Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” บอกรอดูผล กมธ.สภาฯ ศึกษายกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ติงข้ามกลไกรัฐสภา – นำคณะลงใต้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง

    “อนุทิน” บอกรอดูผล กมธ.สภาฯ ศึกษายกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ติงข้ามกลไกรัฐสภา – นำคณะลงใต้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.38 น.

    “อนุทิน” รอดูผล กมธ.สภาฯ ศึกษายกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ติงข้ามกลไกรัฐสภา — ยันต้องทำตามขั้นตอน พร้อมนำคณะลงใต้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ลงพื้นที่ปัตตานี–สงขลา ยอมรับสถานการณ์ชายแดนใต้ยังน่าห่วง กำชับเพิ่มมาตรการเข้มความปลอดภัย

    เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนนำคณะลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่ควรทำประชามติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) 43-44 โดยไม่ผ่านกลไกรัฐสภา

    นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU ทั้งสองฉบับอยู่แล้ว และรัฐบาลจะรอผลการศึกษาก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ต่อไป

    “ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน และในเมื่อกรรมาธิการทั้งสองสภากำลังศึกษาอยู่ เราก็ต้องรอฟังผลการศึกษาให้แล้วเสร็จ ก่อนพิจารณาร่วมกัน” นายอนุทินกล่าว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากผลการศึกษาสรุปว่า MOU 43–44 มีประโยชน์ต่อประเทศ จะยังต้องทำประชามติหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการออกมาก่อน แล้วค่อยพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง”

    นำคณะลงพื้นที่ชายแดนใต้–ยอมรับสถานการณ์ยังน่าห่วง

    ภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายอนุทิน พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีและสงขลา

    นายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนเดินทางว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชุมร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ภาคใต้ และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคง รวมถึงรับฟังสถานการณ์ล่าสุดจากหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้คนใหม่ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา

    “ยอมรับว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังมีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายครั้ง รวมถึงกรณีปล้นร้านทองในพื้นที่ เราจึงต้องกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน” นายอนุทินกล่าว #TheBetter
     
    เตรียมประสานงานระดับรัฐบาล–เร่งสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า หลังการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะผลักดันการเจรจาในกรอบของผู้แทนระดับรัฐบาล เพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมลงพื้นที่ด้วย จะช่วยให้การประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    “ที่ผ่านมา เราประสานงานกันอยู่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจสันติสุขในระยะยาว” นายอนุทินกล่าว

    ติดตามผู้บาดเจ็บ–กำชับทุกหน่วยคุมเข้มความปลอดภัย

    หลังเสร็จสิ้นภารกิจการประชุม นายอนุทินและคณะมีกำหนดเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มากที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/450097&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h-ewMHm8TndKPROwIKqgh

  • ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน! ‘อนุทิน’ ขอรอผลศึกษา ‘2 สภา’ ก่อนชี้ทางยกเลิก ‘MOU 43-44’

    ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน! ‘อนุทิน’ ขอรอผลศึกษา ‘2 สภา’ ก่อนชี้ทางยกเลิก ‘MOU 43-44’

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงรัฐบาลในทำนองว่า “เหตุใดจึงใช้กลไกของรัฐสภาในการยกเลิก MOU 43-44 ไม่ได้” ว่า“ขณะนี้รัฐสภากำลังศึกษาอยู่ทั้ง 2 สภา”

    เมื่อถามว่า จริงๆ แล้วสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิกได้เลยหรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน”

    เมื่อถามต่อว่า ต้องรอข้อสรุปของกรรมาธิการใช่หรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ในเมื่อกรรมาธิการทั้ง 2 สภา คือทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา”

    เมื่อถามว่า หากผลออกมาเป็นทางบวกกับประเทศไทย มีโอกาสที่จะไม่ต้องทำประชามติใช่หรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน”

    anutin-awaits-parliament-decision-on-mou-43-44-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ควง รมต.ล่องใต้! ถกหน่วยงานมั่นคง-เยี่ยมคนเจ็บเหตุรุนแรง

    อนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้ ว่า “จะไปตรวจความพร้อมและจะลงไปดูเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดเหตุอยู่ 2-3 ครั้ง รวมถึงเรื่องปล้นร้านทองที่ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส จะต้องดูและกำชับตำรวจให้มีความเข้มงวดในการดูแลประชาชน และเยี่ยมทหารที่เคราะห์ร้าย และวันนี้มีทีมหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ที่จะลงไปดูและรับฟังสถานการณ์ รวมถึงความพร้อมของฝ่ายความมั่นคงและตำรวจ เรื่องการรักษาความปลอดภัยของพื้นที่”

