———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115086&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11dtiO9GZJJmudxRfORNiV
Author: ข่าวกรุงเทพฯ
-

ยันแลนด์บริดจ์คุ้มทุน! ปรับแผนลงทุน PPP เล็งให้เอกชนเช่า 50 ปี ไม่ใช่ 99 ปี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ
-

สงครามอิหร่านที่ยังค้างคาอาจทำให้สีจิ้นผิงได้เปรียบในการเจรจากับทรัมป์กลางเดือนนี้
แหล่งข่าวจากจีนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ระบุว่า จีนยังคงมุ่งมั่นที่จะจัดการประชุมระหว่าง สีจิ้นผิง และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร และมองอย่างระมัดระวังว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาหลายเดือนระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจเสริมตำแหน่งการเจรจาของจีนให้แข็งแกร่งขึ้น
ตามข้อมูลจากทำเนียบขาว การประชุมแบบพบปะกันต่อหน้าซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และเคยถูกเลื่อนออกไปครั้งหนึ่งเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ขณะนี้กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม แหล่งข่าวหลายแห่งระบุว่า จีนมองว่าการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญนี้เป็นโอกาสพิเศษที่จะสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคงยิ่งขึ้นกับคู่แข่งทางเศรษฐกิจและการทหารที่ใหญ่ที่สุดของตัวเอง
แหล่งข่าวเผยว่า ถึงแม้จะมีข้อได้เปรียบที่รับรู้ได้ แต่จีนยังคงระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยความคิดเห็นในหมู่คนวงในของรัฐบาลยังไม่ตรงกันเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับความซับซ้อนมากมายที่เกิดจากความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไปได้ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางนำเข้าน้ำมันและก๊าซประมาณ 1 ใน 3 ของจีน จะยังคงปิดอยู่เมื่อทรัมป์เดินทางมาถึงกรุงปักกิ่ง
แหล่งข่าวชาวจีนที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเผยว่า การเยือนของทรัมป์ “ไม่เหมือนกับการเยือนของผู้นำประเทศอื่นๆ” “วาระการดำรงตำแหน่งของทรัมป์น่าจะมีผลกระทบอย่างยั่งยืนต่อระเบียบโลก และได้เปลี่ยนแปลงมุมมองของสหรัฐฯ ต่อผลประโยชน์ของตัวเองไปแล้วอย่างสิ้นเชิง”
“ไม่ว่าการเยือนของเขาจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อข้อตกลงในอนาคตระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไม่ว่าพรรคเดโมแครตหรือพรรครีพับลิกันจะขึ้นมามีอำนาจก็ตาม” แหล่งข่าวเผย
เดิมทีการเยือนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อยืนยันข้อตกลงสำคัญระหว่างสองฝ่ายในหลายภาคส่วน แต่ ชุยหงเจี้ยน อดีตนักการทูตและนักวิชาการด้านกิจการระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยการศึกษาต่างประเทศปักกิ่งเผยว่า วิกฤตการณ์ในอิหร่าน “รบกวน” แผนการและความคาดหวังโดยรวมของจีนอย่างร้ายแรง
“นโยบายต่างประเทศของจีนมีจุดยืนพื้นฐานคือ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีเสถียรภาพแล้ว ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของจีนกับประเทศอื่นๆ มีเสถียรภาพและดีขึ้นได้” ชุยเผยกับ CNN
ชุยเผยอีกว่า การที่อิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของจีน เข้ามามีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างกะทันหัน ทำให้ “ฝ่ายจีนเผชิญกับความยากลำบาก”
ทางการจีนยังไม่ได้ยืนยันวันประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยการประชุมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ข้างหน้า โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงห่างไกล โดยมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการสู้รบขึ้นอีกครั้ง แหล่งข่าวชาวจีนอีกรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า ทั้งสองสถานการณ์ล้วนมีความเสี่ยงสำหรับจีน
“แน่นอนว่าทรัมป์ต้องการเยือนจีนหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกับอิหร่าน เพื่อแสดงแสนยานุภาพ…แต่ถ้าเขาโจมตีอิหร่านหลังจากเยือนจีน มันจะดูเหมือนว่าจีนละทิ้งอิหร่าน” แหล่งข่าวเผย
“ทรัมป์ฉลาดมาก เขาไม่ได้โจมตีจีนโดยตรง แต่เขาโจมตีเวเนซุเอลาก่อน จากนั้นก็โจมตีอิหร่าน โดยพื้นฐานแล้วเป็นการตัดปีกของจีนในภูมิภาคเหล่านี้”
— แหล่งข่าวชาวจีนซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อรายหนึ่ง
แต่สงครามอิหร่านไม่ได้เป็นไปตามแผนที่สหรัฐฯ วางไว้ แทนที่จะแสดงแสนยานุภาพของสหรัฐฯ ความขัดแย้งนี้กลับดึงสหรัฐฯ เข้าสู่การเผชิญหน้าที่ดูเหมือนจะแก้ไขไม่ได้และเป็นที่ต่อต้านอย่างมาก ทั้งยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
“ตอนนี้ทรัมป์คงอยากปิดฉากเรื่องอิหร่านให้เร็วที่สุด” อู๋ซินป๋อ สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศจีนเผย “หากสหรัฐฯ ได้เปรียบ ทรัมป์จะมีอำนาจต่อรองที่แข็งแกร่งกว่ามาก แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถจัดการกับอิหร่านได้ ดังนั้นในแง่หนึ่ง เมื่อพูดถึงการเจรจากับจีน ตำแหน่งการต่อรองของสหรัฐฯ จึงอ่อนแอลง”
เชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่จีนมีบทบาทในการนำอิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่ถึงแม้ว่าการหยุดยิงในเวลาต่อมาจะยุติการสู้รบในอิหร่านไปได้มากแล้ว แต่ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ถึงสันติภาพที่มั่นคงกว่านี้
แหล่งข่าวระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้อาจเป็นโอกาสพิเศษสำหรับจีนที่จะใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งนี้ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่คาดว่าจะดุเดือดสำหรับทรัมป์ โดยทรัมป์ดูเหมือนจะกระตือรือร้นที่จะแสดงให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันเห็นถึงชัยชนะที่เป็นรูปธรรม เช่น การที่จีนซื้อสินค้าเกษตรและเครื่องบินโบอิงจากสหรัฐฯ จำนวนมาก
