Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สมุทรปราการก้าวสู่เมืองทันสมัย ถนนสวยไร้เสาสายแรก

    สมุทรปราการก้าวสู่เมืองทันสมัย ถนนสวยไร้เสาสายแรก

    ไอที

    สมุทรปราการก้าวสู่เมืองทันสมัย ถนนสวยไร้เสาสายแรก

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.16 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สมุทรปราการก้าวสู่เมืองทันสมัย ถนนสวยไร้เสาสายแรก

     ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง และเครือข่ายพันธมิตร ร่วมรื้อถอนและนำสายสื่อสารลงดิน ปรับโฉมถนนเทพารักษ์ ยกระดับทัศนียภาพเมือง ปลอดภัยและน่าอยู่

    ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย นายกนกศักดิ์ นิ่มนวลรัตน์ หัวหน้าฝ่ายส่วนราชการและสาธารณูปโภค นำทีมวิศวกรลงพื้นที่เพื่อดำเนินงาน ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) โดย นายฐิติวุฒิ เงินคล้าย รองผู้ว่าการ พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมดำเนินงานรื้อถอนสายสื่อสาร และนำสายสื่อสารลงดิน เส้นทางแรกของจ.สมุทรปราการ ที่ถนนเทพารักษ์ ทั้ง 2 ฝั่ง ตั้งแต่แยกศรีเทพา-สถานีรถไฟฟ้าศรีเทพา ระยะทาง 1 กิโลเมตร โดยมีการติดตั้งโครงข่ายใยแก้วนำแสงฝังใต้ดิน เพื่อทดแทนสายสื่อสารเดิมบนอากาศ นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการปรับโฉมเมือง สร้างทัศนียภาพที่สวยงาม สะอาด ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ซึ่งในการดำเนินการครั้งนี้ การไฟฟ้านครหลวงจะทำการรื้อถอนเสาไฟฟ้าบนถนนเทพารักษ์ ไปพร้อมกัน โดยเสาไฟฟ้าที่รื้อถอนออกจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ในการทำแนวกันคลื่นป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง สะท้อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำความมุ่งมั่นสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการจัดระเบียบสายสื่อสารและนำสายสื่อสารลงใต้ดินอย่างต่อเนื่อง บนหลักการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานโทรคมนาคมที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเมืองต้นแบบที่ครบทั้งโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ความปลอดภัย สวยงาม ทันสมัย และคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/446961&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e29s-xZypilc_PefCBzXG

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 415.21 จุด หุ้นไอทีหนุน หลังเฟดหั่นดอกเบี้ย

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 415.21 จุด หุ้นไอทีหนุน หลังเฟดหั่นดอกเบี้ย

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.ย. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดปรับตัวขึ้นในวันนี้ (18 ก.ย.) ขานรับการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ตามคาด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยหุ้นกลุ่มไอที ซึ่งมีรายได้หลักจากสหรัฐฯ พุ่งนำตลาด

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 83,108.92 จุด เพิ่มขึ้น 415.21 จุด หรือ +0.50%

    หุ้น 14 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น โดยหุ้นกลุ่มไอทีพุ่งขึ้นถึง 1.3% ส่วนดัชนีหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางปรับตัวขึ้นกลุ่มละประมาณ 0.4% เช่นกัน

    เฟดมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกของปีเมื่อวันพุธ (17 ก.ย.) แต่ส่งสัญญาณว่าจะใช้นโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ซึ่งทำให้นักลงทุนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับทิศทางการลดดอกเบี้ยในอนาคต

    อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดเกิดใหม่เช่นอินเดีย มีความน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดตอบรับเชิงบวก เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงช่วยคลายแรงกดดันต่อธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากต้นทุนการกู้ยืมที่ถูกลงแล้ว นโยบายของเฟดยังส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้สินทรัพย์ของอินเดียน่าสนใจยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8H0IQ5DIDJR33D3EPDGHNU79LQT2FC&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37jJ-FCr9q-1u_MhEMXUG1

  • นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจถกหอการค้า บอกโปรดเกล้าฯ ครม.เมื่อใดทำงานทันที

    นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจถกหอการค้า บอกโปรดเกล้าฯ ครม.เมื่อใดทำงานทันที


    นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจ หารือสภาหอการค้าไทย รับฟัง 7 ข้อเสนอ หวังเร่งฟื้นเศรษฐกิจ เผยทูลเกล้าฯ ครม.แล้ว ขณะที่ประธานหอการค้าชื่นชมนายกและว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ

    เวลา 9.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  พร้อมด้วยว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.คลัง  พร้อมคณะฯเดินทางมายังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย และคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ นายพจน์ กล่าวเปิดการหารือว่า สภาหอการค้าฯขอแสดงความยินดี ที่นายกรัฐมนตรีได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่32 เข้ามาบริหารบ้านเมืองและเดินหน้าต่อเนื่องไปอย่างไม่หยุดชะงัก และขอชื่นชมแสดงความยินดีล่วงหน้ากับว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจทุกคน ซึ่งมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งหลังจากนี้สภาหอการค้าก็จะเดินทางไปพบที่กระทรวง 

    อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยเป็นองค์การภาคเอกชนที่ไม่มีผลประโยชน์ ก่อตั้งมาถึง 92 ปีเต็ม หอการค้าไทยวางนโยบายขับเคลื่อนในส่วนของภาคเอกชน โดยข้อเสนอแนะทั้งหมดได้รวบรวมจากเครือข่ายหอการค้าไทยทั่วประเทศและภาคจังหวัด ซึ่งมีทั้งหมด 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน 2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 4.ส่งเสริมการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ค้าขายเป็นธรรม 
    5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 
    6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ
    7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว

    ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จริงๆทุกท่านในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าแปลกตา สำหรับตนมีความคุ้นเคย เคารพนับถือกันมาเป็นอย่างดี ที่ตนได้มาในวันนี้ เพื่อมาพบกับพวกท่าน โดยนำว่าที่คณะรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้พวกท่านได้รู้จัก ซึ่งตนมั่นใจว่า พวกท่านทั้งหลายรู้จักกันดีอยู่แล้ว และมาวันนี้ เพื่อตั้งใจมารับฟังรายละเอียดหารือรับข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย 

    ทั้งนี้ รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นรัฐบาลที่เราเน้นเรื่องการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ต้องกระชับและเข้มแข็งภายในระยะเวลาที่มีอยู่

    โอกาสนี้นายอนุทินยังได้แนะนำว่าที่รัฐมนตรี โดยกล่าวว่า ตอนนี้รัฐมนตรีซึ่งทูลเกล้าทูลกระหม่อมรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ มา จะเร่งทำการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35534&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_LCH6RLibxp8EZ-ezHfPm

  • นายก พบ หอการค้าไทย  รับข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ บรรจุนโยบายเศรษฐกิจ

    นายก พบ หอการค้าไทย รับข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ บรรจุนโยบายเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    นายก พบ หอการค้าไทย รับข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ บรรจุนโยบายเศรษฐกิจ

    18 ก.ย. 2025 เวลา 13:09 น.

