Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่พ้นตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน กล่าวถึงการคาดหวังรัฐบาลใหม่ว่า รัฐบาลควรจะเน้นการสร้างแรงจูงใจให้เอกชนปรับตัว

    และเพิ่มผลิตภัณฑ์ (Productivity) ระยะยาว พร้อมกับลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ (Regulatory Guillotine) รวมไปถึงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการคลัง 

    เนื่องจากตอนนี้ ไทยถูกปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือแล้ว ดังนั้น การดำเนินมาตรการอะไรจึงจำเป็นต้องอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง นอกจากนั้น รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวควบคู่กับระยะสั้น รวมทั้งได้ฝากการบ้าน ธปท.สานต่อ เช่น

    – ไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก จากครัวเรือนทั้งประเทศ 24 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนกลุ่มคนรวย 240,000 ครัวเรือน มีสินทรัพย์เท่ากับ 13 ล้านครัวเรือนที่มีฐานะยากจน

    – การเร่งกระบวนการแก้หนี้ครัวเรือนจะต้องทำต่อ การปรับโครงสร้างหนี้ก็ต้องทำต่อ ที่สำคัญการแก้หนี้ให้ยั่งยืนจะต้องทำควบคู่กับการเพิ่มรายได้ของประชาชน เพราะหากวันนี้ เราสามารถเสกหนี้เก่าของคนไทยให้หมดไปได้ แต่ในสภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ เขาก็ต้องกู้มาอีก เพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย

    – เอสเอ็มอีที่หาสภาพคล่องยาก ที่ผ่านมาสินเชื่อเอสเอ็มอีลดลง 6% ปัญหามาจากความเสี่ยงของเอสเอ็มอีที่เพิ่มขึ้น

    – โครงการ your data ที่หวังว่าจะได้เห็นการออกมาตรการเพื่อช่วยให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้หลากหลายมากขึ้น

    ผมเห็นด้วยกับคำแนะนำของท่านผู้ว่าฯ ทุกประการ และปัญหาระยะยาวในเชิงโครงสร้างของไทยนั้น มีอยู่หลากหลายปัญหามาก และที่สำคัญก็ได้มีการพูดคุยกันอย่างแพร่หลายและยาวนาน จนเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้ว ผมจึงจะไม่ขอกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวซ้ำอีก แต่รัฐบาลปัจจุบันนั้น เงื่อนไขทางการเมืองกำหนดให้สามารถทำงานบริหารประเทศได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น 

    ดังนั้น เราจึงเห็นภาคเอกชนเสนอมาตรการต่างๆ ที่เป็นมาตรการระยะสั้นที่สามารถส่งผลได้ทันที เพราะการนำเสนอมาตรการเพื่อการปฏิรูปที่จะต้องใช้เวลาขับเคลื่อนจะบรรลุผลได้ยาก

    ประเทศไทยจึงจะยังอยู่ในกรอบของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า “quick win” ต่อไปอีก จนกระทั่งมีรัฐบาลใหม่ในไตรมาส 2 ของปีหน้า ที่หวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน (และศาลรัฐธรรมนูญ) ให้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่องไปอีก 4 ปี

    ดังนั้น ใน 4-5 เดือนข้างหน้า เราจึงจะได้เห็นมาตรการที่เคยนำมาใช้แล้วถูกปรับนำมาใช้อีก ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นมาตรการเดิมๆ ที่ใช้มาแล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะไม่ตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศหรือการทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักการเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลาง (middle income trap) แต่อย่างไร 

    คือมาตรการเอาเงินในอนาคตมาจุนเจือภาวะตกต่ำที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ เช่น คนละครึ่ง, ไร่ละ 1,000 บาท, พักชำระหนี้, เที่ยวด้วยกัน และ Easy E-Receipt แล้วหากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจริงๆ จะทำได้อย่างไร? จะเริ่มต้นที่ตรงไหน? และจะต้องใช้เงินเท่าไหร่? (เพราะรับรู้กันแล้วว่า หนี้ของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การถูกลดความน่าเชื่อถือของประเทศ)

    ผมขอเสนอแนวทางที่สามารถจะพิจารณาเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปได้ โดยการกลับไปดูว่า ภาครัฐมีสินทรัพย์อะไรบ้างที่สามารถนำเอาออกมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ และการลงทุนในระดับประเทศที่รัฐบาลจะต้องขับเคลื่อน แต่ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากโดยจะไม่ถูกต่อต้าน

    ทรัพย์สินที่เห็นถึงศักยภาพชิ้นแรกคือ รางรถไฟของประเทศไทยที่ปัจจุบันมีอยู่ กว่า 4,000 กิโลเมตร เป็นรางรุ่นเก่าคือกว้าง 1 เมตร และที่เป็นรางที่รัฐบาลที่ผ่านมา (และในอนาคต) มีนโยบายที่จะให้รัฐบาลลงทุนสร้างรางเพิ่มขึ้นไปอีกกว่า 1 เท่าตัว (ให้เป็น 9,000 กิโลเมตร) เพื่อให้เป็นรางคู่เกือบทั่วประเทศ รถไฟจะได้สามารถวิ่งไป-มาได้ โดยมีข้อจำกัดน้อยลง

    แต่ในความเป็นจริงพบว่ารางที่มีอยู่ ถูกใช้งานโดยเฉลี่ยเพียง 50-60% ไม่ใช่เพราะว่ามีรางไม่พอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ หัวรถจักร ตู้รถโดยสาร รถขนส่งสินค้า มีจำนวนที่จำกัด และมีอายุใช้งานยาวนานเฉลี่ยกว่า 30 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีหัวรถจักรที่ใช้งานได้เพียง 190 คัน (สำหรับวิ่งบนรางยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร) เป็นต้น

