Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เวิลด์แบงก์หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียใต้ปี 69 เหตุภาษีทรัมป์ฉุดรั้งอินเดีย : อินโฟเควสท์

    เวิลด์แบงก์หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียใต้ปี 69 เหตุภาษีทรัมป์ฉุดรั้งอินเดีย : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียใต้ในปี 2569 ลงสู่ระดับ 5.8% จากระดับ 6.6% ในปีนี้ เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรที่รัฐบาลสหรัฐฯ บังคับใช้กับอินเดียได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมในภูมิภาค โดยอินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้

    ธนาคารโลกระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวในปี 2569 ถือเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 25 ปีของภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งไม่นับรวมช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

    โจฮันเนส ซุทท์ รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าวว่า เอเชียใต้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างมาก และยังคงเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแห่งนี้จำเป็นต้องดำเนินการเชิงรุกเพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกเตือนว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของเอเชียใต้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน การหยุดชะงักของแรงงานที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่สงบทางสังคม

    การปรับลดแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียใต้ มีขึ้นในขณะที่การเติบโตในอินเดีย มัลดีฟส์ และเนปาล มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับแรงกดดันในปีหน้า โดยมีสาเหตุมาจากแนวโน้มการส่งออกที่อ่อนแอ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากร โดยปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% เพื่อลงโทษรัฐบาลอินเดียที่ยังคงซื้อน้ำมันของรัสเซีย

    มาตรการภาษีของปธน.ทรัมป์ครอบคลุมสินค้าอินเดียที่ส่งไปยังสหรัฐฯ ในสัดส่วนมากกว่า 3 ใน 4 ซึ่งส่งผลกระทบมากที่สุดต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงาน เช่น สิ่งทอและอัญมณี

    ทั้งนี้ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอินเดียจะขยายตัว 6.5% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารกลางอินเดียคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6.8%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bs5HDsxEl86bPcRAQQiMW

  • ครม.ไฟเขียวตั้งคกก.นโยบายเศรษฐกิจ-“เพิ่มพูน ชิดชอบ” นั่งที่ปรึกษานายกฯ : อินโฟเควสท์

    ครม.ไฟเขียวตั้งคกก.นโยบายเศรษฐกิจ-“เพิ่มพูน ชิดชอบ” นั่งที่ปรึกษานายกฯ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นรองประธานฯ

    สำหรับคณะกรรมการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ 25 หน่วยงาน และให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการฯ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นผู้ช่วยและรองเลขานุการฯ โดยนายกฯ จะให้ประชุม 2 สัปดาห์ครั้ง ซึ่งจะสามารถประชุมได้ในเร็ว ๆ นี้

    พร้อมกันนี้ มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_TW4gPR2PgRuiJzAF3YT

  • เศรษฐกิจ-ส่งออกชะลอส่งผลยอดใช้ดีเซลลดลงต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจ-ส่งออกชะลอส่งผลยอดใช้ดีเซลลดลงต่อเนื่อง


    กรมธุรกิจฯชี้ 8 เดือนคนไทยใช้เชื้อเพลิงลดลง 0.5%  โดยเบนซิน-โซฮอล์ ขยับเล็กน้อยหลังรถ EV มาแรง ขณะที่ภาคขนส่งลดใช้ดีเซลจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่แผ่วลง

    นายสราวุธ   แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มีปริมาณอยู่ที่ 155.23 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงสูงสุด ที่ร้อยละ 16 ตามด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงร้อยละ 5.0 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลงร้อยละ 2.2

    ขณะที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0

    ทั้งนี้ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.64 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.47 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.37 บาท/ลิตร (ราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 1.01 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน

    ด้านการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 น้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 6.61 ล้านลิตร/วัน 5.12 ล้านลิตร/วัน 0.39 ล้านลิตร/วัน และ 0.06 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ สาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (BEV HEV และ PHEV) โดยมีสัดส่วนร้อยละ 6.8 ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน รวมถึงการใช้งานระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีการขยายตัวของผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ส่วนการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 66.01 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.2 โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 65.99 ล้านลิตร/วัน และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.02 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาคการส่งออกชะลอตัวจากผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวมถึงการชะลอตัวของการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงหลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า

    สำหรับปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.01 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งคนไทยและต่างชาติขยายตัวร้อยละ 1.64 รวมไปถึงการขยายตัวของบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ

    ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยสะสม 8 เดือนของปี 2568 มีจำนวน 21.87 ล้านคน ลดลงร้อยละ 6.4 ซึ่งเป็นการลดลงของนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย  ตะวันออกเฉียงเหนือ (โดยเฉพาะจีน) ที่ลดลงร้อยละ 25.95 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น รวมถึง ททท. ได้มีการปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 40 ล้านคน เหลือ 33.4 ล้านคน ซึ่งลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ด้านการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.87 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 5.0 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.68 ล้านกก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.86 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้านกก./วัน

