Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์
    “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.84 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซนแนวต้าน 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.80-31.92 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า การรีบาวด์ปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 3,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังเงินบาทได้อ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้าน ก็มีส่วนช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท ทำให้เงินบาทยังคงไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น หลัง Dot Plot ล่าสุด สะท้อนว่า เฟดอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกันยายน พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) โดยข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้ ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคงมองว่า เฟดยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะต่างจากคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ล่าสุดของเฟด ที่สะท้อนว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปี 2026 และ 2027

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน จากทั้งฝั่งยูโรโซนและอังกฤษ พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB อาจจบรอบการลดดอกเบี้ยแล้ว (โอกาสลดดอกเบี้ย 25bps ในปีนี้ อยู่ที่เพียง 15%)

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน และรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ของกรุงโตเกียว ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ประเภท 1 ปี และ 5 ปี จากทางธนาคารกลางจีน (PBOC) ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า LPR 1 ปี และ 5 ปี จะยังคงอยู่ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% จนกว่าทาง PBOC จะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งอาจต้องเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนสิงหาคม ซึ่งอาจสะท้อนการเติบโตของยอดการส่งออกที่ชะลอลงจากเดือนก่อนๆ โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ยอดการส่งออกเดือนสิงหาคม อาจขยายตัวราว +7%y/y ชะลอลงจากที่โตกว่า +11% ในเดือนก่อน

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นต่างชาติ ต่างก็รอทยอยปรับสถานะถือครองและเริ่มมีมุมมองเชิงลบต่อเงินบาทมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากบรรดาบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติที่ต่างมองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงและมีความน่าสนใจที่จะเริ่มทยอยเพิ่มสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย จากฝั่งนักลงทุนต่างชาติก็อาจยังคงดำเนินต่อไปได้ เพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท ขณะที่แรงขายบอนด์ไทย จากนักลงทุนต่างชาติ อาจชะลอลงบ้าง ยกเว้นบอนด์ยีลด์ไทยจะปรับตัวลงต่อเนื่องพอสมควร เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรสถานะลงทุนในบอนด์ไทย

    อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องไปได้ง่ายนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน ในช่วง 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.30 บาทต่อดอลลาร์) เราจะมั่นใจมากขึ้นว่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามกลยุทธ์ Trend-Following)

    ในทางกลับกัน หากเงินบาทได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทก็อาจถูกจำกัดแถวโซนแนวรับ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์ ได้

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาสดใส ดีกว่าคาดต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.50-32.10 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.75-31.95 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/958713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABsdwFaqruE0MvROUZPI8

  • อำนาจเจริญอ่วม! ‘พื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนหลัก’ น้ำท่วมครึ่งเมตร

    อำนาจเจริญอ่วม! ‘พื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนหลัก’ น้ำท่วมครึ่งเมตร

    22 ก.ย. 2568 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุฝนตกอย่างหนัก ในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลัก 2 สาย รวมถึง ถนนสายรอบเมือง มีน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กฝ่ากระแสน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ดับไปตามๆ กัน และกระแสน้ำคลื่นน้ำจากรถวิ่งผ่าน พัดเข้าหาบ้านเรือนที่อยู่ริมถนน ทำให้น้ำไหลท่วมบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

    สำหรับถนนสายหลักอรุณประเสริฐ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ (อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) จมน้ำหลายจุด ได้แก่ หน้าวัดดอนหวาย ชุมชนดอนแดง หน้าพรรคภูมิใจไทย หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเฉพาะถนนหน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากคลองระบายน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน จึงประสบปัญหาน้ำท่วมทุกฤดูฝน

    ส่วนถนนชยางกูร ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ถือว่า เป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 3 แห่งตั้งอยู่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ และสถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย จากฝนตกหนักหลายชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนตลอดแนว เริ่มจากห้างสรรพสินค้าดัง 3 ห้าง ไปจนถึง สถานีขนส่งผู้โดยสารอำนาจเจริญ ระดับน้ำอยู่ที่ 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรลำบาก ออกจากห้างดังไม่ได้ ต้องรอร่วม 1 ชั่วโมง จึงคลี่คลายและออกมาได้ บางคันน้ำท่วมเข้าเครื่องยนต์ทำให้รถดับรถเสียกลางถนนหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือเข็ญเข้าที่สูงข้างทางหนีน้ำ เพื่อรอรถยกเข้าอู่ซ่อมต่อไป

