Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นครสวรรค์ น้ำน่านเพิ่มสูง ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ อ.ชุมแสง | TOPNEWS

    นครสวรรค์ น้ำน่านเพิ่มสูง ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ อ.ชุมแสง | TOPNEWS

    ระดับน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มสูงต่อเนื่อง เทศบาลเมืองชุมแสง จ.นครสวรรค์ ยังเฝ้าระวังและป้องกันน้ำล้นเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ

    วันที่ 8 ต.ค.68 นายไชยา คลอวุฒินันท์ นายกเทศมนตรีเมืองชุมแสง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองช่าง และกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตั้งแนวกั้นกระสอบทรายบริเวณถนนริมแม่น้ำน่าน เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาล พร้อมทั้งบล็อกท่อระบายน้ำทิ้งและติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ พร้อมรับมือตลอด 24 ชั่วโมง โดยขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า เทศบาลมีมาตรการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้พร้อมทุกด้าน

    อย่างไรก็ตามประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณตลาดสดเทศบาลชุมแสงยังคงไม่คลายความกังวล เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำน่านยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน อีกทั้งยังมีมวลน้ำจากจังหวัดตอนบน จาก สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ที่กำลังไหลลงมาสมทบในพื้นที่นครสวรรค์ โดยเฉพาะอำเภอชุมแสง ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญ

    นางสุปราณี สอนเถื่อน ชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน อาจมีฝนตกหนักเพิ่มเติม ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงจนเอ่อล้นตลิ่งและเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจได้

    อัมพณ​ จับ​ศร​ทิพย์​ ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.​นครสวรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1347805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pHPtKh1wdQ-oTyFjCoJC3

  • กนง.เสียงข้างมาก คงดอกเบี้ย 1.50% รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อต่ำ

    กนง.เสียงข้างมาก คงดอกเบี้ย 1.50% รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อต่ำ

    สักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี ทั้งนี้ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25

    เศรษฐกิจในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้ โดยภาคส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่การท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอลงก่อนจะทยอยฟื้นตัวในระยะข้างหน้า

    ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากราคาในหมวดพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับลดลงของราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ โดยกรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน(policy space) ที่มีจำกัด จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาด้านสภาพคล่องและภาระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 และ 1.6 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวดีตามที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในระดับหนึ่งโดยได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการส่งออกหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามผลกระทบที่ชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และการปรับตัวของธุรกิจ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และต้นทุนทางการเงิน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.0 และ 0.5 ตามลำดับ แต่คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 โดยเงินเฟ้อที่ปรับลดลงเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ รวมถึงราคาอาหารสดที่ปรับลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

    ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการส่วนมากที่ยังปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 และ 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.9 ทั้งสองปี และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (headline inflation expectations) ในระยะปานกลางของภาคเอกชนยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของราคาสินค้าและบริการเพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงสอดคล้องกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมา แต่สินเชื่อยังหดตัวจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ การชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นในบางจังหวะซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกบางกลุ่ม คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและค่าเงินบาทซึ่งอาจมีนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-interest-rates-inflation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LoRWnIQSVUg9_P_ywYoGM

  • ‘กนง.’ คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% ต่อปี คาดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลออ่วมพิษภาษีสหรัฐฯ

    ‘กนง.’ คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% ต่อปี คาดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลออ่วมพิษภาษีสหรัฐฯ

    ‘กนง.’ เสียงแตก 5 : 2 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อปี พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยปี 68 โต 2.2% ส่วนปี 69 คาดโตเหลือ 1.6% คาดครึ่งปีหลังชะลอตัว อ่วมพิษเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    8 ต.ค. 2568 – นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยถึงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 8 ต.ค. 2568 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ ‘คง’ อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี พร้อมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2% และปี 2569 ที่ระดับ 1.6% ใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้ โดยภาคส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่การท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอลงก่อนจะทยอยฟื้นตัวในระยะข้างหน้า 

    ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากราคาในหมวดพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับลดลงของราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    “คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ โดยกรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาด้านสภาพคล่องและภาระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง” นายสักกะภพ ระบุ

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวดีตามที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในระดับหนึ่งโดยได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการส่งออกหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง 

    โดยคณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามผลกระทบที่ชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และการปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และต้นทุนทางการเงิน

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 0.0% และปี 2569 ที่ 0.5% แต่คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 โดยเงินเฟ้อที่ปรับลดลงเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ รวมถึงราคาอาหารสดที่ปรับลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการส่วนมากที่ยังปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 และปี 2569 อยู่ที่ 0.9% ทั้งสองปี และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (headline inflation expectations) ในระยะปานกลางของภาคเอกชนยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของราคาสินค้าและบริการเพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/875422/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D-xu1iZFALp-YkwexkilM

  • ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2568

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 8 ตุลาคม 2568

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี ทั้งนี้ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้ โดยภาคส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่การท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอลงก่อนจะทยอยฟื้นตัวในระยะข้างหน้า ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากราคาในหมวดพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับลดลงของราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ โดยกรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน(policy space) ที่มีจำกัด จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาด้านสภาพคล่องและภาระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 และ 1.6 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวดีตามที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในระดับหนึ่งโดยได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการส่งออกหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามผลกระทบที่ชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และการปรับตัวของธุรกิจ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และต้นทุนทางการเงิน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.0 และ 0.5 ตามลำดับ แต่คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 โดยเงินเฟ้อที่ปรับลดลงเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ รวมถึงราคาอาหารสดที่ปรับลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการส่วนมากที่ยังปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 และ 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.9 ทั้งสองปี และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (headline inflation expectations) ในระยะปานกลางของภาคเอกชนยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของราคาสินค้าและบริการเพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป

    rn

     

    rn

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงสอดคล้องกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมา แต่สินเชื่อยังหดตัวจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ การชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นในบางจังหวะซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกบางกลุ่ม คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและค่าเงินบาทซึ่งอาจมีนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    rn

     

    rn

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    8 ตุลาคม 2568

    rn”}}” id=”start-of-text”>

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 8 ตุลาคม 2568

    คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี ทั้งนี้ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25

    เศรษฐกิจในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้ โดยภาคส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่การท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอลงก่อนจะทยอยฟื้นตัวในระยะข้างหน้า ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากราคาในหมวดพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับลดลงของราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ โดยกรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน(policy space) ที่มีจำกัด จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาด้านสภาพคล่องและภาระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 และ 1.6 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวดีตามที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในระดับหนึ่งโดยได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการส่งออกหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามผลกระทบที่ชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และการปรับตัวของธุรกิจ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และต้นทุนทางการเงิน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.0 และ 0.5 ตามลำดับ แต่คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 โดยเงินเฟ้อที่ปรับลดลงเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ รวมถึงราคาอาหารสดที่ปรับลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการส่วนมากที่ยังปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 และ 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.9 ทั้งสองปี และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (headline inflation expectations) ในระยะปานกลางของภาคเอกชนยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของราคาสินค้าและบริการเพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงสอดคล้องกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมา แต่สินเชื่อยังหดตัวจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ การชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนรายได้ต่ำ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นในบางจังหวะซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกบางกลุ่ม คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและค่าเงินบาทซึ่งอาจมีนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    8 ตุลาคม 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/mpc/news-20251008-3qxFSVaX.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1esbjtHeTG0cqdsNrwAkqB

  • Funding Societies เร่งปล่อยสินเชื่อหนุน 4 กลุ่มธุรกิจเสริมแรงเศรษฐกิจส่งท้ายปี

    Funding Societies เร่งปล่อยสินเชื่อหนุน 4 กลุ่มธุรกิจเสริมแรงเศรษฐกิจส่งท้ายปี

    วันพุธ ที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

    Funding Societies เดินเครื่องเร่งปล่อยสินเชื่อหนุน 4 กลุ่มธุรกิจเสริมแรงเศรษฐกิจส่งท้ายปี

