Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ภัยใกล้ตัวในออฟฟิศ เพจดังโพสต์ไอทีหนุ่มแอบติดกล้องในห้องน้ำ พบเหยื่อนับสิบราย

    ภัยใกล้ตัวในออฟฟิศ เพจดังโพสต์ไอทีหนุ่มแอบติดกล้องในห้องน้ำ พบเหยื่อนับสิบราย

    ภัยใกล้ตัวในออฟฟิศ เพจดังโพสต์ไอทีหนุ่มแอบติดกล้องในห้องน้ำ พบเหยื่อนับสิบราย

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.42 น.

    เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อเพจ ตลาดล่างอัปเกรด ออกมาตีแผ่เรื่องราวสุดระทึกในออฟฟิศแห่งหนึ่งที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช หลังพบกล้องแอบถ่ายซ่อนอยู่ในห้องน้ำ ทำเอาพนักงานสาวและน้องฝึกงานผวาหนัก มีผู้เสียหายรวมตัวกันกว่า 30-40 คน ได้เข้าแจ้งความต่อผู้ต้องหา และทางผู้ต้องหารับสารภาพ ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัว โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เจอกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำบริษัท ผู้เสียหาย 30-40 คน รวมตัวไปแจ้งความผู้ต้องหารับสารภาพทำมานาน 3-4 เดือนก่อนได้รับการปล่อยตัวขณะที่ผู้เสียหายยังคาใจกระบวนการดำเนินคดีที่ล่าช้า และตั้งคำถามต่อความยุติธรรมในสังคม เมื่อผู้ต้องหามาจากครอบครัวมีหน้ามีตาในพื้นที่แม่เป็นผอ.โรงเรียน พ่อเป็นผจก.ธนาคารและมีญาติเป็นข้าราชการระดับสูงเคยมีคนโพสต์เรื่องนี้แล้วโดนสั่งลบด้วย และคนก่อเหตุยังใช้ชีวิตปกติ #นครศรีธรรมราช ส่งเข้าประกวด (เรื่องละเอียดในคอมเม้น) สภ.ทุ่งสง ช่วยด้วยค่ะ”

    ก่อนที่ในเวลาต่อมาทางเพจ ตลาดล่างอัปเกรด จะได้เข้ามาคอมเมนต์รายละเอียดเพิ่มเติมใต้โพสต์ โดยมีข้อความว่า “เหตุเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมมราช อ.ทุ่งสง วันเกิดเหตุ 02/04/69 ประมาณตอนเที่ยงได้มีน้องฝึกงานเข้าห้องน้ำที่บริษัทและได้พบเจอกล้องแอบถ่ายและได้มีการเดินมาบอกหัวหน้าให้ไปดู หลังจากนั้นมีการถอดออกมาดูและพนักงานได้คุยปรึกษากันว่าจะทำยังไงต่อไป(คุยต่อหน้านาย B คนร้าย ไม่มีใครคิดว่าเป็นนาย B เป็นคนร้าย)พนักงานได้พูดขึ้นว่าจะไปแจ้งความนาย B ก็ได้มีการเอากล้องไปถอดเมมโมรี่การ์ดออกพนักงานที่อยู่ตรงนั้นก็พูดว่าจะถอดทำไมไม่ให้ถอดแต่นายB ทำเหมือนไม่ได้ยินและถอดออกไป และใส่กลับไปใหม่(โดยมีการสลับใส่อันใหม่เข้าไปแทน) วันนั้นได้มีการไปแจ้งแล้วเรียบร้อยแต่ทางตำรวจไม่ได้มีการมาเก็บหลักฐานหรือดูสถานที่เกิดเหตุเลย

    ตลาดล่างอัปเกรด

    วันที่03/04/69 นาย B ก็ได้มาทำงานปกติ ทำงานตำแหน่งไอทีของบริษัท แต่มาทำงานครึ่งวัน

    วันที่04/04/69 นายB มาทำงานปกติ เรื่องเงียบทำไมทางตำรวจไม่เรียกไปสอบปากคำก็ได้มีการรวมตัวกันไปที่ สภ. ตามเรื่องว่าถึงไหนแล้วทำไมเรื่องเงียบ ได้เจอกับหมวดซึ่งพูดจาไม่เข้าหูเท่าไหร่

    ถามว่าจะยกขโยงกันมาทำไมเป็นแค่พยาน (ทุกคนที่ไป30-40คน ไม่ใช่พยานแต่คือผู้เสียหาที่โดนแอบถ่ายมาตามเรื่องว่าไปถึงไหนแล้วทำไมไม่เรียกมาให้ปากคำสักที)

