Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สศอ. รับนโยบาย รมว.อุตฯ ลุยปรับแผน S-Curve ชง ครม. ดันเศรษฐกิจยุคใหม่

    สศอ. รับนโยบาย รมว.อุตฯ ลุยปรับแผน S-Curve ชง ครม. ดันเศรษฐกิจยุคใหม่

    รมว.อุตสาหกรรม เผย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เป็น คลังสมอง (Think Tank) และ ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย (Policy Driver) ของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมมอบนโยบายชูข้อมูลแม่นยำ ทันสมัย พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้าน สศอ. รุดเดินหน้าเป้าหมาย S-Curve หวังยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมเร่งพิจารณาทบทวนและจัดทำแผนฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนระยะเวลาสิ้นสุด ปี 2570

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ว่า สศอ. ในฐานะที่เป็น คลังสมอง (Think Tank) ของกระทรวงอุตสาหกรรม และ ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย (Policy Driver) ด้านอุตสาหกรรมของประเทศได้ปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจของหน่วยงานอย่างเต็มศักยภาพ ตามวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรชี้นำการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศสู่ความยั่งยืน โดยนำข้อมูล การศึกษา วิเคราะห์ และการคาดการณ์แนวโน้มด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย แผน และยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย เพื่อกำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาความเจริญเติบโตของประเทศ

    นอกจากนี้ สศอ. ยังมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการ ในการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย การผลักดันมาตรการไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบาย ONE MIND 4 เสาหลัก ของ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตก้าวไกลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ด้าน นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ. ได้ดำเนินการตามนโยบาย ONE MIND ของ รมว.อุตสาหกรรม และดำเนินการตามกรอบแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยเร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมชีวภาพ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงของประเทศ โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายจะขับเคลื่อนผ่านกลไกระดับชาติและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากรโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกัน ซึ่งแผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตประจำปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินรวม 5,884.18 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ จาก 14 หน่วยงาน

    สำหรับผลการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ผ่านมา การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ xEV ในปี 2568 มีจำนวน 284,679 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากปีก่อน ขณะที่การลงทุนในระบบอัตโนมัติที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ CoRE ระหว่างปี 25632569 มีมูลค่ารวม 22,621.69 ล้านบาท และในช่วงปี 25672569 สามารถพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้แล้ว 89,267 คนสะท้อนความก้าวหน้าของการยกระดับเทคโนโลยีและกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ทั้งนี้ สศอ. จะเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย พร้อมเดินหน้าปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตในปัจจุบัน และครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลที่แม่นยำสำหรับประกอบการกำหนดนโยบาย และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ทั้งยานยนต์ ชีวภาพ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้บรรลุเป้าหมาย ตลอดจนผลักดันอุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ เครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก ทั้งนี้ แผนพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve จะมีระยะเวลาสิ้นสุดในปี 2570 สศอ. เร่งพิจารณาทบทวนและจัดทำแผนฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12835579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mEGa81Cc4RvMhE8V4a9fA

  • ‘สส.อังสณา’ นำทีมพรรคเศรษฐกิจ ช่วยเด็ก 13  ถูกทำร้ายซ้ำซาก ประสานพม.เข้าคุ้มครอง

    ‘สส.อังสณา’ นำทีมพรรคเศรษฐกิจ ช่วยเด็ก 13  ถูกทำร้ายซ้ำซาก ประสานพม.เข้าคุ้มครอง

    9 ส.ค.2569-น.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.พรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วยนายพิริยะ อุไรวงค์ นายวงศธร โชคภัทรชัยกิจ และนายอลงกต สงพัฒน์แก้ว ผู้ช่วย สส. พรรคเศรษฐกิจ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมารดาของเด็กอายุ 13 ปี ซึ่งขอความช่วยเหลือกรณีเด็กถูกกล่าวหาว่า ถูกผู้เป็นย่าทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง

    จากข้อมูลที่ได้รับร้องเรียน ครอบครัวมีความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของเด็ก เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ทำให้ผู้เป็นแม่ตัดสินใจเข้าร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และวางมาตรการคุ้มครองเด็กโดยเร็วที่สุด

    เบื้องต้น สส.อังสณา ได้ประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และบ้านพักเด็กและครอบครัวในพื้นที่ เพื่อให้เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมจัดทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่ประเมินความปลอดภัยของเด็ก และพิจารณามาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม รวมถึงการจัดหาที่พักปลอดภัยชั่วคราว หากพบว่าเด็กมีความเสี่ยง

    น.ส.อังสณา กล่าวว่า เด็กอายุเพียง 13 ปี ไม่ควรต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวในบ้านของตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดความขัดแย้งอะไรขึ้น เด็กไม่ควรเป็นผู้รับความรุนแรง ผู้ใหญ่มีหน้าที่ปกป้องเด็ก ไม่ใช่ทำให้เด็กต้องหวาดกลัวหรือได้รับบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การกล่าวโทษใคร แต่คือการทำให้เด็กปลอดภัยก่อน

    “กรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กต้องดำเนินการด้วยความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเมื่อเป็นข้อกล่าวหาความรุนแรงภายในครอบครัว จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และต้องไม่เปิดเผยข้อมูลที่อาจทำให้เด็กได้รับผลกระทบหรือถูกซ้ำเติมเพิ่มเติม โดยทีมงานพรรคเศรษฐกิจจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ร่วมกับ พม. บ้านพักเด็กและครอบครัว และหน่วยงานสหวิชาชีพด้านคุ้มครองเด็ก เพื่อให้มีการตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก ประเมินความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ และดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำความรุนแรงจริง บ้านควรเป็นสถานที่ ๆ เด็กรู้สึกปลอดภัยที่สุด ไม่ใช่สถานที่ ๆ เด็กต้องกลัวที่สุด”

