Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ เดินหน้ายุทธศาสตร์  มุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ เดินหน้ายุทธศาสตร์ มุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ เดินหน้ายุทธศาสตร์ มุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

    Tag :

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ประกาศแนวทางการทำงานและทิศทางนโยบายสำคัญภายหลังผู้ว่าการ ธปท. เข้ารับตำแหน่ง โดยย้ำว่าจะสานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลางในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว พร้อมดำเนินนโยบายภายใต้กรอบกฎหมายด้วยความเป็นอิสระ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ธปท. จะให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งการดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน ป้องกันภาวะเงินฝืด และผลักดันให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง ขณะเดียวกันจะรักษาความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินให้มีความเข้มแข็งและสามารถให้บริการแก่ลูกหนี้ ประชาชน และภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต นอกจากนี้ ธปท. ยังมุ่งพัฒนาระบบการชำระเงินให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย รวดเร็ว และมีต้นทุนที่เหมาะสม รองรับความต้องการของภาคประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ

    ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ธปท. จะให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ พร้อมทั้งสนับสนุนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ เพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
    สำหรับทิศทางนโยบายสำคัญในระยะต่อไป ธปท. จะสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงินให้พร้อมรับกับกระแสโลกใหม่ ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม โดยจะเดินหน้าโครงการ Your Data การพัฒนาระบบ Digital Payment ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินได้ครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนการจัดตั้ง Virtual Bank เพื่อเพิ่มทางเลือกและการแข่งขันในระบบการเงิน

    ขณะเดียวกัน ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำมาประกอบการตัดสินนโยบาย พร้อมพัฒนาการสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงออกนโยบายช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การแก้ปัญหาหนี้กลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสมผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing: RBP) และการทบทวนค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินให้เป็นธรรมและเหมาะสมมากขึ้น
    ธปท. เชื่อว่าการดำเนินงานตามพันธกิจดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างสมดุล เข้าสู่ศักยภาพเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนและประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน

    -032
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/920207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xZPojTLUNwvI8_6iKwtwq

  • ขุดลอก ‘เวียงหนองหล่ม’ จ.เชียงราย หวั่น! ส่งผลกระทบธรรมชาติมากกว่าผลดี

    ขุดลอก ‘เวียงหนองหล่ม’ จ.เชียงราย หวั่น! ส่งผลกระทบธรรมชาติมากกว่าผลดี

    เวียงหนองหล่ม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คือหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญ และมีความหลากหลายของระบบนิเวศ ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ ของกรมชลประทาน และเป็นหนึ่งในโครงการที่กำลังพูดถึงอย่างมากในมุมมองของนักอนุรักษ์ ที่มองว่ามีผลกระทบกับระบบนิเวศ มากกว่าผลดี

    สำหรับแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ปี พ.ศ. 2566 ถึง 2570 จังหวัดเชียงรายได้รับอนุมัติโครงการจำนวน 65 โครงการ วงเงิน 3,880.85 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นแผนพัฒนาเวียงหนองหล่ม 5 ด้าน ได้แก่ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยวและโบราณคดี และด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต

    โดยหากโครงการแล้วเสร็จ เวียงหนองหล่ม จะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากภาคการเกษตรถึง 49,792 ไร่ สามารถเพิ่มความจุเก็บกักน้ำเพิ่มเป็น 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำที่ผันเข้าพื้นที่กว่า 35.00 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และประชาชนได้รับประโยชน์ 14,531 ครอบครัว สามารถลดความเสียหายจากพื้นที่น้ำท่วมได้ถึง 13,300 ไร่

    Dredging-of-Wiang Nong Lom-in-Chiang Rai-SPACEBAR-Photo01.jpg

    นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ มองว่า การขุดลอกเป็นความคิดที่มีมานาน ซึ่งปัจจุบันก็เห็นชัดเจนว่าแนวคิดในการพัฒนาเวียงหนองหล่ม  ที่เกิดขึ้นจากงบประมาณกว่า  3,800 ล้านบาท มองว่าเป็นการทำลายระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญมากกว่าการพัฒนาเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีการศึกษาความสำคัญของพื้นที่อย่างจริงจัง เพราะหากมีการขุดลอกแล้วมีผลกระทบที่ตามมามากมายทั้งเรื่องระบบนิเวศเพราะพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของพืช สัตว์

    Dredging-of-Wiang Nong Lom-in-Chiang Rai-SPACEBAR-Photo04.jpg

    “โดยส่วนตัวได้ติดตามการพัฒนาเวียงหนองหล่มมา 10 กว่าปี เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการพัฒนาเพื่อจะให้มีแหล่งน้ำใช้เพียงพอต่อการเกษตร หลายสิ่งหลายอย่างที่กรมชลประทานอ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น และน่ากลัวมาก คือทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความสำคัญในเรื่องของพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเฉพาะเวียงหนองหล่ม”

    “ล่าสุดโครงการคืบหน้าไปมากแล้ว และพื้นที่เวียงหนองหล่มก็ถูกทำลายหมดแล้วเช่นกัน ระบบนิเวศต่างๆ ที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นไม่เหลืออะไรแล้ว ยกตัวอย่างเรื่องการขุดลอกเห็นชัดเจนพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่เคยเลี้ยงควายมากหลายพันตัว แต่หนึ่งการพัฒนาขุดลอก ควายลงหากินไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านบริเวณนั้นต้องทยอยขายควาย เพราะไม่มีแหล่งหญ้าธรรมชาติ จะทำให้ควายมีสภาพผอมโซและขายไม่ได้ราคา”

    ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ พื้นที่ชุมน้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยสัตว์ห่วงโซ่อาหารที่สำคัญก็หายไปหมด รวมถึงนกก็หายไปหมดสิ่งสำคัญการพัฒนาแบบนี้เป็นความคิดที่ไม่ได้แบ่งให้เห็นความสำคัญของพื้นที่นี้มีความสำคัญอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นเรื่องใหญ่มากแต่ชลประทานไม่เคยสนใจคิดว่าอยากได้น้ำ  ใช้เป็นมีพื้นที่จัดเก็บน้ำมากขึ้นแค่นั้นแต่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญมากกว่าพื้นที่กักเก็บน้ำ

    ด้าน นพ.รังสฤษฏ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา นักอนุรักษ์และเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ส่วนตัวลงพื้นที่เวียงหนองหล่ม มาเกือบ 30 ปี ทำการสำรวจนกอย่างน้อยที่สุดปีละครั้งขึ้นไป เพื่อติดตามประชากรของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงคาย) และเวียงหนองหล่ม ที่เป็นพื้นที่ติดกัน มีต้นไม้คล้ายเป็นป่าโกงกางน้ำจืด เรียกว่า ‘ต้นอั้น’ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่อยู่ในน้ำได้ ช่วงน้ำท่วมอยู่ใต้น้ำไม่ตาย เป็นระบบนิเวศที่ไม่มีที่อื่น

    Dredging-of-Wiang Nong Lom-in-Chiang Rai-SPACEBAR-Photo05.jpg

    นพ.รังสฤษฏ์ กล่าวว่า เวียงหนองหล่ม ถ้ามองไกลๆ จะเป็นทุ่งหญ้า แต่เมื่อเดินไปสำรวจ จะกลายเป็นแผ่นดินที่ยุบลงไปได้ เหมือนเดินบนเยลลี่ ข้างล่างเป็นน้ำ แต่มีชั้นของพืชน้ำที่แน่นหนาที่ทับถมมาหลายปี ระบบนิเวศตรงนี้ไม่มีที่อื่น บริเวณนี้จะมีนกที่หายากมากหลายชนิด ‘นกแสกทุ่งหญ้า’ ค้นพบครั้งแรกที่นี่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ไม่เคยเจอที่อื่นมาก่อนในเมืองไทย เจอทำรังและวางไข่

    นอกจากนั้นเวียงหนองหล่ม ยังเป็นจุดที่น่าตื่นเต้นมากเป็นที่รวมฝูง ‘นกเหยี่ยวทุ่ง’ ซึ่งเหยี่ยวทุ่งมีหลายชนิด เช่น เหยี่ยวด่างดำขาว ยูเรเซีย เหยี่ยวทุ่งตะวันออก เหยี่ยวทุ่งตะวันตก ซึ่งรวมฝูงหลายร้อยตัวเก็บข้อมูลมาเป็น 20 ปี บางปีก็เพิ่มขึ้นหรือบางปีก็ลดลง

    “แค่การพลิกดินไม่มีแร่ธาตุขึ้นมากลบดินที่อุดมสมบูรณ์ แค่ไปถามเด็กนักเรียนที่ไหนระบบนิเวศเปลี่ยนหรือไม่ สร้างปัญหาหรือไม่ พืชหายหรือไม่ เด็กหรือใครไปดูไม่น่ายาก น่าจะเห็นได้อย่างชัดเจนกระทบหรือไม่กระทบ ส่วนตัวมองว่าพูดมาได้อย่างไร”

    นพ.รังสฤษฏ์ กล่าวต่อว่า การฟื้นตัวอาจมีการฟื้นตัวระดับหนึ่ง อาจต้องใช้เวลา 4-5 ปี แต่ระบบนิเวศจะไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่ระบบนิเวศอันเดิม พืชน้ำบางชนิด เช่น ‘ต้นอั้น’ หรือหลายอย่างจะไม่ฟื้นแล้ว หรือ ควายในปางควายก็ลงไม่ได้ เพราะน้ำลึกไม่เหลือสภาพเดิม

    ‘เหยี่ยวทุ่ง’ เป็นสมบัติล้ำค่า เป็นนกน้ำอพยพไม่ได้อยู่ทั้งปีที่เคยมีหลายร้อยตัว เหลือไม่ถึง 10 ตัว บริเวณหนองบงคาย และเวียงหนองหล่ม เป็นจุดอพยพของนก ในช่วงฤดูหนาวเป็นจุดที่พบนกที่ไม่พบในที่อื่นของประเทศไทย หรือเป็นจุดที่พบนกชนิดใหม่ๆ ของประเทศไทย

    “ก่อนจะทำการขุดลอกหรือพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา ซึ่งเป็นวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ การขุดลอกต้องมีวิศวกรเฉพาะทาง ระบบนิเวศก็มีความเฉพาะจะทำอะไรในพื้นที่ธรรมชาติ ต้องรับฟังด้วยไม่ได้มองเฉพาะในมุมวิศวกรรมอย่างเดียว

    ถ้าสร้างผลกระทบ ถ้าไม่รู้เรื่องหรือรู้เรื่องน้อย และสร้างผลกระทบจะเสียหายร้ายแรงและถาวร หน่วยงานรัฐที่ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือประชาพิจารณ์ ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่ศึกษาเพื่อให้โครงการผ่านมา เหมือนมีธงว่า จะทำอะไรก็แล้วแต่ หรือประชาพิจารณ์ที่ทำแบบลวกๆ หรือทำเพราะกฎหมายสั่งให้ทำและไม่ได้ทำเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจริงๆ ในการทำทุกอย่างให้กับสังคมหรือประชาชน

