Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

    เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

    วิกฤตภูมิอากาศได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด และได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกไปแล้วเกือบ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่าง ปี 1993-2022


    นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศว่า “ยุคของโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น” เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด
    นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า “ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน“
    วิกฤตนี้กำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ทุกประเทศทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันแบบสุดขั้ว (Extreme climate change)
    ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ 2 ลูก ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอหมดกำลังโตต่ำโตช้าและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย การจัดอันดับของ IMD ปีล่าสุด ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับ จากปีก่อน โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ลดลงถึง 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 32 ประสบปัญหางบประมาณขาดดุลติดต่อกันถึง 19 ปี และมีหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

    แก้ปัญหาความยากจน

    ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 90% ของ GDP และการเผชิญกับมาตรการภาษีคาร์บอนระหว่างประเทศเพราะไทยปล่อย GHG ประมาณ 280.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นประมาณ 0.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก จึงกำหนดเป้าหมายการเป็น Net Zero ของประเทศไทย ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 120 ล้านตัน ภายในปี 2065
    นี่คือภาพรวมของกับดักความท้าทายที่เราต้องก้าวข้าม พร้อมกับเผชิญโจทย์ใหม่จากภัยคุกคามของโลกเดือด และการแสวงหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต
    ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จึงไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนและเป็น “กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่” เพื่อพลิกฟื้นประเทศและสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน
    เพราะนี่คือโอกาสที่มูลค่าเศรษฐกิจสีเขียวของโลกสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2050 และกองทุนระหว่างประเทศก็ให้คำมั่นจะลงทุนกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในธุรกิจที่คำนึงถึง ESG(Environmental-Social-Governance) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อสีเขียวรวมกันสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกใหม่ที่ถูกกำกับด้วยกฎสีเขียว (Green Regulation) ซึ่งคือบริบทใหม่ของกฎหมายและการเงินระหว่างประเทศที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขในการค้าและการลงทุน
    ESG Fund Flow
    เศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่คำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างให้เกิด “การเติบโตสีเขียว” (Green Growth) การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและรู้คุณค่า ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG-Green House Gas) ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน
    ในบริบทประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างน้อยวางอยู่บน 4 เสาหลักได้แก่
    1. เทคโนโลยีเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
    MarketsandMarkets รายงานว่าตลาดเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) ทั่วโลกมีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
    ในขณะที่การใช้โดรนทางการเกษตรในไทยเพิ่มขึ้น 300% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตร สะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสู่ตลาดโลก และการยกระดับการผลิตด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ส่วนอาหารแห่งอนาคต (Future Food) นั้น เป็นเกษตรทางเลือกใหม่ ลดโลกร้อนในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเป็นอาหาร อาหารเสริม Functional food อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เภสัชภัณฑ์ และน้ำมันชีวภาพตอบโจทย์เทรนด์ของโลกยุค Next Normal ที่สนใจสุขภาพมากขึ้น หลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก (Covid Pandemic) ได้แก่ โปรตีนจากแมลง (Edible Inseat base Protein) โปรตีนจากพืช (Plant base Protein) เช่น ผำ เห็ด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯ โดยเฉพาะสาหร่ายเป็นพืชแห่งอนาคตที่ช่วยลดโลกร้อน ซึ่งมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation) ที่ผมเป็นประธาน กำลังส่งเสริมร่วมกับกรมประมงและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Blue Carbon ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปสาหร่ายวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง โดยบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (WIF:Worldview International) และ WCF
    กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์การส่งออกอาหาร Functional Food ของไทยมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 และเติบโต 15% ต่อปี
    ดังนั้นภาคเกษตรต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Service Provider) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากตลาดคาร์บอนเครดิต

    2. พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน
    ประเทศไทยตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2037 ส่งผลให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยเติบโตขึ้น 40% ต่อปี
    นอกจากนี้ ยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-Fuel) เช่น น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF:Sustainable Aviation Fuel) รวมถึงเอทานอลและใบโอดีเซลแปรรูปจากพืช เช่น  อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ที่ผมก่อตั้งได้สนับสนุนส่งเสริมมากว่า 25 ปี
    ทางด้านไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O)

    3. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชิงสุขภาพเชิงธรรมชาติ (Low carbon Tourism)
    ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกมีมูลค่า 919,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งเป็นรายงานของ Global Wellness Institute
    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานว่า การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในไทยสร้างรายได้ 120,000 ล้านบาท ในปี 2024 และจำนวนที่พัก Eco-Friendly ในไทยเพิ่มขึ้น 25% ต่อปีตามรายงานของกรมการท่องเที่ยว แนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวทั้งในไทยและระดับโลกล้วนมุ่งสู่ Low carbon Tourism

    เศรษฐกิจ BCG

    4. อุตสาหกรรมสีเขียว
    อุตสาหกรรมสีเขียว คืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าอุตสาหกรรม BCG จะสร้างมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ให้กับเศรษฐกิจไทยภายในปี 2030
    ขณะที่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเปิดเผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีอัตราการเติบโต 400% ในปี 2024
    สถาบันบรรจุภัณฑ์ไทย รายงานว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Sustainable packaging) ในไทยมีมูลค่า 45,000 ล้านบาท ในปี 2024

    การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: บทเรียนจากนานาประเทศ ตัวอย่างความสำเร็จจากหลากหลายภูมิภาคสามารถให้บทเรียนอันมีค่าได้ดังนี้