    แล้วทำไม รฟท. ไม่ซื้อหัวรถจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น? คำตอบคือ รฟท.มีหนี้สิน 850,000 ล้านบาท มีทุน 45,000 ล้านบาท และขาดทุนจากการดำเนินการปีละ 15,000-17,000 ล้านบาท จึงต้องรอให้รัฐบาลกู้เงินจ่ายดอกและคืนเงินต้นให้ในการลงทุนทุกกรณี

    ดังนั้น แม้ว่า รฟท.จะเป็นเจ้าของรางรถไฟและสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วประเทศ มูลค่ารวมเกือบ 900,000 ล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาสถานะทางการเงินและการใช้รางอย่างมีประสิทธิภาพได้

    พัฒนาการที่สำคัญที่กำลังจะปลดล็อกเรื่องนี้คือ การที่วุฒิสภากำลังจะผ่าน พ.ร.บ.การขนส่งทางรางให้ออกมามีผลบังคับใช้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งมาตรา 49 ของกฎหมายนี้ จะเปิดโอกาสเอกชนสามารถเข้ามาเดินรถไฟบนรางของ รฟท.ได้

    โดยภาครัฐจะมีอำนาจออกใบอนุญาตให้เอกชนที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐกำหนด เข้ามาประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งและเดินรถขนส่งทางรางได้ในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี

    จะเปิดโอกาสให้เอกชนได้เข้าใช้รางรถไฟของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าที่จะเป็นการสร้างงานและกระจายความเจริญไปทั่วประเทศครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AanV4o4-ggCYtIvpuzHx9

  • ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

    ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

    ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นโตเกียวทะยานแรง หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น ดันดัชนีนิกเกอิทะลุ 47,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรงในวันจันทร์ หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้น รับคาดการณ์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    ดัชนี นิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นถึง 3.9% แตะระดับ 47,566.84 จุด หลังทะลุระดับ 46,000 จุดเป็นครั้งแรกในช่วงเช้า ขณะที่ดัชนี โทปิกซ์ (Topix) ปรับขึ้น 2.3%

    นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นให้การตอบรับเชิงบวกต่อแนวทางของทาคาอิจิ ซึ่งเป็นสายขยายงบประมาณและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แตกต่างจากอดีตนายกรัฐมนตรี ชิเกรุ อิชิบะ ที่มีแนวทางเข้มงวดทางการคลัง

    นายฮิโตชิ อะซาโอกะ หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Asset Management One กล่าวว่า นิกเกอิเดิมมีแนวโน้มจะไปแตะ 48,000 จุดปลายปี แต่เมื่อทาคาอิจิได้รับเลือก ตลาดจึงพุ่งแรงแตะระดับนั้นเร็วกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถผลักดันนโยบายใช้จ่ายเพิ่มเติมได้จริง ดัชนีอาจเผชิญแรงเทขายทำกำไรก่อนสิ้นปี

    เช่นเดียวกับหุ้นบริษัท Mitsubishi Heavy Industries ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทะยานขึ้นกว่า 13% หลังคาดว่า รัฐบาลทาคาอิจิจะเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร

    ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคารกลับปรับตัวลดลง โดยดัชนี Topix Banks Index ร่วงลง 2% เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างกำไรจากการปล่อยสินเชื่อลดลง

    สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ทาคาอิจิมีแผนแต่งตั้ง มิโนรุ คิฮาระ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอาจดึง โทชิมิตสึ โมเทงิ กลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศอีกครั้ง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นจุดสนใจของตลาดการเงิน ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ

    ทาคาอิจิกล่าวภายหลังคว้าชัยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นบรรลุเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศ พร้อมการปรับขึ้นค่าแรงและกำไรภาคเอกชนอย่างยั่งยืน.

    ที่มา : channelnewsasia

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดัชนีนิกเกอิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2887236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B0o2YQVb3q4pxHOoerUPD

  • “GBS” ส่องกลยุทธ์เดือนตุลาคม จับตาสหรัฐฯ ชัตดาวน์ยืดเยื้อ!

    “GBS” ส่องกลยุทธ์เดือนตุลาคม จับตาสหรัฐฯ ชัตดาวน์ยืดเยื้อ!

    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้เคลื่อนไหว Sideway จับตาชัตดาวน์สหรัฐฯ–แรงหนุน “คนละครึ่งพลัส” หนุนหุ้นกลุ่มบริโภคมองดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,260–1,320 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นรับอานิสงส์โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ใช้ได้ ต.ค.นี้

    วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือนตุลาคม 2568 มีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบลักษณะ Sideway ออกข้าง โดยได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนกรณีการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

    ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะ “โครงการคนละครึ่งพลัส” วงเงินดำเนินการรวม 6.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การดำเนินการผ่านการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงิน 22,000 ล้านบาท และในสัปดาห์นี้ เตรียมเสนอที่ประชุมครม. ในวันที่ 7 ต.ค. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน ที่เตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จึงคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET อยู่ระหว่าง 1,260-1,320 จุด โดยแนะจับตาปัจจัยต่างประเทศควบคู่กับความคืบหน้าของมาตรการภาครัฐ

    นอกจากนี้ยังคงต้องจับตาสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดแรงงานสหรัฐฯ หลังความเสี่ยงชัตดาวน์ยาวถึงสัปดาห์นี้อาจเลื่อนการรายงานตัวเลขจ้างงาน และอาจส่งผลให้กระทรวงแรงงานต้องเลื่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายน ซึ่งเดิมกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคมนี้

