Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • C

    C

    มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) ร่วมกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ได้นำนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารออมสินต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยพิธีปิดและการนำเสนอผลสัมฤทธิ์โครงการจัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องสัจจา 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มีนักศึกษาจำนวน 5 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อนำเสนอผลงานที่ผสานความรู้ด้านธุรกิจ การตลาด ศิลปะ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการสู่การพัฒนาชุมชนจริง โดยมีทีม Roots & Routes นำเสนอการพัฒนาธุรกิจและบริการท่องเที่ยว ของกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านยางพัฒนา จังหวัดนครปฐม คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง

    CIBA DPU นำทีมนักศึกษาโชว์ศักยภาพ คว้ารางวัลจากโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ปีที่ 7 สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    อาจารย์สุรชัย สวนทับทิม รองคณบดีและหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการตลาดและการสร้างแบรนด์ในยุคดิจิทัล วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของโครงการ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ในแต่ละปีจะมี 5 ชุมชนเข้าร่วมโครงการ โดยมาจากการสำรวจของมหาวิทยาลัย ร่วมกับธนาคารออมสิน และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด (พช.) ในการคัดเลือกชุมชนที่มีสินค้าที่น่าสนใจ หรือชุมชนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อต่อยอดและพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ สำหรับผลการแข่งขันในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการแก้ปัญหาจริงของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการตัดสินมีดังนี้ CIBA DPU นำทีมนักศึกษาโชว์ศักยภาพ คว้ารางวัลจากโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ปีที่ 7 สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    • รางวัลชนะเลิศ: ทีม Roots & Routes ชุมชนบ้านยางพัฒนา จังหวัดนครปฐม
    • รองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม Summit Seekers วิสาหกิจชุมชนเสื้อผ้าสำเร็จรูปและมัดย้อม จังหวัดนนทบุรี
    • รองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม Little Roukies ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านขวัญเมือง จังหวัดนนทบุรี
    • รองชนะเลิศอันดับ 3 (2 ทีม):
    • ทีม วิจิตรนนทรี ศูนย์ทอผ้าจังหวัดนนทบุรี กลุ่มรวมใจรักษ์มหาสวัสดิ์
    • ทีม U Want We Take กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านท่าอิฐสัมพันธ์ จังหวัดนนทบุรี

    รองคณบดี CIBA กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของนักศึกษาในวันนี้ยืนยันว่า DPU สามารถบูรณาการความรู้เชิงทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้การทำงานร่วมกับชุมชน เข้าใจการบริหารจัดการเศรษฐกิจฐานราก และสามารถพัฒนาตนเองให้พร้อมเผชิญความท้าทายในโลกการทำงานได้จริง สิ่งนี้ตรงกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ว่า ‘ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต’ (Our Future is Our Potential)”

    น้องกอล์ฟ-วริศ สารพิษ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาดและการสร้างแบรนด์ในยุคดิจิทัล CIBA ตัวแทนจากทีม Roots & Routes ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน กล่าวว่า “การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นมีคุณค่ามหาศาล และสามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริง เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชุมชน และจะนำประสบการณ์ครั้งนี้ไปต่อยอดทั้งในชีวิตการเรียนและการทำงานในอนาคต”

    ในมุมของภาคีผู้สนับสนุน นายธนัญชัย แสนสุข ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค 5 ธนาคารออมสิน กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า “ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นศักยภาพของนักศึกษาไทยที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ให้กับชุมชน โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่นไม่เพียงช่วยให้ชุมชนเติบโต แต่ยังทำให้นักศึกษามีความเข้าใจสังคมและพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต”

    บรรยากาศการนำเสนอผลงานเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ นักศึกษาแต่ละทีมได้ออกแบบแนวทางการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ทำให้เกิดมิติใหม่ของการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ ชุมชนเองก็ได้รับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดในการสร้างรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งได้จริง

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม หรือการแข่งขันเชิงธุรกิจที่รุนแรงขึ้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ การที่นักศึกษาไทยได้ลงมือปฏิบัติจริงในโครงการนี้ ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ แต่ยังเป็นการเตรียมกำลังคนที่มีศักยภาพ พร้อมเผชิญโลกอนาคตและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคม

    โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่นในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีประกวดแข่งขัน แต่คือการบ่มเพาะบัณฑิตให้เป็นทั้งนักคิด นักปฏิบัติ และนักพัฒนา ที่สามารถนำความรู้ไปสร้างคุณค่าจริงให้กับชุมชนและประเทศชาติ ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวคิดของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ที่ว่า “Discover Potential Unlimited” ซึ่งตอกย้ำว่า ศักยภาพของนักศึกษาไร้ขีดจำกัดและสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0gtsbqs0msik3je2jdkrzgsbp5us3b&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_hkuIik0DaGJRc5cP6fqo

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯดึงอินฟลูฯขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสู่สากลเติบโตอย่างยั่งยืน

    กรมพัฒนาธุรกิจฯดึงอินฟลูฯขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสู่สากลเติบโตอย่างยั่งยืน

    เศรษฐกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจฯดึงอินฟลูฯขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสู่สากลเติบโตอย่างยั่งยืน

    วันพุธ ที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กรมพัฒนาธุรกิจฯผสานพลังสมาคมอินฟลูเอนเซอร์ไทยเตรียม Kick Off ดึงอินฟลู ครีเอเตอร์ ขับเคลื่อนสินค้าท้องถิ่น ดันแบรนด์ไทยสู่สากล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 กรมฯ ได้จัดประชุมความร่วมมือกับสมาคมอินฟลูเอนเซอร์ไทย ณ ห้องประชุมม่วงระย้า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ไทยให้เติบโตอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมอินฟลูเอนเซอร์ไทยได้ดำเนินการโดยมุ่งเน้นการยกระดับอินฟลูเอนเซอร์ไทยผ่านการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมร่วมกับสภาคุ้มครองผู้บริโภค และเชื่อมโยงอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ประกอบการ โดยจัดโครงการอบรมด้านการประชาสัมพันธ์สินค้า การผลิตคอนเทนต์ และการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึง ผลักดันโอกาสของอินฟลูเอนเซอร์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

    อธิบดีพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า สมาคมฯ เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ จึงได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายและรวบรวมข้อมูลอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าว พร้อมแนะนำแนวทางในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีทิศทางการนำเสนอเนื้อหาสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ และใช้อินฟลูเอนเซอร์รายย่อย (Micro Influencer) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงแต่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตรงจุด รวมถึงแนะนำให้อินฟลูเอนเซอร์ ปรับตัวตามอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม โดยนิยมใช้รูปแบบ “3 คอนเทนต์ 1 ไลฟ์” เพื่อเพิ่มการมองเห็นของช่องทางออนไลน์ และขยายตลาดให้กว้างขึ้น

    โดยในส่วนของแนวทางความร่วมมือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสมาคมฯ ได้หารือแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงผู้ประกอบการชุมชนในการสร้าง Story telling และ Influencer marketing มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    ปัจจุบันรูปแบบการค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค คือ “อินฟลูเอนเซอร์” ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดออนไลน์และอีคอมเมิร์ซทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยอุตสาหกรรม ครีเอเตอร์ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีผู้สร้างคอนเทนต์มากกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงพลังของคอนเทนต์ที่สามารถสร้างแรงจูงใจและเชื่อมโยงผู้บริโภคกับสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สอดคล้องกับภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถสร้างแบรนด์ ขยายช่องทางการตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการผลักดันผู้ประกอบการให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างยอดขายและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    การหารือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่พร้อมเดินหน้าภารกิจยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน นำพาผู้ประกอบการไทยก้าวสู่อนาคตเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างมั่นใจ อธิบดีพูนพงษ์ กล่าวปิดท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/449656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31xqDNuQtHH9kjaZNo04rr

  • เอกชนจี้รัฐเร่งปั๊มเศรษฐกิจโค้งท้าย ห่วงหนี้ครัวเรือนรุม-กำลังซื้อตก ต้องโหมมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

    เอกชนจี้รัฐเร่งปั๊มเศรษฐกิจโค้งท้าย ห่วงหนี้ครัวเรือนรุม-กำลังซื้อตก ต้องโหมมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

    เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทำให้ยังต้องจับตาความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด แม้จะมีสัญญาณบวกจากการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างโครงการคนละครึ่งออกมา แต่แรงกดดันจากทั้ง เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความผันผวนของ อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนก็ยังเป็นตัวถ่วงสำคัญ

    หลายสำนักยังคงมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่าง เปราะบางและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ต้องพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศ และการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่กลับมาแข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็น คำถามสำคัญที่กำลังถูกจับตา รัฐบาลจะมีมาตรการรับมืออย่างไร เพื่อประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงความเสี่ยงนี้ไปได้ และจะสามารถจุดพลุให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากภาวะเงินเฟ้อที่ติดลบหรือต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ 1-3 % กำลังสะท้อนถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลือของปีว่า มีกำลังซื้อถดถอยจากปัญหาหนี้ครัวเรือน รายได้น้อยกว่ารายจ่าย และเงินบาทแข็งค่า ทำให้การนำเข้าพลังงานที่เป็นหมวดใหญ่ลดลง นำไปสู่สถานการณ์ที่ประชาชนในภาพรวมรู้สึกว่าเงินไม่สะพัด ไม่มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะต่างจังหวัดจะยิ่งเห็นได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณชี้วัดตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ว่าจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำในช่วง 4 เดือน ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คณะกรรมร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือกกร. และส.อ.ท. เสนอ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง หรือแพจเกจท่องเที่ยวที่อาจจะเกิดขึ้นนระยะข้างหน้า สิ่งดังกล่าวเหล่านี้จะเป็นเครื่องชี้วัดว่าหลังจากที่ทำมาตรการ หากเงินเฟ้อดีขึ้นจากติดลบขยับขึ้นมาเป็น 0-1% หรือสูงกว่าศูนย์ได้ก็ถือว่าเป็นการกระตุ้นที่เห็นผล

    “เวลานี้รัฐบาลและทีมงานเศรษฐกิจน่าจะทราบถึงสัญญาณดังกล่าวแล้ว ดังนั้ ก็จะต้องหามาตรการเพื่อมากระตุ้น โดยเชื่อว่าหากสามารถกระตุ้นได้ดีตัวชี้วัดก็จะแสดงให้เห็นว่า ตัวเลขเงินเฟ้อขยับขึ้นมาใกล้ศูนย์ได้ ก็ถือว่ามาตรการเกิดผ แต่ถ้าสามารถขยับขึ้นมาที่ระดับ 0-1% ก็ถือว่ายื่งประสบความสำเร็จ”

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนว่า การใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ณ เวลานี้ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งในโค้งสุดท้ายของปีนี้ยังถือเป็นงานหนัก การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากนักที่รัฐบาลชุดใหม่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ หากรัฐบาลได้นำผลการหารือร่วมระหว่างผู้บริหารของ ส.อ.ท. กับนายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงดำเนินการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา หากสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และกำลังซื้อได้

    “จุดต่ำสุดข้างต้นที่มองว่าเป็นความท้าทายคือ การใช้กำลังการผลิตของหลายอุตสาหกรรมในไทย จากที่สำรวจดูมีมากกว่า 20 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มได้รับผลกระทบการใช้กำลังผลิตที่ต่ำลง จากปัญหาการชะลอการสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกา หลังมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าอีก 19% ซึ่งขณะนี้ส.อ.ท.ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการหาตลาดใหม่เพื่อลดผลกระทบตลาดสหรัฐ และช่วยเพิ่มยอดขาย”