จีนพร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่และความได้เปรียบในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ นั่นคือ การที่สหรัฐฯ แสดง “การคัดค้าน” (แทนที่จะเป็นการไม่สนับสนุน) การแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน การลดข้อจำกัดในการส่งออกเทคโนโลยีระดับสูง และการถอนบริษัทจีนออกจากรายชื่อมาตรการคว่ำบาตร
แหล่งข่าวที่สามกล่าวว่า “ทรัมป์เลื่อนการเยือนจีนออกไป อาจเป็นเพราะเขารู้สึกว่ายังไม่ได้รับอำนาจต่อรองมากพอ” ซึ่งบ่งชี้ว่าทรัมป์ต้องการใช้ชัยชนะอย่างรวดเร็วในอิหร่านเป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองในการประชุมกับจีน
“แต่ดูเขาตอนนี้สิ การเผชิญหน้าในอิหร่านยืดเยื้อมานานโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ” แหล่งข่าวกล่าวเสริม โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ
“เรากังวลมากเมื่อสงครามปะทุขึ้นครั้งแรก ไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ด้านน้ำมันและธุรกิจในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่เรากังวลว่า หากอิหร่านไม่สามารถต้านทานได้ รัฐบาลที่สนับสนุนตะวันตกอาจเกิดขึ้น และนั่นจะไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของจีน” อู๋ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาอเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยฟู่ตั้นในเซี่ยงไฮ้เผย “แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับกลายเป็นผลดีต่อจีน”

เรือบรรทุกสินค้าเทียบท่าที่ท่าเรือชิงเต่า มณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2026 (Photo by CN-STR / AFP) / CHINA OUT สงครามครั้งนี้ถูกมองว่า เสริมสร้างสถานะของจีนในเวทีโลก ทำให้จีนเป็นเสาหลักแห่งความมั่นคง ตลอดความขัดแย้ง สีจิ้นผิง ได้เรียกร้องสันติภาพหลายครั้ง และให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้ผ่านพ้นวิกฤตการขาดแคลนพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้ง ในขณะเดียวกัน ผู้นำตะวันตกก็ดูเหมือนจะกระชับความสัมพันธ์กับจีน
“สหรัฐฯ กำลังต่อสู้โดยไม่ชนะ จีนกำลังชนะโดยไม่ต้องต่อสู้” ยอร์ก วุตต์เกอ อดีตประธานหอการค้าสหภาพยุโรปในจีน และหุ้นส่วนของ DGA Albright Stonebridge Group เผย “ชาวจีนได้รับผลกระทบในทางลบอย่างแน่นอนจากต้นทุนพลังงาน แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็ได้รับประโยชน์มากมายจากสถานการณ์นี้”
ระบบการเมืองของจีน ซึ่งเน้นการวางแผนระยะยาวและการพึ่งพาตนเอง ได้มอบความได้เปรียบในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้กับจีน
“นโยบายพลังงานหมุนเวียนของพวกเขานั้นถูกต้องแล้ว จีนอาจเป็นประเทศที่เตรียมพร้อมที่สุด ในทางการเมือง พวกเขาคือผู้ชนะ เพราะพวกเขาดูเหมือนผู้ใหญ่ในห้อง” วุตต์เกอเผยกับ CNN
ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ด้วยพรมแดงระหว่างการเยือนปักกิ่งครั้งสุดท้ายในฐานะประธานาธิบดีเมื่อปี 2017 การเยือนอย่างเป็นทางการครั้งนั้นรวมถึงการต้อนรับอย่างหรูหราที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น งานเลี้ยงรับรองส่วนตัวในพระราชวังต้องห้าม
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีที่เกิดขึ้นจากการเดินทางครั้งนั้นได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว และถูกแทนที่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างสองฝ่ายเป็นเวลาเกือบสิบปี ครอบคลุมด้านการค้า เทคโนโลยี ความขัดแย้งเรื่องไต้หวัน ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโควิด-19 และเหตุการณ์บอลลูนสอดแนม
มีหลายประเด็นที่จีนและสหรัฐฯ ยังคงเจรจากันอยู่ และ “ยิ่งเราบรรลุข้อตกลงร่วมกันมากเท่าไหร่ ช่วงเวลาสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำก็จะยิ่งเหมาะสมมากขึ้นเท่านั้น” แหล่งข่าวรายแรกกล่าว
จีนงดเว้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์โดยตรงในช่วงสงคราม เห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามที่จะลดความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอด ทรัมป์เองก็ดูเหมือนจะจัดการกับประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างระมัดระวังเช่นกัน
เมื่อหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ประเมินว่า จีนกำลังเตรียมส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศใหม่ให้กับอิหร่าน ทรัมป์ระบุว่า จีนจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาหากดำเนินการส่งมอบต่อไป แต่หลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงสีจิ้นผิง
ในขณะที่บางคนในจีนอาจรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับท่าทีในการเจรจาของตัวเองก่อนการประชุมสุดยอด วิลเลียม ไคลน์ อดีตนักการทูตสหรัฐฯ ที่จัดเตรียมการเยือนปักกิ่งของทรัมป์เมื่อปี 2017 สงสัยว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
“แต่ละฝ่ายต่างมีอำนาจต่อรองเหนืออีกฝ่ายอย่างเพียงพอในความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน และอำนาจต่อรองนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ได้แข็งแกร่งขึ้น หรืออ่อนแอลงเนื่องจากสงครามอิหร่านจนถึงปัจจุบัน”
— วิลเลียม ไคลน์ อดีตนักการทูตสหรัฐฯ ที่จัดเตรียมการเยือนปักกิ่งของทรัมป์เมื่อปี 2017
“แน่นอนว่าสงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการเยือนครั้งนี้ และจะกำหนดทิศทางของการเยือนครั้งนี้ แต่ผมคงไม่บอกว่าสิ่งนี้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบมากขึ้น” ไคลน์ซึ่งปัจจุบันเป็นหุ้นส่วนของ FGS Global กล่าว
Photo by ADEK BERRY / AFP
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/unfinished-iran-war-could-give-xi-upper-hand-in-trump-talks&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw121rllNZK1QajQuiCxVUfo -

‘ทุกก้าวคือพลังแห่งการให้’ จ.สงขลา-CPF จัดเดินวิ่งการกุศล หนุนการศึกษาเยาวชน
วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.