    ขณะเดียวกัน ADP รายงานว่า การจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ ในเดือนกันยายนลดลง 32,000  ตำแหน่ง สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 52,000 ตำแหน่ง โดยยังมีการปรับทบทวนตัวเลขเดือนสิงหาคมจากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 54,000 ตำแหน่ง เป็นลดลง 3,000 ตำแหน่ง ส่วนปัญหาด้านความไม่สงบ ล่าสุด รัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 ออกแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมทางออนไลน์ ระบุว่า ถึงเวลาที่ต้องเพิ่มแรงกดดันสูงสุดต่อการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ เพื่อจำกัดศักยภาพทางเศรษฐกิจของรัสเซียในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่ 8 ต.ค. กำหนดประชุมกนง. ครั้งที่ 5/2568, สัปดาห์ที่ 2 กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีเศรษฐกิจการค้า, ตลท. แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัพเดตสถานการณ์ลงทุน, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย, สัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, สัปดาห์ที่ 4 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 7 ต.ค. ญี่ปุ่น รายงานการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนส.ค., สหรัฐฯ รายงานดุลการค้าเดือนส.ค. และการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือนก.ย., วันที่ 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งที่ 7/68

    วัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการประกาศของกระทรวงการคลังถึงความพร้อมในการเดินหน้าหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่คาดว่าจะใช้ได้ในปลายเดือนต.ค. นี้ โดยหุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวได้แก่ CPALL BJC CPAXT CBG OSP SAPPE TNP และ MOTHER 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gbs-set-shutdown&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uHVAKuU-16Chd1Vf4413D

  • รัฐบาลอนุทินเร่งประชานิยม 116 วันก่อนยุบสภาสู้ศึกเลือกตั้ง69

    รัฐบาลอนุทินเร่งประชานิยม 116 วันก่อนยุบสภาสู้ศึกเลือกตั้ง69

    รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเกม “เร่งเครื่องเต็มกำลัง” หลังประกาศกลางสภาว่าจะยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 ซึ่งเมื่อนับจากวันที่ 1 ตุลาคม เหลือเวลาเพียง 116 วัน ในการบริหารราชการแผ่นดิน — ช่วงเวลาที่นักวิเคราะห์ทางการเมืองเรียกว่า “รัฐบาลเฉพาะกิจเชิงเลือกตั้ง”

    แม้ในทางกฎหมายยังไม่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา แต่ในทางการเมืองถือว่าเข้าสู่โหมดเตรียมสนามเลือกตั้งเต็มรูปแบบ โครงการและนโยบายที่ออกมาในช่วงนี้จึงอยู่ในลักษณะ “ประชานิยมเร่งด่วน” ใช้งบประมาณภาครัฐเพื่อสร้างความนิยมในหมู่ประชาชน และรักษาฐานเสียงของพรรคน้ำเงินในทุกภูมิภาค

    นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าแนวทางดังกล่าวคือ “การซื้อใจล่วงหน้า” โดยไม่ผิดกฎหมายแต่ให้ความได้เปรียบทางการเมืองอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็ไม่ปฏิเสธว่าทุกโครงการต้องสร้าง “ผลลัพธ์จริง” ทันภายใน 4 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลงานเป็นรูปธรรมก่อนเข้าสู่ช่วงรักษาการ

    แนวคิดหลักของรัฐบาลคือ “ประชานิยมแบบสร้างสรรค์” – ทำทันที เห็นผลเร็ว แต่ไม่ทิ้งภาระในอนาคต นายอนุทินกล่าวในที่ประชุม ครม. ว่า “ทุกบาททุกสตางค์ต้องถึงมือประชาชน ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษงบประมาณ” และสั่งให้ทุกกระทรวงกำหนดมาตรการเร่งด่วนภายใต้กรอบ “Quick Win” พร้อมรายงานผลต่อสัปดาห์

    ยุทธศาสตร์ “Quick Win 4 เดือน” ของ กระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกวางไว้เป็นหัวใจหลักของรัฐบาลชุดนี้ โดยมี 5 เสาหลักคือ

    • กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
    • ลดภาระหนี้ประชาชน
    • เสริมสภาพคล่อง SMEs
    • เพิ่มการออมภาคประชาชน
    • การลงทุนเพื่ออนาคต

    เอกนิติกล่าวว่า นี่คือ “มาตรการสั้นแต่ได้ผลยาว” เพราะต้องแก้ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมานาน เป้าหมายคือทำให้ GDP ไตรมาส 4 ขยายตัวมากกว่า 0.3% ที่สภาพัฒน์คาดไว้ โดยรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 95,000 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในไตรมาสสุดท้ายของปี

    โครงการคนละครึ่งพลัส คือมาตรการเด่น ใช้งบกว่า 60,000 ล้านบาท ให้ประชาชนใช้จ่ายร่วมกับภาครัฐตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงสิ้นปี ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้า พักหนี้ประชาชนและเสริมสภาพคล่อง SME ผ่านธนาคารรัฐ วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท โดยเน้นการแก้หนี้ครัวเรือนไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และปล่อยกู้ SME รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังมีการ เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน เพิ่มจาก 300 บาท เป็น 1,150 บาทต่อเดือน ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ใช้งบกว่า 22,000 ล้านบาท และสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสได้ ถือเป็น “การกระตุ้นคู่ขนาน” ที่รัฐบาลคาดว่าจะหมุนเงินในระบบได้กว่า 200,000 ล้านบาท

    มาตรการประชานิยมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการคลัง แต่ขยายสู่ทุกกระทรวงหลัก เพื่อให้เห็นผลทั่วประเทศภายในระยะเวลาอันสั้น

    กระทรวงพลังงาน เปิดโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน–ชุมชน” ขนาด 1,500 เมกะวัตต์ และโซลาร์สูบน้ำเกษตร 1,200 แห่ง พร้อมให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้สูงสุด 200,000 บาท มุ่งให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ขณะเดียวกันยังดูแลค่าไฟและน้ำมันให้อยู่ในระดับที่ไม่กระทบค่าครองชีพ โดยเตรียมลดค่าไฟ (FT) ลงอีก 4 สตางค์/หน่วยในต้นปีหน้า

    กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้า 7 นโยบาย Quick Win เช่น โครงการ “ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” 5,000 ล้านบาท ดูแลราคาพืชผลการเกษตร โดยเฉพาะข้าวเปลือก พร้อมสินเชื่อชะลอการขาย 3 ล้านตัน และสินเชื่อแปรรูป 1 ล้านตัน เพื่อป้องกันราคาตก ขณะเดียวกันยังเร่งเจรจาการค้าชายแดน–FTA 18 ประเทศ เพื่อขยายตลาดส่งออก

    กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เน้น “3 สร้าง” คือ สร้างรายได้ (เปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นพืชเศรษฐกิจ), สร้างตลาด และสร้างโอกาส โดยมีโครงการช่วยเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน ซึ่งคาดว่าจะถึงมือเกษตรกรกว่า 4 ล้านครัวเรือนภายในธันวาคม

    ส่วน กระทรวงคมนาคม นำโดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เร่งโครงการขนาดใหญ่ เช่น ต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดง (ตลิ่งชัน–ศาลายา, ศิริราช) และสายรังสิต–ธรรมศาสตร์ วงเงิน 15,000 ล้านบาท รวมถึงรถไฟทางคู่สุราษฎร์–หาดใหญ่ และโครงการทางด่วนภูเก็ต พร้อมพิจารณานโยบาย “ตั๋วร่วม–ค่าโดยสาร 20 บาททุกสาย” อีกครั้ง

    แม้หลายโครงการเป็นการสานต่อจากรัฐบาลก่อน แต่ถูกบรรจุเข้าแผน Quick Win เพื่อสร้างภาพ “รัฐบาลทำงานทันที” และขยายผลในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

    แม้มาตรการเหล่านี้สร้างความคึกคักในหมู่ประชาชน แต่ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและผลลัพธ์ในระยะยาว โดย สิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตัวแทนฝ่ายค้านชี้ว่า หลายมาตรการ “ยังไม่ชัดเจนว่าจะช่วยได้จริงกี่ราย” และ “คนละครึ่งพลัส” มุ่งหวังผลทางการเมืองมากกว่าการฟื้นเศรษฐกิจ

    ฝ่ายค้านมองว่าเม็ดเงิน 60,000 ล้านบาทในโครงการดังกล่าว อาจเพียงย้ายการใช้จ่ายจากตลาดทั่วไปไปยังร้านค้าที่ร่วมโครงการ ไม่ได้สร้างมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ ต่างจากรัฐบาลที่ยืนยันว่าเม็ดเงินนี้จะหมุนเวียนในระบบได้ 2.5–5 รอบ คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงสิ้นปี

    ขณะเดียวกัน การอนุมัติงบ 800 ล้านบาทด้านความมั่นคง เพื่อ “ปกป้องประชาธิปไตย” ถูกจับตาว่าเป็นงบใช้สร้างฐานการเมืองมากกว่าภารกิจด้านความมั่นคง ขณะที่ภาคเอกชนบางส่วนชื่นชมว่า นโยบาย Quick Win ทำให้เกิดกระแสเงินหมุนในตลาดชุมชนเพิ่มขึ้นจริง

    แม้หลายฝ่ายจะมองว่า “ประชานิยม 116 วัน” คือการซื้อเสียงในนามนโยบายเศรษฐกิจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือยุทธศาสตร์การบริหาร “ระยะสั้นที่หวังผลระยะยาว” เพื่อประคองเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาวะโลกชะลอตัว

    หากรัฐบาลอนุทินสามารถทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “อยู่ดีกินดีขึ้น” แม้เพียงชั่วคราว ก็อาจกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการกลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีก 4 ปี — นี่คือเดิมพันครั้งใหญ่ในเวลาเพียง 116 วันสุดท้ายของรัฐบาลนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/731463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dRvEC5Wfc141mUjEBOI3V

  • เงินเฟ้อ ก.ย. ลด 0.72% “พาณิชย์” ยันเศรษฐกิจแค่ชะลอ ไม่ถึงขั้นเงินฝืด

    เงินเฟ้อ ก.ย. ลด 0.72% “พาณิชย์” ยันเศรษฐกิจแค่ชะลอ ไม่ถึงขั้นเงินฝืด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 ต.ค.68) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 100.11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 100.84 ลดลง 0.72% สะท้อนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ชะลอลงต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักจากราคาพลังงานที่ลดลงตามทิศทางตลาดโลกและนโยบายภาครัฐ รวมถึงค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวลดลง ขณะที่กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ ผัก และผลไม้ มีราคาต่ำกว่าปีก่อน

    โดยจากการคำนวณสินค้า 464 รายการ พบว่ามีราคาสูงขึ้น 224 รายการ ลดลง 188 รายการ และทรงตัว 52 รายการ โดยหมวดสินค้าอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 0.99% สินค้าที่ปรับลดลงสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ ค่ากระแสไฟฟ้า แชมพู สบู่เหลว น้ำยารีดผ้า และผลิตภัณฑ์ซักผ้า ส่วนสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน และบริการแต่งผมชาย

    ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.24% สินค้าหลักที่ลดลง ได้แก่ ข้าวสารเหนียว ไข่ไก่ และมะนาว ส่วนสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ ปลาช่อน ปลาทู กะทิสด ขนมหวาน และกาแฟสำเร็จรูป

    เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (สิงหาคม 2568) ดัชนี CPI เดือนกันยายนลดลง 0.03% และเมื่อเฉลี่ย 9 เดือนแรกของปี (ม.ค.–ก.ย.68) อยู่ที่ 100.31 ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 100.32 หรือราว 0.01%

    นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะอยู่ใกล้ระดับศูนย์ โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบดูไบที่ลดลงจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC+) เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการภาครัฐช่วยลดภาระค่าครองชีพ เช่น การปรับลดค่าไฟฟ้า (Ft) งวด ก.ย.–ธ.ค. 2568 เหลือ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย

    สำหรับ ราคาผักสดและผลไม้สดอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนมาก จากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากและฐานราคาปีก่อนที่สูง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและการแข่งขันในตลาด

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อสูงขึ้นบางส่วน ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรและเครื่องประกอบอาหาร เช่น เนื้อสุกร มะขามเปียก กะทิสำเร็จรูป กาแฟ เกลือป่น และน้ำมันพืช ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงกว่าปีก่อน

    กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ ราว 0.0% โดยอิงจากสมมติฐานเศรษฐกิจไทยเติบโต 1.8–2.3%, ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 63–73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีที่ 32.58–33.50 บาทต่อดอลลาร์

    ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 101.46 ลดลงเล็กน้อยจากเดือนสิงหาคมที่ 101.51 โดยขยายตัว 0.65% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ ลดลง 0.05% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขณะที่ค่าเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค.–ก.ย.68) ขยายตัว 0.90% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2567 สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับจำกัด

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึง “ภาวะเงินฝืด” ว่าต้องกังวลหรือไม่ หลังเงินเฟ้อไทยติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แม้ดัชนี CPI จะปรับลดลง แต่ Core CPI ยังบวก 0.65% หมายความว่าความต้องการซื้อในประเทศ (domestic demand) ยังมีอยู่ การจ้างงานยังคงทรงตัวไม่ได้ลดลง อีกทั้งแม้ GDP จะขยายตัวต่ำกว่าคาด แต่ยังคงเติบโตในแดนบวก จึงยังไม่พบสัญญาณของ “เงินฝืด” ที่แท้จริง โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “ชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อต่ำ” ซึ่งควรติดตามอย่างใกล้ชิด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/787200&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W6B-pRprBo5XTSv9nTKPj

  • ทองในประเทศขาขึ้น ปรับบวก 3 ครั้งเพิ่ม 700 บาท รูปพรรณทำสถิติสูงสุดบาทละ 60,950

    ทองในประเทศขาขึ้น ปรับบวก 3 ครั้งเพิ่ม 700 บาท รูปพรรณทำสถิติสูงสุดบาทละ 60,950

    วันนี้, 11:19น.

              ราคาทองคำในประเทศ เปิดตลาดบวกแรง 600 บาท อยู่ในระยะขาขึ้นตามทองโลก ล่าสุดเคลื่อนไหวอีก 2 ครั้งรวม 3 ครั้ง เมื่อเวลา 11.08 น.ทองปรับตัวเพิ่ม รวม 700 บาท ส่งผลให้

    +++ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 60,150 บาท และราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 60,050 บาท

    +++ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 60,950 บาท ราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 58,851.12 บาท

    +++ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 3,931 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์

              สำหรับราคาทองรูปพรรณรวมค่ากำเหน็จ 800 บาท มีราคาดังนี้ ทองครึ่งสลึง ราคาขาย 8,306 บาท ทอง 1 สลึง ราคาขาย 15,813บาท ทอง 2 สลึง/50 สตางค์ ราคาขาย 30,825 บาท และทอง 1 บาท ราคาขาย 60,850บาท ทอง 2 บาท ราคาขาย 121,700 บาท และทอง 5 บาท ขายออก 304,250 บาท ภาพรวมบวก 17,650 บาท

               ปัจจัยที่ ราคาทองปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากดัชนี PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ หดตัวมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และมากกว่าครั้งก่อน ในขณะที่วุฒิสภาสหรัฐเตรียมลงมติต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวครั้งใหม่ โดยหลายฝ่ายยังคงคาดว่าวุฒิสภาสหรัฐจะไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครต – รีพับลิกัน หลังจากที่แต่ละฝ่ายต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการชัตดาวน์

              อย่างไรก็ตาม นายเดวิด โซโลมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO ของ Goldman Sachs (GS) กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเร่งตัวขึ้นไปจนถึงปี 2569 เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งหากมองโดยรวมแล้วเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาพที่ดี แม้จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีและตลาดแรงงานที่ชะลอตัวในสหรัฐฯ  

    #ทองขาขึ้น

    #รูปพรรณแตะหกหมื่น

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw305gmOz2cE09ErL4p4MWp_

  • เศรษฐกิจไทยปี 2568 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย

    เศรษฐกิจไทยปี 2568 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย

    เศรษฐกิจไทยปี 2568 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย


    6/10/2568 | 83 |

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศ เช่น กำลังซื้อของประชาชนและภาระหนี้ครัวเรือน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวประมาณ 2.3% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐ และการบริโภคภายในประเทศ ส่วนภาคการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น

    ในด้านเสถียรภาพทางการเงิน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยประมาณ 0.5% ซึ่งสะท้อนว่าความกดดันด้านราคาสินค้าเริ่มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนยังต้องเผชิญกับต้นทุนการดำรงชีพและภาระหนี้สินที่สูงขึ้น ทำให้การฟื้นตัวของกำลังซื้อเป็นไปอย่างจำกัด

    ภาครัฐได้วางแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบ “สมดุลและยั่งยืน” โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคต เช่น พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ในระยะต่อไป การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะต้องอาศัยทั้ง เสถียรภาพทางการเงิน การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และการลงทุนเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/429361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YVQ8Mdq8QzdBFenQm3R3w

  • T

    T

    Tellscore ผนึกกำลังพันธมิตรจัด

    บริษัท เทลสกอร์ จำกัด ผู้นำแพลตฟอร์มอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งแบบครบวงจรของไทย ร่วมมือพันธมิตรหลัก ไทยประกันชีวิต และ ไอคอนสยาม จัดงาน “Thailand Influencer Awards 2025 by Tellscore (#TIA2025)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “Creators of Change – ครีเอเตอร์เปลี่ยนโลก พารอด” เพื่อตอกย้ำบทบาทครีเอเตอร์ในฐานะผู้สร้างพลังเชิงบวกและแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ-สังคม ไฮไลต์ด้วยการนำเสนอ “ผีเสื้อ 7 ตัว (7 Archetypes)” อันเป็นสัญลักษณ์แทนครีเอเตอร์ที่สะท้อนคุณค่าและตัวตนที่แตกต่างกันของผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย Tellscore ผนึกกำลังพันธมิตรจัด

