Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ฤดูดอกดินในพะเยา ของดีปีละครั้งจากป่า สู่เมนู “ข้าวเหนียวดอกดิน” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    ฤดูดอกดินในพะเยา ของดีปีละครั้งจากป่า สู่เมนู “ข้าวเหนียวดอกดิน” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    พะเยาเข้าสู่ฤดู “ดอกดิน” จากครัวบ้านถึงครัวชุมชน สีม่วงจากป่าที่โผล่เพียงปีละครั้ง สู่เมนูเอกลักษณ์ “ข้าวเหนียวดอกดิน”

    พะเยา, 21 กันยายน 2568 — เมื่อม่านฝนแรกคลอเคลียผืนป่าตามแนวเขาเหนือสุดของประเทศ ผืนดินในอำเภอดอกคำใต้ก็แย้มสัญญาณแห่งฤดูกาล—ดอกทรงกรวยก้านแดงอมม่วง “โผล่พ้นดิน” เป็นหย่อมเล็ก ๆ คล้ายฝากะทิ้งไว้กลางผืนใบไม้ชื้น นี่คือ “ดอกดิน” พืชป่าหายากที่มาเยือนชั่วคราวปีละครั้ง สร้างความคึกคักให้ชุมชนที่ต่างรู้คิวและรู้ทางเดินของตัวเองดี—ออกหาแต่เช้าตรู่ เก็บอย่างพอเพียง นำกลับบ้านไปปรุงอาหาร หรือแปรรูปเป็นเมนูที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ไปแล้วอย่าง “ข้าวเหนียวดอกดิน”

    ภาพเช้าหลังฝนในดอกคำใต้จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเข้าป่าทั่วไป แต่เป็น “ฤดูเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม” ของชุมชน เป็นวิถีที่เชื่อมโยงระหว่างคน ดิน และผืนป่า ผ่านพืชเล็ก ๆ ที่มีอายุบนดินเพียงไม่กี่สัปดาห์

    ดอกดินคือใครในเชิงวิทยาศาสตร์ พืชเบียนที่รอฝนก่อนโผล่เหนือดิน

    ข้อมูลเชิงวิชาการระบุว่า “ดอกดิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aeginetia indica L. อยู่ในวงศ์ Orobanchaceae มีลักษณะเป็นพืชเบียน (parasitic plant) ที่ไม่มีใบสีเขียว ไม่สังเคราะห์แสง แต่ใช้ชีวิตใต้ดินเกาะรากพืชเจ้าบ้าน (มักเป็นหญ้าหรือพืชใบแคบ) และจะชูช่อดอกขึ้นเหนือผิวดินในช่วงดินชื้นจัด โดยก้านดอกมีสีแดงอมม่วง ดอกตูมแน่น เมื่อบานจะเห็นกลีบสีม่วง-ชมพูอ่อน ลักษณะทางชีววิทยาเช่นนี้ทำให้ประชากรดอกดินขึ้นเป็นหย่อม ๆ เฉพาะจุด และปรากฏแก่สายตาเพียงช่วงสั้น ๆ ของปี จึงยิ่งเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างรู้จักเวลา

    จากครัวบ้านสู่ครัวชุมชน ดอกดินในตำรับอาหารและสีธรรมชาติ

    ดอกดินเข้าครัวเหนือมาเนิ่นนาน ทั้งในเมนูเรียบง่ายอย่างแกงดอกดิน ผัดดอกดินใส่ไข่ และแกงเลียง แต่สิ่งที่ทำให้ดอกคำใต้เป็นที่รู้จักกว้างขวางคือ “ข้าวเหนียวดอกดิน”—สีม่วงอ่อนชวนมอง กลิ่นหอมอ่อน ๆ และรสละมุนแบบข้าวใหม่ โดยวิธีทำที่ชาวบ้านเล่าต่อกันคือ นำดอกดินมาต้มคั้นให้ได้ “น้ำสีม่วงธรรมชาติ” แล้วจึงนำไปหุงกับข้าวเหนียวหรือข้าวขาว สีม่วงอ่อนเป็นเอกลักษณ์ของเมนู และยิ่งเด่นเมื่อรับประทานคู่กับกับข้าวพื้นบ้าน

    สื่อสาธารณะเคยบันทึกภาพกระบวนการนี้ไว้อย่างชัดเจน ทั้งในรายการสารคดีชุมชนที่ถ่ายทอดวิถีไปจนถึงคลิปสั้นสาธิตการทำสีจากดอกดิน ซึ่งสะท้อนว่า อาหารจานนี้ไม่ได้เป็นแค่ “ของอร่อยตามฤดูกาล” แต่เป็น “อัตลักษณ์ชุมชน” ที่ผสานภูมิปัญญา การจัดการวัตถุดิบ และการสื่อสารของคนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

