Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เทรนด์อาหารยอดนิยมในธุรกิจบริการอาหาร (Foodservice) สหรัฐฯ

    เทรนด์อาหารยอดนิยมในธุรกิจบริการอาหาร (Foodservice) สหรัฐฯ

    ธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐอเมริกากำลังได้รับอิทธิพลจากกระแสอาหารนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารจากแอฟริกา อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเภทอาหารที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนร้านอาหารเร็วที่สุดในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหาร (Foodservice) คิดค้นเมนูและประสบการณ์การรับประทานที่ทำให้อาหารต่างวัฒนธรรมเข้าถึงผู้บริโภคชาวอเมริกันได้ง่ายขึ้น ตามรายงานของบริษัทวิจัยตลาดอาหารและเครื่องดื่ม Datassential

    นาง Renee Lee Wege นักวิเคราะห์เทรนด์ (Trendologist) ของ Datassential เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีร้านอาหารแอฟริกันชื่อดังเปิดให้บริการเป็นจำนวนมากในสหรัฐฯ โดยอ้างอิงจากข้อมูลการเปิดและปิดกิจการของรายงานจากแพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม Datassential One พบว่า จำนวนร้านอาหารแอฟริกันเติบโตสูงถึงเกือบ 35% ในขณะที่ร้านอาหารเกาหลีใต้มีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกัน และตามมาด้วยร้านอาหารอินเดียนอกจากนี้ Datassential ยังพบว่า เครือร้านอาหารดาวรุ่ง 25 อันดับแรก (Top 25 Emerging Chains) หลายแห่งเป็นแบรนด์จากต่างประเทศที่ขยายกิจการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค หรือเป็นธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านอาหารนานาชาติอยู่แล้ว โดยเทรนด์อาหารที่กำลังเป็นที่นิยมในธุรกิจบริการอาหารสหรัฐฯ ในขณะนี้ ได้แก่

    1. ธุรกิจร้านอาหารนานาชาติยังเติบโต แม้ผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ผู้บริโภคสหรัฐฯ จะเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการภาษีนำเข้า (Tariffs) และเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้หลายคนลดการสั่งอาหารกลับบ้านหรือรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่ร้านอาหาร
    ที่ขายอาหารนานาชาติกลับยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจของ Datassential ระบุว่า 72% ของผู้บริโภคกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนระบุว่าจะลดการซื้อสินค้านำเข้าที่จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่บางส่วนพร้อมเปลี่ยนจากสินค้าผลิตในประเทศไปเลือกสินค้านำเข้า หากเห็นว่าสินค้าเหล่านั้นมีความคุ้มค่ามากกว่า

    หนึ่งในประเด็นคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ผู้บริโภคต้องการอาหารนานาชาติแบบต้นตำรับจริงหรือเพียงต้องการอาหารที่ดัดแปลงให้ถูกปากคนอเมริกัน ผลวิจัยพบว่า เกือบ 60% ของผู้บริโภคต้องการรับประทานอาหารต้นตำรับ (Authentic Cuisine) ซึ่งสอดคล้องกับรายงายของ Datassential ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับรสชาติดั้งเดิมของอาหารมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ยังมีหนึ่งข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ หากการใช้วัตถุดิบต้นตำรับทำให้อาหารมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากยอมรับได้ หากร้านอาหารจะเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นหรือวัตถุดิบภายในประเทศแทนเพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้ราคาอาหารไม่สูงจนเกินไป

    1. อาหารนานาชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

    ผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหารได้แสดงให้เห็นแล้วว่า อาหารนานาชาติสามารถเป็นพื้นที่ทดลองรสชาติใหม่ๆ ที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน นาง Jaclyn Marks นักวิเคราะห์จาก Datassential กล่าวว่า 61% ของผู้บริโภคสหรัฐฯ ต้องการเห็นร้านอาหารใกล้บ้านนำเสนออาหารและเครื่องดื่มนานาชาติมากขึ้น การที่สหรัฐฯ มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมมากขึ้น ทำให้อาหารจากทั่วโลกค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และยังเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับคำว่า “อาหารที่คุ้นเคย” (Comfort Food) ไปจากเดิม โดยเฉพาะในผู้บริโภครุ่นใหม่ เช่น กลุ่ม Millennials และ กลุ่ม Gen Z ซึ่งเติบโตมากับอาหารนานาชาติ จึงมองอาหารเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ในขณะที่คนรุ่นก่อนอาจเคยมองว่าแปลกใหม่ 

    นาง Marks กล่าวว่า ปัจจุบันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไปรับประทานอาหารนอกบ้านโดยไม่พบเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารนานาชาติ Datassential มองว่า การสร้างสรรค์เมนูแบบฟิวชันเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้นเคยและกล้าทดลองอาหารที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน ผู้ประกอบการจึงควรเปิดกว้างต่อการปรับสูตรอาหารบางส่วน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารต่างวัฒนธรรมได้ง่ายขึ้น

    หนึ่งในวัฒนธรรมอาหารที่ Datassential แนะนำให้จับตาในปี 2026 คือ อาหารรัฐเกรละ (Kerala Cuisine) จากประเทศอินเดีย ซึ่งมีจุดเด่นด้านอาหารทะเลสด มะพร้าว และเครื่องเทศ เช่น พริกไทยดำและใบกระวาน 

    image.png

    Kerala cuisine originates from the Malabar coast of India and features meats, fresh seafood, coconut and spices.