    ช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี ถือเป็นจังหวะสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งความผันผวนของตลาดและโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากเทศกาลสำคัญ ทั้งด้านการท่องเที่ยว กิจกรรมส่งเสริมการขาย และงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    ปีนี้ ภาพรวมการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยมีการย่อตัวลงบ้างจากหลายปัจจัย ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจนทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในไทยดูสูงขึ้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงของประเทศตลาดหลัก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับหลายประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญแรงกดดันคล้ายกัน

    ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 14 กันยายน พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามารวมประมาณ 23 ล้านคน ลดลงร้อยละ 7.08 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน* ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าจำนวนผู้เดินทางรวมทั้งปีอาจไม่เกิน 35 ล้านคน

    ถึงแม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะชะลอตัวลง แต่ช่วงเทศกาลปลายปีและฤดูกาลท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งในด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทรัพยากรท่องเที่ยว และศักยภาพในการจัดงานระดับนานาชาติ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและรักษาเสน่ห์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยม หากสามารถแปลงความสนใจของนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นการใช้จ่ายภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสร้างโอกาสต่อเนื่องให้กับ SME ในทุกห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

    Funding Societies ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลสำหรับ SME ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ให้บริการ Non-Bank รายสำคัญในไทย  เร่งเครื่องสินเชื่อหนุนสภาพคล่อง SME ช่วง Q4/2568 ถึงต้นปี 2569 ประกาศแผนเร่งสนับสนุนสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SME เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและบริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 มุ่งเน้นการสนับสนุน 4 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีความต้องการสินเชื่อสูงในช่วงไฮซีซั่น ได้แก่ ธุรกิจอีเวนต์ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจค้าส่ง และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนทางการเงินล่วงหน้าอย่างมั่นใจ พร้อมรับดีมานด์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงปกติราว 30%

    นาย ภูมิกร สุริยศีรวรรณ ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Funding Societies ประเทศไทย กล่าว     “ช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี ถือเป็นฤดูกาลทองของผู้ประกอบการ SME การมีสภาพคล่องเพียงพอเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อใช้ในการสต็อกสินค้า จัดหาวัตถุดิบ ทำการตลาด หรือขยายบริการให้ครอบคลุมโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้”

    สินเชื่อที่ปล่อยตรงถึง SME ตัวจุดประกายระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่เพียงส่งผลต่อผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจและซัพพลายเชนในหลายระดับ SME ที่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอสามารถเพิ่มการสั่งซื้อวัตถุดิบและสินค้า ทำให้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์มีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ธุรกิจบริการสนับสนุน เช่น โลจิสติกส์ ขนส่ง การตลาด และการจัดงานอีเวนต์ ก็ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวดังกล่าว

    วงจรการไหลเวียนของเงินทุนนี้ก่อให้เกิด “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” หลายชั้น (multi-layered economic multiplier effect) สร้างรายได้และการจ้างงานให้กับชุมชน ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

    บทบาทสำคัญของผู้ให้สินเชื่อนอนแบงก์ในภาวะสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้ ท่ามกลางภาวะที่สถาบันการเงินหลักปรับตัวเข้มงวดขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ การเข้ามาของผู้ให้บริการทางการเงินนอกระบบธนาคาร (Non-Bank) โดยเฉพาะในรูปแบบสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade Finance) จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและตอบสนองโอกาสใหม่ได้ทันท่วงที สินเชื่อกลุ่มนี้มีเงื่อนไขยืดหยุ่น อนุมัติรวดเร็ว และไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยครอบคลุมทั้ง สินเชื่อหมุนเวียนจากลูกหนี้การค้า (Invoice Financing) ที่ช่วยแก้ปัญหาวงจรการชำระเงินยาว สินเชื่อใบสั่งซื้อ(Purchase Order Financing) ที่สนับสนุนการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ทันเวลา และ สินเชื่อระยะสั้นเพื่อธุรกิจ (Business Term Loan) สำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการหรือลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

