Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สายเที่ยวเตรียมจ่ายเพิ่ม! เกียวโตเล็งเก็บภาษีที่พักจากนักท่องเที่ยวคืนละ 2,200 บาทต่อคน

    สายเที่ยวเตรียมจ่ายเพิ่ม! เกียวโตเล็งเก็บภาษีที่พักจากนักท่องเที่ยวคืนละ 2,200 บาทต่อคน

    ทางการเมืองเกียวโตของญี่ปุ่นเตรียมเก็บภาษีที่พักจากนักท่องเที่ยว 10,000 เยน หรือราว 2,157 บาทต่อคืนต่อคน จากเดิมที่เก็บ 1,000 เยน หรือราว 216 บาท โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมปีหน้าเป็นต้นไป หวังลดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ล้นเมืองจนส่งผลกระทบกับคนในท้องถิ่น และนำเงินดังกล่าวมาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

    ภาษีอัตราใหม่ซึ่งจะเป็นอัตราที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นนี้จะบังคับใช้กับการเข้าพักในโรงแรมที่มีค่าใช้จ่าย 100,000 เยนขึ้นไปต่อคืนภายใต้ระบบภาษีแบบขั้นบันได

    ทางการเมืองเกียวโตพยายามอย่างหนักที่จะบรรเทาผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เกิดความแออัดในระบบขนส่งสาธารณะ ตามท้องถนน และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

    ทางการได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพื่อขอขึ้นภาษีที่พัก โดยระบุว่า “นักท่องเที่ยวต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการรับมือกับปัญหาการท่องเที่ยวมากเกินไปด้วย”

    ครั้งนี้นับเป็นการปรับขึ้นภาษีครั้งแรกนับตั้งแต่มีการประกาศใช้ภาษีที่พักเมื่อเดือนตุลาคม 2018

    อัตราภาษีใหม่ต่อคนต่อคืนจะยังคงอยู่ที่ 200 เยนสำหรับการเข้าพักในโรงแรมที่มีราคาต่ำกว่า 6,000 เยน สำหรับที่พักที่มีราคาตั้งแต่ 6,000 เยนแต่ไม่เกิน 20,000 เยน อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นจาก 200 เยนเป็น 400 เยน ที่พักที่ราคาตั้งแต่ 20,000 เยนแต่ไม่เกิน 50,000 เยน ภาษีจะเพิ่มจาก 500 เยนเป็น 1,000 เยน

    ส่วนที่พักที่ราคาตั้งแต่ 50,000 เยนแต่ไม่เกิน 100,000 เยน อันตราภาษีจะเพิ่มจาก 1,000 เยนเป็น 4,000 เยน และที่พักที่ราคาตั้งแต่ 100,000 เยนขึ้นไป ภาษีจะเพิ่มจาก 1,000 เยนเป็น 10,000 เยน โดยนักเรียนและผู้ปกครองที่ไปทัศนศึกษายังคงได้รับการยกเว้นเช่นเดิม

    Photo by PAUL MILLER / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/kyoto-to-slap-tourists-with-levy-up-to-10000-yen-per-nigh&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OjDobUp9DPeIdutiKp67w

  • “อัจฉริยะ” นําสามีภรรยาจีนร้อง รมว.ท่องเที่ยวฯ ถูกอุ้มรีดเงิน

    “อัจฉริยะ” นําสามีภรรยาจีนร้อง รมว.ท่องเที่ยวฯ ถูกอุ้มรีดเงิน

    อาชญากรรม

    “อัจฉริยะ” นําสามีภรรยาจีนร้อง รมว.ท่องเที่ยวฯ ถูกอุ้มรีดเงิน

    06 ตุลาคม 2025 – 14:00

    Featured Image

    “อัจฉริยะ” นํา 2 สามีภรรยาชาวจีนร้อง รมว.ท่องเที่ยวฯ ถูกตํารวจอุ้มรีดเงินกว่า 7 ล้านบาท จี้ ผบช.น. เร่งติดตามคดี

    วันนี้(6 ต.ค. 68) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ นําผู้เสียหายชาวจีนเข้าพบ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อยื่นหนังสือขอให้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวจีนกรณีถูกตํารวจอุ้มรีดเงิน จํานวน 7 ล้านบาท

    โดย นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายเป็น 2 สามีภรรยาชาวจีนถูกตํารวจกับพวกอุ้มจากโรงแรมแห่งหนึ่งไปรีดเงินจำนวนเงิน 7 ล้านบาท โดยใช้ห้องสืบสวน สน.ประเวศ เป็นสถานที่รีดเงิน หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้ไปแจ้งความที่ สน.พญาไท และได้ส่งสำนวนมาให้พนักงานสอบสวน สน.บางรัก พื้นที่เกิดเหตุแต่กลับถูกตํารวจเรียกเงินจากผู้เสียหายอีก จํานวน 260,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าทำคดีและอํานวยความสะดวก

    อีกทั้งกลุ่มผู้ต้องหาที่อุ้มผู้เสียหายยังได้ไปแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองขาม จ.ชลบุรี โดยมีพนักงานสอบสวนร่วมทุจริตในการทำสำนวนและไปหลอกศาลออกหมายจับนักท่องเที่ยวชาวจีนจนผู้เสียหายได้ไลฟ์สดพร้อมหลักฐานเผยแพร่ไปทั่วโลกทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย

    ส่วนสาเหตุที่อุ้มผู้เสียเนื่องจาก นายแดเนียล ชาวสิงคโปร์ ตัวการสําคัญในคดีนี้รู้ว่าครอบครัวผู้เสียหายมีเงินเนื่องจากเป็นนักเล่นหุ้นอยู่ในตลาดหุ้นของสิงคโปร์ จึงทําการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่ออุ้มรีดเงิน ในส่วนของตํารวจที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นมีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยพบว่ามีมูลแต่ไม่ดําเนินการต่อ

    จึงฝากถึงผู้บัญชาการตํารวจนครบาลว่าท่านอย่าเพิกเฉยเพราะไม่ใช่เรื่องเก่าแต่เป็นเรื่องที่มีครอบครัวชาวจีนอีกจํานวนไม่น้อยที่ถูกกระทําแบบนี้

    ทั้งนี้นายอัจฉริยะและผู้เสียหายเชื่อว่าการเดินทางมายื่นเรื่องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวเขาได้

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_944372/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n6ecXt2eR-qFPe73UaupA

  • เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด: บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด: บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด


    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมพักผ่อนหรือการสร้างรายได้ แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม

    การท่องเที่ยวแบบ Community-Based Tourism (CBT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ หัวใจของความสำเร็จคือการหาอัตลักษณ์ชุมชนให้ได้ “อัตลักษณ์ไม่ได้มาจากแค่ทรัพยากรในชุมชนอย่างเดียว แต่อาจมาจากจิตวิญญาณของคนในชุมชน ทัศนคติ หรือวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ต้องดึงออกมาสื่อสารให้ได้ถ้าจะทำ CBT” ดร.ศิวศักดิ์ ปานสุขุม อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025)

    ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยวอยู่รอดอย่างแท้จริง คือการพัฒนาในแบบที่ “ชุมชนเป็นเจ้าของ”และพึ่งพาตนเองได้

