Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ธนกร”ตรวจเข้มนิคมฯ บางปะอิน สั่งเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด ลั่น! “ไม่ซ้ำรอยอดีต” ปกป้องฐานผลิตแสนล้าน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    “ธนกร”ตรวจเข้มนิคมฯ บางปะอิน สั่งเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด ลั่น! “ไม่ซ้ำรอยอดีต” ปกป้องฐานผลิตแสนล้าน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    “ธนกร”ตรวจเข้มนิคมฯ บางปะอิน สั่งเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด ลั่น! “ไม่ซ้ำรอยอดีต” ปกป้องฐานผลิตแสนล้าน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    “รมว.อุตฯ” ยืนยันความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมมีความปลอดภัยการันตีมาตรการป้องกันน้ำท่วมที่ครอบคลุม 100% ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและแผนปฏิบัติการรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้ทุกภาคส่วนในภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

    พระนครศรีอยุธยา 5 ต.ค. 68 – นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เพื่อตรวจติดตามการบริหารจัดการมาตรการป้องกันอุทกภัยของนิคมอุตสาหกรรมพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม โดยได้กล่าวภายหลังรับฟังบรรยายสรุปและตรวจเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของนิคมฯ บางปะอิน ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ เราทุกคนต่างมีบทเรียนจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 การลงพื้นที่ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการตรวจเยี่ยม แต่เป็นการมาเพื่อสร้างความมั่นใจว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย ผมได้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของนิคมฯ บางปะอิน ทั้งแนวคันดินคอนกรีตเสริมเหล็กที่ได้มาตรฐานสากล ระบบสูบน้ำขนาดใหญ่ และแผนเผชิญเหตุที่รัดกุม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ประมาทและการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบนโยบายและสั่งการเพิ่มเติม ให้มีการบูรณาการข้อมูลสถานการณ์น้ำเป็นหนึ่งเดียว (Single Command) จัดทำช่องทางการสื่อสารฉุกเฉินที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ประกอบการ และสนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง 3 นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง  นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบางหว้า (ไฮเทค) เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามฉุกเฉิน สถานการณ์ปัจจุบันของ 3 นิคมฯ ดังกล่าวมีการเฝ้าระวังผ่านการพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนสะสมจากแบบจำลองบรรยากาศ และปริมาณระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหก สูงสุดย้อนหลัง 3 ปี เปรียบเทียบกับปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ ได้กำหนดเกณฑ์เตือนภัยเป็น 4 ระดับ คือ ระดับปกติธงสีเขียว ระดับเฝ้าระวังธงสีเหลือง ระดับเสี่ยงธงสีส้ม และระดับวิกฤตธงสีแดง มั่นใจว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วมนิคมฯ แน่นอน

    “ผมขอให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทุกท่านมั่นใจว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อดูแลและปกป้องการลงทุนของท่านให้ปลอดภัย การเตรียมความพร้อมในวันนี้ คือหลักประกันที่ดีที่สุดสำหรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในวันข้างหน้า ในส่วนพื้นที่รอบนอกเขื่อนกั้นน้ำ ผู้ประกอบการในนิคมฯ จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยร่วมสนับสนุนงบประมาณ ถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเพื่อมอบให้กับชุมชน” นายธนกร กล่าว

    ด้านนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวเสริมว่า นิคมฯ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ทำงานร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และยืนยันว่านิคมฯ มีความพร้อมปฏิบัติตามข้อสั่งการของท่านรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัดในการสร้างความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการทุกราย ในภาพรวม กนอ. ได้วางมาตรการป้องกันอุทกภัยของนิคมฯ โดยมีมาตรการสำคัญ 8 มาตรการเพื่อป้องกันอุทกภัยของนิคมฯ ได้แก่ 1. ขุดลอกคู คลอง จุดสำคัญทั้งในและนอกนิคมฯ 2. ตรวจและซ่อมคันป้องกันน้ำท่วม 3. ตรวจและซ่อมบำรุงระบบสูบน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและหม้อแปลง 4. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้มีความพร้อม 5. ติดตามข้อมูลข่าวสาร 6. จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง 7. ทบทวนและฝึกซ้อมแผนป้องกัน และ 8.สื่อสารข้อมูลสู่ผู้เกี่ยวข้อง

    สำหรับนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินที่ รมว.อุตสาหกรรม และคณะฯ ลงพื้นที่ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำกว่า 100 แห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ มีการจ้างงานหลายหมื่นอัตรา การป้องกันพื้นที่แห่งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยนิคมฯ ได้นำเสนอแผนความพร้อมในมิติต่างๆ ที่ถูกพัฒนาและซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย 1.ความแข็งแกร่งทางกายภาพ โดยมีแนวคันดินป้องกันน้ำท่วมถาวรความยาวหลายสิบกิโลเมตรรอบพื้นที่ มีความสูงอยู่ในระดับที่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากกว่าปี 2554 พร้อมติดตั้งประตูระบายน้ำที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ 2.ศักยภาพการระบายน้ำ นิคมฯ มีสถานีสูบน้ำถาวรและเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่รวมกว่า 50 เครื่อง มีขีดความสามารถในการระบายน้ำได้หลายล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อบริหารจัดการน้ำภายในพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์ และ 3.แผนปฏิบัติการและบุคลากร นิคมฯ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) ที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามข้อมูลระดับน้ำและพยากรณ์อากาศแบบ Real-time และมีการจัดฝึกซ้อมแผนอพยพและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan – BCP) ร่วมกับโรงงานต่างๆ เป็นประจำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/962300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw157RxiVUSDCPoArAFZzYsl

  •  โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ

     โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ

    เศรษฐกิจ

     โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ

    วันจันทร์ ที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     โออาร์ มอบทุนการศึกษา สร้างโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ

    บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เดินหน้าสานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการของ โออาร์ ทั่วประเทศ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 522 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท ครอบคลุมโรงเรียนจำนวน 103 แห่งทั่วประเทศ

    นางกาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม โออาร์ เปิดเผยว่า โครงการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ จัดขึ้นให้ชุมชนรอบพื้นที่ คลังน้ำมัน คลังปิโตรเลียม และพื้นที่ปฏิบัติการโออาร์ทั่วประเทศ รวม 18 แห่ง เช่น คลังน้ำมันลำลูกกา คลังน้ำมันสระบุรี คลังปิโตรเลียมสงขลา คลังปิโตรเลียมขอนแก่น คลังน้ำมันเชียงใหม่ รวมทั้งคลังก๊าซบ้านโรงโป๊ะ และพื้นที่ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ อเมซอน (OASYS) และสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้นำและธุรกิจ (ORA) โดยได้ดำเนินกิจกรรมระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    นอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว โออาร์ ยังจัดกิจกรรม Open House ด้วยการเปิดบ้านให้เยาวชนและคณะครูได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลังน้ำมันและคลังปิโตรเลียม เพื่อสร้างความเข้าใจในมาตรการความปลอดภัย ตลอดจนเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่อยู่ภายใต้การบริหารของโออาร์ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนโดยรอบ

    ทั้งนี้ โออาร์ เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมการศึกษาและการสร้างโอกาสให้เยาวชนเติบโตอย่างมั่นคง จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/449386&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s8q7sLctlZ_ehcI61LPiD

  • “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย เร่งประสานงบซ่อมแซม 4 รร.ด่วน หลังขอไปตั้งแต่ 67 ผ่านมาเกือบปี งบยังไม่ถึงมือ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามความเสียหายของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครอง

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า มีสถานศึกษาในอำเภอกงไกรลาศ จำนวน 4 โรงเรียน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตั้งแต่ปี 2567 และทางผู้บริหารโรงเรียนได้แจ้งของบประมาณเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรลงมา ซึ่งท่านรองนายกฯธรรมนัส ก็ได้รับทราบ และจะเร่งประสานนำงบส่งตรงถึงโรงเรียนโดยเร็วที่สุด

     ทั้งนี้ จากรายงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1  บ้านพักครู ที่มีจำนวนทั้งหมด 67 หลัง มี 22 หลังอยู่ในสภาพทรุดโทรม ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการ เพื่อให้ครูมีที่พักอาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะครูคือหัวใจของการศึกษา

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    “ในภาวะน้ำท่วมแบบนี้ เราต้องดูแลทั้งครู นักเรียน และชุมชนควบคู่กันไป กระทรวงศึกษาธิการจึงนำสุขาลอยน้ำ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียนอาชีวศึกษา จากวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา มามอบให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านอาชีวศึกษามาช่วยสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ”  

    “นฤมล“ ตรวจเยี่ยมโรงเรียน บ้านพักครู เสียหายจากน้ำท่วมสุโขทัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731480&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07CrqT5aJ3gm2lpg0oTfhG

  • พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    sustainability

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    พบ “นกเจย์ลูกผสม” ของนกบลูเจย์ที่ผสมพันธุ์กับนกกรีนเจย์ ตัวแรกของโลก ซึ่งเป็นผลมาจาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

    • พบ ‘กรูเจย์’ (Grue Jay) นกลูกผสมข้ามสายพันธุ์ตัวแรกของโลก ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างนกบลูเจย์ (Blue Jay) และนกกรีนเจย์ (Green Jay)
    • สาเหตุหลักเกิดจากภาวะโลกร้อนและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ที่ทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของนกทั้งสองชนิดขยายตัวจนมาทับซ้อนกัน
    • ผลการตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่านกตัวดังกล่าวเป็นลูกผสมเพศผู้ โดยมีพ่อเป็นนกบลูเจย์และแม่เป็นนกกรีนเจย์
    • การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ไม่คาดคิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดชุมชนทางนิเวศวิทยาแบบใหม่ๆ

    นกเจย์” ตัวหนึ่งสีน้ำเงินตั้งแแต่หัวจรดปลายหาง ตัดกับอกสีขาวและใบหน้าสีดำ ถ้าไม่สังเกตดูดี ๆ ก็อาจจะไม่รู้เลยว่านี่คือ “นกลูกผสม” ระหว่างนกบลูเจย์กับนกกรีนเจย์ ซึ่งน่าจะเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดแรกที่พบว่ามีการผสมพันธุ์กันข้ามสายพันธุ์ อันเป็นผลมาจากนกทั้งสองชนิดมีที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ตามการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ecology and Evolution ผู้เขียนตั้งทฤษฎีว่า “ภาวะโลกร้อน” ทำให้นกเจย์ของนกกรีนเจย์ขยายพื้นที่อยู่อาศัยของตนเอง จนไปทับกับพื้นที่ที่นกบลูเจย์อาศัยอยู่ พร้อมระบุว่าหากโลกยังคงร้อนขึ้น ก็น่าจะมีนกลูกผสมอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมาอีก

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป นกลูกผสมที่เกิดจาก บลูเจย์และกรีนเจย์
    เครดิตภาพ: Brian Stokes

    ถึงแม้ว่านกบลูเจย์และกรีนเจย์จะมีชื่อเดียวกัน แต่นกทั้งสองชนิดก็ไม่ได้จัดอยู่ในสกุลเดียวกัน โดยการศึกษาระบุว่า บรรพบุรุษร่วมกันของนกทั้งสองชนิดมีชีวิตอยู่เมื่ออย่างน้อย 7 ล้านปีก่อน

    เดิมทีนกกรีนเจย์มีถิ่นที่อยู่อาศัยจากเทือกเขาแอนดีสทางตอนเหนือในทวีปอเมริกาใต้ ไปจนถึงอเมริกากลางและเม็กซิโก แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทำให้นกกรีนเจย์เขตร้อนสามารถขยายพันธุ์ขึ้นไปทางเหนือมากขึ้น จนถึงตอนใต้ของรัฐเท็กซัส ของสหรัฐ

    ขณะเดียวกัน ประชากรนกบลูเจย์ก็แพร่กระจายไปทางทิศใต้และทิศตะวันตกในช่วงไม่กี่ชั่วอายุคนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ตามที่ผู้เขียนระบุ

    สำหรับนกลูกผสมนี้ ปรากฏตัวครั้งแรกในภาพถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่อาศัยในย่านชานเมืองซานอันโตนิโอ ซึ่งเธอได้โพสต์ลงในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ Texbirds หลังจากนั้นไบรอัน สโตกส์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขานิเวศวิทยา วิวัฒนาการ และพฤติกรรม มหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตออสติน จึงได้ลงพื้นที่สำรวจ และใช้ใช้เวลาสองวันพยายามจับนกด้วยตาข่าย โดยจับและปล่อยนกตัวอื่น ๆ อีกหลายสิบตัว ก่อนที่จะจับนกตัวที่สงสัยได้ 

    นกตัวนี้มีขนสีฟ้าที่หลังและหาง และมีจุดสีขาวบนปีก คล้ายกับนกบลูเจย์ แต่มันไม่มีกระหม่อมแหลมเหมือนนกบลูเจย์ และมีสีดำรอบดวงตา ซึ่งเป็นจุดเด่นของนกกรีนเจย์ นกตัวนี้อาศัยอยู่กับฝูงนกบลูเจย์ แต่เสียงร้องของมันดังกระหึ่มหมือนนกกรีนเจย์อีกด้วย ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจึงตั้งชื่อเรียกให้นกตัวนี้ว่า “กรูเจย์” (Grue Jay) ซึ่งมาจากการรวมชื่อของกรีนเจย์และบลูเจย์

