Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รอบรั้วการตลาด : Duolingo พร้อมเจาะตลาดไทยหวังครองใจ Gen Z

    รอบรั้วการตลาด : Duolingo พร้อมเจาะตลาดไทยหวังครองใจ Gen Z

    ไอรีน ตง  หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Duolingo ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากคนไทยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษา เพื่อการศึกษาและการทำงาน 

    ขณะเดียวกัน แอปพลิเคชันการเรียนรู้บนมือถือก็ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในหมู่ Gen Z ซึ่งมีความต้องการพัฒนาตนเองในขณะที่แสวงหาประสบการณ์ที่สนุกสนานและน่าดึงดูด ดังนั้น เราจึงต้องการนำประสบการณ์การเรียนรู้แบบเกมที่ดื่มด่ำในแอปมาสู่ชีวิตจริงด้วยแคมเปญ Duolingo Language Learning Pavilion ที่ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่  18-24 กันยายน 2568

    ทั้งนี้การจัดกิจกรรมครั้งนี้เลือกปักหมุดที่ไอคอนสยาม เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของ Duolingo ในการเชื่อมโยงการเล่าเรื่องระดับโลกเข้ากับความเป็นไทย และไอคอนสยามยังเป็นแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ ที่เข้าถึงผู้คนหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Gen Z และวัยทำงาน ประกอบกับกิจกรรมต่างๆ ได้ออกแบบมาเพื่อคนไทยได้สัมผัสประสบการณ์จริงในรูปแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ จาก Duolingo 

    นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Duolingo ในการผสานนวัตกรรมระดับโลกเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ที่ดึงดูดและเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ในประเทศไทย แบรนด์ได้สร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งบน TikTok ด้วยยอดไลก์มากกว่า 13 ล้านครั้ง 

    พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในเทศกาลสำคัญของไทยหลายกิจกรรม อาทิ การร่วมฉลองในเทศกาลสงกรานต์ และร่วมขบวนพาเหรด Phuket Pride รวมถึงมาสคอต Duo ยังสร้างสีสันด้วยการปรากฏตัวแบบไม่คาดคิดระหว่างคอนเสิร์ต GUTS Tour ของโอลิเวีย โรดริโก ที่กรุงเทพฯ ในปี 2567 ยิ่งตอกย้ำถึงความผูกพันลึกซึ้งของแบรนด์กับวัฒนธรรมไทย

    สำหรับ Duolingo มีภารกิจหลักในการทำให้การศึกษาที่มีคุณภาพเข้าถึงได้ฟรีและสนุกสำหรับทุกคน ช่วยให้พวกเขาสามารถแสวงหาโอกาสต่าง ๆ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น Duolingo เพิ่งประกาศการอัปเดตผลิตภัณฑ์ที่สำคัญสองรายการในงานระดับโลกประจำปี Duocon 2025 : การจับมือกันครั้งแรกที่นำ Duolingo Score ไปยังโปรไฟล์ LinkedIn และการขยายหลักสูตร Duolingo Chess ยอดนิยมด้วยการเปิดตัว Android 

    รวมถึงโหมดใหม่ player-versus-player บน iOS การอัปเดตเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของ Duolingo จากแอปพลิเคชันเรียนภาษาไปสู่แพลตฟอร์มการศึกษาที่กว้างขึ้น และช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างการเรียนรู้ออนไลน์และสู่ชีวิตจริง

    เปิดบ้านต้อนรับผู้บริหาร : นางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร Aon Reinsurance Solutions บริษัทนายหน้าประกันภัยประจำสำนักงานในประเทศเวียดนาม และ Sai Gon – Ha Noi Insurance Corporation หรือ BSH บริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำในประเทศเวียดนามในโอกาสเข้าเยี่ยมชมการทำงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสินไหมทดแทนยานยนต์ที่บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีระบบ Quick Assignment มาใช้ในการค้นหาเจ้าหน้าที่สำรวจอุบัติเหตุที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุด

    ทั้งนี้เพื่อเดินทางไปให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วจนถึงขั้นตอนการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนอีกทั้งยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยของทั้ง 3 องค์กร ซึ่งนับเป็นเกียรติของบริษัทฯ เป็นอย่างยิ่งพร้อมกันนี้ยังได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์กรุงเทพประกันภัยที่รวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์กว่า 2,000 ชิ้น ณอาคารกรุงเทพประกันภัย เมื่อเร็วๆ นี้

    ต้อนรับน้องเนย : เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จับมือ บัตเตอร์แบร์คาเฟ่ คาเฟ่ที่มีมาสคอตขวัญใจสายคิวท์ จัดแคมเปญสุดพิเศษ Major x Butterbear – น้องหมีเนยส่งป๊อปคอร์น สร้างโมเมนต์ความสุขและความผูกพันระหว่าง   แบรนด์กับกลุ่มเป้าหมายด้วยเซ็ทป๊อปคอร์นดีไซน์สุดน่ารัก พร้อมกิจกรรมถ่ายรูปกับ น้องหมีเนยโมเดล ขนาดใหญ่แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน  ที่เดียวเท่านั้น

