© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5132490/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SYiw1QbIONdfOP5oCFiYO

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5132490/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SYiw1QbIONdfOP5oCFiYO

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ประชาธิปัตย์ ผลัดใบอีกแล้ว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2568
จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่ประชาชนต้องการในการเลือกตั้งครั้งหน้า
การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมา ร้อยละ 18.09 ระบุว่าเป็น นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 9.24 ระบุว่า ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.17 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) ร้อยละ 4.20 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 2.82 ระบุว่าเป็น นางวทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) ร้อยละ 2.21 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น นายเดชอิศม์ ขาวทอง และร้อยละ 0.53 ระบุว่าเป็น นายชัยชนะ เดชเดโช
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.58 ระบุว่า ไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 35.75 ระบุว่า เลือกแน่นอน และร้อยละ 26.67 ระบุว่า ไม่เลือกแน่นอน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/730723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QxTF_NAlJTIR4VqQHsWPd




(50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนนำบัลเล่ต์ “ความฝันในหอแดง”บุกเวทีไทย
ซีพีตอกย้ำพลังองค์กรแห่งนวัตกรรม วันที่สามงาน “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” สุดคึกคัก ไฮไลต์เสวนา “Where Are the Women in Innovation – Why It Matters” ปลุกพลังผู้นำหญิง จุดประกายอนาคตแห่งความเท่าเทียม
ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ปล่อยปลานักล่า เพิ่มสมดุลให้ระบบนิเวศของแหล่งน้ำ
กิจกรรมการประกวด TO BE NUMBER ONE DANCERCISE ระดับจังหวัด “TO BE NUMBER ONE DANCERCISE NSN 2025 ครั้งที่ 2”
จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1324349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31U9M89Sr3pw1UZdXfyvQs

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยการเข้าร่วมเป็นสถาบันการเงินกลุ่มแรกของ Alliance for Green Commercial Banks (The Alliance) ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกที่ได้รับการริเริ่มโดยบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) สถาบันการเงินในเครือธนาคารโลก โดยนายพรสนอง ตู้จินดา (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนธนาคารในการประกาศเจตนารมณ์ร่วมผลักดันพันธกิจของโครงการ The Alliance ในการเร่งเปลี่ยนผ่านภาคการธนาคารสู่การเงินสีเขียว ในพิธีเปิดโครงการฯ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่งาน Hong Kong Green Week เขตเศรษฐกิจฮ่องกง โดยมีธนาคารพาณิชย์ชั้นนำกว่า 20 แห่งจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/243608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EmeLWaJmYg7kId0u2S6S3

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทระหว่างวันที่ 15–19 กันยายน 2568 อ่อนค่าตามแรงขาย หลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับมาตรการดูแลค่าเงิน และแรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่ฟื้นตัว หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณไม่เร่งปรับลดดอกเบี้ย และยังห่วงแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเงินบาทกลับมาอ่อนค่าช่วงกลาง–ปลายสัปดาห์ ตามการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียและแรงขายทำกำไรทองคำ ขณะที่เงินดอลลาร์ได้แรงหนุนจากผลการประชุมเฟดและตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ที่ลดลงกว่าคาด
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ยังไม่พบสัญญาณเก็งกำไรผิดปกติ และยังคงเข้าดูแลเพื่อป้องกันความผันผวนไม่ให้รุนแรงเกินไป โดยธนาคารกสิกรไทย (KBank) คาดกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า (22–26 ก.ย.) ที่ 31.50–32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมของไทย ทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติ คำแถลงเจ้าหน้าที่เฟด ราคาทองคำ และดัชนีเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน
ด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index ช่วงต้นสัปดาห์ดีดตัวขึ้นจากความคาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และข่าวข้อตกลงสหรัฐฯ–จีนที่ช่วยคลายกังวลด้านการค้า รวมถึงคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟด ส่งแรงซื้อเข้ามาในหุ้นเทคโนโลยี ไฟแนนซ์ และค้าปลีก หนุนดัชนีแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนครึ่งที่ 1,312.74 จุด อย่างไรก็ดี ช่วงท้ายสัปดาห์ดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่า 1,300 จุด ตามแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนต่างชาติ หลังผลการประชุมเฟดออกมาตามคาด และส่งสัญญาณระมัดระวังการลดดอกเบี้ย
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย (KSecurities) คาดแนวรับสัปดาห์หน้าไว้ที่ 1,275 และ 1,250 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,300 และ 1,315 จุด ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ตัวเลขส่งออกของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ คำแถลงเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงดัชนีเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/257496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WzJFtAtlFhWswP63dwUeI