    “การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมและทันเวลา เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และยังมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานรากได้อย่างแท้จริง”นาย ภูมิกร เสริม

    ปัจจุบัน Funding Societies ให้บริการสินเชื่อระยะสั้นและสินเชื่อการค้าแก่ SME ครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยมียอดปล่อยสินเชื่อรวมสะสมมากกว่า 160,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาทางเลือกด้านสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและขยายธุรกิจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.fundingsocieties.co.th

    ในประเทศไทย Funding Societies ดำเนินธุรกิจ 2 ส่วนที่ต่างกันคือ FS Siam Co., Ltd. เป็นผู้ให้บริการระบบคราวด์ฟันดิงที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ FS Capital Co., Ltd. เชี่ยวชาญในการให้กู้ยืมโดยตรงแก่ธุรกิจขนาดเล็ก โครงสร้างนี้ช่วยให้ Funding Societies สามารถตอบสนองความต้องการทางการเงินที่หลากหลายภายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.reuters.com/markets/asia/thailand-records-71-yy-drop-foreign-visitors-so-far-2025-2025-09-16/

    https://www.thansettakij.com/business/tourism/632374

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/449676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rEXegRIL6KU68Zavd0Cmy

  • นายกฯแย้มก่อนยุบสภา เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 1-2

    นายกฯแย้มก่อนยุบสภา เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 1-2

    วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

    นายกฯแย้มก่อนยุบสภา เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 1-2  ปัดปัญหา ศก.ไม่ต่อเนื่องไม่ใช่การเมืองแต่เป็นการคอร์รัปชัน ตั้งเป้าหมายไทยเราเป็นผู้นำภูมิภาคนี้

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังโครงการคนละครึ่งพลัสเริ่มเดินหน้าแล้วรัฐบาลจะมีการดำเนินการมาตรการอะไรต่อบ้าง ว่า เราพยายามจะวางรากฐานเศรษฐกิจให้มีความมั่นคงแข็งแกร่งให้มีการกระจายรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะช่วงสิ้นปีนี้ และจะใช้ระยะเวลา 4 เดือนที่รัฐบาลชุดนี้ทำงานได้อย่างเต็มที่ วางแนวทางและหลักฐานที่ดีเพื่อที่จะรัฐบาลชุดต่อไปที่จะเข้ามาจะได้สามารถเดินหน้าต่อยอดไปได้

    เมื่อถามว่า หมายความว่าก่อนยุบสภาจะมีมาตรการออกมาอีกใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อาจจะมีมาตรการออกมาอีกเรื่อยๆ เฟส 1 เฟส 2 มีการเตรียมคิดไว้อยู่แล้ว รวมถึงเรื่องการท่องเที่ยวด้วย เมื่อถามต่อว่า งบประมาณที่จะนำมาใช้มีเพียงพอใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนยึดถือวินัยการเงินการคลังเป็นสำคัญที่สุด ถ้าผู้สื่อข่าวสังเกตไม่ใช่เราเอาเงินมาแล้วมาแจกให้ประชาชนทั้งหมดอย่างเดียว แต่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย และที่สำคัญเราสามารถนำงบประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท ไปชำระหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง ที่เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดตรงนี้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้ อย่างไรก็ตาม จะรักษาพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายที่สำคัญ

    เมื่อถามอีกว่า กรณีที่นายกฯ ระบุว่าจะมีการผลักดันเศรษฐกิจให้ไทยผงาดในภูมิภาคจะมีแนวทางอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เราตั้งเป็นเป้าหมาย ประเทศไทยเราเคยเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้มาโดยตลอดแทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การท่องเที่ยว เกษตร อุตสาหกรรม พอเรามีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เราก็อาจจะไม่เน้นการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น กฎระเบียบเดิมซึ่งไม่สอดคล้องกับกติกาใหม่ของโลกในปัจจุบัน ทางการค้าและเศรษฐกิจเราต้องกลับมาตั้งเป้าหมายใหม่ ตนเชื่อว่าประเทศไทยของเรา ที่เรามีภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีได้เปรียบประเทศอื่นๆ มากมาย เราก็ไม่เสียหายอะไรที่จะต้องพุ่งเป้าว่าเราจะต้องกลับมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