    แม้อาหารเกรละจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก โดยมีผู้บริโภคสหรัฐฯ เพียง 24% ที่รู้จัก แต่เมื่อผู้บริโภคได้เรียนรู้เกี่ยวกับเมนูต่าง ๆ กลับพร้อมเปิดใจ เนื่องจากมีอาหารหลายเมนู เช่น ไก่ทอด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับอาหารยอดนิยมของชาวอเมริกัน ผลสำรวจพบว่า 42% ของผู้บริโภคสนใจทดลองอาหารเกรละ แม้ไม่เคยรับประทานมาก่อน จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหารในการทดลองและนำเสนอเมนูดังกล่าวแก่ผู้บริโภค

    ตัวอย่างร้านอาหารเกรละ ได้แก่ ร้าน Thattu ในนครชิคาโก ซึ่งนำเสนอทั้งอาหารเกรละแบบต้นตำรับ เช่น Beef Fry และ Porottas (ขนมปังแผ่นแบนของอินเดียใต้) รวมถึงเมนูที่ประยุกต์ให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคอเมริกัน โดยเมนู Porottas ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคถึง 52%

    นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Datassential พบว่า อาหารเฮติเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอาหารที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ และมีศักยภาพในการเติบโตเช่นเดียวกับอาหารเกรละ แม้ 42% ของผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังไม่เคยรับประทานอาหารเฮติ แต่ระบุว่าสนใจทดลอง

    อาหารเฮติเป็นการผสมผสานอิทธิพลจากอาหารแอฟริกา ฝรั่งเศส สเปน และชนพื้นเมืองไทโน (Taíno) มีวัตถุดิบเด่น ได้แก่ มะพร้าว กล้วย Plantain พริก Scotch Bonnet เครื่องเทศต่าง ๆ ซอส Epis และเครื่องเคียงดองรสเผ็ด Pikliz ซึ่งเริ่มปรากฏบนเมนูอาหารในร้านอาหารสหรัฐฯ มากขึ้น และถูกมองว่าอาจกลายเป็น”กิมจิชนิดต่อไป”

    ร้าน Kann ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ซึ่งได้รับรางวัล James Beard Award นำเสนออาหารเฮติแบบดั้งเดิม เช่น Griyo (หมูหมักเครื่องเทศและนำไปทอด) เสิร์ฟคู่กับกล้วยทอดสไตล์เฮติ อะโวคาโด และ Pikliz

    image.png

    Kann Restaurant, Portland Oregon

    1. เมนูยอดนิยมยุคใหม่ (New Classics)

    ในการวางแผนจัดทำเมนูอาหาร ผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหารจำเป็นต้องคำนึงถึงอาหารและรสชาติจากทั่วโลกที่กำลังได้รับความนิยม และมองหาโอกาสในการนำมาปรับใช้ เพราะหลายเมนูไม่ใช่อาหารใหม่เสียทีเดียว แต่ได้กลายเป็น “เมนูยอดนิยมยุคใหม่” (New Classics) เช่น อาหารเม็กซิกัน Quesabirria ซึ่งมีอัตราการเติบโตบนเมนูร้านอาหารสูงถึง 982% และต่อยอดไปสู่เมนูใหม่ เช่น Birria Pizza, Birria Burger และ Birria Chicken

    image.pngimage.png

    Birria Pizza & Birria Burger

    ขณะเดียวกัน อาหารเกาหลียังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม Millennials และ Gen Z อาหาร รสชาติ และวัตถุดิบของเกาหลีไม่ได้เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche) อีกต่อไป โดยปรากฏอยู่ในเมนูอาหารของสหรัฐฯ ถึง 14% และภาพรวมของอาหารเกาหลีกำลังอยู่ในช่วงการขยายตัวอย่างแพร่หลายตามวงจรการยอมรับของตลาด (Menu Adoption Cycle)

    Datassential ระบุว่า ร้านอาหารอย่าง Kura Ramen, Jollibee และ Paris Baguette จัดอยู่ในกลุ่มเครือร้านอาหารดาวรุ่ง 25 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกาที่สะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจอาหารนานาชาติ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Paris Baguette ร้านคาเฟ่เบเกอรี่ที่ผสมผสานรสชาติแบบเกาหลีกับเบเกอรี่ฝรั่งเศสระดับพรีเมียม ซึ่งเปิดสาขาครบ 300 แห่งในสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากเปิดสาขาใหม่ถึง 77 แห่งในหนึ่งปี พร้อมลงนามข้อตกลงเพื่อขยายสาขาอีกกว่า 300 แห่ง ปัจจุบันมีสาขาที่อยู่ระหว่างการพัฒนารวมกว่า 600 แห่ง และตั้งเป้าขยายเป็น 1,000 สาขาภายในปี 2030

    1. เมนูฟิวชันช่วยให้ผู้บริโภคเปิดรับอาหารนานาชาติมากขึ้น

    ทัศนคติของผู้บริโภคต่ออาหารนานาชาติและอาหารฟิวชัน ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สินค้าและวัตถุดิบที่เคยถูกมองว่าแปลกใหม่ กลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคส่วนใหญ่ชื่นชอบความคิดสร้างสรรค์ของการผสมผสานอาหาร เพราะช่วยให้การทดลองเมนูใหม่เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น

    อาหารฟิวชันและเมนูแบบผสมผสาน (Mashup) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารอเมริกันและสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาของสังคมที่เปิดรับอิทธิพลจากทั่วโลก โดยวัตถุดิบนานาชาติจำนวนมากได้กลายเป็นวัตถุดิบประจำในครัวเรือนของชาวอเมริกัน

    ผลสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคมากกว่า 70% เห็นว่าวัตถุดิบนานาชาติกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยพอ ๆ กับวัตถุดิบอเมริกัน ตัวอย่างเช่น ซอสศรีราชาซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคอเมริกันมองว่าเป็นเครื่องปรุงที่พบเห็นได้ทั่วไปไม่ต่างจากซอสมะเขือเทศ

    มุมมองของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่มีต่ออาหารนานาชาติได้เปิดกว้างขึ้นในแง่ของ “การเข้าถึง” ทำให้อาหารและวัตถุดิบจากนานาชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันมากกว่าที่เคยเป็นมา

    ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก

    ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการรักษาเอกลักษณ์และความเป็นต้นตำรับของอาหารไทย ควบคู่กับการประยุกต์เมนูหรือการนำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงผู้บริโภคอเมริกันได้ง่ายขึ้น (Fusion หรือ Mashup) โดยยังคงรสชาติและอัตลักษณ์ไทยเป็นจุดเด่น นอกจากนี้ ควรใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณภาพทดแทนวัตถุดิบนำเข้าในกรณีที่ช่วยควบคุมต้นทุนและราคาอาหารได้ โดยไม่กระทบต่อคุณภาพเพื่อรองรับภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมติดตามแนวโน้มอาหารโลกและพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาเมนูและสร้างประสบการณ์การรับประทานที่ตอบโจทย์ตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่อง

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

    ข้อมูลอ้างอิง   Food Business News, Datassential

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/cnjjxc4wuk579hyk9fov3z55&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cylxIaGPMdqJ9pWoviupL

  • นายกฯ สั่ง คกก.ศึกษาพัฒนาภาคใต้ ดูความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หวังเชื่อม 2 ชายฝั่งให้สะดวก

    นายกฯ สั่ง คกก.ศึกษาพัฒนาภาคใต้ ดูความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หวังเชื่อม 2 ชายฝั่งให้สะดวก

    วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

    นายกฯ  ระบุ คกก.ศึกษาแผนพัฒนาภาคใต้ ดูความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หวังเชื่อมโยง 2 ชายฝั่ง ตะวันตก-ตะวันออก ให้สะดวก  ย้ำ รัฐบาลฟังเสียงประชาชนอยู่ตลอด

    วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 10.05 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงคมนาคมเตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาจัดทำแผนแม่บทพัฒนาภาคใต้  ว่าได้มีการศึกษามาระดับหนึ่งแล้ว รัฐบาลฟังเสียงประชาชนและดูถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจด้วย

    ขณะนี้สิ่งที่สามารถทำได้เลยก็เป็นส่วนหนึ่งของคำว่าแลนด์บริดจ์ เพราะสามารถที่จะเชื่อมโยงชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้ รวมถึงการเร่งปรับปรุงพัฒนาขยายท่าเรือ และเชื่อมเส้นทางที่ขาดหายไปที่เรียกว่า missing link เพื่อให้การคมนาคมขนส่งมีการเชื่อมต่อกันทั่วประเทศ และในภูมิภาค

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/982483&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d4B6rXlCo6LSNnVM1MMRd

  • “หนองคาย” ระดับน้ำโขง พุ่งแตะ 11.28 เมตร สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด ป้องกันน้ำหนุนย่านเศรษฐกิจ เตือนปชช.เตรียมยกของขึ้นที่สูง | TOPNEWS

    “หนองคาย” ระดับน้ำโขง พุ่งแตะ 11.28 เมตร สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด ป้องกันน้ำหนุนย่านเศรษฐกิจ เตือนปชช.เตรียมยกของขึ้นที่สูง | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 10/08/2026 11:45

    “หนองคาย” ระดับน้ำโขง พุ่งแตะ 11.28 เมตร สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด ป้องกันน้ำหนุนย่านเศรษฐกิจ เตือนปชช.เตรียมยกของขึ้นที่สูง

    “หนองคาย” ระดับน้ำโขง พุ่งแตะ 11.28 เมตร สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด ป้องกันน้ำหนุนย่านเศรษฐกิจ เตือนปชช.เตรียมยกของขึ้นที่สูง

    10 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำโขงที่ไหลผ่านช่วงจังหวัดหนองคาย วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ ช่วงเวลา 08.00 น. วัดได้ 11.28 เมตร เพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 3 เซนติเมตร เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานตอนเช้า 1.34 เมตร ต่ำกว่าระดับเตือนภัยน้ำท่วม 0.92 เมตร ปริมาณน้ำฝน 6.7 มม.

    ซึ่งเทศบาลเมืองหนองคายได้ประกาศเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง โดยตลิ่งในตัวเมืองหนองคายย่านเศรษฐกิจ มีระดับ 12.20 เมตร เทศบาลได้ปิดประตูระบายน้ำทุกบานแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำโขงหนุนเข้าตามท่อระบายน้ำ

    ขณะเดียวกันประชาชนชาวหนองคายได้ติดตามสถานการณ์ระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมการรับมือหากระดับน้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง จะได้ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงได้ทัน โดยน้ำโขงไหลเชี่ยวกรากรุนแรง มีเศษขอนไม้ ท่อนไม้ ไหลมาตามน้ำ เป็นอันตราย เรือประมงขนาดเล็กควรใช้ระมัดระวังในช่วงฤดูน้ำหลากนี้

    SOCAIL 16-91 copy 301

    SOCAIL 16-9

    “นายกฯ” หารือ “บิ๊กดุลย์-บิ๊กราญ” กำชับควบคุมปืนเข้มงวด ชี้หากจำเป็น ต้องออกกฎหมายเพิ่ม

    เดือดอีกแล้ว!! “ฉลอง เรี่ยวแรง” อดีตสส.นนทบุรี บุกยิง “พ.ต.อ.ธงชัย” นายกอบจ.นนทบุรี สาหัส สุดอึ้งโทรหา “พี่ปอง อัญชะลี” เล่าเบื้องหลังก่อเหตุ

    “หนองคาย” ระดับน้ำโขง พุ่งแตะ 11.28 เมตร สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด ป้องกันน้ำหนุนย่านเศรษฐกิจ เตือนปชช.เตรียมยกของขึ้นที่สูง

    “ตูน วีแกน” เล่าเดือด! ถูก “นทท.ชาวอิสราเอล” บุกทุบห้องพัก รร.ประตูน้ำตอนตี 2 ซัดมาเที่ยวไทยไม่พกสมอง ไร้มารยาท

    ยกระดับอาชีวะไทย! “รองโฆษกฯ”  เผยรัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ภาพยนตร์สั้น ชุด The Woman Series ตอน She is My Smile EP.3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1657126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3veZ5jcZtzzQDb-whmoS7Y