    พัฒนาพื้นที่สีเขียว : นายไพรัช ศรีวิไลฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สำนักกำกับดูแลกิจการ และพนักงานจิตอาสากลุ่มทิสโก้ ร่วมกับกรมป่าไม้ องค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง และชุมชนในพื้นที่ จำนวนรวมกว่า 150 คน ร่วมมือร่วมใจกันปลูกป่าเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระพันปีหลวง ในกิจกรรมปลูกต้นไม้ พัฒนาพื้นที่สีเขียวคุ้งบางกะเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ  บนพื้นที่ 6 ไร่ ด้วยพันธุ์ไม้จำนวนกว่า 1,000 ต้น ได้แก่ โพทะเล พิลังกาสา ประสักแดง ประสักขาว เสม็ดแดง ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่เหมาะกับการเพาะปลูกในพื้นที่ป่าชายเลนหรือน้ำกร่อย ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ฟื้นฟูระบบนิเวศให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและสัตว์ป่า พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2883695&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RGikIclYVJf0i3yr-4-xf

  • ประกาศผลการคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบการแนะแนวนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา (YC : Youth Counselor) วิถีใหม่ ระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2568

    ประกาศผลการคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบการแนะแนวนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา (YC : Youth Counselor) วิถีใหม่ ระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2568

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    Advertisement

    Advertisement

    ประกาศผลการคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบการแนะแนวนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา (YC : Youth Counselor) วิถีใหม่ ระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2568


    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    [ซื้อ 1 แถม 1] ไฟโซล่าเซลล์ ไฟสปอร์ตไลท์ LED โซล่าเซลล์สปอตไลท์ solar light กันน้ำและกันฟ้าผ่ เปิดปิดอัตโนมัติ

    ฿74 – ฿1,153

    https://s.shopee.co.th/801HUF4aRi?share_channel_code=6


    ประกาศผลการคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบการแนะแนวนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา (YC : Youth Counselor) วิถีใหม่ ระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2568ประกาศผลการคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบการแนะแนวนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา(YC:YouthCounselor)วิถีใหม่ระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปีการศึกษา2568

    Advertisement

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    “OECD” เสนอรายงานวิจัย “ทักษะ” โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง “ศ.ดร.นฤมล” ยอมรับเป็นชุดทักษะที่จะต้องปรับเปลี่ยนคนไทยตั้งแต่ระดับประถม มัธยม อาชีวศึกษา จนถึงวัยทำงาน

    เปิดอ่าน 97 ☕ 18 ก.ย. 2568

    สพฐ.เร่งติดตามให้เขตพื้นที่ 118 เขต เช่าซื้ออุปกรณ์ให้ทันเวลา การันตีความเสี่ยง

    สพฐ.เร่งติดตามให้เขตพื้นที่ 118 เขต เช่าซื้ออุปกรณ์ให้ทันเวลา การันตีความเสี่ยง

    เปิดอ่าน 517 ☕ 16 ก.ย. 2568

    ลำดับการหักเงินบำนาญชำระหนี้รายเดือน

    ลำดับการหักเงินบำนาญชำระหนี้รายเดือน

    เปิดอ่าน 11,927 ☕ 16 ก.ย. 2568

    ว 21/2568 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ./รอง ผอ.สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ-จังหวัด จชต.

    ว 21/2568 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ./รอง ผอ.สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ-จังหวัด จชต.

    เปิดอ่าน 525 ☕ 16 ก.ย. 2568

    สพฐ.ประกาศ การขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ส่วนกลาง)

    สพฐ.ประกาศ การขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ส่วนกลาง)

    เปิดอ่าน 567 ☕ 16 ก.ย. 2568

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

    โกรธบ่อยโรคเพียบแน่ สุขภาพแย่ชัวร์ !

    โกรธบ่อยโรคเพียบแน่ สุขภาพแย่ชัวร์ !

    เปิดอ่าน 15,641 ครั้ง

    ถ้อยคำกินใจ..จากแม่ผู้เป็นแม่ค้า ส่งเสียลูกเรียนมหาวิทยาลัย

    ถ้อยคำกินใจ..จากแม่ผู้เป็นแม่ค้า ส่งเสียลูกเรียนมหาวิทยาลัย

    เปิดอ่าน 11,505 ครั้ง

    7 สาเหตุนอนไม่หลับและเคล็ดลับแก้ไข

    7 สาเหตุนอนไม่หลับและเคล็ดลับแก้ไข

    เปิดอ่าน 5,370 ครั้ง

    น้ำเปล่า ช่วยให้คุณสวยได้ยังไง

    น้ำเปล่า ช่วยให้คุณสวยได้ยังไง

    เปิดอ่าน 17,755 ครั้ง

    ลักษณะสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน

    ลักษณะสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน

    เปิดอ่าน 43,204 ครั้ง

    เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
    สนามเด็กเล่น

    แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย


    เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

  • ใบประกอบวิชาชีพครู
  • สอบ NETSAT คืออะไร
  • สอบ IELTS
  • สอบ TOEIC
  • สอบ SAT
  • เว็บไซต์พันธมิตร

