Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แพทย์คาดสาเหตุดับ ผู้ช่วยพยาบาล ล้มฟุบหมดสติ กลางงานวิ่งดัง

    แพทย์คาดสาเหตุดับ ผู้ช่วยพยาบาล ล้มฟุบหมดสติ กลางงานวิ่งดัง

    แพทย์คาดสาเหตุดับ ผู้ช่วยพยาบาล ล้มฟุบหมดสติ กลางงานวิ่งดัง

    แพทย์คาดสาเหตุดับ ผู้ช่วยพยาบาล ล้มฟุบหมดสติ กลางงานวิ่งดัง

    21 ก.ย. 2568 ที่บริเวณ ด้านหลังองค์พญาศรีสัตตนาคราช ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม ได้มีการจัดกิจกรรม “วิ่งสะออน RUN 2025” เพื่อหนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพริมฝั่งโขง โดยมีนักวิ่งจากหลายจังหวัดเดินทางมาร่วมรายการวิ่งดังกล่าว เพื่อสัมผัสบรรยากาศการวิ่งยามเช้า

    สำหรับการวิ่งแบ่งออก 3 ระยะคือ 4 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร และระยะ 20 กิโลเมตร มีจุดสตาร์ทและเส้นชัยที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช โดยเริ่มปล่อยขบวนนักวิ่ง ตั้งแต่เวลา 04.00 น. มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย รวมทั้งรถ 1669 โรงพยาบาลนครพนม พร้อมรถจักรยานยนต์ชุดเคลื่อนที่เร็ว อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และความปลอดภัยแก่นักวิ่ง ที่มารวมงาน กว่า 2 พันคน

    มีรายงานว่าเกิดเหตุสลดขึ้น โดย นางวัชรา อายุ 45 ปี ชาว ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยพยาบาล โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จ.สกลนคร ซึ่งลงวิ่งระยะทาง 20 กิโลเมตร เกิดอาการหน้ามืด และหมดสติล้มลงกับพื้น หลังวิ่งกลับตัวเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นชัย ที่เหลือระยะทางอีก 1 กิโมตร

    เจ้าหน้าที่พยาบาลเห็นเหตุการณ์ รีบเข้าช่วยเหลือทำ CPR และนำขึ้นรถ Ambulance ส่งโรงพยาบาลนครพนมทันที แต่นางวัชรา หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว แพทย์สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดจาก “ภาวะหัวใจล้มเหลว”

    พี่ชายของผู้เสียชีวิต ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย เปิดเผยว่า น้องสาวมีโรคประจำตัว คือโรคไทรอยด์ แต่ทานยาสม่ำเสมอ มาวิ่งกับเพื่อนรวม 9 คน ขับรถยนต์มานอนที่โรงแรมในตัวเมือง 1 คืน แต่อาจพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะเพิ่งกลับมาจากไปส่งลูกเข้าทำงานที่กรุงเทพฯ

    ดาบตำรวจเอนก อายุ 52 ปี ตำรวจประจำ สภ.เต่างอย สามีผู้เสียชีวิต หลังทราบข่าวร้าย จึงรีบเดินทางมา ที่ รพ.นครพนม เมื่อเห็นร่างภรรยานอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ ถึงกับปล่อยโฮออกมาทันที พร้อมกับเผยว่า ก่อนภรรยาจะออกจากบ้าน คล้ายเป็นลางสังหรณ์ ได้ส่งยิ้มและโบกมือให้ เหมือนจะสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย และตอนเช้าประมาณตีห้าตนก็ทักไลน์ว่า “ตื่นหรือยัง” แต่ภรรยาไม่เปิดอ่านไลน์ กระทั่งมาทราบจากญาติว่าภรรยาวูบหมดสติเสียชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/607683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vfyCGMjvhz3fE9g4A0VDV

  • ประชาชน-ภาคธุรกิจ ให้กำลังใจทหารฐานชำราก ย้ำทวงคืน 17 จุดก่อนเปิดด่าน

    ประชาชน-ภาคธุรกิจ ให้กำลังใจทหารฐานชำราก ย้ำทวงคืน 17 จุดก่อนเปิดด่าน

    ประชาชน-ภาคธุรกิจ ร่วมให้กำลังใจทหารชายแดนตราดฐานชำราก ย้ำทวงคืน 17 จุดที่ถูกรุกล้ำ ไม่ยอมให้เปิดด่านหากแผ่นดินไทยยังไม่กลับคืนมา!