    นายสราวุธ  กล่าวถึงปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.39 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 16.0 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง และจำนวนสถานีบริการ NGV ที่มีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ปตท. ยังคงช่วยเหลือผ่านโครงการบัตรสิทธิประโยชน์ ให้กับกลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ และได้ประกาศปรับขึ้นราคา NGV สำหรับรถทั่วไป 0.22 บาท/กก. ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 17.30 บาท/กก. โดยมีผลระหว่างวันที่ 16 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 และจะมีการพิจารณาทุก ๆ เดือน เพื่อสะท้อนกลไกต้นทุนที่แท้จริง

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,027,738 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 77,969 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 35,408 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 46.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,066 ล้านบาท/เดือน

    ขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 992,330 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 75,903 ล้านบาท/เดือน   โดยการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 142,500 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 16.9 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,820 ล้านบาท/เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ivRRuCUAsd-slnnDyng6c

  • พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    วันนี้เวลา 14.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
    ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    เสด็จ ฯ แทนพระองค์ไปยังห้องประชุมมหาจักรีวิทยประสิทธิ อาคาร 60 พรรษา ราชสุดาสมภพ (604) สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สนามเสือป่า สำนักพระราชวัง ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567
    ในการนี้ รองศาสตราจารย์ นพ.กำจร ตติยกวี อุปนายกสภาสถาบัน รองศาสตราจารย์
    ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร
    เฝ้าฯ รับเสด็จ

              โอกาสนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา จำนวน 100 คน ประกอบด้วยบัณฑิตคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จำนวน 34 คน บัณฑิตคณะเทคโนโลยีดิจิทัล จำนวน 22 คน และบัณฑิตคณะบริหารธุรกิจ จำนวน 44 คน

              รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี กล่าวว่า สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ดำเนินงานตามกรอบแนวคิด “สถาบันการศึกษาตามแนวพระราชดำริ เน้นเรียนคู่งาน
    งานคู่เรียน ด้วยการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ และปลูกฝังความเป็นจิตรลดาให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้และทักษะตามมาตรฐานวิชาชีพ เป็นคนดี เห็นคุณค่าการประกอบสัมมาอาชีพ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น เป็นพลเมืองดี รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

    นอกจากนี้สถาบันฯ ให้บริการวิชาการและวิชาชีพแก่ชุมชน พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
    ด้านวิชาชีพ พร้อมทั้งอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย และเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลาย
    โดยใช้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (EdPEx) เป็นแนวทางการพัฒนา

              ปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาจำนวน 1,167 คน แบ่งเป็นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 410 คน ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 132 คน และระดับปริญญาตรีจำนวน 625 คน

    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — 7 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — 7 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — 7 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — 7 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115747/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26P9ffM-X6fPTQkOqj0SbM

  • บางจากมอบทุนการศึกษาเยาวชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง

    บางจากมอบทุนการศึกษาเยาวชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง

    บางจากมอบทุนการศึกษาเยาวชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง

    วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

    นางกัณฑมาศ กฤตยานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการผลิต บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาในโครงการมอบทุนการศึกษาเยาวชนบางจาก ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 21 ที่บางจากฯ ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่อาศัยในชุมชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง รวมทั้งนักกีฬาสโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจาก และเยาวชนในโครงการเยาวชนคนดีบางจาก ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงปริญญาตรี เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษา สร้างรากฐานทางการศึกษาให้แก่เยาวชน เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ก้าวทันโลกยุคใหม่ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ พร้อมกับเป็นการส่งเสริมเยาวชนที่มีความประพฤติดี รักการเรียน มีจิตอาสาทำประโยชน์ต่อผู้อื่น และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยมีผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม ผู้บริหารโรงเรียน คณาจารย์ คณะกรรมการชุมชน และตัวแทนเยาวชน ร่วมในพิธี ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง

    ในปี 2568 นี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรทุนการศึกษาให้เยาวชน รวม 776 ทุน รวมประมาณ 3.6 ล้านบาท แบ่งเป็นนักเรียนในชุมชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง 10 ชุมชน โรงเรียนในโครงการอาหารกลางวัน 20 โรงเรียน นักเรียนในเขตบ้านพักทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม นักกีฬาสโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจาก และนักเรียนในโครงการเยาวชนคนดีบางจาก

    นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา บางจากฯ ได้มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนรอบโรงกลั่นน้ำมัน บางจาก พระโขนง รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความตระหนักถึงชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตพร้อมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนอันเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เยาวชนเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และสามารถก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว และปลูกฝังจิตสำนึกในการแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น และทำประโยชน์ต่อส่วนรวม

