Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส.อ.ท.ชี้ ‘เงินเฟ้อติดลบ 6 เดือน’ สะท้อนภาพจริงเศรษฐกิจไทย

    ส.อ.ท.ชี้ ‘เงินเฟ้อติดลบ 6 เดือน’ สะท้อนภาพจริงเศรษฐกิจไทย

    จากกรณีที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนกันยายน 2568 เท่ากับ 100.11 เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน 2567 ซึ่งเท่ากับ 100.84 ทำให้อัตรา เงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.72% โดยเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อไทยยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยมีการยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากภาวะเงินฝืด

    ต่อเรื่องดังกล่าวนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวให้ความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากถามถึงความเป็นห่วงเรื่องภาวะเงินฝืดน่าจะไม่มีอะไรในเวลานี้ เพราะกระทรวงพาณิชย์เองก็ระบุว่ายังไม่ได้เป็นภาวะเงินฝืด โดยตัวเลขเงินเฟ้อติดลบ 0.72% เดือน ก.ย. ขณะที่ภาพรวมคาดว่าทั้งปีเงินเฟ้อน่าจะติดลบ

    ทั้งนี้ ตามเป้าเงินเฟ้อของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระดับเงินเฟ้อที่ดีควรจะอยู่ที่ 1-3% แต่ภาพที่เห็นคือติดลบมาโดยตอด ซึ่งหมายความว่ากำลังซื้อมีปัญหา ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในปัจจุบัน มีผลทำให้รายจ่ายของประเทศในการนำเข้านำเข้าพลังงานลดงชั่วคราว 

    อีกทั้งยังมีแพคเก็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจบางอย่างที่ออกมาช่วยอุดหนุน (Susidize) แต่ท้ายที่สุดแล้วเงินเฟ้อดังกล่าวเหล่านี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ 

    “แม้กระทรวงพาณิชย์จะระบุว่ายังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด ก็เป็นเรื่องหนึ่งในเชิงปฏิบัติ แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์จะมองอีกรูปแบบหนึ่งตามทฤษฎีที่เห็นว่าเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน โดยเรื่องดังกล่าวจะเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าการที่เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าที่วางไว้จะทำให้มีปัญหา”

    ส.อ.ท.ชี้ ‘เงินเฟ้อติดลบ 6 เดือน’ สะท้อนภาพจริงเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นเวลานี้เงินเฟ้อสูงเกินเป้า ซึ่งเกิดจากการที่ค่าเงินเยนอ่อนค่ามาก ซึ่งสลับข้างกัน โดยปัจจุบันเศรษฐกิจของญีา่ปุ่นถือว่าชะลอตัว จากเดิมประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ออมเงินมาก ไม่ค่อยใช้จ่ายในประเทศ ทำให้เงินเฟ้อต่ำมาตลอด โดยทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2% กว่า แต่ปัจจุบันมีการปรับเป้าเงินเฟ้อไปอยู่ที่ประมาณ 2.7% ส่งผลทำให้สินค้า อาหารของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่าย สินค้านำเข้าสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนไม่เพิ่ม ทำให้มีปัญหา

    แต่ของไทยจากการที่กำลังซื้อถดถอยจากปัญหาหนี้ครัวเรือน รายได้น้อยกว่ารายจ่าย และเงินบาทแข็งค่าทำให้การนำเข้าพลังงานที่เป็นหมวดใหญ่ลดลง โดยนำไปสู่สถานการณ์ที่ประชาชนในภาพรวมรู้สึกว่าเงินไม่สะพัด ไม่มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะต่างจังหวัดจะยิ่งเห็นได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณชี้วัดตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ว่าจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “ตามรายงานของ สนค. นั้น ต้องเรียนว่าเป็นภาพที่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อ รายได้ และรายจ่ายที่ทำให้ประชาชนมีการระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมาจากเงินที่ไหลเวียนในระบบหายไป ประกอบกับตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นต้นมาเงินบาทมีการแข็งค่าโดยตลอด ซึ่งมีผลทำให้สินค้านำเข้า เช่นในหมวดพลังงานราคาลดลง สะท้อนมาถึงเรื่องดังกล่าวได้”

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำในช่วง 4 เดือนในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คณะกรรมร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือกกร. และส.อ.ท. เสนอก็เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง หรือแพจเกจท่องเที่ยวที่อาจจะเกิดขึ้นนระยะข้างหน้า สิ่งดังกล่าวเหล่านี้จะเป็นเครื่องชี้วัดว่าหลังจากที่ทำมาตรการ หากเงินเฟ้อดีขึ้นจากติดลบขยับขึ้นมาเป็น 0-1% หรือสูงกว่าศูนย์ได้ก็ถือว่าเป็นการกระตุ้นที่เห็นผล

    “เวลานี้รัฐบาลและทีมงานเศรษฐกิจน่าจะทราบถึงสัญญาณดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ก็จะต้องหามาตรการเพื่อมากระตุ้น โดยเชื่อว่าหากสามารถกระตุ้นได้ดีตัวชี้วัดก็จะแสดงให้เห็นว่า หากตัวเลขเงินเฟ้อขยับขึ้นมาใกล้ศูนย์ได้ ก็ถือว่ามาตรการเกิดผล แต่ถ้าสามารถขยับขึ้นมาที่ระดับ 0-1% ก็ถือว่ายื่งประสบความสำเร็จ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15UgG7oyVcXmOWfNR47Z5A

