Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘อรรถพล’ เร่งเครื่อง Quick Big Win เต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน

    ‘อรรถพล’ เร่งเครื่อง Quick Big Win เต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง เปิดกระทรวงพลังงานแถลงนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ  การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพลังงาน ได้ผลักดันโครงการ “Quick Big Win” ด้านพลังงาน

    การสร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้านพลังงานภาคประชาชน นำโดยโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เร่งขับเคลื่อน “โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร” กว่า 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินผ่านการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี “โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน” เป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี โดยจะสามารถประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ 
     

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    ส่วนเป้าหมาย “การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์” คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน ได้กว่า 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.8 แสนตันต่อปี นอกจากนั้น ยังมีการเร่งอนุมัติ “การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของ กฟผ.” (เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์) ซึ่งมีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์เกิดการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี
     
    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้เร่งดำเนินการ “โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง” หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสนอ กบง. ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 เกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นอกจากนั้น ยังมี “การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออก (EEC)” คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 800 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
     

    'อรรถพล' เร่งเครื่อง Quick Big Win เต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน

    การสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 ผ่านโครงการต่างๆ ข้างต้น รวมทั้งการเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ แผน PDP ที่จะมีการทบทวนรายละเอียดให้การผลิตไฟฟ้าตอบโจทย์กับเป้าหมาย Net Zero 2050 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการเริ่มโครงการพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ภายในปี 2577 และระหว่างปี 2577 ถึงปี 2607 (30 ปี) จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 6.4 ล้านตันต่อปี

    'อรรถพล' เร่งเครื่อง Quick Big Win เต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน

    ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนทุกท่านที่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้วางกรอบการทำงาน “Quick Big Win” ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีระยะเวลาในการทำงานที่ค่อนข้างจำกัด เป้าหมายความสำเร็จจึงต้องมีความชัดเจน โดยในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน ผมให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งกระทรวงพลังงานก็เพิ่งได้มีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มและลดราคาน้ำมันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในอนาคตก็จะมีเป้าหมายในการลดค่าไฟ ซึ่งต้องหารือกับหลายหน่วยงาน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แผนงานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ทั้งโครงการโซลาร์รูปแบบต่างๆ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ กฟผ. ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลง การส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตในพื้นที่เศรษฐกิจ EEC รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จากทุกโครงการที่นำเสนอข้างต้น สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967827&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Da9DZrGFWake3uaY3UFP9

  • ราคาทองปีนี้ พุ่งขึ้นร้อยละ 50 สะท้อนเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน

    ราคาทองปีนี้ พุ่งขึ้นร้อยละ 50 สะท้อนเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน

    วันนี้, 13:00น.

              นายไมเคิล แลงฟอร์ด หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนของบริษัทสคอร์เปียน มิเนอรัลส์ เปิดเผยว่า ราคาทองคำพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรก เป็นผลจากความต้องการด้านการลงทุนที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในวงกว้าง ตลอดถึงกระแสคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ระหว่างการประชุมในวันที่ 28-29 ต.ค.นี้

             ที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งขึ้นร้อยละ 51 ตั้งแต่ต้นปีนี้(2568)จากแรงซื้อทองคำจำนวนมากจากธนาคารกลางหลายแห่ง ความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในกองทุน อีทีเอฟ ที่ลงทุนในหุ้น โดยมีทองคำเป็นหลักประกันความเสี่ยงการลงทุน, เงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงและความสนใจที่มากขึ้นจากนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการจะลงทุนในทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่สูงขึ้นในด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าตอบแทนการลงทุนรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2529

             ทั้งนี้ ราคาทองคำจะสูงขึ้นในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ และช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นสูง และไม่มีผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ โดยนักลงทุนเชื่อว่า ทองคำจะคงมีมูลค่า คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ โกลด์แมนแซกส์ ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯประกาศเมื่อวันจันทร์(6 ต.ค.) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์สำหรับราคาทองคำช่วงเดือนธ.ค.ปีหน้า(2569)ขึ้นมาอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,300 ดอลลาร์

    #ตลาดทองคำ

    ที่มา: cnn

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b4MVSzfLReWU3x6Ny-0X7

  • “พิพัฒน์” เปิดงานประเพณีชักพระสุราษฎร์ธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้

    “พิพัฒน์” เปิดงานประเพณีชักพระสุราษฎร์ธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้

    วันนี้ (8 ตุลาคม 2568) ที่สี่แยกวัดธรรมบูชา จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิด “งานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว ประจำปี 2568” ซึ่งถือเป็นมหรสพแห่งศรัทธาและความสามัคคีของพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี โดยมี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการ, นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมงานอย่างคึกคัก

    โดยพิธีในปีนี้นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชาวสุราษฎร์ธานี เมื่อ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ 6 ประเภท อาทิ การประกวดเรือพนมพระ การประกวดพุ่มผ้าป่า และการแข่งเรือยาว สร้างความปลื้มปีติแก่ประชาชนทั้งจังหวัด ซึ่งต่างพร้อมใจน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