    งานนี้ได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก มีครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมกว่า 1,000 คน อาทิ สมาชิกวง BUS 3 ท่าน ขุนพล-ปองพล ปัญญามิตร, ฮาร์ท-ชุติวัฒน์ จันเคน และเน็กซ์-ณัฐกิตติ์ แช่มดารา, กาย-รัชชานนท์ และฮารุ สุประกอบ, แพท-ณปภา ตันตระกูล, โฟกัส จีระกุล, เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ, ดีเจเผือก-พงศธร จงวิลาส, ลูกจ๋า-วรินทรา ฤทธิ์สกุลชัย, พราว-อรณิชา กรินชัย, ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง, จูเนียร์- ณัฐศิษฏ์ สูงกิจบูลย์, อองตวน ปินโต และ ซันนี ชาวลา ฯลฯ โดยจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

    นอกเหนือจากการมอบรางวัลสุดยิ่งใหญ่แก่อินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ แบรนด์ และเอเจนซีผู้สร้างสรรค์ผลงานคอนเทนต์ทรงคุณค่า งาน Thailand Influencer Awards 2025 by Tellscore ยังอัดแน่นด้วย Talks & Discussion Panels ที่รวมผู้บริหารและตัวแทนองค์กรระดับประเทศร่วมเวทีกับครีเอเตอร์แถวหน้า นำโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), กองทัพอากาศไทย (ทอ.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ Strategic Asia Marketing Alliance (SAMA) เพื่อสะท้อนมุมมองเชิงกลยุทธ์จากทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคครีเอเตอร์

    พร้อมกันนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากองค์กรชั้นนำ อาทิ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), Grab, บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด (Kaniva) และ บริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด ผู้จัดงาน Japan Expo Thailand ซึ่งตอกย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล

    คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ในยุคที่เทรนด์เปลี่ยนเร็ว บทบาทของครีเอเตอร์ก้าวไกลกว่าความบันเทิง พวกเขา ส่งอิทธิพลทางความคิด และขับเคลื่อนสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันประเทศไทยมีครีเอเตอร์มากกว่า 9 ล้านคน อุตสาหกรรมเติบโตต่อเนื่องกว่า 20% ต่อปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจราว 45,000 ล้านบาท งาน TIA2025 ภายใต้แนวคิด Creators of Change จึงถูกจัดขึ้นเพื่อย้ำคุณค่าและพลังของผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ยุคดิจิทัล”

    เธอกล่าวต่อว่า “เราเห็นครีเอเตอร์เป็น เสียงของคนรุ่นใหม่ ที่ใช้พลังการเล่าเรื่องและความคิดสร้างสรรค์สร้างการเปลี่ยนแปลง ปีนี้สัญลักษณ์ “ผีเสื้อ 7 ตัว (7 Archetypes)” ได้แก่ The Inspirer, The Peace Builder, The Joy Giver, The Ripple Maker, The Storyteller, The Trend Explorer และ The Beloved Soul สะท้อนว่าคุณค่าของครีเอเตอร์ไม่ได้วัดที่ยอดผู้ติดตามหรือยอดวิว แต่คือ บทบาทและคุณค่าที่พวกเขามีต่อเม็ดเงินเศรษฐกิจและค่านิยมอันดีในสังคม”

    อีกด้านหนึ่ง ปี 2568 ยังนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่กฎหมาย สมรสเท่าเทียม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ซึ่งสะท้อนการยอมรับความหลากหลาย โดย Tellscore ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ภายใต้กลยุทธ์ Strategic Inclusion ในการร่วมงานกับครีเอเตอร์ LGBTQIAN+ เพื่อช่วยให้แบรนด์สร้างความสัมพันธ์เชิงคุณค่ากับผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับ Trust, Authenticity และ Inclusion ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและภักดีต่อแบรนด์ที่ “เข้าถึง และใจจริง”

    สำหรับ 3 กลยุทธ์หลักที่ทำให้ TIA2025 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่

    • Content Standard ยกระดับมาตรฐานคอนเทนต์ให้เกินกว่ายอดขาย สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบต่อสังคม-สิ่งแวดล้อม และผลลัพธ์เชิงบวกต่อผู้บริโภค
    • Community Building เวทีกลางเชื่อมแบรนด์ เอเจนซี และครีเอเตอร์ เพื่อสร้างคุณภาพที่ยอมรับได้ในระดับนานาชาติ
    • Technology & Data-Driven ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล โดยเฉพาะ AI ในการคัดเลือกและวิเคราะห์ผลงานอย่างโปร่งใสและเป็นมาตรฐาน

    เธออธิบายเพิ่มเติมว่า “เทรนด์หลายๆ เทรนด์เกิดจากข้อมูล พฤติกรรมผู้บริโภค ค่านิยมสังคม และแพลตฟอร์มอัลกอริทึม เราศึกษาจาก Foresight Study และข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้ครีเอเตอร์และอุตสาหกรรมคอนเทนต์พร้อมปรับตัวอย่างยั่งยืน ทั้งในยุคที่ AI ขยับจากการทดลอง สู่การสร้างคอนเทนต์จริงและเชื่อมต่อกับ e-Commerce แบบไร้รอยต่อ”