    เวลา 09.30 น. วันที่ 21 ก.ย. 2568 ประชาชนกลุ่มรักชาติ จากจังหวัดตราดและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมด้วยสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวตราด สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า สมาคมกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด รวมกว่า 200 คน เดินทางไปยังกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 535 บ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เพื่อให้กำลังใจทหารพราน มอบสิ่งของ มอบปูน มอบยางรถยนต์ และร่วมทำกระสอบทรายช่วยทำบังเกอร์ให้กับทหารพรานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวชายแดน

    หลังจากเดินทาง ทั้งหมดได้นำสิ่งของ เครื่องดื่ม อาหารแห้ง มามอบให้กับทหารจำนวนมาก โดยทหารพรานทุกนายแต่งกายอยู่ในความพร้อมรบ ส่วนอาสากู้ภัยฯได้นำยางรถเก่ากว่า 300 เส้น มามอบให้เพิ่มเติมให้กับฐานฯ เพื่อทำเป็นแนวบังเกอร์ ขณะมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ได้นำปูนจำนวน 40 ลูก มามอบให้ เพื่อก่อสร้างเป็นบังเกอร์

    จากนั้นประชาชนทั้งหมดได้ร่วมตัวกัน ถือธงชาติ ถือป้ายที่มีข้อความว่า “ทวงคืน แผ่นดินไทย 17 จุด” หรือ “17 จุด เป็นของไทย ไม่ใช่ของเขมร” พร้อมร้องเพลงชาติไทย เพื่อแสดงสัญลักษณ์รักชาติ รักทหาร เมื่อเสร็จกิจกรรมแล้ว ทหารพรานได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจพร้อมประกาศว่า จะรักษาดินแดนไทยไม่ให้เสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

    ด้านนางอิศรา อิงคเพียงกุล แกนนำกลุ่มดังกล่าว เปิดเผยว่า การเดินทางมาในครั้งนี้เกิดจากการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวของชาวจังหวัดตราดและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และเพื่อมาสังเกตการณ์สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนให้เห็นด้วยตาตนเอง เพื่อคลายข้อสงสัยและรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง วันนี้เรามาด้วยกำลังใจที่เต็มร้อย ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารของเรา ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา พวกเราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือและสู้ไปด้วยกัน

    ขณะที่ นายวิชิต สุกระสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด พร้อมสมาชิกที่เดินทางไกลจากเกาะช้างมาที่บ้านชำราก กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้นยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง ทำให้เกิดความกังวลในการเดินทางมายังจังหวัดตราด แต่ยืนยันว่าผลกระทบยังไม่รุนแรงมากนัก และต้องการสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวทุกคนว่าจังหวัดตราดยังคงมีความปลอดภัยสูง ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวอย่ากังวลใจในเรื่องนี้ เพราะทหารได้ช่วยดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และสถานการณ์ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีความวุ่นวาย ขอให้นักท่องเที่ยวสบายใจได้ว่าเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราดได้อย่างปลอดภัยครับ

    นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวแล้ว เป้าหมายสำคัญของการมาในครั้งนี้คือการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร โดยภาคเอกชนยืนยันว่าจะคอยให้การสนับสนุนในสิ่งที่สามารถทำได้ ขอส่งกำลังใจให้เต็มที่ อะไรที่เราสนับสนุนได้ เราก็จะช่วยอย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะการรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้หรืออาหารที่จำเป็น พวกเราพร้อมจะร่วมมือกันทำให้ดีที่สุด

    RELATED

    TOP สังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/257512/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sdTdFqcEPUr4ae_xPzBuA

  • อุตฯไอทีอินเดียสะเทือน หลังสหรัฐฯขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B : อินโฟเควสท์

    อุตฯไอทีอินเดียสะเทือน หลังสหรัฐฯขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B : อินโฟเควสท์

    สมาคมบริษัทซอฟต์แวร์และบริการแห่งชาติของอินเดีย (Nasscom) ซึ่งเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมไอที แสดงความกังวลว่า การที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากอินเดีย ซี่งมักส่งผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีไปทำงานในสหรัฐฯ

    Nasscom กล่าวว่า การประกาศใช้มาตรการดังกล่าวอย่างกะทันหันจะส่งผลกระทบต่อชาวอินเดียจำนวนมาก รวมถึงขัดขวางการดำเนินงานของบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากอินเดียที่กำลังดำเนินโครงการในสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ Nasscom เตือนว่า มาตรการใหม่อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของสหรัฐฯ เอง รวมถึงตลาดงานทั่วโลก โดยชี้ให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ อาจต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานและการบริหารจัดการ เนื่องจากต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียแถลงว่า “มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบด้านมนุษยธรรม เนื่องจากครอบครัวมากมายจะได้รับความเดือดร้อน ซึ่งรัฐบาลหวังว่าผลกระทบดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมโดยรัฐบาลสหรัฐฯ”

    ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ก.ย.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามในประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่บริษัทต่าง ๆ ต้องจ่ายเพื่อสนับสนุนผู้สมัครวีซ่า H-1B จากเดิมหลักพันดอลลาร์เป็น 100,000 ดอลลาร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. เป็นต้นไป

    อย่างไรก็ดี แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์นั้น จะไม่มีผลบังคับใช้กับผู้ถือวีซ่าเดิมที่เดินทางกลับเข้าประเทศ และจะเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

    เลวิตต์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ในวันเสาร์ (20 ก.ย.) ว่า ผู้ถือวีซ่า H-1B ที่ขณะนี้อยู่นอกประเทศ จะไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์ในการกลับเข้าสู่สหรัฐฯ โดยผู้ถือวีซ่า H-1B สามารถเดินทางเข้า-ออกสหรัฐฯ ได้ตามปกติ ส่วนค่าธรรมเนียมใหม่จะมีผลกับการขอวีซ่า H-1B รอบใหม่ ไม่รวมผู้ถือวีซ่าปัจจุบันหรือผู้ต่ออายุวีซ่า

    ขณะเดียวกัน เลวิตต์ยืนยันว่า “ค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ได้เรียกเก็บเป็นรายปี แต่เป็นค่าธรรมเนียมที่เก็บครั้งเดียวเท่านั้นตอนยื่นขอวีซ่า”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531064&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12cPzBW00JIrUkVv36KZA6

  • “น้องชลลี่” คว้ามงนางสาวนครฯปี 2568 พร้อม 2 รางวัลพิเศษ | TOPNEWS

    “น้องชลลี่” คว้ามงนางสาวนครฯปี 2568 พร้อม 2 รางวัลพิเศษ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 20/09/2025 23:51

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568  นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมให้กำลังใจและมอบรางวัลแก่สาวงามที่คว้ารางวัลต่างๆ ในการประกวดนางสาวนครศรีธรรมราช ประจำปี 2568 เนื่องในงานประเพณีบุญสารทเดือนสิบและงานกาชาดจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2568 เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (19 ก.ย.) ณ เวทีกลาง สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 (ทุ่งท่าลาด)

    โดยผลการประกวดนางสาวนครศรีธรรมราช ประจำปี 2568 ผลปรากฏว่า น้องชลลี่ นางสาวศศิธร จองศักดิ์ ผู้สมัครหมายเลข 8 ซึ่งส่งเข้าประกวดโดย ร้าน Wine No.6 ชนะใจกรรมการคว้ามงกุฎนางสาวนครศรีธรรมราช ประจำปี 2568 พร้อมรางวัลนางงามผิวสวยสุขภาพดี และชุดแต่งกายยอดเยี่ยมไปครอง , รางวัลรองอันดับ 1 ผู้สมัครหมายเลข 2 น้องฟิล์ม นางสาวเกตุมณี ยอดทอง ส่งเข้าประกวดโดย ที่ว่าการอำเภอปากพนัง ,รางวัลรองอันดับ 2 พร้อมรางวัลขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน ได้แก่ผู้สมัครหมายเลข 10 น้องตั๊ก นางสาวอิสริยาภรณ์ เด่นดวง ส่งเข้าประกวดโดย ห้างทองโกเอ็กซ์ , รางวัลรองอันดับ 3 ได้แก่ ผู้สมัครหมายเลข 16 น้องหงส์ นางสาววริศรา มากเกลี้ยง ส่งเข้าประกวดโดย บริษัท ภูเก็ตอินเตอร์วู้ดเวอร์ค จำกัด , รางวัลรองอันดับ 4 ได้แก่ ผู้สมัครหมายเลข 1 น้องเตย นางสาววริศรา นุ่นทอง ส่งเข้าประกวดโดย ที่ว่าการอำเภอทุ่งสง ร่วมกับ กิ่งกาชาดทุ่งสง และรางวัลขวัญใจชาวนครศรีธรรมราช ได้แก่ ผู้สมัครหมายเลข 17 น้องพลอย นางสาวมนสิชา สุขเกษม ส่งเข้าประกวดโดย ดร.อัครเดช ยุติธรรม นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    การจัดประกวดนางสาวนครศรีธรรมราช ประจำปี 2568 ดำเนินการโดยหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้การอำนวยการของ นางเดือนเพ็ญ ศรีเพชร ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช และนายต่อพงศ์ เอื้อวงศ์ประยูร ผู้อำนวยการกองประกวด ซึ่งนางสาวนครศรีธรรมราช จะได้รับเงินสด 100,000 บาท พร้อมมงกฎ สายสะพาย และถ้วยรางวัลเกียรติยศ และรางวัลอื่นๆ ซึ่งหลังจากได้รับตำแหน่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ทูตวัฒนธรรมการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช” เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อไป.

