้สามารถสแกนจ่ายได้ทั่วประเทศจีน ครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ วีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้คนไทยใช้จ่ายด้วยการสแกนจ่าย แบบ Pay Like a local ได้หมือนคนจีน รวมทั้ง K+ Go Inter ยังสามารถใช้สแกนจ่ายได้ในประเทศยอดนิยมของคนไทย ทั้งญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน สปป.ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และอีกมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2568 มูลค่าธุรกรรมผ่านการสแกนจ่ายต่างประเทศเติบโตกว่า 29%

    นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีนี้ ธนาคารกสิกรไทยมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K+ Go Inter สแกนจ่ายในประเทศญี่ปุ่นผ่านเครือข่าย Alipay + ในร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 40 ร้านค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุม ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าในสนามบิน ร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า เช่น Daimaru Takeya GU Bic Camera และ Don Quijote จะได้รับส่วนลดสูงสุด 10% เมื่อชำระขั้นต่ำตามยอดซื้อและเงื่อนไขที่กำหนด (จำกัดสูงสุด 5 รายการต่อท่าน/ร้านค้า) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568 – 25 ตุลาคม 2568

    สำหรับลูกค้าที่นิยมพกเงินสด หรือเดินทางไปในประเทศที่ยังจำเป็นต้องใช้จ่ายด้วยเงินสดเป็นหลัก ก็สามารถแลกเงินได้สะดวก พร้อมรับโปรโมชันทุบเรทแลกเงิน ได้รับเรทพิเศษ เพียงสแกนจ่ายผ่าน K PLUS เพื่อแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ ทั้งบูธในสนามบินและนอกสนามบินกว่า 100 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12748733&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lIFwUD408p-Wzjiz168hG