จังหวัดสงขลา ผนึกกำลัง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยชมรม CPF Running Club จัดกิจกรรมเดิน–วิ่งการกุศล “CPF RUN FOR CHARITY 2026” รวมพลังนักวิ่งสายบุญกว่า 1,600 คน ร่วมส่งต่อ “พลังแห่งการให้” โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายรวม 785,000 บาท มอบให้แก่ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและสมทบทุนจัดสร้างแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
.jpg)
.jpg)
พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก วินิจ เทพนิต นายอำเภอเมืองสงขลา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย กิตติศักดิ์ กั่วพานิช ผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ และ บุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เข้าร่วมงาน
.jpg)
วินิจ เทพนิต นายอำเภอเมืองสงขลา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟและจังหวัดสงขลาในครั้งนี้ สะท้อนพลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมสุขภาพและปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการแบ่งปันในสังคมไทย
.jpg)
ด้าน กิตติศักดิ์ กั่วพานิช ผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ กล่าวว่า “งบสนับสนุนจากกิจกรรมจะนำไปพัฒนาการศึกษา และสนับสนุนการจัดสร้างอนุสาวรีย์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ภายในวิทยาลัยฯ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน”
.jpg)
.jpg)
บุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เผยว่า ซีพีเอฟจัดกิจกรรม “CPF RUN FOR CHARITY” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “ทำดีเพื่อสังคม” โดยกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีนักวิ่งร่วมสะสมระยะทางรวมกว่า 600,000 กิโลเมตร และส่งมอบรายได้รวม 18 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำไปใช้ในสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เสริมศักยภาพระบบสาธารณสุข อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม สอดคล้องหลัก “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ของเครือซีพี
.jpg)
บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก อบอวลด้วยพลังแห่งความสุข โดยนักวิ่งและประชาชนร่วมสร้างสีสันพร้อมเพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพจากแบรนด์ในกลุ่มซีพีเอฟและซีพี
.jpg)
ทั้งนี้ กิจกรรม “CPF RUN FOR CHARITY” ครั้งต่อไป มีกำหนดจัดขึ้น ณ สวนสาธารณะบึงหนองบอน กรุงเทพมหานคร เชิญชวนประชาชนร่วมส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/962320&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qf2cudUgJSGNPtHVGQG-d -

สปพ.สพ.2 เปิดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย 8 อัตรา กรณีมีเหตุพิเศษ | เดลินิวส์
นายยรรยง อรรถีโภค ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 เปิดเผยว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 เปิดสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2569 จำนวน 8 อัตรา 6 กลุ่มวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ 1 อัตรา ภาษาไทย 1 อัตรา ภาษาอังกฤษ 1 อัตรา พลศึกษา 1 อัตรา ประถมศึกษา/การประถมศึกษา 1 อัตรา และปฐมวัย/การศึกษาปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 3 อัตรา โดยเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 8-14 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 08.30–16.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ยื่นใบสมัครด้วยตนเองได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2
นายยรรยง กล่าวเพิ่ม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกและสถานที่สอบภายในวันที่ 21 พฤษภาคม2569 ทางเว็บไซต์ http://www.sp2.go.th/new โดยกำหนดสอบวันที่ 13 มิถุนายน 2569 สอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป 200 คะแนน สอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง 100 คะแนน วันที่ 28 พฤษภาคมถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ วันที่ 14 มิถุนายน 2569 สอบสัมภาษณ์ และจะประกาศผลคัดเลือกภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ทางเว็บไซต์ http://www.sp2.go.th/new
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5833535/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rVX0lLR4S84QaYPD2j4Mx -

รวมรูปภาพของ ใจฟู! “ดีเจพุฒ” มอบทุนการศึกษาให้ “น้องเอวา” ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ รูปที่ 4 จาก 5
5
ภาพ
คัดลอกลิงก์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887118/gallery/6257134/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lruYtjMTDQRZAMD03NyXR -

จริงหรือไม่ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงกำลังทำให้มนุษย์ไม่สูงขึ้น ? – BBC News ไทย
จริงหรือไม่ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงกำลังทำให้มนุษย์ไม่สูงขึ้น ?