    ขณะที่ในปี 2569 ผู้ประกอบการคงทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ไม่ได้ ต้องปรับตัวในหลายด้าน เช่น เน้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดคาร์บอนในการผลิต หาพันธมิตรทางการค้าในภูมิภาคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศในเอเชียตะวันออก กลาง รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ห่วงภาคการส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯ และตลาดอื่น ๆ จะชะลอตัวลง หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย 19% ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ หลังช่วง 8 เดือนแรก การส่งออกไทยไปสหรัฐและตลาดอื่น ๆ ในภาพรวมยังขยายตัวได้ เนื่องจากมีการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการขึ้นภาษีของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ (เริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค. 68) และเวลานี้คู่ค้ายังมีสต๊อกสินค้าจำนวนมาก เฉลี่ยยังใช้ได้อีกประมาณ 3 เดือน ทำให้ชะลอการนำเข้า

    “สิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลนับจากนี้ ต่อเนื่องไปถึงปีหน้าคือ การแก้ไขปัญหาเงินบาท อย่าให้แข็งค่ามากกว่าในภูมิภา การแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน เรื่องของหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน หนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อประคับประคองให้เขาผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากปรับลดลงได้อีกจะช่วยเรื่องสภาพคล่องได้มาก เพราะยุคนี้ธุรกิจทำกำไรยาก หากผลิตสินค้าขายแล้วยังไม่พอจ่ายดอกเบี้ยก็ลำบาก”

    3 ความท้าทายดึงเศรษฐกิจพ้นกับดัก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ผู้ประกอบการ SMEs กำลังเผชิญกับ “กับดักทางเศรษฐกิจ” ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหนี้สินที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ 3 ความท้าทายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเข้ามาดำเนินการอย่างเข้มข้น ได้แก่ 1. การแก้กับดักหนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีหนี้ครัวเรือนที่ด้อยคุณภาพ ควบคู่ไปกับปัญหาหนี้เสียและหนี้นอกระบบที่มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยต้องมีการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน, การจัดตั้งผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางและ การจัดการหนี้ไฮบริดควบคู่กันไป

    จากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า SMEs 45% มีลักษณะเป็น “หนี้แบบไฮบริด” ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบควบคู่กันไป ดังนั้นจึงต้องแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งสองส่วนไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจะจะมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับมาเป็นหนี้เสียใหม่ได้ในที่สุด นอกจากนี้ต้องดำเนินการฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อการกลับเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ได้อีกครั้งอย่างมั่นคง

    2. การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านการยกระดับขีดความสามารถ โดยสมาพันธ์ฯ สนับสนุนแนวทางที่ต้องการให้การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเป็น “ระยะสั้น แต่ได้ยาว” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งการที่เศรษฐกิจจะถูกกระตุ้นให้เกิดผลยาวนานได้นั้น อาจจะต้องมีการปรับกระบวนการ ในการ “สร้างแรงจูงใจ” เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ระบบ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลไกต่าง ๆ ของภาครัฐได้อย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ได้

    อย่างไรก็ดี การกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจะไม่นำมาซึ่งความยั่งยืน หากไม่มีการทรานส์ฟอร์มก้าวไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่สำคัญ ซึ่งรวมถึง AI (ปัญญาประดิษฐ์), Digital Technology รวมถึงการนำ นวัตกรรมและความสร้างสรรค์ เข้ามาช่วยในการดำเนินงาน หากผู้ประกอบการไม่ปรับตัวจะขาดความยั่งยืน นอกจากนี้ การทำเรื่องเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับ ESG (Environmental, Social, and Governance) ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ SMEs มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องดำเนินไปควบคู่ไปกับการยกระดับเพิ่มขีดความสามารถ

    3. การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการใช้ประโยชน์ FTA รัฐบาลต้องเร่ง “เจรจา FTA” (ข้อตกลงการค้าเสรี) และดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกอบการในทุก ๆ ขนาด สามารถเข้าถึงและเข้าใจ ตลอดจนใช้ประโยชน์จาก FTA ในทุกฉบับได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการขยาย FTA ไปยังประเทศอื่น ๆ หรือในกลุ่มอื่น ๆ ที่ประเทศไทยมีเป้าหมายในการที่จะขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการ การดำเนินการในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการขยายตลาดนี้ จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4 ปลายปีนี้

    SME ยังมีปัญหาเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ยังพบว่าการเข้าถึงสินเชื่อของ SME โดยเฉพาะ Micro SME ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งคลี่คลาย โดยเฉพาะสินเชื่อรายละราว 90,000-150,000 บาท ที่ยังเป็นจุดเปราะบางของระบบการเงิน

    ทั้งนี้ แม้เอสเอ็มอีหลายรายจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ แต่สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังมองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ หรือ “รีเจคเรท” เพิ่มขึ้นจากระดับปกติราว 10% เป็น 15-18% ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังไม่คลี่คลาย และถือเป็นความท้าทายสำคัญของไตรมาส 4 ปีนี้

    ดังนั้น เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ บสย.ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการค้ำประกันสินเชื่อภายใต้ PGS11 ที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่ราว 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อแก่เอสเอ็มอีทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการประมูลงานภาครัฐ ซึ่งจะเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

    “รัฐบาลเองมีท่าที “โปรแอคทีฟ” มากขึ้นในการออกแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีที่เข้าถึงแหล่งทุนยาก ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการรายย่อย และเพิ่มสภาพคล่องให้หมุนเวียนต่อเนื่องในระบบ”

    นายสิทธิกร ยังฝากถึงรัฐบาลให้ช่วยดูแลเรื่องสภาพคล่องของเอสเอ็มอีทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ภาครัฐเริ่มเปิดโอกาสให้ บสย. เข้าไปค้ำประกันสินเชื่อในระบบ Non-Bank และ นาโนไฟแนนซ์ ได้ ซึ่งจะทำให้มีพันธมิตรทางการเงินรายใหม่เข้ามาเสริมกำลัง และช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมากขึ้นในปีหน้า