    1. เอเชีย : จากมลพิษสู่ต้นแบบเมืองยั่งยืน

    โซลาร์เซลล์บ้านใหม่

    ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองคิตะคิวชู เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หลังจากเคยเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมรุนแรงจนได้ชื่อว่า “เมืองแห่งฝนดำ” คิตะคิวชูสามารถฟื้นตัวได้สำเร็จด้วยโมเดล “ความร่วมมือร่วมกัน” ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสมาคมสตรีเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวบรวมขยะรีไซเคิล ภาครัฐออกกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จนกลายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมต้นแบบของโลก
    ขณะที่ จีน ซึ่งเคยพึ่งพาถ่านหินอย่างหนัก กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวรายใหญ่ของโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายอุตสาหกรรมและตลาดส่งออก

    2. ยุโรป: ความมุ่งมั่นในระดับนโยบายและนวัตกรรม
    กลุ่มประเทศนอร์ดิกถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ สวีเดน ตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่ปลอดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045 นอร์เวย์ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 95% และเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เดนมาร์ก เป็นผู้นำด้านพลังงานลม และพัฒนาเมืองหลวงอย่างโคเปนเฮเกนให้เป็นแบบอย่างของการออกแบบเมืองที่ยั่งยืน
    เยอรมนี จัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (KfW) เพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโรงงาน ซึ่งช่วยให้ SME สามารถลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนสูง
    สหภาพยุโรป (EU) มีนโบาย European Green Deal โดยตั้งเป้าที่จะทำให้ทวีปยุโรปมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 ซึ่งสนับสนุนโดยการลงทุนจำนวนมหาศาลเกินหนึ่งล้านล้านยูโร เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

    3. ละตินอเมริกาและอเมริกาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
    คอสตาริกา เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของประเทศเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าอย่างมีประสิทธิภาพ คอสตาริกาสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้เกือบ 100% และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
    รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการติดตั้ง BESS (Battery Energy Storage System)

    Middle East ตะวันออกกลาง

    4. ตะวันออกกลางจากฮับน้ำมันฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
    ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันอย่าง ซาอุดิอาระเบีย มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 12 กิกะวัตต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดและการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
    จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน ได้แก่
    1. ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ของรัฐบาล
    2. ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง
    3. การลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ
    4. การออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับจุดแข็งและบริบทของแต่ละประเทศ
    ตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) จัดทำโครงการ “Just Transition” เพื่อฝึกอบรมแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินให้เปลี่ยนไปทำงานในภาคพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์สีเขียวที่จะสร้างงานใหม่และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง

    สรุป

    โลกกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเราก้าวไปข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจจะเปิดกว้าง ซึ่งมีผลการวิจัยที่น่าสนใจสรุปว่าธุรกิจที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG มีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจทั่วไปถึง 15-20% และการประหยัดพลังงานก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 10-30%
    เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการสร้างงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
    Green Economy ไม่ใช่ “ต้นทุน” แต่คือการ “ลงทุน” ที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเร่งคว้าไว้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation


    Post Views: 170

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/07/green-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hbKfV7CwzAVN2YEFcMn6H

  • สะเก็ดล้านนา : 08 ตุลาคม 2568

    สะเก็ดล้านนา : 08 ตุลาคม 2568

    วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    Tag :

    +++ ขอแสดงความยินดีกับ ผู้หญิงเก่ง จิ๋วแต่แจ๋ว อย่าง “พี่แนน”  “นางสาวนันทวรรณ กันคำ” ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ที่ขยับไปดำรงตำแหน่ง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ การทำงานไม่ต้องพูดถึง ประสานงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงสื่อมวลชนในจังหวัดได้อย่างยอดเยี่ยม ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

    +++ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น เชียงราย จัดงานฉลองความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ หลังคว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที Thailand Tourism Awards 2025 หรือ รางวัลกินรี จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รางวัลสูงสุดที่เชิดชูผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวไทยที่มีคุณภาพและมุ่งสู่ความยั่งยืน โดยการจัดงานเฉลิมฉลอง จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Spirit of Kinnaree : Together We Shine” – พลังแห่งกินรี ร่วมกันส่องประกายความสำเร็จ โดยคว้าได้ถึง 3 รางวัลสำคัญ ได้แก่ 1. Hall of Fame Awards รางวัลเกียรติยศแห่งการท่องเที่ยวสูงสุด ประเภทที่พักนักท่องเที่ยว      จากการคว้ารางวัลยอดเยี่ยมติดต่อกัน 3 ครั้ง 2. Thailand Tourism Excellence Awards รางวัลยอดเยี่ยม ความเป็นเลิศด้านการท่องเที่ยวไทย 3. Thailand Tourism Sustainability Awards รางวัลแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีแขกผู้มีเกียรติทั้งจากภาครัฐ เอกชน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง มี “นายสมบัติ อติเศรษฐ์” ประธานกรรมการ โรงแรมในเครือกะตะธานีคอลเล็คชั่น พร้อมด้วย “นางอุไรรัตน์ อติเศรษฐ์” รองประธานกรรมการ โรงแรมในเครือกะตะธานีคอลเล็คชั่น และ “นางสาวนันทิดา อติเศรษฐ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมในเครือกะตะธานีคอลเล็คชั่น พร้อมแสดงความภาคภูมิใจต่อรางวัลอันยิ่งใหญ่

    +++ “ส่งด้วยใจ! ตำรวจเชียงรายร่วมยินดีและผูกพันแน่นแฟ้น อวยพร “พล.ต.ต.สันติ กองสมัคร” รับตำแหน่งใหม่ ผบก.กค.ภ.5″  โดย “พล.ต.ต.มานพ เสนากูล” ผบก.ภ.จว.เชียงราย พร้อมด้วย ข้าราชการตำรวจ ในสังกัด ภ.จว.เชียงราย ร่วมส่ง “พล.ต.ต.สันติ กองสมัคร” ผบก.กค.ภ.5 เดินทางไปรับตำแหน่ง ผู้บังคับการกฎหมายและคดีตำรวจภูธรภาค 5  โดยมีข้าราชการตำรวจ  ร่วมแสดงความยินดีและส่ง ท่านผู้บังคับการฯ ไปรับตำแหน่งใหม่