  • 19.9 เด็กฟิล์ม 19 ทีม เอาฤกษ์ บวงสรวง เปิดกล้อง ฉายหนัง 8 – คณะนิเทศศาสตร์ – มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    19.9 เด็กฟิล์ม 19 ทีม เอาฤกษ์ บวงสรวง เปิดกล้อง ฉายหนัง 8 – คณะนิเทศศาสตร์ – มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    19.9 เด็กฟิล์ม 19 ทีม เอาฤกษ์ บวงสรวง เปิดกล้อง ฉายหนัง 8 #เทศกาลฉายหนัง#ฉายหนัง8. October 7, 2025. เตรียมพร้อม!! ความสนุก และความมันส์ที่ SPU จะไม่ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/commarts/2025/10/07/19-9-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259F%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25A1-19-%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A1-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A4%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A7/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sD0iqpeOI-UjqJLbHmXA0

  • เรื่องมันมีอยู่ว่ายกเครื่องเพื่อไทยในเงาชินวัตร ซ่อมเมืองกาญฯระวัง‘เครื่องไหม้’ , ตระกูล‘รัตนเศรษฐ’กับฟุตซอล ผลงาน‘ชิ้นโบว์ดำ’ที่ตามหลอน

    เรื่องมันมีอยู่ว่ายกเครื่องเพื่อไทยในเงาชินวัตร ซ่อมเมืองกาญฯระวัง‘เครื่องไหม้’ , ตระกูล‘รัตนเศรษฐ’กับฟุตซอล ผลงาน‘ชิ้นโบว์ดำ’ที่ตามหลอน

    เรื่องมันมีอยู่ว่า   จับตาสนามเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี  จะทดสอบการยกเครื่องใหม่ของพรรค ดูกันว่าเครื่องใหม่จะทำงานได้หรือไม่ <> การปรากฏตัวของบ้านใหญ่รัตนเศรษฐในงานวันเกิดครูใหญ่เนวิน มีคำถามตามมามากมาย สุดท้ายก็วัดใจคนใหญ่บุรีรัมย์ว่าเอาอย่างไร<>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

    ยกเครื่องเพื่อไทยในเงาชินวัตร

    ซ่อมเมืองกาญฯระวัง‘เครื่องไหม้’

    ‘สู้ๆนะคะ’ คือเสียงของ ‘คุณหญิงอ้อ’  คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ที่ใช้ในการปลุกใจ

    บรรดาสส.พรรคเพื่อไทยที่กำลัง ‘เสียขวัญ’ กับ 2 เหตุการณ์ไล่ๆกัน เหตุการณ์แรก กรณี ‘คลิปลุง-หลาน’ จนแพท องธาร ชินวัตร ต้องกระเด็นหลุดจากเก้าอี้นายกฯ   เหตุการณ์ต่อมาคือ การเดินเข้า ‘คุก’ ของผู้นำทางจิตวิญญาณ ทักษิณ ชินวัตร ท่ามกลางการประเมินว่า พรรคเพื่อไทยจะยัง ‘ไปต่อ’

    ปรากฎการณ์ ‘แดงกินข้าว’ หน้าเรือนจำคลองเปรม การเข้าเยี่ยมของคนใน 3 ตระกูล ‘ชิน-ดา-วงศ์’ การปล่อยข่าวทายาทการเมือง รุ่นต่อไปของ ‘ชินวัตร’ เรื่อยมาจนถึงการประกาศ  ‘ยกเครื่อง’ ใหม่ของพรรค การกลับมาชูบทบาทของ ‘อุ๊งอิ๊งค์’ อีกครั้ง เหล่านี้ล้วนบอกให้รู้ว่า ‘เพื่อไทยเนเวอร์ดาย’

    ถือเป็นการเตรียมพร้อม ‘เดินหน้า’ เพื่อลงสนามการเลือกในเดือนมีนาคมปีหน้า โดยมี ‘คู่แข่ง’ ทางการเมืองที่สำคัญคือ พรรคกล้าธรรม ของคนที่ทักษิณเคยไว้ใจ อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแกนนำ

    ถ้า ‘คู่เอก’ คือพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน

    ‘รองคู่เอก’ก็คือ พรรคกล้าธรรม กับ พรรคเพื่อไทยนี่แหละ

    โดยมีสนามภาคเหนือเป็นพื้นที่ ‘เดิมพัน’  พูดง่ายๆก็คือ ทั้ง 2 พรรคนี้  วางยุทธศาสตร์ตรงกันว่าจะเป็นพรรคขนาดกลาง ซึ่งจะเนื้อหอมที่สุดสำหรับสูตร ‘รัฐบาลผสม’

    จุดที่น่าจะวัด ‘ความนิยม’ ว่าพรรคเพื่อไทย ในอ้อมอกชินวัตรจะ ‘เดินต่อ’  หรือ ‘สะดุด’ อีกครั้งจะอยู่ที่การเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 4 กาญจนบุรี แทน ศักดา วิเชียรศิลป์ ที่กระโดด ‘ข้ามขั้ว’ พา ‘งูเห่า’ไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจนได้อวยยศเป็นถึง รมช.มหาดไทย

    เขต 4 กาญจนบุรี มี 19 ตำบล มี ‘ขุนพล’ เพื่อไทยระดมกันลงหาเสียง นำโดยอดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่กำลัง ‘ได้น้ำ’ จากความพยายาม ‘ทำคลอด’ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะ ‘ปิดสมัยประชุม’ ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้

    ที่เพื่อไทยประกาศจะ ‘ยกเครื่อง’ เพื่อเดินหน้าต่อ จึงอยู่ที่ ‘ผล’ การเลือกตั้งซ่อมที่เขต 4 เป็นสำคัญ เพราะถึงตอนนี้ ยังไม่เห็น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคลงช่วยหาเสียงซักครั้ง ผิดกับการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ ที่ภูมิใจไทย ‘เข้าป้าย’ คะแนนทิ้งห่างพรรคเพื่อไทย หลักหลายพันคะแนน