    หมวดงานเยอะทำคนเดียวต้องเข้าใจด้วยเมื่อคืนทำคดีดังไม่ได้นอน(ผู้เสียหายก็ไม่ได้นอนเหมือนกันต้องมาระแวง อ๋อคือถ้าเรื่องไม่ดังไม่อยากทำว่างั้น?) ฯ และไปมีการส่งตัวแทนเข้าไปคุยกับรองผู้กำกับ สักพักใหญ่ และออกมาได้รีบกลับไปที่บริษัท ทางตำรวจก็ตามมาด้วย และได้มีการเรียกคุยกับทุกคนที่อยู่ในเหตุการวันนั้น ยกเว้นนาย B ทางตำรวจได้มีการเปิดกล้องวงจรปิดที่บริษัท ก็ได้เจอว่าช่วง สำคัญได้ถูกลบไป คือช่วงที่นาย B เอากล้องไปเปลี่ยนเมมโมรี่การ์ด ทางตำรวจได้มีการเดินมาจับกุมนาย B ไป สภ และรับสารภาพว่าตนเป็นคนทำจริง 02/04/69วันเกิดเหตุได้มีการเอาเข้าไปติดประมาณตี11 และไปเจอตี12 ไม่ได้ติดทุกวัน ทำมาประมาณ3-4เดือน และได้มีการดูคลิปที่แอบถ่ายวันละ 3เวลา !!!! โดนจับตัวและก็ปล่อยตัวเลยในวันที่04/04/69 เห็นว่านายB ออกมาใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!***แม่เป็นถึง ผอ รรดังในทุ่งใหญ่ พ่อเป็นผู้จัดการธนาคาร นาบอน อาๆลุงๆเป็นถึงพันโท ครอบครัวมีหน้ามีตาในสังคม”

    ตลาดล่างอัปเกรด

    ไม่นานหลังจากที่ เพจ ตลาดล่างอัปเกรด โพสต์เรื่องราวสุดระทึกนี้ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เจ้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก เช่น

    “ถ้ากฎหมายใช้ไม่ได้คงต้องใช้กฎหมู่เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้กับคนแบบนี้”

    “ประตูมีกลอนv

    “คนทำผิดมันถึงย่ามใจ”

    “แชร์ไป ภัยสังคม”

    “อย่าเงียบ ดันให้ดัง …”

    ” สืบที แถวบ้านแล้วหลาว”

    ตลาดล่างอัปเกรด

    ตลาดล่างอัปเกรด

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ตลาดล่างอัปเกรด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/962405&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hkVE74JifOh1qbRgHfEhb

  • ลุ้น! พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สกัดเศรษฐกิจซึมลึก-ชง “คนละครึ่ง” สูตรใหม่ 12 พ.ค.นี้

    ลุ้น! พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สกัดเศรษฐกิจซึมลึก-ชง “คนละครึ่ง” สูตรใหม่ 12 พ.ค.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 พ.ค.69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเสนอให้พิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาตั้งรับวิกฤติเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเยียวยาประชาชนในระยะสั้น และการปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว
    

    โดยเหตุผลที่กำหนดวงเงินกู้ที่ 400,000 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ 500,000 ล้านบาทนั้น เพราะต้องการส่งสัญญาณบวกแก่นานาชาติและนักลงทุนต่างชาติ ว่ารัฐบาลไทยเคร่งครัดในการรักษาวินัยทางการคลัง จะไม่เปิดวงเงินกู้แบบไร้เป้าหมาย ซึ่งผ่านความเห็นชอบของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยแล้ว นอกจากนี้ เพื่อทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยับไปอยู่ที่ 68% ยังไม่เกินเพดานที่ 70% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังประเมินเผื่อไว้ว่า หากอนาคต สถานการณ์วิกฤติยืดเยื้อและมีความจำเป็น รัฐบาลพร้อมขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการกู้เงินมาตุนไว้เกินความจำเป็นตั้งแต่แรก

    ส่วนสาเหตุที่เร่งผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงินก้อนนี้ เพราะไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางจนเกิดวิกฤติที่แท้จริง และวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้จบแบบม้วนเดียว แต่เป็นเหมือนคลื่นที่ทยอยซัดเข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาพลังงาน วัตถุดิบผลิตสินค้าขาดแคลน จนลุกลามไปสู่วิกฤติของแพง หากรัฐบาลไม่กู้เงินเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำมารองรับ ปลายทางที่อันตรายที่สุด คือ เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะงักงันพร้อมกับมีอัตราเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation
  

    สำหรับเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนั้น จะแบ่งสัดส่วนเป็น 50:50 ระหว่างการบรรเทาผลกระทบและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่น สามารถโยกย้ายได้ตามสถานการณ์ โดยวงเงินส่วนแรก 200,000 ล้านบาท มุ่งเยียวยากลุ่มเปราะบางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยจะใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบ 30 ล้านคนละ 4,000 บาท ล่าสุด กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดสุดท้าย เพื่อให้เกิดความรัดกุมและคุ้มค่าที่สุด และเตรียมนำเสนอเข้า ครม. วันที่ 12 พ.ค.69 หลังจากที่ พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบแล้ว
    

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเตรียมรื้อระบบเปิดลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพราะฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ทบทวนมา 9 ปีแล้ว เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือตามสิทธิ์ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท ขณะที่วงเงินส่วนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท จะลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยกรอบเวลาการใช้เงินกู้วันที่ 30 ก.ย.70

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2930562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02hIpg4XS8MIrBw2ccEbfa

  • รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    (3 พ.ค.69) นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด ณ จังหวัดสุโขทัย ว่า ในวันนี้ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่น้ำยม โดยมีนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปิยะ ลืออุติกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 บรรยายสรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ซึ่งสถานการณ์น้ำในปัจจุบันของจังหวัดสุโขทัยยังบริหารจัดการได้ตามแผน โดยกรมชลประทานใช้ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมและระบายน้ำให้สอดคล้องกับฤดูกาล ทั้งการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำในช่วงฤดูฝน และการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อรักษาระดับน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ควบคู่กับการจัดสรรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ได้มอบหมายให้กรมชลประทานพัฒนาระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างรอบด้าน โดยการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคให้เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งรวมถึงให้ความสำคัญกับการเติมน้ำในเขื่อนหลัก แหล่งกักเก็บน้ำในชุมชน การจัดการข้อมูลน้ำแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต จากนั้นได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ และพบปะกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในพื้นที่ ณ ที่ทำการกำนัน หมู่ 9 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานร่วมบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกของโครงการฯ อย่างทั่วถึง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรและชาวสุโขทัยให้ดีขึ้น” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว

    รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าวต่อว่า ได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลป่าแฝก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยมีนายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ จ.ส.ท.สุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2561 ซึ่งเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรมการเกษตรสู่ชุมชนให้การต้อนรับ โดยได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรสู่ “เกษตรมูลค่าสูง” (High Value Agriculture) เน้นการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และได้เน้นย้ำบทบาทของ ศพก. ให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน” ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร และต่อยอดสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ในโอกาสนี้ ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย มอบบัตรดินดีแก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน แก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย รวมทั้งปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร อาทิ พันธุ์ปลา พันธุ์ผัก เป็นต้น พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71287&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GrLLb4IN9HVmBL3Ftyx7r

  • รมว.ทส.ปลื้ม”อ่าวเกือก”คว้าอันดับ 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลกปี 2026​

    รมว.ทส.ปลื้ม”อ่าวเกือก”คว้าอันดับ 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลกปี 2026​

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ​จากผลการจัดอันดับ “50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026” (The World’s 50 Best Beaches 2026) โดยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวและเครือข่ายกว่า 1,000 คนทั่วโลก ปรากฏว่า “อ่าวเกือก” (Donald Duck Bay) ภายในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา ได้รับการจัดอันดับให้เป็นชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก โดยพิจารณาจากความสวยงามตามธรรมชาติ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น

    ​นายสุชาติ​ ชมกลิ่น​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้แสดงความยินดีต่อความสำเร็จครั้งนี้ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในการเฝ้าระวังและดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้เน้นย้ำให้กรมอุทยานฯ “รักษามาตรฐานการจัดการไว้อย่างเคร่งครัด” และให้นำความสำเร็จนี้เป็นต้นแบบในการยกระดับอุทยานแห่งชาติแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป

    นายอรรถพล​ เจริญชันษา​ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่พื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลสามารถครองใจนักเดินทางทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง ผลการจัดอันดับในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการเชิงรุกที่กรมอุทยานฯ นำมาใช้ ทั้งการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity) การปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู และการบริหารจัดการขยะอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ทรัพยากรใต้ทะเลและหาดทรายขาวละเอียดของอ่าวเกือกยังคงความงดงามและสมบูรณ์สูงสุด

    ​ด้านนายศิริวัฒน์ สืบสาย​ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ระบุว่า “อ่าวเกือก” อยู่บนเกาะแปด (เกาะสิมิลัน) นอกจากจะมีจุดเด่นที่น้ำทะเลใสสะอาดและหาดทรายที่ขาวละเอียดแล้ว ยังมีสัญลักษณ์สำคัญคือ “หินเรือใบ” ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจ ในฐานะหน่วยงานพื้นที่ เราให้ความสำคัญกับการรักษาความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อ่าวเกือกได้รับรางวัลระดับโลกในครั้งนี้

    ​ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอยืนยันความมุ่งมั่นในการคุ้มครองดูแลทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าเหล่านี้ เพื่อส่งต่อความงามระดับโลกให้แก่คนรุ่นหลังสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000041889&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_sHg-CFO4xrc6b5q23TVI

  • สิริพงศ์ ยันฟังเสียงปชช. แลนด์บริดจ์คุ้มทุนเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 4 พ.ค.69

    สิริพงศ์ ยันฟังเสียงปชช. แลนด์บริดจ์คุ้มทุนเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 4 พ.ค.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/BZo6GJt4J7A&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iEjBNgVQ1jOlvqYlIaouo

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 5 พฤษภาคม 2569 เบนซิน ดีเซล ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 5 พฤษภาคม 2569 เบนซิน ดีเซล ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 5 พ.ค. 2569 ล่าสุดราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตข้อมูล วันที่ 4 พ.ค. 2569 เวลา 17.00 น. ล่าสุด เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 5 พฤษภาคม 2569 กลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ โดยทีมข่าวเศรษฐกิจเว็บไซต์ Sanook อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 5/5/2569 มีผลเวลา 05.00 น. ดังต่อไปนี้

    ล่าสุดเวลานี้ 17.00 น. ราคาหน้าปั๊มยังคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 5 พฤษภาคม 2569 มีผล เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 5 พฤษภาคม 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.80 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 40.80 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 32.24 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 36.30 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.93 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.30 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.89 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 62.10 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 52.39 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 5 พฤษภาคม 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.80 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 40.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 62.10 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 56.04 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 32.24 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 36.30 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.93 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.30 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” พรุ่งนี้ 5 พฤษภาคม 69

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.33 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 66.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” พรุ่งนี้ 5 พฤษภาคม 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 56.01 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 40.20 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 62.10 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันข้างต้นเป็นราคากลาง (ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ราคาหน้าปั๊มแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเติม

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันแต่ละปั๊ม คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/950415/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JVoFf_BsKFB_jtDVEhJ7f

  • วัดบึง ออกแถลงการณ์! ข่าวพระแอบแซ่บสามีชาวบ้าน ยันไม่ใช่พระสังกัด-พ้นวัดไปนานแล้ว

    วัดบึง ออกแถลงการณ์! ข่าวพระแอบแซ่บสามีชาวบ้าน ยันไม่ใช่พระสังกัด-พ้นวัดไปนานแล้ว

    วัดบึง ออกแถลงการณ์! ข่าวพระแอบแซ่บสามีชาวบ้าน ยันไม่ใช่พระสังกัด-พ้นวัดไปนานแล้ว

    วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.45 น.

    วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026” โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “สาวร้องสามีไปเป็นชู้กับพระวัดดัง 23 ปีไม่มีความหมาย อึ้งขออยู่ 3 คนผัวเมีย ตอนนี้เธอพร้อมเดินหน้าลุย เก็บข้าวของออกจากบ้านเรียบร้อย พร้อมด้วยเงิน 6,000 บาท หวังสู้ดาบหน้า เพราะที่บ้านให้ความช่วยเหลือไม่ได้”นั้น

    ล่าสุด  เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา” เผยแพร่แถลงการณ์ของ วัดบึง พระอารามหลวง

    แถลงการณ์ เรื่อง พระภิกษุที่ปรากฏในข่าวไม่เกี่ยวข้องกับวัด

    ตามที่ปรากฎเป็นภาพข่าวตามสื่อออนไลน์ ลงเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 กรณีพระภิกษุรูปหนึ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสามีของหญิงทั้งผู้เสียหายตามที่เป็นข่าว และมีการกล่าวอ้างชื่อของวัดในข่าวนั้น

    ทางวัด ขอชี้แจ้งให้ทราบว่า พระภิกษุรูปดังกล่าว เป็นเพียงพระอาคันตุกะที่มาขอรับการศึกษาเล่าเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น มิได้เป็นพระภิกษุที่สังกัดวัดแต่ประการใด และได้ออกจากวัดไปตั้งแต่ตุลาคม พ.ศ. 2568 จนถึงปัจจุบัน การกระทำและพฤติกรรมของพระภิกษุรูปดังกล่าว จึงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับวัดทั้งสิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/962199&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13E_Y-B4bIyB1k7zCMvp8v

  • ซื้อเวลาแลนด์บริดจ์ ‘อนุทิน’ตั้ง‘เอกนิติ’ปธ.ศึกษาใน90วันอ้างเคยหาเสียงปี62

    ซื้อเวลาแลนด์บริดจ์ ‘อนุทิน’ตั้ง‘เอกนิติ’ปธ.ศึกษาใน90วันอ้างเคยหาเสียงปี62

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทุกมิติใน 90 วัน ชี้เคยใช้หาเสียงตั้งแต่ปี 2562 แต่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนไป ลั่นต้องยืนบนลําแข้งตัวเอง เลิกกินน้ำใต้ศอกใคร “พิพัฒน์” ยัน 8 พ.ค.ลงพื้นที่ชุมพร-ระนองตามเดิม “สิริพงศ์” คาดปีนี้คลอด พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้ “เพื่อไทย” ชงทำเป็นเฟส 2 ดันรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทยเสียบแทน “สว.นรเศรษฐ์” บอกโครงการดีจริงพิพัฒน์ต้องกล้ามาตอบกระทู้ “กลุ่มกรีนพีซ” โผล่มารวบรวมชื่อค้าน

    เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ยังคงมีความต่อเนื่องในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย (จังหวัดชุมพร) และอันดามัน (จังหวัดระนอง) หรือโครงการแลนด์บริดจ์

    โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ตอบสั้นๆ ก่อนประชุมพรรคภูมิใจไทยถึงความคืบหน้าโครงการว่า “เดี๋ยวประชุมพรรคก่อน” และเมื่อถามอีกว่ามีประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ยื่นคัดค้าน รัฐบาลจะทําอย่างไร นายกฯ ตอบว่า เดี๋ยวจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า จะตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นประธานคณะกรรมการในการศึกษาและเร่งสรุปผลการศึกษากลับมาภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาฉบับเก่าที่เคยทํามาอยู่บนสถานการณ์ของโลกอีกบทหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว ความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เราจะทําให้ประเทศไทยไม่ต้องมีผลกระทบใดๆ หายุทธศาสตร์อะไรต่างๆ ที่ทําให้ยืนอยู่บนลําแข้งของตัวเองได้  และถ้าจะมีผลกระทบก็ให้มีน้อยที่สุด

    เมื่อถามว่า การตั้งนายเอกนิติเพื่อให้ศึกษารูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ดูทุกรูปแบบทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งเรื่องการคุ้มค่าของการลงทุน เรื่องรูปแบบของโลจิสติกส์ ดูทั้งเรื่องของสิ่งที่จะมาผูกกับแลนด์บริดจ์ และให้นายเอกนิติเป็นคนเลือกหน่วยงานต่างๆ ที่จะมาร่วมศึกษา