    ในงาน SX2025  มีการนำเสนอ 4 กรณีศึกษาจาก พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนมิติของความยั่งยืนในมุมที่แตกต่างกัน

    


    พัทลุง: จากวัชพืชสู่พืชเศรษฐกิจ

    จังหวัดพัทลุงโดดเด่นด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณีศึกษาจาก Varni Craft แสดงให้เห็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว-งานสานกระจูด พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช

    จากเสื่อกระจูดใบละร้อย เราพัฒนาให้กลายเป็นกระเป๋าที่ขายได้หลักพัน” มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ผู้ก่อตั้ง Varni Craft กล่าว เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อชุบชีวิตหัตถกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหาย ด้วยการต่อยอดดีไซน์และงานปัก กระเป๋ากระจูดกลายเป็นสินค้าแฟชั่นร่วมสมัยที่ส่งออกไปฝรั่งเศส สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ความสำเร็จไม่ได้หยุดแค่สินค้า Varni Craft เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้นักท่องเที่ยวมาเรียนสานกระจูด ทำเวิร์กชอป และซึมซับวิถีชีวิตท้องถิ่น ต่อมาขยายสู่ Varni Stay โฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากกระจูดทั้งหมด พร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ล่องเรือชมควายน้ำในทะเลน้อย ชมบัวแดงนับล้านดอก และถอนกระจูดกับชาวบ้าน

    แต่เส้นทางไม่ราบรื่น มนัทพงศ์ยอมรับว่าช่วงแรกหาช่างสานที่มีฝีมือยากมาก “เราต้องฟื้นฟูทักษะคนรุ่นเก่าที่เลิกสานไปนานแล้ว และสอนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานหนัก” นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูก ทำให้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยดีไซน์และการบอกเล่าเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง


    ปทุมธานี: เมื่อเยาวชนเป็นตัวเชื่อม

    ชุมชนคลอง 3 จังหวัดปทุมธานี แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่และการศึกษาชุมชนนี้เริ่มพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2561 จากโครงการ OTOP นวัตวิถี โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

    สิ่งที่ทำให้ชุมชนนี้แตกต่างคือบทบาทของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เข้ามาช่วยออกแบบ One Day Trip สร้าง Storytelling และพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ทำให้ชุมชนปรับตัวหลังวิกฤตโควิด-19 และขยายฐานนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น

    “ในห้องเรียนเราได้เรียนแต่ทฤษฎี แต่การลงพื้นที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจน ได้คุยกับพ่อแม่ชาวบ้าน เพิ่ม soft skills คนรุ่นใหม่ก็สนใจในเรื่องท่องเที่ยวชุมชนและสินค้าหัตถกรรมมากขึ้น” สรศักดิ์ กลับวิลา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าว

    รุ่งนภา แก้วธรรม กำนันตำบลคลองสาม และประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 16 เล่าว่า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่กล้าพบปะนักท่องเที่ยว “แต่พอได้สัมผัสจากเด็กๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพิ่มประสบการณ์ ตอนนี้ชาวบ้านรับแขกได้เอง และพึ่งพาตนเองได้”

    ความท้าทายที่เผชิญ คือการดึงคนรุ่นใหม่กลับมาอย่างต่อเนื่อง อัจฉรา ศรีลาชัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชี้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนา เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ “อาจเริ่มจากการสื่อสารง่ายๆ เพราะกำนันรุ่งนภายอมรับว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้อาจขายของไม่ได้”

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการพึ่งพามหาวิทยาลัยมากเกินไป “พอโครงการจบ นักศึกษากลับไป ชุมชนต้องดูแลตัวเองได้” ทำให้ต้องมีการถ่ายทอดความรู้และสร้างทีมงานรุ่นใหม่ในชุมชนให้แข็งแรง


    ราชบุรี: Zero Waste ที่ทำได้จริง

    ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่น ชื่อ “โอ๊ะป่อย” มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “พักผ่อน” และที่นี่กลายเป็นพื้นที่พักใจของทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน

    สิ่งที่ทำให้ตลาดแตกต่างคือการผสาน ศรัทธา–สิ่งแวดล้อม–ชุมชน เข้าด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรมตักบาตรพระบนแพล่องน้ำ ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ ตลาดยังยึดแนวคิด Zero Waste Market มีการแยกขยะ รีไซเคิล และใช้ระบบกองทุนชุมชน โดยไม่พึ่งงบประมาณจากภาครัฐ

    “เจ้าของกิจการเป็นคนในชุมชน ไม่มีคนจากพื้นที่อื่น มีคนในพื้นที่กลับมาเปิดคาเฟ่ เปิดที่พัก” ผู้ใหญ่บี-ภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ประธานตลาดโอ๊ะป่อย กล่าว ทุกคนในตลาดมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ทำให้ทุกมุมกลายเป็นจุดเช็กอินได้เองโดยไม่ต้องสร้างฉากเสริม

    ผู้ใหญ่บีภูมิใจที่ได้สืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยง อย่างการแต่งกายและภาษาภายในตลาด ที่สำคัญคือการจัดการที่เข้มแข็งและมีกติกากลางที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน

    แต่ความท้าทายก็มี โดยเฉพาะการจัดการความคาดหวังและการแข่งขันภายใน “มีคนอยากเข้ามาขายของเยอะ แต่พื้นที่จำกัด บางคนรู้สึกไม่เป็นธรรม” ภัทรพงศ์ กล่าว รวมถึงการจัดการขยะในช่วงเทศกาลที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา


    เพชรบุรี: เมื่อลูกหลานกลับบ้าน

    ตลาดจามจุรี บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตลาดริมน้ำที่เริ่มจากความสมัครใจของชุมชน โดยใช้ที่ดินส่วนตัวทำตลาดร่วมกัน ชุมชนที่นี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปขยะเปียกเป็นปุ๋ย การแยกขยะอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถูกนำมาพูดคุยและแก้ไขกันทุกสัปดาห์ ทำให้เกิด “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เข้มแข็ง

    รายได้จากตลาดไม่ได้ทำให้คนเพียงอยู่รอด แต่ยังดึงเยาวชนกลับบ้าน ช่วยครอบครัวดูแลร้านค้า และปลูกฝังความรักในท้องถิ่นให้รุ่นใหม่เห็นคุณค่าของชุมชน

    “เราอยากให้คนรุ่นใหม่กลับมา เวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรหรือยังให้เขาอยากกลับบ้าน อย่างพ่อแม่ที่เปิดร้าน ก็ได้ลูกหลานกลับมาในวันหยุดมาช่วยพ่อแม่ที่ร้าน เราก็ได้ลูกหลานกลับมา” สุเทพ พิมพ์ศิริ  ผู้บุกเบิกตลาดจามจุรี ภายใต้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (โฮมสเตย์บ้านถ้ำเสือ) กล่าว

    อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

    ดร.ปิรันธ์ ชิณโชติ อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สรุปว่า ปัญหาย่อมมีเพราะยังมีช่องว่างในชุมชน และคนที่ไม่เข้าใจกฎระเบียบ