    ทักษิณ-แพทองธาร-เพื่อไทย จะยัง ‘ขายได้’  ไหม จึงอยู่ที่ประชาชนแถว อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ แล้วหล่ะว่า จะเลือกพรรคอดีตรัฐบาลหรือจะเลือกพรรคปัจจุบันรัฐบาล

    เชื่อเหลือเกินว่างานนี้มี ‘ยิงกันกระจาย’

    <<<<<<>>>>>> 

    ตระกูล‘รัตนเศรษฐ’กับฟุตซอล

    ผลงาน‘ชิ้นโบว์ดำ’ที่ตามหลอน

    1.พวกตัวเองก็โกง

    2.ไม่อยากเสียโอกาส ไม่ผูกมัดตัวเอง

    3.เกรงใจพวกพ้อง

    4.ระบบเทาๆ คนเทาๆ ปล่อยอย่างนี้ดีแล้ว จะได้ครอบงำและใช้งานง่าย

    5.ไม่กล้าขัดผลประโยชน์ข้าราชการ กลัวเขาเกียร์ว่าง

    6.ไม่เห็นความสำคัญ

    7.พูดได้ ทำไม่เป็น

    เป็น 7 เหตุผลที่นักการเมือง ไม่ชอบพูดเรื่องคอร์รัปชัน ในมุมมองของ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โพสต์ไว้เมื่อวันก่อน

    ดูเหมือนว่า เวลานี้ ‘สังคมไทย’ กำลังใกล้จะ ‘ด้านชา’ กับการทุจริตคอร์รัปชันเข้าไปทุกที ขนาด ‘จับได้ไล่ทัน’ แต่บทลงโทษทางสังคมที่ตามมาก็แทบจะไม่มีให้เห็น

    วันก่อนที่งานวันเกิด ‘ครูใหญ่’ เนวิน ชิดชอบ ที่บุรีรัมย์ เห็นการปรากฏตัวของตระกูล ‘รัตนเศรษฐ’ บ้านใหญ่ของจ.นครราชสีมา ท่ามกลางข่าวว่า ‘ทายาท’ ทางการเมืองที่ชื่อ  ‘ทวิรัฐ’ และ ‘ตติรัฐ’ จะตบเท้าเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย

    ทวิรัฐ และ ตติรัฐ รัตนเศรษฐ ใส่เสื้อทีมฟุตบอลบุรีรัมย์  ร่วมงานวันเกิดครูใหญ่เนวิน กับข่าวการย้ายพรรค

    ทวิรัฐ และ ตติรัฐ รัตนเศรษฐ ใส่เสื้อทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ร่วมงานวันเกิดครูใหญ่เนวิน กับข่าวการย้ายพรรค

    พูดถึงตระกูล ‘รัตนเศรษฐ’ ต้องพูดถึง วิรัช และทัศนียา อดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี ผู้ฝากผลงาน ‘สนามฟุตซอล’ อันลือลั่น

    โครงการสนามฟุตซอล เกิดจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในยุค รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯได้จัดสรรงบประมาณปี 2555 ให้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ 17 จังหวัด เป็นค่าก่อสร้าง-ปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารเรียนและสิ่งก่อสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมที่ประสบอุบัติภัย แต่กลับนำไปสร้าง ‘สนามฟุตซอล’

    ล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่า นายวิรัช มีความผิดลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา

    ส่วน นางทัศนียา ภรรยาโดนคุก 3 ปี 4 เดือน

    คดีนี้ ป.ป.ช.ใช้เวลาไต่สวน 4 ปี มีการบรรยาย ‘พฤติการณ์’ ของนายวิรัช กับพวกสรุปได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มเอกชน มีพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตเชิงนโยบาย และเป็นตัวการร่วมกันในลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ ตามบทบาทตามหน้าที่และอำนาจที่แต่ละคนมี และเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการกระทำความผิดอย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการโดยทุจริต ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 18 จังหวัด วงเงินประมาณ 4,459,420,000 บาท ใน 2 โครงการหลัก 1 ในนั้นคือ โครงการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอล รวมถึงมีการวางแผนในการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกหลายประการ

    ในช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณปี2555 นายวิรัช ,นางทัศนียา และนางทัศนาพร เกษเมธีการุณ นายกเทศมนตรีตำบลห้วยแถลงซึ่งเป็นน้องสาวนางทัศนียา ได้สั่งการให้พวกของตัวเอง เข้าไปประสานกับผู้อำนวยการโรงเรียนต่าง ๆ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 เพื่อจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลให้

    โดยเข้าไปครอบงำ บงการการใช้จ่ายงบประมาณในวงเงินดังกล่าวโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย อันเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 168

    แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด เพราะมีขั้นตอน ‘อุทธรณ์’  แต่สำนวนป.ป.ช.กับคำพิพากษา ‘คาหนังคาเขา’ขนาดนี้ภูมิใจไทยจะ ‘ส่งประกวด’ จริงๆหรือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/so-hear-the-story-election-pheu-thai-party-kanchanaburi-rattanaset-virat-futsal&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1igvm26yBWxPG1Z72fMWwM

  • มสธ.แต่งตั้ง รศ.ดร.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ รักษาการอธิการบดี

    มสธ.แต่งตั้ง รศ.ดร.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ รักษาการอธิการบดี

    มสธ.แต่งตั้ง รศ.ดร.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ รักษาการอธิการบดี

    สภามหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้แต่งตั้งให้ รศ.ดร.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ กรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) คนใหม่ ตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2568 

    ขณะที่รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้มีคำสั่งแต่งตั้งรักษาการแทนรองอธิการบดี อีก 8 คน เพื่อขับเคลื่อนงานทันที ประกอบด้วย 

    1.ฝ่ายวิชาการ – ผศ.ดร.พัชรี ผาสุข กำกับดูแลหน่วยงานสาขาวิชาต่าง ๆ สำนักวิชาการ สำนักทะเบียนและวัดผล และสำนักบัณฑิตศึกษา

    2.ฝ่ายบริการวิชาการ เครือข่ายสัมพันธ์ และกิจการพิเศษ – ผศ.ดร.กานต์ บุญศิริ กำกับดูแลหน่วยงานสำนักบริการการศึกษา สำนักการศึกษาต่อเนื่อง และสถานสื่อสารองค์กร

                             มสธ.แต่งตั้ง รศ.ดร.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ รักษาการอธิการบดี

    3.ฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม – ผศ.ศตวรรษ ด้วงแป้น กำกับดูแลหน่วยงานกองอาคารสถานที่ สถานอุทยานการศึกษารัชมังคลาภิเษก (งานบริหารกายภาพและสิ่งแวดล้อม) และศูนย์สัมมนาและฝึกอบรม

    4.ฝ่ายบริหารทั่วไป และทรัพยากรบุคคล – ผศ.ดร.ภาวิน ชินะโชติ กำกับดูแลหน่วยงานกองกลาง กองทรัพยากรบุคคล และสถานพัฒนาบุคลากรเพื่อการศึกษาทางไกล

    5. ฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน – ดร.ธนพร สวรรค์พิทักษ์ กำกับดูแลหน่วยงานสำนักพิมพ์ กองคลัง และกองพัสดุ

    6. ฝ่ายแผน ยุทธศาสตร์ และเทคโนโลยีการศึกษา – รศ.ดร.ธนศักดิ์ สายจำปา กำกับดูแลหน่วยงานสำนักเทคโนโลยีการศึกษา กองแผนงาน ศูนย์สารสนเทศ และศูนย์บริการร่วมแบบครบวงจร

    7.ฝ่ายวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และวิเทศสัมพันธ์ – ผศ.ดร.ทรงลักษณ์ สกุลวิจิตร์สินธุ กำกับดูแลหน่วยงานสถาบันวิจัยและพัฒนา สำนักบรรณสารสนเทศ สำนักคอมพิวเตอร์ สถานวิจัยสถาบันและสารสนเทศ และสถานวิเทศสัมพันธ์ และสถานอุทยานการศึกษารัชมังคลาภิเษก (บริหารทั่วไปและการจัดกิจกรรม)

                  มสธ.แต่งตั้ง รศ.ดร.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ รักษาการอธิการบดี

    8.ฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัย – ผศ.ดร.อัคเดช มโนลีหกุล กำกับดูแลหน่วยงานสำนักงานสภามหาวิทยาลัย

    ทั้งนี้ คณะผู้บริหารชุดใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และคาดว่าจะมีการประกาศนโยบายและทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยในระยะต่อไปในเร็ว ๆ นี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640809&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tb6K2CsDOPWkL_KHN3y2A

  • ไทยต้องรู้อะไรบ้าง? เมื่อจีนเข้าสู่ยุค“สามเศรษฐกิจใหม่”จากโรงงานสินค้าของโลก สู่“เศรษฐกิจนวัตกรรม”

    ไทยต้องรู้อะไรบ้าง? เมื่อจีนเข้าสู่ยุค“สามเศรษฐกิจใหม่”จากโรงงานสินค้าของโลก สู่“เศรษฐกิจนวัตกรรม”

    ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวจากปัจจัยดอกเบี้ยสูงและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์“จีน” กลับกำลังขยับไปอีกขั้น สู่ยุคที่เรียกว่า “สามเศรษฐกิจใหม่ (Three New Economies)” หรือในภาษาจีนว่า 三新经济 ซึ่งกำลังกลายเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ของประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่ 

    สํานักงานส่งเสริมการค้าของไทยในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ รายงานอ้างอิงข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ที่ระบุว่า เมื่อปี 2567 เศรษฐกิจใหม่ดังกล่าวของจีน มีมูลค่ากว่า 22.35 ล้านล้านหยวนขยายตัว 6.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ GDP ของประเทศโตเฉลี่ยเพียง ราว 5% หมายความว่า “เศรษฐกิจใหม่” กำลังโตเร็วกว่าทั้งระบบ และกำลังกลืนพื้นที่ของเศรษฐกิจแบบเก่าอย่างเงียบ ๆ

    “สามเศรษฐกิจใหม่” ของจีน คืออะไร? 

    ในรายงานชุดเดียวกัน ยังอธิบายว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่คำแฟนซีของรัฐบาลจีน แต่คือการจัดหมวดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจาก เทคโนโลยี, พฤติกรรมผู้บริโภค, และรูปแบบธุรกิจยุคดิจิทัลโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนอนาคตจีน ได้แก่ 

    1. อุตสาหกรรมใหม่ (New Industries) เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานสะอาด, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Big Data – อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและตอบโจทย์โลกสีเขียว
    2. รูปแบบธุรกิจใหม่ (New Business Models) เช่น การขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ, ไลฟ์คอมเมิร์ซ, และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจีนกว่า 1,400 ล้านคน ให้เชื่อมต่อเศรษฐกิจได้ตลอด 24 ชั่วโมง
    3. รูปแบบการดำเนินงานใหม่ (New Operations) การนำระบบอัตโนมัติ, Cloud Computing และ Algorithm มาช่วยบริหารจัดการองค์กร ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างธุรกิจที่ “ฉลาด” กว่าเดิม