  • OECD เกี่ยวอะไรกับ SME เส้นทาง SME ไทยสู่ OECD  ตอนที่ 1

    OECD เกี่ยวอะไรกับ SME เส้นทาง SME ไทยสู่ OECD ตอนที่ 1

    OECD เกี่ยวอะไรกับ SME เส้นทาง SME ไทยสู่ OECD

    ตอนที่ 1 โดย ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร

    เช้าวันหนึ่งเจ้าของโรงงานขนาดเล็กได้รับแบบประเมินคู่ค้าฉบับใหม่จากลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งถามถึงวัตถุดิบ แรงงาน ของเสีย และการป้องกันข้อมูลรั่วไหล ในสัปดาห์เดียวกัน ธนาคารขอข้อมูลกระแสเงินสดละเอียดขึ้น ขณะที่การต่อใบอนุญาตเริ่มเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัล

    ผู้ประกอบการอาจไม่เห็นคำว่า “OECD” ในเอกสารเหล่านั้น แต่ความเปลี่ยนแปลงอาจเชื่อมกับการทบทวนกฎหมาย วิธีทำงานของรัฐ เกณฑ์ของสถาบันการเงิน และความคาดหวังของตลาดที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเข้า OECD

    OECD คืออะไร และไม่ใช่อะไร

    OECD เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ประเทศสมาชิกใช้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนานโยบาย และจัดทำมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล

    การเข้า OECD ไม่ใช่ข้อตกลงการค้าเสรี ไม่ได้ลดภาษีนำเข้าหรือส่งออก และไม่ทำให้ SME ไทยได้รับคำสั่งซื้อหรือสิทธิพิเศษโดยอัตโนมัติ ตราสารและข้อเสนอแนะของ OECD มีสถานะแตกต่างกัน หลายเรื่องไม่ได้ใช้บังคับกับ SME โดยตรง แต่ไทยอาจนำมาใช้ทบทวนกฎหมาย นโยบาย ระบบกำกับ หรือบริการภาครัฐ

    ผู้ประกอบการจึงควรแยกให้ออกว่าเรื่องใดเป็นกฎหมายไทยที่ใช้แล้ว เรื่องใดอยู่ระหว่างทบทวน เรื่องใดเป็นแนวปฏิบัติ และเรื่องใดเป็นเงื่อนไขที่ธนาคาร นักลงทุน หรือลูกค้ากำหนดเอง การเข้า OECD เป็นกระบวนการทบทวนและยกระดับระบบของประเทศ ไม่ใช่ตรารับรองว่าไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

    ไทยอยู่ตรงไหนในเส้นทางนี้

    คณะมนตรี OECD เปิดการหารือเพื่อรับประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 และรับรอง Roadmap for the Accession Process of Thailand เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567

    วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ไทยยื่น Initial Memorandum เพื่อประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติกับมาตรฐาน OECD และเข้าสู่การทบทวนทางเทคนิคกับคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 25 คณะ

    เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 เป้าหมายดังกล่าวเป็นกรอบเวลาของรัฐบาลไทย ส่วนผลสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับการทบทวนและมติของประเทศสมาชิก

    เหตุใดเรื่องนี้จึงเกี่ยวกับ SME

    ข้อมูล SME Big Data ของ สสว. ระบุว่า ปี 2568 ไทยมี SME 3,283,650 ราย และมีการจ้างงาน 13,601,129 คน การยกระดับกติกาทางเศรษฐกิจจึงกระทบกิจการและแรงงานเป็นวงกว้าง

    ผลกระทบไม่ได้มาจาก OECD ในรูปแบบเดียวกัน บางเรื่องผ่านกฎหมายหรือหน่วยงานกำกับ บางเรื่องผ่านเกณฑ์สินเชื่อและการลงทุน ขณะที่บริษัทใหญ่ส่งความคาดหวังด้านคุณภาพ แรงงาน สิ่งแวดล้อม การป้องกันสินบน และความปลอดภัยของข้อมูลมายังคู่ค้า

    การแข่งขันและการลงทุนอาจเพิ่มโอกาสให้กิจการที่มีข้อมูล มาตรฐาน และความพร้อม แต่ไม่ได้รับประกันว่าเงินทุน เทคโนโลยี หรือคำสั่งซื้อจะเชื่อมถึง SME ไทย หากไม่มีการพัฒนาคู่ค้าและการเชื่อมตลาดอย่างจริงจัง

    ผลกระทบจะไม่เท่ากันทุกกิจการ

    กิจการขนาดกลาง ผู้ส่งออก ผู้เป็นคู่ค้าของบริษัทใหญ่ และธุรกิจที่มีบัญชี ข้อมูล และมาตรฐานอยู่แล้ว มักเห็นทั้งข้อกำหนดและโอกาสเร็วกว่า เพราะตอบคำถามของผู้ซื้อ ธนาคาร และนักลงทุนได้

    กิจการรายย่อย ธุรกิจนอกระบบ กิจการกำไรต่ำ หรือไม่มีบุคลากรเฉพาะด้าน มักรับรู้ความเปลี่ยนแปลงในรูปของต้นทุนก่อน ความพร้อมจึงต้องดูทั้งอุตสาหกรรม ลูกค้า ความเสี่ยง และระบบหลังบ้าน ไม่ใช่ขนาดกิจการเพียงอย่างเดียว

    รัฐต้องเตรียมผู้ประกอบการไปพร้อมกับกฎหมาย

    ภาครัฐต้องสื่อสารให้ชัดว่าเรื่องใดใช้แล้ว เรื่องใดอยู่ระหว่างทบทวน และกิจการกลุ่มใดได้รับผลกระทบ พร้อมจัดวิธีปฏิบัติที่ง่ายตามหลักความได้สัดส่วน ช่วงผ่อนผัน และบริการต้นทุนต่ำสำหรับรายเล็ก

    สำหรับ SME ที่ต้องการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานหรือตลาดใหม่ ความช่วยเหลือต้องเชื่อมการจัดทำบัญชีและข้อมูล การพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี เงินทุน และมาตรฐานเข้ากับลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ ผลสำเร็จควรวัดจากต้นทุน ผลิตภาพ การเข้าถึงทุน การรักษาลูกค้า และตลาดที่เพิ่มขึ้น