21 กันยายน 2568 เมื่อเร็วๆนี้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในปี 2567 โดยข้อมูลล่าสุดในสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 โดยพบจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่อยู่ที่ 3.41% โดยในปีนี้ได้ปรับเส้นความยากจนปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน
สำหรับข้อมูลสัดส่วนคนจนจำแนกรายจังหวัด สภาพัฒน์ได้เปิดเผยข้อมูลในรายงานว่า
ทั้งนี้จากข้อมูลของสศช.ระบุว่า จ.แม่ฮ่องสอน และปัตตานี อยู่ใน 5 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนเรื้อรังใน จังหวัดดังกล่าว
นอกจากนี้ หากพิจารณาจาก 10 จังหวัดแรกที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดในปี 2567 จะพบว่า 5 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตาก มักติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มี สัดส่วนคนจนสูงสุดในปีอื่น ๆ ด้วย กล่าวคือ มีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาความยากจนเรื้อรัง
ทั้งนี้หากพิจารณาเรื่องความยากจนจำแนกเป็นภูมิภาคของไทย พบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความแตกต่างเชิงโครงสร้าง ระหว่างภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ความไม่สมดุลนี้สะท้อนชัดทั้งในมิติเศรษฐกิจและมิติสังคม และได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของปัญหาความเหลือมล้ำที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและการเติบโตของประเทศในระยะยาว
ความเหลื่อมล้ำในเชิงเศรษฐกิจ ความเจริญยังคงกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และภาคกลาง โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานกว่า 25% อยู่ในภาคบริการสมัยใหม่ ครอบคลุมสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การเงิน การแพทย์ และการสื่อสาร ขณะที่ภาคกลางยังคงเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้ทั้งสองพื้นที่ดึงดูดเงินลงทุนและแรงงานจำนวนมาก สร้างความได้เปรียบเหนือภูมิภาคอื่น
ในทางตรงกันข้าม ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ยังคงพึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีแรงงานในภาคเกษตรมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งภูมิภาค ทำให้ครัวเรือนมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อความยากจนสูง โดยเฉพาะเมื่อเผชิญปัจจัยภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติหรือความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งกระทบต่อรายได้และความมั่นคงของครัวเรือน รวมถึงส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมแปรรูปและบริการที่เกี่ยวข้อง
ด้านสังคม พบว่า ภาคเหนือมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงสุดที่ 31.9% ตามด้วยภาคอีสานที่ 28.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ 24.97% ซึ่งอาจกลายเป็นความท้าทายด้านกำลังแรงงานและเพิ่มภาระการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต
ในขณะที่กรุงเทพฯ มีประชากรวัยแรงงานมากที่สุด สะท้อนบทบาทในการดึงดูดแรงงานจากต่างภูมิภาค ส่วนภาคใต้และอีสานมีสัดส่วนประชากรวัยเด็กสูงที่สุดของประเทศ แสดงถึงศักยภาพด้านทุนมนุษย์ หากได้รับการลงทุนด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นกำลังแรงงานคุณภาพในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35U3wYAcs2wHF_GUzv2J8O