    นายก พร้อมคณะ พบหอการค้าไทย หารือแนวทางฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมรับลูกข้อเสนอหอฯบรรจุลงในนโยบายรัฐบาล ด้านหอฯ ชง 4 ข้อเร่งด่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ที่หอการค้าไทย นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะว่าที่รัฐมนตรีประจำกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน  อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งได้หารือในรายละเอียดพอสมควร และหลังจากนี้จะมีการหารือในรายละเอียดเป็นเรื่องๆต่อไป 

    “การมาคุยกับภาคเอกชน เพื่อทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ เน้นการทำให้ภาคเอกชนทำธุรกิจอย่างคล่องตัว เราจะเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจให้เข้มแข็งภายในระยะเวลาอันสั้น เราจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังอย่างแน่นอน จะพยายามเต็มที่ให้ความเป็นอยู่ของภาคประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ผมยืนยันว่า ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน  ผมก็ไม่สนใจ”

    นายก พบ หอการค้าไทย  รับข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ บรรจุนโยบายเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรและการส่งออกที่ปรับตัวลดลง ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ หอการค้าไทย จึงได้ระดมข้อคิดเห็นจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ ทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า หอการค้าต่างประเทศ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยจัดทำเป็นข้อเสนอ “7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย” เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาใช้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

    1. Rebuild Confidence Plan เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศและนักลงทุน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัย

    2.  Liquidity for SMEs & Households เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนเข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวก

    3.    Ease Cost of Living ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนของประชาชน

    4. Seamless Trade ค้าขายคล่อง ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม 
    (Fair Trade) สร้างความสามารถแข่งขันให้ SMEs

    5.  Safety & Security of Thailand ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด และสังคมออนไลน์

    6. Trade War Response เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากสงครามการค้าโลกและความผันผวนค่าเงิน

    7.  Boost Demand & Tourism กระตุ้นกำลังซื้อและส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

    สำหรับข้อเสนอในระยะเร่งด่วน 4 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้านอย่างทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Reciprocal Tariff (RT) ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ราว 34–35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก

    ในมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น 
    คนละครึ่ง” และ “Easy E-Receipt” รวมถึงรณรงค์ “ใช้ของไทย ฟื้น SME” พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน ส่วนภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่

    ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ขอให้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย (NPL) และเร่งผลักดันโครงการ THAI SME-GP ด้านแรงงาน รัฐบาลควรกำหนดการปรับค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยใช้กลไกไตรภาคี รวมถึงหาทางออกต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขณะเดียวกัน ประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50 %เป็นเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังควรเดินหน้านโยบาย Zero Corruption และบูรณาการการปราบปรามปัญหาสังคม ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ กลโกงออนไลน์ และการพนันอย่างจริงจัง

    ส่วนมาตรการในระยะกลาง 8 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา จัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเน้นสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์สมัยใหม่ และเกษตร–อาหารสมัยใหม่ อีกทั้งยังควรมีมาตรการสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและคูปองฝึกอบรม

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบควรถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ด้วยการใช้มาตรการ Regulatory Guillotine เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดภาระที่ไม่จำเป็น และช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199343&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12VVbheE7vsQuN2XNWU64-

  • “อนุทิน” นำว่าที่ รมต.เศรษฐกิจ ถกหอการค้า รับฟัง 7 ข้อเสนอฟื้น ศก. ย้ำ นโยบาย ทำได้จริง ทำได้เลย ไม่สนใครได้เครดิต

    “อนุทิน” นำว่าที่ รมต.เศรษฐกิจ ถกหอการค้า รับฟัง 7 ข้อเสนอฟื้น ศก. ย้ำ นโยบาย ทำได้จริง ทำได้เลย ไม่สนใครได้เครดิต

    กรุงเทพฯ, วันที่ 18 กันยายน – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมว่าที่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.คลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่ รมว.พลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ว่าที่ รมว.พาณิชย์ และนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.คลัง เข้าพบสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีต่อการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมชื่นชมว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของสังคม

    นายอนุทิน กล่าวในที่ประชุมว่า ตนและทีมงานคุ้นเคยกับภาคเอกชนเป็นอย่างดี และเดินทางมาเพื่อรับฟังข้อเสนออย่างจริงจัง โดยย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้จะมุ่งเน้นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เห็นผลโดยเร็ว “นโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการ เป็นนโยบายที่ทำได้จริง ทำได้เลย โดยไม่สนใจว่าเป็นนโยบายของใครมาก่อน ขอเพียงให้ประชาชนได้ประโยชน์ ทุกฝ่ายต้องวินๆ ไปด้วยกัน ประเทศไทยก็จะเดินหน้าพร้อมกัน คนคิดนโยบายก็ได้ คนทำนโยบายก็ได้ ทุกคนก็วินๆ กันหมด แบบนี้ถูกต้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคนชนะ ไม่จำเป็นต้องมีคนแพ้ เพราะสุดท้าย เรื่องนี้ประเทศไทยต้องเป็นฝ่ายชนะก็พอ”

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้เสนอข้อเสนอ 7 ด้านเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1. เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน 2. เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3. ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 4. ส่งเสริมการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์อย่างเป็นธรรม 5. รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน 6. เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ และ 7. กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/242874&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSRmjmbm_Epj_Yvp3NuE3

  • ‘อนุทิน’ลั่นเร่งแก้เศรษฐกิจเรียกเชื่อมั่นใน 4 เดือน

    ‘อนุทิน’ลั่นเร่งแก้เศรษฐกิจเรียกเชื่อมั่นใน 4 เดือน


    นายกฯ พร้อมรับข้อเสนอหอการค้าฯ บรรจุในร่างนโยบาย  มอบรมว.พาณิชย์ปลดล็อกข้อจำกัดการค้า  จัดหาแหล่งเงินอัดฉีดสภาพคล่องผู้ประกอบการ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  เปิดเผยหลังเข้าหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ตนและทีมงานพยายามที่จะไปพบภาคเอกชนในช่วงก่อนที่จะเข้าไปทำการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมารับฟังข้อกังวล ข้อเสนอแนะและปัญหาสิ่งที่ทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลได้สนับสนุน หรือแก้ไข โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด เมื่อเวลาเข้าไปทำงานแล้วจะได้ดำเนินการให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้โดยเร็ว