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/919420&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05_C0WYUJ7DBx1z1zVBru8

  • จิตอาสาร่วมส่งมอบรถวิลแชร์ไฟฟ้าให้เด็กนักเรียนหญิงพิการ ชั้น ป.1 โรงเรียนบ้านบุไผ่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา | TOPNEWS

    จิตอาสาร่วมส่งมอบรถวิลแชร์ไฟฟ้าให้เด็กนักเรียนหญิงพิการ ชั้น ป.1 โรงเรียนบ้านบุไผ่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/10/2025 14:20

    จิตอาสาร่วมส่งมอบรถวิลแชร์ไฟฟ้าให้เด็กนักเรียนหญิงพิการ ชั้น ป.1 โรงเรียนบ้านบุไผ่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ครอบครัวสุดดีใจที่น้องจะได้ใช้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ผอ.โรงเรียนเผยเป็นเด็กดี เรียนเก่ง

    วันนี้ (7 ตุลาคม 2568) ที่โรงเรียนบ้านบุไผ่ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นายวิทยา สกลเจริญเวช จิตอาสา 904 จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับนายจักรกฤษณ์ อินทสงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบุไผ่ สิบเอกธงชัย ชัยฉิมพลี ประธานจักรยานเพื่อการท่องเที่ยววังน้ำเขียว นายวัชรพล สังคร สมาชิกสภาเทศบาลศาลเจ้าพ่อ นายนรินทร์ เทศสร หัวหน้า ศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ 6 (นครราชสีมา) และนายภาสกร ปั่นแก้ว กลุ่มจิตอาสาเพื่อสังคมวังน้ำเขียว ได้ร่วมกันเป็นตัวแทนส่งมอบรถวีลแชร์ไฟฟ้า จำนวน 1 คัน ให้กับเด็กหญิงเขมมิกา กันนะวงค์ อายุ 6 ปี หรือ น้องแพรวา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านบุไผ่ อ.วังน้ำเขียว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ซึ่งเป็นเด็กพิการแขน และขามาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา น้องแพรวาต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก

    นายจักรกฤษณ์ อินทสงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบุไผ่ เปิดเผยว่า น้องแพรวาเป็นเด็กที่มีสติปัญญาดีเหมือนคนปกติทั่วไป เพียงแต่ตัวเด็กมีความพิการที่แขน และขาเท่านั้น และเพื่อให้เด็กได้ดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกขึ้น ตนจึงได้ร้องขอความช่วยเหลือให้ช่วยหารถวีลแชร์ไฟฟ้า โดยได้ประสานงานไปยังจิตอาสา 904 จังหวัดนครราชสีมา ขอรับการสนับสนุนรถวีลแชร์ไฟฟ้าคันดังกล่าวให้กับเด็กดังกล่าว

    ด้านคุณยายของน้องแพรวา กล่าวด้วยความตื่นตันใจว่า ต้องกราบขอขอบคุณผู้ใจบุญทุกท่านที่ช่วยหารถวีลแชร์ไฟฟ้าให้กับหลานสาวของตน ซึ่งป่วยพิการแขนขามาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งหลานสาวเป็นเด็กนิสัยดี เรียนเก่ง ร่าเริงสนุกสนานเหมือนกับเด็กปกติทั่วไป ส่วนคุณแม่ของน้องทำงานเป็นแม่ค้าขายข้าวมันไก่ในตลาด ซึ่งหลังที่คุณแม่ของน้องคลอดน้องออกมา แพทย์บอกว่าน้องอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 5 เดือน แต่ทุกคนในครอบครัวก็พยายามเลี้ยงดูน้องมาตลอด จนถึงตอนนี้น้องอายุได้ 6 ขวบแล้ว และยังต้องไปพบแพทย์ตามนัดทุกเดือน เพราะร่างกายของน้องไม่ค่อยแข็งแรง ทั้งนี้ทุกคนในครอบครัวรู้สึกดีใจมาก ที่หลานสาวได้มีรถวีลแชร์ไฟฟ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้น้องใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

    ภาพ/ข่าว ศรัณย์ วงศ์สารสิน ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ปก web ตักบาตรประเพณีออกหว่า

    S__2670644

    พล.ต.ต.เมฒาวิศ ประดิษฐ์ผล นำช่อดอกไม้ แสดงความยินดี แก่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี คนใหม่

    ปทุมธานี กำนันคลองควายลุยน้ำท่วมทำCPR ช่วยหนุ่มใหญ่ป่วยพาร์กินสันหมดสตินำส่งรพ.