สรุปคนละครึ่ง 2568 เวอร์ชั่น 2.0 ล่าสุด นายกฯ ประกาศพร้อมเดินหน้าคนละครึ่งภายใน 1 เดือน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการผลักดันโครงการคนละครึ่งจะกลับมาภายใน 1 เดือน หลังจากได้เข้าทำงานเป็นรัฐบาล พร้อมระบุว่ารัฐบาลไม่ได้มีเวลายาวนานนัก จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังระบุถึงกลุ่มคนที่เสียภาษีจะได้รับสิทธิคนละครึ่ง 2568 มากกว่าคนทั่วไป คือ รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษียังจะได้รับสิทธิคนละครึ่งเช่นเดิมคือ 50:50 โดยประชาชนจะได้รับสิทธินี้ไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
อ่านเพิ่มเติม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943272/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DZeNKhwNKt1M051Q7DakU

วันนี้ (21 ก.ย.2568) ประชาชนในฟิลิปปินส์รวมตัวประท้วงตามท้องถนนในกรุงมะนิลา แสดงความไม่พอใจการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ
กลุ่มผู้ชุมนุมจุดไฟเผายางรถบรรทุกที่ถูกนำมาจอดกีดขวางเส้นทาง ซึ่งมุ่งหน้าสู่ทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โดยผู้ชุมนุมบางส่วนวิ่งกรูเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ระหว่างการประท้วง ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างปาสิ่งของเข้าใส่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ต้องล่าถอย
บางจุดเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประท้วง จนเป็นเหตุให้มีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น และเจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ประท้วงไปอย่างน้อย 17 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

ผู้ประท้วงจุดไฟเผายางรถบรรทุกที่ถูกนำมาจอดขวางเส้นทาง บางส่วนขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และเกิดการปะทะกัน
ผู้ประท้วงจุดไฟเผายางรถบรรทุกที่ถูกนำมาจอดขวางเส้นทาง บางส่วนขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และเกิดการปะทะกัน
การประท้วงเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีมวลชนกระจายตัวกันหลายจุด บางส่วนพยายามรื้อทำลายแผงกั้นที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งการชุมนุมในวันนี้ (21 ก.ย.) เริ่มต้นขึ้นอย่างสันติเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีประชาชนประมาณ 50,000 คนรวมตัวกันที่สวนสาธารณะในกรุงมะนิลา เพื่อร่วมแสดงพลังต่อต้านการทุจริต
ผู้จัดการประท้วง ระบุว่า ผู้ประท้วงจะมุ่งเน้นไปที่การประณามเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ สมาชิกสภา และเจ้าของบริษัทก่อสร้าง รวมถึงระบบที่เอื้อให้เกิดการทุจริตในวงกว้าง แต่จะไม่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ลาออกจากตำแหน่ง

ประชาชนในฟิลิปปินส์เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในกรุงมะนิลา เพื่อต่อต้านการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2568
ประชาชนในฟิลิปปินส์เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในกรุงมะนิลา เพื่อต่อต้านการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2568
ขณะที่การชุมนุมประท้วงในวันนี้จัดขึ้นตรงกับวันครบรอบ 53 ปี การประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส พ่อของผู้นำคนปัจจุบัน ซึ่งทำให้ฟิลิปปินส์ตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการนาน 2 ทศวรรษ
การประท้วงครั้งใหญ่นี้มีต้นตอมาจากปัญหาการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งกระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินว่า ระหว่างปี 2566-2568 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ได้รับความเสียหายจากการทุจริตโครงการนี้มากถึง 118,500 ล้านเปโซ
ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดอบสวนการทุจริตของรัฐ ส่งผลให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ยื่นหนังสือลาออกเพื่อเปิดทางให้การสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใส
อ่าข่าว
“บองบอง” สั่งสอบ 15 บริษัททุจริตป้องน้ำท่วม งบหายแสนล้านเปโซ
นักวิชาการมาเลเซียเตือนรัฐบาลระวัง “กัมพูชา” เล่นบทเหยื่อ
เช็กอินล่ม! มือมืดแฮกระบบสนามบินยุโรป ทำเที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกเพียบ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C31qIgxpSlCKEsvObHbbF