ที่มาของภาพ, Getty Images
-
- Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
-
เวลาอ่าน: 7 นาที
กว่า 150 ปีที่ผ่านมา หรือในช่วงเวลาราว ๆ นี้ มนุษย์ในฐานะสปีชีส์เติบโตขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ทว่าเริ่มมีสัญญาณว่าการเติบโตเช่นนี้อาจมาถึงจุดจบแล้ว และหนึ่งในเหตุที่เป็นไปได้ก็คือสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
มีการบันทึกอย่างชัดเจนว่าภาวะโลกร้อนนำไปสู่สภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งรวมไปถึงคลื่นความร้อนและความชื้นที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน ทีมของนักวิจัยทีมหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา พบว่า สภาวะเช่นนั้นอาจส่งผลให้การเติบโตของเด็กหยุดชะงักลง ก่อนที่พวกเขาจะเกิดมาด้วยซ้ำ
ทีมวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลของเด็กถึง 200,000 คน ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และมาจากเอเชียใต้ ภูมิภาคที่มีความเปราะบางอย่างมากต่อผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
นักวิจัยประเมินว่าเด็กอาจเกิดมาเตี้ยกว่าส่วนสูงที่ควรจะเป็นราว 13% หากตอนที่พวกเขาอยู่ในครรภ์มารดา แต่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ร่วมกับความชื้นสูงในทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์
การเจริญเติบโตด้านความสูงในช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก
แม้ว่าโดยมากแล้วพันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ อาทิ โภชนาการและสุขภาพ จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสูงได้มากแค่ไหน แต่ “งานศึกษาชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและความชื้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจส่งผลให้ความสูงเฉลี่ยของเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี ในเอเชียใต้ลดลง” เคที แม็กมาฮอน ผู้เขียนหลักของการศึกษากล่าว
แม็กมาฮอน ชี้ว่า “ภาพรวมในระดับโลกยังคงไม่แน่นอน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับมาตรการลดผลกระทบและการปรับตัว ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า”
เธอยังเสริมว่า “เราสามารถคาดได้อย่างสมเหตุสมผลว่า เราอาจเห็นผลลัพธ์ลักษณะเดียวกันในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอื่น ๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญอุณหภูมิและความชื้นสูงอยู่แล้ว”
ตามการจัดกลุ่มของธนาคารโลก มีประมาณ 120 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำและปานกลาง
ปรากฏการณ์ ‘บีบอัด-ขยายตัว’ ของความสูงมนุษย์
นักวิทยาศาสตร์พบว่ามนุษย์เคยมีช่วงเวลาที่ความสูงเปลี่ยนแปลงอย่างมากตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น การเปลี่ยนผ่านจากสังคมนักล่าสัตว์-เก็บของป่า (hunter-gathering) ไปสู่สังคมเกษตรกรรมเมื่อราว 10,000 ปีก่อน ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลเชิงลบต่อความสูงเฉลี่ยของมนุษย์ในระยะแรก
ในช่วงต่อมาที่ใกล้ปัจจุบันมากขึ้น ในปี 2004 ศาสตราจารย์ริชาร์ด สเต็คเคิล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตในสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง โดยเขาได้รวบรวมข้อมูลความสูงจากโครงกระดูกนับพันที่ขุดพบจากแหล่งฝังศพในยุโรปเหนือ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ถึงศตวรรษที่ 19 และพบว่า ความสูงเฉลี่ยของมนุษย์มีการขึ้นลงตลอดช่วงเวลาดังกล่าว โดยลดต่ำสุดในช่วงศตวรรษที่ 17
ในยุคนั้นทวีปยุโรปต้องฝ่าพันความท้าทายหลายประการ อาทิ การเติบโตของเมืองต่าง ๆ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการกระจายตัวของโรคติดต่อ การผลิตด้านเกษตรกรรมที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นลงอย่างผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14-19
“ผู้ชายจากทางเหนือของยุโรปสูญเสียส่วนสูงไปราว 2.5 นิ้ว (6.4 ซม.) เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1700 นี่เป็นการสูญเสียที่ไม่ได้รับการชดเชยกลับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องรอจนถึงช่วยครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20” ศ.สเต็คเคิล ระบุในงานวิจัย
ดร.อันเดรีย โรดริเกซ มาร์ติเนซ นักวิจัยด้านสุขภาพประชากรจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับแนวโน้มความสูงของมนุษย์ แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างแรงกดดันในลักษณะเดียวกันต่อประชากรในยุคปัจจุบัน
“สหประชาชาติประเมินว่า เด็กทั่วโลกประมาณหนึ่งพันล้านคนอยู่ในกลุ่ม ‘มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง’ ต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กในหลากหลายมิติ” เธอกล่าว
ยักษ์ใหญ่ชาวดัตช์กำลังเตี้ยลง
ที่มาของภาพ, Getty Images
คำบรรยายภาพ, นักฟุตบอลชาวดัตช์ อันดรีส นอปเพิร์ต ซึ่งมีความสูงถึง 203 ซม. ยืนสูงเด่นเหนือ ลิโอเนล เมสซี จากอาร์เจนตินา ระหว่างการดวลจุดโทษในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ หากเรามองดูภาพรวมตลอดทั้งศตวรรษที่ 20 จะพบว่า สภาพความเป็นอยู่มีบทบาทต่อความสูงของมนุษย์อย่างชัดเจน
ในปี 2017 เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพทั่วโลกสำหรับโรคไม่ติดต่อ (Non-Communicable Diseases Risk Factor Collaboration) หรือ NCD-RisC ได้เผยแพร่การวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ (biometric data) ของทั้งผู้ชายและผู้หญิงใน 200 ประเทศ ที่เกิดระหว่างปี 1896 ถึง 1996 และพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ความสูงเฉลี่ยของผู้ชายทั่วโลก เพิ่มจาก 162 ซม. เป็น 171 ซม. ขณะที่ผู้หญิง เพิ่มจาก 151 ซม. เป็น 159 ซม.
อย่างไรก็ตาม บางประเทศมีการเพิ่มขึ้นของความสูงมากกว่าประเทศอื่นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้ชายชาวอิหร่านสูงขึ้นถึง 16.5 ซม. และผู้หญิงชาวเกาหลีใต้สูงขึ้น 20.2 ซม.
ในทางกลับกัน ประเทศที่ความสูงเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ได้แก่ ผู้หญิงในมาดากัสการ์ที่สูงขึ้นเพียง 1.5 ซม. ตลอดทั้งศตวรรษ และผู้ชายในปากีสถานที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.27 ซม.
