Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อ.ท่าลี่ จัดมหกรรม เดิน-วิ่ง ชมสองฝั่งลำน้ำเหือง จ.เลย

    อ.ท่าลี่ จัดมหกรรม เดิน-วิ่ง ชมสองฝั่งลำน้ำเหือง จ.เลย

    อ.ท่าลี่ จัดมหกรรม เดิน-วิ่ง ชมสองฝั่งลำน้ำเหือง จ.เลย

    วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ แก่งโตน อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้มีการจัดกิจกรรม “มหกรรมเดิน-วิ่งสองฝั่งลำน้ำเหือง อำเภอท่าลี่ – เมืองแก่นท้าว” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้การสนับสนุนจากงบพัฒนาจังหวัด โดยมี นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วย นางสาวรุจาภา วีสเพ็ญ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย นางสาวจุฑามาศ จิเจริญ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย นายพศิน นาชัยโชติ นายอำเภอท่าลี่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนและนักวิ่งเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

    กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างอำเภอท่าลี่ และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Soft Power: 5F) ของรัฐบาลและของจังหวัดเลย กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับสู่การเป็น Tourism Hub ของประเทศ สร้างความร่วมมือของชุมชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนมีวิถีชีวิตที่เน้นการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ และป้องกันปัญหายาเสพติดในระดับชุมชน

    มหกรรมเดิน-วิ่งในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน พร้อมยกระดับอำเภอท่าลี่ให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและประเทศได้อย่างมั่นคง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/918941&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27B1YJ8S2kxt38sIeenU01

  • เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล DEIIT คาดว่า การเกิด US Government Shutdown ครั้งนี้มีโอกาสยืดเยื้อสูง ประกอบกับระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดดันทางการค้าอยู่แล้ว 

    หากมีการปิดทำการของหน่วยงานของรัฐเกิน 1 ไตรมาสจะทำให้ จีดีพีสหรัฐฯ ลดลงไม่ต่ำกว่า 1% โดยการลดลงของจีดีพีสหรัฐฯในระดับดังกล่าว จะส่งแรงกดดันต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและมูลค่าการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยยสำคัญ 

    และแน่นอนย่อมซ้ำเติมต่อภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขณะเดียวกันได้เพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนต่อตลาดการเงินทั่วโลก กรณียืดเยื้อจะเพิ่ม ความผันผวน ความเสี่ยงที่สหรัฐอเมริกาอาจถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อลงได้อีกในอนาคต และทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการถือครองดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯลดลงอีก 

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงหากสหรัฐฯชัตดาวน์เกิน 1 ไตรมาส ซ้ำเติมส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    ภาวะดังกล่าวจะทำให้การใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจมีข้อจำกัดมากขึ้น 

    นายภัทรพงษ์ มาลาวัลย์ นักวิจัย DEIIT มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเกิด government shutdown ไม่ได้สะท้อนว่าสหรัฐล้มละลาย แต่เป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองในคองเกรส ที่ไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณหรือมาตรการขยายเวลา (Continuing Resolution) ได้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ30 ก.ย. 2025 ทำให้หน่วยงานรัฐ ที่ไม่ได้มีภารกิจสำคัญหรือภารกิจหลักต้องหยุดชั่วคราว 

    ขณะที่บริการหลัก เช่น กลาโหม ความมั่นคง และการแพทย์ฉุกเฉินยังคงดำเนินต่อ และ มองว่า ปัญหาหนี้สาธารณะจะยังคงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและตลาดการเงินโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a2SqwA1dlHbDbfP0SK24z

  • ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลอนุทินยังก้ำกึ่ง หวังแก้เศรษฐกิจ รอดูผลงาน 4 ด.

    ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลอนุทินยังก้ำกึ่ง หวังแก้เศรษฐกิจ รอดูผลงาน 4 ด.

    สวนดุสิตโพลชี้ประชาชน 43.78% ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาล “อนุทิน” หลังแถลงนโยบาย ส่วน 59.36% คาดหวังนโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างรายได้ลดรายจ่าย

    วันนี้ (5 ต.ค.2568) “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 1-3 ต.ค.2568

    พบว่า นโยบายด้านที่คาดหวังมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ร้อยละ 59.36 รองลงมาคือด้านความมั่นคง ร้อยละ 20.45 โดยมองว่านโยบายรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาอยู่บ้าง รองลงมาร้อยละ 7.92 ด้านสังคมการปราบการพนันผิดกฎหมาย ขจัดทุจริต ส่วนร้อยละ 7.14 ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตั้งระบบเตือนภัย ช่วยผู้ประสบภัย และร้อยละ 5.13 ด้านบริหารภาครัฐ เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและปฏิรูปกฎหมาย

    ในประเด็นประชาชนคิดว่านโยบายของรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาหรือไม่พบว่า ร้อยละ 57.96 หลังจากการแถลงนโยบาย ประชาชนรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมั่นและค่อนข้างเชื่อมั่นใกล้เคียงกัน รองลงมาร้อยละ 32.81 ไม่แตกต่างเลย และร้อยละ 9.23 แตกต่างอย่างมาก

    และยังพบว่า ร้อยละ 43.78 ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อรัฐบาลนายอนุทิน ส่วนและร้อยละ 42.12 ระบุค่อนข้างเชื่อมั่น รองลงมาร้อยละ 9.40 ไม่เชื่อมั่นเลย และร้อยละ 4.70 เชื่อมั่นมาก

    ส่วน สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลอนุทิน ต่อการทำงานในช่วง 4 เดือนก่อนการเลือกตั้ง คือ อยากเห็นผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ ร้อยละ 31.33  รองลงมาร้อยละ 23.11 ระบุรักษาคำพูด ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้ ร้อยละ 15.56 ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ร้อยละ 15.11 ดูแลความเป็นอยู่ของทหารและประชาชนตลอดแนวชายแดนและร้อยละ 8.44 ปฏิบัติตามข้อตกลงMOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน

    ทั้งนี้ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า หลังจากติดตามการแถลงนโยบายประชาชนเห็นว่าแตกต่างจากรัฐบาลก่อนอยู่บ้าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ดูจะสร้างความตื่นเต้นในสังคมได้ ขณะที่ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการบริหารยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินอยู่ในภาวะก้ำกึ่ง ท้ายที่สุดคงมีเพียงการลงมือทำผลงานจริงเท่านั้นในระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนี้ว่าจะเปลี่ยนความก้ำกึ่งให้กลายเป็นความเชื่อมั่นได้หรือไม่

    อ่านข่าว :

    “อนุทิน” พบชาวบุรีรัมย์ ยันสัปดาห์หน้าได้เยียวยา-ชาวบ้านหนุนสร้างกำแพง-ปิดด่าน

    ที่ประชุม สมช.อนุมัติหลักการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

    “อนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เดินหน้าแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MJgtcF_4xem8xFAlMAmEP

  • โพลชี้ชัด! คนไทยคาดหวัง

    โพลชี้ชัด! คนไทยคาดหวัง

    วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.09 น.

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน”กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม 2568 พบว่า นโยบายด้านที่คาดหวังมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ร้อยละ 59.36 รองลงมาคือด้านความมั่นคง ร้อยละ 20.45 โดยมองว่านโนบายรัฐบาลอนุทินแตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาอยู่บ้าง ร้อยละ 57.96 หลังจากการแถลงนโยบาย ประชาชนรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมั่นและค่อนข้างเชื่อมั่นใกล้เคียงกัน ร้อยละ 43.78 และร้อยละ 42.12 ตามลำดับ สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลอนุทิน คือ อยากเห็นผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ ร้อยละ 31.33

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่าหลังจากติดตามการแถลงนโยบายประชาชนเห็นว่าแตกต่างจากรัฐบาลก่อนอยู่บ้างโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ดูจะสร้างความตื่นเต้นในสังคมได้ ขณะที่ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการบริหารยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอนุทินอยู่ในภาวะก้ำกึ่ง ท้ายที่สุดคงมีเพียงการลงมือทำผลงานจริงเท่านั้นในระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนี้ว่าจะเปลี่ยนความก้ำกึ่งให้กลายเป็นความเชื่อมั่นได้หรือไม่

    ดร.มุทิตา มากวิจิตร์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายปกครองและการบริหารงานภาครัฐ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่าจากผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นสำคัญโดยเฉพาะการสร้างรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันซึ่งถือเป็นโจทย์พื้นฐานที่กำหนดคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในครัวเรือน

    ขณะเดียวกันประเด็นด้านความมั่นคงยังคงเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวัง เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองและความสงบเรียบร้อยเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศทุกมิติทั้งในด้านการลงทุน การค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินซึ่งจะส่งผลต่อการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมด้วย

    นอกจากนี้ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนยังมิได้มีความเชื่อมั่นในรัฐบาลนี้มากอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารจัดการ ผลักดันประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นวาระเร่งด่วน คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งหากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนก็จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและสามารถสร้างฐานคะแนนเสียงใหม่ได้ในอนาคต

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/918873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw098q-k9on3Ox73HqJ0hQrD

  • พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ถล่มจีนตอนใต้ อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว

    พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ถล่มจีนตอนใต้ อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว

    พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ถล่มจีนตอนใต้ อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว

    สำนักข่าวของทางการจีนรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นแมตโม ซึ่งเป็นพายุลูกที่ 21 ของฤดูกาลไต้ฝุ่นแปซิฟิกปี 2025 ได้พัดถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศจีนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เที่ยวบินและกิจกรรมจำนวนมากในมณฑลไห่หนานถูกยกเลิก สร้างความโกลาหลในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวสูงสุด

    พายุไต้ฝุ่นแมตโม ซึ่งก่อให้เกิดน้ำท่วมในฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตะวันออกของเขตซวีเหวิน มณฑลกวางตุ้ง โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีนเปิดเผยว่า พายุมีความเร็วลมสูงสุดถึง 151 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (94 ไมล์ต่อชั่วโมง) ขณะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งจีน

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างช่วงวันหยุดยาว 8 วัน เนื่องในวันชาติที่เริ่มตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าประชาชนจะเดินทางรวมกันกว่า 2.36 พันล้านครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ตามรายงานของสื่อทางการจีน

    ทั้งนี้ ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางการได้สั่งยกเลิกเที่ยวบินและเรือข้ามฟากในเกาะไห่หนาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเตรียมรับมือกับลมแรงและฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นลูกนี้.

    พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ถล่มจีนตอนใต้ อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว

    ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย ระบุว่า เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันนี้ (6 ต.ค. 68) พายุไต้ฝุ่น“แมตโม” (MATMO) ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกว่างซี ทางตอนใต้ประเทศจีนแล้ว กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วตามลำดับ โดยพายุนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ขณะที่กรุงเทพและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731456&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1etbCKfS3e80GlsRWz1fMX

  • ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว : ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย

    ทางรอดทางเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว: ความพยายามที่ถูกบีบด้วยบริบทของความปลอดภัย คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุมเร้า และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ รัฐบาลเมียนมาน่าจะมีความต้องการให้การเปลี่ยนถ่ายมือทางการบริหารประเทศ ไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารอย่างราบรื่น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจนับเป็นหัวใจในการส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลใหม่ ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้ ที่มีเวลาเหลือจากนี้ไปไม่มากนัก (ประมาณไม่เกิน 6-8 เดือน) รัฐบาลต้องใช้อาวุธสุดท้ายทางเศรษฐกิจอะไร? ที่ได้ผลมากที่สุด

    นี่คือความท้าทายของรัฐบาลเมียนมาในวันนี้ครับ “การท่องเที่ยว” น่าจะเป็นคำตอบ แต่ต้องมีกระสุนมาช่วยด้วย กระสุนดังกล่าวคือ “ฟรี-วีซ่า” ที่ ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรีอู โญ ซอ (U Nyo Saw) ได้ประกาศจะผ่อนปรนการขอวีซ่า เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา จึงน่าจะเป็นกระสุน (ฟรี-วีซ่า) ที่นำไปใช้กับอาวุธ (การท่องเที่ยว) ที่เหมาะสมที่สุดครับ

    เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในเมียนมานับตั้งแต่ปี 2020 ประเทศเมียนมาได้ประสบปัญหาโรคระบาด COVID-19 ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และความขัดแย้งภายในประเทศที่ขยายวงกว้างเป็นต้นมา ประเทศเมียนมาได้อยู่ในสภาวะวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจที่รุนแรงมาก

    สมการรายได้ประชาชาติ (GDP) Y=C+G+I+(X−M) แทบจะหยุดนิ่งในทุกองค์ประกอบหลัก การบริโภค (C) ถูกบั่นทอนจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการอ่อนค่าของเงินจ๊าต การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ถูกจำกัดและมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคง การลงทุน (I) ทั้งในและต่างประเทศหดตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากความไม่แน่นอนและความเสี่ยง การส่งออก (X) แม้ยังดำเนินการอยู่ แต่ก็เผชิญปัญหาการขนส่งและการขาดแคลนเงินดอลลาร์ในประเทศ

    อีกทั้งมีการออกนโยบายควบคุมการนำเข้า(M) ในภาวะที่องค์ประกอบภายในประเทศแทบจะไร้พลังขับเคลื่อน การพึ่งพาการดึง “เงินตราต่างประเทศ” เข้าสู่ระบบผ่านการส่งออกบริการ (การท่องเที่ยว) จึงกลายเป็น “อาวุธและความหวัง”หรือ “อาวุธทางเศรษฐกิจสุดท้าย” ที่รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มากนัก