    ทั้งนี้ การมาพบในวันนี้ถือเป็นตัวแทนผู้ประกอบการในแต่ละภาคส่วน มีข้อเสนอแนะ และต้องการให้รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อทำให้เกิดความคล่องตัวในการประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน หนี้สิน ดอกเบี้ย พลังงาน การขนส่ง แรงงานและโอกาสต่างๆ ในการส่งเสริมประเทศไทยในอนาคต และได้มีการหารือกันลงในรายละเอียดมากพอสมควร โดยหลังจากนี้หารือลงในรายละเอียดประเด็นสำคัญให้มากที่สุด แต่ในภาพรวมก็จะหาโอกาสมาหารือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า มาตรการสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนผู้ประกอบการ ก็คือ การรับฟังปัญหาต่างๆ ทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การสนับสนุนผู้ประกอบการ ด้านแรงงาน สินค้า ภาษี ภาคขนส่ง ก็พยามที่จะทะลายข้อจำกัดที่มีอยู่ในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือเป็นการปิดกั้นโอกาส ส่วนในรายละเอียดว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปหาแนวทางทำให้คล่องตัวขึ้นและแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาอยู่

    นายอนุทิน  กล่าวว่าจะบริหารเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ถอยหลัง แม้รัฐบาลมีเวลาไม่นาน และต้องทำตามสัญญาที่ทำไว้ที่บริหารประเทศ 4 เดือนก่อนจะมีการยุบสภา ซึ่งการแถลงนโยบายจะเกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯแล้ว ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้เตรียมร่างนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว และการเดินทางมาพบสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยก็จะมีข้อเสนอแนะบางจุดไปปรับแก้ในร่างนโยบาย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่ได้หารือกันไว้

    “การเตรียมการทุกอย่างเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นกระบวนการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็รอให้ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น แล้วดำเนินการเข้าบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มตัว”นายอนุทิน กล่าว

    นายอนุทิน ยืนยันว่า จะพยายามทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ซึ่งตนก็ใจกว้าง แม้จะผลักดันนโยบายใดออกไปอาจจะเป็นนโยบายของพรรคอื่น กลุ่มอื่น แต่ตนคิดอย่างเดียวว่า ถ้าเกิดประโยชน์กับประเทศ กับประชาชนได้หมด

    “เพราะเวลามีอยู่แค่นี้ ถ้ามัวแต่ไปคิดว่า จะไปกลัวใคร ดีเด่นดัง ได้เครดิต ถ้าทุกคนได้เครดิตไปเลยครับ เพราะถ้าเกิดสำเร็จคนคิดโครงการก็ได้ ตัวผมในฐานะผู้ผลักดันก็ได้ ก็วิน-วินทั้งคู่ สิ่งที่ดีที่สุด คือ ทุกคนต้องวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะ คนหนึ่งแพ้ ถ้าแบบนี้นำไปสู่ความขัดแย้ง ตึงซึ่งกันและกัน ไม่สนใจใครจะได้เครดิต ถ้าประชาชนได้ ประเทศได้ ผมบอกได้คำเดียว ผมก็ไปหมด มีรูมีหนู”นายอนุทิน กล่าว

    อย่างไรก็ตามได้มอบหมายงานให้รมว.พาณิชย์ ทำทุกอย่างให้การค้าคล่องตัว ราบรื่น ไม่เสียเปรียบคู่ค้า เจรจาสิทธิประโยชน์ต่างๆให้กับไทยให้ได้มากที่สุด รวมถึง ราคาพืชผลทางการเกษตร และทำให้การค้าขายในประเทศมีความคล่องตัวสูงสุด ลดความเดือดร้อนของผู้ประกอบ ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคลัง จัดหาแหล่งเงินเข้ามาอัดฉีด เพื่อทำให้มี Cash Flow เพื่อไปดำเนินการต่อ

    ปัจจุบันผู้ประกอบการรายเล็ก หรือเอสเอ็มอี ตอนนี้บางทีไปต่อไม่ได้ เพราะหนี้เก่ากลายเป็นหนี้เสีย หรือ NPL หรือเกิดปัญหาสินค้าค้างสต๊อก ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ปัญหาคอขวดตรงนี้ให้กับผู้ประกอบการ แต่ก็ต้องพิจารณาให้กับผู้ประกอบการที่ตั้งใจผลิตสินค้า เพื่อให้เงินทุนไปต่อยอดเพื่อค้าขายต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FhD4vaP2_6TR_zsPGwoBT

  • เอกสิทธิ์ห่วงปากท้อง เร่งสปีดรัฐเสียงข้างน้อย

    เอกสิทธิ์ห่วงปากท้อง เร่งสปีดรัฐเสียงข้างน้อย

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ว่า แม้จะมี “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ดึงคนจากภาคธุรกิจมากประสบการณ์เข้ามาเสริม ทำให้ภาพลักษณ์ดูดีและสร้างความหวังให้ประชาชน แต่ด้วยข้อจำกัดที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศจะอยู่เพียง 4 เดือน จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องพิสูจน์ฝีมือให้ทันเวลา

    เอกสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก หากรัฐบาลสามารถทำให้สภาพเศรษฐกิจดีขึ้นได้ภายใน 4 เดือน ถือเป็นความสำเร็จและจะได้รับการยอมรับจากสังคม

    อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าการทำงานภาครัฐแตกต่างจากภาคเอกชน รัฐมนตรีหลายคนแม้จะมีความรู้ความสามารถด้านธุรกิจ แต่ยังขาดประสบการณ์ทางการเมืองและการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำ จึงเป็นความท้าทายที่ต้องพิสูจน์ศักยภาพ

    “รัฐบาลเสียงข้างน้อยมีข้อดีตรงที่ทุกฝ่ายต้องทำงานเต็มที่ ปล่อยเฉื่อยไม่ได้ ต้องฟังเสียงประชาชนและอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายค้านด้วย สิ่งสำคัญที่สุดคือ เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเร็วด้วย”

    — เอกสิทธิ์ กล่าว

    ขณะที่อีกด้าน ยังฝากถึงพรรคฝ่ายค้านว่า ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันกฎหมายที่จำเป็นให้ผ่าน เพื่อประโยชน์ของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/employers-council-economic-team-new-prove-your-skills&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lvBDktN6GGI3IVka8ZMhQ