    จีนกำลังเปลี่ยนจาก โรงงานโลก สู่ “เศรษฐกิจสมองโลก”

    สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเติบโตของตัวเลข แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบของจีน จากประเทศที่เคยผลิตสินค้าราคาถูกให้โลก กลายเป็นประเทศที่ผลิตนวัตกรรม เทคโนโลยี และบริการที่มีมูลค่าสูง

    ซึ่งนักวิจัยจีนชี้ว่า “สามเศรษฐกิจใหม่” ทำให้ระบบเศรษฐกิจของจีนยืดหยุ่นขึ้น ตอบสนองผู้บริโภคได้แม่นยำขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ของจีนในการบรรลุ Carbon Neutrality และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ “ยั่งยืน” ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้ เมื่อเศรษฐกิจจีนหมุนไปทางเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ถูกวิเคราะห์ต่อว่า หลังจากนี้ ห่วงโซ่การผลิตของโลกก็ต้องหมุนตาม ไม่ว่าจะเป็น …

    • การแข่งขันด้านเทคโนโลยีจะรุนแรงขึ้น โดยสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น ต่างเร่งพัฒนา AI และพลังงานสะอาด เพื่อไม่ให้จีนครองอิทธิพลทางเทคโนโลยีมากเกินไป
    • มาตรฐานสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นเงื่อนไขการค้าใหม่ เพราะจีนตั้งเป้า “คาร์บอนเป็นศูนย์” การค้าระหว่างประเทศในอนาคตจะไม่ใช่เรื่อง “ราคาถูก” อีกต่อไป แต่คือเรื่อง “สินค้าที่สะอาดและยั่งยืน”
    • โอกาสของผู้ผลิตที่พร้อมปรับตัว ซึ่งประเทศที่สามารถส่งมอบสินค้าที่มีเทคโนโลยีหรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้จะกลายเป็นคู่ค้าคนสำคัญในห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ของโลก

    ผลกระทบและโอกาสของไทย

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจใหม่ของจีนอาจเป็นได้ทั้ง“สัญญาณเตือน” และ “โอกาสทอง” ของไทยเช่นกัน สํานักงานส่งเสริมการค้าของไทยในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ชี้ว่า สำหรับความเสี่ยงที่ไทยต้องรู้ คือ …

    • หากไทยยังพึ่งแรงงานราคาถูก หรือการผลิตแบบเดิม จะสูญเสียความสามารถแข่งขันในตลาดจีนที่เปลี่ยนเร็ว
    • ผู้บริโภคจีนยุคใหม่เลือกสินค้าที่ “คุณภาพ-เทคโนโลยี-เรื่องราว” มากกว่าราคา แบรนด์ไทยที่ไม่มีจุดขายชัดเจนอาจถูกกลืนหาย
    • การค้ากับจีนในอนาคตจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Green Trade)

    ส่วนโอกาสที่ควรคว้าไว้ ได้แก่ …

    • สินค้าอาหารสุขภาพและความงามของไทย ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพของคนจีน
    • Soft Power ไทย สามารถผสานเข้ากับการตลาดดิจิทัลของจีน เช่น Douyin, Xiaohongshu, JD.com
    • การใช้ระบบ Cross-border E-commerce (CBEC) ช่วยให้แบรนด์ไทยเข้าถึงตลาดจีนโดยตรง ลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสขยายตลาด

    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ยังแนะนำให้ผู้ประกอบการไทย เร่งพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรม จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในจีน และเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเมืองเศรษฐกิจหลักของจีน เพื่อสร้างการรับรู้ระยะยาว เพราะหากอีก 5 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่อยู่ในแพลตฟอร์มจีนเราอาจถูกทิ้งไว้ในโลกยุคดิจิทัลอย่างถาวร

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2887478&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-Vw08rvyA3pHA6Zs-YB7P

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 10.33 น.

    กลยุทธ์ : ระวังแรงเทขายที่ $4,000
    แนวรับ : $3,945  หรือ  60,900 บาท
    แนวต้าน : $4,000  หรือ  61,500 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำไทยเช้านี้แตะ 61,000 บาท หลังพุ่งจากแถว 58,000 บาท ภายในไม่กี่สัปดาห์

    ตัวเร่งหลักวิกฤตชัตดาวน์สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ + กระแสลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย

    ทิศทางเฟด ยังเป็นปัจจัยชี้นำสำคัญของราคาโลก (ตลาดจับตาการ ลดดอกเบี้ยเดือนตุลาคม)

    ค่าเงินบาทแข็งที่ ~32.5 ต่อดอลลาร์ ขณะที่ ดอลลาร์แข็งระยะสั้น แต่คาดอ่อนกลับ

    ภูมิรัฐศาสตร์ยังตึงเครียด หนุนความต้องการทองคำ

    มุมมองปีหน้าเศรษฐกิจนอกสหรัฐฯ เริ่มกระเตื้อง ทำให้ดอลลาร์ไม่น่าสนใจเท่าเดิม เอื้อทองคำ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    การขึ้นเร็วของราคาทองคำไทยสะท้อนแรงซื้อเข้มข้น แต่ยิ่งต้องระวังการ พักฐาน/ย่อแรง

    ถ้า “กระแสข่าวการเมือง/ชัตดาวน์” เริ่มซา ราคามีโอกาส ย่อตัว

    เฟด คือแกนกลางใกล้รอบ “ลดดอกเบี้ย” มักเห็นแรงขายทำกำไรล่วงหน้า

    สัญญาณเตือน เมื่อลงทุนรายย่อยแห่เข้ามากันมากๆ มักเป็นสัญญาณพักตัวระยะสั้น

    มุมมองปีหน้าเชิงโครงสร้างยังขาขึ้น จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์มีโอกาสทดสอบ $4,000

    อย่างไรก็ดี อย่ามองโลกสวยเกินไป ช่วงปลายปี-ต้นปีมีหลายปัจจัยผันผวน ต้องประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง

    กลยุทธ์ :

    .