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    asxacwwdwd

    SOCAIL 16-9 copy

    นครหัวหิน จัดระเบียบคนเร่ร่อน ป้องกันอาชญากรรม สร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

    ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง พร้อมคณะร่วมประชุมใหญ่สมัชชารัฐสภาอาเซียน ครั้งที่ 46

    จนท. รวบ “แรงงานเถื่อน” ชาวกัมพูชา-ผู้ติดตาม ลักลอบเข้าเมือง จ่ายค่าหัว 6 พันบาท

    ด่วน!!! ไม่รอดฝีมือตำรวจสืบสวนภาค 5 ร่วมสืบสวนภาค 1 จับไอ้ท็อป ทรชนคนอันธพาล หัวหน้าแก๊งไทยใหญ่ 999

    นายก อบจ.นครสวรรค์ ลงพื้นที่ติดตามภารกิจเครื่องจักรกลขุดลอกคลองโพธิ์ ในเขตพื้นที่ ต.แม่เปิน อ.แม่เปิน

    “ผู้ว่าฯศรัณยู” นำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์-เสี่ยงทายทิศ “อุ้มพระดำน้ำ 68” สุดเข้มขลัง หวังน้ำดี-เมืองอุดมสมบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1323478&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m_sxKJZQcudlt6GfcgMrm

  • ต่างชาติประณาม”กัมพูชาเป็นอาณาจักรที่มืดมนและกระหายเลือดที่สุด”ฮุน เซนใช้แกมเมอร์ทำเศรษฐกิจให้มั่งคั่ง

    ต่างชาติประณาม”กัมพูชาเป็นอาณาจักรที่มืดมนและกระหายเลือดที่สุด”ฮุน เซนใช้แกมเมอร์ทำเศรษฐกิจให้มั่งคั่ง

    สำนักข่าว Vigor Media 《銳傳媒》ในไต้หวันเผยแพร่บทความคอลัมน์ชื่อ “อาณาจักรแห่งการฉ้อโกงออนไลน์ของกัมพูชา” ระบุว่า คนส่วนใหญ่คิดว่า นิคมอุตสาหกรรมเคเค (KK Industrial Park) ทางตอนเหนือของเมียนมาเป็นฐานการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม (สแกมเมอร์) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น เพราะความจริงก็คือ กัมพูชาคือศูนย์กลางสแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุด

    “กัมพูชาเป็นอาณาจักรที่มืดมนและกระหายเลือดที่สุด มีประชาชนกว่า 200,000 คนถูกล่อลวงเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ในฐานะทาสโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ โดยมีเงินไต้หวันไหลเข้ามากกว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทุกสัปดาห์ สหรัฐอเมริกายิ่งเลวร้ายกว่านั้นด้วยการสูญเสียเงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ผู้เกษียณอายุต้องทนทุกข์ทรมานจากความสูญเสียเหล่านี้มากที่สุด รองจากการค้ายาเสพติด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สิ่งนี้บีบให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้าแทรกแซงกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบอบการปกครองของฮุน เซน”

    บทความนี้อ้างสถิติว่ามีฐานปฏิบัติการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมมากกว่า 20 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในกัมพูชา กัมพูชามีสถานะทางการเงินที่ไม่โดดเด่นและไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก” 

    ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลกัมพูชายังคอบคุ้มหัวให้บกับสแกมเมอร์เหล่านี้ เพราะในขณะกลุ่มฉ้อโกงในภาคเหนือของเมียนมากำลังแพร่ระบาด ทางการจีนจึงได้เข้าแทรกแซงจับกุม บุกจับผู้ดำเนินการศูนย์ฉ้อโกง และช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกใช้งานเยี่ยงทาสในศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมา แต่กัมพูชาสามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบที่เกิดขึ้นในเมียนมาได้ เพราะมี “การคุ้มครองจากทางการและการเชื่อมโยงของรัฐบาลกับกลุ่มอาชญากร”

    “เมื่อเร็ว ๆ นี้ สหประชาชาติได้ดำเนินการปฏิบัติการ “ล้างทะเล” หลายระลอกในกัมพูชา กองกำลังสหประชาชาติได้เข้าตรวจค้นเครือข่ายค้าทาสและช่วยเหลือประชาชนกว่า 30,000 คน รัฐบาลกัมพูชาให้ความร่วมมือภายนอก แต่ในความเป็นจริงกลับลังเล มีคนเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่ากัมพูชาสามารถปล่อยให้มีการฉ้อโกงที่แพร่หลายเช่นนี้ได้ เพราะนายกรัฐมนตรี ฮุน เซนเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินเบื้องหลังเครือข่ายฉ้อโกงเหล่านี้ กัมพูชาขาดแรงกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และต้องพึ่งพาผลกำไรจากการฉ้อโกงเพื่อสร้างความเฟื่องฟูให้กับผู้บริโภคเท่านั้น”

    บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเกื้อหนุนอุตสาหกรรมสแกมเมอร์กับเศรษฐกิจของกัมพูชาว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาพุ่งสูงขึ้นจากกว่า 2 หมื่นล้าน เป็นกว่า 4 หมื่นล้าน โดยกว่า 50% ของรายได้มาจากการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม “ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ ยกเว้นประชากรภาคเกษตรกรรม การคัดไม้ทำลายป่าที่เกือบหมดสิ้น และปัจจุบันรายได้เพียงส่วนน้อยมาจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ” แต่ใครจะทราบว่ารายได้ที่ใหญ่กว่านั้นมาจากเครือข่ายสแกมเมอร์กับรัฐบาลกัมพูชา

    บทความนี้ยังเตือนว่า “กลุ่มอาชญากรฉ้อโกงทางโทรคมนาคมของกัมพูชาเป็นปฏิบัติการอาชญากรรมแบบบูรณาการที่ทันสมัย ​​ครอบคลุมการค้ามนุษย์ การลักลอบขนสินค้า การฟอกเงิน การฉ้อโกง และการค้ายาเสพติด สหรัฐอเมริกา จีน และไต้หวันเป็นเหยื่อที่เปราะบางที่สุด ดังนั้นคนหนุ่มสาวที่กำลังพิจารณาทำงานในต่างประเทศจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ”

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Phot – Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DAWMyqVH2iP8ahbYQTxGS

  • ฮาวาย ครองแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ 2 ปีซ้อน อากาศดี-เศรษฐกิจท่องเที่ยวโตแรง!

    ฮาวาย ครองแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ 2 ปีซ้อน อากาศดี-เศรษฐกิจท่องเที่ยวโตแรง!

    แม้ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กับรัฐฮาวาย เพราะเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่รัฐฮาวายครองตำแหน่งแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ จากการจัดอันดับของ WalletHub ในปี 2025

    สำหรับรายงานของ WalletHub ได้วิเคราะห์ทั้ง 50 รัฐในสหรัฐฯ โดยพิจารณาจาก 30 ตัวชี้วัดสำคัญ และแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ ความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย, สภาพแวดล้อมในการทำงาน, และชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งฮาวายสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้อย่างไร้ข้อกังขาด้วยคะแนนรวมสูงถึง 65.50 คะแนน

    ในเบื้องหลังของการจัดอันดับ ฮาวายได้อันดับ 3 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย, ตามด้วยอันดับ 16 ในด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน, และอันดับ 13 ในด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Chip Lupo นักวิเคราะห์จาก WalletHub ให้ความเห็นว่า ไม่แปลกที่ฮาวายจะคว้าอันดับหนึ่ง เพราะเป็นเมืองที่มีอากาศดีตลอดทั้งปี ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ค่อยมีปัญหาภาวะซึมเศร้า เศรษฐกิจก็ได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ทำให้อัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำ รายได้เฉลี่ยก็ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้คนมีความกังวลทางการเงินน้อยมาก