    เมื่อจับนกตัวนี้ได้ นักวิจัยได้ติดแท็กนกปริศนาตัวนี้และเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อเก็บตัวอย่างทางพันธุกรรม จากตัวอย่างเลือดและการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ สามารถระบุได้ว่านกตัวนี้เป็นลูกผสมเพศผู้ โดยมีพ่อเป็นนกบลูเจย์ และแม่เป็นนกกรีนเจย์

    การค้นพบนี้ว่าเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อภาวะโลกร้อนและการพัฒนาที่ดินมาบรรจบกัน ผลักดันให้ประชากรสัตว์อพยพไปยังถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ นักวิจัยยืนยันว่าสิ่งนี้อาจนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งในกรณีของนกเจย์ลูกผสมนี้คือ ระหว่างสัตว์เขตร้อนและสัตว์เขตอบอุ่น และก่อให้เกิดชุมชนทางนิเวศวิทยาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป (ซ้าย) นกบลูเจย์
    (กลาง) นกกรูเจย์ นกลูกผสมข้ามสายพันธุ์
    (ขวา) นกกรีนเจย์
    เครดิตภาพ: The College of Natural Sciences at The University of Texas at Austin

    ทิโมธี คีตต์ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาเชิงบูรณาการ มหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาเขตออสติน ผู้ร่วมเขียนงานวิจัย กล่าวว่า “นกสายพันธุ์ที่อาจไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันมานานหลายล้านปี กลับมาเจอกันอย่างกะทันหัน เราเชื่อว่าน่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับเปลี่ยนถิ่นที่อยู่อาศัย”

    เกวิน เอ็ม. ไลตัน รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยบัฟฟาโลสเตจ ผู้ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มการผสมพันธุ์ในนกป่าและไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับการจับคู่ผสมพันธุ์ของนกทั้งสองสายพันธุ์ 

    เขากล่าวว่า การผสมพันธุ์นี้เกิดจากการระบุตัวตนที่ผิดพลาด นกสองตัวที่ไม่รู้ว่ากำลังผสมพันธุ์กับนกอีกสายพันธุ์หนึ่ง พร้อมกล่าวว่ามีนกหลายชนิดที่ผสมข้ามสายพันธุ์ แต่พวกมันมีมักผสมพันธุ์กันในชนิดที่มีความใกล้ชิดกันมากกว่านี้ 

    ดังนั้นนกเจย์ลูกผสมนี้จึงถือเป็น “เรื่องเหลือเชื่อทางชีววิทยา” เพราะนกเจย์ทั้งสองสายพันธุ์นี้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมระยะยาวกับคู่ผสม โดยปรกติแล้วพวกมันจะค่อนข้างเลือกมากว่าจะจับคู่กับใคร ยิ่งไปกว่านั้นนกเจย์เป็นนกที่ฉลาดมาก ที่สำคัญนกบลูเจย์และนกกรีนเจย์มีลักษณะที่แตกต่างกันมาก พวกมันไม่น่าจะมีปัญหาในการแยกแยะตัวเอง

    เลย์ตันสันนิษฐานว่า การผสมพันธุ์ของนกบลูเจย์และกรีนเกย์อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูผสมพันธุ์ ที่นกกำลังถูกกดดันให้รีบมีคู่ 

    นักปักษีวิทยาและนักอนุรักษ์ได้สังเกตการณ์ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อนกและถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันมานานแล้ว ในแถลงการณ์ประกาศการค้นพบนี้ สโตกส์กล่าวว่าการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติน่าจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่นักวิจัยรู้ เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถรายงานเหตุการณ์เหล่านี้ได้

    จิม เรย์โนลด์ส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านปักษีวิทยา มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ กล่าวว่า การผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ในนกพบได้บ่อยที่สุดใน “นกน้ำ” ซึ่งการข้ามสายพันธุ์นี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะหากเกิดการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันมากเข้า อาจจะทำให้ยีนของนกสายพันธุ์ดั้งเดิมสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งเจือจางลงและหายไปทั้งหมด เหมือนกับที่เคยเป็นกังวลกับเป็ดรัดดี้และเป็ดหัวแดงในสเปน