    ระยะสั้น (เทรด/เทรดดิ้ง)

    • แนวต้าน-โซนขายทำกำไร ใกล้ $4,000 และแถว 60,500-61,000 บาท
    • เลี่ยงไล่ราคาเมื่อยืดตัวแรง ให้รอ “ย่อแล้วค่อยทยอยรับ” มากกว่า
    • จับตาก่อน/ใกล้ประกาศลดดอกเบี้ยเฟด (ปลาย ต.ค.) มีโอกาสเกิดแรงเทขายหน้าข่าว

    ระยะกลาง

    • ใช้แผน “ทยอยขายเป็นชั้น ๆ (scale-out)” เมื่อเข้าใกล้ $4,000 / 61,000 บาท
    • รอรับเมื่อย่อตัวตามจังหวะข่าวซาโดยคุมขนาดสถานะ (position size) ไม่ให้ใหญ่เกินไป
    • บริหารความเสี่ยงค่าเงินบาทที่ ~32.5 ทำให้ราคาทองในประเทศอ่อนไหวต่อ USD/THB

    สะสมระยะยาว / ลงทุน

    • ใช้ DCA แบบมีวินัย รอจังหวะย่อ ไม่ทุ่มไม้เดียว
    • ตั้งจุดตัดขาดทุน (stop) และ เป้ากำไร ชัดเจน, หลีกเลี่ยงเลเวอเรจ
    • กระจายความเสี่ยง รักษา เงินสดสำรอง เพื่อรับความผันผวน

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-7-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O95Yf3SuqdHMJbrf4aq8j

  • ภราดรไม่กังวลถูกร้องโยกงบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท ใช้ทำ ‘คนละครึ่งพลัส’

    ภราดรไม่กังวลถูกร้องโยกงบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท ใช้ทำ ‘คนละครึ่งพลัส’

    วันนี้ (7 ตุลาคม) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยถึงกรณีถูกวิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการใช้งบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท มาใช้ในโครงการ คนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นงบที่ควรจะใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ว่า งบกลางเป็นส่วนที่รัฐบาลตั้งไว้ในแต่ละปี โดยรัฐบาลก่อน ได้แยกส่วนเอาไว้ 25,000 ล้านบาท เพื่อเอามากระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ซึ่งโครงการคนละครึ่ง ต้องใช้เงินทั้งสิ้น 44,000 ล้านบาท มีอยู่ในส่วนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท ทำให้ยังขาดอยู่อีก 19,000 ล้านบาท จึงต้องไปหยิบมาจากงบกลาง ที่ตั้งไว้ทั้งหมด 99,000 ล้านบาท

    ภราดรยอมรับว่า รัฐบาลนี้ไม่ใช่ผู้ตั้งงบประมาณ เป็นผู้ที่ใช้งบประมาณจากที่รัฐบาลเดิมตั้งไว้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาช่องทางมาเติมเต็มเพื่อให้นโยบายสมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศนโยบายว่า จะต่อสู้กับ 4 ภัย ซึ่งมีด้านเศรษฐกิจก็เป็นหนึ่งในนั้น จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ใช้งบกลางมาเติมในส่วนนี้ได้

    ส่วนจะกระทบหรือไม่หากในอนาคตเกิดความจำเป็นเร่งด่วน ภราดรกล่าวว่า ในปีงบประมาณปกติ รัฐบาลได้ดูแล้วว่างบประมาณในการเยียวยาประชาชนอยู่ที่ประมาณ 20,000- 30,000 ล้านบาท จึงยังมีพื้นที่พอที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ส่วนหากมีการร้องเรียนในการใช้งบกลางส่วนนี้กังวลหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า งบกลางเขียนไว้ชัดเจนว่าสามารถใช้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ สามารถเรียกได้ว่า ฉุกเฉิน จำเป็น และเร่งด่วน

    ส่วนวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาทที่จะใช้ ได้ประมาณการไว้หรือไม่ว่าจะสร้างการหมุนเวียนไว้เท่าไร ภราดรกล่าวว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประเมินว่าในช่วงไตรมาสสุดท้าย สามารถขยับตัวเลข GDPได้ 0.3-0.4%

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/19-billion-stimulus-fund-defended/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw096AQh29Rk6oLtF3j7cSnN

  • เกาะติดครม.เคาะ “คนละครึ่งพลัส”-ตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    เกาะติดครม.เคาะ “คนละครึ่งพลัส”-ตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    จับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นั่งเป็นประธานการประชุม โดยวันนี้มีวาระที่น่าสนใจคือ การพิจารณางบกลางที่จะนำไปใช้สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอที่ประชุมครม. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน โดยจะใช้เม็ดเงินจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวม 44,000 ล้านบาท คาดว่าเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ วันที่ 20-26 ต.ค. 68 ขณะที่ร้านค้าลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 68 โดยสามารถลงทะเบียนได้จนกว่าจะจบโครงการ และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 29 ต.ค. จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 68

    นอกจากนี้ คาดว่าจะมีวาระพิจารณาเรื่องแผนบูรณาการ ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายงานให้รองนายกรัฐมนตรี ไปบูรณาการงานในด้านต่าง ๆ

    วาระพิจารณาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

    – กระทรวงพลังงาน เสนอร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่า ด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Enhanced Memorandum of Understanding on ASEAN Power Grid) และร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security)

    – สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แจ้งว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้จัดทำคำชี้แจง ในคดีหมายเลขดำที่ 1896/2568 ระหว่าง นายธนพร ศรียากูล ผู้ฟ้องคดี กับคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ในคดีเกี่ยวกับการอนุมัติรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ประจำปีการศึกษา 2568-2569 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยสภาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, เสนอร่างพระราชกฤษฎีกา ปิดประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1, แนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ ในการเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

    และการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535145&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wYRGg7WoedspsYxgkgcM0

  • ‘ภราดร’ ยัน งบกลางฯ 1.9 หมื่นล้าน ใช้ทำ ‘คนละครึ่งพลัส’ เหตุรัฐบาลอิ๊งค์ ตั้งไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ‘ภราดร’ ยัน งบกลางฯ 1.9 หมื่นล้าน ใช้ทำ ‘คนละครึ่งพลัส’ เหตุรัฐบาลอิ๊งค์ ตั้งไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ

    7 ต.ค. 2568-  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงกรณีถูกวิจารณ์ความเหมาะสมในการใช้งบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท มาใช้ใน โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นงบที่ควรจะใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนว่า งบกลางเป็นส่วนที่รัฐบาลตั้งไว้ในแต่ละปี ในส่วนรัฐบาลก่อนได้แยกส่วนเอาไว้ 25,000 ล้านบาท เพื่อเอามากระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ซึ่งโครงการคนละครึ่งต้องใช้เงินทั้งสิ้น 44,000 ล้านบาท มีอยู่ในส่วนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท ทำให้ยังขาดอยู่อีก 19,000 ล้านบาท จึงต้องไปหยิบมาจากงบกลางที่ตั้งไว้ทั้งหมด 99,000 ล้านบาท ยอมรับว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่ผู้ตั้งงบประมาณ เป็นผู้ที่ใช้งบประมาณจากที่รัฐบาลเดิมตั้งไว้ ดังนั้น การทำนโยบายมีความจำเป็นที่จะต้องหาช่องทางมาเติมเต็มเพื่อให้นโยบายสมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศนโยบายว่า จะต่อสู้กับ 4 ภัย ซึ่งเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในนั้น ถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน จึงใช้งบกลางมาเติมในส่วนนี้ได้

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบหรือไม่ หากในอนาคตเกิดความจำเป็นเร่งด่วน นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลได้ดูแล้วว่างบประมาณในการเยียวยาประชาชนนั้นในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 20,000 ถึง 30,000 ล้านบาท จึงยังมีพื้นที่พอที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อถามว่า หากมีการร้องเรียนในการใช้งบกลางส่วนนี้กังวลหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า งบกลางเขียนไว้ชัดเจนว่าสามารถใช้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ สามารถเรียกได้ว่ามันฉุกเฉิน จำเป็น และเร่งด่วน 

    เมื่อถามว่า วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาทที่จะใช้ได้ประมาณการณ์ไว้หรือไม่ว่า จะสร้างการหมุนเวียนไว้เท่าไร นายภราดร กล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ประเมินว่าในช่วงไตรมาสสุดท้าย สามารถขยับตัวเลขจีดีพีได้ 0.3-0.4 เปอร์เซ็นต์. 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/874595/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_mCPlKAG_iRRU2LfcygLy

  • HSH สหรัฐฯ ชัตดาวน์ครั้งใหม่ สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก หนุนราคา ‘ทองคำ’ พุ่งแตะ 4,000 ดอลลาร์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    HSH สหรัฐฯ ชัตดาวน์ครั้งใหม่ สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก หนุนราคา ‘ทองคำ’ พุ่งแตะ 4,000 ดอลลาร์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ (7 ตุลาคม 2568) – รัฐบาลสหรัฐฯ ประสบภาวะชัตดาวน์ ฉุดความเชื่อมั่น ส่งผลเศรษฐกิจโลกสั่นคลอน ดันทองคำทะลุแนวต้าน $3,900 ต่อออนซ์ และกรอบบาทละ 60,000 บาท

    ปี 2025 ราคาทองโลกพุ่งแรงกว่า 1,350 ดอลลาร์ หรือราว 51% ทำจุดสูงสุดที่ 3,977.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศแตะจุดสูงสุดที่ 61,000 บาทต่อบาททองคำ (ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.16 น.) ยืนยันบทบาท “ทองคำ” ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลก

    ‘สหรัฐฯ ชัตดาวน์ – ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์’ ปัจจัยเร่งทองคำ

    ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และตะวันออกกลางยังเป็นฉนวนเสี่ยง แต่แรงส่งรอบล่าสุดมาจาก ‘วิกฤติการเมืองสหรัฐฯ’ หลังสภาคองเกรสไม่ผ่านงบประมาณ จนทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” (Government Shutdown) ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งฉุดความเชื่อมั่นตลาด กดดันดอลลาร์สหรัฐฯ และหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ราคาทองจึงทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งในช่วงเริ่มชัตดาวน์ ขณะที่นักลงทุนต่างคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น สืบเนื่องจากสภาพแวดล้อมและข้อมูลทางเศรษฐกิจล่าช้าหรือเลื่อนประกาศออกไป เพราะหน่วยงานรัฐปิดทำการ