    อาหารคือยา” สรรพคุณในความเชื่อพื้นบ้านและข้อเท็จจริงที่ควรรู้

    ในสายตาชาวบ้าน ดอกดินคือพืชสมุนไพรจากป่าที่ “กินแล้วมีกำลัง” บางตำรับพื้นบ้านยกให้ช่วยบำรุงเลือด แก้ร้อนใน หรือขับปัสสาวะ ความเชื่อและการใช้ประโยชน์ดังกล่าวปรากฏในคลังความรู้สมุนไพรและแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นหลายแห่ง ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีข้อมูลด้านองค์ประกอบเคมีของสกุลนี้และพืชวงศ์เดียวกันอยู่บ้าง เช่น การศึกษาฐานข้อมูลพืชมีประโยชน์เขตร้อนสรุปภาพรวมชีววิทยาและการใช้ประโยชน์ของ Aeginetia indica ในหลายประเทศเอเชีย อย่างไรก็ดี งานทบทวนเชิงคลินิกเฉพาะ “ดอกดินไทย” ยังมีไม่มากพอให้เคลมสรรพคุณทางการแพทย์อย่างชัดเจนในระดับมาตรฐานสาธารณสุข จึงควรยึดหลัก “กินเป็นอาหาร” มากกว่า “กินเป็นยา” และใช้ความระมัดระวังสำหรับผู้มีโรคประจำตัวหรือหญิงตั้งครรภ์

    เศรษฐกิจชุมชนเมื่อฤดูดอกดินมา รายได้เสริมและโอกาสต่อยอด

    ฤดูดอกดินในพะเยา—โดยเฉพาะดอกคำใต้—ไม่ใช่แค่ความคึกคักชั่วคราว แต่กลายเป็น “เครื่องมือ” สร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน เกิดการแบ่งงานกันในชุมชน ตั้งแต่คนออกหา คนคัด คนต้มน้ำสี คนหุงข้าวเหนียว ไปจนถึงการจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนและออนไลน์ ผู้สูงวัยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดภูมิปัญญาเรื่อง “เลือกเก็บเท่าใด เก็บอย่างไร ให้เหลือไว้ปีหน้า” ขณะคนรุ่นใหม่ช่วยสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ “ข้าวเหนียวดอกดิน” กลายเป็นสินค้าที่มี “เรื่องเล่า” ชัดเจน—ป่า ฝน ดิน วิถี และคน—ซึ่งตลาดยุคใหม่ให้คุณค่า

    นักพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ลงพื้นที่พะเยามองว่า เมื่อสินค้ามีอัตลักษณ์ชัดและหายากตามฤดูกาล สามารถสร้าง “ความต้องการเชิงประสบการณ์” (experience demand) ได้ดี หากมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ สื่อสารแหล่งที่มา (provenance) และกำกับมาตรฐานความสะอาด-ปลอดภัยอย่างเหมาะสม โอกาสต่อยอดสู่ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (culinary tourism)” ก็ยิ่งเห็นภาพ เช่น ทัวร์สั้น ๆ เรียนรู้การออกหาดอกดิน (บนฐานมารยาทป่าและข้ออนุญาตที่ถูกต้อง) การทำสีธรรมชาติ และการหุงข้าวเหนียวดอกดินชุดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว

    หาอย่างไรไม่ให้ “ของดีปีละครั้ง” กลายเป็น “ของหายากขึ้นทุกปี”

    ความนิยมที่เพิ่มขึ้นย่อมพาความเสี่ยงเรื่อง “เก็บเกินกำลัง” และ “รุกพื้นที่หวงห้าม” นักพฤกษศาสตร์ไทยชี้ว่า Aeginetia indica เป็นพืชเบียนที่ขึ้นได้เมื่อเงื่อนไขระบบนิเวศเหมาะสม—ชั้นดิน ความชื้น เจ้าบ้าน—หากวงจรนี้ถูกรบกวน อาจทำให้ประชากรลดลงได้ การเก็บจึงต้องยึดหลัก “สั้น-น้อย-แบ่งปัน” (เก็บเฉพาะที่สมควร เก็บให้น้อยกว่าที่เจอเสมอ แบ่งพื้นที่ให้ธรรมชาติ) และ “ไม่รุกเข้าเขตอนุรักษ์/เขตห้ามเก็บ” ซึ่งหน่วยงานป่าไม้และเทศบาลท้องถิ่นต่างย้ำใช้กติกาชุมชนเป็นเครื่องมือแรก ก่อนยกระดับเป็นกฎหมายเมื่อจำเป็น

    ชาวบ้านดอกคำใต้เองก็รับรู้โจทย์นี้ดี หลายหมู่บ้านมีกติกา “เว้นจุดเกิดใหม่” ไม่ตัดถอนทั้งกอ เลือกเก็บเฉพาะดอกที่เหมาะแก่การกิน และไม่ใช้เครื่องมือขุดลึกที่ทำลายรากและเชื้อใต้ดิน ซึ่งเป็นความรู้ปฏิบัติที่เกิดจากการอยู่ร่วมกับป่ามานาน

