Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ยิ่งโตขึ้น ยิ่งมีวันที่ฉันรู้สึกไม่เข้าใจอะไรเลย” ROSÉ เปิดใจถึงการเติบโตในฐานะศิลปิน

    “ยิ่งโตขึ้น ยิ่งมีวันที่ฉันรู้สึกไม่เข้าใจอะไรเลย” ROSÉ เปิดใจถึงการเติบโตในฐานะศิลปิน

    ศิลปินหญิงขวัญใจแฟนๆ อย่าง ROSÉ เพิ่งขึ้นปก The Hollywood Reporter พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเติบโต ความเปราะบาง การทำงานในฐานะศิลปินเดี่ยว ความกดดันที่ต้องเจอ ตลอดจนการสร้างผลงานที่มีความเป็นตัวเองและซื่อสัตย์กับตัวเอง

    ROSÉ เปิดใจว่า การเดินทางตลอดหลายปีที่ผ่านมาสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องง่าย ในตอนที่เธอเป็นเด็กฝึก เธอคิดว่าตัวเองมีความมั่นใจและรู้สึกมีไฟมากกว่านี้ แต่ตอนนี้ชีวิตของเธอแทบไม่มีเวลาให้กับการทำผิดพลาดด้วยซ้ำไป เพราะเธอต้องเผชิญหน้ากับความกดดันและพยายามทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เธอพยายามที่จะสร้างสมดุลต่างๆ ให้กับชีวิตด้วยเหมือนกัน และสิ่งสำคัญที่เธอบอกตัวเองเสมอก็คือต้องทำงานให้มีความจริงใจ มีความเป็นตัวของตัวเองในแบบที่ไม่ปรุงแต่งเกินไป

    ส่วนหนึ่งในบทสัมภาษณ์นี้เธอกล่าวว่า “ตอนที่ฉันเป็นเด็กฝึกนี่ฉันเป็นตัวแรงเลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตอนนั้นฉันถึงมีไฟในตัวมากขนาดนั้น ฉันเต็มไปด้วยพลังมากๆ ตอนนี้เมื่อฉันมองย้อนกลับไปมองตัวเองในวันที่เป็นเด็กฝึก ฉันชื่นชมตัวเองมากเลย แต่เมื่อยิ่งโตขึ้น ยิ่งมีวันที่ฉันรู้สึกไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฉันแค่ต้องต่อสู้กับปีศาจในใจแบบวันต่อวัน ตอนนั้นฉันแข็งแกร่งมากจริงๆ และฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำไปได้อย่างไร”

    เธออธิบายต่อไปว่า “ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฉันรู้ตัวชัดเจนไหมว่าต้องการอะไร แต่ฉันรู้ว่าฉันอยากมีโลกที่เป็นฉันอย่างแท้จริงและไม่รู้สึกว่าจะต้องขอโทษใคร”

    สิ่งที่เธออยากทำให้ได้นั้นเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาผ่านอัลบั้มโซโล่ชุดแรกที่ชื่อว่า​ Rosie เพราะอัลบั้มนี้เปรียบเสมือนไดอารีที่บันทึกเรื่องราวความเปราะบางของเธอไว้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเธอก็พูดถึงอัลบั้มนี้ในบทสัมภาษณ์นี้ว่า “ตอนนั้นฉันอายุ 27 และอยากให้อัลบั้มนี้เป็นตัวฉันอย่างแท้จริง เป็นทุกอย่างที่ฉันมีแบบไม่ต้องกลั่นกรองอะไรเลย บางวันฉันก็แค่ต้องเผชิญกับปัญหาของตัวเอง การเป็นตัวเอง และการใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยโซเชียลมีเดีย รู้สึกอยากได้รับการยอมรับ และอยากให้ทุกคนรักและชื่นชมฉัน”

    ภาพ: roses_are_rosie / Instagram

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/rose-interview-rosie-album/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JgoyO09arxcfKq5uUhOy2

  • Gen Z โมร็อกโกประท้วงรัฐบาลสัปดาห์ที่ 2 เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา

    Gen Z โมร็อกโกประท้วงรัฐบาลสัปดาห์ที่ 2 เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา

    กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ในโมร็อกโก เดินหน้าประท้วงอย่างต่อหน้าเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา-สาธารณสุข และต่อต้านคอร์รัปชัน

    กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ของโมร็อกโกรวมตัวประท้วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทำการปฏิรูปการศึกษาและระบบสาธารณสุขของประเทศ

    กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ใช้ชื่อว่ากลุ่มว่า Gen Z 212 ซึ่งรวมตัวกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ดิสคอร์ด (Discord) โดยมีผู้เข้าร่วมกลุ่มออนไลน์นี้มากกว่า 180,000 คน ก่อนออกมารวมตัวกันประท้วงด้วยสันติวิธี ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของโมร็อกโกนี้ เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายไม่คาดคิดมาก่อน ว่าพวกเขาจะมีความสนใจในปัญหาบ้านเมือง

    Reuters/Stringer
    ม็อบ Gen Z ในโมร็อกโก

    การประท้วงในเมืองเตโตอวน ทางตอนเหนือของโมร็อกโก ผู้ชุมนุม Gen Z หลายร้อยคนรวมตัวกันพร้อมตะโกนคำขวัญว่า “เสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความยุติธรรมในสังคม” พร้อมทั้งต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

    ขณะที่ทางตะวันตกของเมืองคาซาบลังกา ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุม Gen Z ออกมารวมตัวกันพร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาและสาธารณสุข พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง

    และเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุม Gen Z ออกมารวมตัวกันอย่างเนืองแน่นในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยทางนายกรัฐมนตรีของโมร็อกโก ออกมายอมรับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม และพร้อมเจรจาหารือต่อไป