  • ร้อยเอ็ดจัดเวทีเสวนาวิชาการ ยกย่องผู้ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาผ่าน กศจ. ปี 2568

    ร้อยเอ็ดจัดเวทีเสวนาวิชาการ ยกย่องผู้ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาผ่าน กศจ. ปี 2568

    18 กันยายน 2568 17:25 น.  สมนึก บุญศรี ข่าวทั่วไทย

    ร้อยเอ็ดเปิดเวทีเสวนาวิชาการ ยกย่องเชิดชูเกียรติการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา ผ่านกลไก กศจ. ปี 2568

    วันที่ 18 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมประดับพลอย โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจศิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ประธานกรรมการศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “สรุป สะท้อนผล และยกย่องเชิดชูเกียรติ” การขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2568 โดยมีผู้บริหารทางการศึกษา คณะครู และนักเรียนกว่า 300 คน เข้าร่วม

    นายอัมพร ภาระพันธ์ รองศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวรายงานว่า สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร้อยเอ็ดจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ เพื่อสรุปผลการดำเนินงาน เสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ภาคีเครือข่าย และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ โดยมีสถานศึกษาที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังนี้ สถานศึกษาที่มี Best Practice การสร้างพลเมืองดี จำนวน 14 แห่ง,สถานศึกษาที่มี Best Practice ยกระดับความฉลาดรู้ (PISA) จำนวน 29 แห่ง,สถานศึกษาต้นแบบขับเคลื่อนคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 17 แห่ง,สถานศึกษาต้นแบบ SDG4 (การศึกษาที่ยั่งยืน) จำนวน 13 แห่ง

    ในโอกาสนี้ นายชัชวาลย์ เบญจศิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้มอบโล่และเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติ พร้อมบรรยายพิเศษ โดยเน้นว่า การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล ให้เป็นทั้ง “คนดี คนเก่ง และมีทักษะอาชีพ” พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก การขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ดจึงยึดแนวทาง “Active Learning บนฐานสมรรถนะ” เพื่อสร้างผู้เรียนที่มีทักษะการเรียนรู้และการทำงานตลอดชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652160&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-hGHC334M21rDM5H2WnFB

  • ประวัติ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี “เอม พินทองทา” อาจเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย?

    ประวัติ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี “เอม พินทองทา” อาจเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย?

    ประวัติ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี “เอม พินทองทา” CEO หมื่นล้าน สู่แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย?

    ท่ามกลางกระแสการเมืองที่น่าจับตา ชื่อของ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือ “พงศ์” นักธุรกิจโปรไฟล์หรู สามีของ “เอม” พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง หลังมีกระแสข่าวว่าเขาอาจเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ทำให้หลายคนอยากรู้จักนักธุรกิจหนุ่มมากความสามารถคนนี้ให้มากยิ่งขึ้น

    ประวัติการศึกษาที่ไม่ธรรมดา

    คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 ปัจจุบันอายุ 45 ปี เป็นบุตรชายของคุณวรวิทย์ และคุณอัญชลี คุณากรวงศ์ ด้านการศึกษา คุณณัฐพงศ์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    หลังจากนั้น ได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการจัดการธุรกิจ หรือ MBA ที่ DePaul University เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ผสมผสานทั้งด้านการออกแบบและการบริหารธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน

    เส้นทางอาชีพในแวดวงอสังหาริมทรัพย์

    คุณณัฐพงศ์มีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนาน โดยเริ่มต้นจากการทำงานกับบริษัทชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงการร่วมลงทุนกับครอบครัวในธุรกิจโรงแรมและโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ จุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางอาชีพคือการเข้ามามีบทบาทในบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset

    ปัจจุบัน คุณณัฐพงศ์ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และรองประธานกรรมการของ SC Asset ซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือตระกูลชินวัตร เขามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และปรับตัวให้ทันกับยุคดิจิทัล

    ชีวิตครอบครัว “เขยบ้านจันทร์ส่องหล้า”

    คุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ได้เข้าพิธีสมรสกับ คุณพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ (เอม) บุตรสาวคนรองของคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554 โดยทั้งสองพบรักกันระหว่างเข้าอบรมหลักสูตรด้านอสังหาริมทรัพย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ปัจจุบัน ทั้งคู่มีทายาทด้วยกัน 3 คน คือ น้องเอมิ-พิณธารา และน้องนานิ-พิณนารา (ฝาแฝดหญิง) และน้องวาคิณ-ชินวาคิณ ลูกชายคนเล็ก ถือเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมักมีภาพทำกิจกรรมร่วมกันปรากฏผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ

    จาก CEO สู่กระแสแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    ล่าสุดชื่อของ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ถูกจับตามองในแวดวงการเมืองอย่างมาก หลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปรยถึงการทาบทามบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งชื่อของคุณณัฐพงศ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

    แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยโปรไฟล์ด้านการบริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและการเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัวชินวัตร ทำให้ชื่อของ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ กลายเป็นที่น่าสนใจในฐานะตัวเลือกใหม่ที่อาจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9844998/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oRDdlJouES0KLpA1sM5DA

  • มนุษย์จะหาเอเลียนเจอที่ดาวดวงไหน ภายในช่วงทศวรรษหน้า ? – BBC News ไทย

    มนุษย์จะหาเอเลียนเจอที่ดาวดวงไหน ภายในช่วงทศวรรษหน้า ? – BBC News ไทย

    มนุษย์จะหาเอเลียนเจอที่ดาวดวงไหน ภายในช่วงทศวรรษหน้า ?

    หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance) ขององค์การนาซา กำลังสำรวจแอ่งหลุมเจเซโร (Jezero) บนดาวอังคาร เพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินส่งกลับมายังโลก

    ที่มาของภาพ, Nasa/JPL

    คำบรรยายภาพ, หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance) ขององค์การนาซา กำลังสำรวจแอ่งหลุมเจเซโร (Jezero) บนดาวอังคาร เพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินส่งกลับมายังโลก
      • Author, โจนาธาน โอคัลลาแกน
      • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

    จงลืมเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับยูเอฟโอ (UFO) รวมทั้งเอเลียนที่ชอบลักพาตัวมนุษย์ไปเสียก่อน เพราะเรื่องราวต่อจากนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจได้ว่า นักวิทยาศาสตร์ตัวจริงกำลังค้นหาสิ่งมีชีวิตในดาวดวงอื่นกันอย่างไร

    เรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวมักถูกพูดถึงด้วยความตื่นเต้น ความคาดหวังว่าจะพบสิ่งมีชีวิตในดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของพวกเราอย่างมาก และยังเป็นแรงบันดาลใจต่อหนังสือ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ รวมไปถึงทฤษฏีสมคบคิดแปลก ๆ

    ท่ามกลางจินตนาการมากมาย ที่มักจะวาดภาพคนตัวเล็ก ๆ สีเขียว ให้เป็น “เอเลียน” ในโลกของความเป็นจริงยุคปัจจุบัน การพยายามไล่ล่าหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้เกิดขึ้นแล้ว และมันไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์นอกกรอบหรือแนวคิดซึ่งยังเป็นที่ถกเถียง ทว่าการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวเป็นกระบวนการที่มีระบบระเบียบ ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ได้ ภายในไม่เกินหนึ่งทศวรรษข้างหน้า

    หากจะอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ปัจจุบันการตามล่าหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกยังคงดำเนินอยู่หลายโครงการ เช่นบนดาวอังคารมีหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจตัวหนึ่ง กำลังเก็บตัวอย่างเพื่อค้นหาร่องรอยเบาะแสของสิ่งมีชีวิต ว่าเคยมีอยู่บนดาวเคราะห์สีแดงแห่งนี้หรือไม่ นอกจากนี้ยังมียานสำรวจอีกหลายลำ ที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปเยือนดวงจันทร์น้ำแข็งในระบบสุริยะของเรา เพื่อค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต

    ในขณะเดียวกัน บรรดานักดาราศาสตร์ก็เริ่มค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว ด้วยการมองหาสารประกอบในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ เพื่อใช้เป็นเบาะแสบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับการมองหาสัญญาณจากอารยธรรมทรงภูมิปัญญา ที่อาจจะบังเอิญหรือตั้งใจติดต่อสื่อสารกับเรา

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Black and white portrait of Albert Einstein with vivid square of light spectrum colours overlaying the image ///// HEADLINE Why we should thank Einstein for our smartphone cameras / OR / How Einstein's understanding of light changed technology forever

    • Getty Images

    • เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยตรึงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ผมคิดว่าในอีกสิบปีข้างหน้า เราน่าจะได้พบหลักฐานบางประการที่บอกได้ว่า มีสารอินทรีย์อย่างใดอย่างหนึ่งบนดาวเคราะห์บางแห่งที่อยู่ไม่ไกลหรือไม่” ลอร์ด มาร์ติน รีส์ ราชบัณฑิตดาราศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักรกล่าว

    หากว่าเอเลียนมีอยู่จริง พวกเขาคงไม่ปล่อยให้เราหาเจอได้โดยง่าย ความพยายามเริ่มแรกในการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “สถาบันเซติ” (SETI Institute) ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยมีเหล่านักดาราศาสตร์ร่วมกันค้นหาสัญญาณวิทยุ ที่คาดว่าถูกส่งมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ

    ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เคยเชื่อกันว่าดาวอังคารมีคลองและแม่น้ำที่เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต แต่ต่อมากลับพบว่า ดาวอังคารเป็นพื้นที่แห้งแล้งกันดาร ส่วนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ก็มีขนาดเล็กมากเสียจนการหาพวกมันให้เจอเป็นเรื่องยาก และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพยายามศึกษาสิ่งต่าง ๆ บนดาวเคราะห์เหล่านั้นเลย

    เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว เราจำเป็นต้องปรับวิธีการค้นหาให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น รวมทั้งเตรียมพร้อมกับความเป็นไปได้ว่า การสำรวจเบื้องต้นอาจจะพบเพียงหลักฐานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นจุลินทรีย์หรือตัวบ่งชี้ทางเคมี ที่อาจพบได้ในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไป

    เมื่อเปรียบเทียบกับจินตนาการแบบภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการติดต่อครั้งแรกกับมนุษย์ต่างดาวอย่างน่าตื่นเต้น การค้นพบเพียงจุลินทรีย์หรือตัวบ่งชี้ทางเคมีเช่นนี้ อาจดูเหมือนเป็นการจบแบบหักมุมไปหน่อย แต่ถึงกระนั้น หลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลก ก็จะเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ของเราในจักรวาลไปอย่างสิ้นเชิง

    ขณะนี้มียานอวกาศสองลำ กำลังมุ่งหน้าไปยังดวงจันทร์น้ำแข็ง “ยูโรปา” (Europa) ของดาวพฤหัสบดี เพื่อสำรวจมหาสมุทรใต้พื้นผิวน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยรอยแยก

    ที่มาของภาพ, NASA

    คำบรรยายภาพ, ขณะนี้มียานอวกาศสองลำ กำลังมุ่งหน้าไปยังดวงจันทร์น้ำแข็ง “ยูโรปา” (Europa) ของดาวพฤหัสบดี เพื่อสำรวจมหาสมุทรใต้พื้นผิวน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยรอยแยก

    ในระบบสุริยะของเรา ดาวอังคารยังคงเป็นเป้าหมายยอดนิยมในการตามหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกในปัจจุบัน เราทราบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ดูเหมือนจะเคยมีความชื้นในอดีต และมีความเป็นไปได้ที่จะมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการดำรงชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน โดยอาจมีทั้งทะเลและทะเลสาบหลายแห่งบนพื้นผิว ไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเบาะแสเด็ด ที่เผยว่าอาจจะมีน้ำในสถานะของเหลว ซ่อนอยู่ภายใต้แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วใต้ของดาวอังคาร

    ขณะนี้หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance) ขององค์การนาซา กำลังเก็บตัวอย่างดินและหินจากพื้นที่ซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นทะเลสาบ ภายในแอ่งหลุมเจเซโร (Jezero Crater) บริเวณเขตเหนือเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเก็บตัวอย่างดินและหิน เพื่อนำส่งกลับสู่โลกในช่วงต้นทศวรรษ 2030 ภายใต้ภารกิจ Mars Sample Return ซึ่งจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจวิเคราะห์ได้อย่างละเอียด ว่ามีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในตัวอย่างดังกล่าวจริงหรือไม่

    ปัจจุบันภารกิจนี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการนำตัวอย่างดังกล่าวกลับสู่โลก ซึ่งตอนนี้ยังคงขาดแคลนเงินทุนสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดลดงบประมาณด้านการสำรวจอวกาศของสหรัฐฯ ลงอย่างมาก แต่หากว่าท้ายที่สุดแล้วภารกิจนี้สามารถจะสำเร็จลุล่วง เราก็จะได้ทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์ที่ทรงคุณค่ามาอยู่ในมือ

