Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” เปิดงานไหลเรือไฟโลก ยกระดับนครพนมสู่เมืองท่องเที่ยวหลักแห่งลุ่มน้ำโขง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “อนุทิน” เปิดงานไหลเรือไฟโลก ยกระดับนครพนมสู่เมืองท่องเที่ยวหลักแห่งลุ่มน้ำโขง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a9uu7bczZXnfXprhmkys8

  • อุทยานฯหาดเจ้าไหม เปิดฤดูท่องเที่ยวแล้ว สัมผัส

    อุทยานฯหาดเจ้าไหม เปิดฤดูท่องเที่ยวแล้ว สัมผัส

    อุทยานฯหาดเจ้าไหม เปิดฤดูท่องเที่ยวแล้ว สัมผัส’ถ้ำมรกต-เกาะกระดาน’

    วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.45 น.

    อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ เริ่ม 1 ตุลาคม 2568 เปิดประตูสู่ธรรมชาติอันงดงามของทะเลอันดามัน นักท่องเที่ยวเตรียมพบไฮไลต์ทะเลตรัง ทั้งถ้ำมรกต เกาะกระดาน เกาะเชือก พร้อมเน้นย้ำการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อรักษาธรรมชาติให้ยั่งยืน

    7 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก ‘อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม’ ได้โพสต์ประกาศสำคัญ แจ้งข่าวดีแก่ผู้ที่รักการท่องเที่ยวทางทะเล โดยระบุว่าอุทยานฯ ได้ประกาศ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวประจำปี หรือ “ไฮซีซั่น” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและต่างชาติสู่ความมหัศจรรย์ของทะเลอันดามันฝั่งจังหวัดตรัง

    สำหรับการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและทางบกภายในอุทยาน โดยมีจุดเด่นหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ได้แก่ ถ้ำมรกต (Tham Morakot) จุดหมายอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยว เป็นถ้ำทะเลลึกลับที่ต้องว่ายน้ำผ่านอุโมงค์เข้าสู่หาดทรายขาวสะอาดที่ซ่อนอยู่ภายใน เกาะกระดาน (Koh Kradan) ขึ้นชื่อเรื่องชายหาดสีขาวละเอียด น้ำทะเลใสสีฟ้าคราม เหมาะสำหรับการพักผ่อนและถ่ายภาพ เกาะเชือก และ เกาะแหวน จุดดำน้ำตื้นยอดนิยม ที่เต็มไปด้วยแนวปะการังหลากสีสัน หาดปากเมง ซึ่งมีลักษณะโค้งเหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว หาดหยงหลิง – หาดสั้น – หาดยาว – หาดฉางหลาง (บริเวณที่ทำการ “เขาแบนะ”) และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่สำหรับผู้รักการเดินป่าและเรียนรู้ระบบนิเวศ

    โดยการกำหนดช่วงเวลาเปิดและปิดการท่องเที่ยวของอุทยานฯ มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้ฟื้นตัวจากการถูกรบกวน และ เพิ่มความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงมรสุมที่คลื่นลมแรง เสี่ยงต่อการเดินทางทางทะเล การปิดฤดูจึงเป็นมาตรการที่ช่วยให้ธรรมชาติได้หยุดพัก ขณะที่การเปิดฤดูในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ อุทยานฯขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวให้ ตรวจสอบข้อมูลการเปิด-ปิดพื้นที่ ก่อนเดินทาง เนื่องจากบางบริเวณอาจมีข้อจำกัดตามสภาพอากาศและนโยบายอนุรักษ์ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 075-829-967 (ที่ทำการอุทยานฯ) โทร. 080-572-2583 (ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) โดยทางอุทยานฯ ย้ำว่า การท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึกจะช่วยให้ธรรมชาติอันสวยงามของทะเลตรังยังคงอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    นักท่องเที่ยวแห่เที่ยว 'เกาะกระดาน' ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/919531&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dQf00n1ys5gyh28PpP_sV

  • นทท.ไทยลดหลังเหตุปะทะ กระทบท่องเที่ยว-การค้าชายแดนกัมพูชา | เข้มข่าวค่ำ | 7 ต.ค. 68

    นทท.ไทยลดหลังเหตุปะทะ กระทบท่องเที่ยว-การค้าชายแดนกัมพูชา | เข้มข่าวค่ำ | 7 ต.ค. 68

    ธุรกิจการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนของกัมพูชาได้รับกระทบหนัก หลังเกิดเหตุปะทะกับไทยในเดือน ก.ค. โดยรายงานสถิติชี้ว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวไทย ซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้หลัก ลดลงอย่างเห็นได้ชัดทันทีในเดือน ส.ค. จนฉุดตัวเลขการท่องเที่ยวในภาพรวมช่วง 8 เดือนแรกของปี

    #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ท่องเที่ยวกัมพูชา #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/202582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C2vB6Q0FuR6nPuPhEpWGB

  • SET มีสัญญาณบวก?  นโยบายรัฐ หนุนเศรษฐกิจ ตลท. ย้ำต่างชาติยังรอสตอรี่หุ้นไทย ชูปันผลเป็นจุดแข็ง

    SET มีสัญญาณบวก? นโยบายรัฐ หนุนเศรษฐกิจ ตลท. ย้ำต่างชาติยังรอสตอรี่หุ้นไทย ชูปันผลเป็นจุดแข็ง

    ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสีสันและความคึกคักกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมาสักพักใหญ่ ตอนนี้สัญญาณบวกเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากปัจจัยในประเทศที่การเมืองเริ่มนิ่ง และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาให้เห็น ไปจนถึงปัจจัยนอกประเทศอย่างทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนจะเป็นใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น

    ในขณะที่เรากำลังตื่นเต้นกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่ในใจของหลายๆ คนก็คือแล้วเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือ Fund Flow จะกลับมาจริงๆ เมื่อไหร่?

    Thairath Money พาเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่สัญญาณบวกที่ทำให้เราใจชื้น สิ่งที่ต่างชาติกำลังรอคอย ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ไปจนถึงแผนการยกเครื่องตลาดหุ้นไทยในอนาคต

    ภาพรวมเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น สัญญาณบวกตลาดหุ้นไทย

    ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และโครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการดึงดูดเงินลงทุน

    สถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ถูกมองว่าเป็นมืออาชีพ และเริ่มทยอยออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ “คนละครึ่ง” ที่ได้ประกาศออกมาแล้ว

    ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ และเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค แม้ยังไม่ถึงช่วงที่เงินลงสู่ระบบ แต่ผลจาก “ข่าว” ก็ช่วยในแง่ของความคาดหวังได้แล้ว

    นอกจากนี้ การที่สหรัฐอเมริกาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรก ถือเป็นสัญญาณที่ดี แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างว่าการลดดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งมาก อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยนี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้ามามากขึ้น

    อย่างไรก็ดี หากดูในแง่ของความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย พบว่า การจ่ายเงินปันผล (Dividend) ยังคงเข้มแข็ง และหลายบริษัทมีนโยบายปันผลที่ชัดเจนมากขึ้น

    ในด้านของปริมาณการซื้อขาย (Volume) แม้จะยังน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ถือว่าพุ่งขึ้นค่อนข้างสูง นอกจากนี้ แรงขายจากกองทุน LTF ที่เคยค้างอยู่มากก็ได้ลดลงมากแล้ว ตั้งแต่ในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน

    ต่างชาติยังรอ “สตอรี่” ชี้เป้า “หุ้นปันผล” คือแม่เหล็ก

    สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) นั้น ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน พบว่าต่างยังคงติดตามและให้ความสนใจประเทศไทยอย่างใกล้ชิด โดยมีการใช้คำว่า “อย่างไรก็ต้องมองประเทศไทย”

    อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีการจับตามองอยู่ แต่เงินลงทุนจริงอาจจะยังไม่ไหลเข้า โดยพวกเขา รอให้ “สตอรี่ของไทย” มีความชัดเจน ก่อนตัดสินใจเข้าลงทุน ซึ่งจุดแข็งหลักของตลาดหุ้นไทยที่ต่างชาติให้ความสนใจคือหุ้นปันผล หรือ Dividend Play

    ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เพิ่มการให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นด้วย

    อย่างไรก็ดี ดร.ศรพล ได้เน้นย้ำว่า “ไม่อยากให้ใช้ Fund Flow เป็น Indicator ของคุณภาพตลาด”

    โดยระบุว่าต้องดูภาพระยะยาวของประเทศเป็นหลัก เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยพื้นฐาน และคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน  เพราะกระแสเงินทุน หรือ Fund Flow นั้นเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