    นอกจากนี้ ถนนสายรอบเมืองด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือและทิศใต้ (อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – อุบลราชธานี) ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน และเกิดน้ำท่วมเป็นบางช่วง ระดับน้ำอยู่ที่ 20 – 30 เซนติเมตร ทำให้การขับขี่รถที่สัญจรผ่านจุดน้ำท่วมจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

    อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ ในทุกจุดที่ถูกน้ำท่วมแล้ว เพื่อคืนผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/865771/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TPWxcKSq39QvY-96MSWf7

  • ททท.ตราดร่วมสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดประกาศทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวตราด ปี 2026 | TOPNEWS

    ททท.ตราดร่วมสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดประกาศทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวตราด ปี 2026 | TOPNEWS

    ททท.ตราดร่วมสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดประกาศทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวตราด ปี 2026 เน้นเที่ยวแนวธรรมชาติ อาหารสด-ใหม่ดันท่องเที่ยวโดดเด่นของตราด พร้อมเพิ่มท่องเที่ยววัฒนธรรมชุมชน

    จ.ตราด/ว่าที่ ร.ต.กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า ในฤดูการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด ในปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ได้หารือกับสมาคมเวลเนสจังหวัดตราด เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดไปสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวแบบหรูหราที่เน้นศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดตราดที่มีโดดเด่นใน 5 ประเด็นหลัก โดยมุ่งเน้นในเรื่องความมีความสวยงามทางธรมชาติของทะเล หมู่เกาะ ที่เป็นแบบหรูหราหรือ LUXURYของธรรมชาติในจังหวัดตราดและหมู่เกาะ ที่ทะเลสวยงาม และสงบ ซึ่งเป็นความโดดเด่นแรกที่ททท.ตราด และสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดต้องการชูขึ้นมาขาย

    หรือในความโดดเด่นประการที่ 2 คือ อาหารของจังหวัดตราดที่มีความสดและใหม่พร้อมจับโดยชาวประมงพื้นบ้านที่ไม่มีการใส่สารกันเน่าเสีย ซึ่งกินตามฤดูกาล หรือ “กินตามลม”ซึ่งปลาหลายชนิด คือ ปลาย่ำสวาท ที่จะต้องกินในฤดูของเขา เพราะจะมีรสชาติที่อร่อยมีประโยชน์ต่อสุขภาพและปลาชนิดนี้เป็นปลาที่หายากแบบที่เรียกว่า Wellness Food หรือ LUXURY DISHES

    ข่าวที่น่าสนใจ

    ความโดดเด่นประการที่ 3 คือ กิจกรรม ท่องเที่ยว ที่โดดเด่นเฉพาะตัวที่หากยากในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ หรือมีเฉพาะที่จังหวัดตราด อย่สงกิจกรรม Marinetime travel การดำน้ำปะการังที่มีความสมบูรณ์ติด 1 ใน 5 ของประเทศ หรือการดำน้ำลึกแบบ diving เรือช้างที่นักดำน้ำทั่วโลกต้อบการมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต หรือ ท่องเที่ยวหมู่เกาะทะเลตราดที่มีน้ำทะเลสวยใสดั่งมรกต ชายหาดสะอาด สวยงาม ทรายละเอียด รวมทั้งกิจกรรม wellness :nature therapy เช่น อาบป่า อาบทะเล หรือ Forest bathingที่มีในเกาะช้าง และเกาะกูด ขณะเดียวกันทางททท.สำนัดงานตราด เพิ่มท่องเที่ยวชุมชนบนฝั่งเพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวตราดทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งการท่องเที่ยวเชื่อมโยง เพื่อให้ เพิ่มวันเที่ยวในตัวเมืองจังหวัดตราด อาทิ ชุมชนตราด และชุมชนจันทบุรี