    นายพิพัฒน์ กล่าวในพิธีว่า“งานชักพระสุราษฎร์ธานี เป็นประเพณีที่หล่อหลอมความศรัทธาและความร่วมแรงร่วมใจของชาวใต้ ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นแบบอย่างของการใช้ ‘ศิลปวัฒนธรรม’ เป็นพลังขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตประชาชน”

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการเดินทางกับการท่องเที่ยว เพื่อให้ “วัฒนธรรมและเศรษฐกิจเดินหน้าควบคู่กัน” จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของเมืองที่มีทั้งความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และระบบคมนาคมที่เข้าถึงทุกพื้นที่ ทำให้การท่องเที่ยวเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จังหวัดสุราษฎร์ธานีคือเมือง 100 เกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ เป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากภูเก็ต และมีศักยภาพที่จะเป็นหัวเมืองหลักของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยในอนาคต หากรัฐบาลสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพิ่มเติม เช่น ถนน สะพาน และท่าเรือ จะยิ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสร้างรายได้มากขึ้นจากการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวชื่นชมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า มีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า และหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับการสนับสนุนของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงเมือง–สนามบิน–ท่าเรือ จะทำให้สุราษฎร์ธานีก้าวสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล” อย่างแท้จริง

    นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำ พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งศรัทธาใน งานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 ตุลาคมนี้ โดยมีขบวนเรือพนมพระ ขบวนพุ่มผ้าป่า การแข่งเรือยาว และกิจกรรมทางวัฒนธรรมตลอดทั้งงาน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2887756&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yShOsaMscpgm1aysMmD73

  • 3 แอร์ไลน์โหมเปิดเส้นทางบิน ‘ญี่ปุ่น’ ‘บาทแข็ง’ หนุนคนไทยแห่เที่ยวนอก

    3 แอร์ไลน์โหมเปิดเส้นทางบิน ‘ญี่ปุ่น’ ‘บาทแข็ง’ หนุนคนไทยแห่เที่ยวนอก

    3 สายการบินโลว์คอสต์ “ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ – ไทย ไลอ้อน แอร์ – เวียตเจ็ทไทยแลนด์” โหมเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ “ญี่ปุ่น” ในช่วงไฮซีซันของตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศ รับอานิสงส์เงินบาทแข็งค่า แห่แลกเงินตุนไว้จับจ่ายชอปปิงสนุกมือ เทรนด์ยอดจองตั๋วบินวิ่งเข้ามาดีมาก หลังผ่านพ้นเดือนก.ค.- ส.ค. ที่การเดินทางชะลอตัว ส่วนหนึ่งเพราะ “คำทำนายแผ่นดินไหว” กระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    ภัทรา บุศราวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า ช่วงไฮซีซันไตรมาส 4 ปีนี้ ปัจจัย “เงินบาทแข็งค่า” มีผลทำให้คนไทยออกไปท่องเที่ยวใช้จ่ายในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งยังตรงกับช่วงเทศกาลปลายปี ส่งเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยว โดยประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย

    “ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์” (รหัสเที่ยวบิน XJ) จึงเดินหน้าขยายเครือข่ายเส้นทางบินไทย-ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เตรียมเปิดให้บริการเส้นทางบินใหม่ “กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – เซนได” ความถี่ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มบิน 1 ธ.ค.2568 นับเป็นสายการบินสัญชาติไทยรายเดียวที่เปิดให้บริการเส้นทางนี้ และเป็นส้นทางที่ 5 บินตรงเข้าประเทศญี่ปุ่น จากปัจจุบันให้บริการแล้ว 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ​ สู่ โตเกียว, โอซาก้า, ซัปโปโร และนาโกย่า คาดในไตรมาส 4 จะมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เฉลี่ย 90% ขณะที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย (รหัสเที่ยวบิน FD) ให้บริการ 2 เส้นทางบินเข้าญี่ปุ่น ได้แก่ เส้นทางจากกรุงเทพฯ สู่ ฟุกุโอกะ และโอกินาวะ

    3 แอร์ไลน์โหมเปิดเส้นทางบิน ‘ญี่ปุ่น’ ‘บาทแข็ง’ หนุนคนไทยแห่เที่ยวนอก

    “การเปิดเส้นทางบินสู่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงจุดแข็งของกลุ่มแอร์เอเชียที่มีเครือข่ายเส้นทางบิน และความถี่เที่ยวบินให้บริการจำนวนมาก เป็นกลุ่มสายการบินที่ให้บริการเส้นทางระหว่างไทย-ญี่ปุ่นมากที่สุดรวมทั้งหมด 7 เส้นทางในปัจจุบัน”

    3 แอร์ไลน์โหมเปิดเส้นทางบิน ‘ญี่ปุ่น’ ‘บาทแข็ง’ หนุนคนไทยแห่เที่ยวนอก

    ภัทรา บุศราวงศ์

    อัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ กล่าวว่า “ไทยไลอ้อนแอร์” มีความพร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศในไตรมาส 4 ปี 2568 ด้วยการเปิดให้บริการ “4 เส้นทางบินใหม่” เพื่อตอบสนองความต้องการ การเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างโอกาสใหม่ในการเชื่อมโยงการเดินทางจากประเทศไทยสู่เมืองท่องเที่ยว และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญในเอเชีย

    สำหรับการเปิดให้บริการ 4 เส้นทางบินใหม่ ได้แก่ 1.กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – ฮอกไกโด (แวะเกาสง) เริ่มให้บริการวันที่ 1 ธ.ค.2568 ความถี่ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ 2.กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – โอซาก้า (แวะไทเป) กลับมาให้บริการอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 ความถี่ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ 3.กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – ฉงชิ่ง (จีน) เริ่มให้บริการวันที่ 26 ต.ค.2568 ความถี่บินตรงทุกวัน และ 4.กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – เทียนจิน (จีน) เริ่มให้บริการวันที่ 27 ต.ค.2568 ความถี่ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

    3 แอร์ไลน์โหมเปิดเส้นทางบิน ‘ญี่ปุ่น’ ‘บาทแข็ง’ หนุนคนไทยแห่เที่ยวนอก

    3 แอร์ไลน์โหมเปิดเส้นทางบิน ‘ญี่ปุ่น’ ‘บาทแข็ง’ หนุนคนไทยแห่เที่ยวนอก

    อัศวิน ยังกีรติวร

    ก่อนหน้านี้ ปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ “เวียตเจ็ทไทยแลนด์” เตรียมเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงสู่ประเทศญี่ปุ่น 2 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โอซาก้า (คันไซ) เริ่มบินวันที่ 1 ธ.ค.2568 และ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) -โตเกียว (นาริตะ) เริ่มบินวันที่ 15 ธ.ค. 2568 โดยเทรนด์การจองตั๋วบินเข้ามาดีมากเกินคาด เห็นยอดวิ่งดีตั้งแต่เปิดขายเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

    การเปิด 2 เส้นทางบินดังกล่าวสู่ญี่ปุ่นในไตรมาส 4 ปีนี้ เป็นการเพิ่มเติมจากเส้นทาง เชียงใหม่ – โอซาก้า และ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ฟุกุโอกะ ซึ่งให้บริการไปแล้วก่อนหน้านี้ จากแผนเปิดเส้นทางระหว่างประเทศทั้งหมด 5 เส้นทางใหม่ในไตรมาส 4 สู่ตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ (โซล เริ่มบิน 1 ต.ค.68) และอินเดีย (โกลกาตา เริ่มบิน พ.ย. และ อาห์เมดาบัด เริ่มบิน ธ.ค.)

    3 แอร์ไลน์โหมเปิดเส้นทางบิน ‘ญี่ปุ่น’ ‘บาทแข็ง’ หนุนคนไทยแห่เที่ยวนอก

    แต่ล่าสุดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์ แจ้งถึงผลกระทบจาก “รัฐบาลสหรัฐ” เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” (Government Shutdown) ว่าทำให้สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ของสหรัฐ ไม่สามารถออกใบรับรองเครื่องบินลำใหม่ได้ ส่งผลให้กระบวนการส่งมอบเครื่องบินโบอิง 737-8 ล่าช้ากว่ากำหนดเดิม และทำให้เส้นทางบินตรงสู่โตเกียว (นาริตะ) และโอซาก้า ซึ่งตามกำหนดเดิมจะเริ่มบินในเดือนธ.ค.นี้ ต้องเลื่อนไปทำการบินกลางเดือนม.ค.2569 แทน

    โดยผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อนเที่ยวบิน ถ้าต้องการเดินทางตามกำหนดเดิมที่จองไว้ สามารถแวะต่อเครื่องที่ไต้หวันสำหรับเส้นทางบินสู่โอซาก้า หรือแวะต่อเครื่องที่เวียดนามสำหรับเส้นทางบินสู่โตเกียว ส่วนทางเลือกอื่นๆ ถ้าผู้โดยสารต้องการเลื่อนเที่ยวบิน หรือเก็บมูลค่าบัตรโดยสารในรูปแบบวงเงินเครดิตเพื่อใช้เดินทางในอนาคต ก็สามารถทำได้เช่นกัน และไม่ว่าผู้โดยสารจะเลือกทางเลือกไหน ทางสายการบินฯ จะให้กิฟต์วอยเชอร์ มูลค่า 2,000 บาทแก่ทุกคนที่จองบัตรโดยสารใน 2 เส้นทางนี้ไว้แล้ว

    ด้านรายงานขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า จากสถิติ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้า “ญี่ปุ่น” ในช่วง 8 เดือนแรก ตั้งแต่เดือน ม.ค.- ส.ค.2568 ซึ่งมีจำนวนสะสมกว่า 28,383,600 คน เพิ่มขึ้น 18.2% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่า “นักท่องเที่ยวไทย” เป็นตลาดที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นมากเป็น “อันดับ 6” ด้วยจำนวน 764,600 คน เพิ่มขึ้น 8.2% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เฉพาะเดือนส.ค. มีจำนวน 35,500 คน เพิ่มขึ้น 2.4% เทียบเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว

    สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “5 อันดับแรก” เดินทางเข้าญี่ปุ่นสูงสุดในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ อันดับ 1 คือ “จีน” จำนวนสะสม 6,711,600 คน เพิ่มขึ้น 46.1% รองลงมาคือ เกาหลีใต้ 6,123,100 คน เพิ่มขึ้น 5.4% ไต้หวัน 4,509,700 คน เพิ่มขึ้น 9.6% สหรัฐ 2,173,000 คน เพิ่มขึ้น 22.9% และฮ่องกง 1,673,200 คน ลดลง 7.1%

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1202133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a6YkGn8abg22eQz2iQIzC

  • เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนยืนหยัดได้หลังโควิด

    เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนยืนหยัดได้หลังโควิด

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมพักผ่อนหรือการสร้างรายได้ แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม

    การท่องเที่ยวแบบ Community-Based Tourism (CBT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ หัวใจของความสำเร็จคือการหาอัตลักษณ์ชุมชนให้ได้ “อัตลักษณ์ไม่ได้มาจากแค่ทรัพยากรในชุมชนอย่างเดียว แต่อาจมาจากจิตวิญญาณของคนในชุมชน ทัศนคติ หรือวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ต้องดึงออกมาสื่อสารให้ได้ถ้าจะทำ CBT”                    

    ดร.ศิวศักดิ์ ปานสุขุม อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยวอยู่รอดอย่างแท้จริง คือการพัฒนาในแบบที่ “ชุมชนเป็นเจ้าของ” และพึ่งพาตนเองได้

    นอกจากนี้ ในงาน SX2025 ที่ผ่านมายังมีการนำเสนอ 4 กรณีศึกษาจาก พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรีซึ่งสะท้อนมิติของความยั่งยืนในมุมที่แตกต่างกัน

    พัทลุง จากวัชพืชสู่พืชเศรษฐกิจ

    จังหวัดพัทลุงโดดเด่นด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณีศึกษาจาก Varni Craft แสดงให้เห็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว-งานสานกระจูด พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช

    มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ผู้ก่อตั้ง Varni Craft กล่าวว่า จากเสื่อกระจูดใบละร้อย เราพัฒนาให้กลายเป็นกระเป๋าที่ขายได้หลักพัน เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อชุบชีวิตหัตถกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหาย ด้วยการต่อยอดดีไซน์และงานปัก กระเป๋ากระจูดกลายเป็นสินค้าแฟชั่นร่วมสมัยที่ส่งออกไปฝรั่งเศส สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ความสำเร็จไม่ได้หยุดแค่สินค้า Varni Craft เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้นักท่องเที่ยวมาเรียนสานกระจูด ทำเวิร์กชอป และซึมซับวิถีชีวิตท้องถิ่น ต่อมาขยายสู่ Varni Stay โฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากกระจูดทั้งหมด พร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ล่องเรือชมควายน้ำในทะเลน้อย ชมบัวแดงนับล้านดอก และถอนกระจูดกับชาวบ้าน

    แต่เส้นทางไม่ราบรื่น มนัทพงศ์ยอมรับว่าช่วงแรกหาช่างสานที่มีฝีมือยากมาก 

    “เราต้องฟื้นฟูทักษะคนรุ่นเก่าที่เลิกสานไปนานแล้ว และสอนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานหนัก” 

    นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูก ทำให้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยดีไซน์และการบอกเล่าเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง

    ปทุมธานี เยาวชนเป็นตัวเชื่อม

    ชุมชนคลอง 3 จังหวัดปทุมธานี แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่และการศึกษาชุมชนนี้เริ่มพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2561 จากโครงการ OTOP นวัตวิถี 

    โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

    สิ่งที่ทำให้ชุมชนนี้แตกต่างคือบทบาทของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เข้ามาช่วยออกแบบ One Day Trip สร้าง Storytelling และพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ทำให้ชุมชนปรับตัวหลังวิกฤตโควิด-19 และขยายฐานนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น

    สรศักดิ์ กลับวิลา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ในห้องเรียนเราได้เรียนแต่ทฤษฎี แต่การลงพื้นที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจน ได้คุยกับพ่อแม่ชาวบ้าน เพิ่ม soft skills คนรุ่นใหม่ก็สนใจในเรื่องท่องเที่ยวชุมชนและสินค้าหัตถกรรมมากขึ้น

    รุ่งนภา แก้วธรรม กำนันตำบลคลองสาม และประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 16 เล่าว่า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่กล้าพบปะนักท่องเที่ยว “แต่พอได้สัมผัสจากเด็กๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพิ่มประสบการณ์ ตอนนี้ชาวบ้านรับแขกได้เอง และพึ่งพาตนเองได้”

    ความท้าทายที่เผชิญ คือการดึงคนรุ่นใหม่กลับมาอย่างต่อเนื่อง อัจฉรา ศรีลาชัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชี้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนา เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ 

    “อาจเริ่มจากการสื่อสารง่ายๆ เพราะกำนันรุ่งนภายอมรับว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้อาจขายของไม่ได้”