    ในมิติ ความปลอดภัยของระบบนิเวศครีเอเตอร์ ทั้ง Brand Safety และ Influencer Safety กลายเป็นหัวใจท่ามกลางความท้าทาย เช่น ข่าวปลอม, Deepfakes และการโฆษณาเกินจริง Tellscore จึงให้ความสำคัญกับ Responsible AI in Content Creation ควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัยดิจิทัล พร้อมยกตัวอย่างครีเอเตอร์ที่สร้างแรงกระเพื่อมในปีนี้ ได้แก่ รายการ “โหนกระแส” โดยคุณหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย, ช่อง “DOM (ดม)” ที่ตีแผ่กลโกงออนไลน์ และ “ครูวัตร อนุวัตร” ที่ถ่ายทอดคุณค่าของครูในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งทั้งหมดตอกย้ำว่า Creators of Change วัดกันที่ ผลลัพธ์เชิงสังคม ไม่ใช่เพียงตัวเลขยอดวิว พร้อมส่งสัญญาณถึงบทบาทของครีเอเตอร์ไทยต่อ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และ Soft Power บนเวทีโลก

    คุณฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบัน สังคมโซเชียลมีเดีย ได้ผสานรวมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างแนบเนียนจนแทบแยกไม่ออก ไทยประกันชีวิตจึงอยากชวนทุกคนมาสร้างสรรค์คอนเทนต์ดี ๆ บนโลกออนไลน์ เพราะเราเชื่อว่า เนื้อหาที่เราเลือกเสพย่อมส่งผลต่อความคิดและรูปแบบการใช้ชีวิตของเรา”

    จากความเชื่อนี้ ไทยประกันชีวิตแบรนด์ที่ทำหน้าที่ Content Creator มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแคมเปญโฆษณาที่สะท้อนเรื่องราวคุณค่าชีวิตและความรักในหลากหลายมิติ โดยในปีนี้ ไทยประกันชีวิตเลือกสื่อสารผ่านแคมเปญที่ทำให้ผู้ชมฉุกคิดถึงการ “ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย” และต่อยอดให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ทุก Culture มากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “ทำโซเชียลให้มีความหมาย” ผนึกกำลังกับ Tellscore ผู้นำแพลตฟอร์มอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง เชิญชวนผู้คนในสังคมออนไลน์ให้หันมาเห็นคุณค่าของความรักและชีวิต พร้อมร่วมแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ เพื่อช่วยเจือจางคอนเทนต์เชิงลบ

    “ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ไทยประกันชีวิตจึงปรับจากการที่แบรนด์สื่อสารฝ่ายเดียว มาสู่การทำ Co-Creation โดยเชิญชวนให้คนในสังคมโซเชียลมีเดียมาร่วมเป็น Creator ผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณค่าในมุมมองที่หลากหลาย เราเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องราวที่มีความหมายในแบบของตัวเอง และการเปิดพื้นที่ให้ได้เล่าเรื่องเหล่านั้น จะช่วยส่งต่อพลังบวก ความหวังและแรงบันดาลใจแก่ผู้คนได้อย่างแท้จริง” คุณฐิติมากล่าว

    ทั้งนี้ ความร่วมมือกับ Tellscore ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยประกันชีวิตได้ร่วมจัดตั้งรางวัลพิเศษ “Best Meaningful Content By Thai Life Insurance” เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณค่า มอบให้กับ Creator ที่ส่งเรื่องราวเข้ามาประกวดในแคมเปญ “ทำโซเชียลให้มีความหมาย” โดยหวังว่าจะช่วยให้โลกโซเซียลเต็มไปด้วยเรื่องราวดี ๆ และทำให้ทุกการใช้โซเชียลมีเดีย มีความหมายมากยิ่งขึ้น

    คุณสุมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสายงานส่งเสริมกิจกรรมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด (ICONSIAM) เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมา ไอคอนสยาม ให้ความสำคัญกับครีเอเตอร์อย่างยิ่ง โดยได้ใช้งบประมาณในสัดส่วนที่สูงในการทำการตลาดผ่านคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและพลังของอุตสาหกรรมนี้ เรามองว่าการสนับสนุนงาน Thailand Influencer Awards 2025 ไม่เพียงเป็นการส่งเสริมบทบาทของครีเอเตอร์ในการสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่ให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จ และก้าวสู่ มาตรฐานสากล ไปด้วยกัน”

    เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “การสนับสนุนครั้งนี้ยังช่วยต่อยอดให้ ไอคอนสยาม สามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้มากขึ้น ผ่านคอนเทนต์ที่ทรงพลังและเข้าถึงได้จริง ทั้งยังคาดหวังให้เวทีนี้เป็น ศูนย์รวมพลังของอินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ แบรนด์ และเอเจนซีไทย ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่า เรามั่นใจว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะเป็น กลไกสำคัญ ที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

    ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวถึงทิศทาง Creator Economy ไทย ว่า “ครีเอเตอร์คือกำลังสำคัญของแรงงานดิจิทัลรุ่นใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้สร้างคอนเทนต์สู่การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลผ่านช่องทาง Social Commerce depa จึงให้การสนับสนุนผ่านโครงการ CONNEXION และหลักสูตร Digital Content Creator & Influencer Academy ที่มุ่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี การใช้ AI และการทำธุรกิจออนไลน์ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และผลักดัน Soft Power ไทยสู่สากล”

    Thailand Influencer Awards 2025 by Tellscore จึงไม่เพียงเป็นเวทีเชิดชูครีเอเตอร์ผู้สร้างอิทธิพลทางความคิด แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยสู่เวทีโลก ผ่านความร่วมมือระหว่างแบรนด์ องค์กรภาครัฐ-เอกชน และครีเอเตอร์ทุกสาขา โดยงานในปีนี้สะท้อนว่า “ครีเอเตอร์” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตคอนเทนต์ แต่คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ติดตามผลประกาศรางวัลได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0l48y4us4uojz8plc493frlddblbaa&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lTtmgrOOpJ16RN67KBRf7