    นายกฯยื่นคำขาด ลั่น “กัมพูชา” ต้องทำตามเงื่อนไข GBC แบ่งอำนาจจนท.แล้ว ขีดเส้นตาย 10 ต.ค.นี้ ต้องย้ายพ้นบ้านหนองจาน

    “ชาวกันทรลักษ์” ศรีสะเกษ ยิ้มออก แห่กดเงินเยียวยาอพยพเข้าบัญชี เหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยต่อลมหายใจครอบครัว

    “พิพัฒน์” โชว์วิสัยทัศน์ พัฒนาคมนาคมไทย เร่ง 4 เดือน ผลักดันรถไฟรางคู่-ลดค่ารถไฟฟ้า 40 บาท-เปลี่ยนเมล์ร้อนสู่แอร์ราคาถูก ช่วยค่าครองชีพปชช.

    ท่าอากาศยานภูเก็ตครบรอบ 37 ปี จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1346091&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h16ybe86q6SHeWv2_73AE

  • กลยุทธ์สื่อสารและสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินสำหรับองค์กร – คณะบัญชี

    กลยุทธ์สื่อสารและสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินสำหรับองค์กร – คณะบัญชี

    เจาะเกราะองค์กร กลยุทธ์สื่อสารและสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินยุคดิจิทัล

    อัปเดตสกิลขั้นเทพให้องค์กรของคุณรอดพ้นจากมิจฉาชีพออนไลน์ ที่ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาเป็นขบวนการ!

    ในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ภัยคุกคามทางการเงินไม่ได้มาในรูปแบบของการปล้นธนาคารแบบในหนังอีกต่อไป แต่มันแฝงตัวมาในอีเมล, SMS, หรือแม้กระทั่ง QR Code ที่เราสแกนกันทุกวัน องค์กรใหญ่เล็กต่างก็ตกเป็นเป้าหมายได้ทั้งนั้น ความเสียหายไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ยังรวมถึง ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ที่สร้างมานานอาจพังทลายลงในพริบตา บทความนี้จะพาไปเจาะลึกกลยุทธ์การสื่อสารและสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง โดยผสานความรู้จากบุคลากรคุณภาพ ตั้งแต่ระดับ ปริญญาตรีบัญชี ไปจนถึงผู้บริหารระดับ ปริญญาโท และ ปริญญาเอก เข้ากับเทคโนโลยี Cybersecurity สุดล้ำ

    ภัยการเงินยุค 5G : ทำไมมันถึง โคตรสำคัญ กับธุรกิจ

    ลองจินตนาการว่า…เช้าวันจันทร์ที่สดใส แต่ฝ่ายบัญชีกลับพบว่าเงินหลายล้านบาทถูกโอนไปยังบัญชีปริศนา หรือข้อมูลลูกค้าทั้งหมดถูกล็อกเรียกค่าไถ่ นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ภัยคุกคามที่องค์กรต้องเจอในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ เช่น:

    • Phishing & Spear Phishing: การหลอกลวงผ่านอีเมลที่แนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ จนแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม โดยมุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญในองค์กร
    • Ransomware: มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ล็อกไฟล์สำคัญทั้งหมด ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักทันที
    • Business Email Compromise (BEC): การแฮกอีเมลผู้บริหารเพื่อสั่งการให้ฝ่ายการเงินโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ นับเป็นภัยที่สร้างความเสียหายสูงสุด

    การป้องกันภัยเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่ายไอที แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนในองค์กร โดยเฉพาะทีมที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขและการเงินโดยตรง

    The Best Combo: เทคโนโลยี + คน คือสูตรสำเร็จป้องกันภัย 

    การมีแค่โปรแกรม Antivirus ดีๆ มันไม่พอ! เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดเกิดจากการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี (Tech) และ ทรัพยากรมนุษย์ (People) ที่มีความรู้ความเข้าใจ

    ฝั่งเทคโนโลยี (The Tech Shield) 💻

    นี่คือพื้นฐานด้าน Cybersecurity ที่ทุกองค์กรต้องมี ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่:

    • Multi-Factor Authentication (MFA): การยืนยันตัวตนหลายชั้น เป็นปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุด
    • Firewall & Antivirus/Anti-malware: อัปเดตและทันสมัยเสมอ เพื่อป้องกันภัยคุกคามพื้นฐาน
    • ระบบสำรองข้อมูล (Backup): มีแผนสำรองข้อมูลที่ชัดเจนและทดสอบเป็นประจำ เพื่อให้กู้คืนได้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

    พลังของทีม: จาก ปริญญาตรีบัญชี สู่ผู้เชี่ยวชาญ Cybersecurity

    เทคโนโลยีจะไร้ความหมายถ้าคนใช้ไม่เป็นหรือไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง บุคลากรคือหัวใจสำคัญ:

    • ด่านหน้า (Frontline): พนักงานที่จบ ปริญญาตรีบัญชี หรือฝ่ายการเงิน คือกลุ่มคนที่ต้องเจอกับใบแจ้งหนี้, คำสั่งโอนเงิน, และอีเมลลวงต่างๆ ทุกวัน การสร้างความตระหนักรู้และทักษะการตรวจสอบให้กับพวกเขา คือการติดอาวุธที่สำคัญที่สุด
      (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรปริญญาตรีบัญชีที่เน้นทักษะดิจิทัล)
    • นักวางกลยุทธ์ (Strategist): ผู้จัดการและผู้บริหารที่จบการศึกษาระดับ ปริญญาโท (MBA, Finance) หรือ ปริญญาเอก มีบทบาทในการวางนโยบายความปลอดภัยทางการเงิน (Financial Security Policy), กำหนดกระบวนการอนุมัติที่รัดกุม, และจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนในเทคโนโลยี Cybersecurity ที่เหมาะสม
    • ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist): ทีม IT และผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity โดยตรง ทำหน้าที่ดูแลระบบหลังบ้าน, ตรวจจับความผิดปกติ, และรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น

    สื่อสารยังไงให้เวิร์ค สร้าง Security Culture ที่แข็งแกร่งทั่วองค์กร 

    การสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัย” (Security Culture) คือการทำให้เรื่อง Cybersecurity เป็นส่วนหนึ่งของ DNA ขององค์กร ไม่ใช่แค่กฎที่น่าเบื่อ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจและพร้อมใจกันปฏิบัติ

    • อบรมให้สนุก: เปลี่ยนการอบรมประจำปีที่น่าเบื่อให้เป็นการทำ Workshop, การจำลองสถานการณ์ Phishing (Phishing Simulation) หรือแม้แต่การแข่งขัน (Gamification) เพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วม
    • สื่อสารอย่างสม่ำเสมอ: อัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย เช่น Group Chat, อีเมลสรุปรายสัปดาห์ หรือโปสเตอร์ในที่ทำงาน
    • ผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง: ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญและปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพนักงาน
    • สร้างช่องทางรายงานที่ชัดเจน: ทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยที่จะรายงานเหตุการณ์น่าสงสัย โดยไม่มีการตำหนิ (No-Blame Culture)

    Roadmap สร้างเกราะป้องกัน: Action Plan ที่ทำได้จริง

    เริ่มต้นสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินให้องค์กรของคุณตั้งแต่วันนี้ ด้วย 5 ขั้นตอนง่ายๆ:

    1. ประเมินความเสี่ยง (Assess): วิเคราะห์ว่าจุดอ่อนขององค์กรอยู่ตรงไหน? แผนกไหนมีความเสี่ยงสูงสุด? กระบวนการใดที่ต้องปรับปรุง?
    2. ลงทุนในเครื่องมือ (Invest): จัดหาเทคโนโลยี Cybersecurity ที่จำเป็นและเหมาะสมกับขนาดขององค์กร ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ต้องครอบคลุมความเสี่ยงพื้นฐาน
    3. ฝึกอบรมคน (Train): จัดโปรแกรมอบรมให้ความรู้พนักงานทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะทีมการเงินและบัญชีที่มีพื้นฐาน ปริญญาตรีบัญชี ควรได้รับการเทรนเรื่องภัยการเงินโดยเฉพาะ
    4. สร้างแผนรับมือ (Plan): จัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน (Incident Response Plan) ว่าถ้าถูกโจมตีขึ้นมาจริงๆ ใครต้องทำอะไรบ้าง? จะสื่อสารกับลูกค้าและสาธารณะอย่างไร?
    5. ทบทวนและปรับปรุง (Review): โลกไซเบอร์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หมั่นทบทวนและปรับปรุงแผนป้องกันของคุณอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ เสมอ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก ETDA Thailand หน่วยงานที่ดูแลธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

    การสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินไม่ใช่โครงการที่มีวันสิ้นสุด แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในวันนี้ คือการปกป้องอนาคตขององค์กรในระยะยาว

    Q&A ถาม-ตอบ เคลียร์ทุกข้อสงสัย ❓

    คำถาม: องค์กรเล็กๆ หรือ SME ควรเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินจากตรงไหน?