    เพราะระบบนิเวศหลายอย่างไม่สามารถกลับคืนได้ และมีคุณค่ามหาศาล ซึ่งอาจสร้างผลกระทบมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งกรมชลประทานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ฟังเสียง ‘เวียงหนองหล่ม’ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นของการพัฒนาโครงการต่างๆ” นพ.รังสฤษฏ์กล่าว

    Dredging-of-Wiang Nong Lom-in-Chiang Rai-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

    ล่าสุด กรมชลประทาน ได้เปิดเผยข้อมูลว่า โครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม พร้อมอาคารประกอบ ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่หนองน้ำธรรมชาติที่มีสภาพตื้นเขินและมีวัชพืชปกคลุม ทำให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชุมชน

    วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบกรอบแผนพัฒนาอนุรักษ์ฟื้นฟูกว๊านพะเยา และเวียงหนองหล่ม โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้แก่ประชาชน มีการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น (Reconnaissance Study Report) จากการศึกษาได้ตรวจสอบระเบียบที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า โครงการนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองอื่นๆ ตามกฎหมาย ที่สำคัญมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ก่อนดำเนินการ มีการแบ่งพื้นที่ดำเนินการเป็น 2 โซน ได้แก่

    -โซนอนุรักษ์ : เป็นพื้นที่ที่ประชาชนในพื้นที่ขอให้มีการอนุรักษ์ เช่น ป่าโกงกางน้ำจืด ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

    -โซนพัฒนาแหล่งน้ำ : จะมีการขุดลอกตะกอนดินและก่อสร้างอาคารระบายน้ำ ฝายทดน้ำ และระบบส่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำ

    กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าโครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม เป็นโครงการที่มีการพัฒนาและอนุรักษ์แหล่งน้ำ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อให้การเก็บกักน้ำและการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำดังกล่าว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำลายหรือกระทบต่อระบบนิเวศ

    ขณะที่พื้นที่เวียงหนองหล่ม นั้นมีลักษณะเป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ครอบคลุม 2 อำเภอ 4 ตำบล มีพื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ เดิมมีความจุเก็บกักประมาณ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร มีสภาพตื้นเขิน มีตะกอนตกจม และวัชพืชปกคลุมมาก ทำให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จังหวัดเชียงรายจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม

    โครงการพัฒนาเวียงหนองหล่ม พร้อมอาคารประกอบ ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและพื้นที่สีเขียว ดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน พร้อมก่อสร้างอาคารระบายน้ำ ฝายทดน้ำ และระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ

    Dredging-of-Wiang Nong Lom-in-Chiang Rai-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/dredging-of-wiang-nong-lom-in-chiang-rai-province-has-more-negative-impacts-on-nature-than-positive-effects&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jlDPImhBu9cqTvwqhCxOi

  • ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    คอนเสิร์ตระดับโลก “Jackson Wang” ตอกย้ำศักยภาพไทย จุดพลุ “ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์” ดึงแฟนคลับกำลังซื้อสูงกว่า 2.4 หมื่นคน! ชี้ทางรอดใหม่รีบูตท่องเที่ยวไทย

    ทางรอดการท่องเที่ยวไทย: จุดพลุ “ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์” ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมด้วยคอนเสิร์ตระดับโลก

    แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดใจ แต่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับสัญญาณน่ากังวล โดยมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ชี้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อาจหดตัวลงถึง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางกับประเทศคู่แข่งในเอเชีย ทั้งมาเก๊า ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่ฟื้นตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่งหลังโควิด โดยใช้กลยุทธ์สำคัญคือ การจัดกิจกรรมและไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง
     

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    ด้วยเหตุนี้ ภาคการท่องเที่ยวไทยจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ หรือที่เรียกว่า “รีบูต” โดยเน้นการผลักดันประเทศให้เป็น ศูนย์กลางไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์และ MICE เพื่อดึงดูดนักเดินทางกลุ่มพรีเมียมที่มีคุณภาพ และฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    Jackson Wang ตอกย้ำศักยภาพ: กรุงเทพฯ จุดหมายแรกในเอเชีย

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ตอกย้ำถึงทิศทางใหม่นี้คือ การที่กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ได้ประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลักในการนำ คอนเสิร์ต Jackson Wang “MAGICMAN 2 World Tour 2025 – 2026” มาสู่ภูมิภาคเอเชีย โดยเลือกให้ กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายแรก ในการจัดงาน ณ อิมแพ็ค อารีน่า ในเดือนตุลาคม 2568

    คอนเสิร์ตครั้งนี้สร้างปรากฏการณ์ความมัน ดึงดูดแฟนเพลงทั้งในและต่างประเทศกว่า 24,000 คน เข้าสู่กรุงเทพฯ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลกสามารถช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยได้จริง การปรากฏตัวของ แจ็คสัน หวัง ในฐานะไอคอนระดับโลก ได้ยกระดับประเทศไทยให้เทียบชั้นกับเมืองหลวงแห่งความบันเทิงระดับนานาชาติอื่นๆ อย่างมาเก๊า สิงคโปร์ และกรุงโซล ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    “แจ็คสัน หวัง MAGICMAN 2 เวิลด์ทัวร์” ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงคอนเสิร์ต แต่เป็นการดึงดูดกลุ่มแฟนคลับซึ่งเป็น นักท่องเที่ยวคุณภาพ จากทั่วภูมิภาคเข้ามายังประเทศไทย นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยได้ขยายระยะเวลาพำนักเพื่อท่องเที่ยว ลิ้มลองอาหาร และเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งในไทย ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวโดยตรง

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    “ทางรอด” ของการท่องเที่ยวไทย: กลยุทธ์รีบูต 3 ประเด็นหลัก
    เควิน เคลย์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ชี้ว่าประเทศไทยกำลังเสียโอกาสในการลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวบันเทิงระดับโลก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเติบโตต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างเสน่ห์และเพิ่มมูลค่ามหาศาลให้กับการท่องเที่ยว