    สำหรับปี 2569 บสย.เตรียมวางบทบาทตัวเองให้เป็น “SME Gateway” เพื่อเปิดทางให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้สะดวกขึ้น พร้อมใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อช่วยเหลือรายที่ขาดคนค้ำ โดยจะเน้นช่วยเหลือใน 6 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มไมโครเอสเอ็มอีหรือพ่อค้าแม่ค้า สินเชื่อรายละ 50,000-90,000 บาท, กลุ่มเอสเอ็มอีทั่วไป, กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ, กลุ่มที่ต้องการปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ, กลุ่มผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์พลังงานสะอาด (Transformation Loan) และกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการสินเชื่อเพื่อจัดหารถกระบะหรือรถยนต์เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/640885&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ofe_3y12KgWDak–Cg6Ci

  • คาดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลด ตามแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง

    คาดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลด ตามแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-41&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l99Kz7Yd8xcZhds-qQ1_K

  • “เศรษฐกิจดิจิทัล” ครองสัดส่วนจีดีพีของสิงคโปร์ 18.6% ในปี 2567 | เดลินิวส์

    “เศรษฐกิจดิจิทัล” ครองสัดส่วนจีดีพีของสิงคโปร์ 18.6% ในปี 2567 | เดลินิวส์

    สำนักสารสนเทศ การสื่อสาร และการพัฒนาสื่อของสิงคโปร์ เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลสิงคโปร์ ประจำปี 2568 ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์มีสัดส่วนคิดเป็น 18.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของสิงคโปร์ในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 14.9% เมื่อปี 2562

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5183476/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oWAMRp1PMK9jmNVtguLBV

  • KTC บิ๊กธุรกิจรูดปรื้ด เด่นสะดุดตาสายเทรด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KTC บิ๊กธุรกิจรูดปรื้ด เด่นสะดุดตาสายเทรด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น KTC โดย บล.ฟินันเซีย ไซรัสระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2026 เบื้องต้นที่ 35 บาท

    – คาดกำไรของ KTC จะยังเติบโตได้อีกเล็กน้อยทั้ง q-q และ y-y ใน Q3-Q4/25 จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง รวมถึงมีแรงหนุนจากการเลื่อนบันทึกค่าเสื่อมระบบ IT เป็นปีหน้า แนวโน้มการบริโภคที่คาดทยอยฟื้นตัว รวมถึงโอกาสที่จะเห็นมาตรการช้อปลดหย่อนภาษีออกมาในอนาคตจะเป็น Sentiment บวกหนุน

    – คาดว่า KTC มีโอกาสจ่าย Dividend Payout Ratio ที่สูงขึ้นจากปัจจุบันที่ 45% นอกจากนี้คาดว่าบริษัทจะมีกำไรส่วนเพิ่มจากธุรกิจนายหน้าประกันประกัน คาดกำไรปี 2025-27 โตเฉลี่ยราว 5% CAGR ส่วนกนง.วันนี้หากลดดอกเบี้ยเหลือ 1.25% จะเป็นอีกหนึ่ง Catalyst หนุนราคาหุ้น

    – แนวรับ 31//30 บาท แนวต้าน 33//34 บาท

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/08/584584/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eKTWxPfnpskh36eEdlJqp

  • เศรษฐกิจไทย : สาเหตุเติบโตต่ำและการพลิกฟื้นสู่การเติบโต 5%

    เศรษฐกิจไทย : สาเหตุเติบโตต่ำและการพลิกฟื้นสู่การเติบโต 5%

    ช่วงปลายเดือน ก.ย. 2568 ผมรับเชิญบรรยายแก่หัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชนจังหวัดเชียงราย หัวข้อ “มองโลก มองไทย กับโอกาสเชียงราย” จึงขอนำเสนอการวิเคราะห์เฉพาะเศรษฐกิจไทยเพื่อเป็นอีกความเห็นหนึ่ง

    จาก “เสือเศรษฐกิจ” สู่ “การเติบโตที่เชื่องช้า” GDP ไทยโตน่าห่วง ช่วง 2527-2536 GDP โตเฉลี่ย 8.9% และช่วง 2558-2567 เหลือ 1.8% ขณะที่ 5 ปีย้อนหลัง GDP โตเพียง 0.5% ต่อปีเท่านั้น

    ต้นตอหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยโตต่ำ จาก 6 ปัจจัยหลักที่เชื่อมโยงกัน

    1.1 ปัญหาผลิตภาพ (Productivity) ต่ำและติดกับดักรายได้ปานกลาง คือสาเหตุสำคัญที่สุด ไทยติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” มากว่าทศวรรษ ไม่สามารถผลิตสินค้าพื้นฐานแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงต่ำได้อีกต่อไป ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแข่งขันกับประเทศพัฒนาแล้วในสินค้ามูลค่าสูงได้

    ภาคการผลิตไทยยังพึ่งพาการรับจ้างผลิตมากกว่าการสร้างแบรนด์และเทคโนโลยีของตนเอง ทำให้มูลค่าเพิ่มต่อหัวแรงงาน (Labor Productivity) เติบโตช้ามาก

    1.2. เข้าสู่สังคมสูงวัย สัดส่วนผู้สูงอายุจะแตะร้อยละ 28.5 ภายในปี 2578 ส่งผลกระทบ 2 ด้านหลัก คือ กำลังแรงงานลดลง ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ การบริโภคโดยรวมชะลอตัวลง เนื่องจากผู้สูงอายุใช้จ่ายลดลง และภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น จากค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและสุขภาพของผู้สูงอายุสูงขึ้น สร้างข้อจำกัดการคลังในการลงทุนสร้างรายได้ในอนาคต

    1.3 หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงมาก กว่า 88% ของ GDP ภาระหนี้สินที่สูงนี้กัดกร่อนกำลังซื้อผู้บริโภคอย่างรุนแรง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ ครัวเรือนนำรายได้ส่วนใหญ่ไปชำระหนี้แทนนำมาใช้จ่ายหรือลงทุน ลดแรงส่งการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