    แต่นี่อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในกรณีของนกเจย์ลูกผสม เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของนกได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายจากนกชนิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่ามันจะสามารถมีคู่ผสมพันธุ์และผลิตลูกหลานได้หรือไม่ เพราะมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการผสมพันธุ์แบบลูกผสม

    ที่มา: ABC NewsCNNThe Washington Post

    พบ ‘นกเจย์’ ผสมข้ามสายพันธุ์ ตัวแรกของโลก ผลจากโลกร้อน ทำที่อยู่นกเปลี่ยนไป

    นกลูกผสมที่เกิดจาก บลูเจย์และกรีนเจย์
    เครดิตภาพ: Brian Stokes

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1201514&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Fc1FzXCu2sXmjd3Fv7Q4

  • ปธ.สคช. แนะ ทางรอดรัฐบาล เปิดลงทุนสินทรัพย์รัฐ รางรถไฟ-ที่ดินธนารักษ์ ให้เอกชนลงทุน

    ปธ.สคช. แนะ ทางรอดรัฐบาล เปิดลงทุนสินทรัพย์รัฐ รางรถไฟ-ที่ดินธนารักษ์ ให้เอกชนลงทุน

    ปธ.สคช. แนะ ทางรอดรัฐบาล เปิดลงทุนสินทรัพย์รัฐ รางรถไฟ-ที่ดินธนารักษ์ ให้เอกชนลงทุน

    วันนี้, 18:03น.

              นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงแนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศ หรือ Sovereign Wealth Funds ว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศจะทำได้จริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่หากประเมินจากระยะเวลาของรัฐบาลนี้มีประมาณ 4 เดือน คงยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องออกกฎหมายใหม่ เกี่ยวข้องกับทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการพูดคุยและมีการศึกษากันมาแล้วเกือบ 10 ปี แต่ยังศึกษาไม่เสร็จ ทำให้หากจะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลควรแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินการอย่างเป็นกลาง คณะกรรมการมีเพียง 7 คนมีความเชี่ยวชาญก็พอแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย นำเสนอแนวทางนี้ เพราะกังวลว่าปัจจุบันไทยกำลังติดกับดักและอาจไปต่อไม่รอด จากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) มีน้อย เพราะหนี้สาธารณะสูงและขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ทางออกมีเพียง 2 ทางคือ 1.การขึ้นภาษี 2.ลดรายจ่ายลง แต่ความจริงมีทางที่ 3 คือ รัฐบาลกลับไปพิจารณาตัวเองว่า มีทรัพย์สมบัติอะไรบ้าง จากนั้นนำมาบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น กระทรวงการคลังระบุว่าตัวเองมีสินทรัพย์อยู่ 23 ล้านล้านบาท ส่วนนี้สามารถทำให้ดีขึ้นได้

              สำหรับกรณีค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แนวทางการบริหารจัดการนั้น สาเหตุหลักคือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้เราต้องส่งสินค้าไปขายต่างประเทศในจำนวนมากกว่าการนำเข้าสินค้า สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและไม่เพียงพอ จึงต้องกระตุ้นความต้องการ (ดีมานด์) ภายใน ควรใช้วิธีกระตุ้นผ่านการหาทางให้เอกชนเห็นลู่ทางลงทุนเพิ่มเติม เสนอให้รัฐบาลควรนำสินทรัพย์ที่ตัวเองมี ออกมาเป็นตัวเลือกให้เอกชนเข้ามาลงทุนจะดีที่สุด เพราะรัฐบาลมีสินทรัพย์ประมาณ 23 ล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนกลับมามีต่ำมาก ยกตัวอย่างรถไฟของไทย รางรถไฟมีเพียงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เท่านั้นจะสามารถใช้รางรถไฟได้ แต่ขณะนี้มีความพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถจ่ายค่าใช้บริการระบบราง เพื่อเดินรถได้โดยตรง ควรเร่งรัดให้ออกมา เพราะจะเพิ่มการขนส่งโลจิสติกส์ สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ อีกส่วนเป็นที่ดินกรมธนารักษ์ สามารถเปิดให้ใช้ประโยชน์ได้ ทั้งบนดินและใต้ดิน หากขุดเจาะลงไปเจอน้ำบาดาลหรือน้ำแร่ดีๆ นำไปวิจัยแล้วใช้พัฒนาเป็นสินค้าใหม่ได้อีกมากมาย

    #กองทุนความมั่งคั่ง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155274&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EQpkWBZupaIenhMRTMxj4