แล้วอะไรคือสาเหตุของความเหลื่อมล้ำนี้
“ความแตกต่างของความสูงนั้นส่วนใหญ่เกิดจากพันธุกรรม แต่ก็ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยด้านโภชนาการ สิ่งแวดล้อม และสภาพเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน” ดร.มาร์ติเนซ อธิบาย
ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ น้ำสะอาด ตลอดจนความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มความสามารถของมนุษย์ในการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ
ขออภัย เราไม่สามารถแสดงส่วนนี้ของเรื่องได้บนหน้าโทรศัพท์ที่ใช้แอปอย่างง่าย
ยังมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของความสูงเฉลี่ยของมนุษย์ อาจเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัวแล้ว อย่างน้อยก็ในบางประเทศที่มีประชากรสูงที่สุดในโลก
ประชากรที่มีความสูงเฉลี่ยมากที่สุดในโลกคือชาวดัตช์ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่ในระยะยาว การเข้าถึงอาหารคุณภาพสูง และความก้าวหน้าทางการแพทย์
“กรณีของพวกเขาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตกับประชากรที่มีสุขภาพดีและมีความสูงมากขึ้น” คริสตินา ทอมป์สัน ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและสังคมจากมหาวิทยาลัยวาเกนนิงเงน (Wageningen University) ในเนเธอร์แลนด์ กล่าว
แต่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ความสูงเฉลี่ยของชาวดัตช์กลับลดลง โดยผู้ชายที่เกิดในปี 1980 มีความสูงเฉลี่ยเมื่ออายุ 19 ปีอยู่ที่ 183.9 ซม. แต่ลดลงเหลือ 182.9 ซม. สำหรับผู้ชายที่เกิดในปี 2001 ขณะที่ผู้หญิงดัตช์ ความสูงเฉลี่ยลดลงจาก 170.7 ซม. เหลือ 169.3 ซม.
หนึ่งในเหตุผลที่สำนักงานสถิติฯ ระบุ คือ “การอพยพของประชากรกลุ่มใหม่ที่มีความสูงเฉลี่ยต่ำกว่า รวมถึงลูกหลานที่เกิดในประเทศ” อย่างไรก็ตาม ยังพบด้วยว่า ความสูงที่ลดลงนี้เกิดขึ้นแม้แต่ในกลุ่มเด็กที่พ่อแม่เป็นชาวดัตช์โดยกำเนิด
“ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุของการลดลงนี้” ศ.ทอมป์สันกล่าว
“คุณภาพของอาหารลดลงหรือไม่ หรือภาวะโรคอ้วนในวัยเด็กกำลังขัดขวางการเจริญเติบโต”
ขออภัย เราไม่สามารถแสดงส่วนนี้ของเรื่องได้บนหน้าโทรศัพท์ที่ใช้แอปอย่างง่าย
เตี้ยเพราะความเหลื่อมล้ำ
คงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรที่ประเทศพัฒนาแล้วจะขึ้นไปรั้งอันดับตั้น ๆ ในการจัดอันดับเรื่องส่วนสูงระดับโลก
ทว่าการจัดอันดับเหล่านี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สหรัฐฯ รั้งอันดับประเทศที่ประชากรสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ตามข้อมูลจาก NCD ทว่าในปัจจุบัน ชาวอเมริกันไม่ติด 20 อันดับแรกด้วยซ้ำ
ที่จริงไม่ใช่ความพวกเขาตัวเตี้ยลง คุณต้องไม่ลืมว่า ชายอเมริกันที่เกิดเมื่อปี 1996 สูงกว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเมื่อ 100 ปีก่อนมากกว่า 6 ซม. เพียงแต่พื้นที่อื่น ๆ ในโลกนี้มีการเพิ่มขึ้นของส่วนสูงในอัตราที่เร็วกว่า
จอห์น คอมลอส นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐฯ และผู้บุกเบิกด้านประวัติศาสตร์เชิงมานุษยวิทยา (anthropometric history) ซึ่งเป็นการศึกษามิติทางร่างกายของมนุษย์ในช่วงเวลาหลายศตวรรษ ชี้ว่าสาเหตุหนึ่งมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศหนึ่ง ๆ ที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
“สหรัฐฯ ตามหลังประเทศต่าง ๆ ที่ใช้แนวทางรัฐสวัสดิการ ที่แม้แต่คนรายได้น้อยก็ยังสามารถพาลูกไปพบแพทย์ได้” เขาอธิบาย
ศ.คอมลอส ยังกล่าวโทษว่าปัญหาอีกอย่างของสหรัฐฯ คืออัตราของผู้ที่มีภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เด็กและวัยรุ่น
แม้ว่าข้อมูลจากภาครัฐจะชี้ว่านิสัยการทานอาหารของชาวอเมริกันพัฒนาขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่มันก็ยังชี้ว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งประชากรอเมริกันที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังคงรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่
“สิ่งที่อดีตแสดงให้เราเห็นคือถ้าคุณต้องการให้ประชาชนมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นหรือโตต่อไปได้ คุณต้องให้พวกเขาทานอาหารที่เหมาะสมกับการเติบโตก่อน” ศ.คอมลอส ชี้
เรื่องเล่าของสองเกาหลี-สองเยอรมนี
ที่มาของภาพ, Getty Images
คำบรรยายภาพ, พันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ อาทิ โภชนาการและสุขภาพ จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสูงได้มากแค่ไหน อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สภาพการใช้ชีวิตมีผลต่อการเจริญเติบโตอย่างไร มาจากกรณีของชาวเกาหลี ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จากสงครามในช่วงทศวรรษ 1950
งานวิจัยในปี 2011 โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซองกยุนกวานในกรุงโซล พบว่า ผู้ที่เกิดในเกาหลีเหนือมีความสูงโดยเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ที่อยู่ในเกาหลีใต้ซึ่งมีความมั่งคั่งมากกว่า ถึงประมาณ 8 ซม.
ความแตกต่างในลักษณะเดียวกันนี้ แต่ไม่ได้รุนแรงเท่า ถูกพบกับผู้ที่เกิดในเยอรมนีในช่วง 41 ปีที่ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง (ระหว่างปี 1949–1990) โดยชาวเยอรมันตะวันตกมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าชาวเยอรมันตะวันออกราว 1 ซม.
สรุปแล้วมนุษย์เรากำลังหยุดเติบโตเหรอ ?