    อีกทั้งข้อมูลยังเผยให้เห็นว่า ชาวฮาวายมีระดับความพึงพอใจในชีวิตสูงที่สุดในสหรัฐฯ และมีอัตราภาวะซึมเศร้าต่ำเป็นอันดับ 2 ของประเทศ นอกจากนี้ ผู้ใหญ่กว่า 85% ยังระบุว่า สุขภาพของตนอยู่ในเกณฑ์ดีหรือดีกว่า ซึ่งนับเป็นอันดับที่ 10 ของสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น ฮาวายเป็นรัฐที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในประเทศ และมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่า 7.5 หมื่นดอลลาร์ต่อปี สูงเป็นอันดับสองของสหรัฐฯ

    แม้จะเป็นรัฐที่ผู้คนมีความสุขที่สุด แต่ฮาวายก็ยังมีความท้าทายอยู่ จากการศึกษาประจำปีของ CNBC ที่จัดอันดับ America’s Top States for Business พบว่า แม้ฮาวายจะได้คะแนนคุณภาพชีวิตสูงถึง 173 จาก 265 คะแนน และได้เกรดรวม B แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงในด้านการดูแลเด็กและระบบสาธารณสุข

    นอกจากนี้รายงานของ WalletHub ในปี 2025 ยังรายงานว่า มีรัฐอื่นๆ ที่มีคะแนนความสุขสูงไม่แพ้กัน โดยแมริแลนด์รักษาตำแหน่งรองแชมป์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่สองติดต่อกันด้วยคะแนนรวม 64.13 คะแนน และเมื่อพิจารณาในแต่ละมิติ แมริแลนด์ได้อันดับ 3 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย แต่คะแนนด้านสภาพแวดล้อมการทำงานและชุมชนและสิ่งแวดล้อมกลับลดลงจากปีก่อน

    Chip Lupo อธิบายถึงการลดลงของอันดับในมิติสำคัญนี้ว่า อาจเป็นเพราะแมริแลนด์เป็นรัฐที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางไปทำงานนอกรัฐ และใช้เวลาในการเดินทางนาน ทำให้สภาพแวดล้อมในการทำงานอยู่ในเกณฑ์กลางๆ อย่างไรก็ตาม แมริแลนด์กลับมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 7.5 หมื่นดอลลาร์ มากที่สุดในประเทศ โดยค่าครองชีพโดยรวมยังคงใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของสหรัฐฯ

    ในขณะเดียวกัน แคลิฟอร์เนีย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสภาพอากาศที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัย แต่กลับหลุดจากอันดับ 10 รัฐที่มีความสุขที่สุดในปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ แคลิฟอร์เนียสามารถไต่กลับมาติดอันดับ 7 ได้สำเร็จ โดยได้อันดับ 4 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย และอันดับ 11 ในด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่กลับได้อันดับต่ำมากในด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน โดยได้เพียงอันดับ 45 เท่านั้น

    Lupo ชี้ว่าในแคลิฟอร์เนียมีกิจกรรมมากมายให้ทำ และผู้คนก็มีความภาคภูมิใจในชุมชนสูง แต่เศรษฐกิจนอกเมืองใหญ่กลับไม่ค่อยแข็งแรงนัก เพราะผู้คนมีรายได้น้อย ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงเช่นเดียวกับในเมืองใหญ่ และยังมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งเขามองว่าหากคะแนนด้านนี้ดีขึ้น แคลิฟอร์เนียอาจติดอันดับ Top 5 ได้อย่างไม่ยาก

    สรุป 10 เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา ประจำปี 2025

    1. ฮาวาย
    2. แมริแลนด์
    3. เนบราสกา
    4. นิวเจอร์ซีย์
    5. คอนเน็กติกัต
    6. ยูทาห์
    7. แคลิฟอร์เนีย
    8. นิวแฮมป์เชียร์
    9. แมสซาชูเซตส์
    10. ไอดาโฮ

    ในการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายองค์ประกอบ ทั้งสุขภาพกายและใจ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละรัฐต้องให้ความสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในภาพรวม

    ภาพ: Yi-Chen Chiang/Shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hawaii-happiest-city-america-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G-L5yPKAHJFvr9qxL2gif

  • ประธานสภานายจ้างฯ แนะ รัฐบาลหาตลาดใหม่ทดแทนกัมพูชาช่วงยังปิดด่าน หนุน “คนละครึ่ง” ทำเศรษฐกิจหมุนเวียนระยะสั้นได้ดี