    สีม่วงที่แต้มใจ ทำไม “ข้าวเหนียวดอกดิน” จึงติดตรึงฤดูกาล

    ในเชิงประสบการณ์ผู้บริโภค “สี” และ “กลิ่น” คือความทรงจำที่ชัดเจน ข้าวเหนียวดอกดินมีสีม่วงอ่อนละเมียด ไม่จัดจ้านแบบสีจากดอกไม้อื่น ให้กลิ่นอ่อน ๆ คล้ายพืชป่า เมื่อจับคู่กับของเคียง—น้ำพริกผัก หรือตำรับเหนือ—ยิ่งเด่น นักสื่อสารอาหารบอกว่า ความพิเศษอยู่ที่ความ “ชั่วครั้งชั่วคราว” (ephemeral) ของวัตถุดิบ มันไม่มาให้คิดทุกวัน จึงบังคับให้ “รอคอย” และทำให้ทุกครั้งที่ได้กิน กลายเป็นเหตุการณ์พิเศษของครัวบ้าน ครัวชุมชน และนักเดินทาง

    เสียงสะท้อนจากชุมชน “หาอย่างสบายใจ ขายอย่างพอดี กินอย่างขอบคุณธรรมชาติ”

    คำเล่าจากผู้สูงวัยในชุมชนมักลงท้ายคล้ายกัน—“ของดีจากป่ากินได้ปีละครั้ง อย่าเก็บหมด อย่าเก็บเล่น” คนรุ่นใหม่เสริมต่อว่า การขายออนไลน์ช่วยเพิ่มรายได้ แต่ก็ต้อง “เล่าให้หมด” ว่าเก็บอย่างไร ทำไมถึงแพงกว่าข้าวเหนียวทั่วไป เพื่อให้ผู้ซื้อ “ซื้อเรื่อง” และ “ซื้อระบบนิเวศ” ไปพร้อมกับสินค้าหนึ่งห่อ ในบางหมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มทำ “แบรนด์หมู่บ้าน” ใส่ป้ายแหล่งที่มา วันทำ วันเก็บ ลงบนซอง เพื่อให้เกิดความภูมิใจร่วมกันและถือเป็น “สัญญากับป่า” แบบไม่เป็นทางการ

    โอกาสและการบ้านภาครัฐ มาตรฐานปลอดภัย-การตลาด-การเรียนรู้

    ฝ่ายสาธารณสุขท้องถิ่นและพัฒนาชุมชนสามารถเสริมพลังให้ฤดูดอกดิน เช่น

    • อบรมสุขลักษณะขั้นตอนการต้มคั้นสี/การหุง/การบรรจุ เพื่อให้จำหน่ายได้มั่นใจขึ้น
    • สนับสนุนฉลากชุมชนที่ระบุ “ที่มา-วิธีเก็บ-ข้อควรระวัง” และคำแนะนำผู้แพ้ง่าย/กลุ่มเปราะบาง
    • จัดเทศกาลเล็ก ๆ เชื่อม “ตลาด-ท่องเที่ยว-การเรียนรู้” ในช่วงสั้น ๆ ของฤดู พร้อมกำหนดโควตาการเก็บในพื้นที่เปราะบาง
    • ประสานเขตป่า อปท. และผู้นำชุมชน ทำแนวทาง “เก็บยั่งยืน” ที่สื่อสารง่าย เช่น โปสเตอร์/คลิปสั้นในตลาด

    ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ “เศรษฐกิจฤดูกาล” เติบโตคู่กับการคงอยู่ของทรัพยากร

    ทำอย่างไรให้ “ดอกดิน” อยู่กับพะเยาไปอีกนาน

    ข่าวดีคือ ปัจจุบันยังมี “ดอกดิน” โผล่ให้เห็นในหลายหย่อมป่าของดอกคำใต้และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อฝนชุ่มและป่าพร้อม แต่เส้นทางสู่ความยั่งยืนต้องเริ่มวันนี้—ตั้งแต่ผู้เก็บ ผู้ขาย ผู้ซื้อ ไปจนถึงหน่วยงานดูแลป่า ทุกคนมีบทบาทร่วมกัน ความหอมสีม่วงหนึ่งห่อที่ซื้อมาวันนี้จึงอาจมี “ราคาจ่าย” ของระบบนิเวศที่ควรรับรู้และดูแลร่วมกัน

    สำหรับผู้มาเยือนพะเยา—ถ้าอยากลิ้มรสข้าวเหนียวดอกดินแท้ ๆ—ให้ถามหาต้นทาง ถามวิธีเก็บ ถามช่วงฤดู และพร้อมจ่าย “ราคาแห่งความยั่งยืน” ที่ช่วยให้ชุมชนตั้งราคาอย่างยุติธรรม ฤดูหน้าจึงยังมีเรื่องเล่าและรสชาติเดิมรออยู่