    การประกาศผ่อนคลายมาตรการขอวีซ่า (เช่น E-Visa หรือ Free Visa) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงเป็นเสมือนการเปิดประตูฉุกเฉิน เพื่อดึงดูดกระแสเงินดอลลาร์ที่เป็นเงินด่วน (Quick Cash) เข้าสู่ธุรกิจบริการในพื้นที่ที่สามารถควบคุมได้ การดึงเงินด่วน (Quick Cash) ผ่านการท่องเที่ยวนี้ จึงเป็นความพยายามที่จะประคองเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสภาพคล่องของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ในการส่งมอบภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่หนักหน่วงเกินไปสู่รัฐบาลชุดใหม่  นี่จึงเป็นการเปลี่ยน “วิกฤตให้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์” ที่เหมาะสมที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการความสำเร็จที่รวดเร็ว ผมคิดว่ารัฐบาลเมียนมาต้องมีการวางกลไกเซฟโซน (Safe Zone) ในการที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมา การให้แค่ผ่อนปรนการขอวีซ่าอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ “ฟรี-วีซ่า” เหมือนดังประเทศเพื่อนบ้านทำ เพราะบริบทของเมียนมาวันนี้ ไม่ได้เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ อีกมาก เช่น ความปลอดภัยที่เป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุด ดังนั้นเมียนมาต้องมีกลยุทธ์การจำกัดพื้นที่ (Safe Zone Strategy) ที่ชัดเจน เนื่องจากประเด็นเรื่อง ความปลอดภัย ยังคงเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากตะวันตก ยังคงมีความกังวลสูงและมีปัจจัยด้านจริยธรรมมาเกี่ยวข้อง

    ดังนั้นการตลาดของรัฐบาลเมียนมา จึงต้องปรับเป้าหมายและจำกัดขอบเขตการนำเสนอ ดังนี้

    1. การกำหนดพื้นที่ท่องเที่ยวที่เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทางการเมียนมาควรจำกัดการประชาสัมพันธ์ ไปที่พื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและมีเสถียรภาพสูง โดยให้การรับรองด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งได้แก่

    กรุงย่างกุ้ง (Yangon) ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ และที่ตั้งของมหาเจดีย์ ชเวดากอง และวัดสำคัญอื่นๆ เป็นจุดหมายปลายทางแรกที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมที่สุด เมืองพุกาม (Bagan) ที่มีมรดกโลกด้านอารยธรรมโบราณ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะสามารถจัดการพื้นที่ได้ง่าย เมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) และทะเลสาบอินเล (Inle Lake) ซึ่งจุดหมายรองที่เน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมีธรรมชาติที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ การรับรองความปลอดภัยใน “สามเหลี่ยมทองคำ ทางท่องเที่ยว”นี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับผู้ประกอบการทัวร์ต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่อยากจะมาเที่ยว

    2. การเลือกตลาดเป้าหมายที่ “เหมาะสมกับสถานการณ์” การพุ่งเป้าไปที่ตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งภายในประเทศน้อยกว่า และมีแรงจูงใจในการเดินทางที่เข้มแข็งกว่า เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด โดยมีการตั้งตลาดเป้าหมาย ที่มีจุดแข็งและแรงจูงใจในการเดินทางผลประโยชน์ต่อเมียนมา เช่น ตลาดไทย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Pilgrimage Tourism) และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม เดินทางง่ายและระยะสั้น สามารถฟื้นฟูปริมาณนักท่องเที่ยวได้เร็ว ดึงดูดเงินบาทเข้าสู่พื้นที่ชายแดนและย่างกุ้ง

    ต่อมาคือ ตลาดจีน (China) เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และปริมาณนักท่องเที่ยวมาก ซึ่งมักจะเดินทางเป็นกลุ่มทัวร์ ที่จัดการด้านความปลอดภัยได้ง่าย อีกทั้งดึงดูดเงินดอลลาร์ได้ในปริมาณที่มาก และช่วยฟื้นฟูธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีตลาดอินเดีย (India) ที่มีการเชื่อมโยงทางศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงการเดินทางเพื่อธุรกิจ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ และดึงดูดกลุ่มนักธุรกิจที่มีการใช้จ่ายสูงด้วยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ และข้อจำกัดของกลยุทธ์ แม้จะมีการผ่อนคลายวีซ่าและการจำกัดพื้นที่ท่องเที่ยวจะเป็นความพยายามที่ชาญฉลาด แต่ “อาวุธ” นี้ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ คือความไม่แน่นอนของเงินจ๊าต แม้การท่องเที่ยวจะนำเงินดอลลาร์เข้าประเทศ แต่ความผันผวนของค่าเงินจ๊าต อาจทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่าย และทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวท้องถิ่นต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน อีกทั้งภาพลักษณ์ประเทศ แม้ว่าการตลาดที่พยายามนำเสนอความสวยงามของวัฒนธรรม ก็อาจถูกบดบังด้วยรายงานข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆของภายในประเทศ

    นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อจำกัดเชิงปริมาณ การท่องเที่ยวที่จำกัดอยู่ในเพียง “เซฟโซน” จะไม่สามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลพอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ และไม่สามารถทดแทนการลงทุน (I) หรือการบริโภคภายในประเทศ (C) ที่หายไป ดังนั้นการใช้ “ผ่อนปรนการขอวีซ่า” และการเน้นการตลาดเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ควบคุม เป็นความพยายามที่สมเหตุสมผล และจำเป็นอย่างยิ่งของรัฐบาลเมียนมา เพื่อสร้างรายได้ต่างประเทศฉุกเฉิน (เงินด่วน) ในยามที่ช่องทางเศรษฐกิจอื่นๆที่ยังมีข้อจำกัดที่เข้มข้น จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ และมีการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองอย่างแท้จริง