    1.4. ลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการลงทุนของเอกชนในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเกิดขึ้นไม่มาก นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทำให้ไทยเสียความสามารถการแข่งขันระดับโลก

    1.5. ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการพึ่งพาการส่งออกสูง  จากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดพึ่งพารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้า, โรคระบาด, หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรง

    1.6 ความอ่อนแอเชิงสถาบันและประสิทธิภาพภาครัฐ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่โปร่งใส กฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ล้าสมัยจำนวนมาก เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจและลดความน่าเชื่อถือของประเทศ

    2.พลิกโฉมเศรษฐกิจด้วย 5 เสาหลัก GDP จะกลับมาโต 5% ซึ่งเป็นศักยภาพของเศรษฐกิจไทยช่วงก่อนหน้า ไม่สามารถใช้เพียงนโยบายกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องเป็นการ “ผ่าตัดใหญ่” เชิงโครงสร้าง โดยอาศัยบทเรียนและประสบการณ์จากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

    2.1) การปฏิรูปภาคการผลิต

    เป้าหมาย : เปลี่ยนจาก “ผู้รับจ้างผลิต” (Made in Thailand) สู่ “ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม” (Created by Thailand)

    แนวทาง : ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างจริงจัง ทุ่มเททรัพยากรและสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปยังอุตสาหกรรม BCG (Bio-Circular-Green), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (High-Value Medical & Wellness Hub)

    เกษตรอัจฉริยะและอาหารแห่งอนาคต (Smart Agriculture & Future Foods) โลจิสติกส์ยุคใหม่และเมืองอัจฉริยะ (Next-Generation Logistics & Smart Cities) จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โดยพัฒนาศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ

    สร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ : ปรับปรุงกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine), ลดขั้นตอนทางราชการ, และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิด Startup ที่มีคุณภาพ

    2.2) การพัฒนาภาคการเงิน

    เป้าหมาย : สร้างระบบการเงินที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรม

    แนวทาง :  นโยบายการเงิน ธปท. คงเป้าหมายเสถียรภาพ แต่ต้องมีมาตรการเฉพาะจุด เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และ Startups ที่แม้มีความเสี่ยงสูง แต่เป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างฐานเติบโตที่กว้าง มั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ (SMEs คือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไต้หวัน )

    ส่งเสริมตลาดทุน: ยกระดับกลไกตลาดทุน เช่น Venture Capital และ Private Equity เพื่อเป็นแหล่งทุนให้ธุรกิจเติบโตในระยะเริ่มต้นถึงกลาง

    ต้นแบบความสำเร็จ: สิงคโปร์: สร้างศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) ที่มีกฎระเบียบโปร่งใส น่าเชื่อถือ ดึงดูดเงินทุนทั่วโลก เข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจ แม้ธนาคารพาณิชย์ไทยจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่เป็นโอกาสพัฒนาศักยภาพ ขยายตลาด ท้าทายให้ธนาคารไทยต้องปรับตัว ซึ่งส่งผลดีต่อผู้บริโภคและระบบการเงินโดยรวม

    2.3) การลงทุนใน “คน” และการใช้เทคโนโลยี (Human Capital & Technology)

    เป้าหมาย: พัฒนาทักษะแรงงานให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่

    แนวทาง :  ปฏิรูปการศึกษา: ปรับหลักสูตรให้เน้นด้าน STEM การคิดวิเคราะห์ และทักษะด้านดิจิทัล นโยบาย Reskill/Upskill: ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการจัดทำโครงการพัฒนาทักษะแรงงานเดิมให้สามารถทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ได้

    ต้นแบบความสำเร็จ: ไอร์แลนด์ (The Celtic Tiger): ทศวรรษ 1990s ลงทุนสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่พูดภาษาอังกฤษได้ ดึงดูดการลงทุนโดยตรง จาก บ.เทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ จนเศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด

    สิงคโปร์: มีโครงการ “SkillsFuture” ที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุนประชาชนทุกคนในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อพัฒนาทักษะอนาคต

    2.4) เทคโนโลยี:

    เป้าหมาย: Digital Transformation, ลงทุน R&D, สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center รองรับกิจกรรมดิจิทัลทุกรูปแบบ เสมือน “ที่ดิน” หรือ “อสังหาริมทรัพย์” ในโลกดิจิทัล เกษตรอัจฉริยะ – ใช้ IoT, drones และข้อมูลเพื่อเพิ่มผลผลิตการเกษตร

    ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ – ใช้เทคโนโลยีจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัล – สนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดนตรี และศิลปะด้วยเทคโนโลยี

    ต้นแบบความสำเร็จ : จีนและเกาหลีใต้ใช้นวัตกรรมนำการผลิต

    2.5) การปรับนโยบายมหภาค (Macroeconomic Policy Adjustment)

    เป้าหมาย: สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตระยะสั้นและเสถียรภาพระยะยาว

    แนวทาง : นโยบายการคลัง เปลี่ยนโฟกัส จากการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น (เช่น แจกเงิน) ไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เช่น ระบบสุขภาพทางไกล (Telehealth Platforms), โรงพยาบาลเสมือน (Virtual Hospitals) ระบบจัดการเมืองด้วย AI (City Brain) เป็นต้น

    ใช้อัตราภาษีมูลเพิ่มหลายอัตรา :  อัตราภาษี (เดิม) สินค้าจำเป็นพื้นฐาน เพิ่มอัตราภาษี VAT สินค้าฟุ่มเฟือย และเพิ่มบ้างสำหรับสินค้าบริการทั่วไป สร้างระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำหนดเกณฑ์รายได้ต่อปีสำหรับผู้มีสิทธิ์ได้รับคืนภาษี VAT เพื่อนำรายได้มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

    นโยบายการค้า: เร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป และ EFTA (นอร์เวย์/สวิตเซอร์แลนด์) และกับ UK ใช้ประโยชน์ RCEP เต็มที่ สนับสนุน SMEs ใช้แพลตฟอร์ม e-commerce เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก รวมทั้งหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกา

    สรุปและข้อเสนอแนะ ทางรอดคือการ “เปลี่ยน” ไม่ใช่แค่ “กระตุ้น” ปัญหาของไทยเป็นปัญหา เชิงโครงสร้าง ต้องแก้ไขที่รากฐาน ต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบาย และ ความร่วมมือทุกภาคส่วน เป้าหมายสุดท้ายคือ “การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202076&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ifjzRKCxo9iPrMwqcJhIH

  • “หุ้นเอเชีย” เปิดลบตามวอลล์สตรีท นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อสหรัฐ

    “หุ้นเอเชีย” เปิดลบตามวอลล์สตรีท นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อสหรัฐ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดลบในวันนี้ (8 ตุลาคม 2568) ตามทิศทางตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดในแดนลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (7 ตุลาคม) ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กเปิดเผยผลสำรวจประจำเดือนกันยายน ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของตลาดแรงงาน และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะใกล้

    โดยดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 47,925.22 จุด ลดลง 25.66 จุด หรือ -0.05% ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,900.64 จุด ลดลง 57.13 จุด หรือ -0.21% ส่วนดัชนี ASX/S&P 200 ของตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลดลง 0.3%

    ทั้งนี้ ตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังคงปิดทำการ เนื่องในวันหยุดสำคัญ โดยจีนปิดตลาดเนื่องในวันชาติ ส่วนเกาหลีใต้ปิดทำการเนื่องในเทศกาลชูซอก

    นอกจากนี้ สถานการณ์ในสหรัฐฯ ยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุน หลังหน่วยงานของรัฐบาลหลายแห่งต้องปิดดำเนินการชั่วคราวเนื่องจากขาดงบประมาณ ส่งผลให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญต้องถูกเลื่อนออกไป นักลงทุนจึงหันไปจับตาข้อมูลจากองค์กรอิสระ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อหาสัญญาณว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมเดือนตุลาคมหรือไม่

    ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจกับการกล่าวสุนทรพจน์ของ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ซึ่งมีกำหนดกล่าวในการประชุมว่าด้วยธนาคารชุมชนที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 9 ตุลาคม เวลา 08.30 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือเวลา 19.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยคาดว่าจะให้สัญญาณสำคัญเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปีนี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/787727&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VpeFyCdy7CR0u0IxgXH4T

  • ‘ดร.สุวิทย์’ ชู เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม ขับเคลื่อนประเทศด้วยรากแห่งจารีต ปีกแห่งนวัตกรรม

    ‘ดร.สุวิทย์’ ชู เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม ขับเคลื่อนประเทศด้วยรากแห่งจารีต ปีกแห่งนวัตกรรม

    8 ต.ค.2568 – ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม” (Sufficiency Innovation Economy): ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยรากแห่งจารีต × ปีกแห่งนวัตกรรม มีเนื้อหาดังนี้

    1) ประเทศไทยท่ามกลางโลกที่พัฒนาเกินพอดี
    โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่เทคโนโลยี ทุน และอำนาจ เคลื่อนตัวรวดเร็วกว่าความสามารถของรัฐและสังคมในการปรับตัว “ความเจริญที่ไร้สมดุล” กลายเป็นต้นตอของวิกฤตระดับโลก ทั้งความเหลื่อมล้ำ การสูญเสียทรัพยากร และการขาดหลักทางจริยธรรมในการพัฒนา
    ประเทศไทยยืนอยู่กลางกระแสโลกนี้ — มีศักยภาพแต่ยังไม่สามารถปลดล็อกตัวเองออกจาก สามกับดักสำคัญ
    • กับดักผลิตภาพ — ผลผลิตต่ำแต่ต้นทุนสูง ระบบเศรษฐกิจยังพึ่งแรงงานราคาถูกแทนนวัตกรรม
    • กับดักความเหลื่อมล้ำ — ความเจริญกระจุกในบางเมืองหรือบางกลุ่ม ผลประโยชน์ไม่ถึงประชาชนส่วนใหญ่
    • กับดักการพึ่งพา — ขาดการพึ่งพาตนเองทั้งด้านทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้
    ในยุคที่โลกแข่งขันด้วย นวัตกรรมและคุณค่า ไม่ใช่เพียงราคาหรือปริมาณ ประเทศไทยต้องการเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ “พอดีแต่เติบโตได้” — พอดีในทรัพยากร พอดีในสังคม และพอดีในวัฒนธรรม เป็นการเติบโตที่ไม่ละเมิดสมดุลของธรรมชาติและคุณค่าความเป็นมนุษย์

    2) จารีต × ปฏิรูป: รากกับปีกของการพัฒนาไทยยุคใหม่
    ความท้าทายของเราวันนี้ไม่ใช่แค่ “จะพัฒนาอย่างไร” แต่คือ “จะพัฒนาโดยไม่สูญรากได้อย่างไร”
    คำตอบอยู่ที่การผสาน “จารีต” และ “ปฏิรูป” เข้าด้วยกันอย่างมีปัญญา
    • จารีต คือรากแห่งภูมิปัญญาและคุณธรรม
    • ปฏิรูป คือปีกแห่งนวัตกรรมและประสิทธิภาพ
    หากเราทำให้ จารีตทันสมัย (Modernize Tradition) และ ความทันสมัยมีคุณธรรม (Moralize Modernity) ได้จริง ประเทศไทยจะ “เติบโตโดยไม่สูญราก แข่งขันได้โดยไม่สูญคุณธรรม”
    นี่คือสมการใหม่ของการพัฒนาไทย:
    จารีต (Wisdom × Virtue) × ปฏิรูป (Innovation × Efficiency)
    = เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม (Sufficiency Innovation Economy – SIE)
    จารีตทำให้เรามีราก ปฏิรูปทำให้เรามีปีก เมื่อรวมกัน — เราจะได้โมเดลเศรษฐกิจที่มั่นคงจากฐาน และทะยานได้ในโลกใหม่อย่างมีทิศทาง