    ประธานสภานายจ้างฯ แนะ รัฐบาลหาตลาดใหม่ทดแทนกัมพูชาช่วงยังปิดด่าน หนุน “คนละครึ่ง” ทำเศรษฐกิจหมุนเวียนระยะสั้นได้ดี

    นายเอกสิทธ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการคนละครึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่เตรียมรื้อฟื้นกลับมาใช้อีกครั้งส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้น ว่า โครงการคนละครึ่งเราเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดี ส่วนตัวก็เห็นด้วยในมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่อยู่สั้น จำเป็นจะต้องเร่งทำนโยบายที่เห็นผลเร็ว มีผลต่อประชาชนได้ทันที ซึ่งคนละครึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้หมุนเวียนมีสภาพคล่องให้ประชาชนและเชื่อว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในเบื้องต้น

    ส่วนปัญหาเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบหลังจากการปิดด่านไม่สามารถค้าขายและส่งออกสินค้าได้นั้น นายเอกสิทธิ์ เสนอว่า เรื่องการเปิดด่านยังถือเป็นเรื่องเซนซิทีฟเพราะยังมีสถานการณ์กระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับความมั่นคงให้จบก่อน จึงจะสามารถพิจารณาเปิดด่านอีกครั้ง โดยในช่วงนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องส่งเสริมมองหาตลาดอื่นมาทดแทนกัมพูชา

    ทั้งนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านทักษะดิจิทัลด้วย ควรจะสนับสนุนให้มีจัดฝึกอบรมบุคลากร ของหน่วยงานต่างๆ เพื่อรองรับอนาคตในการแข่งขันด้านดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมเกี่ยวข้องทุกด้านทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลควรจะเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนมาตรการด้านภาษีเป็นพิเศษให้กับภาคเอกชนที่จัดฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/243476&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XAj8hUvOI-hxCbZD6IYae

  • ‘ทูตจีน’ เชิญ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ถก ‘ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ปราบแก๊งคอลฯ’ | เดลินิวส์

    ‘ทูตจีน’ เชิญ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ถก ‘ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ปราบแก๊งคอลฯ’ | เดลินิวส์

    ‘ทูตจีน’ เชิญ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ถก ‘ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ปราบแก๊งคอลฯ’

    เอกอัครราชทูตจีน เชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ-รมว.เกษตรฯ หารือ 26 ก.ย.นี้ เน้นวาระ การค้าการลงทุน และ ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเชิญเยือนจีนปลาย ต.ค.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5132700/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37txyXZClYPjLxpI2LWgcS

  • จีน-มาเลเซียจับมือขยายเครือข่ายขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วอาเซียน : อินโฟเควสท์

    จีน-มาเลเซียจับมือขยายเครือข่ายขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วอาเซียน : อินโฟเควสท์

    ความพยายามในการเชื่อมโยงจีนกับประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ได้รับการส่งเสริมผ่านความร่วมมือด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศเชิงกลยุทธ์ระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) และท่าอากาศยานนานาชาติเจิ้งโจวซินเจิ้ง (CGO)

    ผู้เข้าร่วมงาน Zhengzhou-Kuala Lumpur “Air Silk Road” Forum for International Cooperation กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (18 ก.ย.) ว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายการเชื่อมต่อด้านการขนส่งสินค้าทั่วเอเชีย โดยวางตำแหน่ง KLIA และ CGO เป็นศูนย์กลางภูมิภาคชั้นนำ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative ในส่วนของ ‘Air Silk Road’

    ในการกล่าวปาฐกถานั้น แอนโทนี โลค ซิว ฟุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซียระบุว่า การเชื่อมโยงเจิ้งโจวหนึ่งในศูนย์โลจิสติกส์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภาคกลางของจีน กับ KLIA ซึ่งเป็นประตูสู่อาเซียนจะช่วยสร้างโอกาสในภาคส่วนมูลค่าสูง เช่น อีคอมเมิร์ซ อิเล็กทรอนิกส์ เภสัชภัณฑ์ และสินค้าเกษตรสด

    KLIA จะเสริมความแข็งแกร่งผ่านโครงการนี้ในฐานะศูนย์กลางขนส่งสินค้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ดิจิทัล และการปรับปรุงด้านศุลกากรให้ราบรื่น จะช่วยให้เข้าถึงตลาดสำคัญได้รวดเร็วขึ้น