    กลยุทธ์ “รีบูต” เพื่อเป็นทางรอด มุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลัก:

    การลงทุนในประสบการณ์แบบลักซ์ชัวรี: เพื่อตอบสนองความคาดหวังที่สูงขึ้นของนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง

    การสื่อสารดิจิทัลที่ล้ำสมัย: เพื่อเข้าถึงและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายทั่วโลกอย่างชาญฉลาด

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์: ประเทศไทยจำเป็นต้องมีศูนย์กลางไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์และ MICE ที่ทันสมัย พร้อมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โรงแรมหรู และรีสอร์ตในพื้นที่ติดกัน โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งปีเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาการยกเลิกงานระดับโลกในอดีต

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย พร้อมจะลงทุนระยะยาวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะ ศูนย์กลางชั้นนำสำหรับการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับโลก อย่างแท้จริง การที่คอนเสิร์ต “MAGICMAN 2 เวิลด์ทัวร์” จะนำเสนอต่อที่ กาแล็กซี อารีน่า มาเก๊า หลังจากประสบความสำเร็จในกรุงเทพฯ ถือเป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นในการนำสิ่งที่ดีที่สุดของเอเชียมาสู่ประเทศไทย ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731726&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HXE3icIECGOWHQ67rnPXm

  • เมืองเก่าสุโขทัยได้เหรียญทอง แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    เมืองเก่าสุโขทัยได้เหรียญทอง แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เมืองเก่าสุโขทัยได้เหรียญทอง แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    เมืองเก่าสุโขทัยได้เหรียญทอง แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    11 ต.ค. 2568 04:30 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2888286&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jH5ZXAolC1e7wh8bU_TQG

  • จุฬาฯ ต้อนรับนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15

    จุฬาฯ ต้อนรับนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้การต้อนรับนักเรียนทุนพระราชทาน โครงการมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) รุ่นที่ 15 จำนวน 100 คน ซึ่งมาเยือนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและฟังการบรรยายแนะแนวการศึกษาต่อ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักเรียนทุนพระราชทานฯ ได้ทำความรู้จักกับคณะและสาขาวิชาต่าง ๆ ของจุฬาฯ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในอนาคต  เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ณ ห้อง 202 อาคารจามจุรี 4

    คุณวิชญ์พิพล ติวะตันสกุล ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะนักเรียนทุนพระราชทานฯ มาที่อาคารจามจุรี 4 การบรรยายเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับอย่างเป็นกันเองโดยคุณธาริณี ไชยประพาฬ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ คุณวศพัชร โยธาจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนพันธกิจ สำนักบริหารวิชาการ จุฬาฯ และคณะ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนและการสอบเข้าศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตอบคำถามของนักเรียน การรับชมวีดิทัศน์แนะนำจุฬาฯ รวมทั้งรุ่นพี่นิสิตจุฬาฯ บอกเล่าประสบการณ์การสอบเข้าศึกษา

    จากนั้นตัวแทนนักเรียนในโครงการฯ กล่าวขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ในโอกาสนี้ นักเรียนได้เข้าชมนิทรรศการผลงานของมหาวิทยาลัย และร่วมสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่นิสิตจัดเตรียมไว้ต้อนรับ ณ ลานกิจกรรม ชั้นล่างอาคารจามจุรี 4

    นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. เป็นนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อส่งเสริมเยาวชนไทยที่เรียนดี ประพฤติดี ให้มีโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมปลาย ต่อเนื่องถึงปริญญาตรี

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/264883/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19JaoRZiU5TAMFXTmxSmiJ

  • คนไทยจับตา“รัฐบาลอนุทิน”พิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    คนไทยจับตา“รัฐบาลอนุทิน”พิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,138 ระหว่างวันที่ 9-11 ต.ค. 2568 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ในช่วง 120 วัน ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ก่อนที่จะนำไปสู่การคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการ “ยุบสภา” ในวันที่ 31 ม.ค. 2569 และเลือกตั้งใหม่ ไม่เกินวันที่ 29 มี.ค. 2569 สิ่งที่ “ประชาชนคนไทย” แถบจะทั้งประเทศ คาดหวังจากรัฐบาลเฉพาะกาล ก็คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องกับ “ปัญหาปากท้อง” 

    *** ดังที่ “สวนดุสิตโพล” ได้เปิดผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับ “นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน” พบว่า ประชาชนหวังให้เดินหน้าจัดการปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด โดยเฉพาะการสร้างรายได้-ลดรายจ่าย โดยสำรวจประชาชน 1,149 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-3 ต.ค. 2568 ร้อยละ 59.36 ระบุว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจ คือ สิ่งที่คาดหวังมากที่สุด โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยสร้างรายได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ร้อยละ 20.45 มองว่า ประเด็นความมั่นคง ทั้งการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา และการยกระดับคุณภาพชีวิตชายแดนใต้ เป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องไม่ละเลย

    *** ขณะที่สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นมากที่สุดในช่วง 4 เดือนข้างหน้านี้ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และ ค่าครองชีพ (ร้อยละ 31.33) รองลงมาคือ การทำตามนโยบายที่ให้ไว้ (ร้อยละ 23.11) และการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน (ร้อยละ 15.56) นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลความเป็นอยู่ของทหาร-ประชาชนตามแนวชายแดน (ร้อยละ 15.11) และปฏิบัติตามข้อตกลง MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน (ร้อยละ 8.44)