    สส.พรรคเศรษฐกิฐระบุว่า กรณีนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องภายในครอบครัว เพราะเมื่อมีเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องร่วมกันปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของเด็กอย่างเร่งด่วน พรรคจะติดตามข้อร้องเรียนนี้จนกว่าจะเกิดความชัดเจน และสิ่งที่ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด คือเด็กต้องปลอดภัย ได้รับการคุ้มครอง และไม่ต้องเผชิญความรุนแรงซ้ำอีก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1047080/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rwQkgDZQHCUy1a9Ggujhx

  • โลกร้อนทำแม่น้ำสายสำคัญในยุโรป  ‘แห้งเหือด’ ถึงระดับวิกฤต

    โลกร้อนทำแม่น้ำสายสำคัญในยุโรป ‘แห้งเหือด’ ถึงระดับวิกฤต

    โลกร้อนทำแม่น้ำสายสำคัญในยุโรป ‘แห้งเหือด’ ถึงระดับวิกฤต

    โลกร้อนทำแม่น้ำสายสำคัญในยุโรป  'แห้งเหือด' ถึงระดับวิกฤต

    วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว กำลังทำให้แม่น้ำสายหลักในยุโรปแห้งเหือดจนเห็นได้จากอวกาศ หวั่นกระทบพลังงาน-เศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    • ภาวะโลกร้อนและภัยแล้งรุนแรงในยุโรปส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำดานูบและแม่น้ำไรน์ ลดต่ำลงถึงระดับวิกฤตเป็นประวัติการณ์
    • แม่น้ำที่แห้งเหือดสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจ ทั้งการขนส่งสินค้าทางเรือ การผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ต้องใช้น้ำระบายความร้อน และการท่องเที่ยว
    • ระดับน้ำที่ลดลงอย่างมากส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในฮังการีและโรมาเนีย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ค้นพบโบราณวัตถุและซากเรือรบสมัยสงครามโลกที่จมอยู่ใต้น้ำ

    วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว กำลังทำให้แม่น้ำสายหลักในยุโรปแห้งเหือดจนเห็นได้จากอวกาศ หวั่นกระทบพลังงาน-เศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่งผลให้อุณหภูมิในทวีปยุโรปพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก และเผชิญกับคลื่นความร้อนรวมถึงภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง ความร้อนจัดและปริมาณฝนที่น้อยเกินไปได้ดูดความชื้นออกจากดินและแหล่งน้ำอย่างมหาศาล จนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญหลายสายของยุโรปหดตัวและลดระดับลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นทางน้ำที่แคบลง เผยริมฝั่งแม่น้ำกว้างใหญ่และสันดอนทรายที่เคยจมอยู่ใต้น้ำอย่างชัดเจนจากอวกาศ

    ผลกระทบจากการแห้งเหือดของแม่น้ำส่งผลเสียหายกินวงกว้าง เนื่องจากแม่น้ำในยุโรปเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้า แหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ การคมนาคมท่องเที่ยว และระบบบำบัดระบายความร้อนของโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองแม่น้ำสายหลักของทวีป ได้แก่ แม่น้ำดานูบและแม่น้ำไรน์

    โลกร้อนทำแม่น้ำสายสำคัญในยุโรป  'แห้งเหือด' ถึงระดับวิกฤต

    ในส่วนของ แม่น้ำดานูบ ซึ่งยาวเป็นอันดับสองของยุโรปและไหลผ่าน 10 ประเทศ ปริมาณน้ำที่ลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในฮังการีส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานรุนแรง โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปักส์ (Paks) ซึ่งใช้น้ำจากแม่น้ำดานูบระบายความร้อนและผลิตกระแสไฟฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ต้องเดินเครื่องได้เพียงประมาณ 10% ของกำลังการผลิต และเสี่ยงต่อการต้องปิดตัวลงอย่างถาวรหากระดับน้ำไม่ฟื้นตัว ขณะที่ในโรมาเนีย กองทัพเรือต้องใช้ระเบิดทำลายหินและเตรียมจมเรือบรรทุกหินเพื่อสร้างเขื่อนชั่วคราวผันน้ำเข้าสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์นาโวดา (Cernavoda)

    นอกจากปัญหาด้านพลังงานแล้ว แม่น้ำดานูบที่แห้งเหือดยังกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหนัก เรือสำราญบางลำเกยตื้นบนสันดอนทรายในบัลแกเรีย อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่ลดลงอย่างมากกลับเผยให้เห็นโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ เช่น ซากที่เชื่อว่าเป็นช้างแมมมอธโบราณทางตอนเหนือของบัลแกเรีย และซากเรือรบนาซีที่จมอยู่ใต้น้ำในเซอร์เบีย

    โลกร้อนทำแม่น้ำสายสำคัญในยุโรป  'แห้งเหือด' ถึงระดับวิกฤต

    ด้าน แม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญทั้งอาหาร แร่ธาตุ ถ่านหิน และน้ำมัน รวมถึงแม่น้ำสายสำคัญอื่นๆ เช่น แม่น้ำโปในอิตาลี และแม่น้ำลัวร์ในฝรั่งเศส ต่างกำลังเผชิญกับภาวะระดับน้ำต่ำวิกฤตในหลายพื้นที่เช่นเดียวกัน

    นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า สถิติน้ำในแม่น้ำลดต่ำสุดนี้อาจถูกทำลายซ้ำอีกในอนาคต โดย ศาสตราจารย์ ริชาร์ด อัลลัน จากมหาวิทยาลัยเรดดิง สหราชอาณาจักร ระบุว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจะท้าทายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และทางเดียวที่จะจำกัดความสุดขั้วนี้ได้ คือการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ควบคู่กับการดำเนินนโยบายระยะยาวเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/864550&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j-l-qFATBVQ1cRxxV9smu

  • รัสเซียส่งโดรนถล่มเคียฟ ดับทั้งตายายและหลานสามขวบ-ยูเครนเอาคืนทุบคลังสินค้า

    รัสเซียส่งโดรนถล่มเคียฟ ดับทั้งตายายและหลานสามขวบ-ยูเครนเอาคืนทุบคลังสินค้า

    สถานการณ์การสู้รบในสงครามรัสเซีย-ยูเครนทวีความรุนแรงและโหดร้ายยิ่งขึ้น เมื่อรัสเซียเปิดฉากส่งโดรนโจมตีทางอากาศรอบใหม่ใส่พื้นที่ชานเมืองเคียฟจนสังเวยชีวิตเด็กชายวัยเพียง 3 ขวบพร้อมตาและยาย ขณะเดียวกัน กองทัพยูเครนได้ยกระดับยุทธศาสตร์ตอบโต้ด้วยการส่งโดรนถล่มคลังสินค้าและเครือข่ายโลจิสติกส์ของ Wildberries ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซีย หวังตัดกำลังและส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของมอสโก

    โดรนรัสเซียถล่มบ้านพักเคียฟ – สังเวยเด็ก 3 ขวบและตา ยาย

    ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เปิดเผยว่า กองทัพรัสเซียได้ระดมยิงขีปนาวุธนำวิถี 6 ลูก และส่งโดรนโจมตีอีกกว่า 151 ลำ ถล่มหลายพื้นที่ในยูเครนตลอดช่วงคืนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นที่หมู่บ้านปูฮิฟกา ห่างจากกรุงเคียฟไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 30 กิโลเมตร เมื่อโดรนรัสเซียพุ่งเป้าตกใส่บ้านพักอาศัย ส่งผลให้เด็กชายวัย 3 ขวบ ตา และยาย เสียชีวิตทันทีในกองเพลิง ขณะที่พ่อ แม่ และพี่ชายวัย 15 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส

    เซเลนสกี ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนประเทศเซอร์เบีย แถลงย้ำว่า ยูเครน สหรัฐฯ และยุโรป ต่างต้องการยุติสงครามนี้มานาน แต่เป็น วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่ยังคงดื้อดึงใช้ขีปนาวุธและโดรนสังหารประชาชน พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ชาติตะวันตกเร่งจัดสรรขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ให้แก่ยูเครนโดยด่วน หลังสถิติในเดือนกรกฎาคมพบว่ายูเครนสามารถสกัดขีปนาวุธนำวิถีรัสเซียได้เพียง 29 ลูกจากทั้งหมด 195 ลูกเท่านั้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378981432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06_M4PCpEnNXyVuv3q5DIU

  • คอลัมน์ –

    คอลัมน์ –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/67247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hMXyRVQjbnEGVkSglAWHk

  • รถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย คืบ 9.6% คาดเสร็จปี 71 ขร.เร่งระบบรางรับงานใหญ่พืชสวนโลกจ.อุดรฯ

    รถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย คืบ 9.6% คาดเสร็จปี 71 ขร.เร่งระบบรางรับงานใหญ่พืชสวนโลกจ.อุดรฯ

    กรมการขนส่งทางรางลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ติดตามความก้าวหน้าโครงการรถไฟทางคู่ขอนแก่นหนองคาย คืบหน้าร้อยละ 9.6 พร้อมติดตามการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางและจุดเชื่อมต่อพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 คาดเริ่มก่อสร้างที่หยุดรถไฟและจุดตัดทางรถไฟภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ และแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569

    เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อตรวจราชการและติดตามการยกระดับศักยภาพระบบคมนาคมขนส่งทางรางและทางถนน โดยมี นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ร่วมลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบราง เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนและเสริมสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงภูมิภาคระหว่างไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีน

    นายพิเชฐ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่นหนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีความคืบหน้าร้อยละ 9.6 โดยมีเป้าหมายก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี 2571 โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่มีความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ การขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงรองรับการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    คณะได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่สถานีรถไฟอุดรธานี เพื่อติดตามการให้บริการประชาชน ความพร้อมของพื้นที่สถานี และแนวทางการพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้สอดรับกับการพัฒนาโครงข่ายระบบรางในอนาคต รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน และรองรับการเติบโตของจังหวัดอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

    เร่งเตรียมระบบรางรองรับงานพืชสวนโลกจ.อุดรฯ

    นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความพร้อมของโครงการรถไฟทางคู่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนระหว่างโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่นหนองคาย กับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมาหนองคาย เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของทั้งสองโครงการดำเนินไปอย่างสอดคล้องและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ พร้อมรับฟังความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าร่วมงาน ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ต่อมา วันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายพิเชฐ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ขร. ได้ลงพื้นที่บริเวณสถานที่จะก่อสร้างที่หยุดรถไฟและจุดตัดทางรถไฟ ภายในพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เพื่อติดตามความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเข้าร่วมงาน