    อังคณา จิระดา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/919469&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z-1NWVaZe9pUMGkEUqxN6

  • 3 นักวิทย์คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025 จากการศึกษาพลศาสตร์ควอนตัม ปูทางสู่อนาคต

    3 นักวิทย์คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025 จากการศึกษาพลศาสตร์ควอนตัม ปูทางสู่อนาคต

    3 นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2025 ไปครอง จากผลงานการศึกษาวิจัยเรื่องกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งปูทางไปสู่คอมพิวเตอร์อันทรงพลังในยุคใหม่

    เมื่อ 7 ต.ค. 2568 คณะกรรมการโนเบลประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025 (พ.ศ.2568) ให้แก่ ศ.จอห์น คลาร์ก, ดร.มิเชล เดโวเร็ต และ ดร.จอห์น มาร์ตินิส จากผลงาน “การทดลองที่เปิดเผยการทำงานจริงของฟิสิกส์ควอนตัม”

    คณะกรรมการผู้มอบรางวัลโนเบลระบุในแถลงการณ์ว่า “เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้ ได้มอบโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมยุคต่อไป ซึ่งรวมถึง การเข้ารหัสควอนตัม (quantum cryptography), คอมพิวเตอร์ควอนตัม (quantum computers) และ เซนเซอร์ควอนตัม (quantum sensors)”

    ผู้ชนะรางวัลโนเบลได้ทำการทดลองในช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยใช้ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างจากตัวนำยิ่งยวด (superconductors) และแสดงให้เห็นว่า คุณสมบัติทางกลศาสตร์ควอนตัม สามารถทำให้เป็นรูปธรรมในระดับที่ใหญ่ขึ้นมาก หรือในระดับ มหภาค (macroscopic scale) ได้

    ทั้งนี้ เทคโนโลยีควอนตัมเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว เช่น ทรานซิสเตอร์ ในไมโครชิปคอมพิวเตอร์เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่พบได้ในชีวิตประจำวัน

    ศ.คลาร์ก จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเบิร์กลีย์ สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในงานประกาศรางวัลว่า เขารู้สึกอึ้งมากที่ได้รับรางวัลโนเบล และเสริมว่า “ผมกำลังพูดผ่านโทรศัพท์มือถือ และผมก็คิดว่าคุณเองก็เช่นกัน และเหตุผลพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ทำให้โทรศัพท์มือถือทำงานได้ คืองานวิจัยทั้งหมดนี้”

    อนึ่ง ดร.เดโวเร็ต เกิดในฝรั่งเศส เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองซานตาบาร์บารา ในสหรัฐฯ ที่เดียวกันกับ ดร.มาร์ตินิส ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ควอนตัมของ Google จนกระทั่งเขาลาออกในปี 2020 (พ.ศ. 2563)

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : cna

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2887710&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BxjfqLxKX4QvkszFP_GgK

  • วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเ

    วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเ

    กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยจีน ร่วมกันจัดงานไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568 ในแนวคิดหลัก “The Princess from the Moon” เพื่อสานสัมพันธ์และเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า เยาวราช กรุงเทพฯ เป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ และฤดูใบไม้ร่วงตามจันทรคติของจีน และยังเป็นช่วงเวลาตรงกับวันชาติจีน ในวันที่ 1 ตุลาคม ทั้งยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีและการท่องเที่ยวอีกด้วย

    คุณโชติกา อัครกิจโสภากุล ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ประเพณีไหว้พระจันทร์เป็นหนึ่งในประเพณีจีนที่คนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทยได้ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน เป็นประเพณีที่สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามด้านความสัมพันธ์ของครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้า นอกจากวัฒนธรรมเรื่องการไหว้แล้วเราจะได้ชมความงดงามของประเพณีไหว้พระจันทร์อีกด้านหนึ่งคือ ศิลปะการทำขนมไหว้พระจันทร์ที่มีการพัฒนามาตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบันที่ มีความหลากหลายในรูปแบบ รสชาติและไส้ต่างๆ เพื่อตอบสนองคนรุ่นใหม่ รวมถึงลวดลายบนก้อนขนมที่สร้างอัตลักษณ์ ความสวยงาม อ่อนช้อย รวมถึงการอบและการเลือกสรรวัตถุดิบในการผลิตไส้และตัวขนมที่มีคุณภาพดีและหาได้ในพื้นถิ่นบ้านเรา เราจะได้เห็นถึงประเพณีและความงดงามในการจัดโต๊ะไหว้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนทุกท่าน เที่ยวไทยสายศรัทธาในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้

    คุณณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในมิติพหุวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยว ซึ่งประเพณีต่างๆ ของชาวจีนที่สืบต่อมาในประเทศไทยล้วนแต่มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เทศกาลไหว้พระจันทร์มิใช่เพียงโอกาสการสืบสานประเพณี แต่ยังเป็นประเพณีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าผ่านเรื่องราวของเทศกาลวัฒนธรรมที่ทุกท่านจะได้รับความประทับใจกลับไป ภายใต้แนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” ในโอกาสนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ หนึ่งในวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความรัก ความผูกพันในครอบครัว และการอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข มาร่วมเฉลิมฉลองท่ามกลางดวงจันทร์อันสว่างไสวและสร้างความทรงจำที่งดงามในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568

    คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอส แอนด์ พี มีความยินดีในการร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ปี 2568 ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับกว่า 30 ปี ด้วยความตระหนักถึงภารกิจของบริษัท ที่ไม่เพียงแต่นำเสนออาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคเท่านั้น เอส แอนด์ พี มีความใส่ใจในการพัฒนาสินค้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกับฝีมือที่ประณีตทุกขั้นตอนและบริการที่ตอบสนองผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย ด้วยความอบอุ่น ละเมียดละไม และอ่อนโยน แต่เปี่ยมไปด้วยความเข้มข้นของรสชาติและคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ภาคภูมิใจของเรา ในปี 2568 เอส แอนด์ พี นำเสนอขนมไหว้พระจันทร์ 3 คอลเลคชั่นใหม่ ได้แก่ S&P Moon Palace S&P Moon Princess และ S&p Moon Rabbit tale ด้วยรสชาติที่แปลกใหม่ หลากหลายทั้งแบบต้นตำรับดั้งเดิม และพิเศษในปี 2568 เอส แอนด์ พี จัดทำขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ เส้นผ่าศูนย์กลาง 111 เซนติเมตร น้ำหนักรวม 120 กิโลกรัม โดยใช้ทุเรียนหมอนทอง จำนวน 227 ลูก ที่ผ่านขั้นตอนการผลิตจากประสบการณ์ 30 ปีของเรา ในโอกาสนี้ จึงขอส่งความปรารถนาดีในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ให้กับทุกท่าน ขอให้มีความรักมั่นคง เงินทองมั่งคั่ง ครอบครัวอบอุ่นและสุขภาพแข็งแรง

    อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยสายศรัทธา กระทรวงวัฒนธรรม เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และในนามคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย-จีน กล่าวถึงความพิเศษของเทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นความเชื่อของชาวจีนมายาวนานและเป็นประเพณีที่สำคัญรองจากเทศกาลตรุษจีน ชาวจีนเชื่อกันว่าการไหว้พระจันทร์       “จงชิวเจี๋ย” หมายถึง เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์มีดวงกลมโตสวยงามและสว่างไสวที่สุด และเป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวธัชพืช และระลึกถึงเจ้าหญิงฉางเอ๋อ เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ตามตำนาน ผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความเสียสละและความงามที่เป็นอมตะ บางตำนานเชื่อกันว่าเป็นวันเกิดของ  ผู้เฒ่าจันทรา เทพเจ้าแห่งความรักของชาวจีนอีกด้วย

    5 เคล็ดลับการไหว้พระจันทร์

    – ขนมไหว้พระจันทร์ที่มีทรงกลมตัวแทนของดวงจันทร์ หรือใช้ขนมทรงกลมอื่นๆ เช่น ขนมเปี๊ยะ ขนมโก๋ เป็นต้น

    – กระดาษมงคล ภาษาจีนเรียกว่า โป๊ยเซียนเตี๋ย (八仙錠) รูปพระจันทร์ และ 8 เซียน เชื่อว่านำความโชคดีมาให้

    – ซุ้มโค้งต้นอ้อย และแขวนโคมแดง หรือหงเติงหลง (红灯笼) สัญลักษณ์มงคลสื่อถึงแสงสว่างและความโชคดี

    – น้ำบริสุทธิ์ สะท้อนเงาจันทร์เพิ่มพลังจากแสงจันทร์ที่เปล่งประกาย

    – ประเพณีไหว้พระจันทร์เป็นประเพณีหนึ่งเดียวที่ผู้ชายจะให้เกียรติผู้หญิงเป็นผู้นำไหว้ เพื่อรับพลังหยิน(อิม)

      ผู้หญิง ความงดงาม ความอุดมสมบูรณ์

    – เริ่มทำพิธีไหว้ในช่วงพระจันทร์ขึ้นหันหน้าทางทิศตะวันออก แล้วสวด

    “โอม จันทรา ศศิปประภา นะมาฮา”

    “นะโม ไท้อิม ผู่สัก ม่อ ฮ่อ สัก”

    “นะโม ไท้อิม ผู่สัก เถี่ยง ตั่ง ไล้”

     เอ่ยชื่อ  นามสกุล ถวายของไหว้ และขอพรตามที่ปรารถนา ให้สมาชิกในครอบครัว สุขภาพแข็งแรง  ร่มเย็นเป็นสุข สามัคคี รักใคร่กลมเกลียว คู่หนุ่มสาวขอพรให้มีความรักที่ยั่งยืน

    • วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเทพฯ
    • วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเทพฯ
    • วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเทพฯ
    • วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเทพฯ
    • วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเทพฯ
    • วธ. ททท. ร่วมกับ เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) จัดงานไหว้พระจันทร์ 2568 โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก เที่ยวไทยสายศรัทธา นำไหว้พระจันทร์ พร้อมร่วมตัดขนมไหว้พระจันทร์ใหญ่ที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ณ มณฑลพิธี มูลนิธิเทียนฟ้า กรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://homeday.co.th/blogs/ministry-of-culture-20251007/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AcXOM2q8jBhIs2q-CD2KS

  • แอร์แคนาดาเดินหน้าบินตรง ‘กรุงเทพ-แวนคูเวอร์’ ตลอดปี ชูฤดูซัมเมอร์จุดหมายใหม่นักท่องเที่ยวไทย

    แอร์แคนาดาเดินหน้าบินตรง ‘กรุงเทพ-แวนคูเวอร์’ ตลอดปี ชูฤดูซัมเมอร์จุดหมายใหม่นักท่องเที่ยวไทย

    หลังจากให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่าง ‘กรุงเทพ-แวนคูเวอร์’ มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง 3 ฤดูกาลการบิน