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลุยปราบสินค้าละเมิด IP ตั้งแต่ต้นน้ำ 8 เดือนแรก ปี 68 ยึดของกลางกว่า 2.9 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลุยปราบสินค้าละเมิด IP ตั้งแต่ต้นน้ำ 8 เดือนแรก ปี 68 ยึดของกลางกว่า 2.9 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

    ​​กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ มุ่งสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง เอื้อต่อการค้าการลงทุน ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและปกป้องผู้บริโภคจากการหลอกลวงของสินค้าแบรนด์ปลอม และจากอันตรายของสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ด้อยคุณภาพและมาตรฐาน

    ​​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สิน ทางปัญญาร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ เดินหน้าตามแผนปฏิบัติการเร่งด่วนปราบปราม
    การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยว ย่านการค้าสำคัญ และคลังเก็บสินค้า อย่างต่อเนื่อง เช่น ศูนย์การค้าแถวปทุมวัน โกดังแถวสมุทรสาคร โดยได้ตรวจค้นจับกุมแหล่งจำหน่าย โกดัง สถานที่เก็บสินค้าปลอมแบรนด์เนมที่มีชื่อเสียง พบสินค้า เช่น นาฬิกา แว่นตา เสื้อผ้า และเครื่องประดับ ที่จะนำไปจำหน่ายทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และปกป้องผู้บริโภค
    จากอันตรายของสินค้าปลอมและการถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าปลอมแบรนด์ดังและสินค้าด้อยคุณภาพ รวมทั้งป้องกันความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลเชิงบวกต่อการประเมินสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในเวทีสากล และส่งผลต่อเนื่องถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่สนใจขยายฐานการผลิตและการวิจัยพัฒนามายังไทย

    นางอรมน กล่าวว่า สถิติการจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในช่วง 8 เดือนแรก (มกราคม – สิงหาคม) ปี 2568 โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 628 คดี ของกลาง 1,652,753 ชิ้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ 6 คดี ของกลาง 922,567 ชิ้น และกรมศุลกากร 229 คดี ของกลาง 393,773 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 863 คดี ของกลาง 2,969,093 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ที่มีการจับกุมสินค้าละเมิดฯ 934 คดี ของกลาง 2,335,861 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 388 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าปี 2568 มีการจับกุมดำเนินคดีลดลง 7.6% แต่มีจำนวนของกลางเพิ่มสูงขึ้น 27.11% เนื่องจากกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรมุ่งดำเนินมาตรการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ต้นน้ำ โดยมีการเฝ้าระวังและจับกุมดำเนินคดีกับผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งต้นตอของสินค้าละเมิดฯ เหล่านี้ ซึ่งสินค้าที่จับกุมได้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต เช่น อาหาร เครื่องสำอาง น้ำมันเครื่อง อะไหล่รถยนต์ ตลอดจนสินค้าแบรนด์เนมปลอม จำพวกนาฬิกา เครื่องประดับ และเสื้อผ้า

    ซึ่งกรมฯ ได้วางแผนบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และเร่งรัดปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งจำหน่ายสินค้าที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในรายงานตลาดที่มีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง (Notorious Markets) ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (United States Trade Representative: USTR)
    ​​นอกจากการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาดแล้ว กรมฯ ได้จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวม 44 ราย ร่วมเฝ้าระวังและป้องกันการจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ บนแพลตฟอร์ม
    e-Commerce อาทิ แพลตฟอร์ม Lazada Shopee TikTok Shop Nex Gen Commerce รวมถึง NocNoc นำมาตรการ Notice and Takedown มาใช้ คือแพลตฟอร์มจะเร่งนำสินค้าที่ได้รับแจ้งว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกจากแพลตฟอร์มโดยเร็ว ส่งผลให้สามารถระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มดังกล่าวตามคำร้องได้ทั้งหมด จำนวน 2,361 รายการ ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าขยายความร่วมมือนี้ไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ยังไม่มี MOU กับกรมฯ เพิ่มเติม เพื่อสร้างแนวร่วมในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นต่อไป

    นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ และภาคประชาชน ถือเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาการร่วมกันรณรงค์ไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดฯ การตระหนักรู้และมีจิตสำนึกในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหรือผลงานสร้างสรรค์ของผู้อื่น ส่งเสริมการใช้สินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และถูกกฎหมาย เป็นการส่งเสริมครีเอเตอร์และงานสร้างสรรค์ และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็ง แข่งขันได้ ท่ามกลางภาวะสงครามการค้าที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ หากท่านใดพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายัง กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/962110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3siyP4TLWfq4rmDNjW3q21

  • ประธานองค์การวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อิสลาม ได้ส่งสารแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหญิงมุสลิมคนแรกของประเทศไทยได้รับการแต่งตั้ง

    ประธานองค์การวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อิสลาม ได้ส่งสารแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหญิงมุสลิมคนแรกของประเทศไทยได้รับการแต่งตั้ง

    ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตาปราณีเสมอ

    ถึง นางสาว ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แห่งราชอาณาจักรไทย

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

    ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย  การแต่งตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของการยึดมั่นในหลักการยอมรับความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ของประชาชนทุกกลุ่มในระดับนโยบายแห่งชาติ ซึ่งจะเปิดมิติใหม่ให้แก่การบริหารจัดการด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย

    ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าบทบาทอันทรงคุณค่าของท่านในตำแหน่งนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับสากล และยกระดับความสัมพันธ์ทางอารยธรรมระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในโลกมุสลิมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญด้านวัฒนธรรม และขอให้ท่านมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานต่อไป

    ด้วยความเคารพอย่างสูง

    ดร. มูฮัมหมัด มะห์ดี อีมานีพูร์

    ประธานองค์การวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อิสลาม