    การชุมนุมประท้วงของกลุ่ม Gen Z ในโมร็อกโกเกิดขึ้นภายหลังมีการประท้วงขนาดเล็กเกิดขึ้นในหลายเมือง จากกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ 8 คนเสียชีวิตจากการผ่าคลอด ในโรงพยาบาลรัฐในเมืองอากาดีร์ ทำให้ผู้ชุมนุม Gen Z ใช้จังหวะดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สาธารณสุขของโมร็อกโกนั้นยํ่าแย่ มีความเหลื่อมลํ้าสูง ทำให้พวกคนรุ่นใหม่รวมตัวกันในออนไลน์ ก่อนออกมาประท้วง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/258543&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tMQwuOF5d0k1bLuONFTh5

  • อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    อมรินทร์กรุ๊ป เดินหน้าลุยต่อ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ปลูกฝังเด็กไทยรักการอ่าน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นระยะเวลา ปีอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานของ อมรินทร์กรุ๊ป โดยบริษัทอมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด  ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปลูกฝังสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่เยาวชนไทยในโรงเรียน 261 แห่ง จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งส่งมอบชั้นวางพร้อมหนังสือ 10 หมวดความรู้ให้แก่โรงเรียนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 285,000 เล่ม และมีนักเรียนเข้าชมรมรักการอ่านกว่า 28,000 คน ไม่เพียงสร้างให้เยาวชนไทยเป็นผู้รักการอ่านแล้ว แต่ยังส่งเสริมให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น และคุณครูผู้รับผิดชอบโครงการเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยได้จัดงานแถลงข่าวความสำเร็จของโครงการฯ พร้อมด้วย ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในงาน  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า “โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” เป็นโครงการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดขึ้น กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มโครงการปีที่ 1 จนถึงปีที่ 5  ด้วยเชื่อมั่นว่า “การอ่าน” เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่สามารถพัฒนาความรู้ ไปสู่การพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ นำไปสู่การสร้างสรรค์ และช่วยขับเคลื่อนการศึกษาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทุกระดับการศึกษาของประเทศจากผลของการอ่านออกเขียนได้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น

    กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายการศึกษา “เรียนดี  มีความสุข” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งการเรียนการสอนจำเป็นต้องเริ่มจากความสุขทั้งผู้เรียน ผู้สอน และผู้ปกครอง ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนดีขึ้น เมื่อการเรียนดีขึ้นจะส่งผลกลับไปทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมการอ่าน จึงเป็นหนึ่งในนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล ที่จะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษาและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัยภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติทั้งในด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค คุณภาพ และสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นตามบริบทของประเทศและสังคมโลก โดยเน้นให้ผู้เรียน “เรียนดี  มีคุณธรรม” ด้วยหลักการขับเคลื่อนการศึกษาไทยด้วยทักษะการอ่าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคง มั่งคั่ง และพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกภาคส่วน

    การดำเนินโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข ” กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีแนวคิดที่จะร่วมสนับสนุนให้ “เด็กไทยอ่านออก เขียนได้ คุณครูก้าวไกล ชาติไทย พัฒนา”  ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียนให้เป็นผู้ที่รู้หนังสือ สามารถอ่านออก เขียนได้ แต่ยังส่งเสริมให้ครูผู้รับผิดชอบโครงการ สามารถเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

    ไม่เพียงเท่านี้ โครงการดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือ และความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันพัฒนาเสริมสร้างรากฐานการอ่านให้เด็กและเยาวชนไทย ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีวัตถุประสงค์ไปในทิศทางเดียวกัน และเห็นควรให้ภาคส่วนต่างๆ  ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้การสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การพัฒนา  ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้น จนกลายเป็นประโยชน์ที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และการศึกษาให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป”

    หม่อมหลวงลือศักดิ์ จักรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” เผยว่า “เพื่อเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้แก่นักเรียนในโรงเรียนเป้าหมาย โดยสนับสนุนให้เป็นผู้รู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ เพราะเชื่อว่า การอ่าน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เรียน เพื่อแสวงหาความรู้ และข้อมูลต่างๆ ความถนัด และความสนใจ และเป็นทักษะที่จะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะสำคัญด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านการสื่อสาร  ทั้งการพูด การเขียน การสรุปความ และทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น 

    โดยจัดให้มีกิจกรรมการอ่าน วันละ 15 นาที, ก่อตั้งชมรมรักการอ่าน, การลงบันทึกรักการอ่านอย่างสม่ำเสมอ และยัง  ต่อยอดกิจกรรมการประกวด “เด็กสุขสันต์ ยอดนักอ่าน” เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆ สนใจเข้าห้องสมุด, “เด็กสุขสร้างสรรค์ ขยันบันทึก” ต่อยอดความรู้จากการอ่านเก่ง คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และจับใจความสำคัญได้ และ “อ่านดัง ฟังเพลิน” ให้นักอ่านรุ่นใหม่อ่านแล้วบันทึกคลิปเสียงเพื่อส่งต่อสู่ผู้พิการทางสายตา เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่เข้าร่วมชมรมรักการอ่านมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น  

    ในปีที่ โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” มีโรงเรียนเข้าร่วม 52 แห่งจาก 29 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 7,632 คน ต่อมาปีที่ มีโรงเรียนเข้าร่วม 57 แห่งจาก 38 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 7,582 คน จากนั้นปีที่ มีโรงเรียนเข้าร่วม 51 แห่งจาก 24 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 3,910 คน ในปีที่ มีโรงเรียนเข้าร่วม 50 แห่งจาก 27 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 4,200 คน และปีที่ มีโรงเรียนเข้าร่วม 51 แห่งจาก 21 จังหวัด มีสมาชิกชมรมรักการอ่าน 5,000 คน