    ล่าสุด ‘แอร์แคนาดา’ ประกาศขยายเส้นทางนี้ให้เป็นเที่ยวบินตลอดทั้งปี โดยเป็นสายการบินจากทวีปอเมริกาเหนือเพียงรายเดียว ที่ให้บริการบินตรงถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทาง ทั้งเพื่อท่องเที่ยว ศึกษา และเยี่ยมครอบครัว

    โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของแคนาดา ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวไทย

    เดินหน้าบินตรงกรุงเทพ-แวนคูเวอร์ตลอดปี

    ‘Rocky Lo’ กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศ แอร์แคนาดา อธิบายว่าการตัดสินใจบินตรงตลอดปี เกิดจากความสำเร็จของเที่ยวบินฤดูหนาวที่ผ่านมา และแรงสนับสนุนจากผู้โดยสารชาวไทย

    “เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับการให้บริการต่อเนื่องตลอดปี เพราะไทยเป็นตลาดแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เราเปิดให้บริการบินตรง และเรามั่นใจว่าความต้องการเดินทางระหว่างสองประเทศจะเติบโตต่อเนื่อง”

    Rocky Lo กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศ แอร์แคนาดา

    การขยายเที่ยวบินจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยจะให้บริการสัปดาห์ละ 5 เที่ยว และเพิ่มเป็นเที่ยวบินประจำวันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ก่อนจะปรับเป็นสัปดาห์ละ 3 เที่ยวในฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป

    สำหรับเที่ยวบิน ‘กรุงเทพ-แวนคูเวอร์’ ของแอร์แคนาดา ขาไปออกจากกรุงเทพ เวลา 08.15 น. ถึงแวนคูเวอร์เวลา 06.50 น. เพื่อให้ผู้โดยสารต่อเครื่องไปยังเมืองอื่นในอเมริกาเหนือได้สะดวก

    ส่วนขากลับออกจากแวนคูเวอร์เวลา 23.05 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการต่อเครื่องกลับจากสหรัฐฯ และเมืองหลักในแคนาดา เช่น โตรอนโต มอนทรีออล และคาลการี

    จุดหมายท่องเที่ยวได้ตลอดปี

    นอกจากนี้ แอร์แคนาดายังเน้นสนามบินแวนคูเวอร์ในฐานะ ‘ศูนย์กลางการต่อเครื่อง’ ที่มีอาคารผู้โดยสารเดียว ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากในการเปลี่ยนเทอร์มินัล 

    โดยเฉพาะนักเดินทางชาวไทย สามารถเดินทางสู่แคนาดา พร้อมเปลี่ยนเครื่องไปสหรัฐอเมริกาได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ผ่านระบบตรวจคนเข้าเมืองล่วงหน้าของสหรัฐฯ (U.S. Pre-clearance) ที่สนามบินแวนคูเวอร์ได้เลย

    ในด้านการท่องเที่ยว ‘Lo’ มองว่า แคนาดาเป็นประเทศที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยดอกซากุระ ฤดูร้อนกับกิจกรรมกลางแจ้งและเทศกาลหลากหลาย ฤดูใบไม้ร่วงที่โดดเด่นด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ไปจนถึงฤดูหนาวที่เหมาะสำหรับการเล่นสกีและกีฬาหิมะ

    “เราต้องการให้ผู้โดยสารไทยได้สัมผัสเสน่ห์ของฤดูร้อนในแคนาดา เพราะทุกอย่างตั้งแต่ธรรมชาติ เมือง และผู้คน เต็มไปด้วยชีวิตชีวา”

    บินตรงไกล 14 ชั่วโมง กับ 3 ชั้นโดยสารที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์

    ด้าน ‘Kiyo Weiss’ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขายประจำเอเชียแปซิฟิก กล่าวเพิ่มเติมว่า เที่ยวบิน ‘กรุงเทพ-แวนคูเวอร์’ ใช้เครื่อง ‘Boeing 787 Dreamliner’ ให้บริการใน 3 ชั้น ได้แก่

    • Business Class จำนวน 29 ที่นั่ง ปรับเอนราบได้เต็มที่แบบ Exclusive Pod พร้อมที่นอน หมอน และฟูกรอง และสิทธิพิเศษสุดเอกซ์คลูซีฟในการเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษ
    • Premium Economy จำนวน 20 ที่นั่ง มีพื้นที่วางขามากขึ้น บริการอาหารและเครื่องดื่มพรีเมียม และบริการที่จะช่วยให้การเช็กอิน บอร์ดดิ้ง และการจัดการสัมภาระเป็นเรื่องง่ายตั้งแต่ที่สนามบิน
    • Economy Class ให้บริการครบทั้งจอส่วนตัว 8.9 นิ้ว และอาหาร 3 มื้อ เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวผ่อนคลาย และนักศึกษาที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ

    ‘Weiss’ บอกกับ Brand Inside ว่า ปัจจุบัน Premium Economy เป็นชั้นโดยสารที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบาย มองว่าการจ่ายเงินเพิ่มไม่กี่บาท แต่กลับได้ที่นั่งที่กว้างขึ้น สามารถนอนหลับสบาย 

    โดยเฉพาะเมื่อเที่ยวบินตรงมีระยะเวลาเดินทางกว่า 14–15 ชั่วโมง แถมยังได้บริการที่เพิ่มขึ้นด้วย หลายคนจึงหันมาใช้บริการ Premium Economy มากขึ้น

    ส่วน Business Class ยังได้รับความนิยมเช่นเคย โดยเฉพาะเมื่อที่นั่งของแอร์แคนาดา สามารถปรับเอนราบได้ เทียบเท่ากับ First Class ของสายการบินอื่นๆ แต่ในราคาที่ถูกกว่า หลายคนจึงหันมานั่ง Business Class นั่นเอง