    สำหรับที่หยุดรถไฟดังกล่าว จะก่อสร้างเป็นชานชาลาชั่วคราวสูง 1.10 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับขบวนรถไฟ ขณะที่จุดตัดทางรถไฟเสมอระดับจะก่อสร้างจำนวน 2 แห่ง ระหว่างสถานีอุดรธานีสถานีนาพู่ ได้แก่ บริเวณกิโลเมตรที่ 574+725.25 ซึ่งมีความกว้างถนนประมาณ 23 เมตร สำหรับยานพาหนะที่ใช้งานในโครงการมหกรรมพืชสวนโลกโดยเฉพาะ และบริเวณกิโลเมตรที่ 574+815.74 ซึ่งมีความกว้างถนนประมาณ 20 เมตร เพื่อใช้เป็นทางเดินเข้าออกสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวงาน โดยจุดตัดทั้งสองแห่งจะช่วยเชื่อมต่อพื้นที่จัดงานซึ่งอยู่คนละฝั่งของทางรถไฟ

    ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างขั้นตอนการประกวดราคา โดยใช้งบประมาณจากงบกลางของจังหวัดอุดรธานี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 โดยจะมีพนักงานของ รฟท. ควบคุมและดูแลด้านความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟทั้ง 2 แห่ง พร้อมใช้แผงเข็นกั้นเพื่อบริหารจัดการการสัญจรและความปลอดภัยในพื้นที่

    นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 14 มีนาคม 2570 ณ บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living โดยการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

    ระบบรางจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงการเดินทางกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน การเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ และความปลอดภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเดินทางเข้าสู่พื้นที่จัดงานเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมรองรับปริมาณการเดินทางที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงการจัดงาน นายพิเชฐ กล่าว

    อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวปิดท้ายว่า ขร. พร้อมบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ตลอดจนสนับสนุนการจัดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ เชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งระหว่างภูมิภาค สนับสนุนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12835573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VHCu1Tj3iP9HegnKJehTu

  • เขมรจลาจลแล้ว! บุกตีหัว-ไล่กัดตำรวจ คลั่งถอนเงินไม่ได้ ฟันเปรี้ยง 6 เดือนกลียุค | TOPNEWS

    เขมรจลาจลแล้ว! บุกตีหัว-ไล่กัดตำรวจ คลั่งถอนเงินไม่ได้ ฟันเปรี้ยง 6 เดือนกลียุค | TOPNEWS

    “พล.อ.รังษี” เผย TOPNEWS อีกไม่เกิน 6 เดือน เขมรจะเข้าสู่กลียุคอย่างเต็มตัว คนตกงานนับแสน เศรษฐกิจหยุดชะงักเต็มรูปแบบ ล่าสุด เกิดเหตุจลาจลชาวบ้านบุกตีหัว-ไล่กัดตำรวจ หลังถอนเงินฝากจากธนาคารไม่ได้

    #topupdate
    #กัมพูชา
    #เขมร
    #ฮุนเซน
    #อิหร่าน
    #ทรัมป์
    #สหรัฐ
    #อิสราเอล
    #ฮิซบอลเลาะห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1656706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hDDJko0QkSu5OydBv7cZq

  • “อลงกรณ์” แนะไทยกลัดกระดุมใหม่ ชูยุทธศาสตร์ “โลกพึ่งไทย” ดัน Bio-Foundry | TOPNEWS

    “อลงกรณ์” แนะไทยกลัดกระดุมใหม่ ชูยุทธศาสตร์ “โลกพึ่งไทย” ดัน Bio-Foundry | TOPNEWS

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรอประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ รายงานปฏิรูปประเทศ ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ยุทธศาสตร์ “โลกพึ่งไทย” : ถอดรหัสอุตสาหกรรมชิป-เซมิคอนดักเตอร์&นวัตกรรมชีวภาพ “ประเทศไทยต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกใหม่ จากไทยพึ่งโลกสู่โลกพึ่งไทย” โดยมีเนื้อหาดังนี้

    ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์อย่างยิ่งจากการเดินหน้านโยบายพัฒนาประเทศตามกระแสความนิยม (Hype-Driven Policies) ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มงบประมาณ สิทธิประโยชน์ทางภาษี และทรัพยากรวิกฤตของชาติ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ในบริบทของประเทศไทย เราไม่มีเทคโนโลยีต้นน้ำเป็นของตนเอง ทำให้ต้องพึ่งพาชิป นวัตกรรม ซอฟต์แวร์ และสายการผลิตจากต่างประเทศเกือบร้อยละร้อย

    ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมเหล่านี้ยังดึงเอาทรัพยากรพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำอันมีค่าไปใช้อย่างมหาศาล โดยที่ตัวเลขมูลค่าการลงทุนจริงตกอยู่กับห่วงโซ่อุปทานและคนไทยเพียงน้อยนิด

    รายงานพิเศษฉบับนี้เสนอให้ภาครัฐ “กลัดกระดุมเม็ดแรก” ของยุทธศาสตร์ประเทศใหม่ โดยทบทวนและปรับลำดับความสำคัญของทิศทางการพัฒนาประเทศ มาสร้างความเข้มแข็งจากภายในบนฐานศักยภาพที่แท้จริง