    คำตอบ: เริ่มจากจุดที่สำคัญและทำได้ง่ายที่สุดก่อนเลยครับ คือ 1) การเปิดใช้งาน MFA ในทุกบัญชีที่สำคัญ (อีเมล, บัญชีธนาคาร, Social Media) และ 2) การอบรมพนักงาน ให้ตระหนักรู้เรื่อง Phishing Email และการตั้งรหัสผ่านที่แข็งแกร่ง สองอย่างนี้เป็นการลงทุนที่น้อยแต่ให้ผลลัพธ์ในการป้องกันสูงมากครับ

    คำถาม: วุฒิการศึกษาอย่าง ปริญญาตรีบัญชี เกี่ยวข้องกับเรื่อง Cybersecurity โดยตรงอย่างไร?

    คำตอบ: เกี่ยวข้องโดยตรงเลยครับ! เพราะผู้ที่จบ ปริญญาตรีบัญชี คือคนที่ทำงานกับเอกสารทางการเงิน การโอนเงิน และข้อมูลที่ละเอียดอ่อน พวกเขาคือ “ผู้เฝ้าประตู” (Gatekeeper) ด่านสุดท้ายก่อนที่เงินจะออกจากบริษัท การมีความรู้ความเข้าใจในกลโกงต่างๆ จะช่วยให้พวกเขาสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติและยับยั้งความเสียหายได้ทันท่วงที ก่อนที่จะคลิกลิงก์หรืออนุมัติการโอนเงินที่น่าสงสัย

    คำถาม: แล้ววุฒิระดับ ปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก ล่ะ มีบทบาทสำคัญแค่ไหน?

    คำตอบ: สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงอย่าง ปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก ในสาขาบริหารธุรกิจ, การเงิน, หรือการจัดการความเสี่ยง บทบาทจะเปลี่ยนจากการปฏิบัติการ (Operation) ไปสู่การวางกลยุทธ์ (Strategy) ครับ พวกเขาคือผู้ที่ออกแบบ “นโยบายความปลอดภัยทางการเงิน” ของทั้งองค์กร, วิเคราะห์ความเสี่ยงในภาพรวม, กำหนดกรอบการควบคุมภายใน (Internal Control) และตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยี Cybersecurity เพื่อให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/77345&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18XN-X0aQ0iz8HnNN7OLCY

  • เจ๋ง! กรุงเทพฯ อันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับคน Gen Z

    เจ๋ง! กรุงเทพฯ อันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับคน Gen Z

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  (ททท.) เปิดเผยว่า นิตยสาร Time Out ประกาศผลสำรวจว่า กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก สำหรับคนรุ่น Gen Z จากเสียงของคนอายุต่ำกว่า 30 ปี กว่า 18,500 คนทั่วโลก 

    นั่นไม่ใช่เพียง “รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ” ของคนไทย แต่คือ “สัญญาณแห่งอนาคต” ที่บอกกับโลกว่าประเทศไทยกำลังเติบโตในใจของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก

    นี่คือช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่จากทุกมุมโลกมองเห็นประเทศไทย ไม่เพียงเป็นจุดหมายปลายทางของการพักผ่อน แต่คือ “พื้นที่ของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย”  พื้นที่ที่พวกเขารู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    กรุงเทพฯ เมืองที่คนรุ่นใหม่เลือก เพราะเข้าใจ “จิตวิญญาณของอิสรภาพ”

    ผลสำรวจของ Time Out ไม่ได้เกิดจากภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นด้วยคำโฆษณา แต่เกิดจาก “ประสบการณ์จริง” ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ
    พวกเขามองเห็นความหลากหลายที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

    จากสตรีทฟู้ดริมทางสู่รูฟท็อปบาร์ระดับโลกจากความเก่าแก่ของวัดวาอารามสู่ความร่วมสมัยของคาเฟ่และคอนเทนต์สเปซ จากวิถีดั้งเดิมสู่จิตวิญญาณของการสร้างสรรค์

    กรุงเทพฯ คือเมืองที่ไม่ตัดสินใคร แต่เปิดรับทุกความต่างอย่างมีศิลปะและนั่นคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้คุณค่า อิสรภาพในการเป็นตัวเองโดยไม่ต้องขอโทษใคร

    Soft Power ของไทย คือพลังที่ “ไม่ต้องสร้างเพิ่ม” แต่ “ต้องสื่อสารให้โลกเห็น”

    อันดับ 1 ครั้งนี้ยืนยันว่า “เสน่ห์ของไทย” ไม่ได้เกิดจากสิ่งใหม่ที่เราพยายามสร้างขึ้น แต่เกิดจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว รอยยิ้ม วัฒนธรรม ความมีน้ำใจ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุล

    สิ่งเหล่านี้คือ Soft Power ที่ฝังอยู่ใน DNA ของคนไทย
    หน้าที่ของ ททท. จึงไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่เพื่อแข่งขัน แต่คือการ “ถอดรหัสสิ่งที่เป็นไทย” แล้วสื่อสารออกไปในแบบที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกเข้าใจและอยากเข้ามามีส่วนร่วม