    เช่น อัตราแลกเปลี่ยน และภาวะของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้กระแสเงินอาจไหลออกไปได้ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ดังนั้น การตัดสินคุณภาพตลาดจาก Fund Flow เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์

    จับตา “3 ความเสี่ยง” ที่อาจกระทบภาพการลงทุน

    ดร.ศรพล ชี้ว่า ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม และอาจเป็นความเสี่ยงต่อภาพการลงทุนในอนาคต คือ

    1. นโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ

    2. ความเสี่ยงค่าเงินบาท

    3. หนี้ครัวเรือน

    ทั้งนี้ ดร.ศรพล ระบุเพิ่มเติมว่า กรณีการปิดหน่วยงานราชการของสหรัฐฯ หรือ Government Shutdown นั้น มีผลกระทบต่อตลาดทุนไทยน้อยมาก เนื่องจากเป็นกลไกที่เฉพาะเจาะจงกับประเทศสหรัฐฯ เอง

    ภารกิจ “เปลี่ยนโฉม SET50” และความท้าทายกรณี DELTA

    อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยถึงแนวคิดในการเปลี่ยนโฉมหน้าดัชนี SET50 โดยชี้ว่า การดำเนินการนี้ ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาบริษัทที่อยู่ใน LiveX หรือบริษัทที่ระดมทุนในประเทศก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่ต้องยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลา และผลลัพธ์อาจไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนภายในปีหน้า

    อย่างไรก็ดี การดึงดูดบริษัทต่างประเทศ หรือบริษัทในกลุ่ม New Economy ขนาดใหญ่เข้ามาจดทะเบียนนั้น ยังคงเป็นความท้าทาย ผู้บริหาร ตลท. ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างของตลาดทุนไทยจะมีความพร้อมหรือไม่ และการประเมินมูลค่า (valuation) ที่ตลาดไทยให้นั้น จะสามารถดึงดูดบริษัทเหล่านี้ได้เทียบเท่ากับตลาดต่างประเทศหรือไม่

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง DELTA เข้าข่ายนี้หรือไม่ อัสสเดช ระบุว่า หากดูในความเป็นจริงแล้ว บริษัทนี้อาจไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีระดับสูง แม้ว่าบริษัทจะได้รับอานิสงส์จากการเป็นผู้ผลิตในซัพพลายเชนก็ตาม

    ผู้บริหาร ตลท. ได้กล่าวเตือนนักลงทุนให้พิจารณาราคาของหุ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องยอมรับว่า Free Float ที่แท้จริงของบริษัทดังกล่าวมีน้อยมาก จึงอาจมีคำถามว่าปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบันจะสามารถพิสูจน์หรือรองรับราคานี้ได้จริงหรือไม่

    ในด้านการดูแลตลาด อัสสเดช กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้นำเรื่อง SET50 Capped Weight เข้ามาใช้แล้ว ซึ่งหวังว่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากกองทุนต่าง ๆ ต้องเริ่มใช้ดัชนีนี้ อย่างไรก็ตาม การซื้อขายต้องเป็นไปตามกลไกของตลาด

    หน้าที่หลักของตลาดหลักทรัพย์ คือการคอยเฝ้าระวังการซื้อขายที่ผิดปกติ เพื่อให้คอยเตือนนักลงทุน นอกจากนี้ อัสสเดช ได้กล่าวถึงการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวว่ามีความขยันในการออกมาสื่อสาร โดยประกาศว่าราคาที่ขยับขึ้นมานั้น ไม่ได้มีข่าวสารที่ตลาดไม่ทราบ หรือไม่มีการพัฒนาใด ๆ

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2887641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uFhr8mlvUJr-kpRtOC4EW

  • สิงคโปร์เผย ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ครองจีดีพี 18.6% ในปี 2024

    สิงคโปร์เผย ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ครองจีดีพี 18.6% ในปี 2024

    สิงคโปร์, 7 ต.ค. ซินหัว รายงานว่า — เมื่อวันจันทร์ (6 ต.ค.) สำนักสารสนเทศ การสื่อสาร และการพัฒนาสื่อของสิงคโปร์เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลสิงคโปร์ ปี 2025 ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์คิดเป็นร้อยละ 18.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ในปี 2024 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.9 ในปี 2019

    เศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2024 ขยายตัว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 3.02 แสนล้านบาท) คิดเป็นมูลค่ารวม 1.28 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 3.22 ล้านล้านบาท) โดยเศรษฐกิจดิจิทัลมากกว่า 2 ใน 3 ของสิงคโปร์มาจากภาคส่วนที่ไม่ใช่สารสนเทศและการสื่อสาร บ่งชี้ว่าการเติบโตของดิจิทัลไม่ได้ขับเคลื่อนโดยบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ได้แทรกซึมอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น

    ทั้งนี้ ภาคส่วนที่ไม่ใช่สารสนเทศและการสื่อสาร ภาคการเงินและประกันภัยยังคงครองสัดส่วนสำคัญสูงสุดในเศรษฐกิจดิจิทัลสิงคโปร์ ตามมาด้วยภาคส่วนการค้าส่งและภาคการผลิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XywtONbzR8A9UvGV5C-WG

  • ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ จีดีพี ของจีนที่ร้อยละ 4.8-คาดเศรษฐกิจไทยโตร้อยละ 2 ในปีนี้

    ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ จีดีพี ของจีนที่ร้อยละ 4.8-คาดเศรษฐกิจไทยโตร้อยละ 2 ในปีนี้

              นายอาดิตยา แมตทู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก เปิดเผยว่า ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกประจำเดือนต.ค. คาดว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโตร้อยละ 4.8 ในปีนี้(2568) เพิ่มจากร้อยละ 4.0 จากคาดการณ์เดิมในเดือนเม.ย.พร้อมทั้งปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ จีดีพีของจีนในปีหน้า (2569) มาอยู่ที่ร้อยละ 4.2 จากร้อยละ 4 โดยการปรับลดตัวเลข จีดีพีของจีนในปีหน้า(2569) เมื่อเทียบกับตัวเลขจีดีพีในปีนี้(2568) เป็นผลจากภาคการส่งออกของจีนชะลอตัว,การบริโภคอ่อนแอลง,ความมั่นใจของภาคธุรกิจลดลง, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่เข้มข้นมากพอ, ตัวเลขหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นและภาวะอ่อนแอต่อเนื่องในเชิงพื้นฐานของเศรษฐกิจจีน

              ธนาคารโลกคาดว่า ประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียและแฟซิฟิกจะเติบโตที่ร้อยละ 4.4 ในปีนี้ (2568) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 จากตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อน และจะเติบโตที่ร้อยละ 4.5 ในปีหน้า(2569) เป็นผลจากกำแพงกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้น,ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจโลก, ภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความไม่ชัดเจนในด้านนโยบาย พร้อมกล่าวถึงประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 5 ชาติในอาเซียน (ASEAN-5) ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย คาดว่า จะอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ในปีนี้และร้อยละ 4.5 ในปีหน้า ซึ่งเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในช่วงปี 2567 อย่างเห็นได้ชัด

              สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกคาดวา่ การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี)ของประเทศไทยจะเติบโตร้อยละ 2 ในปีนี้(2568)และร้อยละ 1.8 ในปีหน้า(2569) เพิ่มขึ้นประมาณการจากเดิมในรายงานเดือน ก.ค. ที่คาดว่า ทั้งปีนี้จะโตได้เพียงร้อยละ 1.8 อย่างไรก็ตาม ในรายงานยังระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้การใช้จ่ายของประชาชนและการลงทุนในภาพรวมชะลอตัวลง

             นายอาดิตยา อธิบายสาเหตุของการเติบโตที่น้อยลงมาจากปัจจัยภายนอกสามอย่างได้แก่ ข้อจำกัดทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น นโยบายการค้าโลกที่ไม่แน่นอน และภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เติบโตน้อยลง รวมทั้งปัจจัยภายในสองอย่างคือนโยบายเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างภายในประเทศ

    #ธนาคารโลก

    #คาดการณ์เศรษฐกิจ

    ที่มา: ธนาคารโลก,รอยเตอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d0pqx9oifTJagB_mGAuGX

  • ถอด 9 บทเรียนใหญ่จากรายงานธนาคารโลก ชี้ทิศทางไทยปรับตัวสู้โลกร้อน

    ถอด 9 บทเรียนใหญ่จากรายงานธนาคารโลก ชี้ทิศทางไทยปรับตัวสู้โลกร้อน

    ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเล่นงานเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียน กำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่าง “การพัฒนาเชิงปริมาณ” กับ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่ต้องคำนึงถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจและสังคมภายใต้ภาวะโลกรวน

    รายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) จากธนาคารโลก ชี้ชัดว่าประเทศไทยไม่อาจเดินบนเส้นทางเดิมได้อีกต่อไป หากต้องการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน โดยวิเคราะห์อย่างเป็นระบบถึงความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ พร้อมชี้ให้เห็นว่าทั้งความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในสองทศวรรษข้างหน้า

    ถอด 9 บทเรียนสำคัญจากรายงานธนาคารโลก

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    1. การพัฒนาและการรับมือ Climate ต้องเดินไปพร้อมกัน

    รายงานธนาคารโลก ระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกขาดจากการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป พร้อมเตือนว่าการมุ่งขยายการผลิตโดยไม่ปรับตัวต่อภัยพิบัติ จะนำมาซึ่งต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งจากการสูญเสียโครงสร้างพื้นฐาน ความเสียหายต่อภาคเกษตร และผลกระทบต่อภาคแรงงาน โดยเสนอให้รัฐบาลบูรณาการนโยบาย Climate เข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตได้โดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรของตนเอง

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    2. ไม่ปรับตัว GDP อาจหาย 7–14% ภายในปี 2050

    ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนที่ไม่อาจละเลย รายงานประมาณการณ์ว่าหากไทยยังดำเนินนโยบายเช่นเดิม ความเสียหายจากภัยธรรมชาติและความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น จะทำให้ GDP หดตัวลงระหว่างร้อยละ 7–14 ภายในปี 2050 โดยเฉพาะผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนที่เกิดต่อเนื่อง การสูญเสียนี้จะกระทบทั้งห่วงโซ่การผลิต แรงงาน และการลงทุนในระยะยาว

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V03.jpg

    3. ต้องเกิดการร่วมลงทุน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่ง

    รายงานระบุว่า ความเสี่ยงทางกายภาพเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ต้องการการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน โดยเฉพาะโครงการป้องกัน “น้ำท่วม” ในพื้นที่เศรษฐกิจหลัก เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล การบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตร และการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว และความมั่นคงทางอาหาร การจัดการเชิงพื้นที่และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวจึงเป็นหัวใจของการปรับตัวในระยะยาว

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V04.jpg

    4. ความร้อนจัด ภัยเงียบต่อแรงงานและสุขภาพ

    อุณหภูมิที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมือง กำลังสร้างผลกระทบเชิงลึกต่อแรงงานกลางแจ้ง และแรงงานภาคบริการ ธนาคารโลกชี้ว่าผลผลิตแรงงานอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ทศวรรษ หากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน เช่น การออกแบบเมืองเพื่อลดความร้อน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และระบบเตือนภัยสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยง การจัดการ “ภัยร้อน” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจและแรงงาน

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V05.jpg

    5. เสริมแกร่งกลุ่มเปราะบาง

    เมื่อภัยพิบัติรุนแรงขึ้น กลุ่มเปราะบางจะเป็นผู้รับผลกระทบก่อนเสมอ รายงานเตือนว่าระบบคุ้มครองทางสังคมของไทยยังไม่พร้อมรองรับผลกระทบในระดับนี้ จำเป็นต้องยกระดับกลไกช่วยเหลือให้ทันสมัย เข้าถึงได้รวดเร็ว และสามารถเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อป้องกันการถดถอยของคนจนหลังวิกฤต และลดการขยายตัวของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V06.jpg

    6. Net Zero 2065 ทางเลือกเศรษฐกิจที่คุ้มค่า

    เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 เป็นมากกว่าคำมั่นด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเศรษฐกิจและสุขภาพของประเทศ รายงานระบุว่าการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในอนาคต เสริมความมั่นคงทางพลังงาน และเปิดทางสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนโครงสร้างอย่างลึกในภาคพลังงาน ขนส่ง เกษตร และอุตสาหกรรมหนัก

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V07.jpg

    7. ราคาคาร์บอน กุญแจสำคัญแต่ไม่เพียงพอ

    การกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ผ่านภาษีหรือระบบซื้อขายคาร์บอน (ETS) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่รายงานย้ำว่าเครื่องมือนี้ต้องดำเนินควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคพลังงานและเกษตร เพื่อป้องกันการโยนต้นทุนไปยังผู้บริโภคโดยไม่เกิดการลดคาร์บอนจริง