    เราสามารถเรียนรู้จากอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นโมเดลผลิตชิปแบบเฉพาะทาง (Pure-Play Foundry) ของ TSMC ในไต้หวัน หรือชิปหน่วยความจำ HBM ของเกาหลีใต้ เพื่อนำมาปรับใช้กับการสร้าง เศรษฐกิจชีวภาพ(Bio-Economy)โดยยกระดับประเทศไทยจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรราคาถูก ไปสู่การผลิต “สารตั้งต้นมูลค่าสูง” ป้อนให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของโลกในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพโลก

    1. ถอดบทเรียนอุตสาหกรรมชิป-เซมิคอนดักเตอร์เกาหลี-ไต้หวัน
    อุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสมาร์ทโฟนแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา หากแต่เริ่มต้นจากการนำทรายหรือแร่ซิลิคอนมาถลุงและผ่านกระบวนการทำความบริสุทธิ์จนได้เป็นแผ่นเวเฟอร์ (Silicon Wafer) จากนั้นจึงส่งต่อให้โรงงานรับจ้างผลิตอย่าง TSMC สลักวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วเพื่อสร้างเป็นชิปประมวลผลหรือชิปหน่วยความจำ ป้อนให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกนำไปใช้ผลิตไอทีและ AI Server อีกทอดหนึ่ง กระบวนการนี้ทำให้ไต้หวันและเกาหลีใต้กลายเป็นขั้วอำนาจทางเทคโนโลยีที่โลกเทคโนโลยีขาดไม่ได้

    เมื่อนำพิมพ์เขียวนี้มาจับกับประเทศไทย ผลผลิตทางการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ก็คือ “สารกึ่งตัวนำทางธรรมชาติ” ที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์

    หากเรายกระดับการผลิตไปสู่โมเดลผลิตสารชีวภาพ( Bio-Foundry ) ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องไปต่อท้ายแถวของกระแสนิยมไฮเทคดิจิตอลที่พึ่งพานำเข้าทุนและเทคโนโลยี แต่เราสามารถตั้งตัวเป็นผู้สกัดและแปรรูปวัตถุดิบชีวภาพให้กลายเป็น “สารตั้งต้นชีวภาพความบริสุทธิ์สูง” หรือชีวโมเลกุลเกรดการแพทย์และอุตสาหกรรมต่างๆส่งออกป้อนให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติในอุตสาหกรรมยา เวชสำอาง อาหารฟังก์ชัน เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ชีวภาพที่โลกต้องพึ่งพาเช่นเดียวกัน

    2. เปรียบเทียบโมเดลยุทธศาสตร์ใหม่-เก่า เมื่อนำโมเดลยุทธศาสตร์และนโยบายเดิมที่เน้นการอุดหนุนตามกระแส (Hype-Driven) มาเปรียบเทียบกับโมเดลยุทธศาสตร์ใหม่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
    1.สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content Value) นโยบายเดิมสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เพียงร้อยละ 10 ถึง 15 เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี ชิป และชิ้นส่วนจากต่างชาติ ขณะที่โมเดล Bio-Foundry สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้สูงถึง ร้อยละ 85 ถึง 95 เพราะใช้ทรัพยากรและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศทั้งหมด

    2.รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเกษตรกร นโยบายเดิมทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพียง 120,000 บาทต่อปี และมีความผันผวนสูงตามราคาตลาดโลก แต่โมเดลใหม่จะช่วยยกระดับรายได้ขึ้นเป็น 420,000 ถึง 550,000 บาทต่อปี อย่างมั่นคงด้วยระบบ Bio-Contract Farming

    3.การสร้างการจ้างงานทักษะสูงในภูมิภาค ยุทธศาสตร์และนโยบายเดิมสร้างการจ้างงานทักษะสูงเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมส่วนกลางหรือ EEC
    ขณะที่โมเดลใหม่สร้างงานวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพกระจายสู่ 77 จังหวัดมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง และช่วยยกระดับค่าจ้างแรงงานเกษตรกรขึ้น 2.5 ถึง 4 เท่า

    4.มูลค่าการส่งออกต่อตันวัตถุดิบ (Value per Ton) การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิมสร้างมูลค่าได้เพียง 8,000 ถึง 15,000 บาทต่อตัน แต่เมื่อนำมาผ่านกระบวนการ Bio-Foundry สกัดเป็นสารเกรด API หรือโปรตีนบริสุทธิ์ มูลค่าการส่งออกจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 200,000 ถึง 3,500,000 บาทต่อตัน

    5.การใช้น้ำและพลังงานไฟฟ้า นโยบายเดิมสร้างภาระอย่างมหาศาลต่อทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า ขณะที่โมเดลใหม่มีความคุ้มค่าสูงเนื่องจากใช้ระบบน้ำหมุนเวียนในระบบปิด และใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในพื้นที่

    6.มูลค่าเศรษฐกิจรวมและการลดก๊าซเรือนกระจก นโยบายเดิมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ราว 200,000 ล้านบาทโดยผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่ทุนต่างชาติ ขณะที่โมเดลใหม่จะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูงถึง 2.1 ล้านล้านบาทหรือ10เท่า ภายใน 10 ปีโดยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งช่วยลดการนำเข้ายาและสารเคมีได้หลายแสนล้านบาทและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ขั้นต่ำ 40 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี

    3.ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพโลก : จากไทยพึ่งโลกสู่โลกพึ่งไทย การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการผลิตไปสู่ Bio-Foundry ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่จะปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจทวีคูณและกระจายผลประโยชน์ไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

