Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย คืบ 9.6% คาดเสร็จปี 71 ขร.เร่งระบบรางรับงานใหญ่”พืชสวนโลก”จ.อุดรฯ : อินโฟเควสท์

    รถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย คืบ 9.6% คาดเสร็จปี 71 ขร.เร่งระบบรางรับงานใหญ่”พืชสวนโลก”จ.อุดรฯ : อินโฟเควสท์

    กรมการขนส่งทางรางลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ติดตามความก้าวหน้าโครงการรถไฟทางคู่ขอนแก่น–หนองคาย คืบหน้าร้อยละ 9.6 พร้อมติดตามการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางและจุดเชื่อมต่อพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 คาดเริ่มก่อสร้างที่หยุดรถไฟและจุดตัดทางรถไฟภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ และแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569

    เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อตรวจราชการและติดตามการยกระดับศักยภาพระบบคมนาคมขนส่งทางรางและทางถนน โดยมี นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ร่วมลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบราง เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนและเสริมสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงภูมิภาคระหว่างไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีน

    นายพิเชฐ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น–หนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีความคืบหน้าร้อยละ 9.6 โดยมีเป้าหมายก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี 2571 โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่มีความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ การขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงรองรับการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    คณะได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่สถานีรถไฟอุดรธานี เพื่อติดตามการให้บริการประชาชน ความพร้อมของพื้นที่สถานี และแนวทางการพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้สอดรับกับการพัฒนาโครงข่ายระบบรางในอนาคต รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน และรองรับการเติบโตของจังหวัดอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

    เร่งเตรียมระบบรางรองรับงาน”พืชสวนโลก”จ.อุดรฯ

    นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความพร้อมของโครงการรถไฟทางคู่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนระหว่างโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น–หนองคาย กับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของทั้งสองโครงการดำเนินไปอย่างสอดคล้องและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ พร้อมรับฟังความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าร่วมงาน ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ต่อมา วันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายพิเชฐ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ขร. ได้ลงพื้นที่บริเวณสถานที่จะก่อสร้างที่หยุดรถไฟและจุดตัดทางรถไฟ ภายในพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เพื่อติดตามความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเข้าร่วมงาน

    สำหรับที่หยุดรถไฟดังกล่าว จะก่อสร้างเป็นชานชาลาชั่วคราวสูง 1.10 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับขบวนรถไฟ ขณะที่จุดตัดทางรถไฟเสมอระดับจะก่อสร้างจำนวน 2 แห่ง ระหว่างสถานีอุดรธานี–สถานีนาพู่ ได้แก่ บริเวณกิโลเมตรที่ 574+725.25 ซึ่งมีความกว้างถนนประมาณ 23 เมตร สำหรับยานพาหนะที่ใช้งานในโครงการมหกรรมพืชสวนโลกโดยเฉพาะ และบริเวณกิโลเมตรที่ 574+815.74 ซึ่งมีความกว้างถนนประมาณ 20 เมตร เพื่อใช้เป็นทางเดินเข้า–ออกสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวงาน โดยจุดตัดทั้งสองแห่งจะช่วยเชื่อมต่อพื้นที่จัดงานซึ่งอยู่คนละฝั่งของทางรถไฟ

    ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างขั้นตอนการประกวดราคา โดยใช้งบประมาณจากงบกลางของจังหวัดอุดรธานี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 โดยจะมีพนักงานของ รฟท. ควบคุมและดูแลด้านความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟทั้ง 2 แห่ง พร้อมใช้แผงเข็นกั้นเพื่อบริหารจัดการการสัญจรและความปลอดภัยในพื้นที่

    นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ณ บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” โดยการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

    “ระบบรางจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงการเดินทางกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน การเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ และความปลอดภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเดินทางเข้าสู่พื้นที่จัดงานเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมรองรับปริมาณการเดินทางที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงการจัดงาน” นายพิเชฐ กล่าว

    อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวปิดท้ายว่า ขร. พร้อมบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ตลอดจนสนับสนุนการจัดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ เชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งระหว่างภูมิภาค สนับสนุนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xdg2zgEeS9Sdz2_PjEOQv

  • เปิด 5 จว. ยื่นขอทบทวนสิทธิ”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”สูงสุด

    เปิด 5 จว. ยื่นขอทบทวนสิทธิ”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”สูงสุด

    (9ส.ค. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดูแลประชาชนกลุ่มผู้ยากไร้ให้เข้าถึงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างทั่วถึง โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 พบว่า ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ที่มีจำนวน 3.1 ล้านคน ขณะนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว 2.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 73 ขณะที่ผู้ยังไม่ยืนยันตัวตนลดลงเหลือ 8.3 แสนคน (ร้อยละ 27) โดยจังหวัดที่มีผู้ยังไม่ยืนยันตัวตนมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และขอนแก่น ทั้งนี้รัฐบาลขอเชิญชวนให้เร่งยืนยันตัวตนเพื่อเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งกระทรวงการคลังเปิดให้ดำเนินการได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

    สำหรับการยื่นขอทบทวนสิทธิ ล่าสุดมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 4.2 ล้านคน แต่ยังคงมีผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน รัฐบาลจึงขอเน้นย้ำให้เร่งดำเนินการยื่นคำร้องภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนการยื่นขอทบทวนสิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ลำปาง (60%), นราธิวาส (59%), ปัตตานี (58%), ยะลา (54%) และแพร่ (53%) ซึ่งสะท้อนถึงผลสำเร็จในการลงพื้นที่เชิงรุกของหน่วยงานท้องถิ่น

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมช่องทางอำนวยความสะดวกอย่างครอบคลุม ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”, แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”, เว็บไซต์โครงการ, ธนาคารของรัฐ 5 แห่ง และศูนย์ One Stop Service (OSS) ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกใช้บริการออนไลน์อย่างเต็มที่

    ข้อมูล : รัฐบาลไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/Np8aCuYyd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36swgaKPOzLpyoJyDHKT89

  • ทำไมต่างชาติแห่ลงทุน? ส่อง 5 ปัจจัย นิคมอุตสาหกรรมไทย ยึดฮับโลก

    ทำไมต่างชาติแห่ลงทุน? ส่อง 5 ปัจจัย นิคมอุตสาหกรรมไทย ยึดฮับโลก

    การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิด 5 ปัจจัยยุทธศาสตร์ หนุน “นิคมอุตสาหกรรมไทย” ผาดโผนบนเวทีโลก ท่ามกลางสมรภูมิย้ายฐานการผลิต ย้ำโครงสร้างพื้นฐาน-โลจิสติกส์แกร่ง พร้อมอัดสิทธิประโยชน์ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และอานิสงส์ FTA เปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศ ดึงเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต EV-AI-อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เดินหน้ายกระดับพื้นที่อุตสาหกรรมยั่งยืนตอบโจทย์เทรนด์โลก

    ประเทศไทยยังคงตอกย้ำตำแหน่งจุดหมายปลายทางระดับชั้นนำของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) อย่างต่อเนื่อง แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่เม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เป็นผลมาจากความแข็งแกร่งของ “ระบบนิเวศการลงทุน” โดยเฉพาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับการพัฒนาจนก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    การจัดตั้งและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทย ไม่ได้เป็นเพียงการจัดหาพื้นที่สำหรับการตั้งโรงงานเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 5 ปัจจัยหลักที่เป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุน ดังนี้

    1. โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ครบวงจร ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งถูกยกระดับด้วยการเชื่อมต่อระบบขนส่งอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ควบคู่กับระบบสาธารณูปโภคขั้นสูงที่เสถียร รองรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2. นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ภาครัฐให้การสนับสนุนผ่านมาตรการเชิงรุก ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยมีหน่วยงานอย่าง BOI และ กนอ. คอยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างตรงจุด