    การท่องเที่ยวจะยังคงเป็น มาตรการบรรเทาวิกฤต (Mitigation Measure) แต่ไม่ใช่ มาตรการฟื้นฟู (Recovery Measure) ที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศได้อย่างมั่นคง ภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนส่งมอบงานให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง เพื่อเปิดทางให้ “มาตรการฟื้นฟู” ซึ่งต้องการการลงทุนและความเชื่อมั่นในระยะยาว จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหลังการเลือกตั้งเมียนมา ยังคงต้องพยายามกันต่อไป เราคนไทยทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ครับ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/640715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Wxavv9WxvL7suoGstSO2

  • เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    In Brief

    • ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ชี้ว่าไทยมีความเสี่ยงสูงจากภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
    • เวิลด์แบงก์เสนอให้ไทยเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการปรับโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน สนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือภัยพิบัติ
    • รายงานระบุว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เช่น การลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ธนาคารโลก (World Bank) เผยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) ฉบับล่าสุด (เมษายน 2568) ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติและแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ที่หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและลดคาร์บอน

    รายงานระบุว่า แม้ไทยเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในเอเชีย แต่ในช่วงหลังการเติบโตเริ่มชะลอตัวจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมดั้งเดิม

    เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน กำลังสร้างแรงกระทบต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมและเมืองชายฝั่ง เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต

    เวิลด์แบงก์ชี้ว่า น้ำท่วมยังเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงและเกิดบ่อยที่สุดในไทย ขณะที่ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและการกัดเซาะชายฝั่งคุกคามเขตเศรษฐกิจสำคัญ ส่วนภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นในภาคเหนือและอีสาน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและกระทบรายได้ของเกษตรกร

    รายงานเวิลด์แบงก์ ยังประเมินว่า ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.88% ของการปล่อยทั่วโลก โดยภาคพลังงานเป็นแหล่งใหญ่สุด รองลงมาคือภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าหมายบรรลุ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (carbon neutrality) ภายในปี 2593 และ “การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero) ภายในปี 2608 ซึ่งต้องการการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่

    เวิลด์แบงก์ชี้ไทยเสี่ยงหนักภัยภูมิอากาศ แนะเร่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    เวิลด์แบงก์เสนอให้ไทยเร่งเดินหน้าแผนลดการปล่อยก๊าซและปรับตัวต่อภัยภูมิอากาศ โดยเน้น 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. ปรับโครงสร้างระบบพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

    2. สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและเกษตรให้ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ

    3. เสริมระบบจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานรับมือภัยพิบัติ

    นอกจากนี้ รายงานเวิลด์แบงก์ยังเห็นว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” จะเป็นโอกาสใหม่ของไทยในการสร้างการเติบโตระยะยาว เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    เวิลด์แบงก์เน้นย้ำว่า ความสำเร็จของไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขึ้นอยู่กับการจัดลำดับนโยบายและการระดมเงินทุนอย่างเป็นระบบ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้กลไกตลาดคาร์บอน (carbon market) และภาษีคาร์บอน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซ

    รายงานสรุปว่า หากไทยสามารถเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม จะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากภัยภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็น “โอกาสทอง” ในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลกสีเขียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/640699&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dpvDZkV96xGhrk7KUF8s7

  • คนไทยหนุนพรรคเล็ก-พรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่” แรงสุด ตามด้วย “ไทยสร้างไทย” และ “ปวงชนไทย” | เดลินิวส์

    คนไทยหนุนพรรคเล็ก-พรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่” แรงสุด ตามด้วย “ไทยสร้างไทย” และ “ปวงชนไทย” | เดลินิวส์

    การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านทั้งในด้าน “บุคลิกภาพทางการเมือง” และ “โครงสร้างของระบบรัฐสภา” ขณะที่พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่และพรรคขนาดเล็กเริ่มทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากจึงตั้งคำถามว่า ควร “แก้อะไรก่อน” ระหว่างพฤติกรรมของนักการเมืองกับกติกาทางการเมือง และจะเปิดโอกาสให้พรรคใหม่อย่างไรเพื่อให้ระบบประชาธิปไตยไทยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง คนไทยสนใจอยากแก้อะไรก่อน  ระหว่าง พฤติกรรม สส. กับ รัฐธรรมนูญ หรือ พรรคเล็ก พรรคตั้งใหม่ จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,167 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 3–4 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    สิ่งที่คนไทยอยากแก้ก่อนมากที่สุด
    ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.8 เห็นว่าควร “แก้พฤติกรรมของนักการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ก่อนเป็นอันดับแรก ขณะที่ ร้อยละ 44.2 เห็นว่าควรแก้รัฐธรรมนูญ

    รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า การสะท้อนเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า คนไทยมองปัญหาการเมืองในเชิง “พฤติกรรมนักการเมืองตัวบุคคล” มากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเชื่อว่าหากนักการเมืองผู้แทนราษฎรมีคุณธรรม โปร่งใส และยึดผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ถูกครอบงำ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ระบบกติกาทางการเมืองก็จะทำงานได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง

    เมื่อถามลึกลงไปถึงสิ่งที่อยากให้รัฐสภาแก้อย่างจริงจังก่อน พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านคุณธรรมและธรรมาภิบาลของนักการเมืองเป็นหลัก โดยเรียงลำดับได้ดังนี้
    •ยกระดับจริยธรรมและแก้ไขพฤติกรรมของ สส. และ สว. — ร้อยละ 71.4
    •ตรวจสอบทรัพย์สินและผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเข้มงวด — ร้อยละ 68.9
    •ลดการซื้อเสียงและการใช้อิทธิพลทางการเมือง — ร้อยละ 63.4
    •ป้องกันการใช้อำนาจแทรกแซงการเลือกตั้ง — ร้อยละ 52.7
    •ปรับรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดพื้นที่ให้พรรคใหม่ พรรคเล็กเติบโตได้จริง — ร้อยละ 46.7

    ข้อมูลข้างต้นในรายงานของซูเปอร์โพลนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ประชาชนมองว่า ปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่ที่ “กติกา” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “คนในระบบ” ที่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมกันนั้น ยังเรียกร้องให้รัฐสภาเปิดพื้นที่ให้กับ “พลังทางเลือกใหม่” จากพรรคการเมืองขนาดเล็ก ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อร่วมแก้ไขความเดือดร้อนของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสส่งเสียง ไม่เพียงแต่ชนกลุ่มน้อยเท่านั้น หากยังรวมถึงคนตัวเล็กตัวน้อยอีกจำนวนมากในสังคมไทย

    ที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกของประชาชนต่อพรรคเล็ก พรรคตั้งใหม่
    ผลสำรวจพบว่า ประชาชน ร้อยละ 44.9 มีความเห็น “เห็นด้วย” กับการมีอยู่ของพรรคเล็กและพรรคใหม่ โดยให้เหตุผลว่าเป็น “พลังทางเลือกของประชาชน” ที่ช่วยให้การเมืองหลุดจากกรอบเดิม เป็นกลไกถ่วงดุลพรรคใหญ่ ไม่ผูกขาดอำนาจ และเชื่อว่าพรรคใหม่มีแนวคิดทันสมัย ตรงใจคนรุ่นใหม่ รวมถึงมีศักยภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการสร้างงาน ขณะที่ ร้อยละ 38.7 ระบุ “ไม่เห็นด้วย” โดยให้เหตุผลว่ากังวลเรื่องทุนทรัพย์จำกัด ความเสี่ยงที่จะถูกดูดโดยพรรคใหญ่ หรือถูกครอบงำโดยกลุ่มทุน รวมถึงขาดประสบการณ์ทางการเมือง ส่วนอีก ร้อยละ 16.4 ระบุว่า “ไม่มีความเห็น”

    เมื่อวิเคราะห์เชิงแนวโน้ม พบว่า กลุ่มที่เห็นด้วยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่และกลุ่มอาชีพอิสระ ซึ่งเปิดรับพรรคการเมืองรูปแบบใหม่มากกว่ากลุ่มข้าราชการและเกษตรกรที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม

    เมื่อให้ผู้ตอบเลือกพรรคเล็กหรือพรรคใหม่ที่น่าสนใจ พบว่า

    •พรรคไทยก้าวใหม่ (ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค) — ได้รับความสนใจสูงสุด ร้อยละ 41.5 ด้วยจุดเด่นด้านนโยบาย “การศึกษาและการสร้างคน”

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

    •พรรคไทยสร้างไทย (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค) — ร้อยละ 22.3 เน้นเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมือง

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    •พรรคปวงชนไทย (นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรค) — ร้อยละ 14.8 โดดเด่นในแนวทาง “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ แก้เศรษฐกิจ”

    •พรรคไทยภักดี (นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค) — ร้อยละ 13.9 ได้รับคะแนนนิยมจากกลุ่มที่ชื่นชอบความซื่อสัตย์และต่อต้านการคอร์รัปชัน

    •พรรคเสรีรวมไทย (พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค) — ร้อยละ 13.6 เป็นที่ยอมรับในภาพลักษณ์ “คนตรง วีรบุรุษ ต่อต้านอำนาจมืด”