    เมื่อถามว่า ภายใน 90 วันจะไฟนอลแล้วหรือไม่ จะไม่มีการศึกษาอะไรเพิ่มเติมจากนี้หรือ นายอนุทินตอบว่า เดี๋ยวดูผลการศึกษาก่อน ขอให้ใจเย็นๆ แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ มันเป็นนโยบาย ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้สําหรับพรรคภูมิใจไทยหรือแฟนๆ พรรคต้องถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำ เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 อยู่ในแผนการหาเสียงปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่แล้วก็ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาและตั้งใจที่จะทําให้ได้เกิดขึ้น ก็เป็นงานที่ต่อเนื่องกัน

    เมื่อถามว่า ล่าสุดผลการสํารวจของนิด้าโพลระบุว่า ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เห็นด้วยแต่ยังไม่เข้าใจแลนด์บริดจ์เท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า เราก็ต้องสื่อสารให้เห็นคุณประโยชน์ รัฐบาลจะทําอะไรต้องเกิดคุณประโยชน์กับประชาชน ต่อส่วนรวมของประเทศ

    ถามว่า มีประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดจะยื่นหนังสือคัดค้านกับ สส.ในพื้นที่ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทินตอบว่า “ครับ ก็มีคนเห็นด้วยครับ ทุกอย่างอยู่ที่ข้อมูล อยู่ที่ผลการศึกษา อยู่ที่การคุ้มทุน อยู่ที่จะหาพาร์ตเนอร์มาเป็นลักษณะการลงทุนแบบไหน อยู่ที่รูปแบบ ประโยชน์ใช้สอยของโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีประโยชน์ใช้สอยทําอย่างไรให้ได้มากที่สุด อย่างที่เคยพูด เราไม่มีน้ำมันแต่เรามีอาหาร ทุกวันนี้ประเทศไทยก็ต้องเริ่มที่จะหันไปขายความมั่นคงทางอาหารให้ทั่วโลก เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้จะทําให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสด เป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ สิ่งเหล่านี้จะทําให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่าเส้นทางเดิมหรือเปล่า”

    เซ็งกินน้ำใต้ศอกตลอด

    นายกฯ กล่าวอีกว่า ตอนนั้นที่เราพูดกันตอนปี 2562 ไม่เคยมีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะปิด ช่องแคบมะละกาจะเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เราก็ต้องมาดูว่าเราจะมีกลไกอันไหน มีทรัพยากรอันไหนที่จะทําให้เราไม่ต้องไปพึ่งพาคนที่ไม่พอใจอะไรก็จะมาขู่ ไม่พอใจอะไรก็จะมาขึ้นนู่นขึ้นนั่น ประเทศไทยเราก็จะกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอด เราก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบของเราบ้าง

    ถามอีกว่า มีข้อห่วงใยเรื่องการดําเนินการว่าอาจไปเอื้อประโยชน์ให้คนในหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า เอาแค่ตรงนี้ก่อนดีกว่า เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้ว ไม่เคยเห็นเอื้อใครสักที เข้ามา 7-8 ปีก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาๆ ทุกวัน มีแต่ขัดใจเขา ทําให้เขาโกรธ เพราะไม่ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรื่องเอื้อเอาพวกเอาพ้อง เอาเพื่อนฝูง เราพิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่ สส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว

    ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ยืนยันที่จะลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกมิติในโครงการแลนด์บริดจ์ ตามกำหนดเดิมวันที่ 8 พ.ค.นี้ และยืนยันว่าแม้จะมีประชาชนเตรียมยื่นหนังสือคัดค้านก็ไม่เป็นไร รับฟังทุกคน

    ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรฯ ก็ระบุว่าจะเตรียมนำคณะลงพื้นที่กับนายพิพัฒน์

    ส่วนนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงข้อสังเกตที่ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลเร่งรีบดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาว่า  เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และการที่หลายประเทศออกมาบอกว่าจะเก็บค่าผ่านทางสินค้าในพื้นที่ช่องแคบ และสถานการณ์ความไม่สงบที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ รัฐบาลจึงต้องนำเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาเพื่อดึงนักลงทุนเข้ามาลงทุน

    “สถานการณ์โลกมีการพูดถึงเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าที่เป็นทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลจึงเห็นสมควรหยิบยกมาพูด เพราะการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ต้องใช้เวลา ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และอีกหลายขั้นตอนที่ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีจะแล้วเสร็จ” นายสิริพงศ์ระบุ

    ถามถึงกรณีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นายสิริพงศ์กล่าวว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานตัวเลขด้านความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นทางการเงินหรือทางเศรษฐศาสตร์ออกมา และหน่วยงานราชการก็ไม่ได้ทำลำพัง เพราะมีบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกเข้ามาพูดคุย ส่วนจะคุ้มทุนหรือไม่นั้น มีภาคธุรกิจ บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนด้วย ดังนั้นจะสามารถประเมินได้ ไม่ใช่รัฐบาลออกมาบอกว่าดีอย่างเดียว เพราะบริษัทเอกชนสามารถประเมินได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ ตัวเลขสามารถตอบได้เพราะเป็นวิทยาศาสตร์

     “โครงการขนาดใหญ่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ออกมาตรการเพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการของโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมาย พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ กำหนดพื้นที่ และกฎระเบียบต่างๆ ในการดำเนินการโครงการนี้” นายสิริพงศ์ระบุ