    ท้ายที่สุด ดอกดินไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ หากเป็น “นาฬิกาฤดูกาล” ของผู้คน เป็นบทพิสูจน์ว่าความอุดมของป่ายังหายใจ และเป็นเครื่องเตือนใจว่าความอร่อยที่แท้จริง ต้องไม่ทำร้ายบ้านของมันเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/phayao-dok-din-sticky-rice-local-economy-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oR8_NJJmG0mRiTxHwT-Bd

  • งงฉายา “โสภณ เขากระโดง” พร้อมยันไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล ลั่น ภท. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

    งงฉายา “โสภณ เขากระโดง” พร้อมยันไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล ลั่น ภท. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

    งงฉายา “โสภณ เขากระโดง” พร้อมยันไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล ลั่น ภท. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

    “โสภณ ซารัมย์” งง ยังไม่ทันทำอะไรแต่ถูกตั้งฉายา “โสภณ เขากระโดง” เมินคนโจมตี ครม.ปราสาทสายฟ้า ลั่น ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ยืนยันไม่มีชื่อเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล พร้อมทุ่มแก้ปัญหายาเสพติด

    วันที่ 21 กันยายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวที่จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกต “ครม.อนุทิน” เป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น ว่า ก็มีการหมายถึงว่าเป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย วันนี้พอพูดถึงบุรีรัมย์จะมีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอคติก็จะพูดว่าคนบุรีรัมย์จะเข้าไปทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่กลุ่มที่รู้ความจริง เหมือนที่คนบุรีรัมย์รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นต้องดูที่การกระทำ เหมือนตนที่วันนี้ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยแต่กลับถูกตั้งฉายาว่า “โสภณ เขากระโดง”

    นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า ตนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เพราะอยู่บุรีรัมย์ ขอถามว่าที่ตนมีชื่ออยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ ก็ต้องไปดูว่าสิ่งที่จะทำในอนาคตนั้นจะเหมือนกับคำปรามาสหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กัน ในสังคมนี้พอพูดเรื่องดีก็ไม่เชื่อ แต่พอพูดเรื่องไม่ดีก็เชื่อไว้ก่อนว่าจะทำแบบนั้นจะทำแบบนี้ จึงเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และการใช้โซเชียลมีเดียที่จริงบ้างเท็จบ้างมาบั่นทอนความน่าเชื่อถือของคนที่ไม่รู้ความจริง

    “วันนี้ผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และไม่ใช่แค่ผมนะ แต่ สส.บุรีรัมย์ นักการเมืองของคนบุรีรัมย์ หรือมีชื่อคนบุรีรัมย์เข้าไปเป็น ครม. ต้องพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาคิด ตรงนี้สำคัญ เพราะอนาคตของภูมิใจไทยมันไม่ได้อยู่ที่วันนี้ อนาคตของภูมิใจไทยอยู่ที่ว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่ทุกคนคาดผิดหมด พวกผมก็เป็นพระเอก”

    พร้อมระบุว่าเราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ และภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ จึงต้องเดินตามครรลองของกฎหมาย เพราะเราหวังว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมือง หากพรรคใดไร้อุดมการณ์ ไม่ยึดในสิ่งที่ถูกต้องก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราและ สส.ทุ่มเทมา สิ่งที่ทำมาก็เป็นประโยชน์กับประชาชน

    ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตรียม 4 กุมาร จะชำแหละคณะรัฐมนตรี นายโสภณ บอกว่าไม่เป็นอะไร ตนไม่ห่วงเรื่องชำแหละ แต่ห่วงว่าเราจะมีเวลาพอที่จะได้พิสูจน์การทำงานบนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ เพราะเวลา 4 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีการทำ MOA และรับปากกับพรรคที่สนับสนุนว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน เชื่อว่าทำได้ แต่ในขณะเดียวกันวิกฤติของประเทศบางอย่างรอไม่ได้ และความเป็นรัฐบาลทุกวินาทีต้องทำเพื่อประเทศชาติ ต้องคู่กันไปกับการเดินหน้ายุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน นายโสภณ ยังกล่าวถึงภารกิจที่จะรับผิดชอบในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ถนัดเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องสังคม การศึกษา และยาเสพติดถือว่าเป็นงานที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาของประเทศจริงๆ ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้ หากมองให้ดีก็เพราะคนเราไม่มีคุณภาพ ติดยา เด็กติดยาไม่เรียนหนังสือ ปัญหานี้ต้องแก้ไขเร่งด่วน ซึ่งตนสามารถทำได้แล้ว โดยในระยะ 2 ปีที่ตนเป็น สส.บุรีรัมย์ ได้เร่งแก้ปัญหายาเสพติดใน 6 อำเภอ ร่วมกับพระและภาคเอกชนและเห็นผลสำเร็จ ขอท้าสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการไปดูที่ อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ฯลฯ ซึ่งมีศูนย์บำบัด ติดตาม แยกผู้ป่วย และตนจะพาไปชม สิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาด้านการศึกษาและการแก้ปัญหายาเสพติด