    3. ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สมบูรณ์แบบ การเป็นฐานการผลิตระดับโลกมายาวนาน ทำให้ไทยมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    4. อานิสงส์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เครือข่ายความร่วมมือทางการค้าที่ไทยทำไว้กับนานาประเทศทั่วโลก กลายเป็นความได้เปรียบเชิงแข่งขัน ช่วยให้สินค้าที่ผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมในไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดสำคัญได้โดยมีภาระภาษีต่ำหรือเป็นศูนย์

    5. การยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืน (ESG) นิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่เน้นการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงานสะอาด การจัดการขยะและน้ำเสียอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนรอบข้าง ซึ่งตรงกับโจทย์ใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติในปัจจุบัน

    การแข่งขันด้านการดึงดูดเงินลงทุนในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงแค่ขนาดพื้นที่หรือราคาที่ดิน แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศที่จะเอื้อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน การบริหารและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมไทยโดย กนอ. จึงมุ่งเน้นการยกระดับนวัตกรรม ยึดหลักความยั่งยืน และเตรียมความพร้อมรับมือกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

    สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า นิคมอุตสาหกรรมไทยไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะความต้องการใน “วันนี้” แต่คือการวางรากฐานเพื่อเป็นสปริงบอร์ดให้แก่ผู้ประกอบการ และเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนบนเวทีระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246327&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AErkYyedV_uNwaRG2tYX3

  • ส่งออกไทยผงาด! ครึ่งปีแรก 2569 พุ่งเฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ โตกระฉูด 17.6% สหรัฐฯ ทะยาน 41%

    ส่งออกไทยผงาด! ครึ่งปีแรก 2569 พุ่งเฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ โตกระฉูด 17.6% สหรัฐฯ ทะยาน 41%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39jLz5UoDSFt2LtGHEgB72

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 08/08/69 พรุ่งนี้ 09/08/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 08/08/69 พรุ่งนี้ 09/08/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VblJS-xOVEOyIatp79atZ

  • ไข่แพงพ่อค้ายังบ่น โวยรัฐไม่กำกับราคา-ไม่ชี้แจง ปชช.

    ไข่แพงพ่อค้ายังบ่น โวยรัฐไม่กำกับราคา-ไม่ชี้แจง ปชช.

    (8 ส.ค. 69) สถานการณ์ราคาไข่ไก่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยราคาหน้าฟาร์มปรับขึ้นเป็นฟองละ 4 บาท ส่งผลให้ราคาจำหน่ายปลีกพุ่งสูงถึงแผงละ 160 บาทสำหรับไข่เบอร์ 0 ทำเอาประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ต้องออกมาจับจ่ายเลือกซื้อไข่ไก่ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย พ่อค้าแม่ค้าเผยว่าราคาไข่ปีนี้แพงที่สุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยยังไม่มีหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงหรือควบคุมดูแลอย่างจริงจัง

    .

    โดยนายเสน่ห์ พ่อค้าขายไข่ไก่ในจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ได้รับประกาศปรับราคาแนะนำจากเครือข่ายสหกรณ์ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งคาดว่ามาจากต้นทุนราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ทำให้ทางร้านต้องปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นตามต้นทุนหน้าฟาร์มที่ขยับขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง ส่งผลให้ประชาชนหันมาประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการสั่งซื้อ ไข่ขาว ไข่ซีด หรือไข่เปลือกย่น ที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงเบอร์ 0 แต่ราคาถูกกว่าแผงละประมาณ 20 บาท แทนไข่ไก่ปกติที่มีราคาสูง

    .