  • เรียน TGAT Online
  • สอบ ACT คืออะไร
  • chulatutor
  • เพลงเด็กอนุบาล
  •  

    หมวดหมู่เนื้อหา
    เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่


    · Technology
    · บทความเทคโนโลยีการศึกษา
    · e-Learning
    · Graphics & Multimedia
    · OpenSource & Freeware
    · ซอฟต์แวร์แนะนำ
    · การถ่ายภาพ
    · Hot Issue
    · Research Library
    · Questions in ETC
    · แวดวงนักเทคโนฯ


    · ความรู้ทั่วไป
    · คณิตศาสตร์
    · วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    · ภาษาต่างประเทศ
    · ภาษาไทย
    · สุขศึกษาและพลศึกษา
    · สังคมศึกษา ศาสนาฯ
    · ศิลปศึกษาและดนตรี
    · การงานอาชีพ


    · ข่าวการศึกษา
    · ข่าวตามกระแสสังคม
    · งาน/บริการสังคม
    · คลิปวิดีโอยอดนิยม


    · เกมส์
    · เกมส์ฝึกสมอง


    · ทฤษฎีทางการศึกษา
    · บทความการศึกษา
    · การวิจัยทางการศึกษา


    · คุณครูควรรู้ไว้
    · เตรียมประเมินวิทยฐานะ
    · ผลงานวิชาการเล่มเต็ม
    · เครื่องมือสำหรับครู

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.

    Design by : kroobannok.com

    ครูบ้านนอกดอทคอม
    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email : kornkham@hotmail.com
    Tel : 096-7158383

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ
     
         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92956&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VWrza3esJfm6-kAI2dreW

  • มหาวิทยาลัยกับ SDG 16: สร้างความสงบสุข ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

    มหาวิทยาลัยกับ SDG 16: สร้างความสงบสุข ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

    มหาวิทยาลัยจะสร้างความสงบสุข ความยุติธรรมให้กับสังคม ได้อย่างไร?

    โดย รศ.ดร.ประพนธ์ สหพัฒนา ผอ.หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ศูนย์การศึกษาจังหวัดนครราชสีมา คณะรัฐประศาสนศาสตร์

    นิด้ายึดปรัชญา Wisdom for Sustainable Development มุ่งสร้างปัญญาและผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน บทสนทนานี้ชวนมอง SDG 16: ความสงบสุข ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง ผ่านบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะผู้ผลิตองค์ความรู้ พื้นที่สาธารณะของการเรียนรู้ และกลไกหนุนเสริมธรรมาภิบาลของสังคม

    SDG 16 คืออะไร ทำไมจึงเป็นฐานของเป้าหมายอื่น

    รศ.ดร.ประพนธ์ อธิบายว่า SDG 16 มุ่งลดความรุนแรง สร้างความยุติธรรม เสริมความเข้มแข็งของสถาบัน และยกระดับธรรมาภิบาล ประเด็นสำคัญครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงความยุติธรรม สิทธิและเสรีภาพพื้นฐาน ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ ประเด็นนี้จึง “พาดผ่าน” เป้าหมายอื่น ๆ ของความยั่งยืนและเป็นฐานให้สังคมก้าวหน้าอย่างมีเสถียรภาพ

    บทบาทของมหาวิทยาลัย: สร้างคน สร้างความรู้ สร้างระบบ

    มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะนิด้า มีบทบาทเชิงรุก 3 มิติ

    1) วิจัยเพื่อคำตอบสาธารณะ

    การทำวิจัยคือกระบวนการตั้งคำถามและหาคำตอบต่อปัญหาสังคม แล้วเผยแพร่สู่สาธารณะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หัวข้อที่เกี่ยวกับ SDG 16 ได้แก่

    • การยุติความขัดแย้งและการจัดการความขัดแย้ง (conflict resolution)
    • การเข้าถึงความยุติธรรมและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย
    • หลักนิติธรรม (Rule of Law) การต่อต้านการทุจริต และความโปร่งใส
    • ธรรมาภิบาลและความเข้มแข็งของสถาบัน สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน

    2) การบริหารจัดการสถาบันที่ “เปิดเผยและมีส่วนร่วม”

    นิด้าให้ความสำคัญกับ กระบวนการมีส่วนร่วม ตั้งแต่ก่อนออกนโยบาย ระหว่างดำเนินนโยบาย จนถึงการทบทวน/ปรับปรุง เปิดเผยข้อมูลสำคัญ (เช่น การเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง) ประกาศเจตจำนง ไม่รับสินบน–ไม่ทุจริต และคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการภายใต้หลักการและความรับผิดชอบ

    3) บริการวิชาการและเวทีสาธารณะ

    นิด้าสนับสนุนการให้คำปรึกษาเชิงนโยบายแก่หน่วยงานรัฐและท้องถิ่น สร้างพื้นที่ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ (เช่น เวทีดีเบตทางสาธารณะ) เพื่อให้ความเห็นต่างถูก “ฟังและจับต้องได้” ลดโอกาสเกิดความตึงเครียดเชิงสังคม พร้อมทั้งยกระดับศูนย์การศึกษา/วิทยาเขตต่างจังหวัดด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ราชการ และธุรกิจในพื้นที่