    ส่วนอาหารทุกเมนูออกแบบโดยเชฟชื่อดัง และเปลี่ยนเมนูตามรอบไซเคิล ไซเคิลละ 3 เดือน โดยเมนูสำหรับ Business Class มีให้เลือกทั้งหมด 4 เมนู ได้แก่ ผัดกะเพรา มัสมั่นเนื้อ แก้มวัวตุ๋นไวน์แดง และไก่กับคูสคูส

    นอกจากนี้ ผู้โดยสารสมาชิก Aeroplan ยังสามารถส่งข้อความฟรีบนเครื่องผ่าน Wi-Fi ในทุกเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยแพลตฟอร์มที่รองรับ Wi-Fi ประกอบไปด้วย iMessage ของ Apple, Messenger และ WhatsApp ของ Meta, Messages ของ Google, WeChat, LINE, KakaoTalk, Telegram, Tencent, QQ, และ Viber

    เปิดมุมมองแคนาดาใหม่ๆ

    ‘Lo’ ทิ้งท้ายว่า เส้นทางกรุงเทพ-แวนคูเวอร์ ไม่เพียงเป็นการเชื่อมสองเมือง แต่ยังเป็นสะพานสู่ประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ สำหรับผู้โดยสารไทยที่อยากสัมผัสแคนาดาในมุมมองที่ต่างออกไป

    ทั้งการเรียนซัมเมอร์ เยี่ยมญาติ หรือท่องเที่ยวในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติ และความปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ที่มา: Air Canada

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/air-canada-bkk-yvr-all-year-2025-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YwXtT_0z72fErYG9UevFi

  • รอบรั้วการตลาด : ลิฟวิ่งอินไซเดอร์ มอบรางวัลเกียรติยศยกย่องความสำเร็จนายหน้าอสังหาฯ

    รอบรั้วการตลาด : ลิฟวิ่งอินไซเดอร์ มอบรางวัลเกียรติยศยกย่องความสำเร็จนายหน้าอสังหาฯ

    นายภูวนัย ภัทรโภคิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลิฟวิ่งอินไซเดอร์ จำกัด กล่าวว่า LivingInsider แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทย จัดงานประกาศรางวัล LivingInsider Thailand Agent Awards 2025 อย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเชิดชูนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และบริษัทนายหน้าที่มีผลงานโดดเด่นแห่งปี 

    ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน พร้อมทั้งมีผู้ร่วมกิจกรรมโหวตนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และบริษัทนายหน้าในดวงใจ ให้ได้รับรางวัล Popular Agent Of The Year 2025 รวมกว่า 6,000 คน  ซึ่ง LivingInsider Thailand Agent Awards 2025 ได้มอบรางวัลเพื่อเชิดชูความเป็นเลิศให้แก่นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทนายหน้าที่มีผลงานโดดเด่น ที่ผ่านการ ตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผลโหวตจากมหาชน รวมทั้งสิ้นกว่า 50 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลนิติบุคคล และ รางวัลประเภทนิติบุคคล

    “เราขอขอบคุณพันธมิตร NocNoc.com และ True Corporation ที่ร่วมสนับสนุนงานในครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ รวมถึงขอบคุณทุกคนที่เป็นพลังทำให้อุตสาหกรรมนี้แข็งแกร่งและเติบโต เพราะ LivingInsider เชื่อมั่นว่า Better Living, Better Life นายหน้าทุกคน คือหัวใจสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ทุกคนคือผู้ที่ช่วยสร้างชีวิตที่ดีให้กับคนไทยนับล้านคน “

    นางสาวขวัญฟ้า ชินเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ลิฟวิ่ง อินไซเดอร์ จำกัด กล่าวว่า รางวัลที่ทุกท่านได้รับในค่ำคืนนี้คือเครื่องหมายที่แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และความเป็นมืออาชีพ ทาง LivingInsider เชื่อว่า นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ คือผู้สร้างโอกาสผู้เชื่อมต่อความฝันของผู้คนกับบ้านที่ใช่ และเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

    บัตรเครดิต KBank PLUSTINUM : ธนาคารกสิกรไทย พลิกโฉม บัตรเครดิตแพลทินัมกสิกรไทย สู่ชื่อใหม่ บัตรเครดิต KBank PLUSTINUM พร้อมให้ลูกค้าได้ใช้จ่ายเพื่อรับความคุ้มค่าให้ ชีวิต…พลัสได้ทุกวัน โดยไม่ต้องรอดีลพิเศษ เป็นการรีแบรนด์ (Rebrand) ครั้งสำคัญด้วยการเปลี่ยนประสบการณ์การใช้จ่าย พร้อมยกระดับสิทธิพิเศษให้ลูกค้าได้ใช้ตรงกับไลฟ์สไตล์มากขึ้นกว่าเดิม เน้นให้ความคุ้มค่าในหมวดการใช้จ่ายที่ลูกค้าใช้บ่อย เช่น ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า แฟชั่น และการเดินทางท่องเที่ยว

    ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย : AIS 5G ร่วมมือกับ favstay หนึ่งในผู้นำด้านการบริหารรายได้และกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำหรับโรงแรม เปิดตัวแคมเปญใหม่ ภายใต้แนวคิด ผสานพลังการสื่อสารไร้รอยต่อและที่พักคุณภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในไทย อย่างครบวงจร เติมเต็มช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว มอบส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับซื้อ AIS TOURIST eSIM 