    เมื่อถามย้ำว่า แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจไม่ต่อเนื่องคือเรื่องของการเมือง นายกฯ กล่าว ปฏิเสธว่า ไม่ใช่การเมืองแต่เป็นการคอรัปชัน เราต้องสร้างระบบ เช่น สังคมดิจิทัล มันบังคับให้การกระทำที่เป็นเรื่องทุจริตถูกตรวจสอบได้ สังคมข้อมูล เอไอสังคมข่าวสาร ความโปร่งใสตรวจสอบได้เหล่านี้เราต้องสร้างระบบขึ้นมา ที่ทำให้คนที่อยู่ในสังคมหรืออยู่ในระบบนี้ ไปคิดแหวกแนวหรือพิเรนทร์ไม่ได้อีกต่อไป

    เมื่อถามต่อว่า ความไม่นิ่งทางการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่ามันก็นิ่งพอสมควรแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็ทำตามที่เรามีคำมั่นสัญญากับทุกฝ่ายและเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเต็มที่ มันก็ชัดเจน พรรคไหนทำดีพรรคไหนฝีมือดีก็เลือกเขากลับมาทำงาน

    เมื่อถามอีกว่า แต่การเปลี่ยนตัวรัฐบาลและผู้นำบ่อยๆ มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่จะเข้ามาในประเทศไทย นายกฯ กล่าวว่า ตนว่าญี่ปุ่นเปลี่ยนบ่อยกว่าเรา อังกฤษเปลี่ยนบ่อยกว่าเรา ความเชื่อมั่นอยู่ที่ระบบ อยู่ที่ประชาชน และอยู่ที่ความมุ่งมั่นในการที่จะสร้างหลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาล ความเชื่อมั่นให้คนมองประเทศไทยเป็นอย่างไร ใครจะมาใครจะไปไม่สำคัญเท่ากับการที่เราวางระบบที่ดี

    เมื่อถามต่อว่า คนส่วนใหญ่ก็จะเชื่อมั่นคนนอกมากกว่า อย่างเช่นการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ นายกฯ หันไปทาง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน พร้อมกล่าวว่า ตรงนี้เป็นนักการเมืองหมด เป็นรัฐมนตรี เป็น politician (นักการเมือง) เราอย่าไปแบ่งแยกอย่างนั้น เขาเป็นคนมีฝีมือ

    เมื่อถามอีกว่า หลังจาก 4 เดือนนี้แล้ว หากรัฐบาลได้กลับมาจะบอกได้หรือไม่ว่าเศรษฐกิจจะติดจรวด นายกฯ กล่าวว่า เอา 4 เดือนนี้ให้รอดก่อน เราทำทุกอย่างที่เราตั้งใจทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก็ดีใจมากอย่างโครงการคนละครึ่งพลัส เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นแล้ว การคืนหนี้ ธ.ก.ส. 3 หมื่นกว่าล้านบาท มันก็เกิดขึ้นวันแรกในการทำงานของรัฐบาล หลังจากที่เราแถลงนโยบายอะไรที่เริ่มต้นดี กลัดกระดุมแรกถูกมันก็ควรที่จะถูกไปเรื่อยๆ ยกเว้นจะมีใครมาไม่ประสงค์ดีเสียก่อน