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V08.jpg

    8. ไทยมีศักยภาพสูงใน Green Manufacturing และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

    รายงานชี้ว่าไทยอยู่ในจุดที่สามารถใช้ “การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว” เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และยานยนต์ไฟฟ้าที่ไทยมีห่วงโซ่อุปทานพร้อมอยู่แล้ว หากดำเนินนโยบายเชิงรุก ไทยสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ราว 2–3% ของ GDP พร้อมสร้างงานสีเขียวและโอกาสทางนวัตกรรมใหม่ ๆ

    sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation-SPACEBAR-Photo V09.jpg

    9. เงินลงทุน Climate มหาศาล…แต่ทำได้

    การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องใช้เงินลงทุนระดับมหาศาล แต่รายงานธนาคารโลกระบุว่าเป็นไปได้ หากไทยปรับระบบการเงินและภาษีให้สนับสนุนการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่การจัดเก็บภาษีคาร์บอน การปฏิรูปรายได้ของรัฐ ไปจนถึงการดึงทุนเอกชนผ่านพันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) และความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน (PPP) การระดมทุนเชิงระบบคือก้าวสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ

    เส้นทางใหม่ของการพัฒนาไทย

    รายงาน Thailand CCDR ของธนาคารโลก คือการเตือนเชิงนโยบายที่หนักแน่นที่สุดในรอบทศวรรษ ว่าการพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศคือ “ทางตันของเศรษฐกิจไทย” หากประเทศยังคงใช้แนวทางแบบเดิม ต้นทุนจากภัยพิบัติและการสูญเสียโอกาสทางการค้าจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการปรับตัวหลายเท่า

    ในทางกลับกัน การเลือกเดินบนเส้นทางสีเขียวที่บูรณาการเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ไม่เพียงช่วยให้ประเทศลดความเสี่ยงจากโลกรวน แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังหมุนไปสู่ความยั่งยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-9-lessons-world-bank-thailand-climate-adaptation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rEEzk8BI13yeWrSxFsizs

  • ส่องคุณสมบัติคนละครึ่ง 2568 เพิ่มกฎข้อ 5 เข้ามา ใครผิดข้อนี้เข้าร่วมโครงการไม่ได้

    ส่องคุณสมบัติคนละครึ่ง 2568 เพิ่มกฎข้อ 5 เข้ามา ใครผิดข้อนี้เข้าร่วมโครงการไม่ได้

              ส่องคุณสมบัติคนละครึ่ง 2568 เพิ่มกฎข้อ 5 เข้ามา ใครทำผิดกฎในโครงการเก่า ส่อชวดคนละครึ่งพลัสรอบนี้ การกระทำในอดีตนั้นมีผล

    คนละครึ่ง 2568

              เคาะออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการคนละครึ่ง 2568 ซึ่งจะเริ่มลงทะเบียน www.คนละครึ่งพลัส.com ตั้งแต่วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ผ่านแอปฯ เป๋าตัง

              วันที่ 7 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม รายงานว่า มีการกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส ซึ่งมีกฎใหม่เพิ่มเข้ามาในข้อที่ 5 มีรายละเอียดดังนี้

              1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

              2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

              3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

              4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568

              5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1-5

              ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ 5 สาเหตุที่ถูกระงับอาจเป็นเพราะว่า ทำผิดกฎบางอย่างแล้วถูกจับได้ในโครงการคนละครึ่งรอบเก่า เช่น การรับแลกเงินสด ฯลฯ เป็นต้น

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295557.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RyfGw-97tOgzVF5HNl8O2

  • ผลสำรวจพบ “ครูสิงคโปร์” ติดโผ กลุ่มผู้ใช้เอไอเพื่อการศึกษามากสุดในโลก | เดลินิวส์

    ผลสำรวจพบ “ครูสิงคโปร์” ติดโผ กลุ่มผู้ใช้เอไอเพื่อการศึกษามากสุดในโลก | เดลินิวส์