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการพึ่งพามหาวิทยาลัยมากเกินไป “พอโครงการจบ นักศึกษากลับไป ชุมชนต้องดูแลตัวเองได้” ทำให้ต้องมีการถ่ายทอดความรู้และสร้างทีมงานรุ่นใหม่ในชุมชนให้แข็งแรง

    ราชบุรี Zero Waste ที่ทำได้จริง

    ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่น ชื่อ “โอ๊ะป่อย” มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “พักผ่อน” และที่นี่กลายเป็นพื้นที่พักใจของทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน

    สิ่งที่ทำให้ตลาดแตกต่างคือการผสาน ศรัทธา–สิ่งแวดล้อม–ชุมชน เข้าด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรมตักบาตรพระบนแพล่องน้ำ ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ ตลาดยังยึดแนวคิด Zero Waste Market มีการแยกขยะ รีไซเคิล และใช้ระบบกองทุนชุมชน โดยไม่พึ่งงบประมาณจากภาครัฐ

    ผู้ใหญ่บี-ภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ประธานตลาดโอ๊ะป่อย กล่าวว่า จ้าของกิจการเป็นคนในชุมชน ไม่มีคนจากพื้นที่อื่น มีคนในพื้นที่กลับมาเปิดคาเฟ่ เปิดที่พัก ทุกคนในตลาดมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ทำให้ทุกมุมกลายเป็นจุดเช็กอินได้เองโดยไม่ต้องสร้างฉากเสริม

    ผู้ใหญ่บีภูมิใจที่ได้สืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยง อย่างการแต่งกายและภาษาภายในตลาด ที่สำคัญคือการจัดการที่เข้มแข็งและมีกติกากลางที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน แต่ความท้าทายก็มี โดยเฉพาะการจัดการความคาดหวังและการแข่งขันภายใน

    “มีคนอยากเข้ามาขายของเยอะ แต่พื้นที่จำกัด บางคนรู้สึกไม่เป็นธรรม รวมถึงการจัดการขยะในช่วงเทศกาลที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา

    เพชรบุรี เมื่อลูกหลานกลับบ้าน

    ตลาดจามจุรี บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตลาดริมน้ำที่เริ่มจากความสมัครใจของชุมชน โดยใช้ที่ดินส่วนตัวทำตลาดร่วมกัน ชุมชนที่นี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปขยะเปียกเป็นปุ๋ย การแยกขยะอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถูกนำมาพูดคุยและแก้ไขกันทุกสัปดาห์ ทำให้เกิด “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เข้มแข็ง

    รายได้จากตลาดไม่ได้ทำให้คนเพียงอยู่รอด แต่ยังดึงเยาวชนกลับบ้าน ช่วยครอบครัวดูแลร้านค้า และปลูกฝังความรักในท้องถิ่นให้รุ่นใหม่เห็นคุณค่าของชุมชน

    สุเทพ พิมพ์ศิริ  ผู้บุกเบิกตลาดจามจุรี ภายใต้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (โฮมสเตย์บ้านถ้ำเสือ) กล่าวว่า เราอยากให้คนรุ่นใหม่กลับมา เวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรหรือยังให้เขาอยากกลับบ้าน อย่างพ่อแม่ที่เปิดร้าน ก็ได้ลูกหลานกลับมาในวันหยุดมาช่วยพ่อแม่ที่ร้าน เราก็ได้ลูกหลานกลับมา

    ดร.ปิรันธ์ ชิณโชติ อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สรุปว่า ปัญหาย่อมมีเพราะยังมีช่องว่างในชุมชน และคนที่ไม่เข้าใจกฎระเบียบ

    “คนในพื้นที่แรกๆ อาจอึดอัดกับกฎกติกา แต่เราต้องมีธรรมนูญที่ชัดเจนเพื่อความยั่งยืน เพราะการทำตลาดคือเน้นการมีส่วนร่วม ต้องสร้างการเอื้อต่อกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน”

    อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลดังกล่าว SX2025 ยังได้มีการสรุปอุปสรรคหลักที่ทั้งสี่ชุมชนเผชิญ ได้แก่

    1. การสืบทอดทักษะและคนรุ่นใหม่ – คนหนุ่มสาวมักเลือกไปทำงานในเมือง เห็นว่าได้เงินเร็วกว่า ทำให้ต้องสร้างแรงจูงใจทั้งรายได้และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
    2. การพึ่งพาแหล่งสนับสนุนภายนอก – หลายชุมชนพึ่งพามหาวิทยาลัยหรือภาครัฐในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเสี่ยงต่อความไม่ยั่งยืนหากแหล่งสนับสนุนถอนตัว
    3. การจัดการความคาดหวังภายในชุมชน – เมื่อเห็นความสำเร็จ คนจำนวนมากอยากเข้าร่วม ทำให้เกิดแรงกดดันในการจัดสรรพื้นที่และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
    4. ภาระการจัดการสิ่งแวดล้อม – ความสำเร็จนำมาซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องคิดระบบจัดการขยะ จราจร และการรองรับที่ไม่ทำลายบรรยากาศดั้งเดิม