    จากการดำเนินโครงการตลอด ปีที่ผ่านมา พบว่านักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้นโดยเฉพาะวิชาภาษาไทย โดยในปีที่  มีผลการเรียนดีขึ้น 64%  ปีที่ เพิ่มขึ้นเป็น 72%  ปีที่ เพิ่มขึ้นเป็น 75% ปีที่ 4 เพิ่มขึ้นเป็น 77%  และปีที่ เพิ่มขึ้น 75% จากกลุ่มตัวอย่างของสมาชิกชมรมรักการอ่าน 5,000 คน ถือเป็นการเติบโตด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการ

    ไม่เพียงเท่านี้ ยังส่งเสริมให้ครูผู้รับผิดชอบโครงการเพิ่มวิทยฐานะของตนเองจากการลงมือปฏิบัติงานจริงกับผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม ด้านผู้บริหารโรงเรียนมีส่วนกำหนดนโยบายตามแผนกลยุทธ์ของโรงเรียน และให้การสนับสนุนกิจกรรมการสร้างนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ศึกษานิเทศก์มีการกำหนดนโยบาย แนวทางส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับโรงเรียนในสังกัด ทั้งด้านกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน และด้านการสอนของครูผู้ดูแลโครงการ เพื่อช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนให้ดีขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามให้คำแนะนำช่วยเหลือ

    นอกจากนี้ยังพบว่า นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน โดยมีพฤติกรรมชอบอ่านหนังสือเป็นประจำและสมํ่าเสมอนักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการเข้าห้องสมุด ได้เลือกอ่านหนังสือที่ตนสนใจมากขึ้น และมีความสุขจากการอ่านหนังสือ อีกทั้งการทำกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านอย่างเข้มแข็งเป็นประจำ นำไปสู่การต่อยอดสร้างสรรค์เป็นผลงานต่างๆ ของนักเรียนในชมรมรักการอ่าน เพื่อแบ่งปันสาระความรู้ให้แก่นักเรียนคนอื่นๆ และส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดและได้รับรางวัลในระดับต่างๆ ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่นักเรียน คุณครู และผู้บริหารโรงเรียน และเกิดการส่งต่อความตั้งใจและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนรุ่นน้องต่อไป อันจะเป็นการพัฒนาสังคมในโรงเรียนให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน และสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทยต่อไป”

    ด้าน คุณโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไทยเบฟฯ มีความมุ่งมั่นและตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับเยาวชน โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนรู้ของเยาวชน เพราะการอ่านคือรากฐานสำคัญ ของการเสริมสร้างและพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของเยาวชนในการดำรงชีวิต เป็นการเปิดโลกทัศน์ สร้างจินตนาการ อีกทั้งทำให้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดใหม่ๆ ที่ช่วยต่อยอดทั้งในด้านความรู้ ความคิด และก้าวทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กิจกรรมต่างๆ ของโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและรักการอ่านมากยิ่งขึ้น

    ภายใต้พันธกิจของไทยเบฟฯ ในการสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต (Creating and Sharing the Value of Growth) จึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลากหลายโครงการ อาทิ โครงการสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี (Connext ED) โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ไทยเบฟฯ มุ่งพัฒนา  3 ทักษะหลัก คือ ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และการเป็นคนดี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ สามารถดูแลพึ่งพาตนเอง เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี สร้างประโยชน์ต่อสังคมได้ การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติ การเรียนรู้เรื่อง Cyber Security อาชีพในยุคปัจจุบัน ทักษะการทำมาค้าขาย ที่สามารถเชื่อมโยงและสอดแทรกไปสู่เรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งคุณครูและนักเรียนสามารถใช้หนังสือที่โครงการส่งความรู้ สร้างความสุขมอบให้ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อยอดและพัฒนาทักษะได้ในอนาคต

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม และเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของชาติ”

    โครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” ยังคงเดินหน้าพร้อมวางเป้าหมายความสำเร็จของโครงการคือ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญเรื่องการอ่านเป็นพื้นฐาน เพราะการอ่านจะเป็นพื้นฐานของการรู้หนังสือของนักเรียน คุณครูเองยังได้พัฒนาด้านการเรียนการสอน และมีโอกาสพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพ ส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นสื่อประเภทหนังสือ คลิปวิดีโอการเรียนรู้ต่างๆ ที่มีคุณภาพ หลากหลาย เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    สามารถติดตามรายละเอียดของโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข” รวมทั้งภาพกิจกรรมจากโครงการ บทความและเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการอ่าน ได้ทาง www.naiin.com

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/06/583848/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wZaro-vECFqSVk2glD0d-

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D99084201%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07bTnBdiTZpcm7Yuul7xQx

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีเมถุน

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีเมถุน

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีเมถุน ราศีธาตุลม ที่มีดาวพุธ ดาวแห่งความคิด สติปัญญา เป็นเจ้าเรือน บอกถึงการเป็นผู้ชอบเรียนและสนุกที่จะรู้บอกถึง พรสวรรค์ที่ไม่มีใครเทียบเทียมในการเจรจา หาเรื่องทั้งที่มีสาระและไร้สาระมาพูดคุยได้กับทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่