    1.มิติภาคเกษตรกรรมและเกษตรกร เกษตรกรไทยกว่า 8.5 ล้านครัวเรือนจะได้รับการยกระดับรายได้สุทธิต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิม 300% ถึง 1,000% นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความมั่นคงด้านราคาผ่านระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Bio-Contract Farming)

    2.มิติภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการเติบโตของ New S-Curve ใหม่ที่มียุทธศาสตร์ต้นน้ำอยู่ในประเทศร้อยละร้อย ทั้งอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ เวชสำอาง ยาสกัดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและโปรตีนทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางยา (API) สารแต่งเติมอาหาร และเคมีภัณฑ์สังเคราะห์จากต่างประเทศได้มากกว่า 140,000 ล้านบาทต่อปี

    ผู้ประกอบการไทยจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงโรงงานรับจ้างบรรจุ (OEM) ไปสู่การเป็นเจ้าของสิทธิบัตรสารตั้งต้นชีวภาพ (Bio-IP) ป้อนบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก

    3.มิติแรงงานและการจ้างงาน (Labor & Employment Transformation) ยุทธศาสตร์ Bio-Foundry จะปฏิรูปโครงสร้างแรงงานของประเทศไทยครั้งใหญ่ นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานใน 4 ด้านสำคัญ
    3.1การกระจายการจ้างงานทักษะสูงสู่ภูมิภาค (Decentralised High-Skill Jobs) ศูนย์ AIC ใน 77 จังหวัด และโรงกลั่นชีวภาพระดับภูมิภาค จะสร้างการจ้างงานใหม่สำหรับนักวิจัย, นักชีววิทยา, วิศวกรเคมีชีวภาพ, นักเทคโนโลยีการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญการควบคุมคุณภาพ (QC/QA) ในพื้นที่ภูมิภาคมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง ลดความจำเป็นในการย้ายถิ่นฐานของแรงงานเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

    3.2 การดึงดูดแรงงานคนรุ่นใหม่กลับสู่ถิ่นฐาน (Brain Gain / Local Workforce) เปลี่ยนภาพจำของภาคเกษตรจาก “งานหนัก สุขภาพพัง รายได้ต่ำ” ไปสู่การเป็น “Smart Bio-Farmers & Bio-Technicians” แรงงานคนรุ่นใหม่และบัณฑิตจบใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถกลับไปทำงานระดับสูงในภูมิภาคใกล้บ้าน พร้อมรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    3.3 การยกระดับทักษะแรงงานเดิม (Up-skilling & Re-skilling) แรงงานภาคการเกษตรและแรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปแบบเดิมจะได้รับการอบรมยกระดับทักษะผ่านระบบ AIC ให้มีความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงพืชสกัด การใช้เครื่องมือสกัดระดับห้องปฏิบัติการ และการจัดการมาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าและค่าจ้างแรงงาน (Wage Level) ในภาคเกษตรกรรมอย่างก้าวกระโดด

    3.4 การลดปัญหาแรงงานแฝงและการว่างงานแฝง (Underemployment) แก้ปัญหาภาคเกษตรที่มีลักษณะการทำงานตามฤดูกาลและมีเวลาว่างเปล่านอกฤดูเก็บเกี่ยว การเลี้ยงผำ แมลงอุตสาหกรรม และการแปรรูปชีวมวลจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานตลอด 365 วัน สร้างรายได้และอัตราการทำงานที่สม่ำเสมอให้แก่แรงงานฐานราก

    4.มิติภาพรวมประเทศ ประเทศไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง GDP จากการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก ไปสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง โดยคาดว่ามูลค่าเศรษฐกิจชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 ของ GDP ประเทศไทย ภายใน 10 ปี หรือคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 2.1 ล้านล้านบาท ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกสารตั้งต้นทางชีวภาพและโปรตีนอนาคต สร้างด่านเกราะคุ้มกันเศรษฐกิจ (Bio-Shield) ที่ทำให้บริษัทยา อาหาร และเครื่องสำอางข้ามชาติต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากไทย พร้อมทั้งช่วยบรรลุเป้าหมาย Net-Zero

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย : การปรับยุทธศาสตร์และ “กลัดกระดุมเม็ดแรกใหม่”
    ภาครัฐจำเป็นต้องปฏิรูปกรอบความคิดและกลัดกระดุมเม็ดแรกของการวางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศเสียใหม่ โดยดำเนินการใน 3 วาระสำคัญ
    1. ยกระดับ Agroindustry, Bio-Economy และ Future Protein เป็นวาระแห่งชาติอันดับ 1 (Primary Strategic Priority)
    โดยปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายรัฐบาลมุ่งเน้นการแปรรูปกลุ่มพืชผลเกษตร ชีวภาพ และโปรตีนทางเลือกสู่สารตั้งต้นมูลค่าสูงเป็นเป้าหมายหลักของประเทศ

    2. รีเซ็ตโครงสร้างการส่งเสริมการลงทุน (BOI Reform)
    ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต่างชาติที่ไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและดึงเอาทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าไปใช้สูง โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรอย่างเคร่งครัด แล้วหันมาอัดฉีดสิทธิประโยชน์สูงสุด (Tier 1+) ให้แก่ผู้ลงทุนใน Bio-Refinery Complex, อุตสาหกรรมสกัดสารมูลค่าสูง