    คาดปีนี้คลอด พ.ร.บ.SEC

    เมื่อถามว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องเงินลงทุนที่สูงเกินสำหรับการสร้างท่าเรือ 2 ท่า นายสิริพงศ์กล่าวว่า งบประมาณโครงการนี้เป็นการประมาณการ ว่าในโครงการทำทั้งท่าเรือ ระบบล้อ ระบบราง และระบบท่อ อยู่ที่ประมาณกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ได้ใช้งบประมาณ เพราะเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งตัวเลขต่างๆ จะนำมาใช้พิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเป็น PPP ในลักษณะใด

    เมื่อถามว่า ไทม์ไลน์ในปี 2573 จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้เลยหรือไม่ นายสิริพงศ์ระบุว่า อันดับแรกต้องผลักดัน พ.ร.บ.SEC ให้เกิดขึ้นก่อน จากนั้นจะเป็นกระบวนการต่างๆ ซึ่งจากไทม์ไลน์ที่หน่วยงานให้มาคาดว่าภายในปีนี้ พ.ร.บ.SEC ก็เดินหน้าได้

    ถามว่า ทุกอย่างจะครอบคลุมทั้งการศึกษาและการลงทุนใช่หรือไม่ นายสิริพงษ์กล่าวว่า เรื่องเงินลงทุนเป็นการลงทุนในลักษณะ PPP โดยเงื่อนไขก็มีการปรับเปลี่ยนมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแต่ก่อนมีการถามว่าเป็นการเช่าโครงการ 99 ปีหรือไม่ แต่ตอนนี้มีธงแล้วว่าจะเช่า 50 ปี ซึ่งรัฐบาลฟังเสียงของประชาชนที่ทักท้วงและท้วงติง ดังนั้น พ.ร.บ.SEC ฉบับนี้มาจากการฟังจากประชาชนด้วย

    ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพล ที่ระบุว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เห็นด้วย แต่ยังไม่เข้าใจแลนด์บริดจ์เท่าไหร่ ว่านี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงข้อมูลมากยิ่งขึ้น

     “นายกฯ ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” น.ส.รัชดาระบุ

    น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า มีนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกันคือ  โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

     “นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ”น.ส.รัชดากล่าว

    เด็ก พท.ชงทำรถไฟแทน

    นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า มีงานวิชาการหลายชิ้นประเมินว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า เพราะขนถ่ายสินค้าขึ้นลงเรือ 2 ครั้ง โดยใช้ขบวนรถไฟจำนวนมาก หากไทยจะทำโครงการเชื่อมมหาสมุทร 2 ฝั่ง ควรทำเป็นระบบคลองลอย เหมือนคลองปานามาหรือต้องขุดคลองจริงๆ จึงเสนอให้ทำแลนด์บริดจ์เป็นเฟสที่ 2 เพื่อดูความเสี่ยงและโอกาส ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แล้วใช้การขนส่งทางรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทยแทน ด้วยการขยายและยกระดับท่าเรือระนองให้ได้มาตรฐานสากล แล้วใช้รถไฟจีน-ลาว-ไทยขนส่งสินค้าไป-กลับจากเวียงจันทน์ไปยังท่าเรือระนอง สินค้าสามารถขนถ่ายที่ท่าเรือระนอง แล้วขนส่งต่อไปยังคุนหมิงได้โดยตรง ซึ่งเร็วกว่าการขนส่งทางทะเลมาก รัฐบาลมณฑลยูนนานเคยเสนอให้ลงทุนในโครงการก่อสร้างอันนี้มาก่อนแล้ว ก็เคยพูดคุยโดยตรงกับรองผู้ว่าฯมณฑลยูนนานในเรื่องนี้

     “รัฐบาลไทยเองควรรีบสร้างทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทย ให้เสร็จและเปิดเดินรถโดยเร็ว เพราะช้าและเสียโอกาสไปมากแล้ว ช่วงเวียงจันทน์ข้ามมาอุดรฯ และโคราช อาจให้จีนทำก็ได้ โดยให้จีนซื้อสินค้าเกษตรของเราเป็นการต่างตอบแทน”นายสุชาติกล่าว

    ขณะที่นายนรเศรษฐ์กล่าวถึงการยื่นญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อที่ประชุม สว.ในวันที่ 5 พ.ค.ว่า เป็นเรื่องที่ สว.หลายคนสนใจ เพราะสิ่งที่รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงจากภาวะสงคราม ทำให้ช่องแคบการเดินเรือต่างๆ ถูกปิด หรือจำนวนเรือช่องแคบมะละกามีเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองนั้น เป็นเหตุผลที่อ่อนเกินไป ไม่หนักแน่น และโครงการแลนด์บริดจ์ถ้าไม่มีการวางสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจให้ดี ประเทศไทยจะไปอยู่บนยุทธศาสตร์ความขัดแย้ง มีโอกาสถูกปิดเส้นทางได้ เหตุผลการเร่งผลักดันโครงการคืออะไร ทำไมต้องเร่งรีบผลักดัน ตอนแรกบอกเพื่อขยายตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ล่าสุดบอกเป็นความเสี่ยงเรื่องช่องแคบทางทะเล