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า มั่นใจว่าทิศทางการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในปี 2569 จะสร้างความประทับใจและสร้างเสริมสุขภาพให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสัมผัสและเห็นผลต่อสุขภาพ ซึ่งสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดได้รับการยอมรับและมี 9 ชุมชนที่ได้รับรางวัลจาก ประจำปีงบประมาณ 2568 ให้เป็นชุมชนเวลเนส ของจังหวัดตราดที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งสิ่งนี้ จะสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดมากขึ้น และไม่ใช่เพียงรายได้ที่เกิดขึ้นเท่านั้นแต่ยังจะสร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนในแต่ละชุมชนด้วย

    ขณะนางปาริชาติ ซิมฟ้า ผู้ประกอบการทำทัวร์ท่องเที่ยวของจังหวัดตราด เปิดเผยว่า จังหวัดตราดมีศักยภาพในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทั้งทะเลที่สวยงาม ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ น้ำตกที่สวยงามกว่า 10 แห่ง อาหารทะเลที่สด และราคาถูก สถานประกอบการระดับ 4 ดาวที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน หรือ กิจกรรมอาบป่า เพื่อใช้ธรรมชาติบำบัด ซึ่งตลาดของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ต้องการความสงบของแหล่งท่องเที่ยว พร้อมจ่ายเงินเพื่อซื้อความเป็ยธรรมชาติและเงียบสงบในการพักผ่อนร่างกายอย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้ จังหวัดตราดมีการก่อตั้งสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดขึ้นมาแล้ว และได้ผลักดันให้สถานการประกอบการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดผ่านเกณฑ์ในการเป็นสถานประกอบการระดับทีทรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแล้ว

    ในปีการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด ทีจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน 2568 ทางสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดและททท.สำนักงานตราด จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาดนี้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาและจัดกิจกรรมให้ ทั้งนี้ที่ผ่านมา ก็มีกลุ่มบริษัทในกรุงเทพนำพนักงานเข้ามาทำกิจกรรมในลักษณะนี้ แล้วระดับหนึ่ง และทำให้จังหวัดตราด โดยเฉพาะเกาะกูด และเกาะช้าง เริ่มมีกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาเพิ่มขึ้น

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์  ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1323844&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LaE7qbB51MnQx8b5qryD_

  • พลังมวลชน 200 ชีวิต ให้กำลังใจทหารชายแดนตราด! ลั่น ‘ทวงคืน 17 จุด’ ก่อนเปิดด่าน | TOPNEWS

    พลังมวลชน 200 ชีวิต ให้กำลังใจทหารชายแดนตราด! ลั่น ‘ทวงคืน 17 จุด’ ก่อนเปิดด่าน | TOPNEWS

    ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด/ พลังมวลชนจาก จ.ตราดและจันทบุรี กว่า 200 คน รวมตัวแสดงพลังรักชาติ เดินทางให้กำลังใจทหารพรานนาวิกโยธินถึงฐานบ้านชำราก มอบเสบียง-ยุทธปัจจัยช่วยสร้างบังเกอร์ พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจน ‘ทวงคืน 17 จุด’ ที่ถูกรุกล้ำ ย้ำไม่ยอมให้เปิดด่านถาวรหากแผ่นดินไทยยังไม่กลับคืนครบ ด้านภาคธุรกิจท่องเที่ยวร่วมสร้างความเชื่อมั่น ยืนยันจังหวัดตราดยังปลอดภัย

    เวลา 09.30 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 กลุ่มรักชาติ จากจังหวัดตราด จันทบุรี ชาวบ้านตำบลชำราก พร้อมด้วยสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวตราด สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า สมาคมกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด รวมกว่า 200 คน เดินทางไปยังกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 535 บ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เพื่อให้กำลังใจทหารพราน มอบสิ่งของ มอบปูน มอบยางรถยนต์ และร่วมทำกระสอบทรายช่วยทำบังเกอร์ให้กับทหารพรานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวชายแดน

    หลังจากเดินทาง ทั้งหมดได้นำสิ่งของ เครื่องดื่ม อาหารแห้ง มามอบให้กับทหารจำนวนมาก โดยทหารพรานทุกนายแต่งกายอยู่ในความพร้อมรบ ส่วนอาสากู้ภัยฯได้นำยางรถเก่ากว่า 300 เส้น มามอบให้เพิ่มเติมให้กับฐานฯ เพื่อนำเป็นแนวบังเกอร์ ขณะมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า โดยนายกิตติธัช ไชยอรรถ ตัวแทนพรรคกล้าธรรม ได้นำปูนจำนวน 40 ลูก มามอบให้ เพื่อก่อสร้างเป็นบังเกอร์

    จากนั้นทั้งหมดได้ร่วมกันทุกคนร่วมตัวกัน ถือธงชาติ ถือป้ายที่มีข้อความว่า “ทวงคืน แผ่นดินไทย 17 จุด” “17 จุด เป็นของไทย ไม่ใช่ของเขมร” พร้อมร้องเพลงชาติไทย เพื่อแสดงสัญลักษณ์รักชาติ รักทหาร เมื่อเสร็จกิจกรรมแล้ว ทหารพรานได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจพร้อมประกาศว่า จะรักษาดินแดนไทยไม่ให้เสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

    นางอิศรา อิงคเพียงกุล แกนนำกลุ่ม การเดินทางมาในครั้งนี้เกิดจากการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวของชาวจังหวัดตราดและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และเพื่อมาสังเกตการณ์สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนให้เห็นด้วยตาตนเอง เพื่อคลายข้อสงสัยและรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง วันนี้เรามาด้วยกำลังใจที่เต็มร้อย ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารของเรา ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา พวกเราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือและสู้ไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1324017&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ymWiFK8KkVFWeXYduKaa4

  • ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    22 ก.ย. 2568 04:45 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fTDyRTRavmgPb72Rh5dju

  • แนวหน้าวิเคราะห์ : ปัญหาเศรษฐกิจ บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

    แนวหน้าวิเคราะห์ : ปัญหาเศรษฐกิจ บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

    เริ่มนับถอยหลัง 4 เดือนในการทำงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แล้ว โดยมีสารพันปัญหารอให้แก้ไขอยู่ ทั้งเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า หรือเรื่องที่ต้องใช้เวลาแก้ไขในระยะยาว

    แต่ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจำเป็นจะต้องจัดการให้ได้ก็คือปัญหาความยากจน เรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญในการบริหารประเทศ

    โดยรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการเปิดเผยนโยบายด้านเศรษฐกิจออกมาบางส่วนแล้ว อาทิ นโยบาย“คนละครึ่ง” ซึ่งมีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท พร้อมทั้งจะมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท

    นโยบายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องถูกเลื่อนจัดเก็บเต็มอัตราออกไปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งกำลังหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย

    นโยบายด้านพลังงาน รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “โซลาร์ชุมชน” ภายใน 4 เดือน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนรวมกว่า 1,500 เมกะวัตต์ในระยะเริ่มต้น สำหรับนโยบายเฉพาะหน้า จะมีการตรึงราคาพลังงาน และหากทำสำเร็จเรามองไปถึงการลดราคาพลังงานในปีหน้า

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีแนวคิดผลักดันให้แต่ละจังหวัดแต่งตั้ง รองผู้ว่าฯ ด้านเศรษฐกิจ เพื่อดูแลและขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงรุกในระดับพื้นที่

    ขณะที่มุมมองของ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเติบโตแผ่ว เหมือนคนไข้เรื้อรัง หรือคนเป็นโรคเบาหวาน สะท้อนจากความสามารถในการแข่งขันที่ชะลอตัวลง ความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่น้อยกว่าเพื่อนบ้าน การดูแลเรื่องการกระจายรายได้ และปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง ที่ต้องเร่งแก้ไข

    โดย ธปท. ประเมินว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะขยายตัวได้ 3% และครึ่งปีหลังน่าจะอยู่ที่ราว 1% สอดคล้องกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขณะที่สำนักเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เริ่มทยอยปรับคาดการณ์ขึ้นมาที่ราว 2% แล้ว แต่ในปี 2569 ยอมรับว่ามีความเสี่ยงขาลงกับเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องงบประมาณที่อาจจะล่าช้า หากรัฐบาล 4 เดือนยุบสภาและต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเข้าใกล้ช่วงที่ต้องจัดทำงบประมาณ หากสะดุดก็จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไป ทำให้มองว่าปี 2569 เศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงที่ 1.7%