    ในเดือนก.ย. ปี 2025 องค์การนาซาประกาศว่าพบร่องรอยหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่แสดงว่าในอดีตอาจเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวอังคาร โดยหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ พบหลักฐานดังกล่าวในหินโคลนที่เก็บมาจากก้นหุบผาลึก ซึ่งหุบผานี้เป็นโกรกธาร ที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำยุคโบราณภายในแอ่งหลุมเจเซโร

    ผลวิเคราะห์ตัวอย่างหินด้วยอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ติดตั้งไว้กับเพอร์เซเวียแรนซ์ พบสารประกอบของธาตุเหล็กสองชนิด ได้แก่ไอร์เอินซัลไฟด์ (FeS) หรือแร่เกรไกต์ (Greigite) และไอร์เอินฟอสเฟต (FePO4) หรือแร่วิเวียไนต์ (Vivianite) โดยร่องรอยของสารอินทรีย์เหล่านี้คงเหลืออยู่ในหิน ในรูปแบบที่คล้ายกับสารประกอบที่จุลชีพบนโลกผลิตขึ้น

    เมื่อประมวลวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาลงความเห็นว่า นี่อาจจะเป็น “สัญญาณทางชีวภาพ” (biosignature) ของสิ่งมีชีวิตในอดีต อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจสรุปผลการตรวจสอบได้อย่างแน่ชัด จนกว่าจะสามารถนำตัวอย่างหินดังกล่าวกลับสู่โลก

    ซูซาน ชเวนเซอร์ นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์แห่งมหาวิทยาลัยโอเพนในสหราชอาณาจักร และหนึ่งในคณะนักวิทยาศาสตร์ของภารกิจ Mars Sample Return เล่าให้ฟังว่า สิ่งมีชีวิตในยุคโบราณของดาวอังคาร อาจทิ้งร่อยรอยไว้ในลักษณะของปฏิกิริยาระหว่างหินแร่กับน้ำ “หากเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง ทุกสิ่งจะดูแตกต่างออกไปอย่างมาก ถ้าพวกเราได้รับตัวอย่างดินและหินจากดาวอังคาร ก็จะสามารถศึกษาลงลึกไปถึงรายละเอียดย่อย ๆ ได้”

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ตัวอย่างจากดาวอังคารบางส่วน อาจมีซากฟอสซิลของจุลินทรีย์ติดอยู่ภายในก้อนหิน “ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ฉันจะไม่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษาเรื่องนี้แน่ ๆ หากไม่มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมมาตั้งแต่แรกว่า เรามีโอกาสเยอะพอสมควรที่จะค้นพบบางสิ่ง ฉันยังหวังว่าพวกเราจะเจออะไรสักอย่าง แต่ก็คาดเดาอะไรไม่ได้หรอก” ชเวนเซอร์กล่าว

    แม้เราจะค้นพบเบาะแสหรือสัญญานของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารในท้ายที่สุด แต่นั่นก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่น ๆ ทั่วทั้งจักรวาลด้วย เพราะดาวอังคารและโลกถือกำเนิดขึ้นจากวัตถุอวกาศกลุ่มเดียวกันในช่วงแรก ๆ ของการก่อตัว ซึ่งก็หมายความว่าดาวเคราะห์ทั้งสอง อาจมีแหล่งกำเนิดของชีวิตมาจากแหล่งเดียวกันได้

    เพื่อที่จะพิสูจน์ว่ามีการกำเนิดชีวิตครั้งที่สอง (second genesis) ซึ่งแยกกันเกิดขึ้นเป็นเอกเทศบนดาวเคราะห์แต่ละดวงขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังหันเหความสนใจไปที่ดวงจันทร์น้ำแข็งในระบบสุริยะ อย่างเช่นดวงจันทร์ยูโรปา (Europa) บริวารของดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์เอนเซลาดัส (Enceladus) บริวารของดาวเสาร์ โดยเชื่อว่ามีมหาสมุทรอันกว้างใหญ่อยู่ภายใต้พื้นผิวเยือกแข็ง

    “หากเราค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์น้ำแข็งเหล่านั้น ก็สามารถจะมั่นใจได้ว่า นี่คืออีกแหล่งกำเนิดชีวิต ที่แตกต่างไปจากบนโลกของเรา” ชเวนเซอร์กล่าวอธิบาย

    ผลวิจัยล่าสุดที่ได้จากสัญญาณเรดาร์ของดาวเทียมโคจรสำรวจดาวอังคาร พบว่าอาจมีน้ำในสถานะของเหลวอยู่ภายใต้แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วใต้ของดาวอังคาร

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผลวิจัยล่าสุดที่ได้จากสัญญาณเรดาร์ของดาวเทียมโคจรสำรวจดาวอังคาร พบว่าอาจมีน้ำในสถานะของเหลวอยู่ภายใต้แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วใต้ของดาวอังคาร

    หนึ่งในภารกิจสำรวจเพื่อค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ยูโรปาของนาซา คือการส่งดาวเทียมโคจรสำรวจชื่อ “ยูโรปา คลิปเปอร์” (Europa Clipper) ซึ่งออกเดินทางไปตั้งแต่เดือน ต.ค. ปี 2024 และคาดว่าจะเดินทางถึงจุดหมายในปี 2030 ก่อนหน้านั้นได้มีการส่งยานสำรวจในภารกิจจูซ (JUICE) ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) เมื่อเดือน เม.ย. ปี 2023 ซึ่งคาดว่าจะเดินทางถึงเป้าหมายที่ดวงจันทร์เยือกแข็งยูโรปาเช่นกัน ในปี 2031

    ยานสำรวจทั้งสองไม่ได้ทำภารกิจค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ยูโรปา แต่จะศึกษาโครงสร้างและขอบเขตของมหาสมุทร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจในอนาคต ซึ่งจะพยายามขุดลึกลงไปใต้ผืนน้ำแข็ง ตัวอย่างเช่นแผนส่งยานลงจอดขององค์การนาซาที่เรียกว่า “ยูโรปา แลนเดอร์” ซึ่งตอนนี้ยังคงเป็นเพียงร่างแผนการเท่านั้น หรืออาจจะให้ยานสำรวจบินผ่านไอพ่นของน้ำพุร้อนขนาดยักษ์ ที่พวยพุ่งขึ้นมาจากมหาสมุทรของดวงจันทร์ยูโรปาจนถึงห้วงอวกาศ เพื่อลองค้นหาสิ่งมีชีวิตก็ได้