    ขณะที่ผู้ค้ากังวลว่าหากสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ จะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนให้ลดลงอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการตามไปด้วย จึงอยากวอนให้รัฐบาลเร่งออกมาชี้แจงและหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพแพงในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NYgA6RGZS&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zY4K0j6QNzjrMJ9CImrs8

  • “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน

    “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน

    “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน


    8/08/2569 | 213 |

    วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

    ที้งนี้  ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน

    รัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อย และชุมชนจริง

    ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    “รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดากล่าว

    ที่มา : 

    วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

    ที้งนี้  ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน

    รัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อย และชุมชนจริง

    ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    “รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดากล่าว


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/529816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTlP4B_ZW6a-yLykIcw1T

  • เดอะมอลล์โคราชฉลองครบรอบ 26 ปี – เซ็นทรัลเปิดงาน ‘โคราชเมืองมีเส้น’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เดอะมอลล์โคราชฉลองครบรอบ 26 ปี – เซ็นทรัลเปิดงาน ‘โคราชเมืองมีเส้น’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    เดอะมอลล์โคราชฉลองครบรอบ 26 ปี – เซ็นทรัลเปิดงาน ‘โคราชเมืองมีเส้น’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ศูนย์การค้าเดอะมอลล์โคราช จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 26 ปี “THE MALL KORAT 26th CELEBRATION” ประกาศตามหาผู้ที่เกิดวันเดียวกับวันก่อตั้งห้างฯ 10 สิงหาคม 2543 จำนวน 10 คนแรก ร่วมเป่าเค้กยักษ์รับมอบของขวัญมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ควบคู่การจัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ “THE MALL LIFESTORE MOMGEVITY” ตรวจสุขภาพฟรี ขณะที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช เปิดงาน “โคราชเมืองมีเส้น” ยกทัพร้านค้าชูอัตลักษณ์อาหารเมืองย่าโม ดันเป็น Soft Power กระตุ้นการท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา นายปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการฯ พร้อมด้วย นางสาวสุวรรณอัมพา ไชยฉลาด ผู้จัดการส่วนสื่อมัลติมีเดียศูนย์ฯ คณะผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมกันเชิญชวนประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมฉลองครบรอบ 26 ปี การเปิดให้บริการ ภายใต้แนวคิด “THE MALL KORAT 26th CELEBRATION : CELEBRATING 26 YEARS TOGETHER” พร้อมจัดกิจกรรมตามหาลูกค้า 10 คนแรก ที่มีวันเกิดตรงกับวันเปิดศูนย์การค้าฯ คือวันที่ 10 สิงหาคม 2543 เพื่อเข้าร่วมพิธีเป่าเค้กวานิลาแต่งหน้าสตรอว์เบอร์รีขนาด 1×1 เมตร และรับของขวัญพิเศษมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณชั้น 2 ฝั่งอาคารใหม่ นอกจากนี้ ผู้ที่เกิดวันที่ 10 สิงหาคม ในปี พ.ศ. อื่น ๆ สามารถเข้าร่วมฉลองวันเกิดพร้อมรับสิทธิพิเศษและร่วมลุ้นรางวัล M Card ได้เช่นเดียวกัน

    พร้อมกันนี้ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์โคราช ยังได้กำหนดจัดงาน “THE MALL LIFESTORE MOMGEVITY สุขภาพดีไปด้วยกัน” เนื่องในเทศกาลวันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 8–12 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น 2 อาคารใหม่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุข อาทิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 9 นครราชสีมา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา และโรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา ให้บริการตรวจคัดกรองสุขภาพฟรี เช่น การตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยชุด HPV DNA Test, การตรวจพัฒนาการเด็ก, ตรวจวัดอายุหลอดเลือด ตลอดจนกิจกรรมออกกำลังกายครอบครัว กิจกรรมประกวดร้องเพลง “SINGING MOM CONTEST” ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 22,000 บาท และตลาดสินค้าเด็กและแม่ MOM & KIDS MARKET