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวล คือ ความเสี่ยงด้านการคลัง ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน หลังจากช่วงโควิด-19 มีการใช้ทรัพยากรเยอะในการพยุงเศรษฐกิจ หลังจากใช้กระสุนทางการคลังไปเยอะ ก็ควรจะต้องเริ่มรัดเข็มขัดให้ฐานะทางการคลังกลับมาในรูปแบบที่สร้างเสถียรภาพในระยะปานกลางสูงขึ้น เพราะหากไม่มีการปรับในส่วนนี้ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกลดเครดิตได้ รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาดูแลเรื่องเสถียรภาพทางการคลัง เพราะแรงโน้มถ่วงจะนำไปสู่การใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้มีความจำเป็น แต่ต้องเป็นการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง

    นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลัง อาจเป็นปัจจัยให้รัฐบาลที่ระบุว่าจะอยู่ 4 เดือนเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่หนักกว่าเดิม แม้จะเข้าใจว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่อยากมองว่าถ้าอยากให้คนเลือกรัฐบาลชุดนี้กลับมาอีก ก็จำเป็นต้องทำมาตรการระยะยาวด้วย ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น เพราะมาตรการระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง มีความเสี่ยงที่คนจะติด ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณามาตรการที่สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง หากทำเยอะก็ต้องมีแผนจะทำให้รายได้ปรับขึ้นมาด้วย เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ยอมรับว่าตรงนี้เป็นเรื่องยาก

    เป็นมุมมองและคำแนะนำที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไว้กับรัฐบาลชุดนี้

    สำหรับโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจชุดนี้ สะท้อนความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเมือง และมืออาชีพ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งมีทั้งนักการเมืองสายฐานเสียง ผู้บริหารระดับสูงจากภาคราชการ และเอกชน

    โดยตำแหน่งสำคัญๆ ใน ครม.เศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษี และการคลัง ถือเป็นเสาหลักด้านการเงินการคลังของรัฐบาล, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อดีตผู้ว่าการธนาคารออมสิน และอดีตผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ใหญ่ เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคาร, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตผู้บริหารไทยคม และกลุ่มโรงแรมดุสิต มีภาพลักษณ์ผู้บริหารหญิงมืออาชีพที่เข้าใจการค้าและกลยุทธ์ธุรกิจระดับนานาชาติ, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อดีตซีอีโอ ปตท. ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานและโครงการลงทุนขนาดใหญ่

    นอกจากนี้ ยังมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมทั้ง น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงคมนาคม, นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาผสานพลังช่วยกันทำงาน

    รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีจุดแข็งตรงที่มีคนที่เป็นมืออาชีพตัวจริง ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดและนักลงทุน มีนักการเมืองฐานเสียงที่จะช่วยเชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับประชาชนในระดับพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การประสานงานระหว่าง เทคนิคกับการเมือง เพื่อให้นโยบายเดินหน้าเป็นรูปธรรมในการบริหารประเทศชาติได้

    อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าการลงมือทำงานจริงนั้น ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ก็ขอส่งกำลังใจให้อย่างเต็มที่เพราะนี่คืองานเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน

    – ทีมข่าวแนวหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/915783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kPCWItqfzu4n8gQw2SIWp

  • เปิดวิธีกู้คืนแอปฯ เป๋าตัง รองรับสิทธิคนละครึ่ง 2568

    เปิดวิธีกู้คืนแอปฯ เป๋าตัง รองรับสิทธิคนละครึ่ง 2568

    วิธีกู้คืนแอปฯ เป๋าตัง รองรับสิทธิลงทะเบียนคนละครึ่ง 2568 เวอร์ชั่น 2.0 ล่าสุด

    ความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง 2568 ยังคงเป็นเรื่องที่หลายคนเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิด หลังนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศนำกลับมาปัดฝุ่นเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน

    คนละครึ่ง 2568 ได้เมื่อไหร่?

    คาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วสุดในช่วงเดือน ต.ค. 2568 ใช้งบประมาณปี 2569 ในหมวดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 25,000 ล้านบาท

    ซึ่งก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า มีความพร้อมทั้งระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

    เงื่อนไขคนละครึ่ง 2568 ล่าสุด

    คนละครึ่ง 2568 จะให้สิทธิคนไทยทุกคน แบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

    ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    • จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน

    คนทั่วไป และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    • จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

    ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุแม้ว่าโครงการคนละครึ่งจะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

    อีกทั้งยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่ง 2568 เพื่อรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    การลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา สามารถลงทะเบียนได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

    • ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com
    • ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น เป๋าตัง พร้อมผูกกับกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อว่า G-Wallet (กดแถบโครงการคนละครึ่ง) โดยจะต้องเติมเงินเข้าไปก่อนใช้บริการ

    วิธีติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง รองรับคนละครึ่ง

    680480

    1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store รองรับโทรศัพท์ที่ใช้ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iPhone ที่มี iOS 15.0 ขึ้นไป
    2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา
    3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”
    4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

    893115

    5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
    6. เตรียมบัตรประชาชน
    7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน
    8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

    903650

    9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ
    10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน
    11. เลือกวิธียืนยันตัวตน

    กรณียืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT

    152938

    1. เข้าสู่ Krungthai NEXT
    2. ระบุรหัส PIN Krungthai NEXT
    3. กดปุ่มดำเนินการบนแอปฯ เป๋าตัง
    4. กรอกรหัส OTP (OTP จะถูกส่งไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับ Krungthai NEXT)

    121778

    5. ตั้งค่ารหัส PIN
    6. ยืนยันรหัส PIN

    ผู้สมัครต้องใช้บัญชี Krungthai NEXT ที่มีหมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับแอปฯ เป๋าตัง

    กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

    415778

    1. เตรียมสแกนใบหน้า
    2. สแกนใบหน้า (สามารถข้ามได้ หากโทรศัพท์ไม่มีกล้อง/ชำรุด)
    3. ตั้งค่ารหัส PIN
    4. ยืนยันรหัส PIN

    903650_1

    5. เปิดการใช้งานระบบสแกนใบหน้า หรือ สแกนลายนิ้วมือ
    6. ยอมรับ เงื่อนไขการใช้งานแอปฯ เป๋าตัง (ผู้ขอใช้บริการต้องยอมรับเท่านั้น)
    7. แสดงหน้าจอเฉพาะความยินยอมที่ผู้ใช้งานไม่เคยตอบ (การตอบคือการให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้)
    8. ขณะระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน จะพบข้อความบนการ์ดว่า “กำลังตรวจสอบข้อมูล”
    9. หากลงทะเบียนสำเร็จ จะแสดงการ์ด wallet ดังภาพ เพื่อให้สมัครใช้บริการ

    806918

    ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943268/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VPy5s93Zug2oSc1QwQTFS

  • คณะกรรมการนิเทศก์ ติดตาม ประเมิน การปฏิบัติงานปริยัตินิเทศแม่ฮ่องสอน

    คณะกรรมการนิเทศก์ ติดตาม ประเมิน การปฏิบัติงานปริยัตินิเทศแม่ฮ่องสอน

    คณะกรรมการนิเทศก์ ติดตาม ประเมิน การปฏิบัติงานปริยัตินิเทศแม่ฮ่องสอน

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วัดพระธาตุดอยกองมู ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ ดร.เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยกองมู นำคณะกรรมการพระปริยัตินิเทศก์ ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายณัฐรุจิ์ คำคุณเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ร่วมให้การต้อนรับ พระโสภณวชิรวาที ดร. ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ประธานคณะกรรมการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของปริยัตินิเทศก์ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อตรวจเยี่ยม และติดตามการดำเนินงานของศูนย์พระปริยัตินิเทศจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจ การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรับฟังข้อขัดข้องการดำเนินงาน การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และเพื่อให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ ในการปรับปรุงจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามกลไกการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างมีมาตรฐาน สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี และมาตรฐานการศึกษาของชาติ เพื่อให้มีการรักษาพระธรรมวินัยให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน รวมทั้งสามารถนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้อง ในการนี้ พระครูอนุชิตกิจจานุกุล รองเจ้าคณะอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้นำคณะกรรมการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของ สำนักศาสนศึกษาวัดพระธาตุดอยกองมู สำนักศาสนศึกษาวัดจองคำ สำนักศาสนศึกษาวัดม่วยต่อ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และ สำนักศาสนศึกษาวัดกิตติวงศ์ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ตามลำดับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915774&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SUpI7UmoxpaGQiMrnZqL4