    จากงานวิจัยสู่นโยบาย: ทำให้ “ใช้การได้จริง”

    องค์ความรู้จากงานวิจัยถูกส่งต่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายหรือแนวปฏิบัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยบังคับใช้กฎหมาย องค์กรภาครัฐ และภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดช่องว่างการเข้าถึงบริการของรัฐ และเสริมสร้างความไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรม

    ความท้าทายที่ยังต้องร่วมกันแก้

    รศ.ดร.ประพนธ์ชี้ให้เห็นความท้าทายสำคัญที่ทำให้ความก้าวหน้าตาม SDG 16 ยังไม่เร็วเท่าที่หวัง ได้แก่

    • ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม ในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
    • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกบั่นทอนจากเหตุการณ์หลากหลายบริบท
    • เสถียรภาพทางการเมือง และความขัดแย้งระหว่าง/ภายในประเทศ
    • ปัญหาคอร์รัปชันและความโปร่งใส ของสถาบันบางส่วน
    • ประสิทธิภาพของสถาบัน และการกระจายทรัพยากร/บริการสาธารณะให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

    ทางเดินต่อไป: ทำอย่างไรให้ SDG 16 ขยับได้จริง

    • วางระบบการรับฟังและมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง
    • สร้างกลไกความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสื่อสารเชิงรุก
    • เชื่อมงานวิจัยกับการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ชัดเจนและวัดผลได้
    • สนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการควบคู่ความรับผิดชอบ เพื่อเปิดพื้นที่ความเห็นต่าง
    • สร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจ กฎหมาย–ธรรมาภิบาล–สิทธิพลเมือง ในแทบทุกสาขาวิชา

    #ความยุติธรรม #ความสงบสุข #ธรรมาภิบาล #RuleOfLaw #ต่อต้านคอร์รัปชัน #การมีส่วนร่วม #โปร่งใสตรวจสอบได้ #NIDA #คณะรัฐประศาสนศาสตร์ #งานวิจัยเชิงนโยบาย #สถาบันที่เข้มแข็ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/sdg16-university-peace-justice-nida/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e-ufJOKfEVlbOgnhMDqh6

  • โครงการตามพระบรมราโชบายทั่วประเทศมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าพร้อมบำบัดทุกข์ด้วยการไม่ไปข้างหน้าและสานความฝันที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้…. — CDTI

    โครงการตามพระบรมราโชบายทั่วประเทศมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าพร้อมบำบัดทุกข์ด้วยการไม่ไปข้างหน้าและสานความฝันที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้…. — CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/video/115363/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ve_hKuZdZiiu8MK6db-xZ

  • ปริญญาคือเรื่องหลอกลวง? CEO Google Ventures เผย Gen Z มองทักษะสำคัญกว่าปริญญา

    ปริญญาคือเรื่องหลอกลวง? CEO Google Ventures เผย Gen Z มองทักษะสำคัญกว่าปริญญา

    ‘การศึกษานี้เป็นเรื่องหลอกลวงหรือเปล่า?’ คือคำถามสุดท้าทายจากลูกชายของ David Krane, CEO ของ GV (Google Ventures) ซึ่งสะท้อนเสียงของคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่เริ่มไม่แน่ใจในคุณค่าของปริญญามหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมอีกต่อไป

    David Krane ซึ่งเป็นหนึ่งในพนักงานยุคบุกเบิกของ Google ได้แบ่งปันเรื่องราวนี้ในงานประชุม Brainstorm Tech โดยเล่าว่าลูกชายคนโตของเขา ซึ่งกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ใช้เวลาตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาคลุกคลีอยู่กับการทำงานด้าน AI ทั้งการใช้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และผู้ช่วยเขียนโค้ด ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ทำให้เขาและกลุ่มเพื่อนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ เริ่มขบคิดถึงความตึงเครียดระหว่างโลกแห่งการศึกษาในตำรากับโลกแห่งทักษะที่นำไปใช้ได้จริง

    คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของคนรุ่นใหม่เหล่านี้คือ การศึกษา 4 ปีนี้คุ้มค่าหรือไม่? เราอยากจะเป็นหนี้เพิ่มเพื่อใบปริญญาจริงหรือ? ในเมื่อวันนี้เราสามารถลงมือสร้างอะไรบางอย่างได้เลย และมีนักลงทุนที่พร้อมจะให้ทุนสนับสนุน มุมมองนี้ได้จุดประกายการถกเถียงครั้งใหญ่ถึงอนาคตของแรงงานและระบบการศึกษา

    เมื่อทักษะสำคัญกว่าวุฒิการศึกษา

    แนวคิดของลูกชาย Krane สอดคล้องกับเทรนด์การจ้างงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก ฝ่ายจัดหางานและบริษัทชั้นนำจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามคล้ายกัน และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘Skills-First Hiring’ หรือการจ้างงานที่เน้นทักษะความสามารถเป็นหลัก