    การเงิน อาจได้โชคมีลาภอย่างไม่คาดฝัน แต่เป็นระยะที่ควรระวังอารมณ์ “ใจดี มีเมตตา” ที่มากเกินไป ก็อาจทำให้ถูกหลอกลวง จนสูญเสียเงินทองของมีค่าได้ ซึ่งวันที่ 7-9 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน ตั้งสติให้ดี ๆ เพราะมีโอกาสเจอ “ผู้ใหญ่ ปากหวาน” กับคำมั่นสัญญา ว่าจะให้โน่นให้นี่ เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะถูกหลอกใช้ให้ทำงานฟรีมากกว่า ซึ่งวันที่ 6-7 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ สำหรับเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร วันที่ 9-11 อย่าประมาท ระวัง พนักงาน ลูกจ้าง โดยเฉพาะที่เป็นชาวต่างชาติ อาจก่อเรื่อง ทำให้เดือดร้อน เสียหายได้

    ความรัก ไม่ละเลย เพิกเฉย ปล่อยให้คู่ครอง ทำงานงก ๆ ตามลำพัง ร่วมด้วย ช่วยกัน โดยเฉพาะจัดการบ้าน ที่อยู่อาศัย ให้สวยงาม สะอาดตา ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะรักษาสัมพันธ์รักให้ราบรื่นไว้ได้ สำหรับคนโสด มิตรสหาย อาจเป็นสื่อแนะนำให้พบรัก เจอคนถูกใจ แต่ก็อย่าประมาทเรื่อง..นางนกต่อ เพราะอาจเจอ..เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ที่จะนำภัย/อันตรายมาให้เช่นกัน

    สุขภาพ ยังอยู่ในระยะทีสตรีราศีเมถุนกำลังตั้งครรภ์ ก็ควรใส่ใจ ดูแลตัวเองให้มากขึ้น ควรระวังเหตุ/ภัย จากน้ำ อาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้ ซึ่งวันที่ 7-9 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ      

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ดาวพฤหัสบดี ราชาธิบดีแห่งสวรรค์ และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง ได้โคจรเข้ามาสถิต ณ เขตราศีกำเนิดของชาวราศีเมถุนแล้ว ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ที่จะได้รับ “โชคดี” ประสบผลสำเร็จ จากการศึกษาระดับสูง งานขยายตัว เจริญรุ่งเรือง หรือได้ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงจะได้พบรัก เจอเนื้อคู่อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/314943/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZHmg1XtfC9AnF8PPTrN2V

  • มหาอำนาจเศรษฐกิจโลกเผชิญ วิกฤตการคลัง ครั้งใหญ่: สหรัฐฯ – ยุโรป – ญี่ปุ่น ต่างจมในหนี้และความวุ่นวายทางการเมือง

    มหาอำนาจเศรษฐกิจโลกเผชิญ วิกฤตการคลัง ครั้งใหญ่: สหรัฐฯ – ยุโรป – ญี่ปุ่น ต่างจมในหนี้และความวุ่นวายทางการเมือง

    ประเทศพัฒนาแล้วตั้งแต่สหรัฐฯ ไปจนถึงฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ยากลำบากทางการคลัง ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงและความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามอง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะทั่วโลกพุ่งแตะระดับ 99 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

    ประเด็นวิกฤตการคลังและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในกลุ่มประเทศ G7 กลับกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจ ทั้งจากสหรัฐฯ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ไปจนถึงสหราชอาณาจักร

    ในสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump กับสภาคองเกรสเรื่องงบประมาณอาจทวีความรุนแรง หาก Trump เดินหน้าปลดพนักงานรัฐบาลกลางแทนการพักงานชั่วคราวตามที่เคยขู่ไว้ ล่าสุดสหภาพแรงงานซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานรัฐบาลหลายแสนคนได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้สั่งห้ามการเลิกจ้างหมู่ล่วงหน้า

    การชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางได้ทำให้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายชุดถูกเลื่อนออกไป รวมถึงรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนกันยายนที่ปกติจะเผยแพร่ในวันศุกร์ ทำให้ตลาดต้องอาศัยข้อมูลจากภาคเอกชนแทน ซึ่งสะท้อนว่าตลาดแรงงานยังคง “อ่อนแอแต่ทรงตัว” ในวันพุธ นักลงทุนจะจับตารายงานการประชุม Fed Minutes เพื่อหาสัญญาณว่ากรรมการมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ หลังเพิ่งปรับลดครั้งแรกของปีเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

    ฝรั่งเศสกำลังเร่งจัดทำงบประมาณใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการคลัง โดยประธานาธิบดี Emmanuel Macron เพิ่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ Sebastien Lecornu และตั้ง Roland Lescure เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดใหม่นี้จะต้องผลักดันร่างงบประมาณปี 2026 ให้ผ่านสภา ทั้งที่ไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างหนัก

    ที่ญี่ปุ่น Sanae Takaichi ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP เมื่อวันเสาร์ เตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก เพื่อรับมือกับภาระหนี้สาธารณะใหญ่ที่สุดในโลก

    ในสหราชอาณาจักร รัฐมนตรีคลัง Rachel Reeves กำลังเร่งจัดทำงบประมาณใหม่ซึ่งจะเปิดเผยในเดือนพฤศจิกายน ท่ามกลางแรงกดดันจากนักลงทุนที่กังวลต่อระดับหนี้ของประเทศ ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings เตรียมประกาศประเมินสถานะการคลังของอังกฤษใหม่ในวันศุกร์นี้

    ท่ามกลางปัญหาของประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ อิตาลีกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีแนวโน้มทางการคลังดีขึ้น ล่าสุดอิตาลีกำลังจะหลุดพ้นจากรายชื่อประเทศที่มี “การขาดดุลเกินขอบเขต” ของสหภาพยุโรป และเพิ่งได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก Fitch Ratings เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021