    ขณะเดียวกัน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา นายธนากร ประพฤทธิพงษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นางสาวนิสา ชาภู่พวง ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช, นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา, นายวุฒิศักดิ์ ภาวะศิลป์ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, นายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และ นายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันเปิดงาน “โคราชเมืองมีเส้น” (Taste of Korat) ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2569

    งาน “โคราชเมืองมีเส้น” จัดขึ้นเพื่อรวบรวมเมนูเส้นอันเป็นอัตลักษณ์ของเมืองย่าโม เช่น ผัดหมี่โคราช และขนมจีน ประจำท้องถิ่น จากร้านค้าชื่อดังกว่า 30 บูธ เพื่อส่งเสริมอาหารท้องถิ่นให้เป็น Soft Power ผลักดันเศรษฐกิจและสอดรับกับโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสวัฒนธรรมอาหารและวิถีชีวิตท้องถิ่นของจังหวัดนครราชสีมาอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/485870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zlBCCCA1i5vO6LpPX_cTm

  • โซเชียลสะท้อนความกังวล ‘เอลนีโญ’ คนไทยห่วง ‘น้ำ’ มากกว่าภัยแล้ง ถามหารัฐพร้อมแค่ไหนรับมือก่อนวิกฤต

    โซเชียลสะท้อนความกังวล ‘เอลนีโญ’ คนไทยห่วง ‘น้ำ’ มากกว่าภัยแล้ง ถามหารัฐพร้อมแค่ไหนรับมือก่อนวิกฤต

    เอลนีโญยังไม่ถึงจุดพีก แต่ความกังวลของคนไทยมาแล้ว “น้ำ” แซงทุกประเด็น รัฐถูกจับตาความพร้อมรับมือ

    แม้ประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แต่บนโลกออนไลน์ “เอลนีโญ” ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ประชาชนกังวลกลับไม่ใช่เพียงคำว่า “ภัยแล้ง” หากแต่เป็น ความไม่แน่นอนของทรัพยากรน้ำ ที่อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจ การเกษตร สุขภาพ และความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของภาครัฐ

    ข้อมูลวิเคราะห์บทสนทนาบน Social Media โดย Spacebar DataOps ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 3 สิงหาคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยกำลังมอง “เอลนีโญ” ในฐานะ วิกฤตคุณภาพชีวิต มากกว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo01.png

    “น้ำ” คือความกังวลอันดับ 1 ผลวิเคราะห์พบว่า ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ

    ·       ทรัพยากรน้ำ 43%

    ·       นโยบายและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล 24%

    ·       เศรษฐกิจและปากท้อง 14%

    ·       การเกษตร 12%

    ·       สุขภาพ 7%

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า คนไทยไม่ได้มองเอลนีโญเป็นเพียงเรื่องสภาพอากาศ แต่เป็นปัจจัยที่จะกระทบต่อการดำรงชีวิตในทุกมิติ

    คนไม่ได้กลัว “แล้ง” แต่กลัว “น้ำไม่แน่นอน” เมื่อเจาะเฉพาะประเด็นทรัพยากรน้ำ พบว่า

    ·       55% กังวลฝนตกไม่เป็นฤดูกาล และปริมาณน้ำไม่แน่นอน

    ·       28% ห่วงน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ

    ·       17% กังวลคุณภาพน้ำ

    Spacebar DataOps พบว่า บทสนทนาส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงภัยแล้งโดยตรง แต่สะท้อนความกังวลว่า หากฝนทิ้งช่วงหรือมีน้ำไม่พอ จะกระทบตั้งแต่การอุปโภคบริโภค การเพาะปลูก ไปจนถึงต้นทุนการผลิตอาหารของประเทศ

    ความเชื่อมั่นรัฐ กลายเป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความกังวลอันดับสองไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือ ความเชื่อมั่นต่อการรับมือของรัฐบาล

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo02.png

    ประชาชนตั้งคำถามว่า รัฐจะสามารถลดความเสียหายได้ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตหรือไม่ สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ได้แก่