    ผลสำรวจ Workforce Confidence ล่าสุดจาก LinkedIn ยืนยันเทรนด์ดังกล่าว โดยพบว่ามีพนักงานระดับปฏิบัติการในสหรัฐฯ เพียง 41% เท่านั้นที่เชื่อว่าปริญญายังจำเป็นต่อความสำเร็จในอาชีพ ที่น่าสนใจคือ แนวทางการจ้างงานแบบ Skills-First นี้มีศักยภาพมหาศาลในการปลดล็อกขุมกำลังคน โดย LinkedIn ระบุว่ามันสามารถขยายกลุ่มผู้มีความสามารถ (Talent Pool) ในสหรัฐฯ ได้โดยเฉลี่ยถึง 16 เท่า และสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อโดยเฉพาะ ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 24 เท่าเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตาม ดาบสองคมของ AI ก็คือ ขณะที่มันสร้างโอกาสให้คนที่มีทักษะเฉพาะทาง มันก็กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบัณฑิตจบใหม่ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เช่นกัน ทำให้โอกาสในการหางานลดลง และการแข่งขันเพื่อให้ได้สัมภาษณ์งานนั้นยากขึ้นกว่าเดิม

    David Hsu, CEO และผู้ก่อตั้ง Retool กล่าวเสริมมุมมองนี้ว่า 

    “จากข้อมูลที่เราช่วยบริษัทกว่า 10,000 แห่งอย่าง Boeing, Adobe และ Pfizer ใช้ AI สร้างซอฟต์แวร์ เราพบว่าพนักงานที่ใช้ AI ได้สำเร็จที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์หรือคนจบวุฒิด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่กลับเป็นคนในสายงานอื่น เช่น ฝ่ายขาย, ฝ่ายปฏิบัติการ, และฝ่ายการเงิน ที่เรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI สมัยใหม่เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน”

    แต่ทำไมปริญญายังคงเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้

    แม้กระแสทักษะมาก่อนจะมาแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายคนกลับมองว่า ในยุค AI นี้เองที่การศึกษายิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น

    “ใครๆ ก็สั่ง AI ให้สร้างโค้ดได้ แต่การจะรู้ว่าโค้ดนั้นมีประสิทธิภาพ, ปลอดภัย และมีจริยธรรมหรือไม่ ต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์” Dana Stephenson, CEO ของ Riipen แพลตฟอร์มเชื่อมโยงนักศึกษากับการทำงานจริงกล่าวว่าหากนักศึกษาใช้ AI สร้างแอปฯ โดยขาดความรู้ด้านสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์, การดีบัก หรือการใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ พวกเขาก็อาจสร้างสิ่งที่เปราะบางและเป็นอันตรายได้

    ในทิศทางเดียวกัน Anant Agarwal, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของ 2U และศาสตราจารย์จาก MIT ย้ำว่าการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและสร้างความเชี่ยวชาญที่แท้จริงนั้นสำคัญกว่าที่เคย เพราะทักษะด้าน AI ที่ตลาดต้องการ มักเป็นการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในศาสตร์แขนงอื่นๆ ปริญญาจึงไม่ใช่แค่ใบเบิกทาง แต่เป็น ‘การรับประกันอนาคต’ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

    Agarwal เสริมว่า สำหรับงานที่ซับซ้อนอย่างการพัฒนา LLMs หรือสร้างแอปพลิเคชัน AI ที่ทำงานได้เอง (Agentic AI) ความรู้พื้นฐานที่เข้มข้นทางคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์จากรั้วมหาวิทยาลัยยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เข้าใจการทำงานของระบบได้อย่างแท้จริง

    ปริญญาจะยังคงอยู่และวิวัฒนาการต่อไป

    บทสรุปของการถกเถียงนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่อยู่ที่การยอมรับว่ามุมมองของการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว Agarwal กล่าวว่าปริญญาหลักสูตร 4 ปีกำลังวิวัฒนาการ และ อนาคตของการเรียนรู้คือการผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุดจากสองโลกเข้าด้วยกัน ผู้คนจะสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเป็นส่วนตัวมากขึ้นโดยนำปริญญาบัตรมาผนวกรวมกับใบรับรองทักษะเฉพาะทาง และหลักสูตรออนไลน์ต่างๆ

    ปริญญายังคงมีความสำคัญในฐานะรากฐานทางความคิดและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่วิธีการที่จะได้มาซึ่งความรู้และทักษะกำลังจะปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบย่อยๆ (Modular) และเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยตรงมากยิ่งขึ้น

    ที่มา: Fortune

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/gen-z-questions-college-degree-worth-in-ai-era&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JU13HID-dSTv8EcOBtkxV

  • สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรากฐานความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคของไทย ภายใต้รายงานการวิเคราะห์ สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 โดยระบุถึงนโยบายและช่องว่างการดำเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ มีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า

    สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเมื่อพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณและโครงการ/มาตรการภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณพบว่า

    การใช้จ่ายงบประมาณเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญสำหรับภาครัฐในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2567 รัฐบาลได้กำหนดนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ 

    ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการของภาครัฐ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งเสริมสร้างศักยภาพในการจัดบริการสาธารณะ การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ และการใช้งบประมาณในระดับพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    รัฐจัดงบ 8.2 แสนล้าน แก้ยากจนไม่ได้

    ทั้งนี้ในปี งบประมาณ 2567 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3.60 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.58 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีการเบิกจ่ายรวม 3.54 ล้านล้านบาท ซึ่งยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด คิดเป็นมูลค่า 827,041 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.35 ของงบประมาณทั้งหมด

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า งบประมาณส่วนใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำและโครงการต่อเนื่อง 

    สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    โดยเฉพาะการจัดสรรเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เงินอุดหนุนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรกในหมวดนี้ 

    สะท้อนให้เห็นว่า การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐในปัจจุบันอาจยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างจำกัด ทำให้การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งฝังรากลึกในระดับโครงสร้างยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

    การจัดสรรงบแก้ยากจน-เหลื่อมล้ำ

    ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีมูลค่าการเบิกจ่ายรวมทั้งสิ้น 580,166 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะกลางถึงระยะยาว ผ่านการลงทุนทางด้านการศึกษาและสาธารณสุข 

    ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ การยกระดับศักยภาพของประชาชน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการสร้างรายได้ให้สูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม 

    โครงการส่วนใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ จึงให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาทักษะแรงงาน อาทิ ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐพัฒนาด้านสาธารณสุขและสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก โครงการพัฒนาภาคีเครือข่ายให้มีศักยภาพในการดำเนินการจัดการสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมในชุมชน โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน

    การจำแนกโครงการภายใต้ทั้งสองยุทธศาสตร์ที่ได้กล่าวมาแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของภาครัฐในการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในเชิงระบบ โดยเน้นการสร้าง “โครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม” (Social Safety Net) เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้แก่ กลุ่มเปราะบาง 

    งบประมาณส่วนใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ถูกจัดสรรให้กับแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการ ได้แก่ แผนงานยุทธศาสตร์สร้างหลักประกันทางสังคม (ร้อยละ 44.73) แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ร้อยละ 38.15) และแผนงานยุทธศาสตร์สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา (ร้อยละ 10.25) 

    โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ ซึ่งล้วนเป็นกลไกในการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกอยู่ใต้เส้นความยากจน

    สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    จัดงบแค่แก้เดือดร้อนเฉพาะหน้า

    อย่างไรก็ตาม โครงการและมาตรการที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาวยังมีจำนวน และงบประมาณจำกัด แม้จะมีมาตรการสำคัญ เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมุ่งลดความยากจนข้ามรุ่นผ่านการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา รวมถึงโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ช่วยส่งเสริมโอกาสในระดับพื้นที่ 

    แต่เมื่อเทียบกับงบประมาณสวัสดิการโดยรวม ยังมีข้อจำกัดในการสร้างสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาระยะสั้นกับการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งเน้นที่การลงทุนเพื่อพัฒนา “ระบบความคุ้มครองทางสังคม” ที่มั่นคงและเท่าเทียม 

    กลับเน้นไปที่มาตรการเชิง “สงเคราะห์” หรือการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและก่อให้เกิดภาระทางการคลังระยะยาว

    ดังนั้น ความท้าทายจึงมิใช่เพียงการคงไว้ซึ่งกลไกคุ้มครองทางสังคมที่มีอยู่ แต่ยังรวมถึงการออกแบบนโยบายและการจัดสรรงบประมาณที่ให้ความสำคัญกับ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ให้แก่ประชาชนมากขึ้น ผ่านการยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การพัฒนาระบบหลักประกันทางสังคมให้เป็นเอกภาพ และการปฏิรูปโครงสร้างที่ส่งเสริมการเข้าถึงที่ดินและแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม

    สศช.ชำแหละ ‘งบแก้ยากจน’ หลายแสนล้าน แก้ปลายเหตุ-แตะแค่กระพี้

    เมินแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ทิศทางนโยบายและมาตรการสำคัญของรัฐบาลในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เน้นไปที่การสร้างหลักประกันทางสังคม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการโอนเงินและสวัสดิการสังคม ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 78.45 ของงบประมาณ 

    โครงการและมาตรการที่สำคัญทั้งหมด (มูลค่ารวมทั้งสิ้น 519,913.64 ล้านบาท) ตัวอย่างเช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 

    ในทางกลับกัน มาตรการที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการพัฒนา และสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว กลับมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 21.28 ของงบประมาณ เช่น การลงทุนในทุนมนุษย์ การปรับโครงสร้างหนี้ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    นอกจากนี้ ความท้าทายสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นการจัดสรรงบประมาณ แต่ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการติดตามและประเมินผลจากการมุ่งวัด “ผลผลิต” ไปสู่ “ผลลัพธ์” และ “ผลกระทบ” ที่ยั่งยืน การปรับทิศทางดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน 

    ทั้งการยกระดับรายได้ของประชาชนอย่างมั่นคง การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ และโอกาส รวมทั้งการสร้างกลไกการบูรณาการนโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิภาพและสอดประสานกันอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639121&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vBj6hztKsbLMDtfNxwN1d