    การประชุมรัฐมนตรีคลังของสหภาพยุโรปในวันพฤหัสบดีนี้ มีวาระสำคัญเรื่องการจัดสรรงบประมาณระยะหลายปีของสหภาพฯ ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นเวทีแห่งความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก โดยภาพรวมสะท้อนว่า “ความแตกแยกทางการเมือง” กำลังบั่นทอนศักยภาพของเศรษฐกิจยุโรป ขณะที่แต่ละประเทศเผชิญภาระหนี้ที่สูงขึ้น
    Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะขึ้นให้การต่อรัฐสภายุโรปในวันจันทร์ เพื่อชี้แจงแนวทางนโยบายท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่กลับมาสูงสุดในรอบ 5 เดือน และในวันพฤหัสบดี ECB จะเผยแพร่รายงานเบื้องหลังการประชุมนโยบายเมื่อ 11 กันยายน

    ฝั่งเอเชีย สัปดาห์นี้คาดว่าจะมี 3 ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) จะเริ่มก่อนในวันพุธ โดยนักเศรษฐศาสตร์ยังเห็นต่างว่าควรลด 0.25% หรือ 0.50% จากระดับปัจจุบันที่ 3% ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% เหลือ 1.25% หลังเงินเฟ้อลดลงติดต่อกัน 6 เดือน และรัฐบาลแสดงความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) คาดว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมไว้ที่ 5% แต่ลดดอกเบี้ยเงินฝากลงจาก 4.50% เหลือ 4.375%

    ภาพรวมเน้นย้ำว่าความขัดแย้งทางการเมืองกำลังสร้างความตึงเครียดให้กับเศรษฐกิจหลักๆ และถูกทดสอบเพิ่มเติมด้วยทางเลือกที่บังคับให้รัฐบาลต้องเลือกจากการกู้ยืมเงินจำนวนมาก ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากเข้าสู่ “กับดักหนี้” (debt trap) ที่ทำให้รัฐบาลต้องเลือกว่าจะ “ลดหนี้” ด้วยมาตรการรัดเข็มขัดซึ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจชะลอ หรือ “เพิ่มหนี้” เพื่อซื้อเวลาและรักษาความนิยมทางการเมือง

    นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเตือนว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและการตัดสินใจทางงบประมาณที่ล่าช้า กำลังทำลายความเชื่อมั่นต่อตลาดพันธบัตรของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลทั่วโลกสูงขึ้น

    ภาพ: timandtim/Getty Images

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/global-finance-crisis-us-europe-japan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TqYijrQ_NTJGieRt0KEgP

  • ดอลลาร์พลิกอ่อนค่า หลัง Government shutdown และตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าคาด | Investing.com

    ดอลลาร์พลิกอ่อนค่า หลัง Government shutdown และตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าคาด | Investing.com

    Economic Highlight

    ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด  เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB)

    ราคา

    ราคาปัจจุบัน

    แนวรับ

    แนวต้าน

    คาดการณ์แนวโน้ม

    32.40

    32.15/32.30

    32.50/32.65

    Sideways *ระวังผันผวนสูง

    ทองคำ**

    (ดอลลาร์ต่อออนซ์)

    3,900

    3,800/3,850

    Sideways / Sideways Down *ระวังเข้าสู่ช่วงพักฐานและผันผวนสูง

    **ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)

    FX Highlight

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown อีกทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับออกมาแย่กว่าคาด

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน ทว่า พัฒนาการของสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่นล่าสุด อาจกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงในระยะสั้น หนุนเงินดอลลาร์ได้

    อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk หรือพร้อมปรับตัวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

    เนื่องจาก ในช่วงนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown ทำให้ การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกเลื่อนออกไป โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด  

     ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ยังมีความเสี่ยงเห็นแรงขายสินทรัพย์เพิ่มเติมได้บ้าง หลังจากสัปดาห์ก่อนนักลงทุนต่างชาติ ต่างขายสินทรัพย์ไทยสุทธิราว -3.5 พันล้านบาท โดยเน้นหนักไปที่การขายหุ้นไทย

    ขณะที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย นั้น อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน โดยเฉพาะเงินบาท อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังและรับรู้ว่า กนง. อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง จนถึงระดับ 1.00% ได้ภายในปีหน้า (ระดับปัจจุบัน 1.50%)

    ในเชิงเทคนิคัลนั้น เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาท (USDTHB) ยังเคลื่อนไหวเหนือ โซน 32.00-32.15 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following

     ทั้งนี้ แนวรับของเงินบาท (USDTHB) อยู่แถว 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.15 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านแรกจะอยู่ในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.65 บาทต่อดอลลาร์)

    Gold Highlight

    นับตั้งแต่ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมยังสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ได้ หลังสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown   

    ในช่วงระยะสั้น เราคงมุมมองเดิมว่า ราคาทองคำเผชิญความเสี่ยง Two-way risk และมีโอกาสปรับตัวลงได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใส

    ทั้งนี้ ในระยะสั้น ความกังวลต่อภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ ที่อาจยืดเยื้อ ก็อาจพอหนุนราคาทองคำได้ แต่หากสถานการณ์ดังกล่าวคลึ่คลายลง ราคาทองคำก็เสี่ยงย่อตัวลงเช่นกัน

    นอกจากนี้ เราพบว่า หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแนวโน้มราคาระยะยาว อย่าง เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ราคาทองคำก็เสี่ยงเข้าสู่ช่วงการพักฐาน (Correction) ได้พอสมควร

    อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจังหวะราคาทองคำย่อตัวลง ในการทยอยเข้าซื้อ ท่ามกลางความกังวลการเข้าแทรกแซงเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น

    ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) จะยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หากสามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ต่อเนื่อง

    โดยรวม เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังมีกำลังอยู่ แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำควรชะลอลงบ้าง และมีความเสี่ยงที่จะเห็นการย่อตัวลงของราคาทองคำ โดยเฉพาะ ถ้าตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง

    ภายใต้แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำดังกล่าว ทำให้เรามองว่า กลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ รอจังหวะ Buy on Dip (ขอย้ำว่า ไม่ควร ไล่ราคาซื้อ) สำหรับผู้เล่นที่ต้องการถือทองคำบ้างในพอร์ตการลงทุน 5%-10% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วนผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะลงทุนแล้ว ก็อาจ Let Profits Run หรืออาจพิจารณาขายทำกำไรออกมาบ้าง หากราคาทองคำปรับตัวลงแรง ทะลุโซน 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    Economics Highlight

    สถานการณ์/เหตุการณ์สำคัญ

    ผลกระทบต่อ

    ค่าเงินบาท

    ราคาทองคำ

    ภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่อาจจะยืดเยื้อ กินระยะเวลาราว 30 วัน หรือ มากกว่าได้

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวก

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    บรรดาเจ้าหน้าที่เฟด มองว่า เฟดอาจไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยหลายครั้งในปีหน้า

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    บรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB มองว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจไม่จำเป็นต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์ย่อตัวลง

    ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน ปรับตัวสูงขึ้น ดีกว่าคาด

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์ย่อตัวลง

    อัตราการเติบโตของค่าจ้างญี่ปุ่น ชะลอตัวลง แย่กว่าคาด

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

    คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย ลดดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดหวัง พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทย ยังคงติดลบ และออกมาต่ำกว่าคาด

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อบอนด์ไทย หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    Week Ahead Calendar

    1234

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200454825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PaLXL2jJNnOzNfadkJVWp

  • น้ำมัน WTI บวกกว่า 1% เช้านี้ หลังโอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตน้อยกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    น้ำมัน WTI บวกกว่า 1% เช้านี้ หลังโอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตน้อยกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    ราคาน้ำมัน WTI ดีดตัวขึ้นกว่า 1% ในช่วงเช้าวันนี้ (6 ต.ค.) หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด

    ณ เวลา 06.53 น. ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 66 เซนต์ หรือ 1.08% แตะที่ 61.54 ดอลลาร์/บาร์เรล

    โอเปกพลัสมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 137,000 บาร์เรล/วันในเดือนพ.ย. หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันอาทิตย์ (8 ต.ค.) โดยระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีเสถียรภาพและปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากสต็อกน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำนั้น สมาชิกทั้ง 8 ประเทศของโอเปกพลัสจึงได้ตัดสินใจปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 137,000 บาร์เรล/วันในเดือนพ.ย. และจะจัดการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 2 พ.ย. เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการผลิตในวันข้างหน้า

    อย่างไรก็ดี ปริมาณการผลิตที่จะปรับเพิ่มในเดือนพ.ย.นั้น อยู่ในระดับเดียวกับเดือนต.ค. และน้อยกว่าในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้น โดยโอเปกพลัสได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต 547,000 บาร์เรล/วันในเดือนก.ย., เพิ่มกำลังการผลิต 548,000 บาร์เรล/วันในเดือนส.ค. และปรับเพิ่มกำลังการผลิต 411,000 บาร์เรล/วันทั้งในเดือนพ.ค., เดือนมิ.ย. และเดือนก.ค.

    นอกจากนี้ การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนพ.ย.ยังน้อยกว่าที่มีกระแสคาดการณ์ในตลาดก่อนหน้านี้ว่าโอเปกพลัสอาจจะเพิ่มการผลิตน้ำมันมากถึง 500,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw125HFLTZA9C9_0AAnrMOCe

  • ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว: ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุมเร้า และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ รัฐบาลเมียนมาน่าจะมีความต้องการให้การเปลี่ยนถ่ายมือทางการบริหารประเทศ ไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารอย่างราบรื่น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจนับเป็นหัวใจในการส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลใหม่ ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้ ที่มีเวลาเหลือจากนี้ไปไม่มากนัก (ประมาณไม่เกิน 6-8 เดือน) รัฐบาลต้องใช้อาวุธสุดท้ายทางเศรษฐกิจอะไร? ที่ได้ผลมากที่สุด

    นี่คือความท้าทายของรัฐบาลเมียนมาในวันนี้ครับ “การท่องเที่ยว” น่าจะเป็นคำตอบ แต่ต้องมีกระสุนมาช่วยด้วย กระสุนดังกล่าวคือ “ฟรี-วีซ่า” ที่ ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรีอู โญ ซอ (U Nyo Saw) ได้ประกาศจะผ่อนปรนการขอวีซ่า เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา จึงน่าจะเป็นกระสุน (ฟรี-วีซ่า) ที่นำไปใช้กับอาวุธ (การท่องเที่ยว) ที่เหมาะสมที่สุดครับ

    เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในเมียนมานับตั้งแต่ปี 2020 ประเทศเมียนมาได้ประสบปัญหาโรคระบาด COVID-19 ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และความขัดแย้งภายในประเทศที่ขยายวงกว้างเป็นต้นมา ประเทศเมียนมาได้อยู่ในสภาวะวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก

    สมการรายได้ประชาชาติ (GDP) Y=C+G+I+(X−M) แทบจะหยุดนิ่งในทุกองค์ประกอบหลัก การบริโภค (C) ถูกบั่นทอนจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการอ่อนค่าของเงินจ๊าต การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ถูกจำกัดและมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคง การลงทุน (I) ทั้งในและต่างประเทศหดตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากความไม่แน่นอนและความเสี่ยง การส่งออก (X) แม้ยังดำเนินการอยู่ แต่ก็เผชิญปัญหาการขนส่งและการขาดแคลนเงินดอลลาร์ในประเทศ

    อีกทั้งมีการออกนโยบายควบคุมการนำเข้า(M) ในภาวะที่องค์ประกอบภายในประเทศแทบจะไร้พลังขับเคลื่อน การพึ่งพาการดึง “เงินตราต่างประเทศ” เข้าสู่ระบบผ่านการส่งออกบริการ (การท่องเที่ยว) จึงกลายเป็น “อาวุธและความหวัง”หรือ “อาวุธทางเศรษฐกิจสุดท้าย” ที่รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มากนัก

    การประกาศผ่อนคลายมาตรการขอวีซ่า (เช่น E-Visa หรือ Free Visa) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงเป็นเสมือนการเปิดประตูฉุกเฉิน เพื่อดึงดูดกระแสเงินดอลลาร์ที่เป็นเงินด่วน (Quick Cash) เข้าสู่ธุรกิจบริการในพื้นที่ที่สามารถควบคุมได้ การดึงเงินด่วน (Quick Cash) ผ่านการท่องเที่ยวนี้ จึงเป็นความพยายามที่จะประคองเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสภาพคล่องของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในการส่งมอบภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่หนักหน่วงเกินไปสู่รัฐบาลชุดใหม่  นี่จึงเป็นการเปลี่ยน “วิกฤตให้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์” ที่เหมาะสมที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการความสำเร็จที่รวดเร็ว ผมคิดว่ารัฐบาลเมียนมาต้องมีการวางกลไกเซฟโซน (Safe Zone) ในการที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมา การให้แค่ผ่อนปรนการขอวีซ่าอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ “ฟรี-วีซ่า” เหมือนดังประเทศเพื่อนบ้านทำ เพราะบริบทของเมียนมาวันนี้ ไม่ได้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ อีกมาก เช่น ความปลอดภัยที่เป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุด ดังนั้นเมียนมาต้องมีกลยุทธ์การจำกัดพื้นที่ (Safe Zone Strategy) ที่ชัดเจน เนื่องจากประเด็นเรื่อง ความปลอดภัย ยังคงเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากตะวันตก ยังคงมีความกังวลสูงและมีปัจจัยด้านจริยธรรมมาเกี่ยวข้อง

    ดังนั้นการตลาดของรัฐบาลเมียนมา จึงต้องปรับเป้าหมายและจำกัดขอบเขตการนำเสนอ ดังนี้

    1. การกำหนดพื้นที่ท่องเที่ยวที่เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทางการเมียนมาควรจำกัดการประชาสัมพันธ์ ไปที่พื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและมีเสถียรภาพสูง โดยให้การรับรองด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งได้แก่

    กรุงย่างกุ้ง (Yangon) ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ และที่ตั้งของมหาเจดีย์ ชเวดากอง และวัดสำคัญอื่นๆ เป็นจุดหมายปลายทางแรกที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมที่สุด เมืองพุกาม (Bagan) ที่มีมรดกโลกด้านอารยธรรมโบราณ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะสามารถจัดการพื้นที่ได้ง่าย เมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) และทะเลสาบอินเล (Inle Lake) ซึ่งจุดหมายรองที่เน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีธรรมชาติที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ การรับรองความปลอดภัยใน “สามเหลี่ยมทองคำ ทางท่องเที่ยว”นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับผู้ประกอบการทัวร์ต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่อยากจะมาเที่ยว

    2. การเลือกตลาดเป้าหมายที่ “เหมาะสมกับสถานการณ์” การพุ่งเป้าไปที่ตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งภายในประเทศน้อยกว่า และมีแรงจูงใจในการเดินทางที่เข้มแข็งกว่า เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด โดยมีการตั้งตลาดเป้าหมาย ที่มีจุดแข็งและแรงจูงใจในการเดินทางผลประโยชน์ต่อเมียนมา เช่น ตลาดไทย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Pilgrimage Tourism) และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม เดินทางง่ายและระยะสั้น สามารถฟื้นฟูปริมาณนักท่องเที่ยวได้เร็ว ดึงดูดเงินบาทเข้าสู่พื้นที่ชายแดนและย่างกุ้ง

    ต่อมาคือ ตลาดจีน (China) เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และปริมาณนักท่องเที่ยวมาก ซึ่งมักจะเดินทางเป็นกลุ่มทัวร์ ที่จัดการด้านความปลอดภัยได้ง่าย อีกทั้งดึงดูดเงินดอลลาร์ได้ในปริมาณที่มาก และช่วยฟื้นฟูธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีตลาดอินเดีย (India) ที่มีการเชื่อมโยงทางศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงการเดินทางเพื่อธุรกิจ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ และดึงดูดกลุ่มนักธุรกิจที่มีการใช้จ่ายสูงด้วยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ และข้อจำกัดของกลยุทธ์ แม้จะมีการผ่อนคลายวีซ่าและการจำกัดพื้นที่ท่องเที่ยวจะเป็นความพยายามที่ชาญฉลาด แต่ “อาวุธ” นี้ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ คือความไม่แน่นอนของเงินจ๊าต แม้การท่องเที่ยวจะนำเงินดอลลาร์เข้าประเทศ แต่ความผันผวนของค่าเงินจ๊าต อาจทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่าย และทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวท้องถิ่นต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน อีกทั้งภาพลักษณ์ประเทศ แม้ว่าการตลาดที่พยายามนำเสนอความสวยงามของวัฒนธรรม ก็อาจถูกบดบังด้วยรายงานข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆของภายในประเทศ

    นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อจำกัดเชิงปริมาณ การท่องเที่ยวที่จำกัดอยู่ในเพียง “เซฟโซน” จะไม่สามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลพอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ และไม่สามารถทดแทนการลงทุน (I) หรือการบริโภคภายในประเทศ (C) ที่หายไป ดังนั้นการใช้ “ผ่อนปรนการขอวีซ่า” และการเน้นการตลาดเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ควบคุม เป็นความพยายามที่สมเหตุสมผล และจำเป็นอย่างยิ่งของรัฐบาลเมียนมา เพื่อสร้างรายได้ต่างประเทศฉุกเฉิน (เงินด่วน) ในยามที่ช่องทางเศรษฐกิจอื่นๆที่ยังมีข้อจำกัดที่เข้มข้น จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ และมีการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง

    การท่องเที่ยวจะยังคงเป็น มาตรการบรรเทาวิกฤต (Mitigation Measure) แต่ไม่ใช่ มาตรการฟื้นฟู (Recovery Measure) ที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศได้อย่างมั่นคง ภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนส่งมอบงานให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง เพื่อเปิดทางให้ “มาตรการฟื้นฟู” ซึ่งต้องการการลงทุนและความเชื่อมั่นในระยะยาว จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหลังการเลือกตั้งเมียนมา ยังคงต้องพยายามกันต่อไป เราคนไทยทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ครับ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/640715&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Wxavv9WxvL7suoGstSO2

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 6 ตุลาคม 2568

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 6 ตุลาคม 2568

    ** ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง…ใช่ว่าจะทำหน้าที่แค่ดูเรื่องใช้จ่ายเงินภาครัฐเท่านั้น…แต่ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ (แม่ทัพเศรษฐกิจ ครม.หนู)…ก็ต้องดูในภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งหมดด้วย…หลังประเด็นการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส”จบแล้ว…ก็จะตามมาด้วยมาตรการด้านการท่องเที่ยว…เบื้องต้นที่มาแน่นๆคือ การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ไปท่องเที่ยวใน “เมืองรอง”…และการกำหนดนโยบายให้…หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ…มีกิจกรรมสัมมนาในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลัก เมืองรอง ได้หมด…ซึ่งดร.เอกนิติ บอกว่าไปดูตัวเลขมาแล้ว…เห็นว่าหน่วยงานราชการมีวงเงินอยู่ 3 พันล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 4 พันล้านบาท…นอกจากนี้ผู้ประกอบการในพื้นที่เมืองรอง หากลงทุนปรับปรุงหรือรีโนเวทโรงแรมให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ก็จะสามารถยื่นขอลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า…!! ดร.เอกนิติ…บอกว่ารายละเอียดต่างๆของโครงการนี้น่าจะเข้าสู่การพิจารณาได้ในวนที่ 14 ตุลาคม…!! เห็นไหมล่ะอย่างที่…แวดวงการเงิน…บอกเลยว่า รมว.คลัง ท่านนี้ทำงานเร็วมาก…อีกอย่างที่จะต้องชื่นชมคือ คิดได้ครบในทุกมิติด้วย…เรียกว่า “ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง”… หนึ่งใน 5 เสาหลักของการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ รมว.คลัง ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาคือ…การกระตุ้นการออมให้ภาคประชาชน…ซึ่งผลงานแรกที่จะเกิดขึ้น มีแม่งานหลักที่คิดโปรเจกต์นี้คือ…เดอะบัต…ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง…เบื้องต้นก็คือว่าประชาชนที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในระบบดิจิทัล (L6)…หากไม่ถูกรางวัล…ก็จะมีการคืนเงินมาให้ส่วนหนึ่ง เพื่อสะสมไว้เป็นเงินออม โดยจะมีคณะกรรมการชุดหนึ่ง นำเงินออมนี้ไปหาผลตอบแทนเพิ่มเติม…เมื่อถึงเวลาระยะหนึ่ง ประชาชนที่อยู่ในบัญชีนี้ก็จะสามารถเบิกถอนออกไปได้ คร่าวๆน่าจะประมาณ 5 ปี…ระหว่างทางผู้ออมก็ยังจะสามารถนำเงินออมในบัญชีนี้ไปทำประโยชน์ได้อีก ยกตัวอย่าง อาจจะจำนำไปใช้เป็นหลักประกันในการข้อสินเชื่อ…อะไรประมาณนี้…แต่ทั้งหลายทั้งปวง คุณลวรณ ย้ำว่า…นี่คือการสร้างแรงจูงใจในการออมให้ประชาชน…ไม่ใช่การมอมเมาประชาชน เพราะทุกวันนี้ประชานก็ซื้อสลากฯอยู่แล้ว…แล้วรัฐบาลก็ไม่ได้พิมพ์สลากฯเพิ่มด้วย…!! ตอนนี้ยังไม่มีชื่อโครงการ…เดิมที..แวดวงการาเงิน…คิดว่าจะต้องชื่อ “หวยกินมีทอน”…แต่ดูแล้วมันจะออก “แนวดาร์ค”ไปหน่อย…ระหว่างนี้ขอเรียกว่า…“ออมด้วยลุ้นด้วย”…ไปก่อนแล้วกันนะครับท่านปลัดฯ…ส่วนประชาชนที่เฝ้ารอ อดใจรออีกนิดนะ…ไม่เกิน 1-2 เดือน…กระทรวงการคลังจะทำคลอดโครงการนี้ออกมาแน่นอน…**

    ** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/64174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EEScicw4Xm3EECobt14vC