    ผลสำรวจพบ “ครูสิงคโปร์” ติดโผ กลุ่มผู้ใช้เอไอเพื่อการศึกษามากสุดในโลก

    รายงานการสำรวจการสอนและการเรียนรู้ระหว่างประเทศในปี 2567 จากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยว่า ครูในสิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในด้านการศึกษามากที่สุดในโลก โดย 75% ของครู ใช้เอไอเพื่อการสอนหรือสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 36%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5183350/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lBWxT3aCjnke0cbROheu0

  • ผลการวิจัย …ตลาดรถไทยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

    ผลการวิจัย …ตลาดรถไทยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

    ผลวิจัยล่าสุดชี้ตลาดรถไทยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญลูกค้าเปลี่ยนรถเร็วแต่ภักดีต่อแบรนด์น้อยลงค่ายใดจะอยู่หรือไปเมื่อความภักดีของลูกค้าแบรนด์รถกำลังถูกทดสอบ ดิฟเฟอเรนเชียลเผยผลสำรวจพบตลาดรถยนต์ไทยกำลังอยู่ช่วงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ลูกค้าเน้นเปลี่ยนรถเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงหลังโควิด-19 แต่กลับภักดีต่อแบรนด์น้อยลง รถขุมพลัง Hybrid กำลังกลายเป็นคำตอบระยะถัดไปจากนี้ ขณะที่ EV ยังต้องพิสูจน์เรื่องความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือเพื่อการยอมรับระยะยาว

    บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยรายงานการวิจัย “2025 Voice of Consumers: Stay vs Switch” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งใหญ่ของผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยหลังตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขยายตัว และมีแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขัน ซึ่งมีทั้งดีไซน์ และเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจ ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความไม่แน่ใจว่าจะภักดีกับแบรนด์เดิมต่อไป หรือไม่ 

    “ความภักดีต่อแบรนด์” รอยร้าวที่ขยายวงกว้าง
    จากผลการศึกษาพฤติกรรมความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในกลุ่มเจ้าของรถชาวไทย พบว่า มีเจ้าของรถเพียง 36% ที่ยังภักดีต่อแบรนด์รถเดิม และยืนยันว่าจะซื้อรถยี่ห้อเดิมต่อไป ซึ่งลูกค้ามากกว่า 60% มีความลังเลในการที่จะซื้อรถยี่ห้อเดิมต่อไป โดยรถยี่ห้อจากประเทศจีนมีความเปราะบางที่สุด มีเจ้าของรถถึง 82% มีความไม่แน่ใจ หรือเริ่มคิดที่จะเปลี่ยนยี่ห้อ แม้แต่ยี่ห้อรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นที่เคยสร้างความภักดีอย่างแข็งแกร่งในกลุ่มลูกค้า ก็ยังเผชิญความเสี่ยง เมื่อลูกค้าครึ่งหนึ่งยังไม่มั่นใจว่าจะซื้อรถยี่ห้อเดิมต่อไป 

    ความรู้สึกภักดีต่อผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์เป็นผลจาก 
    1) ความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ ลูกค้าจะเกิดความภักดีต่อแบรนด์เมื่อแบรนด์สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ความรู้สึกชอบในรูปลักษณ์และสมรรถนะ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ 
    2) มีประสบการณ์ที่ดีจากการเป็นเจ้าของตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ จนถึงการบริการหลังการขาย นั่นหมายถึงความสะดวกในการซื้อ การบริการที่ดีจากพนักงานขาย ความพึงพอใจต่อศูนย์บริการทั้งด้านการเอาใจใส่ดูแลลูกค้า การบำรุงรักษารถ การสื่อสารที่โปร่งใส และการแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจ      
    3) มีภาพลักษณ์ และการรับรู้ของแบรนด์ที่ดี ความโดดเด่นของแบรนด์ และชื่อเสียงยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยรักษาความภักดี โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์เชื่อมโยงกับคุณภาพ ความปลอดภัย และราคาขายต่อที่ดี     