  • กยศ. เผยปี68 ปล่อยกู้กว่า 3.7 หมื่นล้าน ช่วยนร.-นศ.ขาดแคลนทุนกว่า 8.5 แสนราย

    กยศ. เผยปี68 ปล่อยกู้กว่า 3.7 หมื่นล้าน ช่วยนร.-นศ.ขาดแคลนทุนกว่า 8.5 แสนราย

    วันนี้ ( 18 ก.ย.2568 )นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้เปิดเผยว่า กยศ.การดำเนินงานให้กู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2568 ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 584,677 ราย เป็นวงเงินให้กู้ยืมกว่า 37,163 ล้านบาท (ข้อมูล วันที่ 17 กันยายน 2568) โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    นายนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    โดย กยศ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2568 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล จำนวน 19,000 ล้านบาท ควบคู่กับเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ เพื่อให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมโอกาสการมีงานทำให้แก่ประชาชนทั่วไปอายุ 18 – 60 ปี ด้วยหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill)

    สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ผู้กู้ยืมเงินสามารถเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ กยศ. ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กับ กยศ. แล้วกว่า 720,783 ราย

    ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กยศ. จะปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที และผู้กู้ยืมเงินสามารถผ่อนชำระเงินคืน กยศ. เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยขยายเวลาผ่อนชำระได้นานถึง 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมเงินต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100%

    ปัจจุบัน กยศ. ได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 7,158,155 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 820,786 ล้านบาท ประกอบด้วย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,344,732 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,052,811 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,685,357 รายบัญชี และผู้กู้ยืมเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 75,255 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568) ทั้งนี้ กยศ. ยังคงยืนยันเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการยกระดับการบริหารจัดการ 

    อ่านข่าว:

     เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณลดอีก 2 ครั้งในปีนี้ แม้เงินเฟ้อยังคงสูง

    หอการค้าฯ ถก อนุทิน ยื่น 7 ข้อเสนอเสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ 5 ปี ยุคแห่งความท้าทาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356678&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kBZJeVuL6rMD0CKBt9qjw

  • ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    ททท. ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม แมทธิวดีน

    Home / Other / ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมพรีเซ็นเตอร์และภาพยนตร์โฆษณา

    สร้างแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเสนอดีลสุดคุ้มกว่า 200 โรงแรมทั่วไทย

    วันที่ 18 กันยายน 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ“ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานฯ พร้อมด้วยนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมงานฯ ภายในงาน ททท. เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation พร้อมนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” พร้อมเติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360o เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing ซึ่ง ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%, วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย
    อย่าพลาดโอกาสดี ๆ กับโปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/other/397360.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28gcyWuN4eOSAWWF0whPZy

  • ททท.จับมือ สทท. จัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    ททท.จับมือ สทท. จัดโครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ


    ททท. จับมือ สทท. เดินหน้าโครงการ “ทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค” หนุนเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดเงินสะพัดกว่า 24 ล้านบาทภายใน 2 เดือน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ร่วมกับ สภาอุตหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  จัดโครงการรถทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค กระตุ้นการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระจายรายได้ปี 68 คาดงินสะพัดเข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่า 24 ล้านบาทตลอดทั้งโครงการ 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า โครงการรถทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค ทาง ททท. ได้ร่วมมื่อกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย ให้ออกมาท่องเที่ยวเมื่องน่าเที่ยว 5 ภูมิถาคทั่วประเทศไทย ผ่านการเดินทางเที่ยวเป็นหมู่คณะ ในรูปแบบของบริษัทนำเที่ยว  โดย ททท. สนับสนุนค่ารถบัสโดยสารให้กับผู้ประกอบการที่เสนอขายรายการนำเที่ยวที่มีการเดินทางพักค้างคืนไม่น้อยกว่า 1 คืน (ระยะเวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน) และต้องเป็นการเดินทางพักค้างคืนข้ามจังหวัดและจากเมืองหลักสู่เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) หรือเมืองรองสู่เมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) รวมถึงมีผู้ร่วมเดินทาง (ลูกทัวร์) ไม่น้อยกว่า 30 คน/คัน ซึ่ง ททท. จะสนับสนุนค่ารถบัสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตประกอบการขนส่งและประกันภัย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองฯ ในวงเงิน 10,000 บาท ต่อ/คัน/วัน ตามที่เดินทางจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท/ทริป ภูมิภาค โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2568 

    ทั้งนี้ ททท.เชื่อมั่นว่า โครงการทัวร์บัสไทย ไปได้ทุกภาค จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศ ผลักดันการกระจายรายได้สู่แหล่งท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นในเมืองน่าเที่ยว สนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งรถบัส รถขนส่งสาธารณะไม่ประจำทาง บริษัทนำเที่ยว รวมถึงภาคแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะเกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไม่น้อยกว่า 6,000 คน-ครั้ง และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 24 ล้านบาท เกิดการจ้างงานแรงงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้แก่ คนขับรถโดยสารนำเที่ยว มัคคุเทศก์ พนักงานบริการที่เกี่ยวข้องในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวและร้านของที่ระลึก สร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการยังคงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e1_JPCEYurVnd06uI4KUg