  • T

    T

    Tidlor Academy ศูนย์การเรียนรู้ของ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings (TIDLOR) โดย คุณกาญจน์ณัฐ เฉลิมจุฬามณี ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เงินติดล้อ (Tidlor Academy) นำทีมงานต้อนรับผู้บริหาร พนักงาน และนักศึกษา จากสถาบันการเงิน บริษัทเอกชน และสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศไทย จำนวนทั้งหมด 15 ท่าน เข้าร่วมกิจกรรม “TIDLOR Culture Wow” เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร พร้อมเยี่ยมชมแผนกต่าง ๆ อาทิ ฝ่ายวิเคราะห์และพัฒนา (Analytics & Development) ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ (Marketing & Business Development) และฝ่ายนายหน้าประกันภัย “อารีเกเตอร์” (Areegator) แพลตฟอร์มเสนอขายประกันออนไลน์ผ่านสมาชิก นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยถาม-ตอบอย่างใกล้ชิดกับคณะผู้บริหารและทีม Culture Gangster เกี่ยวกับแนวทางและวิธีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ บมจ. เงินติดล้อ อาคารอารีย์ ฮิลล์

    Tidlor Academy จัดกิจกรรม TIDLOR Culture Wow แชร์ประสบการณ์สร้างวัฒนธรรมองค์กร ให้ภาคธุรกิจและการศึกษาชั้นนำในประเทศไทย

    ทั้งนี้หลักสูตร TIDLOR Culture Wow และ TIDLOR Culture Camp ภายใต้โครงการ TIDLOR Academy จัดขึ้นสำหรับบุคคลและบริษัทภายนอกที่สนใจการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ผ่านแนวคิดและประสบการณ์จริงในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยวัฒนธรรมองค์กรในแบบฉบับเงินติดล้อ เพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป สำหรับผู้สนใจออกแบบค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเวิร์กช็อปที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.tidlor.com/academy หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-792-1990

    รายชื่อหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรม

    • ธนาคารออมสิน
    • บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด
    • บริษัท เพ็น เค อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด
    • บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด
    • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0l48ybetd5zpms6mh90evvd9sd62on&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KDWNfSB91m8zS7anYhfJm

  • ภายใต้การดูแลของท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะขอดูแลสวัสดิการของครูอย่างเต็มที่ – กระทรวงศึกษาธิการ

    ภายใต้การดูแลของท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะขอดูแลสวัสดิการของครูอย่างเต็มที่ – กระทรวงศึกษาธิการ

    ความตอนหนึ่งของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา รับฟังปัญหา มอบสิ่งของและขวัญกำลังใจ ณ โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด วิทยาเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ และโรงเรียนห้วยแแถลงพิทยา เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568

    “ทั้งที่ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็ก จากนี้ไปภายใต้การดูแลของท่านรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชุดนี้จะขอดูแลสวัสดิการของครูอย่างเต็มที่ เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม เราคือครอบครัวเดียวกัน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน และอึกเรื่องหนึ่งที่ต้องให้การใส่ใจ คือ ได้รับเสียงสะท้อนมาว่า ต้องการให้มีนักจิตวิทยาลงไปสู่พื้นที่โรงเรียนเพื่อดูแลสภาพจิตใจครูและเด็ก ซึ่งได้มีการประสานทางกรมสุขภาพจิตกับหน่วยงานเกี่ยวข้องไว้แล้ว”

    ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก
    สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-korat/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19_KDIYrmGr0NKuHv9BsJ7

  • พังงาปั้นผู้นำคลื่นลูกใหม่! เดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกผ่านโครงการ YPC

    พังงาปั้นผู้นำคลื่นลูกใหม่! เดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกผ่านโครงการ YPC

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/101941&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hUhjrLE0BVFsu1YqpSAYJ

  • ผลสำรวจ Booking.com บอกว่า Gen Z คือกลุ่มที่ชอบ ‘ทำอาหาร’ ตอนไปเที่ยวมากที่สุด

    ผลสำรวจ Booking.com บอกว่า Gen Z คือกลุ่มที่ชอบ ‘ทำอาหาร’ ตอนไปเที่ยวมากที่สุด

    “อาหารไม่ใช่แค่มื้อพิเศษอีกต่อไป แต่คือแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเดินทาง”