    สามคำถามที่ SME ควรตอบเมื่ออ่านบทความนี้จบ

    หนึ่ง รายได้หลักของเราพึ่งลูกค้า ธนาคาร ใบอนุญาต หรือแพลตฟอร์มใด และคนเหล่านั้นกำลังขอข้อมูลหรือมาตรฐานอะไรเพิ่มขึ้น

    สอง หากถูกขอหลักฐานวันนี้ เราแสดงบัญชี กระบวนการ คุณภาพ แรงงาน สิ่งแวดล้อม หรือความปลอดภัยของข้อมูลจากระบบจริงได้หรือไม่

    สาม ช่องว่างใดกระทบกฎหมาย รายได้ หรือความต่อเนื่องของธุรกิจมากที่สุด และเราจะลดช่องว่างนั้นได้เร็วที่สุดอย่างไร

    SME ไม่จำเป็นต้องเตรียมทุกเรื่องพร้อมกัน คำตอบของสามคำถามนี้ควรนำไปสู่เรื่องแรกที่ต้องลงมือ ผู้รับผิดชอบ และหลักฐานที่ต้องมี

    แหล่งข้อมูล

    ●    OECD, Accession to the OECD

    ●    OECD, Thailand Reaches Key Milestones in OECD Accession Process, 2025

    ●    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, การขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD (TH2OECD)

    ●    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, SME Big Data Dashboard

    ●    OECD, Responsible Business Conduct

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/what-oecd-smes-path-thai-smes-oecd-part1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ExMXx5yOAOAOrkzJCw1Mn

  • “ทรัมป์” ชี้เจรจากับอิหร่าน “แค่พอประมาณ” เน้นกดดันเศรษฐกิจ |ทันโลก EXPRESS | 10 ส.ค. 69

    “ทรัมป์” ชี้เจรจากับอิหร่าน “แค่พอประมาณ” เน้นกดดันเศรษฐกิจ |ทันโลก EXPRESS | 10 ส.ค. 69

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผย สหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่านแค่พอประมาณ พร้อมส่งสัญญาณเน้นเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    #อิหร่าน #สหรัฐฯ #ตะวันออกกลาง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/224300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tw1-8H2E0Sz1Y54TrgaJO

  • เปิดสาเหตุที่ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีโอกาสปรับสัดส่วนจาก 60/40 เหลือ 50/50

    เปิดสาเหตุที่ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีโอกาสปรับสัดส่วนจาก 60/40 เหลือ 50/50

              เปิดสาเหตุที่ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีโอกาสปรับลดสัดส่วนจาก 60/40 เหลือ 50/50 เพราะอะไร เป็นแค่แนวคิดเท่านั้น ยังไม่ใช่การเคาะ

    ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2

              ผ่านไปแล้วเกินครึ่งทาง สำหรับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเหลืออีกเพียง 1 เดือน ก็จะจบโครงการ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รัฐบาลเริ่มมีแนวคิด ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เข้ามาแล้ว พร้อมไอเดียปรับเปลี่ยนระบบการจ่ายจาก 60/40 เป็น 50/50

              วันที่ 10 สิงหาคม 2569 กระปุกดอทคอม รายงานว่า จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้หลายคนสงสัยว่า ทำไมต้องลดเหลือ 50/50 ด้วย แบบนี้จะทำให้ประชาชนจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่

              ในเรื่องนี้ ทางรัฐบาลมีไอเดียเนื่องจากประชาชนร้องเรียนมาว่า 60/40 ทำให้คำนวณเงินยาก แต่ 50/50 คำนวณเงินได้ง่ายกว่า เพียงแค่หาร 2 จากราคาขายก็จบแล้ว

              อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นแค่แนวคิดเท่านั้น ยังไม่มีการตัดสินใจแต่อย่างใด

    ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2

    ภาพจาก dan quiet life / Shutterstock.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view302984.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28FvPAjWS0oRhYppApaANi

  • เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมืองทองธานีเดินหน้าสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ หลังสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ประกาศรับรองโครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” ให้เป็น “เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ” อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569

     สะท้อนทิศทางการพัฒนาเมืองที่นำเทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล และแนวคิดการบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืนมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
     

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการเมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต กล่าวว่า 

    เมืองทองธานีถูกพัฒนาภายใต้แนวคิดพื้นที่ที่สามารถรองรับการทำงาน การอยู่อาศัย และการใช้ชีวิตได้ในพื้นที่เดียวกัน

    โดยปัจจุบันมีทั้งสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ร้านค้า ร้านอาหาร สถานศึกษา โรงแรม รวมถึงศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม

    ทิศทางการพัฒนาหลังจากนี้จะมุ่งยกระดับประสบการณ์ของผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่ ตั้งแต่การเดินทาง การทำงาน การจับจ่ายใช้สอย ไปจนถึงการพักผ่อน ให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเชื่อมต่อกันมากขึ้น

    ภายใต้แนวคิด “Live-Work-Play-Learn” เพื่อพัฒนาเมืองให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าลงทุน

    สำหรับการได้รับการรับรองจาก depa ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังเมืองทองธานีได้ยื่นข้อเสนอโครงการต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเมื่อเดือนเมษายน 2569 ก่อนผ่านกระบวนการพิจารณาและได้รับการประกาศรับรองในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

    เมืองทองธานีขึ้นแท่นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดันเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต

    เมือง 4,000 ไร่ รองรับคนกว่า 300,000 คน

    โครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ มีลักษณะเป็นเมืองแบบผสมผสานที่รวมการใช้ประโยชน์ที่ดินหลายรูปแบบ ทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม สำนักงาน สถานศึกษา หน่วยงานราชการ และศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม

    ปัจจุบันพื้นที่มีประชากรกว่า 300,000 คน ขณะที่มีผู้เดินทางเข้ามาเยือนมากกว่า 5.4 ล้านคนต่อปี โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า การประชุม และกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นภายในศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