    *** มุทิตา มากวิจิตร์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ผลโพลสะท้อนความจริงที่ว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตและเสถียรภาพครัวเรือน

    พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงยังเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจและการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมือง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงบรรยากาศการท่องเที่ยว “รัฐบาลอนุทินยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เต็มที่ จึงจำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริงในเวลาอันสั้น หากทำได้อย่างเป็นระบบและเห็นผลเป็นรูปธรรม ก็จะไม่เพียงแต่สร้างความมั่นใจแก่ประชาชน แต่ยังช่วยขยายฐานคะแนนเสียงใหม่ในอนาคต” 

    *** ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ชัดว่า “เศรษฐกิจ” คือโจทย์ท้าทายที่สุดของ “รัฐบาลอนุทิน” และจะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการประเทศในห้วงเวลาจำกัดก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ การเดินเกมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน แต่ยังเป็นเดิมพันทางการเมืองที่อาจกำหนดอนาคตของ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ด้วย 

    *** เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหา “ปัญหาเศรษฐกิจ” ต้องจับตาไปที่กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเสาหลักในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และนโยบายแรกที่ชูธงสำหรับการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ก็คือ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ล่าสุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ที่ได้ผลักดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2568 โครงการนี้วงเงินกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการ Quick Big Win ถือเป็นเสาแรกที่รัฐบาลตั้งใจจะฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นในช่วงไตรมาสที่ 4 และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนไปใช้จ่าย พร้อมเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้าในการใช้แอปพลิเคชัน

    *** โครงการนี้ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคนทั่วประเทศ กำหนดไทม์ไลน์ลงทะเบียนตั้งแต่ 15 ตุลาคม สำหรับร้านค้า และ 20-26 ตุลาคม สำหรับประชาชน ก่อนเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง วันที่ 29 ตุลาคม โดยประชาชนทั่วไปจะได้คนละ 2,000 บาท ส่วนผู้ที่อยู่ในระบบภาษีได้เพิ่มเป็น 2,400 บาท รัฐช่วยแบ่งเบาวันละ 200 บาท ถือเป็นการให้ “แรงใจ” แก่ผู้เสียภาษีโดยตรง สำหรับงบที่ใช้ในโครงการ ใช้เงินจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2569 และงบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 20 ล้านคน

    “การผลักดันโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ เมื่อรวมกับการเติมเงินลงไปยังโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ จะครอบคลุมจำนวนประชากรทั้งหมด 33.4 ล้านคน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568  โดยการดำเนินโครงการครั้งนี้น่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจ โดยช่วยเพิ่มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 0.3-0.4%” รมว.คลังระบุ

    *** แม้รัฐบาลคาดหวังจะเพิ่มจีดีพีได้ 0.3-0.4% แต่เสียงสะท้อนจากภาควิชาการอย่าง นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ก็ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ว่า แม้โครงการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศได้ในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพของโครงการเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุไม่ได้อยู่ที่นโยบาย หากแต่อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ภาวะเงินหมุนเวียนชะลอตัว ทำให้เม็ดเงินที่อัดฉีดผ่านโครงการไม่สามารถส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจได้เต็มที่ 

    ทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า ในมุมของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายลักษณะนี้ ภาครัฐควรจำกัดวงเงินโครงการไม่ให้ขยายใหญ่เกินความจำเป็น เพราะอาจเกิดภาระงบประมาณโดยไม่คุ้มค่า ซึ่งวงเงินที่ใช้ในโครงการนี้ จากที่รัฐบาลประกาศมาประมาณ 4.4 – 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้งบที่ค่อนข้างสูงมาก

    ดังนั้น จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องระวังคือ การใช้สิทธิของประชาชนในโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาของ โครงการคนละครึ่ง ยุคแรกๆ พบว่ามีผู้ได้รับสิทธิแต่ไม่นำไปใช้จริงในสัดส่วนที่สูง หากเกิดกรณีเช่นนี้ต่อไป จะทำให้เงินที่จัดสรรไว้ไม่เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นการใช้งบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ โดยงบประมาณของรัฐมีจำกัด  

    หากเปิดโครงการแล้วคนไม่ใช้ สิทธินั้นก็จะสูญเปล่า เงินที่ควรนำไปหมุนในระบบเศรษฐกิจจะถูกพักไว้โดยไม่มีผลใดๆ โดยเสนอว่า รัฐควรออกแบบนโยบายให้เหมาะสม กับศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควรพิจารณาปรับสัดส่วนการสนับสนุนให้เหมาะสม เพื่อให้มาตรการบรรลุเป้าหมายได้จริง

    การออกแบบโครงการในภาวะงบประมาณจำกัด จำเป็นต้องเน้น ความคุ้มค่าและตรงจุด ให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างแท้จริง โดยเห็นว่า หากรัฐต้องการให้ “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายที่ยังตอบโจทย์สังคม ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบเชิงกลยุทธ์ มากกว่าการขยายงบประมาณ

                          คนไทยจับตา“รัฐบาลอนุทิน”พิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    *** ปิดท้าย… บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเพ็ทฟู้ด จำกัด ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหาร รวมถึงขนมสัตว์เลี้ยง แบรนด์ JINNY เตรียมจัด “งาน JINNY ใจฟูเจอร์นี่” โดยมี “พี่จอง คัลแลน” ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ ในวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 14.30-17.00 น.  ณ  River Park ไอคอนสยาม
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/641093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31sYqE5szbK5dBKUaaTCpq

  • นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี สร้างขวัญกำลังใจผู้ค้า กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี สร้างขวัญกำลังใจผู้ค้า กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี สร้างขวัญกำลังใจผู้ค้า กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    11/10/2568 | 72 |