    สำหรับลูกค้าที่จองที่พักกับโรงแรมที่อยู่ภายใต้การบริหารของ favstay กว่า 150 แห่ง และโรงแรมในเครือพันธมิตรทั่วประเทศไทย ผ่าน OTA Platforms ชั้นนำ อาทิ Agoda, Booking.com, Traveloka, Tiket.com  เพื่อการเชื่อมต่อดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบไร้สะดุดตลอดทั้งทริป ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูลท่องเที่ยว หรือการแชร์ประสบการณ์ ผ่านโซเชียลมีเดีย เติมเต็มประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยให้สมบูรณ์แบบ เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568

     ปักหมุดแผน Fusion30 : นายวัลลภ พ่วงไพโรจน์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับรางวัล อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 5 (Green Industry Level 5) ประจำปี 2568 ระดับสูงสุดของกระทรวงอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านโรงงานสีเขียว และการผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจทุกมิติ ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง และวัฒนธรรมองค์กรที่มี ความยั่งยืน เป็น DNA ฝังในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงาน โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล  ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานมอบรางวัล ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ ชั้น 3 สโมสรทหารบก (วิภาวดี) กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2887703&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bLg8BMPCIa2ZMjV-l3vfw

  • ททท.สุราษฎร์ฯ ขับเคลื่อน “ชักพระสู่สากล” | TOPNEWS

    ททท.สุราษฎร์ฯ ขับเคลื่อน “ชักพระสู่สากล” | TOPNEWS

    วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรมนิภาการ์เด้น อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลผล ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวจากจังหวัดต่างๆ กว่า 400 คน ที่เข้าร่วมงานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นางสาววัจนันท์ ศิลปวรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคใต้ ททท. รายงานการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัด

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและพันธมิตรของงานประเพณีชักพระ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดนำเสนอเอกลักษณ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิต อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิด “พลังศรัทธา ชักพระประเพณี สุราษฎร์ธานีสู่นานาชาติ” และโปรโมตแพ็คเกจท่องเที่ยว “ไหว้พระร้อยวัด รับน้ำมนต์ร้อยขัน มหัศจรรย์วันเดียว” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางพักค้างและส่งเสริมเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    กิจกรรมในวันนี้มีบริษัทนำเที่ยวร่วมเสนอขายแพ็คเกจ 5 บริษัท นักท่องเที่ยวจากหลายจังหวัด เช่น ยะลา สงขลา กระบี่ และราชบุรี เข้าร่วมกว่า 400 คน การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกระตุ้นการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์ประเพณีท้องถิ่นสู่ระดับนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นายสันทัด เจ็ดเสมียนใหม่ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สุราษฎร์ธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1347091&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_Ya-Coe3PKQlBMV82mRsb

  • วันออกพรรษา 7 ต.ค.68 งดขายเหล้า-เบียร์ ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ

    วันออกพรรษา 7 ต.ค.68 งดขายเหล้า-เบียร์ ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ

    วันที่ 7 ตุลาคม 2568 วันออกพรรษา หรือ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ในวันนี้ถือเป็นวันพระใหญ่ เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ในส่วนของสายดื่มสายดริงค์สายปาร์ตี้ทั้งหลาย ใครจะไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล้า-เบียร์ในวันนี้ ระวังจะโดนโทษจำคุกและปรับ ทั้งนี้เนื่องจากราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศ เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2568 เริ่มมีผลบังคับใช้ 10 พ.ค.2568 

    สำหรับเนื้อหาในราชกิจจานุเบกษาได้ระบุว่า ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา อย่างไรก็ดี ประกาศดังกล่าว มีข้อยกเว้นการขายใน 5 สถานที่ดังต่อไปนี้
     

    ทั้งนี้ ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่ได้รับยกเว้น จะต้องจัดให้มีการคัดกรอง และมาตรการที่จำเป็น เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยของประชาชน และการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็ก และเยาวชน

     สำหรับใครที่ไม่ได้อยู่ใน 5 กลุ่มนี้และยังคงฝ่าฝืนขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ มีโทษดังนี้ 

    • จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ
    • ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ
    • ทั้งจำทั้งปรับ
       

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640781&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a38_43TYgIFGy3bSMykXw

  • สรุป

    สรุป

    สรุป ‘คนละครึ่ง พลัส’ ลงทะเบียนอย่างไร เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ ใครใช้ได้บ้าง หลัง ครม. อนุมัติเห็นชอบแล้ว

    ตุลาคม 7, 2025 | By Techsauce Team

    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญตามที่กระทรวงการคลังเสนอ นั่นคือ ‘โครงการคนละครึ่ง พลัส’ โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมไม่เกิน 44,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับรากฐานอย่างเร่งด่วน

    สำหรับโครงการคนละครึ่ง พลัส จะดำเนินการในรูปแบบเดิมคือ ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายสำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการตามที่กำหนดให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลดีโดยตรงไปยังผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าระดับท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

    สาระสำคัญของมติ ครม.

    • เห็นชอบกรอบงบประมาณไม่เกิน 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
      • งบกลางปี 2569 เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท
      • งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 19,000 ล้านบาท
    • มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ
    • กระทรวงการคลังประเมินว่า โครงการนี้จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 88,000 ล้านบาท และช่วยให้ GDP ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ
    • กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง และกรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ คัดกรอง และยืนยันร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
    • ผู้ที่ได้รับสิทธิตามโครงการยังจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    คนละครึ่ง พลัส ต่างกับคนละครึ่ง อย่างไร ?

    • ปรับลดเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการจากเดิม 18 ปีบริบูรณ์ เป็น 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์และมีกำลังซื้อสูงขึ้น สามารถเข้าร่วมและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
    • เพิ่มวงเงินที่รัฐช่วยสมทบต่อวันจากเดิม 150 บาท เป็น 200 บาทต่อคนต่อวัน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนให้สูงขึ้น และเร่งการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ
    • ปรับเปลี่ยนการให้วงเงินรวมตามกลุ่มบุคคล โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสิทธิพิเศษที่ 2,400 บาท, ประชาชนทั่วไปได้รับ 2,000 บาท และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับ 1,700 บาท
    • ขยายประเภทของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมได้ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะผู้ค้ารายย่อย เพิ่มเติมให้ ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลและวิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าร่วมโครงการได้ด้วย
    • เพิ่มมิติด้านการพัฒนาศักยภาพ โดยจะมีการจัดอบรม อัปสกิล-รีสกิล (Upskill-Reskill) ให้กับร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจและขยายกิจการได้อย่างยั่งยืน

    คนละครึ่ง พลัส ใช้ที่ไหนได้บ้าง ?

    จากข่าวล่าสุดตอนนี้ หนึ่งในจุดเด่นของ ‘คนละครึ่ง พลัส’ คือการขยายสิทธิ์ให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดเดลิเวอรี ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจาก 3 แพลตฟอร์มใหญ่ ได้แก่ Robinhood, Grab และ LINE MAN Wongnai ที่ประกาศพร้อมเข้าร่วมทันที

    Grab เตรียมร่วมผลักดันในรูปแบบแคมเปญการตลาด ส่วนลด และโปรแกรมแพ็กเกจส่งเสริมร้านค้ารายย่อย เพื่อให้โครงการนี้สร้างผลเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง

    จากประสบการณ์โครงการเดิม LINE MAN Wongnai พบว่า ร้านขนาดเล็กที่เข้าร่วมมียอดขายโตขึ้น 1.7–4 เท่า และยอดขายจากเดลิเวอรีเพิ่มเฉลี่ย 2.5 เท่า เขามองว่าโมเดล co-payment เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการขนาดเล็ก เพราะช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมลดความเสี่ยงจากการทุจริตทางระบบ

    ลงทะเบียนใช้ คนละครึ่ง พลัส ได้เมื่อไหร่ ?

    • 15 ตุลาคม 2568 เริ่มเปิดให้ร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการ รอบนี้เพิ่มสิทธิ์ให้กับร้านค้านิติบุคคลขนาดเล็ก ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อปี
    • 20–26 ตุลาคม 2568 เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” และเว็บ www.คนละครึ่ง.com โดยมีสิทธิ์จำนวน 20 ล้านสิทธิ์ ระบบจะตรวจสอบฐานข้อมูลผู้เสียภาษีเพื่อกำหนดสิทธิ์สูงสุด 2,400 บาทต่อคน
    • 29 ตุลาคม 2568 เริ่มใช้สิทธิ์จ่ายเงิน โดยรัฐสนับสนุน 200 บาทต่อวัน
    • 31 ธันวาคม 2568 ปิดโครงการ

    ใครใช้ คนละครึ่ง พลัส ได้บ้าง ?

    • ผู้ที่มีสัญชาติไทย
    • อายุ 16 ปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • มีบัตรประชาชน
    • ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
    • ไม่ถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งช่วงก่อนหน้า (ระยะ 1–5)

    สรุปวิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 

    • ดาวน์โหลดแอปฯ เป๋าตัง และเปิดใช้บริการ G Wallet
    • กดลงทะเบียนรับสิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 20 ต.ค. – 26 ต.ค. 68 เวลา 06:00 – 22:00 น.
    • ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง
    • ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง
    • ผู้ได้รับสิทธิเข้าแอปฯเป๋าตัง และกดแบนเนอร์โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเริ่มใช้จ่าย วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    ขั้นตอนการลงทะเบียนการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet
    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ ’โครงการคนละครึ่ง พลัส’
    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน
    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง
    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ
    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 เวลา 06:00 – 23:00 น.
    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/khon-la-khrueng-plus-how-to-register&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OBxVsvLbeOOFsAOZcAump

  • ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก

    ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก

    ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก


    7/10/2568 | 11 |

    (7 ตุลาคม 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) และกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท โดยมอบหมาย กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขรายละเอียดที่ไม่ขัดกับหลักการโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพ
    2. เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. และอนุมัติให้ สศค. เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการฯ 
    3. เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. สำหรับการดำเนินโครงการฯ ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท กค. โดย สศค. จะได้ดำเนินการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
    4. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
    (1) กค. โดยกรมบัญชีกลางทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินแทนกัน
    (2) กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยกรมการปกครองตรวจสอบคุณสมบัติและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายด้านการทะเบียนราษฎรโครงการฯ และหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ตามที่ กค. โดย สศค. กำหนด
    (3) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการขนส่งทางบก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการพัฒนาชุมชน สนับสนุนข้อมูลร้านค้าให้ สศค. เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติร้านค้าเป็นร้านค้าในโครงการฯ
    (4) มท. และกรุงเทพมหานครดำเนินการยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้าที่ประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการฯ
    5. เห็นชอบให้ สศค. มอบอำนาจให้หน่วยงานในสังกัด มท. ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการทางกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ แทน สศค. โดยให้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมอบอำนาจต่อไป
    6. เห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ และมอบหมาย กค. โดยกรมสรรพากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฏหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

    “ โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นโครงการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยทุกระดับมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันแก่ประชาชนให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มการบริโภค สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนโนระบบ กระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2568 ได้อย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงการคลังประมาณการว่าการดำเนินโครงการฯ จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 88,000 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.21 – 0.22ในปี 2568 เมื่อเทียบกับไม่มีโครงการฯ รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเอื้อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ


    Line



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/429838&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b16oyGmXoHWHbd1ieKIUx