    เมื่อถามว่า การที่มีทีม​เศรษฐกิจ​ที่ดีจะส่งผลดีต่อพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวยืนยันว่า​ ตอนนี้มีแต่พรรคประเทศไทย​ เราทำงานเต็มที่เพื่อประเทศไทย​ และยังมีเรื่องปัญหาความขัดแย้งไทย​ – กัมพูชา​ ที่เราต้องทำให้เกิดความชัดเจนให้เขารับทราบ​ ว่าการที่เขาจะมองว่าเราจะยอมอ่อนข้อหรือไม่ทำอะไรเลยเป็นเพียงความฝัน​ เพราะฉะนั้นเขาจะต้องทำทุกอย่างตามที่เรากำหนดไว้​ สิ่งที่เรากำหนดไม่ใช่สิ่งที่ยาก แต่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชนคนไทย และก่อให้เกิดความชัดเจนของอธิปไตย และเกิดความสงบเรียบร้อยของประเทศในภูมิภาค เราไม่ได้ขออะไรมากกว่านี้ ซึ่งเขาต้องทำตาม

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/919722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HdB6c7irDwKtJpuXpMiXk

  • “อนุทิน”นั่งหัวโต๊ะถกครม.เศรษฐกิจ “เอกนิติ” จ่อออกมาตรการหนุนท่องเที่ยว-ซื้อหนี้ประชาชน

    “อนุทิน”นั่งหัวโต๊ะถกครม.เศรษฐกิจ “เอกนิติ” จ่อออกมาตรการหนุนท่องเที่ยว-ซื้อหนี้ประชาชน

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ  (ครม.เศรษฐกิจ) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นรองประธาน มีหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการ เป็นกรรมการ 25 คน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นกรรมการและเลขานุการ 

    “การแต่งตั้ง ครม.เศรษฐกิจ เป็นไปตามนโยบายของนายอนุทินที่ต้องการให้มีการประชุมเพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดใหประชุมในทุกวันจันทร์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในสัปดาห์หน้าวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ จึงยังไม่ได้กำหนดแน่นอนว่าจะมีการประชุมหรือไม่ อยู่ที่การสั่งการของนายกรัฐมนตรี”

    ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นายสิริพงศ์ ระบุว่า คาดว่าจะมีการประชุมเรื่องนี้ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก รวมทั้งการแต่งตั้งทีมไทยแลนด์ชุดใหมด้วย

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์เจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐ โดยความชัดเจนการตั้งทีมไทยแลนด์ชุดใหม่นั้นต้องสอบถามจากนางศุภจี้ ส่วนตนเองมีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูลในการเจรจาในฐานะที่เคยร่วมทีมเจรจาเมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา

    วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ว่า รัฐบาลจะทยอยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนนี้  โดยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เตรียมจะออก 1.มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้นำมาหักค่าลดหย่อนภาษีได้ โดยให้สิทธิ์สำหรับผู้ที่จะท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเดียว 2. เร่งรัดการจัดอบรมสัมมนาของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจให้เร็วขึ้น จากไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณเป็นช่วงต้นปี โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้จัดอบรมสัมมนาภายในเดือนม.ค.69 3.มาตรการภาษีสำหรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก (Renovation) โดยพิจารณาถึงวินัยทางการคลังอาจให้หักที่ 1.5-2 เท่า และได้หารือ ธนาคารออมสิน เพื่อให้เข้ามาช่วยสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการโรงแรมด้วย

    “เม็ดเงินรวมจากการจัดอบรมสัมมนาของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีจำนวนรวมกันเกือบ10,000 ล้านบาท หากสามารถเร่งรัดได้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก ผมไปดูตัวเลขแล้ว ส่วนราชการ มีประมาณ 3,600 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจอีก 3,000 กว่าล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเงื่อนไขว่า หากจะไปอบรมในเมืองหลัก เช่น จังหวัดใหญ่ที่มีโรงแรมใหญ่ ต้องพ่วงเมืองรองไปด้วย เพื่อให้เงินกระจายไปสู่ชุมชนเมืองรอง”