    ขนาดของพื้นที่และจำนวนผู้ใช้งานทำให้การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการเมืองมีบทบาทมากขึ้น ทั้งด้านการเดินทาง พลังงาน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการให้บริการประชาชนและผู้มาเยือน

    เดินหน้า 30 โครงการ ครบ 7 มิติเมืองอัจฉริยะ

    ภายใต้โครงการเมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต มีแผนพัฒนา 30 โครงการ ครอบคลุมกรอบตัวชี้วัดเมืองอัจฉริยะของ depa ทั้ง 7 มิติ ได้แก่

    สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) มุ่งจัดการขยะ อาคารสีเขียว การก่อสร้างสีเขียว และการจัดงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

    พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) พัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการระบบทำความเย็นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) นำระบบดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการ เช่น ระบบใบกำกับภาษีและใบรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax Service) แอปพลิเคชัน Smarty และบริการดูแลผู้พักอาศัยในชุมชน

    การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พัฒนาระบบบริหารจัดการที่จอดรถอัจฉริยะ และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางภายในพื้นที่

    พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการพัฒนาพื้นที่และกิจกรรมที่สนับสนุนผู้คนและความคิดสร้างสรรค์

    การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เสาไฟอัจฉริยะ และระบบติดตามคุณภาพอากาศ เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต

    เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น สังคมไร้เงินสด การสนับสนุนร้านค้าและสินค้าท้องถิ่น สินค้า GI รวมถึงการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)

    นายพอลล์ กล่าวว่า เมืองทองธานีในปัจจุบันไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้า คอนเสิร์ต หรือการประชุมระดับนานาชาติ

    แต่กำลังพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงการทำงาน การอยู่อาศัย ความบันเทิง การเรียนรู้ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในพื้นที่เดียวกัน

    การได้รับสถานะเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะจึงเป็นอีกก้าวของการพัฒนาเมืองทองธานี โดยมีเป้าหมายให้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองที่ตอบโจทย์ผู้คน ชุมชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/746702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QJaDunhKB4epCwOMHxPcQ

  • สหรัฐฯ จ่อเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน ขณะข้อตกลงสัญจรช่องแคบฮอร์มุซยังค้างคา : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ จ่อเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน ขณะข้อตกลงสัญจรช่องแคบฮอร์มุซยังค้างคา : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยในวันอาทิตย์ (9 ส.ค.) ว่า สหรัฐฯ กำลัง “เจรจาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ” กับอิหร่าน และตนพร้อมที่จะปล่อยให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะสั่งการให้เปิดฉากโจมตีทางทหารครั้งใหม่

    ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios เป็นเวลาสั้น ๆ ว่า “เรากำลังควบคุมสถานการณ์แบบไม่ให้เป็นจุดสนใจเกินไป” โดยอ้างว่าอิหร่าน “กำลังตกที่นั่งลำบาก” ในทางเศรษฐกิจ

    รายงานข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ร่างข้อตกลงจัดระเบียบการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการหารือร่วมกันระหว่างอิหร่าน โอมาน และสหรัฐฯ นั้น “ยังคงค้างอยู่ในขั้นตอนดำเนินการมา 2-3 วันแล้ว”

    ด้านสำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ (IRNA) ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางการของอิหร่าน รายงานว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเมื่อวันเสาร์ (8 ส.ค.) ว่า อิหร่านและโอมานใกล้บรรลุข้อตกลงในการกำหนดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว

    อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่านได้กล่าวเพิ่มเติมเมื่อวันอาทิตย์ว่า การรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ จะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่าฝั่งสหรัฐฯ จะยุติการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ทั้งสองประเทศเพิ่งลงนามร่วมกันไปเมื่อไม่นานมานี้

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อารักชีระบุถึงประเด็นดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนนอกรอบการประชุม ณ กรุงเตหะราน โดยยืนยันชัดเจนว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างสองฝ่าย

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HEPpivZ2vsqgZlplzKtd0

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 10/08/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 10/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166390&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_pTeWkpKOcydKeo7aFlQ3

  • แก้หนี้ ‘เอสเอ็มอี’ วาระแห่งชาติ เอ็นพีแอลพุ่ง กำไรต่ำ – ‘ถมเงิน’ อย่างเดียวไม่รอด

    แก้หนี้ ‘เอสเอ็มอี’ วาระแห่งชาติ เอ็นพีแอลพุ่ง กำไรต่ำ – ‘ถมเงิน’ อย่างเดียวไม่รอด

    แก้หนี้ ‘เอสเอ็มอี’ วาระแห่งชาติ เอ็นพีแอลพุ่ง กำไรต่ำ - ‘ถมเงิน’ อย่างเดียวไม่รอด ปัญหาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ‘เอสเอ็มอี’ กลายเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อสัญญาณจากทั้งภาคการเงิน และภาคธุรกิจสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่หนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง ความสามารถทำกำไรลดลง ไปจนถึงจำนวนโรงงานปิดที่เริ่มมากกว่าโรงงานเปิด ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ยังสามารถขยายสินเชื่อและลงทุนได้

    สอดคล้อง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า “ตัวหนึ่งที่สะท้อนความอ่อนแอ” ในระบบเศรษฐกิจไทยคือปัญหา “หนี้เสีย” โดย NPL ของระบบโดยรวมกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพิ่มจาก 2.85% มาอยู่ที่ 2.97% ในเดือนพ.ค. 2569 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำ

    จุดที่น่ากังวลมากที่สุด คือ การกระจายตัวหนี้เสียที่ต่างกันมากระหว่างธุรกิจแต่ละขนาด โดย NPL ของ SME อยู่ที่ 9.5% ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่มี NPL เพียง 1.5% ความต่างดังกล่าวสะท้อนทั้ง “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” และ “ขีดความสามารถแข่งขัน” ที่ลดลงของธุรกิจขนาดเล็ก
    ความเสี่ยง SME เมื่อเทียบธุรกิจรายใหญ่