    3. จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนพัฒนานวัตกรรมชีวภาพและพัฒนาแรงงานชีวภาพ (National Bio-Foundry & Workforce Fund)
    อัดฉีดงบประมาณนำร่อง 25,000 ล้านบาท สนับสนุนจัดตั้งโรงกลั่นชีวภาพประจำทุกภูมิภาค ยกระดับเครื่องมือสกัดขั้นต้นให้COEและ AIC 77 จังหวัด พร้อมทั้งจัดทำหลักสูตร Up-skillและRe-skill ร่วมกับสถาบันการศึกษา สภาเกษตรกร หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมในพื้นที่เพื่อสร้างแรงงานชีวภาพทักษะสูงรองรับทั่วประเทศ

    ยุทธศาสตร์ใหม่ที่เสนอในรายงานพิเศษฉบับนี้เป็นการปรับลำดับความสำคัญของทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไม่ได้หมายถึงการทอดทิ้งอุตสาหกรรมใหม่เช่น AI บิ๊กเดต้า EV เพียงแต่ให้จัดลำดับความสำคัญบนศักยภาพของประเทศที่แท้จริงและตอบโจทย์อนาคตภายใต้แนวทางการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และการยืนบนขาของตัวเองเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน

    การรีเซ็ตยุทธศาสตร์และนโยบายด้วยการอัพเกรดกลุ่มพืชผลเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็น “สารตั้งต้นมูลค่าสูง” ผ่านโครงข่าย CoE และ AIC 77 จังหวัด คือทางออกเดียวที่จะพลิกชีวิตเกษตรกรไทย 8.5 ล้านครัวเรือน ยกระดับและสร้างงานทักษะสูงให้แก่แรงงานไทย ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ผู้ครอบครองสิทธิบัตรเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจเก่าที่พึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศสู่ฐานใหม่คือเศรษฐกิจในประเทศ(Domestic Economy)สร้างเติบโตของจีดีพี.แบบกระจายประโยชน์ถึงฐานรากเศรษฐกิจแบบมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1656737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qnIXeyJ-WtdkcAt5qmscx

  • สศอ. รับนโยบาย รมว.อุตฯ ลุยปรับแผน S-Curve ชง ครม. ดันเศรษฐกิจยุคใหม่ : อินโฟเควสท์

    สศอ. รับนโยบาย รมว.อุตฯ ลุยปรับแผน S-Curve ชง ครม. ดันเศรษฐกิจยุคใหม่ : อินโฟเควสท์

    รมว.อุตสาหกรรม เผย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เป็น “คลังสมอง” (Think Tank) และ “ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย” (Policy Driver) ของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมมอบนโยบายชูข้อมูลแม่นยำ ทันสมัย พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้าน สศอ. รุดเดินหน้าเป้าหมาย S-Curve หวังยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมเร่งพิจารณาทบทวนและจัดทำแผนฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนระยะเวลาสิ้นสุด ปี 2570

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ว่า สศอ. ในฐานะที่เป็น “คลังสมอง” (Think Tank) ของกระทรวงอุตสาหกรรม และ “ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย” (Policy Driver) ด้านอุตสาหกรรมของประเทศได้ปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจของหน่วยงานอย่างเต็มศักยภาพ ตามวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรชี้นำการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศสู่ความยั่งยืน โดยนำข้อมูล การศึกษา วิเคราะห์ และการคาดการณ์แนวโน้มด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย แผน และยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย เพื่อกำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาความเจริญเติบโตของประเทศ

    นอกจากนี้ สศอ. ยังมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการ ในการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย การผลักดันมาตรการไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบาย ONE MIND 4 เสาหลัก ของ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตก้าวไกลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ด้าน นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ. ได้ดำเนินการตามนโยบาย ONE MIND ของ รมว.อุตสาหกรรม และดำเนินการตามกรอบแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยเร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมชีวภาพ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงของประเทศ โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายจะขับเคลื่อนผ่านกลไกระดับชาติและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากรโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกัน ซึ่งแผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตประจำปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินรวม 5,884.18 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ จาก 14 หน่วยงาน

    สำหรับผลการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ผ่านมา การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ xEV ในปี 2568 มีจำนวน 284,679 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากปีก่อน ขณะที่การลงทุนในระบบอัตโนมัติที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ CoRE ระหว่างปี 2563–2569 มีมูลค่ารวม 22,621.69 ล้านบาท และในช่วงปี 2567–2569 สามารถพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้แล้ว 89,267 คนสะท้อนความก้าวหน้าของการยกระดับเทคโนโลยีและกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ทั้งนี้ สศอ. จะเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย พร้อมเดินหน้าปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตในปัจจุบัน และครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลที่แม่นยำสำหรับประกอบการกำหนดนโยบาย และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ทั้งยานยนต์ ชีวภาพ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้บรรลุเป้าหมาย ตลอดจนผลักดันอุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ เครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก ทั้งนี้ แผนพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve จะมีระยะเวลาสิ้นสุดในปี 2570 สศอ. เร่งพิจารณาทบทวนและจัดทำแผนฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NeesCkphQzO3AX_Bnt-tY

  • ปาล์มไทยจ่อวิกฤต 24 ก.ย.เลิกอุ้มไบโอดีเซล เสี่ยง CPO ทะลัก 2 ล้านตัน

    ปาล์มไทยจ่อวิกฤต 24 ก.ย.เลิกอุ้มไบโอดีเซล เสี่ยง CPO ทะลัก 2 ล้านตัน

    ปาล์มไทยจ่อวิกฤต 24 ก.ย.เลิกอุ้มไบโอดีเซล เสี่ยง CPO ทะลัก 2 ล้านตัน

    อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปริมาณผลผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการบังคับใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ

    เตือน CPO เสี่ยงขายไม่ออก 1 ล้านตัน

    ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชีวภาพ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ (กนป.)

    ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชีวภาพ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ (กนป.) และนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นกำหนดสำคัญของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เพราะหลังจากนั้นกลไกการอุดหนุนไบโอดีเซลอาจไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบเดิมได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างราคาน้ำมันไบโอดีเซล เนื่องจากหากไม่มีการอุดหนุน ราคาไบโอดีเซลอาจสูงกว่าน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเปลี่ยนแปลง

    “หากไบโอดีเซลมีราคาสูงกว่าดีเซล และการผสมไบโอดีเซลทำให้ราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสูงขึ้น คำถามสำคัญคือ “ใครจะเลือกเติม” เพราะเมื่อความต้องการใช้ไบโอดีเซลลดลง ย่อมกระทบต่อการดูดซับ CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบ ที่ปัจจุบันถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล”

    ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลคือ หากตลาดไบโอดีเซลไม่สามารถรองรับ CPO ได้เหมือนเดิม อาจทำให้มี CPO ที่เคยถูกใช้ในภาคพลังงานประมาณ 1 ล้านตัน กลับเข้าสู่ตลาดน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมอื่นเมื่อรวมกับปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกินที่มีอยู่เดิม จึงมีโอกาสทำให้ตลาดไทยต้องรับมือกับน้ำมันปาล์มส่วนเกิน มากกว่า 2 ล้านตัน  สถานการณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นแรงกดดันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ เกษตรกร โรงสกัด ผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม ผู้ผลิตไบโอดีเซล ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เพราะหากตลาดไม่สามารถดูดซับผลผลิตได้เพียงพอ ปริมาณสต็อกที่เพิ่มขึ้นย่อมกระทบต่อราคาผลปาล์มและรายได้ของเกษตรกรในที่สุด

    ปาล์มไทยต้องเร่งหา “ตลาดใหม่”

    โจทย์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเตรียมจัดเวที “PALM OIL × OLEOCHEMICAL EXECUTIVE FORUM 2026 – BANGKOK” โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–15.35 น. ณ ห้องวีนัส ชั้น 3 โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งเวทีนี้จะระดมผู้เชี่ยวชาญจากไทยและต่างประเทศมาร่วมวิเคราะห์อนาคตอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่สถานการณ์ตลาดโลก การใช้ปาล์มน้ำมันในภาคพลังงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่า สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมัน แต่เป็นการหา “ตลาดใหม่” มารองรับผลผลิต หากตลาดพลังงานไม่สามารถดูดซับ CPO ได้ในระดับเดิม

    จากไบโอดีเซล สู่โอเลโอเคมี

    หนึ่งในทางเลือกที่ถูกจับตามองคือการผลักดัน โอเลโอเคมี (Oleochemical) ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบจากน้ำมันและไขมันมาแปรรูปเป็นสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยีเกี่ยวกับการ ถอดรหัส DNA ของปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้จากโรงงาน เช่น POME หรือน้ำเสียจากกระบวนการสกัดน้ำมันปาล์ม มาต่อยอดสร้างมูลค่า แนวทางดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นที่อุตสาหกรรมปาล์มไทยต้องลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และสร้างระบบที่สามารถนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากขึ้น

    ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติถอดรหัสทางรอด

    สำหรับเวทีดังกล่าวมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง อาทิ Dr. Ravigadevi Sambanthamurthi, FRS ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และการใช้ประโยชน์จากของเสีย ซึ่งจะนำเสนอแนวทางเพิ่มผลผลิตน้ำมันปาล์มและการใช้ประโยชน์จากของเสีย ด้านสหรัฐฯ Mr. Nathan Lakey ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทด้านชีววิทยาสังเคราะห์และน้ำมันปาล์ม จะนำเสนอแนวคิดตั้งแต่ “From Leaf to DNA Sequence to Increase Palm Oil Yield” หรือการใช้ข้อมูลระดับ DNA เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำมันปาล์ม ส่วน Ms. Yu-Leng Khor จากสิงคโปร์ จะวิเคราะห์มิติด้านเศรษฐศาสตร์ ความเสี่ยงภูมิอากาศ และผลกระทบต่อราคาน้ำมันปาล์ม

    จุดเปลี่ยนปาล์มไทย

    ดร.บุรินทร์ กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ภาคอุตสาหกรรมปาล์มต้องจับตา เพราะหากกลไกการใช้ไบโอดีเซลเปลี่ยนไปและความต้องการใช้ CPO ในภาคพลังงานลดลง ไทยจำเป็นต้องมีแผนรองรับปริมาณน้ำมันปาล์มที่จะไหลกลับเข้าสู่ตลาดโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงปาล์มน้ำมัน–พลังงาน–โอเลโอเคมี–เทคโนโลยีชีวภาพ–เศรษฐกิจหมุนเวียน ให้เป็นระบบเดียวกันเพราะหากตลาดเดิมรับผลผลิตไม่ไหว ขณะที่ตลาดใหม่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ น้ำมันปาล์มส่วนเกินกว่า 2 ล้านตันอาจกลายเป็นแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อราคาตลอดห่วงโซ่ และท้ายที่สุดแรงกระแทกอาจย้อนกลับไปถึงรายได้ของเกษตรกรชาวสวนปาล์มโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/665991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15Xhodute7FINRo7IZlUc5