    จี้ พิพัฒน์ มาตอบคำถาม

    นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในโครงการแลนด์บริดจ์มีความไม่สมบูรณ์ ไม่มีข้อมูลคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจนำมาจากไหน อ้างว่าจะมีเรือมาใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์มากมายไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ขัดแย้งกับรายงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ระบุว่า มีรายละเอียดที่เป็นความเสี่ยง ต้องขนของขึ้นลงในการขนส่งหลายครั้ง ทำให้มีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ทำให้เรือไม่มาใช้บริการ ช่องโหว่ที่มากมายอาจไม่ใช่แค่จุดเสี่ยง แต่เป็นจุดสลบของโครงการ ก็ต้องถามว่าทำไมต้องเร่งผลักดัน เพราะยังมีปัญหาเรื่องความคุ้มค่าการลงทุน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

    “รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ให้เสร็จในปีนี้ เพื่อเร่งรัดโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะหากตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาได้ จะช่วยยกเลิกกระบวนการกฎหมายต่างๆ ได้ ทำให้การตรวจสอบต่างๆ อ่อนแอลง” นายนรเศรษฐ์กล่าวและว่า ในวันที่ 11 พ.ค.ได้ยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ ให้มาตอบคำถามต่อที่ประชุม สว.ถึงการเร่งรีบผลักดันโครงการ ถ้านายพิพัฒน์มั่นใจว่าเป็นโครงการที่ดี คุ้มค่าการลงทุน ขอให้กล้ามั่นใจมาตอบต่อที่ประชุมวุฒิสภาด้วย

    วันเดียวกัน โครงการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมร่วมกับกลุ่มกรีนพีซ เปิดให้ลงชื่อ “หยุด Landbridge” https://stop-sec.com/ ต้องการ 50,000 รายชื่อ ภายใน 30 มิ.ย. 2569 โดยล่าสุดลงแล้ว 22,558 ชื่อ บุคคล 22,441 คน และองค์กร 117 องค์กร

    ทั้งนี้ ยังมีการระบุถึงผลกระทบของโครงการดังนี้ 1.มีเป้าหมายให้ภาคใต้กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรม 2.สร้างอำนาจพิเศษโดยการจัดตั้งให้มีคณะกรรมการและเลขาธิการ SEC เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ 3.เปลี่ยนผังเมือง จากผังเมืองแบบการเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นผังเมืองเพื่อการทำอุตสาหกรรม 4.เอื้อนายทุนกฎหมายใดที่มีอยู่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน คณะกรรมการและเลขาธิการ SEC จะเสนอต่อ ครม.ให้แก้ไขกฎหมายได้ทุกฉบับ และ 5.กระทบฐานทรัพยากรธรรมชาติ จะถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนแหล่งอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/990374/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TXt0S_GaYX1FeZ2mcFvQS

  • ลืมอกไก่ไปได้เลย! นักวิจัยพบ “ดอกไม้” ที่คนชอบมองข้าม คือแหล่งโปรตีนพืชชั้นยอด

    ลืมอกไก่ไปได้เลย! นักวิจัยพบ “ดอกไม้” ที่คนชอบมองข้าม คือแหล่งโปรตีนพืชชั้นยอด

    ลืมอกไก่ไปได้เลย! นักวิจัยพบ “ดอกดาวเรืองหม้อ” แหล่งโปรตีนพืชชั้นยอด ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

    เทรนด์การกินโปรตีนให้ถึงเป้าหมายหรือ “Protein-maxxing” กำลังมาแรงไปทั่วโลก ล่าสุดนักวิจัยค้นพบแหล่งโปรตีนจากพืชชนิดใหม่ที่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือ “ดอกดาวเรืองหม้อ” หรือ Calendula ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังอัดแน่นไปด้วยโปรตีนและสารอาหารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันอย่างน่าทึ่ง

    โปรตีนทางเลือกใหม่จากดอกไม้ในสวน

    ผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า ดอกดาวเรืองหม้อ (Calendula officinalis) ที่มักถูกทิ้งหลังใช้งานเป็นไม้ประดับ และกลายเป็นขยะทางการเกษตรกว่า 40% หลังหมดความสวยงาม สามารถนำมาสกัดเป็นโปรตีนคุณภาพสูงได้

    โดยทีมนักวิจัยได้นำดอกไม้แห้งมาบดละเอียดและผ่านกระบวนการสกัดจนพบว่า โปรตีนจากดอกไม้ชนิดนี้มีความทนทานต่อความร้อนได้สูงถึง 105 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าโปรตีนจากถั่วลันเตาหรือถั่วลูกไก่ที่นิยมในปัจจุบัน

    นอกจากความทนทานแล้ว โปรตีนสกัดจากดาวเรืองหม้อยังมีกรดกลูตามิกและกรดแอสพาร์ติก ซึ่งช่วยเพิ่มรสชาติ “อูมามิ” ให้กับอาหารได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการช่วยประสานส่วนผสม (Emulsifier) ทำให้นักวิจัยคาดการณ์ว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นโปรตีนจากดอกไม้ชนิดนี้ในขนมอบและน้ำสลัดสุขภาพ

    iStockphoto

    ประโยชน์ที่มากกว่าแค่โปรตีน

    ดอกดาวเรืองหม้อไม่ได้มีดีแค่โปรตีน แต่ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์และฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบและปกป้องเซลล์ในร่างกาย นอกจากนี้ ร่างกายยังสามารถเปลี่ยนสารเหล่านี้เป็นวิตามินเอและซี ที่มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้ดูอ่อนเยาว์

    จากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างพบว่า สารสกัดจากดาวเรืองหม้อช่วยให้แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น ลดอาการบวมแดง และยังมีประสิทธิภาพในการรักษาแผลกดทับในผู้ป่วยเบาหวาน รวมถึงช่วยบรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบและโรคผิวหนังต่างๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแทบไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง

    สรุปทิศทางอาหารอนาคต

    การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนขยะในสวนให้กลายเป็นวัตถุดิบเลอค่าที่ตอบโจทย์ทั้งสายสุขภาพและสายรักษ์โลก แม้ว่าการวิจัยในมนุษย์จะยังอยู่ในวงจำกัด แต่นักวิจัยเชื่อว่าโปรตีนจากดอกดาวเรืองหม้อจะเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและดูแลสุขภาพแบบครบวงจรในอนาคตอันใกล้

    แหล่งอ้างอิง

    1. New York Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887138/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZMl39ZrkItYwmcWyDJky4

  • อนุทินจัดทัพใหญ่ดัน “แลนด์บริดจ์” ตั้งเอกนิติ ปธ.ศึกษาฯ ขีดเส้น 90 วัน

    อนุทินจัดทัพใหญ่ดัน “แลนด์บริดจ์” ตั้งเอกนิติ ปธ.ศึกษาฯ ขีดเส้น 90 วัน

    วันนี้ (4 พ.ค.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญในการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลได้จัดทัพการทำงานใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

    โดยได้ลงนามแต่งตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อพิจารณาโครงสร้างในทุกมิติอย่างละเอียด ทั้งในด้านรูปแบบการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และมิติทางสังคม โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้เร่งสรุปผลการศึกษาให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 90 วัน

    นายอนุทิน ได้ชี้แจงเหตุผลเบื้องหลังการปรับปรุงแนวทางการศึกษาโครงการในครั้งนี้ว่า เนื่องจากผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ที่เคยมีมาในอดีตนั้น จัดทำขึ้นภายใต้บริบทโลกในรูปแบบเก่า ซึ่งมีความแตกต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” ที่มีความตึงเครียดสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    ประเทศไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นของตนเอง เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในการขนส่ง และเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือสากลเพียงเส้นทางเดียว ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยต้องอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “กินน้ำใต้ศอก” หรือต้องยอมรับเงื่อนไขที่เสียเปรียบจากการปิดช่องแคบสำคัญของโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ

    หรือความพยายามในการเรียกเก็บค่าผ่านทางเพิ่มขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ โครงการแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างท่าเรือและรถไฟ แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้อย่างมั่นคงในอนาคต

    ในมิติของความคุ้มค่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากมองเพียงตัวเลขการขนส่งตู้สินค้าหรือคาร์โกเพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนอาจจะดูเหมือนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่หากมองภาพรวมถึงเรื่องความสะดวก ความรวดเร็ว และความมั่นคง โดยเฉพาะการชูจุดขายเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) จะพบว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบมหาศาล

    โครงการนี้จะช่วยให้สินค้าเกษตรและเสบียงอาหารจากประเทศไทย สามารถกระจายไปยังปลายทางทั่วโลกได้รวดเร็วกว่าเส้นทางเดิมอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันเรื่องอาหารกลายเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลกไปแล้ว

    ส่วนข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใหญ่ นายอนุทินกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนทำงานการเมืองมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง จนทุกวันนี้แทบจะไม่มีเพื่อนฝูงนอกวงการเหลืออยู่แล้ว เพราะตนไม่เคยตามใจกลุ่มทุนหรือบุคคลใด หากสิ่งนั้นขัดต่อผลประโยชน์ของรัฐบาลและประชาชน

    นอกจากนี้นายกฯ ยังได้อ้างถึงข้อมูลจาก นิด้าโพลที่สะท้อนว่า ประชาชนในภาคใต้เห็นด้วย และพร้อมสนับสนุนโครงการนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่า ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังขาดความเข้าใจในรายละเอียดเชิงลึก ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่จะต้องเร่งสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องภายในกรอบเวลา 90 วันนี้

    อ่านข่าว :

    “นิด้าโพล” สำรวจคนใต้ เคยได้ยิน “โครงการแลนด์บริดจ์” 54.43% เห็นด้วย 34.21%

    โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงคัดค้านและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริงทางวิชาการและผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศเป็นหลัก

    นายกฯ ทิ้งท้ายว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 และรัฐบาลชุดปัจจุบันเห็นพ้องว่า นี่คือโอกาสทองที่ประเทศไทยจะยกระดับตนเองขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยไม่ยอมให้ปัจจัยความขัดแย้งของโลกมาปิดกั้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

    อ่านข่าว :

    สิริพงศ์ยัน “แลนด์บริดจ์” คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เล็งดึงเอกชนร่วมลงทุน 9 แสนล้าน

    “กลุ่มรักษ์ระนอง” ค้าน “แลนด์บริดจ์” ชี้กระทบชุมชน-กลุ่มเปราะบาง-สิ่งแวดล้อม

    SEC Watch ส่ง จม.ถึง สส.ภูมิใจไทยภาคใต้ ถามกรณีที่ดิน-ทรัพยากร “แลนด์บริดจ์”

    ภาคประชาชนกังวล “โครงการแลนด์บริดจ์” ทุจริตเชิงนโยบาย-ทำลายวิถีชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505472&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AmfDmhdpK0RmnZs7Baaer