    “คนในพื้นที่แรกๆ อาจอึดอัดกับกฎกติกา แต่เราต้องมีธรรมนูญที่ชัดเจนเพื่อความยั่งยืน เพราะการทำตลาดคือเน้นการมีส่วนร่วม ต้องสร้างการเอื้อต่อกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน”

    อุปสรรคหลักที่ทั้งสี่ชุมชนเผชิญ ได้แก่

    1. การสืบทอดทักษะและคนรุ่นใหม่ – คนหนุ่มสาวมักเลือกไปทำงานในเมือง เห็นว่าได้เงินเร็วกว่า ทำให้ต้องสร้างแรงจูงใจทั้งรายได้และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น

    2. การพึ่งพาแหล่งสนับสนุนภายนอก – หลายชุมชนพึ่งพามหาวิทยาลัยหรือภาครัฐในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเสี่ยงต่อความไม่ยั่งยืนหากแหล่งสนับสนุนถอนตัว

    3. การจัดการความคาดหวังภายในชุมชน – เมื่อเห็นความสำเร็จ คนจำนวนมากอยากเข้าร่วม ทำให้เกิดแรงกดดันในการจัดสรรพื้นที่และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

    4. ภาระการจัดการสิ่งแวดล้อม – ความสำเร็จนำมาซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องคิดระบบจัดการขยะ จราจร และการรองรับที่ไม่ทำลายบรรยากาศดั้งเดิม

    ถอดบทเรียนจากสี่ชุมชน

    แม้พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี จะมีวิธีการพัฒนาและเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนหัวใจของการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกัน

    • ชุมชนเป็นเจ้าของ – คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงผู้ตาม
    • สิ่งแวดล้อมคือฐานราก – การจัดการที่คำนึงถึงธรรมชาติทำให้การท่องเที่ยวมีคุณค่าแท้จริง
    • การส่งต่อสู่รุ่นใหม่ – เยาวชนและคนรุ่นใหม่คือตัวเชื่อมอนาคต
    • การพึ่งพาตนเองและเครือข่ายสนับสนุน – การพึ่งพาตนเองทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่เครือข่ายจากภายนอกช่วยต่อยอดได้

    ทั้ง 4 กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือการทำงานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายชุมชนของไทย พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี พิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เกิดจากการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ศรัทธา และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

    ท้ายที่สุด การเดินทางที่ยั่งยืนคือการเดินทางที่ทุกฝ่าย นักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่างได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกัน

    พบกับแรงบันดาลใจเหล่านี้ได้ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่  5 ตุลาคม 2458 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

    ติดตามข่าวสารและกิจกรรม SX ได้ทาง FB : SUSTAINABILITY EXPO , www.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย

    #SX2025 #SustainabilityExpo2025 #SufficiencyforSustainability #พอเพียงยั่งยืนเพื่อโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1541206&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z9LMrjlHehO7vxRh2KjhM

  • อดีตผู้ใหญ่บ้าน โต้กลับแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันปราสาทคนาเป็นของไทย

    อดีตผู้ใหญ่บ้าน โต้กลับแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันปราสาทคนาเป็นของไทย

    อดีตผู้ใหญ่บ้าน โต้กลับแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันปราสาทคนาเป็นของไทย ย้อนเล่าเหตุการณ์ปี 54 ก่อนขึ้นปราสาทไม่ได้

    จากกรณีที่ พล.ท.วีรยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ระบุว่า ปราสาทคนา ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อยู่ในระหว่างที่จะต้องสำรวจร่วม การจัดทำหลักเขตแดนตาม MOU ต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ของใครของมัน ยังไม่มีใครครอบครอง ยังไม่มีใครควบคุม” ตามที่เป็นข่าว จากนั้นเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงพื้นที่ดังกล่าวที่อยู่บนสันปันน้ำแผ่นดินของไทย อีกทั้งชาวกัมพูชายังสามารถขึ้นไปท่องเที่ยวได้ และมีการติดป้ายประชาสัมพันธ์เป็นแหล่งท่องเที่ยวของกัมพูชาอย่างเป็นทางการอีกด้วย

    ขณะที่คนไทยและทหารไทยกลับไม่สามารถเข้าไปเที่ยวได้ เหมือนปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก ก่อนที่จะเกิดสงครามที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนต่างงุนงงกับการตอบคำถามของแม่ทัพภาคที่ 2

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ไปพบกับ นายวีรวัฒน์  อายุ 65 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านแนงมุด ม.1 ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าออกปราสาทคนา มาตั้งแต่วัยรุ่น เปิดเผยว่า ตั้งแต่ก่อนปี 2554 ประชาชนสามารถเข้าไปเที่ยวปราสาทคนาได้  ก็ไม่พบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาอยู่บริเวณนั้น หลังจากการสู้รบเมื่อปี 2554 ก็เข้าไม่ได้อีกเลย พอเข้าไปทหารบอกว่าฝั่งกัมพูชาไม่ให้เข้าไป

    ตนอยากรู้ว่าปราสาทคนา ที่อยู่บนพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย ทำไมคนไทยและทหารไทยเข้าไปไม่ได้ สงสัยทำไมแม่ทัพภาคที่ 2 บอกว่าไม่มีใครครอง และรอสำรวจร่วม แแต่ทหารกัมพูชาและคนกัมพูชาขึ้นมาเที่ยวได้ ไม่เหมือนกับปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย เพราะหลายคนก็อยากเข้าไปดูว่ามีปราสาทคนาอยู่ตรงนี้ ซึ่ง จนท. ไทยเราก็ไม่ให้ข้าม บอกว่ากัมพูชาไม่ให้เข้าไป มันมีฐานทหารอยู่บริเวณตัวปราสาท

     ตนอยากฝากถึงกองทัพ เอาแผ่นดินไทยตรงปราสาทคนากลับคืนมาให้ได้ อีกข้อสังเกตที่ว่าเป็นพื้นที่ร่วม แต่ทำไมกัมพูชาสามารถสร้างบันได เป็นพันๆ ขั้นขึ้นมาได้ แต่ฝั่งไทยกลับไปถึงแค่แหล่งน้ำโบราณ หนองคันนา ซึ่งเป็นสระใหญ่ขนาด 8-9 ไร่ แต่ไม่สามารถเข้าไปที่ตัวปราสาท ที่อยู่ห่างจากหนองคันนาไม่เกิน 200 เมตร ทั้งที่อยู่บนสันปันน้ำฝั่งไทย

    แต่ถ้าคนไทยอยากไปเที่ยวก่อนที่จะเกิดสงคราม ก็สามารถเข้าไปเที่ยวได้ แต่ต้องลงไปทางฝั่งประเทศกัมพูชาขึ้นบันไดมา ทั้งที่ถนนฝั่งไทยเข้าไปถึง มองว่าถ้ากัมพูชาทำบันไดมาได้ เราก็สามารถทำถนนเข้าไปและไปเที่ยวได้เหมือนกัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีใครควบคุมและอยู่ระหว่างสำรวจเขตแดนร่วม ส่วนที่แม่ทัพบอกว่าเรื่องเขตแดนยังไม่แน่นอน ตนมองว่าไม่ใช่ เพราะอยู่บนพื้นที่หลักเขตแดนที่ 20 – 21 ตรงกลางพอดี และอยู่บนสันปันน้ำของไทย