มีหลักฐานชี้ว่า การเติบโต (ด้านความสูงของมนุษย์) อาจถึงจุดสูงสุดหรือเริ่มอิ่มตัวแล้วในบางประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่แนวโน้มนี้อาจถูกชดเชยได้จากประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังไล่ตามมา
อย่างไรก็ดี แม้สภาพเศรษฐกิจและสังคมในบางส่วนของโลกที่ยังล้าหลังอาจยังพัฒนาได้ต่อไป แต่ก็มีความกังวลเพิ่มขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์นั้นอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเหล่านั้น
“ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูงที่สุด และเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด มักเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด” เคที แม็กมาฮอน กล่าว
เธอเสริมว่า “สำหรับผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ภาคเกษตรกรรม และแทบไม่มีหรือเข้าไม่ถึงเครื่องปรับอากาศเลย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะยิ่งขยายผลกระทบเชิงลบที่เราได้พบให้รุนแรงขึ้น”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cwy2xz9rgqqo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Eldf-i3I2IvdKPhsezhfB -
-

ยูทูบเบอร์ทดลอง “ช่วยตัวเอง” ติดต่อกัน 7 วัน พบความจริงสุดดาร์กที่ทำชีวิตเปลี่ยน
ยูทูบเบอร์ทดลอง “ช่วยตัวเอง” ติดต่อกัน 7 วัน เผยผลลัพธ์สุดสยอง สมองล้า-อารมณ์ดิ่ง จนต้องรีบเตือนภัย
ปัจจุบันสื่อลามกสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีตมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและสุขภาพจิตของผู้คนในสังคม โดยล่าสุด คริส อีวาน (Chris Ivan) คอนเทนต์ครีเอเตอร์บนยูทูบ ได้ตัดสินใจทำการทดลองส่วนตัวด้วยการช่วยตัวเองติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์สามารถเสพติดสื่อลามกได้ง่ายเพียงใด และมันส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง
คริสเข้าร่วมความท้าทายที่เรียกว่า “Gooning” ซึ่งหมายถึงการช่วยตัวเองเป็นเวลานานโดยพยายามไม่ให้ถึงจุดสุดยอดเพื่อคงสภาวะความสุขทางอารมณ์ไว้ แม้พฤติกรรมนี้อาจดูไม่เป็นอันตรายในทันที แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนว่าการบริโภคสื่อลามกที่มากเกินไปอาจเข้าไปรบกวนระบบการให้รางวัลในสมอง ส่งผลต่อการทำงานของสติปัญญา สุขภาพทางเพศ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
YouTube / CITVผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นจากการทดลอง
ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ของการทดลอง คริสพบว่าสภาพจิตใจของเขาแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเผชิญกับภาวะสมองตื้อ (Brain Fog) และมีอารมณ์หดหู่ตลอดทั้งสัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลองเขารู้สึกไม่มีแรงจูงใจที่จะทำกิจกรรมใดๆ และรู้สึกหงุดหงิดง่ายแม้กับเรื่องเล็กน้อยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
คริสอธิบายว่าเป้าหมายของการศึกษาครั้งนี้คือการแสดงให้เห็นถึง “อันตรายที่แท้จริง” แรงดึงดูดทางจิตใจ และข้ออ้างต่างๆ ที่สมองสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการสื่อลามก จนกลายเป็นวงจรที่ยากจะหยุดยั้งหากไม่มีความตั้งใจจริง
YouTube / CITVคำแนะนำในการเอาชนะการเสพติดสื่อลามก
หลังจากผ่านประสบการณ์ดังกล่าว คริสได้แบ่งปันวิธีที่เขาใช้ในการควบคุมความต้องการและปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ดังนี้
- ความอดทนและความเข้าใจตนเอง: สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าความต้องการเหล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อใดและเพราะอะไร คริสพบว่าหากเขาสามารถอดทนรอให้ความต้องการนั้นผ่านไปได้ประมาณ 20 นาที โดยไม่ลงมือทำอะไร เขาก็จะสามารถก้าวข้ามความรู้สึกนั้นไปได้
- ปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมและจำกัดการใช้โทรศัพท์: การบล็อกเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เป็นตัวกระตุ้นจะช่วยสร้าง “อุปสรรค” ทำให้การเข้าถึงสื่อลามกทำได้ยากขึ้น และมีเวลาให้สมองได้ตัดสินใจยับยั้งชั่งใจมากขึ้น
- การศึกษาหาความรู้: การเรียนรู้เกี่ยวกับผลกระทบของสื่อลามกต่อสมองช่วยให้เขาตระหนักถึงปัญหามากขึ้น โดยเขาพบว่าหลังจากหยุดดูสื่อลามกได้ประมาณ 2 สัปดาห์ คุณภาพชีวิตและความสุขของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนไม่อยากกลับไปใช้วงจรเดิมอีก
มุมมองทางการแพทย์เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการช่วยตัวเองไม่ได้ส่งผลลบเสมอไป โดยข้อมูลจาก LADbible รายงานถึงความเห็นของ ดร.เจน คลอด (Dr. Jen Claude) ที่ระบุผ่านวิดีโอในปี 2567 ว่าการช่วยตัวเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพที่ดีและการเติมเต็มในชีวิตได้ โดยแต่ละคนมีความถี่ที่แตกต่างกันไป