    ถอดบทเรียนจากสี่ชุมชน

    แม้พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี จะมีวิธีการพัฒนาและเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนหัวใจของการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกัน

    1. ชุมชนเป็นเจ้าของ คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงผู้ตาม
    2. สิ่งแวดล้อมคือฐานราก การจัดการที่คำนึงถึงธรรมชาติทำให้การท่องเที่ยวมีคุณค่าแท้จริง
    3. การส่งต่อสู่รุ่นใหม่ เยาวชนและคนรุ่นใหม่คือตัวเชื่อมอนาคต

    4.การพึ่งพาตนเองและเครือข่ายสนับสนุน – การพึ่งพาตนเองทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่เครือข่ายจากภายนอกช่วยต่อยอดได้

    ทั้ง 4 กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือการทำงานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายชุมชนของไทย พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี พิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เกิดจากการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ศรัทธา และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน ท้ายที่สุด การเดินทางที่ยั่งยืนคือการเดินทางที่ทุกฝ่าย นักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่างได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731570&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RkmmgAElGW4Qmx4hO-i-x

  • จังหวะสะสม กลุ่มท่องเที่ยว (08/10/68) #news1 #ข่าววันนี้ #ข่าวดัง #คุยหุ้น #คุยคุ้ยหุ้น

    จังหวะสะสม กลุ่มท่องเที่ยว (08/10/68) #news1 #ข่าววันนี้ #ข่าวดัง #คุยหุ้น #คุยคุ้ยหุ้น

    จังหวะสะสม กลุ่มท่องเที่ยว (08/10/68) #news1 #ข่าววันนี้ #ข่าวดัง #คุยหุ้น #คุยคุ้ยหุ้น

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/AzVis3BwozU&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KY8ROiJ9wcMiv18Ofsdz4

  • พิพัฒน์ ลงพื้นที่ หนุนสุราษฎร์ฯ สู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวอ่าวไทย

    พิพัฒน์ ลงพื้นที่ หนุนสุราษฎร์ฯ สู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวอ่าวไทย

    พิพัฒน์ ลงพื้นที่ หนุนสุราษฎร์ฯ สู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวอ่าวไทย

    วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.39 น.

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อมการให้บริการของ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมประชุมมอบนโยบายการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    “จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง โดยเฉพาะเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การยกระดับสนามบินสุราษฎร์ธานีจึงมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งทางอากาศกับรูปแบบการขนส่งอื่นอย่างไร้รอยต่อ ทั้งรถสาธารณะ รถแท็กซี่ และระบบขนส่งมวลชนภายในจังหวัด เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วมากขึ้น”นายพิพัฒน์ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้ กรมท่าอากาศยานประสานกับสายการบินต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน เพื่อเชิญชวนเปิดเที่ยวบินตรงเข้าสุราษฎร์ธานี โดยเน้นกลุ่ม นักท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

    “ผมต้องการให้สุราษฎร์ธานีเป็นประตูการท่องเที่ยวอ่าวไทยที่รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไม่เพียงแต่ภูเก็ตเท่านั้น แต่สุราษฎร์ฯ ต้องเป็นเมืองหลักที่ทั้งคนไทยและต่างชาติมาเที่ยวได้สะดวก” นายพิพัฒน์ กล่าวปิดท้าย

    พร้อมกันนี้ ในการตรวจราชการครั้งนี้ นายพิพัฒน์ยังได้รับรายงานปัญหาพื้นที่จาก นายปรีชา วิเศษสิทธิ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสุราษฎร์ธานีที่ 1 เกี่ยวกับการระบายน้ำและจราจรในเขตอำเภอเมือง โดยเฉพาะบริเวณสนามบินและแยกบางใหญ่ที่มีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะทางกว่า 500 เมตร ซึ่งส่งผลต่อการเดินทางของประชาชน พร้อมทั้งได้สั่งการให้เร่งบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ กรมทางหลวงและกรมโยธาธิการฯ เพื่อแก้ไขปัญหาระบายน้ำระยะยาว โดยเบื้องต้นเสนอแนวทางระบายน้ำลงคลองท่าทอง และคลองบางใหญ่ พร้อมจัดทำแผนของบประมาณปี 2570 เพื่อพัฒนาโครงสร้างถาวร รวมถึงเร่งดำเนินการแก้ไขเบื้องต้นในพื้นที่วิกฤติทันที

    นอกจากนี้ ยังได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณ “แยกท่ากูบ” ในอำเภอเมือง จ. สุราษฎร์ธานี โดยเสนอแนวทางศึกษาเพื่อพัฒนาทางลอด ทางข้าม และวงเวียนเชื่อมต่อ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของการสัญจรในเขตเมือง

    การลงพื้นที่สุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “คมนาคมเพื่อประชาชน” ที่มุ่งให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของประชาชน ทั้งการเดินทาง การประกอบอาชีพ และการท่องเที่ยว พร้อมกำชับให้ทุหน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินงานให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายในปีงบประมาณนี้

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/919596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cjpS2AAagzEEqRx5SjuFO