  • อบจ.อุบลฯ จัดอบรม โครงการหลักสูตรและระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา

    อบจ.อุบลฯ จัดอบรม โครงการหลักสูตรและระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา

    ภูมิภาค

    อบจ.อุบลฯ จัดอบรม โครงการหลักสูตรและระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา

    วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.08 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกานต์ กัลป์ตินันท์ นายก อบจ.อุบลราชธานี เป็นประธานเปิดงาน โครงการหลักสูตรและระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ณ โรงแรมอุบลบุรี รีสอร์ท อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ร่วมเป็นเกียรติในงาน และมีคณะครูเข้ารับการอบรม จำนวน 100 คน 

    สำนักการศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม (กลุ่มงานนิเทศ) จัดโครงการพัฒนาหลักสูตรและระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ในระหว่างวันที่ 20-21 กันยายน 2568 

    โดยเชิญวิทยากร ท่านพีรนุช พิมพ์บุตร ผู้ประเมินภายนอก สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. มาให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรและการเชื่อมโยงระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและการประเมินภายนอก การฝึกปฎิบัติ การวิเคราะห์ การนำเสนอ SAR 

    ทั้งนี้เพื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจ การประกันคุณภาพการศึกษามีการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น และตรงตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาที่กำหนด 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447264&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P-MrRMK8vcGvr0M52gJvr

  • หัวอกพ่อ! อดีตเคยหลงผิดชีวิตพัง ขอกลับตัวสู้เพื่อลูก วอนสังคมให้โอกาส | เดลินิวส์

    หัวอกพ่อ! อดีตเคยหลงผิดชีวิตพัง ขอกลับตัวสู้เพื่อลูก วอนสังคมให้โอกาส | เดลินิวส์

    ในซอกมุมหนึ่งของชีวิตที่แทบจะอับจนหนทาง… พ่อคนหนึ่งโทรศัพท์หมายเลข 1134 ขอความช่วยเหลือจาก นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เพียงเพราะอยากได้สังกะสี 5 แผ่น เพื่อนำมาซ่อมแซมหลังคาที่พังทะลุเป็นรูโหว่ของเพิงพักผุพัง ที่อาศัยอยู่เลขที่ 144/34 หมู่ 12 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อให้ลูกชายทั้ง 3 คนของเขา ไม่ต้องนอนเปียกฝนที่รั่วลงมา แต่สิ่งที่หนักหนาสาหัสกว่านั้น คือชีวิตที่พังทลายของครอบครัว

    นายประเสริฐ มะสัน อายุ 37 ปี ผู้เป็นพ่อ ได้เล่าเรื่องความทุกข์ยากและความทุกข์ใจที่ลูกชายคนกลางวัย 9 ขวบ ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 67 ที่ผ่านมา ลูกชายได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเพื่อนพ่อ จากนั้นรถได้ไปเฉี่ยวชนกับรถเก๋งและลูกกระเด็นไปถูกรถสิบล้อทับจนก้นฉีก กระดูกขาหัก 5 ท่อน กระดูกไขสันหลังหัก ระหว่างนั้นพ่อหลงเดินทางผิดไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนถูกจับขังอยู่ในเรือนจำ เมื่อรู้ข่าวเป็นห่วงลูกแทบขาดใจ