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเคยเป็นรัฐมนตรีคมนาคม 3 ปี เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง และในตอนนั้นต้องยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ แต่สุดท้ายผลการสอบก็ยกหมด และยืนยันว่าตนไม่มีเรื่อง ป.ป.ช. สำหรับใน ครม.นี้จะมีใครถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะท่านมีอนาคตทางการเมืองอยู่ ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีกำแพงพิงที่จะไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แม้จะเป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน แต่ก็ไม่ควรนำชีวิตการเมืองไปผูกไว้

    ส่วนภาพลักษณ์ของ ครม. จะกระทบรัฐบาลหรือไม่นั้น นายโสภณ กล่าวว่าก็ต้องพิสูจน์กัน ในทางการเมือง นักการเมืองที่อยู่วังวนเคยร่วมงานกัน แต่ในส่วนตัวความผิดต้องตัดสินด้วยกฎหมาย วันนี้ใครถูกกล่าวหาก็ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ แม้แต่นายกรัฐมนตรีเอง หากไม่เชื่อกฎหมายแล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เชื่อว่าใครทำไว้สมัยนี้ไม่สามารถปิดได้ ใครทำอะไรรู้หมด ส่วนฝ่ายค้านจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขา และหวังว่าสังคมจะให้ความยุติธรรม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884151&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KdaASX1lqEbKby6pQ2jE0

  • ด่วน! พบคนเขมรไม่ทราบฝ่ายเกือบ 200 คน ถืออาวุธโผล่เขตแดนไทยบ้านหนองจาน | เดลินิวส์

    ด่วน! พบคนเขมรไม่ทราบฝ่ายเกือบ 200 คน ถืออาวุธโผล่เขตแดนไทยบ้านหนองจาน | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5132490/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SYiw1QbIONdfOP5oCFiYO

  • “นิด้าโพล” เผยประชาชนยังอยากเห็น “อภิสิทธิ์” นำพรรคประชาธิปัตย์

    “นิด้าโพล” เผยประชาชนยังอยากเห็น “อภิสิทธิ์” นำพรรคประชาธิปัตย์

    “นิด้าโพล” เผยประชาชนยังอยากเห็น “อภิสิทธิ์” นำพรรคประชาธิปัตย์

    “นิด้าโพล” เผยประชาชนยังอยากเห็น “อภิสิทธิ์” นำพรรคประชาธิปัตย์ รองลงมาชวนลีกภัย ชี้! ฐานเสียงลังเลเลือกตั้งหน้า

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ประชาธิปัตย์ ผลัดใบอีกแล้ว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2568

    จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่ประชาชนต้องการในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมา ร้อยละ 18.09 ระบุว่าเป็น นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 9.24 ระบุว่า ใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.17 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) ร้อยละ 4.20 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 2.82 ระบุว่าเป็น นางวทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) ร้อยละ 2.21 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น นายเดชอิศม์ ขาวทอง และร้อยละ 0.53 ระบุว่าเป็น นายชัยชนะ เดชเดโช

        ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.58 ระบุว่า ไม่แน่ใจ รองลงมา ร้อยละ 35.75 ระบุว่า เลือกแน่นอน และร้อยละ 26.67 ระบุว่า ไม่เลือกแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/730723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QxTF_NAlJTIR4VqQHsWPd

  • จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม | TOPNEWS

    จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม | TOPNEWS

    จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม

    • เผยแพร่ : 21/09/2025 20:53

    วันที่ 21 กันยายน 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รับรายงานหลังจากปรากฏตามสื่อโซเชียลหลายๆสื่อ ของจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงข่าวพื้นที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ได้มีบุคคลนำสีสเปรย์พ่นบนลานสามกษัตริย์ ด้วยถ้อยคำหยาบคายพาดพิงเจ้าหน้าที่เทศกิจ เทศบาลนครเชียงใหม่ นั้น จึงได้สั่งการให้สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามผู้ก่อเหตุ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการทำลายทัศนียภาพที่สวยงาม และอนุสาวรีย์สามกษัตริย์นั้น ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ที่นักท่องเที่ยวและประชาชน มาท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเสียหาย

    พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร รอง ผกก.สืบสวนฯ ,พ.ต.ท.พูนศักดิ์ พักตร์ผ่องศรี สว.สส.ฯ,พ.ต.ต.วุฒิไกร ทาหอม สว.สส.ฯ พร้อมด้วยชุดสืบสวน เร่งสืบสวนติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ต่อมา วันนี้ (21 ก.ย.2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่(ชุดเหยี่ยวดำ) จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด จนทราบว่า วันที่ 19 ก.ย.68 เวลา 19.09 น.ได้มีชายไทย จำนวน 1 คน เดินมายังที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นได้ใช้สีสเปรย์ที่พกพามาด้วยพ่นสีใส่บริเวณลานสามกษัตริย์จำนวนหลายจุด และขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป

    ซึ่งจากการตรวจข้อมูลจากกล้องวงจรปิด จึงทราบทราบตัวชายผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ คือ นายพีรวัฒน์ อายุ 31 ปี ที่อยู่ ถ.สุเทพ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ จึงได้เชิญตัวนายพีรวัฒน์ฯ มายัง สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อสอบถามโดยนายพีรวัฒน์ฯ รับว่าเป็นคนก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยมูลเหตุเกิดจากที่เจ้าหน้าที่เทศกิจได้ยึดอุปกรณ์เล่นสเก็ตบอร์ดของนายพีรวัฒน์ฯ ไป

    5211

    ต้นไม้เก่าแก่

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนนำบัลเล่ต์ “ความฝันในหอแดง”บุกเวทีไทย

    ซีพีตอกย้ำพลังองค์กรแห่งนวัตกรรม วันที่สามงาน “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” สุดคึกคัก ไฮไลต์เสวนา “Where Are the Women in Innovation – Why It Matters” ปลุกพลังผู้นำหญิง จุดประกายอนาคตแห่งความเท่าเทียม

    ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ปล่อยปลานักล่า เพิ่มสมดุลให้ระบบนิเวศของแหล่งน้ำ

    กิจกรรมการประกวด TO BE NUMBER ONE DANCERCISE ระดับจังหวัด “TO BE NUMBER ONE DANCERCISE NSN 2025 ครั้งที่ 2”

    จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1324349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31U9M89Sr3pw1UZdXfyvQs

  • กรุงศรีร่วมเป็นผู้นำขับเคลื่อนความเป็นเลิศด้านการธนาคารสีเขียวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    กรุงศรีร่วมเป็นผู้นำขับเคลื่อนความเป็นเลิศด้านการธนาคารสีเขียวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยการเข้าร่วมเป็นสถาบันการเงินกลุ่มแรกของ Alliance for Green Commercial Banks (The Alliance) ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกที่ได้รับการริเริ่มโดยบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) สถาบันการเงินในเครือธนาคารโลก โดยนายพรสนอง ตู้จินดา (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนธนาคารในการประกาศเจตนารมณ์ร่วมผลักดันพันธกิจของโครงการ The Alliance ในการเร่งเปลี่ยนผ่านภาคการธนาคารสู่การเงินสีเขียว ในพิธีเปิดโครงการฯ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่งาน Hong Kong Green Week เขตเศรษฐกิจฮ่องกง โดยมีธนาคารพาณิชย์ชั้นนำกว่า 20 แห่งจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/243608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EmeLWaJmYg7kId0u2S6S3

  • เงินบาทอ่อน-หุ้นไทยผันผวน รับสัญญาณเฟดระมัดระวังดอกเบี้ย

    เงินบาทอ่อน-หุ้นไทยผันผวน รับสัญญาณเฟดระมัดระวังดอกเบี้ย

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทระหว่างวันที่ 15–19 กันยายน 2568 อ่อนค่าตามแรงขาย หลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับมาตรการดูแลค่าเงิน และแรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่ฟื้นตัว หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณไม่เร่งปรับลดดอกเบี้ย และยังห่วงแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเงินบาทกลับมาอ่อนค่าช่วงกลาง–ปลายสัปดาห์ ตามการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียและแรงขายทำกำไรทองคำ ขณะที่เงินดอลลาร์ได้แรงหนุนจากผลการประชุมเฟดและตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ที่ลดลงกว่าคาด

    นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ยังไม่พบสัญญาณเก็งกำไรผิดปกติ และยังคงเข้าดูแลเพื่อป้องกันความผันผวนไม่ให้รุนแรงเกินไป โดยธนาคารกสิกรไทย (KBank) คาดกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า (22–26 ก.ย.) ที่ 31.50–32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมของไทย ทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติ คำแถลงเจ้าหน้าที่เฟด ราคาทองคำ และดัชนีเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน

    ด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index ช่วงต้นสัปดาห์ดีดตัวขึ้นจากความคาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และข่าวข้อตกลงสหรัฐฯ–จีนที่ช่วยคลายกังวลด้านการค้า รวมถึงคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟด ส่งแรงซื้อเข้ามาในหุ้นเทคโนโลยี ไฟแนนซ์ และค้าปลีก หนุนดัชนีแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนครึ่งที่ 1,312.74 จุด อย่างไรก็ดี ช่วงท้ายสัปดาห์ดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่า 1,300 จุด ตามแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนต่างชาติ หลังผลการประชุมเฟดออกมาตามคาด และส่งสัญญาณระมัดระวังการลดดอกเบี้ย

    ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย (KSecurities) คาดแนวรับสัปดาห์หน้าไว้ที่ 1,275 และ 1,250 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,300 และ 1,315 จุด ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ตัวเลขส่งออกของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ คำแถลงเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงดัชนีเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/257496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WzJFtAtlFhWswP63dwUeI