    นี่คือบทสรุปของรายงานล่าสุด Taste of Home Asia Pacific จาก Booking.com ที่ระบุว่า ยุคนี้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะการได้ ‘ทำอาหารกินเองในระหว่างที่ไปท่องเที่ยว’ นอกจากนั้นก็รวมไปถึง ‘การได้กินอาหารท้องถิ่น’

    เพราะยุคนี้ การท่องเที่ยวผูกติดกับอาหารในทุกมิติ เนื่องจากมันเชื่อมโยงกับทั้งประสบการณ์ วัฒนธรรม และความทรงจำของผู้คน

    การศึกษาชิ้นนี้สอบถามกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 8,000 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป ครอบคลุมคนจากประเทศออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อินโดนีเซีย, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไทย และเวียดนาม ซึ่งข้อมูลหลายส่วนที่น่าสนใจคือ

    • นักท่องเที่ยวทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หันมาเลือกบ้านพักที่มอบความสะดวกสบาย และอิสระในการรับประทานอาหาร การจัดเลี้ยง หรือการทำอาหารภายในพื้นที่
    • นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบมองหาจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์และความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น ทำให้ช่วงเวลาแห่งการรับประทานอาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงมื้ออาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเชื่อมต่อ เรียนรู้วัฒนธรรม และสร้างความทรงจำที่ยั่งยืน อันนำไปสู่การเป็นประตูสู่วัฒนธรรมมากกว่าการเป็นหนึ่งในจุดหมายของการเดินทาง

    พูดง่ายๆ คือ เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักท่องเที่ยวยุคนี้

    เทรนด์บ้านพักตากอากาศมาแรง

    ในรายงาน บอกว่า ความหลากหลายของเทรนด์และรสนิยมด้านอาหารมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีออกไปสำรวจโลกของผู้เดินทาง

    และหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงมากๆ คือ ‘บ้านพักตากอากาศ’ กำลังกลายเป็นตัวเลือกที่พักอันดับต้นๆ สำหรับการเดินทางเพื่อแสวงหาประสบการณ์ทางด้านอาหาร

    อย่างในประเทศไทย มีข้อมูลว่า บ้านพักตากอากาศเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้เดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการลิ้มลองอาหารประจำภูมิภาค หรือการใช้เวลากับครอบครัวอย่างมีคุณภาพ

    โดยประเภทที่พัก 5 อันดับแรกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้เดินทางชาวไทย ได้แก่ บ้านพักริมชายหาด (57%) เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือบ้านพักตากอากาศแบบส่วนตัว (32%) ตามด้วยเกสต์เฮาส์ (31%) การตั้งแคมป์หรือเต็นท์ (29%) และบ้านพักในชนบท (26%)

    ไม่เพียงเท่านี้ ‘การกินอาหารนอกบ้าน’ ยังเป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวสายกิน โดยข้อมูลพบว่า 54% ของนักท่องเที่ยวชอบไปกินที่ร้านอาหารท้องถิ่นเป็นประจำขณะอยู่ที่ต่างประเทศ

    ส่วนเรื่องบ้านพักตากอากาศ พบว่า 34% ของนักท่องเที่ยวจองบ้านพักตากอากาศเพื่อที่จะเข้าถึงประสบการณ์การรับประทานอาหารท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ 88% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยก็มักจะเลือกจุดหมายปลายทางเพียงเพราะต้องการไปเยือนร้านอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้บทบาทของ “เชฟ” ในบ้านพักตากอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงไป

    Three generations of joyful Asian family celebrating Chinese New Year and enjoying scrumptious traditional Chinese poon choi on reunion dinner

    Gen Z คือเชฟของบ้าน ตอนไปเที่ยว

    ในรายงาน ระบุชัดว่า มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเพียง 22% เท่านั้นที่ยังคงให้ ‘คุณแม่’ เป็นคนทำอาหารตามปกติ

    ในขณะที่คนรุ่นใหม่เริ่มทำอาหารด้วยตัวเองอย่างมั่นใจและผสมผสานสูตรอาหารของครอบครัวกับไอเดียใหม่ๆ โดยพบว่า Gen Z มักทำอาหารตามสูตรของครอบครัวบ่อยที่สุด (25%) เมื่อเทียบกับ Millennials (19%), Gen X (21%) และ Boomers (18%)

    อธิบายให้เห็นภาพคือ เวลาไปเที่ยวกันในครอบครัว คนที่จะลุกขึ้นมาทำอาหารมากที่สุดก็คือ Gen Z และที่สำคัญชอบทำอาหารตามสูตรของครอบครัว ซึ่งตีความได้ว่า ตอนอยู่บ้านอาจจะไม่ได้ทำหรือไม่อยากทำ แต่ตอนไปเที่ยวคือช่วงเวลาที่แตกต่างออกไป จึงทำให้ Gen Z มีพฤติกรรมใหม่ที่ชอบทำอาหารตอนออกไปท่องเที่ยว