    ส่วนเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจจากแบรนด์เดิม คือ 
    1) วิถีชีวิตความต้องการ  และความชอบที่เปลี่ยนไป ครอบครัวที่ขยายใหญ่ขึ้น รูปแบบการเดินทางใหม่ๆ หรือความต้องการรถยนต์ทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้ลูกค้ามองหาทางเลือกอื่น 
    2) การขาดนวัตกรรม แบรนด์ที่ไม่สามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบความปลอดภัยขั้นสูง การเชื่อมต่อดิจิทัล หรือการพัฒนาระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า อาจสูญเสียความเชื่อมโยงกับตัวลูกค้าโดยเฉพาะในสายตาของลูกค้ารุ่นใหม่ที่ทันสมัย และช่างเลือก 
    3) ประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ไม่ประทับใจ และมูลค่าขายต่อที่ลดลง การตั้งราคาที่ไม่โปร่งใส การทำสงครามราคาที่กระทบต่อมูลค่าขายต่อ หรือบริการหลังการขายที่ไม่น่าพึงพอใจ ล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่น และผลักดันให้ลูกค้าเปลี่ยนไปหาแบรนด์คู่แข่ง ขุมพลังถัดไป: ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

    ศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “พฤติกรรมลูกค้าคนไทยมีความลังเล และระมัดระวังมากขึ้นเมื่อจะซื้อรถ โดยยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกขุมพลังแบบใดในรถยนต์ที่จะซื้อคันต่อไป โดยพบความไม่แน่ใจเพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 2567 เป็น 29% ในปี 2568”

    “เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนหนึ่งยังคงมีความตั้งใจที่จะเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าต่อไป แต่อีกส่วนเริ่มไม่แน่ใจ ขณะที่เจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ICE (Internal Combustion Engine) ค่อย ๆ ลดความผูกพันกับเครื่องยนต์สันดาป และหันไปเลือกรถยนต์ไฮบริด (HEV/PHEV) ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะถูกมองว่าเป็น ตัวเลือกที่ปลอดภัย และมั่นใจได้”

    “ความลังเลนี้ทำให้รถยนต์ไฮบริด กลายเป็น “ทางเลือกที่ปลอดภัย” ที่เชื่อมช่องว่างระหว่างรถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่คุ้นเคย กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยค่ายรถที่มีตัวเลือกระบบขุมพลังที่หลากหลายครอบคลุม ICE, Hybrid และ EV จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดลูกค้าที่ต้องการพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมกับตนเอง”

    “ตลาดรถยนต์ไทยกำลังอยู่ช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญ ลูกค้าอยากเปลี่ยนรถเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงหลังจากโควิด-19 แต่กลับภักดีต่อแบรนด์น้อยลง รถที่ใช้ขุมพลัง Hybrid กำลังกลายเป็นคำตอบระยะถัดไปจากนี้ ขณะที่ EV ยังต้องพิสูจน์เรื่องความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือก่อน จึงจะได้รับการยอมรับในระยะยาว”

    อย่างไรก็ตามการวิจัยฯ ครั้งนี้ยังตอกย้ำว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นรายใหม่ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในกรณีที่ลูกค้าก็พร้อมจะเปลี่ยนใจเช่นกัน การรักษาความภักดีต่อแบรนด์ จึงต้องอาศัยการส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้า เสริมด้วยนวัตกรรมและการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ให้กับลูกค้า สำหรับรถยนต์แบรนด์จีน สิ่งสำคัญที่สุด คือ การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ผ่านบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ การรับประกันที่โปร่งใส และเครือข่ายบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า หากขาดรากฐานเหล่านี้ ต่อให้มีราคาแข่งขันหรือดีไซน์ใหม่ที่ดึงดูด ก็ไม่อาจสร้างการซื้อซ้ำได้” 

    “ส่วนรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่น และอเมริกัน ความท้าทายอยู่ที่การชูจุดแข็งดั้งเดิมที่สร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า และเสริมด้วยดีไซน์ นวัตกรรมใหม่ ระบบความปลอดภัยขั้นสูง ระบบอินโฟเทนเมนท์ รวมถึงระบบส่งกำลังแห่งอนาคต และควบคู่ไปกับ กลยุทธ์การตั้งราคาที่แข่งขันได้กับคู่แข่งจากประเทศจีน แม้ว่าราคาของรถญี่ปุ่นหรืออเมริกันจะสูงกว่า แต่ความต่างนั้นต้องไม่ห่างเกินไป และมีความสมเหตุสมผลเพื่อให้อยู่ในเกมส์การแข่งขัน และครองใจผู้บริโภครุ่นใหม่ได้ต่อไป” นายศิรส กล่าว 

    อาคม รวมสุวรรณ
    E-Mail chang.arcom@thairath.co.th  
    Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
    https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2887437&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f-cEJ-E1QuMp7yOE5DoEE