    เรากำลังผลักดันแนวทาง Value-Based Tourism จากการขายจำนวน มาสู่การขายคุณค่า จากการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน มาสู่การท่องเที่ยวเพื่อเติบโต ทั้งทางจิตใจและทางประสบการณ์ชีวิต

    กรุงเทพฯ ในฐานะ “เมืองต้นแบบของ Future Tourism”

    กรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย แต่กำลังกลายเป็น “ต้นแบบของการท่องเที่ยวแห่งอนาคต” ที่ผสาน เทคโนโลยี + วัฒนธรรม + ความคิดสร้างสรรค์ อย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของคาเฟ่และอาร์ตสเปซของคนรุ่นใหม่ ชุมชนเมืองที่ปรับตัวสู่ Creative Neighborhood
    หรือ Startup สายท่องเที่ยวที่เชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับการเดินทางอย่างยั่งยืน

    สิ่งเหล่านี้คือ “ภาพใหม่ของกรุงเทพฯ” ที่เราในฐานะ ททท. ภูมิใจนำเสนอ เมืองที่เติบโตจากคนในท้องถิ่น และเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก และการท่องเที่ยวแห่งอนาคต ต้องเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืน

    ความสำเร็จของกรุงเทพฯ ในการเป็นเมืองที่ Gen Z รัก คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ของ “Sustainable Destination”
    เรามุ่งสร้างประสบการณ์ที่ “ดีต่อใจนักเดินทาง” และ “ดีต่อโลกของเรา”

    ททท. กำลังผลักดันโครงการ Green Tourism, Creative Economy และ Local Empowerment เพื่อให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไทยเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนจริง ไม่ใช่แค่ทางเศรษฐกิจ แต่ในเชิงคุณค่าและจิตวิญญาณของสังคม

    เพราะสำหรับคนรุ่นใหม่ “การท่องเที่ยว” ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไกล แต่หมายถึง การค้นพบตัวเองในสถานที่ที่มีความหมาย และประเทศไทยคือหนึ่งในสถานที่นั้น

    กรุงเทพฯ คือ “เมืองแห่งความเชื่อมั่น” ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก

    สำหรับ ททท. การที่กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Gen Z คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า ประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นใหม่ในระดับโลก

    เรากำลังถูกมองไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่เป็น “ศูนย์กลางของความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และความสุขแบบไทย”

    นี่คือความสำเร็จที่เกิดจากพลังของทุกภาคส่วน จากคนในท้องถิ่นที่สร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ นักท่องเที่ยวที่มาเปิดใจสัมผัส ไปจนถึงภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันผลักดันให้การท่องเที่ยวไทยเป็นพลังบวกของประเทศ

    กรุงเทพฯ อาจได้อันดับ 1 ในปีนี้ แต่ภารกิจของเราไม่ได้จบที่เรตติ้ง

    ภารกิจของ ททท. คือการรักษา “ความเป็นไทย” ไว้อย่างงดงาม และผลักดันให้โลกได้สัมผัสถึงคุณค่านั้นด้วยหัวใจ

    เพราะท้ายที่สุด“สิ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นที่หนึ่งของโลก ไม่ใช่แสงสีเสียงหรือเทคโนโลยีใด แต่คือ ความเป็นมนุษย์ของคนไทย ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า บ้านของฉันอยู่ตรงนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640783&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mXL7ni0yf_JkY7aezKMVu

  • วัฒนธรรม จ.แม่ฮ่องสอน พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนในพื้นที่

    วัฒนธรรม จ.แม่ฮ่องสอน พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนในพื้นที่

    วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนในพื้นที่ เส้นทางที่ 2 พื้นที่อำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และ อำเภอแม่ลาน้อย ส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนในสื่อโซเชียลต่างๆ ให้แพร่หลาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    วันที่ 6 ตุลาคม 2568 นางสาวกมลลักษณ์ บุญซื่อ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เปิดเผยว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำนักท่องเที่ยวทั้งหัวหน้าส่วนราชการ นักประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชน และ อินฟลูเอนเซอร์ร่วมโครงการ ส่งเสริมพัฒนาประเพณี ฟื้นฟู อนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลักพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนยลวิถีชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนในพื้นที่ เส้นทางที่ 2 ที่อำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และ อำเภอแม่ลาน้อย ภายใต้กิจกรรม แม่ฮ่องสอน ยลวิถีดินแดนชาติพันธุ์ ระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย

    วันที่ 28 กันยายน 2568 ช่วงเช้า นางสาวกมลลักษณ์ บุญซื่อ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำเที่ยวชม และศึกษาวัฒนธรรม ประเพณีวิถีชีวิต ตามเส้นทางท่องเที่ยว>> วัดพระธาตุดอยกองมู วัดพระนอน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา วัดจองคำ-วัดจองกลาง พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ร้านเฮ็ดก้อเหลียว และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ผาบ่อง

    วันที่ 29 กันยายน 2568 ช่วงเช้า ณ หมู่บ้านผาบ่อง ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน นายอมร ศรีตระกูล กำนันตำบลผาบ่อง นำนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอ็นเซอร์ เดินทางท่องเที่ยว ศึกษาข้อมูล วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ตามเส้นทางท่องเที่ยว>> ชมนิทรรศการมีชีวิต ณ กาดซ่อกจ่า การทอผ้ากะเหรี่ยง การสานกุ๊บไต การต้องลายปานซอย การตัดตุงใส้หมู และ ชมการแสดงท้องถิ่น รำไต รำกลองมองเซิง รำก้าปั่นก๋อง และก้าลาย

    วันที่ 30 กันยายน 2568 ณ หมู่บ้านละอูบ ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน นายณัฐพงษ์ ไผ่พันธุ์พฤกษ์ ผู้ใหญ่บ้านละอูบ นำนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอ็นเซอร์ เดินทางท่องเที่ยว ศึกษาข้อมูล วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ตามเส้นทางท่องเที่ยว>> สักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ จุดชมวิวบ้านละอูบ ชมนาขั้นบันได ณ ถนนลอยฟ้า ชมการแสดงของชาติพันธุ์ลเวือะ การรำดาบ ชิมอาหารท้องถิ่น โต๊ะสะเบื๊อก พักผ่อนอย่างอบอุ่นที่โฮมสเตย์ของชุมชน ชิมกาแฟสดบ้านรสชาติเยี่ยมของบ้านละอูบ เลือกซื้อผลิตภันฑ์ชุมชน ผ้าทอลเวือะ และสินค้า OTOP ชื่อดัง คือเครื่องเงินบ้านละอูบ
    วันเดียวกันในช่วงบ่าย ณ หมู่บ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม นายบุญสม เมืองนำโชค ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุนยวม นำนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอ็นเซอร์ เดินทางท่องเที่ยว ศึกษาข้อมูล วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ตามเส้นทางท่องเที่ยว>> วัดต่อแพ ชมนิทรรศการมีชีวิต การต้องลายปานซอย การสานกุ๊บไต การทำจองพารา เลือกซื้อเลือกชมผลิตภัณฑ์ชุมชน จักสาน ถ่านชาโคว์ จานจากใบไม้ การเลี้ยงไข่ผำ และ การประดิษฐ์ตุ๊กตาไทใหญ่ ทำปีกนกกิ่งกะหร่า ชุดส่างลอง และปานกุมส่างลอง

    นางสาวกมลลักษณ์ บุญซื่อ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้กล่าวว่า “ การจัดกิจกรรม การท่องเที่ยวชุมชนยลวิถีชาติพันธุ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้ผู้เข้ากิจกรรมได้สัมผัสวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนและนำเสนออัตลักษณ์ที่โดดเด่น และร่วมประชาสัมพันธ์นำเสนอส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนในสื่อโซเชียลต่างๆ ให้แพร่หลายดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3788102/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3723ZScUA7wjqww8fbNker

  • สัญญาณฟื้น!! Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่งแตะ 1 แสนคน กลับมาครองแชมป์สัปดาห์นี้ : อินโฟเควสท์

    สัญญาณฟื้น!! Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่งแตะ 1 แสนคน กลับมาครองแชมป์สัปดาห์นี้ : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.-5 ต.ค.) นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จากการเข้าสู่การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) และการมีวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ วันชาติจีน เทศกาลชูซ๊อกในเกาหลีใต้ และวันคานธีชยัยตีในอินเดีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 1 และเดินทางเข้ามาแตะระดับ 1 แสนคน

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 604,598 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 85,141 คน หรือ 16.39% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 86,371 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 132,021 คน มาเลเซีย 69,815 คน อินเดีย 53,117 คน เกาหลีใต้ 44,321 คน และรัสเซีย 27,908 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ จีน รัสเซีย และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 77.02% 67.02% 32.52% และ 14.63% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 16.76%” น.ส.นัทรียา ระบุ

    *ยอดนทท.สะสมกว่า 24 ล้านคน

    ยอดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-5 ต.ค. 68 ทั้งสิ้น 24,574,177 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,135,250 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,534,028 คน จีน 3,512,253 คน อินเดีย 1,810,837 คน รัสเซีย 1,293,594 คน และเกาหลีใต้ 1,174,537 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (6-12 ต.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535289&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eyWuIOjn0hft4UNaa3teZ