ดร.เจน ย้ำว่าการช่วยตัวเองจะกลายเป็นปัญหาต่อเมื่อมันเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์ หรือหน้าที่การงาน หากพบว่าพฤติกรรมดังกล่าวเริ่มกลายเป็นความหมกมุ่นจนไม่สามารถควบคุมได้ ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือนักบำบัดที่มีใบอนุญาตเพื่อรับการประเมินและช่วยเหลืออย่างถูกต้อง
แหล่งอ้างอิง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ztqoCNjAwXUN_QRndYwmO -

รวมรูปภาพของ ใจฟู! “ดีเจพุฒ” มอบทุนการศึกษาให้ “น้องเอวา” ลูกสาวแดนนี่ ศรีภิญโญ รูปที่ 1 จาก 5
5
ภาพ
คัดลอกลิงก์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887118/gallery/6257122/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T24SiPKWst2ITHgBkN25w -

เปิดเส้นทางฝ่าด่านสุดหิน ‘สามเณรตฤณ’ เพื่อก้าวสู่ ‘ผู้ทรงพระปาติโมกข์’ | เดลินิวส์
ตามที่ พระมหาใจ เขมจิตฺโต ประธานดำเนินงานโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ. 2569 ได้ออกมาเปิดเผยว่า โครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ. 2569 ได้ประกาศรับสมัครสามเณรผู้มีฉันทะเพื่อสอบเป็นผู้ทรงพระปาติโมกข์ รับสมัครเพิ่มเติมตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 พ.ค. 2569 โดยพบว่ามีสามเณรที่อายุน้อยสุดเพียง 7 ขวบ สมัครเข้าร่วมโครงการด้วย คือ สามเณรตฤณ อภิวันท์สนอง จากวัดนิคมผัง 16 จ.นครราชสีมา โดยผู้ที่สอบผ่านจะได้รับวุฒิบัตร และทุนการศึกษารูปละ 30,000 บาท (หรือรางวัลอื่นเพิ่มเติม) เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 พ.ค. 2569 สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.09-8289-2154 หรือ Facebook: จ.เขมจิตต์
ชวนลุ้น ‘สามเณรตฤณ’ วัย 7 ขวบ ทำลายสถิติอายุน้อยที่สุดสอบผ่าน ‘สามเณรทรงพระปาติโมกข์’
สำหรับขั้นตอนการสอบเป็นผู้ทรงพระปาติโมกข์ ตามโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ. 2569 หลังจากปิดการรับสมัครไปแล้วนั้น จะมีการสอบ 2 รอบ คือ รอบที่ 1 สอบผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะจัดสอบทุกวันพระ ตามตารางสอบที่กำหนดให้ จนกว่าจะครบทุกรูป สอบตามลำดับที่สมัคร ผู้สมัครก่อนมีสิทธิสอบก่อน โดยพระมหาใจ จะเป็นผู้ดำเนินการสอบเอง ส่วนรอบที่ 2 สอบภาคปฏิบัติกับพระเถระผู้ทรงปาติโมกข์ (หลังสอบออนไลน์ผ่านแล้ว) โดยจะมีการกำหนดวันสอบในวันรับทุน หรือก่อนวันรับทุน 1 วัน ทั้งนี้ในส่วนการสอบรอบแรกได้มีการกำหนดตารางสอบออกมาแล้ว ในส่วนของ สามเณรตฤณ จะได้สอบภายในเดือน พ.ค. นี้
โดยกติกาในการสอบออนไลน์มีดังนี้ 1.เมื่อถึงเวลานัดหมายสอบออนไลน์ของแต่ละรูปตามวันเวลาที่กำหนด สามเณรจะต้องพร้อมสอบ หากช้าเกินกว่าเวลากำหนดถือว่าสละสิทธิ จะไม่รอเกิน 10 นาที และไม่สามารถขอเปลี่ยนวันเวลาได้ หากเปลี่ยนถือว่าไม่พร้อมสอบ จะถือว่าสละสิทธิเช่นเดียวกัน 2.อาจารย์ผู้สอบจะสนทนาสั้นๆ เพื่อเตรียมความพร้อม จากนั้นจะให้สามเณรท่องให้ฟังจนจบทั้ง 227 สิกขาบท 3.การออกเสียงอักขระ ไม่ได้เน้นหนักเหมือนพระภิกษุ แต่เน้นความจำและว่าให้ครบทุกสิกขาบท และไม่เน้นที่ความเร็ว เน้นที่ความแม่นยำของคำบาลีพระบัญญัติของแต่ละสิกขาบท 4.เมื่อลืมในบางสิกขาบท คณะกรรมการช่วยเตือนสัญญาให้ได้ แต่จะไม่บอกบ่อยจนจับได้ว่าไม่พร้อมสอบ 5.เวลาในการสอบต้องไม่ช้าเกิน 55 นาที ไม่ควรให้ถึง 1 ชั่วโมง เพราะอาจนำเวลามาเทียบเคียงเพื่อคัดให้เหลือจำนวน 10 รูปได้ 6.การสอบสวดออนไลน์ เป็นการสอบระยะไกล ต้องไม่กระทำทุจริต คือห้ามมีผู้บอก หรือมีหูฟังเสียง หรือมีการบอกด้วยวิธีใดๆ หากมีพิรุธ กรรมการอาจสั่งหยุดได้ 7.เมื่อสอบจบกรรมการจะแจ้งผลว่าผ่าน หรือไม่ผ่าน และแจ้งกำหนดวันเวลาสอบรอบที่ 2 ในพื้นที่แต่ละภาคที่สังกัดวัดต่อไป 8.สอบออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก จ.เขมจิตต์

ส่วนกติกาในวันสอบรอบ 2 ณ วัดในพื้นที่ภาคที่สังกัด มีดังนี้ 1.ในวันสอบจริง สามเณรต้องท่องจำสิกขาบททั้ง 227 ได้ครบ รวมทั้งบุพกิจ บุพกรณ์ 2.กำหนดเวลาสอบให้ไม่เกิน 55 นาที 3.การออกเสียงอักขระ เป็นไปตามที่ฝึกซ้อมมา เน้นให้ครบคำ มิให้ตกหล่นเป็นสำคัญ 4.เมื่อลืมในบางสิกขาบท อาจารย์ผู้สอบช่วยเตือนสัญญาให้ได้ แต่จะไม่บอกบ่อยจนจับได้ว่าไม่พร้อมสอบ 5. ถ้าอาจารย์ผู้สอบให้ผ่าน จะได้รับทุนการศึกษาและวุฒิบัตรในวันนั้น