    แต่นอกเหนือจากการรับประทานอาหารในร้านอาหารท้องถิ่นแล้ว นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมากยังนิยมเลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดในชุมชนท้องถิ่นเพื่อนำมาประกอบอาหารระหว่างการเข้าพัก โดยเมนูยอดนิยม ได้แก่ อาหารทะเล (51%) บาร์บีคิวหรือหมูกระทะ (48%) มื้ออาหารที่มีเมนูหลากหลายสำหรับหลายคน (33%) อาหารเช้า (31%) และอาหารประจำท้องถิ่นนั้น ๆ (22%)

    และจากกระแสดังกล่าว ในรายงานบอกว่า ได้สะท้อนให้เห็นว่าผู้เดินทางเริ่มหันมาทำอาหารร่วมกันระหว่างเดินทาง (45%) โดยผู้เดินทางนิยมเลือกเมนูที่สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว (33%) และยังลองทำเมนูอาหารประจำถิ่นที่พวกเขาเดินทางไปท่องเที่ยวอีกด้วย (32%)

    อย่างไรก็ตาม รายงานสรุปว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยคาดหวังว่าบ้านพักตากอากาศจะต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบครัน เช่น เครื่องครัว (73%) อุปกรณ์ทำอาหารกลางแจ้ง (62%) พร้อมด้วยพื้นที่รับประทานอาหารกลางแจ้งที่ล้อมรอบด้วยทัศนียภาพสวยงาม (62%) ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถดึงดูดผู้เข้าพักได้มากขึ้น นอกจากนี้บ้านพักตากอากาศกำลังได้รับความนิยมมากกว่าที่พักประเภทอื่น เนื่องด้วยข้อได้เปรียบด้านความเป็นส่วนตัว รวมถึงอิสระด้านเวลาในการรับประทานอาหาร (45%) และความยืดหยุ่นในการเลือกว่าจะทำอาหารเองหรือออกไปรับประทานอาหารข้างนอก (31%)

    รายงาน Taste of Home ของ Booking.com แสดงให้เห็นว่าอาหารเป็นหัวใจสําคัญของการเข้าพักในบ้านพักตากอากาศ ผู้เดินทางเลือกบ้านพักตากอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่เพื่อความสะดวกสบาย แต่เป็นโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นแท้ๆ และออกเดินทางสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหารที่มอบแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับชุมชน การรับประทานอาหารร่วมกัน การลิ้มลองรสชาติท้องถิ่น และอิสระในการทำอาหารด้วยกัน ได้เปลี่ยนการเข้าพักให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีชีวิตชีวา ช่วยให้ผู้เข้าพักสัมผัสได้ถึงความผูกพันกับจุดหมายปลายทางและความอบอุ่นเสมือนอยู่บ้านหลังที่สองอย่างแท้จริง ผ่านการรับประทานอาหารพร้อมหน้า รสชาติท้องถิ่น และความสุขจากการทำอาหารด้วยกันคุณบรานาวัน อรุลโจธี (Branavan Aruljothi) ผู้ดำรงตำแหน่ง Area Manager ของ Booking.com กล่าว

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/booking-com-taste-of-home/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D7GXjt2-SY8RlyS-oPkVH

  • “ปลัดท่องเที่ยว'”นำประชุมประเมินผลราชการ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพ-โปร่งใส

    “ปลัดท่องเที่ยว’”นำประชุมประเมินผลราชการ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพ-โปร่งใส

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ครั้งที่ 1/2568 เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ กำหนด KPI เชื่อมโยงผลลัพธ์เชิงคุณภาพ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

    วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ครั้งที่ 1/2568

    โดยมีนางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา, นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว รวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในสังกัด ตามกรอบมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารราชการ และเพื่อกำหนดตัวชี้วัด (KPI) การประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมการท่องเที่ยว และกรมพลศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินผลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานอย่างแท้จริง เพื่อให้การบริหารจัดการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายรัฐบาล และเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงตัวชี้วัดกับผลลัพธ์เชิงคุณภาพ ทั้งด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว การยกระดับกีฬา และการสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247305&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BPlC6dHwcD7CqcfpMR4CB