    เจิ้ง ซือฟาง หัวหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำมาเลเซียกล่าวว่า มณฑลเหอหนานและมาเลเซียได้บรรลุข้อตกลงในการเปิดและเพิ่มความถี่เที่ยวบินขนส่งสินค้าระหว่างเจิ้งโจวและมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโครงการนำร่อง “Air Silk Road” ที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    การประชุมครั้งนี้ยังมีการลงนามในข้อตกลงหลายฉบับระหว่างผู้ประกอบการจีนและมาเลเซีย ครอบคลุมด้านการขยายความจุการขนส่งทางอากาศ การส่งออกสินค้าเกษตร โลจิสติกส์ระบบเย็น และการอำนวยความสะดวกด้านการค้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yLVMwqtwsYlxppz5-U-b2

  • เปิด ’10 จังหวัดคนจนสูงสุดในไทย’ แม่ฮ่องสอน-ปัตตานีจนซ้ำซ้อน 15 ปี

    เปิด ’10 จังหวัดคนจนสูงสุดในไทย’ แม่ฮ่องสอน-ปัตตานีจนซ้ำซ้อน 15 ปี

    สภาพัฒน์เปิดข้อมูล 10 อันดับคนจนมากที่สุดในไทย แม่ฮ่องสอนครองแชมป์ตามด้วย 3 จว.ชายแดนใต้ ชี้ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่แต่ใน กทม.

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในปี 2567 พบคนจนในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.89 ของประชากรทั้งหมด คือ 3.43 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ร้อยละ 3.41 

    โดยพิจารณาจากเส้นความยากจนที่ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมอยู่ที่ 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน

    สำหรับเส้นความยากจน คือ การคำนวณค่าใช้จ่ายขั้นต่ำต่อคนต่อเดือนที่ครัวเรือนจำเป็นต้องมีเพื่อดำรงชีวิตอย่างน้อยในระดับมาตรฐาน

    สศช.ยังได้เปิดเผย 10 อันดับจังหวัดที่มีคนจนสูงที่สุดในไทย ได้แก่

    1. แม่ฮ่องสอน
    2. ยะลา
    3. ปัตตานี
    4. นราธิวาส
    5. อุบลราชธานี
    6. สระแก้ว
    7. พัทลุง
    8. ศรีสะเกษ
    9. เชียงราย
    10. ตาก

    โดยมีข้อมูลจังหวัดที่มีสัดส่วนความยากจนสูงสุด 10 อันดับ เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่  

    1. แม่ฮ่องสอน  25.69%
    2. ยะลา 25.41%
    3. ปัตตานี 25.39%
    4. นราธิวาส  21.07%
    5. อุบลราชธานี  20.34%
    6. สระแก้ว 16.00%
    7. พัทลุง  15.74%
    8. ศรีสะเกษ 14.08%
    9. เชียงราย  13.69%
    10. ตาก  13.37%

    ทั้งนี้ พบว่า 5 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตาก มักติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มี สัดส่วนคนจนสูงสุดในปีอื่น ๆ ด้วย คือ มีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาความยากจนเรื้อรัง

    นอกจากนี้ แม่ฮ่องสอนและปัตตานี ยังมีปัญหาความยากจนเรื้อรังนานกว่า 15 ปี

    การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทำให้เกิดปัญหา ‘ความเหลื่อมล้ำ’ 

    สศช. ระบุว่าหากพิจารณาเรื่องความยากจนจำแนกเป็นภูมิภาคของไทย พบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

    โดยพบว่าสัดส่วนคนจนในภาคเหนือมี 5.75% ในขณะที่ภาคอีสานมี 6.56% ภาคใต้ 9.43% 

    โดยความเจริญจะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และภาคกลาง ซึ่งมีแรงงานกว่าร้อยละ 25 ในภาคบริการสมัยใหม่ ครอบคลุมสาขาเทคโนโลยี การเงิน การแพทย์ และการสื่อสาร  และยังเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้เปรียบกว่าภูมิภาคอื่น

    ทั้งนี้ การดำเนินนโยบาของภาครัฐที่ผ่านมาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ยังมีช่องว่าง ที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่

    1. มาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและสังคมหลายโครงการไม่สอดคล้องกับความต้องการของครัวเรือนยากจนที่มีภาระพึ่งพิงสูง เพราะไม่สามารถเข้าถึงบริการสนับสนุนที่จำเป็น
    2. การออกแบบและดำเนินนโยบายไม่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ประชากร และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน
    3. ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบโครงการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 
    4. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรยากจนส่วนใหญ่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ขาดการสร้างรายได้ที่มั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/730744&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l7RfSsZsChZiT0n7rgFe0