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนด้วยกลไกซื้อหนี้ออกจากระบบธนาคารมาจัดการนอกระบบ จำนวนไม่เกิน 10,000 ล้านบาท พร้อมตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) มาบริหารจัดการ คาดเห็นผลเป็นรูปธรรมในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.เข้ามาดูแลเองเพื่อผลักดันการแก้หนี้ประชาชนให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว ด้วยการใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ 26,000 ล้านบาท ที่สถาบันการเงินต่างๆ ส่งเข้ากองทุนฯ และบางส่วนจะนำไปซื้อหนี้ออกจากระบบธนาคารไม่เกิน 10,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายการแก้หนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ชำระหนี้ตามกำลังในสถานการณ์รายได้ในปัจจุบัน หากในอนาคตมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็สามารถปรับการชำระหนี้ได้

     ทั้งนี้ กลไกการซื้อหนี้ หากตั้ง AMC ขึ้นมาใหม่ อาจไม่ทันเวลา 4 เดือน จึงต้องใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ซึ่งเป็นบริษัทที่ทั้ง ธปท. และกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่แล้ว ดำเนินการได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2887678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2weMVwMGI_M0b7UdsZBUwh

  • หอการค้าฯปรับเป้าGDPเพิ่ม 2% ชี้เศรษฐกิจไทยเริ่มกระเตื้อง -ส่งออกโตเกินคาด

    หอการค้าฯปรับเป้าGDPเพิ่ม 2% ชี้เศรษฐกิจไทยเริ่มกระเตื้อง -ส่งออกโตเกินคาด

    วันนี้ ( 8 ต.ค.2568) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประกาศปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 จาก 1.7 % เป็น 2.0% เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลลบ

    โดยปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยผลักให้จีดีพีทั้งปีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ จีดีพีในช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัวได้สูงถึง 3% เร่งขึ้นจากประมาณการเดิม ,การส่งออกครึ่งปีแรกขยายตัว 15% โตเกินคาด จากการเร่งนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และคาดว่าทั้งปีนี้จะโตเพิ่มขึ้นจากเป้าเดิม 2.5% เป็น 6% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนครึ่งปีแรก ขยายตัวเป็นบวก1.4%หลังจากที่ติดลบมานาน

    นอกจากนี้รัฐบาลยังมีการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส และเติมเงินบัตรคนจน คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 59,080 ล้านบาท และ23,000 ล้านบาท ตามลำดับ จะช่วยผลักให้จีดีพีปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.44%

    ส่วนปัจจัยลบสำคัญคือนักท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวนเพียง 16.7 ล้านคน และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมฟื้นตัวเพียง 80.0% เมื่อ เทียบกับระดับก่อนโควิด-19 ,มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยบริหารประเทศในระยะเวลาสั้นเพียง 4 เดือน ,ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อคาดว่ามีการปิดด่านไปจนถึงปลายปี เบื้องต้นคาดว่าจะสร้างผลกระทบด้านการค้าราว 59,103 ล้านบาท ฉุดจีดีพี ลดลง0.32% และยังมีสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่รวม 5.3 ล้านไร่ ใน 36 จังหวัด

    ในช่วงที่เหลือจนถึงสิ้นปีเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบทำให้จีดีพีทั้งปีนี้ต่ำ หรือ สูงกว่าเป้าคาดการณ์ใหม่ 2% ซึ่งเป็นกรณีฐาน หรือ กรณีที่มหาวิทยาลัยคาดว่าเป็นไปได้มากที่สุดได้ ได้แก่ปัจจัยยทางด้าน ภาษีTransshipment,เสถียรภาพของรัฐบาล เสียงข้างน้อย , ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา และ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ซึ่งจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยได้ทำแบบจำลองสถานการณ์ไว้เพิ่มเติมดังนี้ กรณีที่แย่ที่สุด จีดีพีปีนี้อาจโตเพียงลดลงเหลือ 1.2% หากสหรัฐประกาศ สัดส่วน Local Content เพิ่มจาก 40% เป็น 60% ,รัฐบาลประกาศยุบสภาก่อน 4เดือน ,ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดทั้งปี และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเหลือ 33 ล้านคน

    และกรณีที่ดีที่สุด จีดีพีอาจโตเพิ่มขึ้นเป็น 2.4% หาก การเจรจาภาษีTransshipment ยังไม่ เสร็จสิ้นภายในปี 2568 ,ยุบสภาภายใน 4 เดือน ตามข้อตกลง เปิดด่านชายแดนฯ ภายในเดือนต.ค. 2568 และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 34ล้านคน