    สะท้อนความต่างด้านอำนาจต่อรอง ธุรกิจขนาดใหญ่มี Bargaining Power มากกว่า สามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า ขณะที่ SME มีข้อจำกัดมากกว่าและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจรุนแรง

    ซึ่ง SME เป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ หากสินเชื่อ SME ยังคงติดลบ จะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped ให้รุนแรงขึ้น เพราะหากธุรกิจประสบปัญหาหนี้เสียและไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ ย่อมกระทบการจ้างงาน รายได้ประชาชน และบริโภคภายในประเทศ

    • แก้ปัญหา SME ถือเป็น‘วาระแห่งชาติ’

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดขณะนี้ คือ สถานการณ์ SME ไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างรุนแรง

    การแก้ไขปัญหา SME จึงถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งผลักดัน เนื่องจาก SME เป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ

    ปัจจุบัน เอสเอ็มอีไทยจำนวนมากเสมือนคนไข้ที่มีอาการป่วยซับซ้อน หากข้อมูลเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกัน หมอจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สิ่งสำคัญจึงเป็นการมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน หรือ Data Connectivity

    โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ หรือ Informal Economy ต้องถูกดึงเข้ามาในระบบ เพื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริง และได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม

    ปัญหา SME วันนี้ไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องขาดแคลนเงินทุน แต่ปัญหา คือ “ทักษะเชิงการผลิต” เพราะ SME กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงช่องทางการขาย ต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น การจัดหาวัตถุดิบ รวมถึงการเข้าถึงตลาดส่งออกที่เปลี่ยนจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

    “การอยู่รอดไม่จำเป็นต้องเรื่องเงินอย่างเดียว” ธนาคารกรุงไทยและภาคธนาคารกำลังทำงานร่วมภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยการปรับโครงสร้างธุรกิจ หรือ Re-ventilation

    เป้าหมายสำคัญ คือ เร่งทำให้ธุรกิจที่เป็น “K-Shape ขาล่าง” กลับมาเป็นขาบนให้ได้ หรืออย่างน้อยต้องประคองให้มีเสถียรภาพนานพอที่จะปรับตัว การช่วยเหลือต้อง “ให้ยาตรงจุด” ตามอาการแต่ละกลุ่มธุรกิจ

    • “ขัตติยา” เตือนรง.ปิดมากกว่าเปิด-ธุรกิจเปราะบาง

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปัจจุบันน่าห่วงหลายมิติ หนึ่งในนั้น คือ การเปิดและปิดโรงงานอุตสาหกรรมในไทย ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยได้บางส่วน

    จากสถิติในอดีตไทยมักมีจำนวนโรงงานเปิดใหม่สูงกว่าโรงงานที่ปิดตัวลงชัดเจน แต่ปัจจุบันตัวเลขเริ่มขยับเข้ามาใกล้เคียงกันมากขึ้น และเมื่อมองเป็นรายไตรมาสกลับเห็นแนวโน้มปิดโรงงานที่เริ่มมากกว่าการเปิดใหม่

    ดังนั้น โจทย์ภาคธุรกิจระยะข้างหน้าไม่ได้มีเพียงประคองธุรกิจให้รอด แต่เป็นการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็ว สิ่งที่น่ากังวล จึงไม่ได้อยู่เพียงสถานการณ์เศรษฐกิจที่โตช้าหรือแรงกดดันด้านต้นทุน

    แต่คือการที่ธุรกิจไม่สามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง เพราะหากยังดำเนินธุรกิจด้วยรูปแบบเดิม หรือ “ยังใช้ท่าเดิม” ความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้น

    แก้หนี้ ‘เอสเอ็มอี’ วาระแห่งชาติ เอ็นพีแอลพุ่ง กำไรต่ำ - ‘ถมเงิน’ อย่างเดียวไม่รอด

    • รง.ปิดแซงเปิดครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC กล่าวว่า การเปิดและปิดโรงงานในไทยเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล ทั้งจำนวนโรงงานเปิดใหม่ลดลง และจำนวนโรงงานปิดที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน

    • ไตรมาส 1 ปี 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 148 แห่ง ลดลงถึง 61.6% เทียบกับปีก่อน ขณะที่มีโรงงานปิด 163 แห่ง เพิ่มขึ้น 16.4% ส่งผลให้จำนวนโรงงานปิดมากกว่าเปิดครั้งแรกรอบ 10 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566

    เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่าโรงงานในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหาร โลหะ เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์จากไม้ ปิดกิจการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กที่จ้างงานไม่เกิน 50 คน

    สะท้อนขีดความสามารถแข่งขันที่ลดลงของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เผชิญทั้งความต้องการสินค้าที่ลดลง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

    ขณะที่ โรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขยายลงทุนมากในไตรมาส 1 ปี 2569 เมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ K-Shape ชัดเจนขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและอุตสาหกรรมดั้งเดิมบางส่วนเผชิญแรงกดดันความสามารถแข่งขันมากขึ้น

    ข้อมูลด้านสินเชื่อยิ่งสะท้อนความแตกต่างดังกล่าวไตรมาส 1 ปี 2569 สินเชื่อ SME หดตัว 4.0% เทียบปีก่อน หดตัวติดต่อกัน 15 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 2.7%

    ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL ของ SME อยู่ที่ 9.16% เทียบกับเพียง 1.34% ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ Stage 2 ของ SME อยู่ที่ 15.78% เมื่อรวมสินเชื่อ Stage 2 และ Stage 3 แล้ว มีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของสินเชื่อ SME ทั้งหมด และยังไม่รวมสินเชื่อที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ไปก่อนหน้า

    ทั้งนี้ ความสามารถทำกำไร ธุรกิจ MSME มี Net profit margin เพียง 0.9% ปี 2568 ลดลงจาก 1.2% ในปี 2567 ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มี Net profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 5.3% จาก 5.0%