ด้านวิธีสอบในรอบ 2 ซึ่งถือว่าเป็นด่านสุดหิน มีดังนี้ 1.วิธีสอบเป็นการท่องปากเปล่า สามเณรผู้เข้าสอบจะต้องว่าให้คณะกรรมการ/อาจารย์ผู้สอบฟัง โดยอาจารย์ผู้สอบจักแนะนำวิธีพอสังเขป 2.สามเณร 1 รูป จะสอบกับกรรมการซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ทรงปาติโมกข์และผู้ตรวจทานรวม 2 รูป 3.ข้อปฏิบัติในวันสอบ สามเณรผู้เข้าสอบต้องห่มรัดอกเป็นปริมณฑล ไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลา เมื่อทราบสถานที่สอบแล้ว ให้ไปรอยังจุดที่กำหนด เมื่ออาจารย์ผู้สอบไปถึง ให้กราบพระพุทธรูปก่อน จากนั้นจึงกราบอาจารย์ผู้สอบ 3 ครั้ง มีปฏิสันถารต่อกันตามสมควรแล้วก็เริ่มสอบจนกว่าจะเสร็จสิ้น 4.เมื่อสอบเสร็จแล้ว กรรมการจะแจ้งผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ถ้าผ่านจะนัดสถานที่และเวลาในการรับทุนการศึกษาและวุฒิบัตรตามกำหนดการ อาจจะเป็นภายในวันนั้น หรือวันถัดไป ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้สอบ
ทั้งนี้ การสวดปาติโมกข์ เป็นการทบทวนศีล 227 ข้อ ของพระภิกษุ โดยจะมีการสวดทุก 15 วัน คือ ในวันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ ในเดือนเต็ม หรือวันแรม 14 ค่ำ ในเดือนขาด นอกจากนั้น ยังอนุญาตให้ทำอุโบสถเป็นพิเศษในคราวที่ภิกษุแตกความสามัคคี เมื่อภิกษุกลับมาสามัคคีกันอีกครั้ง แม้จะยังไม่ถึงวันปาติโมกข์ ก็ให้สวดปาติโมกข์ได้ เรียกว่า สามัคคีอุโบสถ การฟังปาติโมกข์เป็นกิจของสงฆ์ที่สำคัญ และเป็นสังฆกรรมเฉพาะพระภิกษุเท่านั้น ซึ่งการสวดพระปาติโมกข์ปัจจุบันมีพระผู้สวดได้น้อย ยิ่งต่างจังหวัดหาพระภิกษุผู้ทรงพระปาติโมกข์ยาก เนื่องจากผู้ท่องจำปาติโมกข์ต้องอาศัยความมานะและอดทน ต้องท่องจำและสวดปากเปล่าให้ได้และสวดด้วยความรวดเร็ว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5833927/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03HBREy0jAxW7yMYTvQPu7 -

จากเด็กวัดสู้ชีวิต สู่ครูเกียรตินิยมอันดับ 1 “น้องตุ๊กตา” สานฝันบ้านเกิด
ภูมิภาค
จากเด็กวัดสู้ชีวิต สู่ครูเกียรตินิยมอันดับ 1 “น้องตุ๊กตา” สานฝันบ้านเกิด
วันจันทร์ ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เรื่องราวสุดประทับใจถูกแชร์ในโลกออนไลน์ เมื่อ “น้องตุ๊กตา” น.ส.ศันสนีย์ ตาบู้ เด็กวัดในจังหวัดราชบุรี สามารถพลิกชีวิตจากเด็กยากไร้ สู่บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 และเตรียมบรรจุเป็นข้าราชการครู เพื่อกลับไปพัฒนาบ้านเกิด
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ศันสนีย์ ตาบู้ ชาวอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี อดีตเด็กในความอุปการะของวัดใหม่สี่หมื่น ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พร้อมคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ดูแลและผู้เกี่ยวข้อง
.jpg)
พระครูโสภณจันทรังสี หรือ หลวงพ่อพงษ์ เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น เปิดเผยว่า น้องตุ๊กตาเข้ามาอยู่ในความดูแลของวัดตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างเรียนเป็นเด็กมีความประพฤติดี ขยัน และช่วยงานวัดอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเรียนรู้ช้ากว่าเพื่อนบ้าง แต่ไม่เคยย่อท้อ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีโครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดรับสมัคร โดยหลวงพ่อและอาจารย์ที่ปรึกษาได้สนับสนุนให้น้องสมัครสอบ แม้ในช่วงแรกเจ้าตัวลังเล แต่ด้วยคำสอนเรื่อง “การให้โอกาสและการเป็นผู้ให้” ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วม และสามารถสอบผ่านโครงการได้สำเร็จ
.jpg)
จากนั้น น้องตุ๊กตาได้เข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และรักษาผลการเรียนในระดับดีเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง จนสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.66
พระครูโสภณจันทรังสี กล่าวว่า ความสำเร็จของน้องเกิดจากความมุ่งมั่นและแรงสนับสนุนจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะญาติโยมที่ร่วมบริจาคช่วยเหลือเด็กยากไร้ พร้อมย้ำว่าวัดเป็นเพียงผู้ส่งต่อโอกาสให้เยาวชนได้เติบโตเป็นคนดีของสังคม

ด้านนายธนกฤต สาขะจันทร์ ประธานสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ระบุว่า น้องตุ๊กตาเป็นนักศึกษาที่มีความรับผิดชอบสูง มีจิตอาสา และมีความมุ่งมั่นในการเรียน ส่งผลให้สามารถทำผลงานได้โดดเด่นจนจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1
น้องตุ๊กตา เปิดใจว่า ตนเป็นเด็กชาติพันธุ์กะเหรี่ยง สัญชาติไทย เติบโตในครอบครัวฐานะยากจน การได้เข้ามาอยู่ในวัดทำให้มีโอกาสทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่าจะนำความรู้กลับไปพัฒนาเด็กๆ ในชุมชนบ้านเกิดให้ดีที่สุด

ทั้งนี้ น้องตุ๊กตามีกำหนดเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในเดือนตุลาคม 2569 ที่โรงเรียนนาขุนแสน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพื่อสานฝันและส่งต่อโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ต่อไป
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474835&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OJqoMk9L1Atn1JcenK4W5