    •พรรคอื่น ๆ รวม ร้อยละ 5.9

    •และกลุ่มที่ “ไม่สนใจพรรคเล็กใดเป็นพิเศษ” มี ร้อยละ 16.1

    ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “พลังของพรรคใหม่–พรรคเล็ก” เริ่มเป็นที่รับรู้ในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มพรรคที่มีภาพลักษณ์ “คนทำงานจริง เน้นสร้างอาชีพ–สร้างโอกาส” ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่ออนาคตของการเมืองไทยที่มีความหลากหลายของกลุ่มผลประโยชน์และมีลักษณะพหุวัฒนธรรมทางการเมืองและสังคม ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในเวลานี้

    รายงานของซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า โดยภาพรวม ผลสำรวจนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญสามประการ คือ

    1.ประชาชนต้องการการเมืองที่มีคุณธรรมมากกว่าการเมืองเชิงอำนาจ
    สังคมไทยเริ่มตระหนักว่าปัญหาการเมืองไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “พฤติกรรมของนักการเมือง” ที่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับจริยธรรมและจิตสำนึกของผู้แทนประชาชน

    2.พรรคตั้งใหม่คือสัญลักษณ์ของความหวัง
    แม้ประชาชนยังมีข้อกังวลเรื่องทุนและประสบการณ์ แต่ก็เปิดใจให้โอกาสพรรคใหม่ เพราะมองว่าเป็น “พลังเปลี่ยนผ่าน” ที่สามารถสร้างความสมดุลทางการเมือง และตอบโจทย์เศรษฐกิจปากท้องได้ตรงจุดกว่า

    3.ประชาชนต้องการระบบการเมืองที่เปิดกว้างและโปร่งใส
    การเปิดโอกาสให้พรรคเล็กเข้าสู่สนามการเมือง ไม่เพียงเพิ่มความหลากหลายของนโยบาย แต่ยังสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้พรรคใหญ่ต้องไม่ประมาทและต้องแข่งขันด้วยผลงานมากกว่าการใช้ทุนหรืออิทธิพล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5175167/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3flBcqndVXq9TxOIyvvhy-

  • นายกฯ ตรวจน้ำท่วม-มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน อุดรธานี …

    นายกฯ ตรวจน้ำท่วม-มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน อุดรธานี …

    วันนี้ (5 ตุลาคม) เวลา 16.45 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและติดตามการติดตั้งสะพานแบริ่งชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ใช้ถนนสัญจรในหมู่บ้าน บ้านโคกสะอาด หมู่ที่ 1 ตำบลโคกสะอาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมี ราชันย์ ซุ่นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการร่วมลงพื้นที่

    การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นช่วงเวลาระหว่างคณะแพทย์ทำการผ่าตัด หัวใจของผู้บริจาคที่โรงพยาบาลอุดรธานี ตามภารกิจหัวใจติดปีก โดยนายกรัฐมนตรีและภริยาได้แยกคณะ มาเยี่ยมเยียนประชาชนและมอบถุงยังชีพ จำนวน 50 ชุด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่

    รวมทั้งได้เดินเท้าติดตามการติดตั้งสะพานแบริ่งชั่วคราว ซึ่งได้รับการ ดำเนินการโดยสำนักชลประทานที่ 5 กรมชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการสัญจรภายหลังจากบริเวณถนนทางเข้าบ้านโคกสะอาด หรือทางเข้าโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ตำบลโคกสะอาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สถานการณ์ขณะนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำเกินระดับเก็บกักน้ำได้ ทำให้น้ำไหลล้นทางระบายน้ำฉุกเฉิน หรือสปิลเวย์ สูงประมาณ 10 ซม. และข้ามถนนทางเข้าหมู่บ้าน โดยสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง วันนี้ ปริมาณน้ำ 151.541 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 111.78% ลดลง 3.74 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2.76% ระบายน้ำปริมาณ 7.351 ล้าน ลบ.ม. ล้นสปรินเวย์ 2 ล้าน ลบ.ม.

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-inspects-flood-aid-udon/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gubV2yksdPwGfihEQpx-1

  • สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ ‘ดร.อัมมาร’ อดีตประธานTDRI สังคมยกเป็นนักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ | TOPNEWS

    สิ้นนักวิชาการเกียรติคุณ ‘ดร.อัมมาร’ อดีตประธานTDRI สังคมยกเป็นนักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เวลา 21.30 น. เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ โพสต์ข้อความเรื่อง ขอแสดงความอาลัยยิ่งต่อการจากไปของ ศ.พิเศษ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ และอดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

    ดร.อัมมาร เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาการก่อตั้งทีดีอาร์ไอ และท่านนับเป็นนักวิจัยท่านแรกของสถาบันแห่งนี้ ตลอดชีวิตของการเป็นนักวิชาการของดร.อัมมาร ได้สร้างผลงานทางวิชาการที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อประโยชน์สาธารณะจำนวนมาก