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 20.00 น. ที่ตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ เยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี ภายหลังรับประทานอาหารค่ำที่ร้านรำพึงสิงห์บุรี

    ในการนี้ นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรี และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นายกรัฐมนตรีได้ร่วมกิจกรรมกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง ทั้งชิมนมร้อนจากร้าน “อู๊ดนมสด” และร่วมผัดเมนู “ข้าวคลุกกะปิ” เจ้าดังของตลาดด้วยตนเอง พร้อมร่วมร้องเพลงสุนทราภรณ์กับชมรมสุนทราภรณ์สิงห์บุรี 2 บทเพลง หนึ่งในนั้นคือเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” โดยกล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

    นายกรัฐมนตรีกล่าวความรู้สึกว่า รู้สึกดีที่ได้มาเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างรายได้และโอกาสให้กับประชาชน ถือเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
    ก่อนเดินทางกลับ ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าต่างทยอยเข้ามาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างอบอุ่นตลอดเส้นทาง


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oxUU2efhoyCzb7ZjmOuTA

  • การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตกของจีนมีอัตราการเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์

    การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตกของจีนมีอัตราการเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์

    เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานการรถไฟเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เปิดเผยข้อมูลว่า ถึงวันที่ 4 กันยายน 2568 ขบวนรถไฟสายเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก (New Western Land and Sea Corridor หรือ NWLSC) ได้ขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์รวมกว่า 1.001 ล้านตู้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่มีปริมาณการขนส่งประจำปีเกิน 1 ล้านตู้ และคาดการณ์ว่าปริมาณการขนส่งภายในปี 2568 จะมีปริมาณสูงถึง 1.3 ล้านตู้

    ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ขบวนรถไฟเที่ยว X9590 ที่ขนส่งสินค้าแป้งมันสำปะหลังจากไทย น้ำมันจากอินโดนีเซีย และโพลีเอทิลีนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เคลื่อนขบวนออกจากสถานีรถไฟตะวันออกท่าเรือชินโจวไปสู่เมืองฉงชิ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปริมาณการการขนส่งสินค้าของขบวนรถไฟสายเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตกสูงถึง 1.09 ล้านตู้ในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 70.3 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์ 

    image.png

    สถานีรถไฟตะวันออกท่าเรือชินโจว ตั้งอยู่ในพื้นที่ท่าเรือชินโจวที่เมืองชินโจว เป็นท่าเรือศูนย์กลางของกลุ่มท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้กว่างซี (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “อ่าวตังเกี๋ย”) และเป็น “ข้อต่อ” สำคัญที่ใช้เชื่อมการขนส่งทางเรือกับทางรถไฟ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “เส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก” ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นมา สถานีนี้ได้ลำเลียงขนส่งสินค้าปริมาณ 10.572 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ปัจจุบัน ขบวนรถไพสายเส้นทางระเบียงการขนส่งฯ ได้พัฒนาจากเส้นทางเดียว “ฉงชิ่ง-กว่างซี-สิงคโปร์” สู่เส้นทางถาวร 26 เส้นทาง เช่น ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-ฉงชิ่ง ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-เสฉวน ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-ยูนนาน ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-กุ้ยโจว และท่าเรืออ่าวเป่ยปู้-ตะวันออก/เหนือกว่างซี ซึ่งได้เชื่อมต่ออย่างราบรื่นกับรถไฟจีน-ยุโรป โดยในจำนวนนี้มีเส้นทางถาวร 15 เส้นทางที่มีจุดเริ่มต้นที่ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ และท่าเรือจ้านเจียงของมณฑลกวางตุ้ง สร้างเครือข่ายการขนส่งประสิทธิภาพสูงที่ใช้ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้เป็นศูนย์กลางหลัก เมืองฉงชิ่ง และเฉิงตูเป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน และครอบคลุมเมืองหลักทางตะวันตกของจีน

    ด้วยการใช้ประโยชน์จากเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก  สินค้าจากกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ยางพาราจากเวียดนามและอินโดนีเซีย และมะพร้าวน้ำหอมและแป้งมันสำปะหลังจากไทย ถูกขนส่งมายังจีนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัสดุเคมีของจีน และชิ้นส่วนรถยนต์ก็ถูกส่งไปยังต่างประเทศผ่านการขนส่งแบบทางรางเชื่อมต่อทางทะเล สินค้าที่ขนส่งครอบคลุมหลายสิบหมวดหมู่ รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานพาหนะและอะไหล่ เครื่องจักร และอาหาร เป็นต้น 

    image.png

    เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 มีการเปิดเส้นทางสายด่วนระดับพรีเมียมระหว่างเมืองฉงชิง-ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นเส้นทางสายด่วนระดับพรีเมียสายที่ 4 ที่เปิดสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตก (อีก 3 สาย ได้แก่ ฉงชิ่ง-ไฮฟอง ฉงชิ่ง-การ์ตา และ ฉงชิ่ง-โฮจิมินห์) ได้กลายเป็น “เส้นทางทองคำ” ด้านโลจิสติกส์ระหว่างจีน-ไทย โดยเส้นทางนี้เริ่มจากสถานีหมู่บ้านถวนเจี๋ยของฉงชิง ผ่านท่าเรือชินโจวในกว่างซีเพื่อต่อทางทะเล มุ่งหน้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังของไทย โดยใช้เวลาเพียง 6 วัน ซึ่งเร็วกว่าการเดินเรือแบบเดิมมากกว่าร้อยละ 30 เนื่องจากได้ปรับปรุงกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ “รับตู้สินค้าคืนสถานี ส่งต่อทางรถไฟ และขึ้นเรือตรงเมื่อถึงท่าเรือ” ซึ่งสามารถลดเวลาขนส่งในส่วนทางรถไฟให้เหลือภายใน 32 ชั่วโมง และเมื่อสินค้าเดินทางถึงท่าเรือแล้ว จะได้รับการเคลื่อนย้ายในลำดับแรก ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าค้างท่าเรือในการขนส่งแบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าที่ขนส่งส่วนมากเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