    ทั้งนี้ ต้นตอของภาวะชัตดาวน์ เกิดจากความล่าช้าในการผ่าน Continuing Resolution (CR) สะท้อนความแตกแยกเชิงโครงสร้างทางการเมืองสหรัฐฯ ฝั่งเดโมแครตยืนยันผูกงบฯ กับการขยายเงินอุดหนุนเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้ ACA เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อย ขณะที่รีพับลิกัน (นำโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร ไมค์ จอห์นสัน) ต้องการผลักดันงบชั่วคราวถึง 21 พฤศจิกายน 68 โดยไม่พ่วงนโยบายอื่น และแยกถกเรื่องสาธารณสุขต่างหาก

    การปิดหน่วยงานรัฐทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางราว 750,000 – 850,000 คน ต้องถูกพักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์/วัน) ส่วนเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC) และสำนักงานความปลอดภัยการขนส่ง (TSA) ยังต้องทำงานต่อไปโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ขณะเดียวกัน ข้อมูลสำคัญจากสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ทั้งตัวเลขการจ้างงานรายเดือนและอัตราเงินเฟ้อ ก็อาจถูกเผยแพร่ล่าช้าออกไป ส่งผลให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบายมองภาพไม่ชัดเจน และทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินสูงขึ้น ซึ่งเอื้อต่อสินทรัพย์หลบภัยอย่างทองคำ

    ยิ่งชัตดาวน์ยืดเยื้อ ทองคำยิ่งทรงตัวแข็งแกร่ง

    ความน่าจะเป็นล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อกินเวลาโดยเฉลี่ยราว 11 วัน ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนมากเชื่อว่ามีโอกาสสูงถึง 67% ที่รัฐบาลจะกลับมาเปิดทำการหลังวันที่ 15 ตุลาคม 68 โดยมีการประเมินความน่าจะเป็น ดังต่อไปนี้
    – รัฐบาลสามารถเจรจาหาทางออก โดยใช้เวลา 4 – 9 วัน               ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 4%

    – รัฐบาลสามารถเจรจาหาทางออก โดยใช้เวลา 10 – 29 วัน             ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 66%

    – รัฐบาลสามารถเจรจาหาทางออก โดยใช้เวลามากกว่า 30 วัน         ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 27%

    ทองคำ – หุ้น’ พาเหรดนิวไฮ ไม่ใช่เรื่องปกติ

    ขณะที่ข้อมูลจาก Forbes สะท้อนภาพ ‘ความผิดปกติแต่เกิดขึ้นจริง’ ในปี 2024 – 2025 เมื่อทองคำและหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดพร้อมกันหลายครั้ง ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก เพราะทองคำมักพุ่งขึ้นเมื่อความเสี่ยงเพิ่ม แต่หุ้นมักพุ่งขึ้นเมื่อตลาดมีความเชื่อมั่น หรือมีความชัดเจน

    โดยในปี 2025 เกิดเหตุการณ์ที่ทองคำและหุ้นทำจุดสูงสุดในวันเดียวกันแล้ว 6 ครั้ง และเมื่อปี 2024 เกิดขึ้นถึง 10 ครั้ง ขณะที่ตลอดช่วงปี 1970 – 2023 เกิดเพียง “สองครั้ง” เท่านั้น (ในปี 1972) ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ความแปลกตาทางสถิติในรอบครึ่งศตวรรษ และเข้ากับบรรยากาศความไม่แน่นอนล่าสุดจากภาวะชัตดาวน์ที่เกื้อหนุนฝั่งทองคำ

    การที่สินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ปรับขึ้นพร้อมกัน จึงสะท้อนปัจจัยขับเคลื่อนหลายประการที่สอดคล้องกัน ตั้งแต่ ดอลลาร์อ่อนค่าลง ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและนโยบาย รวมทั้งการที่นักลงทุนกระจายความเสี่ยงพร้อมกันทั้งฝั่งเสี่ยงและฝั่งหลบภัย

    คาดทองคำตอบรับภาวะชัตดาวน์ ‘อย่างแข็งแกร่ง’

    ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูราคาทองกับภาวะชัตดาวน์สมัยทรัมป์ 1 จะพบว่า

    • ครั้งที่ 1: วันเสาร์ที่ 20 – วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2018 (3 วัน) หลังจากเปิดทำการ 1 สัปดาห์ ราคาทองโลกปรับตัวขึ้น +8 ดอลลาร์
    • ครั้งที่ 2: วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2018 (ภายในวัน) หลังจากเปิดทำการ 1 สัปดาห์ ราคาทองโลกปรับตัวขึ้น +28.1 ดอลลาร์
    • ครั้งที่ 3: วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2018 – วันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2019 (35 วัน) ราคาทองในช่วง 35 วัน ปรับเพิ่มขึ้น +25.3 ดอลลาร์ (จาก 1,255.3 ดอลลาร์ สู่ 1,280.8 ดอลลาร์) และหลังจากเปิดทำการ 1 สัปดาห์ ราคาทองโลกปรับตัวขึ้น +36.4 ดอลลาร์

    ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า จากข้อมูลทางสถิติ ภาวะชัตดาวน์ครั้งที่ 1 และ 2 กินระยะเวลาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ และเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งแตกต่างกับครั้งที่ 3 ที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 35 วัน ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะชัตดาวน์ ราคาทองอาจปรับตัวลงได้ยาก ในทางกลับกัน แม้รัฐบาลจะสามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณได้ ราคาทองก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ เพราะนักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น แนวโน้มที่ราคาทองคำจะอยู่เหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือทองคำแท่งในประเทศบาทละ 61,500 บาทขึ้นไป มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง

    ข้อมูลอ้างอิง:

    • CNBC
    • Forbes

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/07/584348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rC7q0CHqSRM25QWaHX1Of