    ร่วมระลึกถึงดร.อัมมาร ผู้เป็นจิตวิญญาณ เป็นที่รัก และเคารพของเราชาวทีดีอาร์ไอ หนังสือ “ครบรอบ 60 ปีอาจารย์อัมมาร” ซึ่งรวบรวมบทความที่ดร.อัมมาร ได้รังสรรค์ขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงทัศนะเกี่ยวกับผลงานของดร.อัมมาร จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยร่วมงานกับดร.อัมมาร ที่ tdri.or.th

    สำหรับ ดร.อัมมาร สยามวาลา เกิด 29 พฤษภาคม 2482 นักเศรษฐศาสตร์ อดีตประธานทีดีอาร์ไอ ระหว่างปี 2533-38 และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระหว่างปี 2549-51รวมทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว เศรษฐศาสตร์ การเกษตรกรรมและการพัฒนา

    โดยบรรพบุรุษของ ดร.อัมมาร สยามวาลา เป็นชาวอินเดียที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย เขาเป็นลูกคนสุดท้องของ นายตาเฮอร์ และนางคาดีจาฮ์ สยามวาลา เจ้าของบริษัทตัวแทนจำหน่ายและนำเข้าเครื่องเขียนจากต่างประเทศ

    ดร.อัมมาร จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศึกษาต่อที่โรงเรียน St. Paul เมืองดาร์จีลิง ประเทศอินเดีย ปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเยล และศาสตราจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    สำหรับพิธีศพดร.อัมมาร จัดขึ้นที่สุสานมูลนิธิสุลัยมานี ประชาอุทิศ 69 แยก 8 ธนบุรี

    ทั้งนี้ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ โพสต์ข้อควาใผ่สนเฟสบุ๊กร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของดร.อัมมาร โดยยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์เสาหลักแห่งยุค และยังเล่าถึงคุณูปการของ ดร.อัมมารต่อนโยบายสาธารณะ และต่อแวดวงวิชาการมีมากมายแทบนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยเรื่องข้าว หนี้สินเกษตรกร การเป็นประธานการ ‘ชำแหละศพเศรษฐกิจไทย’ หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง จนนำไปสู่ ‘รายงาน ศปร.’ อันลือเลื่อง และอีกหลายบทความทั้งไทยและอังกฤษเกี่ยวกับต้มยำกุ้ง ความเป็นเสรีชนน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ดร.อัมมารเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักการเมืองที่มีลักษณะเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการจากรัฐประหาร หรือจากการเลือกตั้งก็ตาม สังคมไทยยุคปี 2000 คงจำได้ว่าอาจารย์วิจารณ์คุณทักษิณและนโยบายคุณทักษิณอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งหนังสือพิมพ์เอาไปพาดหัวทำนองว่า ‘อัมมารว๊ากใส่…’ แต่แน่นอนว่ายกเว้นนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคไทยรักไทย ที่อาจารย์สนับสนุนเต็มที่

    ขณะที่นายกรณ์ จานิกวนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กว่า ขอร่วมอำลาอาจารย์อัมมาร สยามวาลา ด้วยความเคารพรักอย่างยิ่ง

    อาจารย์เป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของผมมานาน และมีอิทธิพลต่อหลักคิดและแนวทางบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์มากที่สุดท่านหนึ่ง

    อาจารย์อัมมารมักมีประเด็นหักมุมชวนให้คิด เช่นท่านเคยพูดกับผมว่า การรักษา 30 บาท จะมีมาตรฐานดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชนชั้นกลางและคนมีสตางค์ร่วมรักษาในระบบนี้ เพราะตราบใดที่ 30 บาทยังเป็นระบบการรักษาให้กับผู้มีรายได้น้อย ก็จะไม่มีการพัฒนาคุณภาพเท่าที่ควร

    ดังน้้นเวลามีผู้นำท่านใดพูดว่า ’ใครมีสตางค์ก็ไปรักษาโรงพยาบาลเอกชน จะได้ไม่ไปแย่งบริการคนยากคนจน อาจารย์อัมมารจะบอกว่าฟังดูดี แต่ในระยะยาวไม่เป็นผลดีต่อระบบ 30 บาทของ สปสช. เพราะโจทย์คือทำอย่างไรระบบ 30 บาทจึงจะได้งบประมาณเพียงพอ และตราบใดที่ผู้มีปากมีเสียงมีอำนาจในสังคมไม่เป็นผู้ใช้บริการ ก็ยากที่จะมีการจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอ

    วิธีคิดแบบนี้ด้วยหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ มีคุณค่าอย่างมากกับสังคม มีประเด็นให้เกิดการถกเถียง ซึ่งอาจารย์จะชอบให้มีการแลกเปลี่ยน

    การจากไปของ ดร. อัมมาร ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ ผมขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของท่านครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1343081&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mlo9DI-LE5yTfvXzRfV8c