    อย่างไรก็ตาม บรินีย์ ชมิดต์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เรียกการส่งเครื่องจักรลงไปสำรวจในห้วงมหาสมุทรต่างดาวว่า “ปัญหาร้อยปี” เนื่องจากการเจาะทะลุเข้าไปใต้แผ่นน้ำแข็งที่หนาถึงหลายกิโลเมตร ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัส แต่การเจาะเพียงเปลือกส่วนบนของน้ำแข็ง พร้อมกับตรวจสอบของเหลวด้วยปฏิกิริยาทางเคมีไปด้วย ถือเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้

    “นั่นคือภารกิจแบบที่ฉันต้องการเห็น ทีมของเรากำลังคิดค้นอุปกรณ์และเทคโนโลยี เพื่อที่จะได้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไปถึงที่นั่น” ชมิดต์กล่าว

    หากว่าคุณยังไม่พร้อมจะรอต่อไปอีกร้อยปี สิ่งที่ทำได้อาจเป็นการเฝ้าสังเกตและเพ่งมองไปยังระบบสุริยะแห่งอื่น ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามีดาวเคราะห์มากกว่า 5,500 ดวง ที่โคจรวนรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ ซึ่งเรียกกันว่า “ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ” (exoplanet) มีการค้นพบดาวเคราะห์แบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน ด้วยประสิทธิภาพของอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งก็คือกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) อันทรงพลัง ทำให้เหล่านักดาราศาสตร์เริ่มค้นพบรายละเอียดอันวิจิตรงดงามของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้

    ตอนนี้นักดาราศาสตร์ใช้กล้อง JWST เพื่อตรวจสอบก๊าซในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นดาวหินแข็งคล้ายโลก ว่ามีก๊าซอะไรเป็นองค์ประกอบอยู่บ้าง แม้ว่าแรกเริ่มเดิมทีกล้อง JWST จะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะโดยตรง แต่ต่อมาได้รับการเพิ่มภารกิจให้ศึกษาดาวเคราะห์เหล่านี้ด้วย เนื่องจากเป็นกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่สุดที่โลกเคยมีมา และมีศักยภาพในการศึกษาห้วงอวกาศได้ดีที่สุดในตอนนี้

    ทว่ากล้อง JWST ก็ไม่อาจศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะบางจำพวก เช่นดาวเคราะห์ที่โคจรวนรอบดาวฤกษ์ซึ่งมีระดับความสว่างพอ ๆ กับดวงอาทิตย์ของเรา เนื่องจากแสงของดาวเคราะห์เหล่านั้นริบหรี่เกินไป เมื่อเทียบกับแสงสว่างจากดาวฤกษ์ จนแม้แต่กล้อง JWST ก็ไม่อาจจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน

    ดังนั้นเราจึงต้องมีกล้องโทรทรรศน์ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นในอนาคต หนึ่งในความหวังนั้นคือแผนการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์ที่เรียกว่า “อุปกรณ์สังเกตการณ์ดวงดาวที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้” หรือ Habitable Worlds Observatory (HWO) ขององค์การนาซา ที่คาดว่าจะปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศในช่วงทศวรรษ 2040 เพื่อศึกษาดาวเคราะห์กลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะ

    แต่ในระหว่างนี้ กล้อง JWST ยังคงสามารถศึกษาดาวเคราะห์ที่รายล้อมดาวฤกษ์ขนาดเล็กอย่าง “ดาวแคระแดง” (red dwarfs) ได้อยู่ โดยปัจจุบันกำลังศึกษาระบบดาว “แทรปปิสต์ – วัน” (Trappist-1) ซึ่งประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลก 7 ดวง โดยในจำนวนนี้ 3 ดวง โคจรอยู่ในระยะห่างที่เหมาะสมจากดาวฤกษ์ศูนย์กลาง ทำให้อยู่ในเขตที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากน้ำบนพื้นผิวดาวอยู่ในสถานะของเหลวได้

    ขั้นตอนแรกในการพยายามค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์เหล่านี้ คือการที่นักดาราศาสตร์ต้องยืนยันให้ได้ว่า ดาวเคราะห์กลุ่มดังกล่าวมีชั้นบรรยากาศหรือไม่ นักวิจัยที่ใช้งานกล้อง JWST กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ และคาดว่าจะทราบผลได้ในช่วงปลายปี 2024 หรือภายในปี 2025

    เจสซี คริสเตียนเซน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแห่งองค์การนาซา ซึ่งตั้งอยู่ในสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียหรือ “แคลเทค” (Caltech) ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่าดาวเคราะห์ชั้นในสุดของระบบแทรปปิสต์-วัน มีแนวโน้มที่จะไร้ชั้นบรรยากาศปกคลุม ซึ่งเท่ากับว่าขาดปัจจัยที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters เมื่อต้นเดือนก.ย. ปี 2025 พบว่ามีสัญญาณบ่งชี้ของชั้นบรรยากาศบนดาว TRAPPIST-1e ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงที่สี่ของระบบ แต่สัญญาณบ่งชี้ดังกล่าวยังไม่ชัดเจน จึงต้องรอการสรุปผลขั้นสุดท้ายที่อาจมีขึ้นในปี 2026

    “การค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ในช่วง 20 ปีข้างหน้า จะขึ้นอยู่กับผลการศึกษาครั้งนี้” คริสเตียนเซนกล่าว “หากพบว่าดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวแคระแดงมีชั้นบรรยากาศ เราจะเล็งกล้องโทรทรรศน์ทุกตัวบนโลกไปยังดาวเคราะห์เหล่านี้ เพื่อศึกษาให้มากขึ้น”

    มีดาวเคราะห์อย่างน้อย 3 ดวง ในระบบ TRAPPIST-1 ที่โคจรวนรอบดาวแคระแดงที่เป็นศูนย์กลาง โดยอยู่ภายในเขตที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งหมายความว่าดาวเคราะห์เหล่านี้ สามารถจะมีน้ำบนพื้นผิวในสถานะของเหลวได้

    ที่มาของภาพ, NASA

    คำบรรยายภาพ, มีดาวเคราะห์อย่างน้อย 3 ดวง ในระบบ TRAPPIST-1 ที่โคจรวนรอบดาวแคระแดงที่เป็นศูนย์กลาง โดยอยู่ภายในเขตที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งหมายความว่าดาวเคราะห์เหล่านี้ สามารถจะมีน้ำบนพื้นผิวในสถานะของเหลวได้