  • สภาพัฒน์ เปิดข้อมูล 10 จังหวัดยากจนที่สุด  5 จังหวัด ยากจนเรื้อรัง

    สภาพัฒน์ เปิดข้อมูล 10 จังหวัดยากจนที่สุด 5 จังหวัด ยากจนเรื้อรัง

    21 กันยายน 2568 เมื่อเร็วๆนี้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในปี 2567 โดยข้อมูลล่าสุดในสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 โดยพบจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่อยู่ที่ 3.41% โดยในปีนี้ได้ปรับเส้นความยากจนปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน

    สำหรับข้อมูลสัดส่วนคนจนจำแนกรายจังหวัด สภาพัฒน์ได้เปิดเผยข้อมูลในรายงานว่า

    จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็น 10 อันดับแรก ได้แก่

    1. แม่ฮ่องสอน
    2. ยะลา
    3. ปัตตานี
    4. นราธิวาส
    5. อุบลราชธานี
    6. สระแก้ว
    7. พัทลุง
    8. ศรีสะเกษ
    9. เชียงราย
    10. ตาก

    โดยมีข้อมูลจังหวัดที่มีสัดส่วนความยากจนสูงสุด 10 อันดับ เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่  

    1. แม่ฮ่องสอน  25.69%
    2. ยะลา 25.41%
    3. ปัตตานี 25.39%
    4. นราธิวาส  21.07%
    5. อุบลราชธานี  20.34%
    6. สระแก้ว 16.00%
    7. พัทลุง  15.74%
    8. ศรีสะเกษ 14.08%
    9. เชียงราย  13.69%
    10. ตาก  13.37%

    ทั้งนี้จากข้อมูลของสศช.ระบุว่า จ.แม่ฮ่องสอน และปัตตานี อยู่ใน 5 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนเรื้อรังใน จังหวัดดังกล่าว

    นอกจากนี้ หากพิจารณาจาก 10 จังหวัดแรกที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดในปี 2567 จะพบว่า 5 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตาก มักติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มี สัดส่วนคนจนสูงสุดในปีอื่น ๆ ด้วย กล่าวคือ มีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาความยากจนเรื้อรัง

    สภาพัฒน์ เปิดข้อมูล 10 จังหวัดยากจนที่สุด  5 จังหวัด ยากจนเรื้อรัง

    ทั้งนี้หากพิจารณาเรื่องความยากจนจำแนกเป็นภูมิภาคของไทย พบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความแตกต่างเชิงโครงสร้าง ระหว่างภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ความไม่สมดุลนี้สะท้อนชัดทั้งในมิติเศรษฐกิจและมิติสังคม และได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของปัญหาความเหลือมล้ำที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ความเหลื่อมล้ำในเชิงเศรษฐกิจ ความเจริญยังคงกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และภาคกลาง โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานกว่า 25% อยู่ในภาคบริการสมัยใหม่ ครอบคลุมสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การเงิน การแพทย์ และการสื่อสาร ขณะที่ภาคกลางยังคงเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้ทั้งสองพื้นที่ดึงดูดเงินลงทุนและแรงงานจำนวนมาก สร้างความได้เปรียบเหนือภูมิภาคอื่น

    ในทางตรงกันข้าม ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ยังคงพึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีแรงงานในภาคเกษตรมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งภูมิภาค ทำให้ครัวเรือนมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อความยากจนสูง โดยเฉพาะเมื่อเผชิญปัจจัยภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติหรือความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งกระทบต่อรายได้และความมั่นคงของครัวเรือน รวมถึงส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมแปรรูปและบริการที่เกี่ยวข้อง

    ด้านสังคม พบว่า ภาคเหนือมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงสุดที่ 31.9% ตามด้วยภาคอีสานที่ 28.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่ 24.97% ซึ่งอาจกลายเป็นความท้าทายด้านกำลังแรงงานและเพิ่มภาระการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต

    ในขณะที่กรุงเทพฯ มีประชากรวัยแรงงานมากที่สุด สะท้อนบทบาทในการดึงดูดแรงงานจากต่างภูมิภาค ส่วนภาคใต้และอีสานมีสัดส่วนประชากรวัยเด็กสูงที่สุดของประเทศ แสดงถึงศักยภาพด้านทุนมนุษย์ หากได้รับการลงทุนด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นกำลังแรงงานคุณภาพในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35U3wYAcs2wHF_GUzv2J8O

  • สรุปคนละครึ่ง 2568 นายกฯ ประกาศเริ่มได้เมื่อไหร่?

    สรุปคนละครึ่ง 2568 นายกฯ ประกาศเริ่มได้เมื่อไหร่?