    ปัจจุบัน เส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตกได้เชื่อมต่อ 163 สถานีใน 75 เมืองของประเทศจีน รวมถึงได้ขยายเครือข่ายไปยังท่าเรือ 577 แห่ง ใน 127 ประเทศทั่วโลก โดยในส่วนของเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ระหว่างท่าเรือชินโจวและท่าเรือของไทยมีเที่ยวเรือประจำสัปดาห์ละ 7 เที่ยว ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ระหว่างจีนและไทย เส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกและทางทะเล กำลังก้าวขึ้นเป็นเสมือนเส้นเลือดหลักที่ขับเคลื่อนการบูรณาการอุตสาหกรรมและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอาเซียน

    ความเห็น สคต. ณ เมืองหนานหนิง เส้นทางระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกกับทางทะเลแห่งภาคตะวันตกมีความได้เปรียบด้านการขนส่งทางทะเลเชื่อมต่อทางรางที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ทำให้การขนส่งสินค้ามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งได้กลายเป็นเส้นทางสำคัญด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อภาคตะวันตกของจีนกับตลาดอาเซียนและทั่วโลก รวมถึงการขนส่งระหว่างประเทศจีนกับประเทศไทย โดยสินค้าไทย เช่น ผลิตภัณฑ์การเกษตรไทย ผลิตภัณฑ์อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางนี้เพื่อเข้าสู่ตลาดภาคตะวันตกของจีนได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำลง เส้นทางนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดไปยังจีนและเอเชียกลาง ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ โดยการศึกษาความต้องการของตลาดจีนอย่างรอบคอบ และส่งเสริมสินค้าเฉพาะตัวของไทยที่สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคของจีนให้เข้าสู่ตลาดจีนผ่านเส้นทางนี้มากขึ้น เพื่อขยายขนาดทางการค้า พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและอิทธิพลของผลิตภัณฑ์ไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

    —————————————————-

    แหล่งที่มา:

      https://gx.cnr.cn/cnrgx/yaowen/20250915/t20250915_527361788.shtml  https://m.163.com/dy/article/K9JQAE1T05346RC6.html?referFrom=http://www3.xinhuanet.com/silkroad/20250917/3f47e751cdeb47ab98982e7ff9399830/c.html

    https://mp.weixin.qq.com/s/p2ZWnzhN8eFcPiD5O83rkw

    http://www3.xinhuanet.com/silkroad/20250917/3f47e751cdeb47ab98982e7ff9399830/c.html

     สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/eu248v2os6f1gq59n8rcc21q&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_0tpSbon7iurm14wkmEcQ

  • ข่าวปลอม อย่าแชร์! ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชา ไม่จริง แต่ผามออีแดงเป็นที่ท่องเที่ยวไทยอยู่แล้ว

    ข่าวปลอม อย่าแชร์! ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชา ไม่จริง แต่ผามออีแดงเป็นที่ท่องเที่ยวไทยอยู่แล้ว

    ข่าวปลอม อย่าแชร์! ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชา ไม่จริง แต่ผามออีแดงเป็นที่ท่องเที่ยวไทยอยู่แล้ว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    จากกระแสข่าวเรื่อง ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชานั้น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ตรวจสอบโดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ

    กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชี้แจงว่า ผามออีแดงในกัมพูชาไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหน้าผาสูงชันกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีระยะทางประมาณ 300 เมตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000097080&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OZhyqsJEmUe912zQtdfUq

  • รมว.ซาบีดา นำทัพบูรณาการ ๓๓ หน่วยงาน ประชุมกำหนดแนวทางการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง”

    รมว.ซาบีดา นำทัพบูรณาการ ๓๓ หน่วยงาน ประชุมกำหนดแนวทางการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง”

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์การประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ – กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ร่วมกับ 33 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการศาสนา กรมศิลปากร สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมโรค กรมประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง กรมสารนิเทศ กรมการท่องเที่ยว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักวัฒนธรรม กีฬา การท่องเที่ยว สำนักการระบายน้ำ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธาณภัย สำนักสิ่งแวดล้อม (สังกัดกรุงเทพมหานคร) สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และมูลนิธิเมาไม่ขับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการแนวทางความร่วมมือการดำเนินงานของทุกภาคส่วนในการจัดทำมาตรการเพื่อสืบสานคุณค่าอันดีงามของประเพณีลอยกระทง ให้เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้รับทราบแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติในช่วงเทศกาลประเพณีลอยกระทง

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ในปีพุทธศักราช 2568 กระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบาย “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรม สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยมีนโยบายเรือธงประการหนึ่งคือ “ไท ไทย” เพิ่มคุณค่าและโอกาสระดับชุมชน เพื่อเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ ในชุมชน เฟ้นหาคุณค่าความเป็นไทย ทำให้พื้นที่ทางวัฒนธรรมทันสมัยและเข้าถึงง่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย ดังนั้น การจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช ๒๕๖๘ ของกระทรวงวัฒนธรรมจึงสนับสนุนให้แต่ละพื้นที่จัดกิจกรรมลอยกระทงตามอัตลักษณ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น เปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้แสดงออกทางวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมและนวัตกรรมใหม่ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นการสืบสานประเพณีดั้งเดิมผสานกับแนวคิดวัฒนธรรมเพื่อความยั่งยืน และยังคงภารกิจสำคัญในการเตรียมจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอประเพณีลอยกระทงในประเทศไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก

    นางสาวซาบีดา กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจึงได้กำหนดแนวทางการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 โดยกำหนด 4 มิติ 14 แนวทาง ดังนี้

    ☆ มิติด้านวัฒนธรรม
    1. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่า สาระประเพณีลอยกระทงในประเทศไทย ซึ่งเป็นรายการตัวแทนที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
    2. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์และรณรงค์เชิญชวนประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแต่งกายด้วยชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพื้นถิ่น หรือผ้าพื้นถิ่นในการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเผยแพร่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย
    3. สนับสนุนการประกอบพิธีกรรมตามแบบแผนดั้งเดิมของแต่ละท้องถิ่น เพื่อธำรงรักษาเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประเพณีลอยกระทงให้คงอยู่สืบไป
    4. รณรงค์ให้ประชาชนใช้สื่อโซเชียลมีเดียเผยแพร่เรื่องราวประวัติและเสน่ห์ของประเพณีลอยกระทงในท้องถิ่น เช่น คลิปสั้น, Infographic, AR Filter ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook Youtube Tiktok และ X เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้ชาวต่างชาติเกิดการรับรู้

    ☆ มิติด้านสังคม
    5. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎจราจร อย่างเคร่งครัด ตลอดจนการสร้างความมั่นใจต่อประชาชนเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย
    6. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุข
    7. ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจราจรทั้งทางน้ำและทางบก ตรวจสอบความพร้อมและความปลอดภัยของยานพาหนะที่จะใช้รับ – ส่ง ประชาชนในช่วงประเพณีลอยกระทง
    8. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนกำหนดใช้มาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด อาทิ การห้ามปล่อยโคมลอย งดเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง และการยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

    ☆ มิติด้านเศรษฐกิจ
    9. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนสร้างสรรค์กิจกรรมที่พัฒนาต่อยอดจากคุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทงดั้งเดิม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของชุมชนและของประเทศ
    10. สนับสนุนการจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมในพื้นที่จัดงานเพื่อสร้างรายได้
    และเศรษฐกิจหมุนเวียนได้สู่ชุมชน
    11. ส่งเสริมการจัดกิจกรรมลอยกระทงที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อันจะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนแก่ท้องถิ่น

    ☆ มิติด้านสิ่งแวดล้อม
    12. รณรงค์ส่งเสริมการประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติและวัสดุที่ย่อยสลายง่ายตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    13. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ร่วมกันกำจัดขยะที่เกิดจากการสืบสานประเพณีลอยกระทง ตามแนวคิด Zero Waste การลดขยะให้เป็นศูนย์ และไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ
    14. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้แต่ละครอบครัว กลุ่ม หรือหน่วยงานลดขนาดและจำนวนกระทง หรือใช้กระทงเพียง 1 ใบ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดปริมาณขยะ ตลอดจนหลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

    นางสาวซาบีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดจัดงานในพื้นที่ส่วนกลางกรุงเทพมหานคร วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และส่งเสริมการจัดงานในพื้นที่เมืองอัตลักษณ์ และเมืองน่าเที่ยว โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการจัดงานรูปแบบประเพณีดั้งเดิม ส่งเสริมอัตลักษณ์ของประเพณีลอยกระทงท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น รวมถึงมีการจัดทำการลอยกระทง Online ทางเว็ปไซต์ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม การลอยกระทงด้วยเทคโนโลยี Interactive เพื่อเพิ่มช่องทางที่หลากหลายกับบริบทสังคมปัจจุบันที่มีความทันสมัย นอกจากนี้ หน่วยงานบูรณาการมีการจัดกิจกรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทงพุทธศักราช 2568 อาทิ กิจกรรมลอยกระทงสร้างสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ไร้ควันบุหรี่ไฟฟ้า (สสส.) , กิจกรรม ไม่เมา ไม่เก็บ ไม่ปล่อยเด็กตามลำพัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ (กรมควบคุมโรค) , การดำเนินการเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทุกหน่วยงาน เป็นต้น

    ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม คาดการณ์จากข้อมูลของปีที่ผ่านมา มีเงินสะพัด กว่า 8.3 พันล้านบาท จำนวนผู้ร่วมงานนักท่องเที่ยวในประเพณีลอยกระทงทั่วประเทศ 6.6 ล้านคน ในปีนี้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวและเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

    ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดจัดงานแถลงข่าวการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนั้น กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดทำบทเพลงลอยกระทง ๖ ภาษา (ภาษาไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสเปน) เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในวงกว้างได้เข้าใจคุณค่าสาระที่ดีงามของประเพณีไทยมากยิ่งขึ้น รวมถึงการรณรงค์ “แต่งชุดไทยไปลอยกระทง” เพื่อส่งเสริมการใส่ชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพื้นถิ่น ชุดผ้าไทย เพื่อเตรียมการสำหรับการนำเสนอ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทน มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก ในปีพุทธศักราช 2569 ต่อไป

    สุดท้าย นางสาวซาบีดา ฝากถึงพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวว่าประเพณีลอยกระทงมีความสำคัญและสืบทอดมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมขอเชิญชวนทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อมกับประเพณีลอยกระทง 2568 ซึ่งจะเป็นเทศกาลที่สร้างความประทับใจให้แก่ทั้งคนไทยและชาวโลก ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กรมส่งเสริมวัฒนธรรม: www.culture.go.th หรือ Facebook กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/963482&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw251sdox0mBkKixBirIISyS