    • บริษัทผีดิบ Zombie firms ยังสูง

    อีกข้อมูลที่สะท้อนความอ่อนแอของ SME คือสัดส่วนบริษัทผีดิบ หรือ Zombie firms ซึ่งแม้ลดลงจากจุดสูงสุด 7.3% ปี 2564 มาอยู่ที่ 5.6% ในปี 2568 แต่ยังสูงกว่าระดับก่อนโควิด และยังกระจุกในกลุ่ม SME มีสัดส่วน 5.8% เทียบกับ 3.2% ในธุรกิจขนาดใหญ่ หรือเกือบ 2 เท่า

    SCB EIC มองว่า ปัญหา SME ไม่ได้เกิดจากการเข้าถึงสินเชื่อเพียงด้านเดียว แต่เชื่อมโยงความสามารถแข่งขัน รายได้ และความสามารถทำกำไรที่อ่อนแอลง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความต่างระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME มีแนวโน้มกว้างขึ้น และอาจทำให้การเติบโตแบบ K-Shape ของเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้นอีก

    ดังนั้น การช่วยเหลือ SME ควรแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบ่งแนวทางตามศักยภาพธุรกิจ ตั้งแต่ดัน SME ที่มีศักยภาพเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การ Transform ธุรกิจที่ยังอยู่รอดได้แต่มีต้นทุนสูง การ Consolidate เพื่อสร้าง Economies of Scale ไปจนถึงการ Exit สำหรับธุรกิจที่ขาดศักยภาพหรืออยู่ใน Sunset Sector

    • SMEถูกบีบจากทุนใหญ่-แรงงานทักษะต่ำ

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปัญหาSME ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะยอดสินเชื่อ SME ซึ่งหดตัวต่อเนื่องเกือบ 5 ปี

    SME ยังถูกกดดันอย่างหนักจากธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจต่างประเทศที่นำสินค้าเข้ามาแข่งขัน ขณะที่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากปรับตัวเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่และเทคโนโลยีได้ยาก

    อีกปัญหา คือ ทักษะแรงงาน แรงงานไทยมีทักษะภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถทัดเทียมประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่งผลต่อความสามารถแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย มีความไม่แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่จะยอมรับช่วงต่อธุรกิจหรือไม่ หากไม่มีแรงจูงใจเพียงพอในการปรับตัวหรือสานต่อธุรกิจ หากปล่อยให้สถานการณ์ SME แย่ลงต่อเนื่องจะส่งผลให้ยอดขายและกำลังซื้อคนระดับกลางและระดับล่างอ่อนแอลง และจะย้อนกลับมากระทบการบริโภคภาคเอกชน ทำให้ไม่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่ในอนาคต

    การแก้ปัญหา SME ระยะยาวต้องมองไกลกว่าเรื่องการช่วยเหลือทางการเงิน ต้องยกระดับประสิทธิภาพการผลิต สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อธุรกิจ และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    • สินเชื่อหด-หนี้สูง เลิกกิจการพุ่ง

    ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมสินเชื่อ SME ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ยังคงหดตัวติดลบที่ 5.1% ติดลบต่อเนื่องยาวนาน 15 ไตรมาส และคาดสิ้นปีนี้สินเชื่อน่าจะยังติดลบที่ 4.5%

    ด้านคุณภาพหนี้ พบหนี้เสียเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9.44% ณ ไตรมาสแรกปีนี้จาก9.12% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ขณะที่ตัวเลข SM เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.15%จาก 15.81% ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าคุณภาพสินเชื่อ SME แย่ลงเรื่อยๆ

    หากดูสถิติจดทะเบียนและเลิกกิจการจากข้อมูลนิติบุคคล SME ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ พบว่า การจัดตั้งใหม่มี 52,264 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 51,462 ราย ขณะที่การเลิกกิจการมี 9,152 รายเพิ่มสูงขึ้นมา เมื่อเทียบปีที่แล้วที่ 8,083 ราย

    จำนวนที่เลิกกิจการกว่า 55% มาจากภาคบริการ รองลงมา คือ ภาคการค้า 3,059 ราย ตามด้วยภาคผลิต และเกษตรกรรม แม้ว่าจำนวนจัดตั้งใหม่ยังมากกว่าเลิกกิจการ แต่ช่องว่างระหว่างตั้งใหม่และเลิกเริ่มน้อยลงสะท้อนความยากลำบากประคองกิจการในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

    • สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย หนุนวาระแห่งชาติ

    ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สนับสนุนให้ภาครัฐกำหนดให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยกระดับการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยทุกมิติและดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง

    โดยเสนอสมุดปกน้ำเงินที่รวมข้อเสนอผู้ประกอบการทั่วประเทศ 5 วาระเร่งด่วน ได้แก่

    1.เปิดตลาด สร้างโอกาสการค้า เร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสให้ MSME เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กแข่งได้มากขึ้น

    2.ปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งทุน พัฒนากลไกสินเชื่อและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดหลักประกันและเงื่อนไขกู้เงิน เพิ่มโอกาสการลงทุน ขยายธุรกิจ

    3.เร่งใช้ AI และนวัตกรรมเพิ่มขีดแข่งขัน ดันการประยุกต์ใช้ AI ดิจิทัล และนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถแข่งขันผู้ประกอบการ

    4.ปฏิรูปกฎหมายและกติกาธุรกิจ ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนราชการให้โปร่งใส ลดภาระการดำเนินธุรกิจ สร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด

    5.เตรียมพร้อมสู่เศรษฐกิจอนาคต สนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตยั่งยืนระยะยาว

    ดร.ณพพงศ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายเล็กต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาด แหล่งทุน เทคโนโลยี และแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม

    “MSME ไม่ใช่เพียงธุรกิจส่วนใหญ่แต่เป็นฐานสำคัญการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ทุกชุมชน หากรัฐบาลผลักดัน MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ จะช่วยผู้ประกอบการรายเล็กอยู่รอด เติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1246724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Kje_OD4_2IxiovBqCDL6t