    RELATED

    TOP สังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/258569/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fXAnl7lkyuwANAuACyrIB

  • ทกจ.เชียงใหม่ เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อนทท.มุสลิม  | เดลินิวส์

    ทกจ.เชียงใหม่ เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อนทท.มุสลิม  | เดลินิวส์

    ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อ.เมือง จ.ลำพูน นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่  พานำชมโคมแสนดวงที่ลานวัดทั้งหมดสวยงามมาก และวันนี้ทางคณะสื่อมวลชนได้ร่วมกิจกรรมเดินทางไปตามเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 (ลำพูน-ลำปาง) ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ระหว่างวันที่ 4-5 ต.ค.68 โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อนำเสนอข่าว

    นอกจากพาชมความสวยงามของโคมแสนดวงที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหารแล้ว จากนั้นเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุณไชย อยู่กลางเมืองลำพูน ที่มีความโดดเด่นคือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของภาคเหนือ เปิดเมื่อปี พ.ศ.2522 เป็นต้นมา ก่อนนั้นใช้วัดเป็นที่รวบรวมศิลาจารึก โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาต่างๆไว้ก่อน แล้วย้ายมาไว้ที่แห่งนี้

    ใกล้กัน เข้าชมพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมือง ได้ชมสลุงหลวงน้ำทิพย์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2541 ที่นี่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลในอดีต และสินค้าโบราณ อุปกรณ์เครื่องแต่งกายข้าราชการโบราณ เครื่องใช้ไฟฟ้าในอดีต ให้ได้ชมศึกษาเรียนรู้จำนวนมาก

    โดยที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งใน จ.ลำพูน ชวนเที่ยวชมชุมชนมัสยิดอัลซอรี่ลำพูน อยู่ ต.เวียงยอง อ.เมืองลำพูน ชุมชนแห่งนี้น่าประทับใจที่ได้ชมวิถีวัฒนธรรมชาวมุสลิม จากหลายแหล่ง ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคอีสาน มารวมตัวกัน มาอยู่ที่แห่งเดียวกัน มัสยิดแห่งนี้จดทะเบียนขึ้นกับกรมศาสนาเมื่อ พ.ศ.2538 โดยมี บิหลั่น นิพนธ์ วารุษ มัสยิดอัลซอรี่ ให้การต้อนรับพร้อมแนะนำสถานที่

    จากนั้นเดินทางชม ลำพูนไหมไทย เรียนรู้ภูมิปัญญา ศิลปะแห่งผ้าไหมยกดอกลำพูน ที่เป็นเอกลักษณ์ผ้าไหมไทยแท้ 100% ชาวบ้านลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลี้ยงไหม จนได้ผ้าไหมเป็นผืน นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ควรค่าในการอนุรักษ์รักษาไว้ และเข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน อยู่ ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน

    ต่อมาได้สัมผัสความศรัทธา ณ มัสยิดอัลฟาลาฮ์ ศูนย์กลางชาวมุสลิมลำปาง คณะสื่อมวลชนได้เริ่มต้นทริปด้วยการเข้าเยี่ยมชม มัสยิดอัลฟาลาฮ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ มัสยิดแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาอิสลามและการทำละหมาด 5 เวลาต่อวันเท่านั้น แต่ยังเป็น โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการต้อนรับแขกและสถานที่บรรยายธรรม

    ทั้งนี้มัสยิดอัลฟาลาฮ์ยังเป็นที่ตั้งของชมรมมุสลิมลำปาง และมีบทบาทสำคัญในการอบรมศีลธรรมแก่เยาวชนมุสลิม โดยเข้าร่วมโครงการ “ลานบุญ ลานปัญญา” ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นศูนย์รวมจิตใจและปัญญาของชุมชนมุสลิมในลำปาง

    ตามรอยตำนาน “ชามตราไก่” กิจกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเยี่ยมชม โรงงานเซรามิกธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด (ผู้ผลิตถ้วยตราไก่) ที่มีอายุยาวนานกว่า 60 ปี ผู้ก่อตั้งคือ อาปาอี้ (ซิมหยู แซ่ฉิน) ปัจจุบันดูแลกิจการโดยทายาทรุ่นที่สอง คุณยุพิน และคุณพนาสิน ธนบดีสกุล คณะฯ ได้รับความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาและวิวัฒนาการของการทำ “ถ้วยตราไก่” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดลำปาง

    พร้อมกันนั้นยังได้เดินทางไปสัมผัสวิถีชุมชนที่ ท่ามะโอ เพื่อร่วม Work Shop ผ้าย้อม และพลาดไม่ได้กับการชิม “ข้าวซอยมุสลิม” ร้านอาหารแนะนำที่โดดเด่นด้วยเมนูเนื้อไก่และเนื้อวัวที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน จนได้เนื้อที่ นุ่มละลายในปาก สร้างความประทับใจด้านอาหารฮาลาลอย่างยิ่ง

    ซึ่งในช่วงบ่าย คณะฯ ได้เดินทางไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองลำปางในอดีตที่ มิวเซียมลำปาง เพื่อทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของนครลำปาง ประวัติความเป็นมาของประวัติศาสตร์ที่สำคัญ สำเนียงภาษาท้องถิ่น เอกลักษณ์ของท้องถิ่นคนลำปาง วิถีชีวิต วัฒนธรรม

    สถานีสุดท้ายของทริป Muslim-Friendly Tourism คือการเข้าเยี่ยมชม วิสาหกิจชุมชน “กลุ่มสมุนไพรลูกประคบเซรามิก” บ้านศาลาบัวบก อ.เกาะคา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการทำเซรามิก คณะฯ ได้ฟังความเป็นมา และร่วมกิจกรรมผ่อนคลายด้วยการ ประคบเท้าด้วยลูกเซรามิกสมุนไพร เป็นการผสมผสานภูมิปัญญาการทำเซรามิกเข้ากับการดูแลสุขภาพอย่างลงตัว

    การเดินทางในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการ ยกระดับและเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิม สะท้อนความพร้อมของลำปางในการเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจและเป็นมิตรสำหรับนักเดินทางจากทุกศาสนา การท่องเที่ยวในลักษณะที่เน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมเช่นนี้ จะเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงในอนาคตของภาคเหนือตอนบน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5176930/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nd53gLRPc869QlYH7Jx1i

  • กุนซือ รมว.ท่องเที่ยวฯเร่งเครื่อง Quick Win รัฐบาลบูมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    กุนซือ รมว.ท่องเที่ยวฯเร่งเครื่อง Quick Win รัฐบาลบูมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    การเมือง

    กุนซือ รมว.ท่องเที่ยวฯเร่งเครื่อง Quick Win รัฐบาลบูมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    วันจันทร์ ที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “ธันว์”ว่าที่ปรึกษา รมว.ท่องเที่ยวฯ พร้อมงัดประสบการณ์สร้างสรรค์กิจกรรมบูมท่องเที่ยวคุณภาพ เด้งสนอง Quick Winรัฐบาล ตั้งแท่นเชื่อมคอนเนคชั่นต่างชาติช่วยเสริมอีกแรง

    เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 68 นายธันว์ วุฒิธรรม บุตรชายนายถิรชัย วุฒิธรรม ผู้คร่ำหวอดในวงการกีฬาไทยมาหลายทศวรรษ ที่ถูกทาบทามให้นั่งเป็นที่ปรึกษารมว.ท่องเที่ยงและกีฬา ที่รายชื่อจะเข้าที่ประชุมครม.วันที่ 7 ต.ค.68  กล่าวว่า ที่ผ่านมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในธุรกิจพลังงานในบริษัท 2 แห่ง ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Media Agency แถวหน้าของประเทศไทย แต่ในขณะนั้นบริษัทอยู่ในภาวะการณ์ลำบาก เมื่อเข้ามารับภารกิจก็ปรับโครงสร้างและฟื้นฟูกิจการ ปัจจุบันประกอบธุรกิจส่วนตัวด้าน Hospitality เพราะมีความชื่นชอบด้านนี้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยวและกีฬา จึงทำให้มีคอนเนคชั่นกับแบรนด์ระดับโลกและมีเพื่อนฝูงต่างชาติค่อนข้างมาก ด้วยเหตนี้ได้รับการชักชวนให้มาช่วยงานที่กระทรวง เพื่อใช้ประสบการณ์สร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและมีคุณภาพกลับเข้าประเทศไทย โดยภารกิจดังกล่าวต้องควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทุกชาติ ที่ถือเป็น Quick Win ของรัฐบาล

    “เมืองไทยมีครบทุกรส สำหรับนักท่องเที่ยวทุกชาติจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะมองหาประสบการณ์แบบใดประเทศไทยมีครบ  ภารกิจของพวกเราในวันนี้คือการเร่งประชาสัมพันธ์ให้โลกรับรู้ว่าเราพร้อมมอบประสบการณ์เหล่านี้ บวกกับความปลอดภัยซึ่งวัดได้ทางสถิติว่ามีมาตรฐานสูงกว่าหลายๆประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวส่วนมากเข้าใจผิด หรือถูกชี้นำให้เข้าใจผิด (Misled) จากข่าวเพียงหยิบมือ”นายธันว์ ระบุ และว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่งอัปเดตประกาศเตือนการเดินทาง ฉบับล่าสุด วันที่ 9 มิ.ย.68 จัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ “Level 1 – Exercise Normal Precautions” หรือระดับความเสี่ยงต่ำสุด โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และไร้ความกังวล มีความปลอดภัยสูง โดยเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ฯลฯ ได้รับการยืนยันอยู่ในระดับปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เทียบเท่ากับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และสิงคโปร์

    นายธันว์ กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรฯ นายอรรถกร  ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เข้าใจดีว่าการท่องเที่ยวคือหนึ่งในเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ที่เคยมีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึงราวร้อยละ 20 ก่อน Covid-19 และยังมี contribution to GDP growth ในสัดส่วนถึง 50-60% ในปี 65-66 และ 29% ในปี 2567

    สำหรับรายชื่อข้ารชการการเมืองในส่วนของพรรคกล้าธรรมที่จะได้รับการแต่งตั้งในที่ประชุมครม.วันที่ 7 ต.ค. 68  ประกอบด้วย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม จะเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ประรองนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายานิโรธ สุนทรเลขา อดีตสส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ จะเป็นที่ปรึกษารองนายกฯของร.อ.ธรรมนัส นายภูผา ลิกค์ อดีตผู้ช่วยเลขานุการรมว.เกษตรฯ จะเป็นเลขาธิการรมว.เกษตรฯ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่เพิ่งลาออกจากพรรคเพื่อไทย เป็นที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นเลขานุการรมว.ท่องเที่ยวฯ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ จะเป็นที่ปรึกษารมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายกองตรีธนก จิตรอารีย์รัตน์ จะเป็นเลขานุการรรมว.พัฒนาสังคมฯ.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/449339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GZLP0aL-HOS_PFUxW_UPi

  • เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ

    เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ

    เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ

    หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 46 ในเดือนกันยายน 2568 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับคู่แข่งในภูมิภาค” 

    ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ประเมินว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ยังอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต ความสามารถด้านเทคโนโลยี การเข้าถึงตลาด ผลิตภาพแรงงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม 

    โดยส่วนใหญ่เห็นว่าไทยมีข้อได้เปรียบจากทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหากฎหมายที่ล้าสมัย มีความซับซ้อน และการปฏิรูประบบราชการที่ยังไม่จริงจัง ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การขยายตัวของ GDP ไทยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตเพียง 2.8% ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในอาเซียน

    ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ พร้อมทั้งพัฒนาระบบราชการให้มีความโปร่งใส คล่องตัว และทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการอนุมัติอนุญาต จะช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ลดต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายทั้งของรัฐและเอกชน 

    อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 145 ท่าน ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 46 จาก 6 คำถาม ประกอบด้วย

    เรื่องใดเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค 

    • ความได้เปรียบด้านที่ตั้งและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน 73.8%
    • ศูนย์กลางการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรระดับโลก 40.7%
    • ห่วงโซ่อุปทานและฐานการผลิตที่ครบวงจร 31.7%
    • จุดมุ่งหมายด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค 28.3%

    เรื่องใดเป็นจุดอ่อนของประเทศไทยที่ทำให้ GDP ขยายตัวต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    • กฎหมายที่ล้าสมัย ซับซ้อน และขาดการปฏิรูประบบราชการ 91.2%
    • ความล่าช้าในการดำเนินนโยบายและการลงทุนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ 51.3%
    • การพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีมูลค่าไม่สูง 46.9%
    • การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและปัญหาหนี้ครัวเรือน 43.4%

    ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค 

      เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ   

    ปัจจัยเรื่องใดที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

    • การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และการพัฒนากำลังคนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 57.2%
    • การขาดการพัฒนาสินค้าทำให้ได้รับความนิยมลดลง ผลกระทบจากสินค้าทุ่มตลาดและการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค 45.5%
    • การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจรวมทั้งขาดเทคโนโลยีและนวัตกรรม 44.8%
    • มาตรการทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ และผลกระทบจากสงครามการค้า 40.0%

    ภาครัฐควรเร่งดำเนินการในเรื่องใด เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

    • การปฏิรูปกฎหมายกฎระเบียบ และพัฒนาระบบราชการโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการอนุมัติอนุญาตภาครัฐ  66.9%
    • การปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ เช่น ค่าไฟฟ้า วัตถุดิบ โลจิสติกส์ เป็นต้น 51.0%
    • การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ รวมทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 42.8%
    • การยกระดับผลิตภาพแรงงานและพัฒนากำลังคนด้วยการ  Upskill, Reskill, New Skills 33.1%

    อุตสาหกรรมเป้าหมายใด (S-Curve) จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

    • การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ     34.5%
    • การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  34.5%
    • การแพทย์ครบวงจร  26.9%
    • การแปรรูปอาหาร  22.8%
    • ยานยนต์สมัยใหม่  20.0%
    • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ  18.6%