    หากพบว่าดาวเคราะห์ดวงไหนมีชั้นบรรยากาศ หน้าที่ขั้นต่อไปของกล้อง JWST คือการค้นหาสัญญาณทางชีวภาพในชั้นบรรยากาศดังกล่าว ซึ่งจะบ่งบอกถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้น “เราต้องค้นหาร่องรอยของสมการเคมีที่ไม่สมดุล เพราะคุณสามารถสังเคราะห์คาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และน้ำ บนดาวเคราะห์ดวงไหนก็ได้ แต่การมีสารเหล่านั้นในสัดส่วนที่ผิดปกติ ในปริมาณที่ไม่สามารถจะมีอยู่ตามธรรมชาติ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราพอจะบอกได้ว่า ต้องมีกลไกทางชีววิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน” คริสเตียนเซนกล่าว

    กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่มีแผนจะสร้างในอนาคต เช่น HWO ขององค์การนาซา และโครงการ Life ของยุโรป ก็มีแผนจะทำการวิเคราะห์ในลักษณะเดียวกัน โดยมุ่งเป้าไปที่ดาวเคราะห์คล้ายโลก ซึ่งโคจรวนรอบดาวฤกษ์ที่คล้ายกับดวงอาทิตย์ของเรา “กลุ่มดาวเคราะห์เป้าหมายคือดาวที่เป็นหินแข็ง ภายในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต” ซัสชา ควันซ์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิสในนครซูริค (ETH Zürich) หนึ่งในผู้นำโครงการ Life กล่าว

    ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมีภารกิจค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอีกด้วย โดยเจสัน ไรต์ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตตในสหรัฐฯ บอกว่าผลการค้นหาสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว เท่าที่ตรวจจับได้ในระยะห่างจากโลกไม่เกิน 100 ปีแสง ด้วยวิธีดักฟังสัญญาณวิทยุในห้วงอวกาศ พบว่าสัญญาณที่ชัดเจนและมีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นการสื่อสารที่ส่งตรงถึงเราจากมนุษย์ต่างดาว “ดูเหมือนจะไม่มีอยู่จริง”

    ปัจจุบันโครงการดักฟังคลื่นวิทยุจากต่างดาวอย่าง Breakthrough Listen ในสหรัฐฯ กำลังขยายขอบเขตการสังเกตการณ์ออกไปให้กว้างไกลขึ้น ด้วยการค้นหาสัญญาณวิทยุที่อาจถูกส่งมาจากดาวเคราะห์อันไกลโพ้นในกาแล็กซีของเรา และมองหาสัญญาณการสื่อสารที่รั่วไหลโดยบังเอิญจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในลักษณะที่คล้ายกับสัญญาณซึ่งมนุษย์โลกพลั้งเผลอส่งออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

    หนึ่งในกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงโด่งดัง ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2028 คือ Square Kilometer Array Observatory (SKAO) กลุ่มของเสารับสัญญาณวิทยุหลายพันเสา ที่ถูกติดตั้งในสองทวีปทั้งแอฟริกาใต้และออสเตรเลีย ซึ่งจะช่วยขยายขีดความสามารถในการค้นหาและดักจับสัญญาณขึ้นอย่างมาก “มันน่าตื่นเต้นจริง ๆ เพราะแค่ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุสมัยใหม่เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็อาจจะตรวจจับสัญญาณจากต่างดาวได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว” ไรต์กล่าว

    หากเราสามารถค้นพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีเอเลียนได้ ไม่ว่าจะอยู่ภายในระบบสุริยะของเราเอง หรือบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ หรือแม้แต่การค้นพบสัญญาณจากอารยธรรมทรงภูมิปัญญา หลักฐานดังกล่าวไม่น่าจะเป็นการค้นพบแบบฟันธงชัดเจนที่สร้างกระแสฮือฮา แต่น่าจะเป็นกระบวนการแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่ทำให้เราค่อย ๆ สรุปผลได้ชัดเจนขึ้นทีละน้อย จนท้ายที่สุดก็จะไปถึงขั้นที่สามารถสรุปได้ว่า คำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ สิ่งมีชีวิตต่างดาวนั้นมีอยู่จริง

    “ยิ่งมีข้อมูลมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คุณอยู่ในจุดที่สามารถตัดผลบวกลวง (false positive) ออกไปได้มากขึ้นเท่านั้น” ควันซ์กล่าว

    ด้วยเหตุนี้การค้นพบเอเลียนอาจจะไม่ได้เป็น “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์” ที่เปิดเผยคำตอบอย่างชัดเจนทุกอย่าง คำถามที่น่าสนใจก็คือ สาธารณชนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความคลุมเครือไม่แน่นอนนี้อย่างไร ลอร์ด มาร์ติน รีส์ ราชบัณฑิตดาราศาสตร์ชาวอังกฤษมองว่า “หากมันเป็นเพียงการค้นพบเบื้องต้น นักวิทยาศาสตร์ควรต้องแถลงเน้นย้ำอย่างชัดเจนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ผมยังหวังว่าข้อมูลแบบนี้ ควรจะถูกรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ ด้วย”

    หนึ่งในตัวอย่างล่าสุด คือการตรวจพบก๊าซฟอสฟีนบนดาวศุกร์ และการตรวจพบสารไดเมทิลซัลไฟด์บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงหนึ่ง ทั้งสองกรณีทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนว่า มันเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ถึงกลไกชีวภาพนอกโลกหรือไม่ แต่ปัจจุบันก็ยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด

    นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่า ความพยายามค้นหาเอเลียนที่ผ่านมาทั้งหมด อาจให้ผลลัพธ์เป็นความว่างเปล่าในท้ายที่สุด โดยเราอาจจะคว้าน้ำเหลวเพราะไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกเลย ทว่าการเที่ยวค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวแล้วไม่เจอเช่นนี้ โดยตัวมันเองก็ถือว่าเป็นผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะความล้มเหลวนั้นบอกเราว่า หากสิ่งมีชีวิตนอกโลกดำรงอยู่จริง มันก็ไม่ได้มีอยู่ดาษดื่นหรือพบได้ทั่วไปในจักรวาล

    “การค้นหาที่ให้ผลเป็นความว่างเปล่า บ่งบอกถึงสิ่งสำคัญขั้นพื้นฐานกับเราว่า ชีวิตนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่หาพบได้ยากมากจริง ๆ” ควันซ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c78n4kkdkzgo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tess6dFVXiOZeFVtFkXQN