  • ตร.ท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ปรับปรุงภาพลักษณ์ ‘ตำรวจของประชาชน’ | เดลินิวส์

    ตร.ท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ปรับปรุงภาพลักษณ์ ‘ตำรวจของประชาชน’ | เดลินิวส์

    ตร.ท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ปรับปรุงภาพลักษณ์ ‘ตำรวจของประชาชน’

    ตำรวจท่องเที่ยวลพบุรี เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน พร้อมอำนวยการจราจร แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตอกย้ำการทำงานที่เคร่งครัดตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ยกระดับงานบริการและดูแลความปลอดภัยประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5184102/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zvA36YDvRCoWSrLEEboXC

  • “วังน้ำเขียว” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปลายฝนต้นหนาว ชวนชมทะเลหมอก 180 องศา “ผารักษ์สลัดได” จุดเช็กอินสุดฮิต

    “วังน้ำเขียว” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปลายฝนต้นหนาว ชวนชมทะเลหมอก 180 องศา “ผารักษ์สลัดได” จุดเช็กอินสุดฮิต

    ชวนเที่ยววังน้ำเขียว ชมทะเลหมอก ผารักษ์สลัดได จุดเช็คอิน 180 องศา เปิดฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียว ในสโลแกนที่ว่า เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก ที่วังน้ำเขียว เร็วๆนี้

    วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ผารักษ์สลัดได บ้านพุทธชาติ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความสวยงามในยามเช้า ในช่วงปลายฝนต้นหนาว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสทะเลหมอกในยามเช้า ภายหลังฝนตกในพื้นที่ ซึ่งจุดดังกล่าวเป็นที่ชมวิว 180 องศา ของอำเภอวังน้ำเขียว และสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า รวมถึงพระอาทิตย์ตกในยามเย็น สถานที่ดังกล่าวจะมีมนต์เสน่ห์ในช่วงปลายฝนต้นหนาว นั่นคือทะเลหมอกที่สามารถรับชมได้เกือบทุกวัน

    สำหรับ ผารักษ์สลัดได คือ จุดชมมวิวธรรมชาติสวยๆ ของ อำเภอวังน้ำเขียว โดยจะอยู่บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 530 เมตร จะว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของอำเภอวังน้ำเขียว บริเวณรอบๆ ยังเต็มไปด้วย ต้นสลัดได ต้นไม้ท้องถิ่นหาชมได้ยาก ที่เป็นไม้ประจำถิ่นและยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้อีกด้วย

    ด้าน นายมงคลศิลป์ ลีนะกนิษฐ์นายกสมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว และประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรวังน้ำเขียว เปิดเผยว่า ถ้านักท่องเที่ยวได้มาท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว ก็ต้องห้ามพลาด ที่จะไปเช็คอินยัง ผารักษ์สลัดได รวมถึง ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่มีชื่อเสียง โดยสมาคมฯ ร่วมกับชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียว ในสโลแกนที่ว่า เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก ที่วังน้ำเขียว เร็วๆนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247626&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rqjg8VCstWfAVQtHtt_QE

  • ‘เชียงใหม่’ บูมไฮซีซั่น กระตุ้นท่องเที่ยวโค้งสุดท้ายปี 68 ตั้งเป้า ‘นทท.’ แตะ 11 ล้านคน

    ‘เชียงใหม่’ บูมไฮซีซั่น กระตุ้นท่องเที่ยวโค้งสุดท้ายปี 68 ตั้งเป้า ‘นทท.’ แตะ 11 ล้านคน

    หนึ่งนโยบายสำคัญที่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญ คือการผลักดันด้านการท่องเที่ยว ซึ่งได้ตั้งเป้าที่จะฟื้นความเชื่อมั่น สร้างความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อให้เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวดีขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหันเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น พำนักในไทยนานขึ้นและเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวให้ได้มากที่สุดในช่วงที่เหลือของปี 2568

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่พึ่งพารายได้ทางการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะถึงนี้ในภาคการท่องเที่ยวก็คาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ไม่น้อยกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลจาก ททท.เชียงใหม่ พบว่าในปี 2567 ที่มีจำนวน นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาจังหวัดเชียงใหม่กว่า 11 ล้านคน ในส่วนของปี 2568 นี้ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกันยายนมียอดนักท่องเที่ยวเข้ามาจังหวัดเชียงใหม่แล้วกว่า 8 ล้านคน และคาดการณ์ว่า สามเดือนที่เหลือของปีนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 ล้านคน

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ละเอียด บุ้งศรีทองที่ปรึกษากรรมการสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า แม้ในภาพรวมการท่องเที่ยวจะมีการชะลอตัว แต่ก็มีความคาดหวังว่าจากการจัดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ของจังหวัดเชียงใหม่ น่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาเที่ยวได้ เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ยังมีจุดขายที่ยังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวอยู่

    ซึ่งในตอนนี้ผู้ประกอบการเอกชนและภาครัฐได้มีการจับมือพูดคุย เพื่อที่จะทำให้เชียงใหม่เป็นหนึ่งในหมุดหมายที่ถูกเลือกในช่วงไฮซีซั่น นอกจากกิจกรรมแล้วสภาพอากาศยังเอื้ออำนวยเนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็อาจจะทำให้ไตรมาสสี่ของปีนี้และไตรมาสหนึ่งของปีหน้าทิศทางน่าจะไปในทางบวก