    การปรับเพิ่มประมาณการณ์จีดีพีปีนี้เป็น 2% แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกและลบ ที่อาจทำให้โตสูงหหรือต่ำกว่าเป้าได้ ทั้งนี้ต้องขอดูผลของมาตรการคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการรัฐก่อนว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากแต่ไหน เบื้องต้นคาดว่า ทั้ง 2 มาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่4ให้ฟื้นขึ้นได้แน่นอน ส่วนจีดีพีในปีหน้ายังมองไม่ชัด แต่อาจจะเติบโตได้ ราว 2-2.5%

    อย่างไรก็ตาม สนับสนุนให้ ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะที่ผ่านมา การลดดอกเบี้ย ไม่มีผลให้ อัตราสินเชื่อของธนาคารกลับมารวมทั้งเห็นด้วยกับมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านกลไกของ AMC เพื่อดึงหนี้เสียออกมาจากระบบ หรือ เพิ่มการขยายการซื้อหนี้ให้การปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้น เร่งลดปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า 86% ต่อจีดีพีจะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจได้ดี

    นอกจากนี้ ควรดูแลให้ อัตราเงินเฟ้อ ในช่วงที่เหลือของปี ให้กลับมาเป็นบวกโดยเร็ว ซึ่งน่าจะดีขึ้นหลังใช้มาตรการคนละครึ่ง สะท้อนถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้โตใกล้เคียง 2.5% ให้ได้ เพราะธนาคารโลกยังคงประเมินให้ไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตต่ำสุดในอาเซียนและที่สำคัญ ต้องวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาวทั้งเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน และวางโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ เพื่อให้เป็นประเทศไทยกลับน่าสนใจในเวทีโลก

    อ่านข่าว:

     “อนุทิน” คิกออฟ 28 ต.ค.68 เพิ่มทางเลือกประชาชนซื้อยานอกรพ.เอกชน

    หั่นเป้าเงินเฟ้อเหลือ 0.0% สนค. เผยราคาพลังงาน-อาหารลด ยันไม่ใช่เงินฝืด

    ประเมิน “นักท่องเที่ยวจีน” เที่ยวไทยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 2.2 หมื่นคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J8QglgHEQFi0inov-09tk

  • กนง.ตุนกระสุน ดอกเบี้ย มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยย่ำแย่

    กนง.ตุนกระสุน ดอกเบี้ย มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยย่ำแย่

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-42&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26DG0HPDGms5AKt_F33h-X

  • “

    “สติธร” ยก “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายคุ้มสองต่อ หมุนเศรษฐกิจ–ดึงประชาชน เข้าระบบภาษี


    8/10/2568 | 80 |

    วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคมนี้ว่า ถือเป็นการต่อยอดนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว และเป็นแนวทางที่ช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในเวลาเดียวกัน

    ดร.สติธร ระบุว่า จุดเด่นของ “คนละครึ่งพลัส” อยู่ที่การอุดหนุนเงินตามสถานะภาษีของผู้ได้รับ ซึ่งช่วยให้เงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้ารายย่อยได้รวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกันยังสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่เกิดประโยชน์สองต่อ ทั้งในระยะสั้นคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ และในระยะยาวคือการเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับระบบภาษีที่ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการคลังของประเทศ

    พร้อมกันนี้ ดร.สติธรยังมีข้อกังวลว่า สิ่งที่ต้องระวังคือปัญหาทางเทคนิคและการใช้งานระบบ เนื่องจากเป็นโครงการที่ประชาชนจำนวนมากเคยเข้าร่วมมาก่อน ระบบการลงทะเบียนจึงต้องมีความเสถียร  และต้องป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผิดเงื่อนไข เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ในเชิงบวกของโครงการในภาพรวม. ///


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/430177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kPA8KxMPw1laVEln1jl_P