    เอกชนชี้กฏหมายไทยล้าสมัย-ซับซ้อน ฉุดศักยภาพทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GFjtR1tFC5fDpjgCut65b

  • เติบโต แต่ไม่ทั่วถึง: เศรษฐกิจไทยในมุมของครัวเรือนฐานราก

    เติบโต แต่ไม่ทั่วถึง: เศรษฐกิจไทยในมุมของครัวเรือนฐานราก

    หลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวและเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ล่าสุดเติบโต 2.8% ในไตรมาส 2 ปี 2568 แต่ตัวเลขนี้อาจสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือครัวเรือนฐานราก เพราะการเติบโตดังกล่าวกระจุกตัวอยู่เฉพาะในบางกลุ่ม อาทิ ธุรกิจใหญ่ และผู้มีรายได้สูงเท่านั้น ฉะนั้นการพิจารณาถึงรายละเอียดภายใต้ตัวเลขที่เติบโตจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออกแบบนโยบายอย่างตรงจุด

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการติดตามความเป็นอยู่ของครัวเรือนฐานรากอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ได้ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีลูกค้าหลักเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ตลอดจนลูกจ้างที่มีรายได้น้อย ในการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือนฐานราก (Relationship Manager Sentiment Index: RMSI) ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการธนาคารทั่วประเทศ ทั้งด้านความเป็นอยู่และภาวะการเงิน นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับสมาคมต่าง ๆ อาทิ สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น 

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    หลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวและเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ล่าสุดเติบโต 2.8% ในไตรมาส 2 ปี 2568 แต่ตัวเลขนี้อาจสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือครัวเรือนฐานราก เพราะการเติบโตดังกล่าวกระจุกตัวอยู่เฉพาะในบางกลุ่ม อาทิ ธุรกิจใหญ่ และผู้มีรายได้สูงเท่านั้น ฉะนั้นการพิจารณาถึงรายละเอียดภายใต้ตัวเลขที่เติบโตจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออกแบบนโยบายอย่างตรงจุด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการติดตามความเป็นอยู่ของครัวเรือนฐานรากอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ได้ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีลูกค้าหลักเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ตลอดจนลูกจ้างที่มีรายได้น้อย ในการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือนฐานราก (Relationship Manager Sentiment Index: RMSI) ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการธนาคารทั่วประเทศ ทั้งด้านความเป็นอยู่และภาวะการเงิน นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับสมาคมต่าง ๆ อาทิ สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น 

    โดยพบว่า ความเป็นอยู่ของครัวเรือนฐานรากมีแนวโน้มแย่ลง สะท้อนจากดัชนี RMSI ที่มีทิศทางลดลงตั้งแต่ปี 2566 และปัจจุบันอยู่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเกษตรกร
    rn และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีสัดส่วนกว่าครึ่งของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะเติบโตก็ตาม โดยหากดูองค์ประกอบย่อย พบว่าความเป็นอยู่ที่แย่ลงเป็นผลจาก 2 ปัจจัย คือ รายได้ และค่าครองชีพ

    rn

     

    rn

    รายได้ที่ลดลง และไม่แน่นอนสูง

    rn

     

    rn

    สำหรับปัจจัยด้านรายได้ มีความน่ากังวลในแง่ของระดับรายได้ที่ลดลง โดยครัวเรือนเกษตรถูกกดดันจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงหลายรายการ โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าหลัก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด

    rn

    ครัวเรือนนอกภาคเกษตรก็เผชิญกับรายได้ที่ลดลงเช่นกัน โดยจากการพูดคุยกับกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย พบว่า รายได้ของผู้ค้าลดลงมาก เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 คาดว่าเป็นผลจาก

    rn


    rn 1) กำลังซื้อที่ลดลง
    โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม บริการ และการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักที่รายได้ส่วน OT ลดลง ตามการลดจำนวนชั่วโมงทำงานของหลายธุรกิจ

    rn


    rn 2) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง
    ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยวและเมืองหลัก และ

    rn

     

    rn

    3) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากคนต่างชาติที่เข้ามาค้าขายหาบเร่แผงลอย

    rn

     

    rn

    นอกเหนือจากปัญหารายได้ที่ลดลง ครัวเรือนฐานรากยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไป โดยจากการพูดคุยกับธุรกิจหลายสาขา พบว่าหลายรายจ้างงานและจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ จ่ายค่าจ้างเป็นจำนวนชิ้นแทนรายชั่วโมง หรือจ้างงานรายวันแทนรายเดือน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการแรงงานและค่าใช้จ่ายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งรูปแบบการจ้างงานดังกล่าวทำให้ครัวเรือนฐานรากคาดการณ์รายได้ของตนได้ยาก ส่งผลให้ต้องระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้นเช่นกัน

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ยังมีความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัดส่วนครัวเรือนฐานรากที่อาจเพิ่มขึ้น จากโอกาสในการหางานที่ยากขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้รับสิทธิว่างงานรวมที่ยังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ครัวเรือนที่เผชิญความเปราะบางด้านรายได้มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    rn

     

    rn

    ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    rn

     

    rn

    หนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครัวเรือนฐานราก คือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยแม้อัตราเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับต่ำ จากการปรับลดลงของราคาพลังงานและอาหารสด แต่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างอาหารสดบางรายการ อาทิ เนื้อสัตว์ มีราคาปรับสูงขึ้นประมาณ 20% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 นอกจากนี้ สินค้าที่ครัวเรือนใช้ประจำ อาทิ อาหารสำเร็จรูป เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ มีราคาโดยเฉลี่ยสูงขึ้นเกือบ 15% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ ยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนฐานรากที่มีความเปราะบางด้านรายได้อยู่แล้วให้มีความเป็นอยู่แย่ลงยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

    เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง การพึ่งพิงสินเชื่อจึงเป็นหนึ่งในทางออกของครัวเรือนฐานราก ทั้งเพื่อใช้บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเป็นต้นทุนสำหรับประกอบอาชีพ แต่จากดัชนี RMSI ด้านภาวะการเงินสะท้อนว่าการเข้าถึงสินเชื่อในระบบของครัวเรือนฐานรากทำได้ยากขึ้น จากความสามารถในการชำระหนี้และการได้รับสินเชื่อที่ลดลง บางรายจึงต้องหันไปพึ่งพิงช่องทางอื่น อาทิ นำทรัพย์สินไปจำนำ หรือขอกู้จากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้โอกาสในการหลุดออกจากกับดักความยากจนทำได้ยากขึ้น

    rn

     

    rn

    ผู้เขียนเล็งเห็นว่าปัญหาความเปราะบางของครัวเรือนฐานรากที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตนั้นเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งแก้ไข โดยล่าสุด (3 ก.ย. 68) ภาครัฐ และเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาด้านรายได้ของประชาชนและหนี้ครัวเรือน ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ซึ่งผู้เขียนหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนส่วนใหญ่ และทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

    rn”}}” id=”text-1b8c93acb8″>

    โดยพบว่า ความเป็นอยู่ของครัวเรือนฐานรากมีแนวโน้มแย่ลง สะท้อนจากดัชนี RMSI ที่มีทิศทางลดลงตั้งแต่ปี 2566 และปัจจุบันอยู่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเกษตรกร
    และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีสัดส่วนกว่าครึ่งของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะเติบโตก็ตาม โดยหากดูองค์ประกอบย่อย พบว่าความเป็นอยู่ที่แย่ลงเป็นผลจาก 2 ปัจจัย คือ รายได้ และค่าครองชีพ