  • สมาคมภัตตาคารไทย เสนอแพ็กเกจนโยบาย 6 แกน ฟื้นธุรกิจร้านอาหาร-ท่องเที่ยว

    สมาคมภัตตาคารไทย เสนอแพ็กเกจนโยบาย 6 แกน ฟื้นธุรกิจร้านอาหาร-ท่องเที่ยว

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยข้อมูลกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า สมาคมได้รวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายครบวงจรเพื่อเสนอรัฐบาล เพื่อช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารและท่องเที่ยวฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและแข็งแรงในระยะยาว

    โดยรัฐควรใช้แพ็กเกจนโยบายที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ การลดต้นทุน เพิ่มรายได้ พัฒนาทักษะแรงงาน และส่งเสริมการตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 แกนหลัก

    แกนแรก คือ การเงินและภาษี (Cost Relief & Liquidity) โดยเสนอให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับร้านอาหารเหลือ 5% เป็นการชั่วคราว 12 เดือน สำหรับบริการอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ และให้สินเชื่อซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 1–2% วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อกิจการ

    โดยมี บสย. ค้ำประกัน 70% นอกจากนี้ยังเสนอให้ยกเว้นหรือปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ เช่น ใบอนุญาตอาหาร สุขาภิบาล ดนตรีสด และสื่อโฆษณา ระหว่าง 50–100% เป็นเวลา 1 ปี รวมถึงให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายลงทุนยกระดับครัว ระบบความเย็น และพลังงานสะอาดแบบ Super Deduction 2.0 โดยสามารถหักเพิ่ม 1.5–2 เท่าของมูลค่าการลงทุน

    แกนที่สอง คือ การลดต้นทุนปฏิบัติการ (Operating Cost) ซึ่งเน้นการสนับสนุนค่าไฟและค่าน้ำในอัตราพิเศษสำหรับกิจการขนาดเล็กและกลาง พร้อมทั้งจัดตั้งตลาดกลางวัตถุดิบอาหารร่วมกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรและภาคเอกชน เพื่อตัดตัวกลางและลดราคาวัตถุดิบลง 5–10%

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล

    แกนที่สาม คือ แรงงานและทักษะ (Jobs & Skills) โดยเสนอให้รัฐอุดหนุนค่าจ้างชั่วคราวสำหรับพนักงานเดิมที่รักษาการจ้างงาน 6–12 เดือน ในอัตรา 1,500–2,000 บาทต่อหัวต่อเดือน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทักษะทั้งการใช้ภาษา มาตรฐานการบริการ ความปลอดภัยด้านอาหาร การตลาดดิจิทัล และการบริหารต้นทุน ผ่านอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเสนอช่องทางนำเข้าแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายแบบ Fast-Track สำหรับตำแหน่งขาดแคลน โดยควบคุมมาตรฐานค่าจ้างและสวัสดิการ

    แกนที่สี่ คือ การตลาดและการท่องเที่ยว (Demand Stimulus) โดยเน้นจัดเทศกาลอาหารในจังหวัดต่างๆ และเส้นทาง Food Tourism ตั้งแต่ Street Food ไปจนถึง Fine Dining เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน พร้อมทั้งจัดแคมเปญ “Clean Food, Safe & Iconic” เพื่อผลักดันมาตรฐานร้านท้องถิ่น และสร้างคอนเทนต์หลายภาษา

    แกนที่ห้า คือ ดิจิทัลและนวัตกรรม (Digital Boost) โดยเสนอให้มินิแกรนท์มูลค่า 50,000–150,000 บาท สำหรับร้านอาหารในการจัดทำเมนูหลายภาษา ระบบจองอาหาร POS และ Inventory รวมถึงเดลิเวอรีและระบบ Loyalty/CRM เปิดเผยข้อมูลภาคท่องเที่ยวและอาหาร เช่น ความต้องการช่วงฤดูกาลและเทศกาล ให้ SMEs ใช้วางแผนธุรกิจ และจัดตั้งกองทุนสตาร์ทอัพด้าน FoodTech และ TravelTech เพื่อสนับสนุนโซลูชันลดต้นทุน ลดการสูญเสียอาหาร และใช้พลังงานสะอาด

    แกนที่หก คือ กฎหมาย มาตรฐาน และความยั่งยืน (Ease & Green) โดยเสนอระบบ One-Stop License สำหรับใบอนุญาตอาหาร ดนตรี ป้าย และสุรา ผ่านดิจิทัลเพื่อลดเวลาการดำเนินการจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน พร้อมสนับสนุน Green Restaurant/Hotel Program ด้วยเงินอุดหนุน 30–40% สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ลดการใช้พลาสติก และจัดการขยะอาหาร นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับปรุงผังเมืองและกฎระเบียบสถานที่ เพื่อส่งเสริมโซนอาหารกลางคืนที่ปลอดภัย มีมาตรฐานด้านเสียงและสุขอนามัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/639054&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ePH_zInHA8cHA_6lCoDht