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ fha_arjima” รองลงมาคือเรื่อง “เจ้าหน้าที่จากธนาคารกรุงไทย ติดต่อหาประชาชน ผ่านเบอร์โทรศัพท์” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ – แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
21 ก.ค. 2568 – นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 12 – 18 กันยายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,005,202 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 795 ข้อความ
สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 763 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 31 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 210 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 91 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่
อันดับที่ 1 : เรื่อง กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ fha_arjima
อันดับที่ 2 : เรื่อง เจ้าหน้าที่จากธนาคารกรุงไทย ติดต่อหาประชาชน ผ่านเบอร์โทรศัพท์
อันดับที่ 3 : เรื่อง ติดต่อทำธุรกรรมการเงิน กับเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ได้ทางไลน์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ
อันดับที่ 4 : เรื่อง กฟภ. เปิดบัญชีไลน์ PEA E-Service โดยใช้ไลน์ไอดี pea1794
อันดับที่ 5 : เรื่อง OR เปิดโอกาสร่วมลงทุนหุ้นโออาร์ อเมซอน เริ่มต้นเพียง 1,260 บาทต่อหน่วย
อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก วีนัส ทำใบขับขี่ได้ทุกชนิด ไม่ต้องอบรม ไม่ต้องสอบ
อันดับที่ 7 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดให้ขอสินเชื่อ ผ่านเพจ สินเชื่อ ออมสิน
อันดับที่ 8 : เรื่อง เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ใช้เบอร์ส่วนตัวโทรสอบถามข้อมูลลูกค้า
อันดับที่ 9 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ลงทะเบียนขอคืนทรัพย์จากมิจฉาชีพ ผ่านเพจ Impact Assistance Office
อันดับที่ 10 : เรื่อง ออมสินปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ user9720241871800
“เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับโครงการสินเชื่อธนาคารรัฐ และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ รวมถึงการชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว
สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ fha_arjima” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า TikTok ชื่อ fha_arjima เป็นมิจฉาชีพ ซึ่งได้เปิดบัญชีปลอมอ้างปล่อยสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย สำหรับบัญชีดังกล่าวยังแอบอ้างนำโลโก้ของธนาคารกรุงไทยไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เพราะธนาคารไม่มีนโยบายปล่อยกู้สินเชื่อผ่านบัญชี TikTok หรือสื่อโซเชียลใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ และหากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ โทร 0-2111-1111
นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้
อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/865386/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HTLkmM2EMcPFuG1YGZkdW

โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกต คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น ว่า ก็มีการหมายถึงว่าเป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย วันนี้พอพูดถึงบุรีรัมย์ จะมีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอคติก็จะพูดว่า คนบุรีรัมย์จะเข้าไปทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่กลุ่มที่รู้ความจริง เหมือนที่คนบุรีรัมย์รู้ว่า อะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นต้องดูที่การกระทำเหมือนตนที่วันนี้ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย แต่กลับถูกตั้งฉายาว่าโสภณ เขากระโดง
โสภณ กล่าวอีกว่า ตนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เพราะอยู่บุรีรัมย์ ขอถามว่า ที่ตนมีชื่ออยู่ในครม.ชุดนี้ ก็ต้องไปดูว่า สิ่งที่จะทำในอนาคตนั้นจะเหมือนกับคำปรามาสหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กัน ในสังคมนี้พอพูดเรื่องดีก็ไม่เชื่อ แต่พอพูดเรื่องไม่ดีก็เชื่อไว้ก่อนว่าจะทำแบบนั้น จะทำแบบนี้ จึงเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และการใช้โซเชียลมีเดียที่จริงบ้าง เท็จบ้างมาบั่นทอนความน่าเชื่อถือของคนที่ไม่รู้ความจริง
“วันนี้ผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และไม่ใช่แค่ผมนะ แต่สส.บุรีรัมย์ นักการเมืองของคนบุรีรัมย์ หรือมีชื่อคนบุรีรัมย์เข้าไปเป็นครม. ต้องพิสูจน์ว่า เราไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาคิด ตรงนี้สำคัญเพราะอนาคตของภูมิใจไทย มันไม่ได้อยู่ที่วันนี้อนาคตของภูมิใจไทยอยู่ที่ว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่ทุกคนคาดผิดหมด พวกผมก็เป็นพระเอก”
— โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี
โสภณ กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยเราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ จึงต้องเดินตามครรลองของกฎหมาย เพราะเราหวังว่าจะเป็นพรรคการเมือง ที่เป็นสถาบันการเมือง หากพรรคใดไร้อุดมการณ์ ไม่ยึดในสิ่งที่ถูกต้องก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรา และ สส.ทุ่มเทมา สิ่งที่ทำมาก็เป็นประโยชน์กับประชาชน
เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล ที่จะชำแหละนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา โสภณ กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร ตนไม่ห่วงเรื่องชำแหละ แต่ห่วงว่า เราจะมีเวลาพอที่จะได้พิสูจน์การทำงานบนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่เพราะเวลา 4 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีการทำ MOA และรับปากกับพรรคที่พรรคที่สนับสนุนว่า จะยุบสภาใน 4 เดือน เชื่อว่าทำได้ แต่ในขณะเดียวกันวิกฤตของประเทศบางอย่างรอไม่ได้ และความเป็นรัฐบาลทุกวินาทีต้องทำเพื่อประเทศชาติ ต้องคู่กันไปกับการเดินหน้ายุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม
โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภารกิจที่จะรับผิดชอบว่า ส่วนตัวไม่ถนัดเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องสังคม การศึกษา และยาเสพติดนั้นถือว่าเป็นงานที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาของประเทศจริงๆ ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้ หากมองให้ดี ก็เพราะคนเราไม่มีคุณภาพ ติดยา เด็กติดยาไม่เรียนหนังสือ ปัญหานี้ต้องแก้ไขเร่งด่วน
“ซึ่งตนสามารถทำได้แล้ว ในระยะ 2 ปี ที่เป็น สส.บุรีรัมย์ ได้เร่งแก้ปัญหายาเสพติดใน 6 อำเภอ ร่วมกับพระและภาคเอกชน และเห็นผลสำเร็จ โดยขอท้าสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการไปดูที่อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ฯลฯ ซึ่งมีศูนย์บำบัด ติดตาม แยกผู้ป่วย และตนจะพาสื่อไปชม สิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาด้านการศึกษาและการแก้ปัญหายาเสพติด”
โสภณ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 3 ปี เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้งและในตอนนั้นต้องยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ แต่สุดท้ายผลการสอบก็ยกหมด ยืนยันว่าตนไม่มีเรื่องถูกชี้มูลใน ป.ป.ช. ส่วนใน ครม.นี้ จะมีใครถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่นั้น ทางนายกฯ ได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะท่านมีอนาคตทางการเมืองอยู่ ตนเชื่อว่านายกฯ มีกำแพงพิงที่จะไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แม้จะเป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน แต่ก็ไม่ควรนำชีวิตการเมืองไปผูกไว้
เมื่อถามว่าภาพลักษณ์ของ ครม.จะกระทบรัฐบาลหรือไม่ โสภณ กล่าวว่า ก็ต้องพิสูจน์กันในทางการเมือง นักการเมืองที่อยู่วังวนเคยร่วมงานกัน แต่ในส่วนตัว ความผิดต้องตัดสินด้วยกฎหมาย วันนี้ใครถูกกล่าวหาก็ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ แม้แต่นายกฯ เอง หากไม่เชื่อกฎหมายแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไร และเชื่อว่าใครทำไว้สมัยนี้ไม่สามารถปิดได้ ใครทำอะไรรู้หมด ส่วนฝ่ายค้านจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขา และหวังว่าสังคมจะให้ความยุติธรรม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/sopon-saram-is-confused-by-the-nickname-khao-kradong-emphasizing-that-his-name-has-never-been-incriminated-by-the-nacc&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aqf–ODsqs7z9AXbKFI_d