    รายได้ที่ลดลง และไม่แน่นอนสูง

    สำหรับปัจจัยด้านรายได้ มีความน่ากังวลในแง่ของระดับรายได้ที่ลดลง โดยครัวเรือนเกษตรถูกกดดันจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงหลายรายการ โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าหลัก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด

    ครัวเรือนนอกภาคเกษตรก็เผชิญกับรายได้ที่ลดลงเช่นกัน โดยจากการพูดคุยกับกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย พบว่า รายได้ของผู้ค้าลดลงมาก เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 คาดว่าเป็นผลจาก


    1) กำลังซื้อที่ลดลง
    โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม บริการ และการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักที่รายได้ส่วน OT ลดลง ตามการลดจำนวนชั่วโมงทำงานของหลายธุรกิจ


    2) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง
    ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยวและเมืองหลัก และ

    3) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากคนต่างชาติที่เข้ามาค้าขายหาบเร่แผงลอย

    นอกเหนือจากปัญหารายได้ที่ลดลง ครัวเรือนฐานรากยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไป โดยจากการพูดคุยกับธุรกิจหลายสาขา พบว่าหลายรายจ้างงานและจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ จ่ายค่าจ้างเป็นจำนวนชิ้นแทนรายชั่วโมง หรือจ้างงานรายวันแทนรายเดือน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการแรงงานและค่าใช้จ่ายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งรูปแบบการจ้างงานดังกล่าวทำให้ครัวเรือนฐานรากคาดการณ์รายได้ของตนได้ยาก ส่งผลให้ต้องระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้นเช่นกัน

    ทั้งนี้ ยังมีความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัดส่วนครัวเรือนฐานรากที่อาจเพิ่มขึ้น จากโอกาสในการหางานที่ยากขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้รับสิทธิว่างงานรวมที่ยังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ครัวเรือนที่เผชิญความเปราะบางด้านรายได้มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    หนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครัวเรือนฐานราก คือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยแม้อัตราเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับต่ำ จากการปรับลดลงของราคาพลังงานและอาหารสด แต่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างอาหารสดบางรายการ อาทิ เนื้อสัตว์ มีราคาปรับสูงขึ้นประมาณ 20% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 นอกจากนี้ สินค้าที่ครัวเรือนใช้ประจำ อาทิ อาหารสำเร็จรูป เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ มีราคาโดยเฉลี่ยสูงขึ้นเกือบ 15% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ ยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนฐานรากที่มีความเปราะบางด้านรายได้อยู่แล้วให้มีความเป็นอยู่แย่ลงยิ่งขึ้น

    เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง การพึ่งพิงสินเชื่อจึงเป็นหนึ่งในทางออกของครัวเรือนฐานราก ทั้งเพื่อใช้บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเป็นต้นทุนสำหรับประกอบอาชีพ แต่จากดัชนี RMSI ด้านภาวะการเงินสะท้อนว่าการเข้าถึงสินเชื่อในระบบของครัวเรือนฐานรากทำได้ยากขึ้น จากความสามารถในการชำระหนี้และการได้รับสินเชื่อที่ลดลง บางรายจึงต้องหันไปพึ่งพิงช่องทางอื่น อาทิ นำทรัพย์สินไปจำนำ หรือขอกู้จากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้โอกาสในการหลุดออกจากกับดักความยากจนทำได้ยากขึ้น

    ผู้เขียนเล็งเห็นว่าปัญหาความเปราะบางของครัวเรือนฐานรากที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตนั้นเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งแก้ไข โดยล่าสุด (3 ก.ย. 68) ภาครัฐ และเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาด้านรายได้ของประชาชนและหนี้ครัวเรือน ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ซึ่งผู้เขียนหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนส่วนใหญ่ และทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    ศุภณิดา รัตนบุรี

    ปัณฑารีย์ ศิระพลานนท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “ร่วมด้วยช่วยคิด”
    ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20251006.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uOgipbrLt5bA2zSzwZGG7

  • สามเศรษฐกิจใหม่ของจีนขยายตัวสูงกว่าการเติบโตของ GDP: ผลกระทบและโอกาส ต่อเศรษฐกิจไทย

    สามเศรษฐกิจใหม่ของจีนขยายตัวสูงกว่าการเติบโตของ GDP: ผลกระทบและโอกาส ต่อเศรษฐกิจไทย

    ทำความเข้าใจ สามเศรษฐกิจใหม่” คืออะไร?

    สามเศรษฐกิจใหม่ (三新经济)” หมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมของผู้บริโภค และแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจในยุคดิจิทัล โดยแบ่งเป็น กลุ่มหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี Big Data กลุ่มที่สอง คือ รูปแบบธุรกิจใหม่ ได้แก่ การให้บริการหรือจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น อีคอมเมิร์ซ ไลฟ์คอมเมิร์ซ และการขายผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ รูปแบบการดำเนินงานใหม่ ซึ่งหมายถึงการปรับโครงสร้างภายในองค์กรให้ทันสมัย ด้วยการนำระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยี Cloud Computing หรือ Algorithm มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

    image.png

    ที่มาภาพ: https://www.cq.gov.cn/ywdt/jrcq/202210/t20221016_11191660.html

    การเติบโตของ สามเศรษฐกิจใหม่” ในปี 2567

    image.png

    ที่มาภาพ: https://www.beijing.gov.cn/fuwu/lqfw/ztzl/myjjzjc/fwdt/fzxs/202409/t20240911_3856761.html

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของจีนหรือที่เรียกว่าสามเศรษฐกิจใหม่” มีมูลค่าเพิ่มรวม 22.35 ล้านล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    โดยแบ่งเป็นรายภาคดังนี้:

    • ภาคเกษตรกรรม (อุตสาหกรรมแรก) ขยายตัวร้อยละ 3.2 มีมูลค่าเพิ่ม 0.87 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9

    • ภาคการผลิต (อุตสาหกรรมที่สอง) ขยายตัวร้อยละ 0.7 มีมูลค่าเพิ่ม 9.35 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41.8

    • ภาคบริการ (อุตสาหกรรมที่สาม) ขยายตัวสูงสุดร้อยละ 11.5 มีมูลค่าเพิ่ม 12.13 ล้านล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54.3

    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวอย่างชัดเจนของภาคบริการ โดยเฉพาะบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นกำลังสำคอัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน ในขณะที่ภาคการผลิตและเกษตรกรรมยังมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างจำกัด และจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