    ที่ผ่านมายังดีที่มีย่าคอยดูแลลูกๆ ให้ ส่วนตนเพิ่งออกจากคุกมาเมื่อเดือน เม.ย. 68 ที่ผ่านมา จึงได้ออกมาดูแลลูก เพราะภรรยาก็ป่วยจิตเวช เข้ารับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ลูกชายที่บาดเจ็บตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ป.1 รักษาตัวมานานกว่า 1 ปีแล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังเดินไม่ปกติ ขาผิดรูป และไม่สามารถขับถ่ายได้ตามปกติ แพทย์ต้องเจาะรูที่หน้าท้องทำ “ทวารเทียม” ไว้ขับถ่ายของเสียและต้องระวังการติดเชื้อ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเรื่องแผ่นแปะและอุปกรณ์ทำความสะอาดแผลหน้าท้องทุกวัน อีกทั้งยังมีนัดพบแพทย์รักษาอย่างต่อเนื่อง

    “ลูกชายบ่นอยากจะไปเรียนหนังสือเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่พ่อก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ลำพังตัวเองก็พยายามหางานทำเพื่อให้มีรายได้มาเลี้ยงดูลูก แต่ก็ยังหางานไม่ได้ จึงอยากขอสังคมให้โอกาส เพราะหลังจากผ่านเรื่องราวต่างๆ มา ตนก็ตั้งใจจะเป็นคนดีแล้ว สงสารย่าที่ตอนนี้ต้องเป็นกำลังหลักของครอบครัวซึ่งก็แก่ตัวลงทุกวัน ตนเกือบจะสิ้นหวัง รู้สึกหนทางชีวิตมืดมนไปหมดจนแทบไม่เหลือแรงจะสู้ต่อ”

    หลังรับฟังเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจ นางปวีณา ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และสถานีตำรวจภูธรบางพลี รุดลงพื้นที่บ้านของนายประเสริฐทันที พบว่าสภาพบ้านเป็นเพิงพักผุพัง ไม่มีฝาบ้าน มีเพียงผ้าและแผ่นพลาสติกแปะไว้ หลังคาสังกะสีมีรอยรั่วเต็มไปหมด เวลาฝนตกน้ำรั่วลงมาเจิ่งนองเต็มพื้น

    นางปวีณา ได้นำข้าวสารอาหารแห้งและเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ไปมอบให้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น จากนั้นได้ประชุมร่วมกับ ดร.ตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี นางสาวอนินทิตา รุจิประภา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ นางวีรดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ นางกนิษฐา ทองเลิศ ผอ.สปพ.สมุทรปราการ 2 เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือ

    โดยได้ข้อสรุปการช่วยเหลือดังนี้ ด้านการศึกษาของเด็กชายที่บาดเจ็บ ทางโรงเรียนจะวางแผนการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กสามารถเรียนที่บ้านได้ในระหว่างที่ยังรักษาตัวอยู่ ด้านการรักษาพยาบาล มูลนิธิปวีณาฯ จะพาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาผ่าตัดเพื่อนำลำไส้ที่หน้าท้องกลับเข้าที่เดิมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ด้านที่อยู่อาศัย มูลนิธิปวีณาฯ มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นในการซ่อมแซมหลังคาบ้าน และ อบต.บางพลี จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนด้านการทำงานของพ่อ พมจ.สมุทรปราการ จะประสานงานกับสำนักงานจัดหางานจังหวัด เพื่อหางานที่เหมาะสมให้พ่อของเด็กได้ทำ และทาง ผกก.สภ.บางพลี จะประสานการช่วยเหลือให้ได้งานทำ เพื่อให้ครอบครัวมีรายได้และสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ในระยะยาว

    นางปวีณา กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาร่วมมือกัน เพราะลำพังเพียงมูลนิธิฯ คงไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน จากนี้มูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือครอบครัวนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

    ด้านนายประเสริฐ และลูกๆ ทั้ง 3 คน พร้อมย่า ดีใจอย่างมากเหมือนเห็นทางสว่างที่ปลายอุโมงค์ ยกมือไหว้ขอบคุณทุกฝ่ายที่เข้ามาให้การช่วยเหลือ นายประเสริฐสัญญาว่าต่อจากนี้จะเป็นคนดีของสังคม ดูแลครอบครัวให้ดีขึ้น และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ทุกคนต่อไป..

    นิยายชีวิต โดย : อสงไขย
    [[คลิก]] อ่านเรื่องราว “นิยายชีวิต” ได้ที่นี่..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5130110/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ndBedAHWp4WUd5NseM_iD