    ·       48% ต้องการมาตรการเชิงป้องกันก่อนเกิดปัญหา

    ·       38% อยากเห็นแผนบริหารและกักเก็บน้ำที่ชัดเจน

    ·       14% เรียกร้องความโปร่งใสเรื่องงบประมาณและเงินกู้

    Key Insight สำคัญคือ ประชาชนต้องการเห็น “การป้องกัน” มากกว่าการเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo03.png

    ห่วงเศรษฐกิจ แต่ห่วง “หนี้จากการแก้วิกฤต” มากกว่า ในด้านเศรษฐกิจ ผลวิเคราะห์พบว่า

    ·       67% กังวลภาระหนี้และภาษีจากการใช้งบรับมือวิกฤต

    ·       28% กังวลค่าครองชีพ

    ·       5% กังวลราคาอาหารและสินค้าเกษตร

    สะท้อนว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะผลกระทบของเอลนีโญ แต่ยังจับตาว่ารัฐจะใช้งบประมาณอย่างไร และภาระจะตกมาที่ประชาชนหรือไม่

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo04.png

    เกษตรกรห่วงผลผลิต สุขภาพคนเมืองก็ได้รับผลกระทบ

    ด้านการเกษตร

    ·       58% พูดถึงพืชผลเสียหาย

    ·       26% ลดรอบการเพาะปลูก

    ·       10% น้ำไม่พอทำการเกษตร

    ·       6% การปรับตัวด้านการผลิต

    ·        

    ขณะที่ด้านสุขภาพ

    ·       70% กล่าวถึงโรคจากอากาศร้อนและฮีตสโตรก

    ·       27% ปัญหาระบบทางเดินหายใจและฝุ่น

    ·       3% ปัญหาการนอนหลับ

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo05.png

    บทสนทนาจำนวนมากสะท้อนว่า อากาศร้อนจัดส่งผลกระทบกับคนทำงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ และเด็ก ขณะเดียวกันภาวะแห้งแล้งยังทำให้ปัญหาฝุ่นละอองและคุณภาพอากาศรุนแรงขึ้น

    เอลนีโญกำลังทดสอบ “การบริหารน้ำ” ของประเทศไทย หากพิจารณาภาพรวม ข้อมูลชุดนี้ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยไม่ได้กังวลเฉพาะ “ฝนจะตกหรือไม่” แต่กำลังจับตา 4 เรื่องสำคัญพร้อมกัน คือ ประเทศจะมีน้ำเพียงพอหรือไม่ ระบบบริหารจัดการน้ำพร้อมหรือยัง ปากท้องประชาชนจะได้รับผลกระทบแค่ไหน รัฐจะบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง “เอลนีโญ” กำลังถูกมองเป็นบททดสอบทั้ง ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และธรรมาภิบาลของภาครัฐ

    สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลครั้งนี้ คือ ประชาชนไม่ได้รอให้ภัยแล้งเกิดก่อนแล้วจึงเรียกร้องความช่วยเหลือ แต่กำลังส่งสัญญาณล่วงหน้าว่า ต้องการเห็นการบริหารจัดการเชิงรุก

    นั่นหมายความว่า “ความเชื่อมั่น” ในสายตาประชาชนอาจไม่ได้วัดจากจำนวนงบประมาณที่ใช้ แต่ถูกวัดจากความสามารถในการวางแผน การบริหารน้ำ การสื่อสารข้อมูล และการดำเนินมาตรการเชิงป้องกันก่อนที่วิกฤตจะเกิดขึ้นจริง

    หากรัฐสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจช่วยลดแรงกระเพื่อมที่ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจ การเกษตร สุขภาพ และความเชื่อมั่นของประชาชนได้ในเวลาเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/dataops-indicates-that-thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e0kM7NNCsK488IFUIvWR9

  • วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ln4LCYsu5hwR78p6w86vH