    เหตุใดสามเศรษฐกิจใหม่จึงมีความสำคัญ

    สามเศรษฐกิจใหม่ไม่ได้เป็นเพียงหมวดหมู่ทางสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่ทิศทางใหม่ที่ยั่งยืนและแข่งขันได้มากขึ้นในระดับโลก อุตสาหกรรมใหม่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง ขณะที่รูปแบบธุรกิจใหม่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าผ่านช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น ส่วนรูปแบบการดำเนินงานใหม่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาวของจีนในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การขับเคลื่อนสามเศรษฐกิจใหม่จึงเป็นทั้งกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ชาติ

    ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจีน: การเติบโตที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจีน

    นายเว่ย ฉีเจีย นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน ระบุว่า การเติบโตของสามเศรษฐกิจใหม่ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ระบบเศรษฐกิจภายในของจีนในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำขึ้น และมีการจับคู่ระหว่างอุปสงค์กับอุปทานได้ตรงจุดมากกว่าเดิม

    ผลที่ตามมาคือ ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของจีนในตลาดโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    image.png

    ที่มาภาพ: https://news.cctv.com/2025/08/01/ARTI7yTbHEEOijehfx3nmQ8c250801.shtml?spm=C87458.PMQ67hDZzlOS.EQWVh7vz7h62.18

    ผลกระทบและโอกาสของไทย

    สำหรับผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของสามเศรษฐกิจใหม่ในจีนถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสินค้าบริการที่สามารถเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการพัฒนาแบรนด์ไทยให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมไทย (Soft Power) เข้ากับเทคโนโลยีการตลาด เช่น การใช้ KOL การ live ขายของ หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สื่อเรื่องราวของสินค้าได้อย่างชัดเจน

    อีกทั้งการสร้างพันธมิตรกับแพลตฟอร์มท้องถิ่น เช่น Tmall JD.com และ Xiaohongshu รวมถึงระบบ Cross-border e-commerce (CBEC) จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและช่วยลดต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดใหม่

    ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมสคต. เซี่ยงไฮ้

    จากแนวโน้มการเติบโตของ สามเศรษฐกิจใหม่” ในจีน สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ แนะนำให้ภาคเอกชนไทยเร่งปรับตัว โดยเน้นการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจีนยุคใหม่ที่ใส่ใจคุณภาพและสุขภาพ ควรใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลยอดนิยมของจีน เช่น JD.com, Xiaohongshu และ Douyin เพื่อขยายช่องทางการขาย พร้อมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นในการจัดจำหน่ายและการตลาด ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเมืองเศรษฐกิจหลัก และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในจีน ก็เป็นอีกแนวทางสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงของธุรกิจไทยในระยะยาว

    สํานักงานส่งเสริม การค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    วันที่ 6 ตุลาคม 256

    แหล่งที่มา

    https://www.cq.gov.cn/ywdt/jrcq/202210/t20221016_11191660.html

    https://www.beijing.gov.cn/fuwu/lqfw/ztzl/myjjzjc/fwdt/fzxs/202409/t20240911_3856761.html

    https://news.cctv.com/2025/08/01/ARTI7yTbHEEOijehfx3nmQ8c250801.shtml?spm=C87458.PMQ67hDZzlOS.EQWVh7vz7h62.18

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/n5fx91qzhtotr7l8h2ofjjcx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10WhFjoJleOqvqUp9S5Ucb

  • คาลเท็กซ์ขานรับนโยบายรัฐหนุนเศรษฐกิจชุมชนช่วยเหลือสินค้ารักษ์โลก

    คาลเท็กซ์ขานรับนโยบายรัฐหนุนเศรษฐกิจชุมชนช่วยเหลือสินค้ารักษ์โลก

    คาลเท็กซ์ขานรับนโยบายรัฐหนุนเศรษฐกิจชุมชนช่วยเหลือสินค้ารักษ์โลก

    วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

    นายชาแชงค์ นานาวาติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการพาณิชย์ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)  หรือ SPRC พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิด “กิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดใช้พลังงาน โดยใช้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นช่องทางจัดจำหน่าย” จัดโดย สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานและเครือข่าย ภายใต้แนวคิด “กินพี่…แล้วหมีหนาว”

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้มีการซื้อขายสินค้าชุมชนลดใช้พลังงานในวงกว้างผ่านช่องทางการจำหน่ายที่มากขึ้น ยกระดับสินค้าไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เอกลักษณ์เฉพาะของผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สามารถลดใช้พลังงานตามคุณสมบัติที่กระทรวงพลังงานกำหนด

    นายชาแชงค์ กล่าวว่า ในระยะแรก คาลเท็กซ์ นำร่องร่วมกิจกรรมฯ ผ่านสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่งในจังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับคัดเลือกเป็นจุดจัดจำหน่าย ได้แก่ สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ บจก. ช.วิบูลย์บริการ 1996 ตำบลแชแล อำเภอกุมภวาปี หจก. ช.วิบูลย์หนองหาน ตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองหาน หจก. ช.วิบูลย์โนนสะอาด ตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด และ หจก. ช.วิบูลย์หนองหาน สาขาหนองหาน 2 ตำบลหนองหาน อำเภอหนองหาน โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนในเขตอีสานที่ผ่านการพัฒนาเพื่อลดใช้พลังงาน 8 ชนิดบนชั้นวางสินค้า (Shelf) ในร้านกาแฟของสถานีบริการน้ำมันนั้น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้เลือกซื้อและเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยเปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. ได้แก่

    1. หมูกรอบแก้ว – วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแคปหมูอิ่มสุข ใช้เตาชีวมวลในการต้มหมู ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง (LPG)

    2. กล้วยอบเนย กล้วยเบรกแตก – วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแคปหมูอิ่มสุข ใช้เทคโนโลยีโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์

    3. ข้าวแต๋นน้ำแตงโม – วิสาหกิจชุมชนข้าวแต๋นน้ำแตงโมใบเฟิร์น ใช้เตามณฑลในการนึ่งข้าวเหนียว ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง (LPG) และใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ในการตากข้าวแต๋น

    4. ถั่วคั่วทราย – กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปถั่วลิสงบ้านหนองโน ใช้ชุดฝาครอบแก๊สในการคั่วถั่ว ทอดถั่ว ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง (LPG)

    5. ชาดอกดาวเรือง ชากุหลาบ ชาดอกไม้รวม – วิสาหกิจชุมชนดาวเรืองภูเรือ ใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาอบ

    6. กล้วยตากสังคม – วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปแม่อารักษ์ ใช้ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดระยะเวลาตากและเพิ่มรอบการผลิต

    7. ข้าวฮางงอก – วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวฮางบ้านสุขสำราญ ใช้เตาเศรษฐกิจประยุกต์ในการนึ่งข้าวฮางงอก และใช้ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์

    8. ชาผักหวาน – กลุ่มแปรรูปผักหวานป่า สวนตองแคร์ ใช้ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ในการตากใบผักหวานป่า

    สำหรับการมีส่วนร่วมของคาลเท็กซ์ในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน แต่ยังเป็นการสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานอย่างจริงจัง ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่มุ่งสร้างคุณค่าแก่ผู้บริโภค ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    ทั้งนี้ คาลเท็กซ์ โดย บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/919053&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11W8K4N6Zjb10wABJAbgK2