    สรุปคนละครึ่ง 2568 เวอร์ชั่น 2.0 ล่าสุด นายกฯ ประกาศพร้อมเดินหน้าคนละครึ่งภายใน 1 เดือน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการผลักดันโครงการคนละครึ่งจะกลับมาภายใน 1 เดือน หลังจากได้เข้าทำงานเป็นรัฐบาล พร้อมระบุว่ารัฐบาลไม่ได้มีเวลายาวนานนัก จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

    นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังระบุถึงกลุ่มคนที่เสียภาษีจะได้รับสิทธิคนละครึ่ง 2568 มากกว่าคนทั่วไป คือ รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษียังจะได้รับสิทธิคนละครึ่งเช่นเดิมคือ 50:50 โดยประชาชนจะได้รับสิทธินี้ไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943272/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DZeNKhwNKt1M051Q7DakU

  • ชุมนุมประท้วงใหญ่ “ฟิลิปปินส์” ต้นตอทุจริต ปะทะเดือดเจ้าหน้าที่

    ชุมนุมประท้วงใหญ่ “ฟิลิปปินส์” ต้นตอทุจริต ปะทะเดือดเจ้าหน้าที่

    ชาวฟิลิปปินส์ประท้วงต้านทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งทำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ได้รับความเสียหายมากถึง 1.18 แสนล้านเปโซ โดยผู้ชุมนุมกระจายตัวหลายจุด บางส่วนปะทะกับเจ้าหน้าที่

    วันนี้ (21 ก.ย.2568) ประชาชนในฟิลิปปินส์รวมตัวประท้วงตามท้องถนนในกรุงมะนิลา แสดงความไม่พอใจการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ

    กลุ่มผู้ชุมนุมจุดไฟเผายางรถบรรทุกที่ถูกนำมาจอดกีดขวางเส้นทาง ซึ่งมุ่งหน้าสู่ทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โดยผู้ชุมนุมบางส่วนวิ่งกรูเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ระหว่างการประท้วง ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างปาสิ่งของเข้าใส่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ต้องล่าถอย

    บางจุดเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประท้วง จนเป็นเหตุให้มีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น และเจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ประท้วงไปอย่างน้อย 17 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

    ผู้ประท้วงจุดไฟเผายางรถบรรทุกที่ถูกนำมาจอดขวางเส้นทาง บางส่วนขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และเกิดการปะทะกัน

    ผู้ประท้วงจุดไฟเผายางรถบรรทุกที่ถูกนำมาจอดขวางเส้นทาง บางส่วนขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และเกิดการปะทะกัน

    ผู้ประท้วงจุดไฟเผายางรถบรรทุกที่ถูกนำมาจอดขวางเส้นทาง บางส่วนขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และเกิดการปะทะกัน

    การประท้วงเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีมวลชนกระจายตัวกันหลายจุด บางส่วนพยายามรื้อทำลายแผงกั้นที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งการชุมนุมในวันนี้ (21 ก.ย.) เริ่มต้นขึ้นอย่างสันติเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีประชาชนประมาณ 50,000 คนรวมตัวกันที่สวนสาธารณะในกรุงมะนิลา เพื่อร่วมแสดงพลังต่อต้านการทุจริต

    ผู้จัดการประท้วง ระบุว่า ผู้ประท้วงจะมุ่งเน้นไปที่การประณามเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ สมาชิกสภา และเจ้าของบริษัทก่อสร้าง รวมถึงระบบที่เอื้อให้เกิดการทุจริตในวงกว้าง แต่จะไม่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ลาออกจากตำแหน่ง

    ประชาชนในฟิลิปปินส์เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในกรุงมะนิลา เพื่อต่อต้านการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2568

    ประชาชนในฟิลิปปินส์เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในกรุงมะนิลา เพื่อต่อต้านการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2568

    ประชาชนในฟิลิปปินส์เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในกรุงมะนิลา เพื่อต่อต้านการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2568

    ขณะที่การชุมนุมประท้วงในวันนี้จัดขึ้นตรงกับวันครบรอบ 53 ปี การประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส พ่อของผู้นำคนปัจจุบัน ซึ่งทำให้ฟิลิปปินส์ตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการนาน 2 ทศวรรษ

    การประท้วงครั้งใหญ่นี้มีต้นตอมาจากปัญหาการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งกระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินว่า ระหว่างปี 2566-2568 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ได้รับความเสียหายจากการทุจริตโครงการนี้มากถึง 118,500 ล้านเปโซ

    ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดอบสวนการทุจริตของรัฐ ส่งผลให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ยื่นหนังสือลาออกเพื่อเปิดทางให้การสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใส

    อ่าข่าว

    “บองบอง” สั่งสอบ 15 บริษัททุจริตป้องน้ำท่วม งบหายแสนล้านเปโซ

    นักวิชาการมาเลเซียเตือนรัฐบาลระวัง “กัมพูชา” เล่นบทเหยื่อ

    เช็กอินล่ม! มือมืดแฮกระบบสนามบินยุโรป ทำเที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกเพียบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C31qIgxpSlCKEsvObHbbF