    โดยคาดว่าสถานการณ์ทางการท่องเที่ยวจะค่อยๆ ฟื้นตัวทีละนิด การสร้างความเชื่อมั่นทางการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรปหรือทางอเมริกา หากมาดูสินค้าทางการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ราคาถือว่าจับต้องได้ ราคาไม่แพงหากเทียบกับคุณภาพที่นักท่องเที่ยวจะได้รับ เพราะจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีความโดดเด่นในเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมวิถีชีวิตแบบล้านนาสิ่งนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวยังชื่นชอบ

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ละเอียด กล่าวต่อว่า หนึ่งในกิจกรรมในช่วงไฮซีซั่นที่จะนำเสนอให้กับนักท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ก็คือ ประเพณียี่เป็ง หรือเทศกาลลอยกระทง ซึ่งปีนี้จังหวัดเชียงใหม่มีความตั้งใจที่จะนำเสนอประเพณียี่เป็งให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยการนำเอาวิถีชีวิตแบบล้านนาเข้ามาสร้างความประทับใจมากขึ้น

    ซึ่งหากมาเชียงใหม่ในช่วงนั้นจะไม่ได้มีแค่การลอยกระทงหรือชมขบวนพาเรทเท่านั้น ยังมีการใช้แสงสว่างความสวยงามจากผางประทีป ที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้ หรือเป็นกิจกรรมลอยโคมในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งมีการบริหารจัดการให้ไปจัดกิจกรรมในพื้นที่รอบนอกตัวเมือง ที่ไม่ไปรบกวนการบินของเครื่องบิน และมีการพูดคุยกับชาวบ้านเกี่ยวกับความร่วมมือและความปลอดภัยในการจัดกิจกรรม เมื่อเชียงใหม่มีกิจกรรมในช่วงเวลาค่ำคืนมากขึ้นก็จะสามารถยืดเวลาที่นักท่องเที่ยวพำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ออกไปได้เพิ่มขึ้นอีก

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    “เราต้องมีการสร้างสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตศิลปะวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้ หากผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยวช่วยกันก็จะมีตัวเลือกให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเลือกซื้อแพ็คเกจทางการท่องเที่ยวตามที่แต่ละกลุ่มคาดหวัง ซึ่งก็จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเทศกาลและกิจกรรมก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทางการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี” ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทย กล่าว

    ด้าน ศุภมิตร กิจจาภิพัฒน์นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวของประเทศไทยและจังหวัดเชียงใหม่ยังถือว่ามีปัญหาให้ต้องแก้ไขอีกมากหากต้องการให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและรายได้ทางการท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าเดิม

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo10.jpg

    “บรรยากาศการท่องเที่ยวในปัจจุบันนี้ถือว่ายังไม่ได้คึกคักมาก หากเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างประเทศจีน ที่เคยเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหลักที่เข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ ตอนนี้ก็ยังเข้ามาไม่มากนัก แม้จะมีนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้เข้ามาทดแทน แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จำนวนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนเที่ยวบิน”

    ศุภมิตร กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ได้ก็คือราคาตั๋วเครื่องบินที่ยังคงมีราคาสูงซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นไทยหรือต่างชาติ ซึ่งปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขได้แล้วหากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงจุดนี้ที่จะแก้ไข ก็ควรจะนำไปพิจารณาและปรับปรุงให้ราคาตั๋วเครื่องบินลดลงบ้างตามความเหมาะสม

    อีกส่วนหนึ่งที่ควรจะมีการแก้ไขคือหาเหตุผลแรงจูงใจที่จะให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามายังประเทศไทย เพราะตอนนี้คู่แข่งทางการท่องเที่ยวของไทยเรามีค่อนข้างมาก อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจ

    “ก็คงต้องหวังว่าทุกฝ่ายจะมองเห็นปัญหาที่ตรงจุด และมีการบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยและสื่อสารไปยังภาครัฐ ก็คาดหวังว่าจะมีการนำไปประชุมและปรับปรุงแก้ไขต่อไป เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวม”

    “ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่มีการทำกิจกรรม 12 เดือน 12 เทศกาล นับว่าสิ่งนี้เป็นจุดที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นเดือนแห่งสายศรัทธาหรือสายมูมีกิจกรรมตลอดทั้งเดือนมีคนร่วมงานทะลุ 20,000 คน รายได้ทางการท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านบาท แต่คำถามต่อมาคือในแต่ละเดือนที่จะนำเอาเทศกาลเข้ามาจัดจะเอาเทศกาลอะไรที่ทำให้นักท่องเที่ยวให้ความสนใจและสามารถดึงดูดเข้ามาได้มากขึ้น” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวฯ กล่าว

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Chiang Mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-hopes-the-high-season-will-stimulate-tourism-in-the-final-stretch-of-2025&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw339-mtPxI_zfg96TVkGwq7