    3) เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม: พัฒนาอย่างมีขอบเขตและคุณค่า
    เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม (SIE) คือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมบนรากฐานแห่งคุณค่า
    ใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นเข็มทิศชี้นำทิศทาง และใช้ “Value-based Innovation” เป็นเครื่องยนต์แห่งการเติบโต
    SIE ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ยืนยันว่า “ความก้าวหน้าต้องมีหลัก” — เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่เร่งเกินขีด ไม่ชะลอจนหยุดนิ่ง

    สามเป้าหมายหลักของ SIE
    1. Resilience – เศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและรับมือวิกฤตได้
    2. Inclusiveness – การเติบโตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
    3. Sustainability – ความยั่งยืนของทรัพยากรและคุณค่าทางสังคม

    สามหลักการขับเคลื่อน
    1. Sufficiency as Foundation – ดำเนินชีวิตและธุรกิจอย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน
    2. Innovation as Force – ใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มคุณค่า ไม่ใช่เพียงกำไร
    3. Virtue as Value – สร้างนวัตกรรมที่มีจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    สี่องค์ประกอบเชิงระบบ
    1. People – พัฒนาเยาวชนและแรงงานให้มี “ทักษะนวัตกรรมบนฐานคุณค่า”
    2. Planet – จัดการทรัพยากรอย่างรู้คุณและยั่งยืน
    3. Prosperity – ขยายคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน
    4. Principles – บริหารจัดการด้วยคุณธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ
    SIE จึงเป็นการยกระดับ “พอเพียงเชิงปัจเจก” สู่ “พอเพียงเชิงระบบ” ทำให้ความพอเพียงไม่หยุดอยู่แค่การดำรงชีวิต แต่กลายเป็นระบบนวัตกรรมแห่งความยั่งยืน
    โดยผสาน 3 มิติของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (พอประมาณ–มีเหตุผล–มีภูมิคุ้มกัน) เข้ากับ 3 มิติของเศรษฐกิจนวัตกรรม (Efficiency–Evidence–Resilience) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ “เติบโตอย่างรู้ขีดจำกัด ตัดสินใจด้วยข้อมูล และปรับตัวได้ต่อวิกฤต”

    4) SIE กับสามเสาหลักของโลกใหม่: SDGs, BCG, และ ESG
    ในโลกที่การพัฒนาแตกแขนงเป็นหลายเสาหลัก — SDGs ให้เป้าหมาย, BCG ให้โมเดลเศรษฐกิจ, และ ESG ให้หลักธรรมาภิบาล — SIE คือ “สะพานเชื่อม” ที่ทำให้ทั้งสามระบบนี้ทำงานร่วมกันอย่างมีชีวิต

    SIE × SDGs
    SIE ทำให้เป้าหมายโลกเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เช่น
    • SDG 8: สร้างงานที่มีคุณค่า ผ่านเศรษฐกิจชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น
    • SDG 9: พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและชุมชน
    • SDG 12: ส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน
    SIE คือการ “แปลนโยบายโลกให้เป็นพลังของคนในพื้นที่”

    SIE × BCG
    SIE เติม “จิตวิญญาณแห่งความพอเพียง” ลงในโมเดล BCG (Bio–Circular–Green Economy)
    ให้เทคโนโลยีชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่มีความหมายต่อชุมชนและวัฒนธรรม เช่น
    • เกษตรอินทรีย์ที่ใช้ชีวมวลของชุมชน
    • ระบบจัดการน้ำหมู่บ้านที่ผสานภูมิปัญญาและวิทยาศาสตร์
    นี่คือการทำให้ BCG “มีหัวใจ” และ “มีราก”

    SIE × ESG
    ในขณะที่ ESG มักถูกมองเป็นเกณฑ์ของภาคธุรกิจ SIE ทำให้มันกลายเป็น “จิตสำนึกของระบบเศรษฐกิจฐานราก”
    • E (Environment) – ชุมชนดูแลสิ่งแวดล้อมของตนเอง
    • S (Social) – สร้างโอกาสและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
    • G (Governance) – บริหารอย่างโปร่งใส มีส่วนร่วม และตรวจสอบได้
    SIE ทำให้ ESG ไม่ใช่แค่ Compliance แต่เป็น Commitment ที่เกิดจากภายใน

    5) ยุทธศาสตร์ SIE: จากแนวคิดสู่การขับเคลื่อนจริง
    SIE จะไม่เกิดผล หากยังคงอยู่ในระดับแนวคิด จำเป็นต้องแปรเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ใน 4 ระดับหลัก
    1. ระดับประเทศ – ใช้ SIE เป็น กรอบเศรษฐกิจคู่ขนาน ที่เชื่อม BCG, SDGs และ ESG ภายใต้หลัก “เติบโตอย่างพอเพียง”
    2. ระดับพื้นที่ – จัดตั้ง Sufficiency Innovation Zones (SIZ) เพื่อเป็นศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมชุมชน เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และท้องถิ่น
    3. ระดับองค์กร – ปรับการบริหารด้วย ESG + Value-based Innovation เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโตอย่างรับผิดชอบ
    4. ระดับประชาชน – ปลูกฝัง “Sufficiency-Innovation Mindset” ในระบบการศึกษา ส่งเสริมเยาวชนให้เป็น Change Agents ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

    6) บทสรุป: พอเพียงไม่ใช่การถอยหลัง แต่คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีราก
    “พอเพียง” ไม่ได้หมายถึงการชะลอความเจริญ แต่คือการทำให้ความเจริญมีทิศทาง มีขอบเขต และมีจิตสำนึก ส่วน “นวัตกรรม” ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่คือพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนสังคมให้ดีกว่าเดิม
    เมื่อ “พอเพียง” และ “นวัตกรรม” มาบรรจบกัน เราจะได้เศรษฐกิจที่มั่นคงจากฐาน รุดหน้าอย่างสร้างสรรค์ และยั่งยืนอย่างมีคุณธรรม
    เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม (SIE) จึงไม่ใช่เพียงปรัชญาแห่งความพอเพียงยุคใหม่ แต่คือ Blueprint ของการปฏิรูปประเทศจากภายใน —ให้เติบโตได้โดยไม่สูญราก แข่งขันได้โดยไม่สูญคุณธรรม และยืนหยัดได้ในโลกที่เปลี่ยนอย่างไร้ขีดจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/875215/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23VPWjabde-SrgobiFQBQ0

  • เศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนไทยกลับเข้าครัวมากขึ้น กินนอกบ้านน้อยลง

    เศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนไทยกลับเข้าครัวมากขึ้น กินนอกบ้านน้อยลง

    เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำคนไทยกินนอกบ้านน้อยลง กลับเข้าครัวมากขึ้น แต่ซื้อของเข้าบ้านทีละเยอะๆ ไม่ไหว หันมาซื้อน้อยๆ แต่บ่อยขึ้นแทน

    ข้อมูลล่าสุดจาก The 1 Insight ชี้เทรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค Grocery เติบโตปีนี้สะท้อนว่า “เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้คนไทยทุกช่วงวัยกลับเข้าครัวมากขึ้น”

    โดยรายงานระบุว่า ‘สินค้ากลุ่มวัตถุดิบทำอาหาร’ เติบโตสูงขึ้น 2 เท่า รวมถึงเติบโตทั้ง ‘ปริมาณ’ และ ‘ความถี่’ สาเหตุหลักมาจากผู้บริโภคไทยทุกช่วงวัยใช้จ่ายอย่างรอบคอบระมัดระวังมากขึ้น และเลือกลดการกินนอกบ้านตามร้านอาหารลง เน้นซื้ออาหารกลับมาทำกินเองที่บ้าน ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รวมถึงดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัวได้มากกว่า

    คนไทยซื้อรายสัปดาห์ไม่ไหว หันซื้อรายวันแทน

    The 1 Insight ยังได้วิเคราะห์พฤติกรรมโดยละเอียดพบว่า ผู้บริโภคไทยเปลี่ยนจากการซื้อของเข้าบ้านช่วง ‘วันหยุดสุดสัปดาห์’ มาซื้อ ‘วันธรรมดา’ มากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนจากซื้อ ‘รายสัปดาห์’ มาเป็น ‘รายวัน’ แทน 

    อีกอย่างคือ การใช้จ่ายหมวด Grocery หรือ ซื้อของเข้าบ้าน จะพบว่า ต่างจังหวัดใช้จ่ายสูงมากกว่ากรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ ใช้จ่ายต่อครั้งสูงกว่ากรุงเทพฯ 2 เท่า ทำให้พื้นที่นอกเขตเมืองและหัวเมืองใหญ่กลายเป็นตลาดสำคัญของสินค้าหมวด Grocery ในปีนี้

    ‘สูงวัย’ ใช้จ่ายต่อคนเยอะ เพราะเลือกสินค้าคุณภาพดี-ออร์แกนิก

    หากมาเจาะพฤติกรรมดูเป็นราย Generation จะเห็นว่ากลุ่ม Silver Spenders หรือกลุ่มผู้สูงวัยนั้นใช้จ่ายต่อคนสูงที่สุด สูงมากกว่าภาพรวมถึง 3 เท่า เพราะนิยมเลือกเนื้อสัตว์คุณภาพสูง-ผักออร์แกนิก

    แต่กลุ่มที่เป็น ‘ตัวขับเคลื่อนหลัก’ ของหมวด Grocery ก็ย่อมเป็นคน Gen X และ Millennial Family ที่มักนิยมสินค้ากลุ่ม เนื้อสัตว์ ผักสด และเครื่องปรุงอาหารพื้นฐาน เน้นความหลากหลายและคุณภาพ เพราะทำอาหารที่บ้านเป็นประจำ

    ‘รุ่นใหม่’ เร่งรีบ เน้นสะดวก แปรรูปขายดี

    ขณะที่กลุ่มคน Gen Y และ Gen Z หรือคนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในวัยทำงานและใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ มักจะเลือก ‘สินค้าสะดวกทาน’ สลับกับ ‘ทำอาหารเอง’ สินค้ายอดนิยมของคนเจนนี้เลยเป็น โยเกิร์ต อาหารแช่แข็ง ขนมปัง สลับกับอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง เครื่องดื่มโปรตีน หรือ นมทางเลือก

    วิกฤตมีโอกาส กินนอกบ้านน้อย กินในบ้านมาก

    ฝั่ง The 1 Insight ให้คำอธิบายว่า ในวิกฤตนี้ยังมีโอกาสอยู่ โดยเฉพาะโอกาสจากเทรนด์ใหม่ๆ อย่าง Grocery–Delivery–Health Trend เพราะแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ไม่ได้หยุดนิ่ง ผู้บริโภคเองก็ปรับตัวไปใช้ชีวิตแบบรอบคอบและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

    หรือถ้าให้ยกตัวอย่างแบบง่ายๆ คือ เมื่อคนไทยไม่กินนอกบ้าน ร้านอาหารขายได้น้อยลง แต่สินค้าวัตถุดิบอาหารกลับเติบโตมากขึ้นนั่นเอง

    โดย The 1 Insight เสนอว่า ฝั่งผู้ประกอบการสามารถให้ความสำคัญกับบริการ Delivery และบริการให้หลาหลายแพลตฟอร์มมากขึ้น จะได้สะดวกรวดเร็วตอบโจทย์คนไทยยุคใหม่ในเมืองใหญ่ที่ทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก รวมถึงให้ความสำคัญกับ ‘เทรนด์อาหารสุขภาพ+สะดวก’ อย่างเช่น นมโปรตีนสูง (High-protein Milk) ที่สามารถเติบโตได้ท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทายนั่นเอง

    แล้วคุณล่ะกลับเข้าครัวรึยัง หรือกินนอกบ้านยังคุ้มกว่าอยู่ดี?

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/the-1-insight-grocery-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw139HUdVKlBkZnJQykgmDPk