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่ขณะนี้มีอะไรที่น่าเป็นห่วงหรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ก็มีอยู่”

    เมื่อถามถึง “ร่างแผนพัฒนาสันติสุข” หลังจากนี้จะมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง? อนุทิน กล่าวว่า “ขอให้ รมว.กลาโหม เป็นคนให้ข่าวและรายละเอียด”

    เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้มีหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขแล้ว จะทำให้สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้นหรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “ทุกคนพยายามทำให้ดีขึ้นทุกอย่าง ทั้งเรื่องการเจรจาในกรอบของผู้แทนและการเจรจาระดับรัฐบาล”

    ผู้สื่อข่าวถามว่า รมว.การต่างประเทศลงพื้นที่ไปกับคณะด้วย จะประสานไปยังผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขหรือไม่? อนุทิน กล่าวว่า “การประสานงานเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว วันนี้ รมว.ต่างประเทศทราบว่าผมจะลงพื้นที่พร้อม รมว.กลาโหม จึงขอลงพื้นที่ไปดูด้วยกัน”

    เมื่อถามว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 2-3 ครั้ง และมีการประเมินหรือไม่ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มไหน? อนุทิน กล่าวว่า “ได้รับรายงานมาตลอดจากฝั่งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง”

    เมื่อถามว่าจะมีประเด็นพิเศษอะไรที่จะไปกำชับเจ้าหน้าที่ และผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง? อนุทิน กล่าวว่า “เดี๋ยวจะพบกับผู้ว่าฯ ที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเชิญมาหารือ”

    anutin-awaits-parliament-decision-on-mou-43-44-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวันนี้ (11 ต.ค.) นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, ทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย, ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ และคณะ จะลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ปัตตานี และสงขลา โดยออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปท่าอากาศยานทหาร กองบิน 56 ต.โคกม่วง อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา

    โดยภารกิจแรก เป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ที่ห้องประชุม 1 ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี จากนั้นช่วงบ่าย นายกฯ พร้อมคณะมีกำหนดตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่ รพ.สงขลานครินทร์ ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ช่วงเย็นวันเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-awaits-parliament-decision-on-mou-43-44&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BEjgtuHd78LpAiFDQyUTx

  • สมาพันธ์กวีวรรณกรรมถวายทุนการศึกษาสามเณรโรงเรียนอภัยอริยศึกษา

    สมาพันธ์กวีวรรณกรรมถวายทุนการศึกษาสามเณรโรงเรียนอภัยอริยศึกษา

    สมาพันธ์กวีวรรณกรรมถวายทุนการศึกษาสามเณรโรงเรียนอภัยอริยศึกษา

    11 Oct 68

    เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ดร.จารุวรรณ เหมืองจา ประธานสมาพันธ์กวี วรรณกรรมล้านนา ภาคเหนือ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร สมาชิกตลอดจนแขกผู้มีเกียรตินำโดย คุณนาย นริศรา ธีระบดี อดีตนายกสมาคมแม่บ้าน และนายกกิ่งกาชาด อำเภอแม่วาง ที่ร่วมทำบุญและมอบทุนการศึกษาแด่สามเณร เนื่องในวันคล้ายวันเกิด พร้อมด้วยสาธุชน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม พิธีถวายทุนการศึกษาแด่ พุทธบุตร (สามเณร) โรงเรียนอภัยอริยศึกษา วัดดับภัย จำนวน 66 ทุน จากนักเรียน 134 รูป โดยรับการสนับสนุนจากผู้ที่จิตศรัทธาที่ได้ ร่วมกันเกื้อกูลทุนการศึกษาแด่สามเณร จำนวน 66 ทุน จากโรงเรียนอภัยอริยศึกษา วัดดับภัย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการต่อยอดให้กับพุทธบุตร (สามเณร) ในการศึกษาเล่าเรียน เนื่องในวันออกพรรษา สร้างความดีใจกับผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3792186/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iL9YYc4OQiFa6D6oELZyg

  • “อนุทิน” บอกรอดูผล กมธ.สภาฯ ศึกษายกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ติงข้ามกลไกรัฐสภา – นำคณะลงใต้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง

    “อนุทิน” บอกรอดูผล กมธ.สภาฯ ศึกษายกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ติงข้ามกลไกรัฐสภา – นำคณะลงใต้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง


    “อนุทิน” รอดูผล กมธ.สภาฯ ศึกษายกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ติงข้ามกลไกรัฐสภา นำคณะลงใต้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ลงพื้นที่ปัตตานี–สงขลา ยอมรับสถานการณ์ชายแดนใต้ยังน่าห่วง

    ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนนำคณะลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่ควรทำประชามติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) 43-44 โดยไม่ผ่านกลไกรัฐสภา

    นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU ทั้งสองฉบับอยู่แล้ว และรัฐบาลจะรอผลการศึกษาก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ต่อไป

    “ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน และในเมื่อกรรมาธิการทั้งสองสภากำลังศึกษาอยู่ เราก็ต้องรอฟังผลการศึกษาให้แล้วเสร็จ ก่อนพิจารณาร่วมกัน” นายอนุทินกล่าว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากผลการศึกษาสรุปว่า MOU 43–44 มีประโยชน์ต่อประเทศ จะยังต้องทำประชามติหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการออกมาก่อน แล้วค่อยพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง”

    นำคณะลงพื้นที่ชายแดนใต้–ยอมรับสถานการณ์ยังน่าห่วง

    ภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายอนุทิน พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีและสงขลา

    นายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนเดินทางว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชุมร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ภาคใต้ และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคง รวมถึงรับฟังสถานการณ์ล่าสุดจากหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้คนใหม่ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา

    “ยอมรับว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังมีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายครั้ง รวมถึงกรณีปล้นร้านทองในพื้นที่ เราจึงต้องกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน” นายอนุทินกล่าว

    เตรียมประสานงานระดับรัฐบาล–เร่งสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า หลังการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะผลักดันการเจรจาในกรอบของผู้แทนระดับรัฐบาล เพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมลงพื้นที่ด้วย จะช่วยให้การประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    “ที่ผ่านมา เราประสานงานกันอยู่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจสันติสุขในระยะยาว” นายอนุทินกล่าว

    ติดตามผู้บาดเจ็บ–กำชับทุกหน่วยคุมเข้มความปลอดภัย

    หลังเสร็จสิ้นภารกิจการประชุม นายอนุทินและคณะมีกำหนดเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มากที่สุด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/36382&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33kcX_5dcRceZxvsZ8JXiV

  • เจาะลึกโมเดลความสำเร็จ ‘กล้วยหอมทองไทย’ พืชเศรษฐกิจใหม่บุกญี่ปุ่น

    เจาะลึกโมเดลความสำเร็จ ‘กล้วยหอมทองไทย’ พืชเศรษฐกิจใหม่บุกญี่ปุ่น

    เจาะลึกโมเดลความสำเร็จ ‘กล้วยหอมทองไทย’ พืชเศรษฐกิจใหม่บุกญี่ปุ่น

    กล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น: ความหวังสู่พืชเศรษฐกิจใหม่

    นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคมากที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะรับประทานง่าย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และราคาไม่แพง ใครที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นจะสังเกตได้ไม่ยากว่า กล้วยเป็นของติดมือของคนญี่ปุ่นทั้งในที่ทำงานและโรงเรียนอยู่เสมอ แต่แม้จะเป็นผลไม้ยอดนิยม ญี่ปุ่นกลับไม่สามารถปลูกกล้วยได้มากนัก 

    เนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะสม ยกเว้นเพียงพื้นที่ทางตอนใต้ เช่น จังหวัดโอกินาวาเท่านั้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องนำเข้ากล้วยกว่า หนึ่งล้านตันต่อปี

    แม้ไทยและญี่ปุ่นจะมีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (JTEPA) ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเปิดโควตาส่งออกกล้วยหอมจากไทยไปญี่ปุ่น 8,000 ตันต่อปีโดยปลอดภาษี แต่ที่ผ่านมา ไทยกลับส่งออกได้เพียงราว 2,000 กว่าตัน ต่อปีเท่านั้น เหตุผลสำคัญคือ ต้นทุนและราคากล้วยไทยยังสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างฟิลิปปินส์

    อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่เคยทราบว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ปลูกและบริโภค กล้วยหอมทอง (Gros Michel) เป็นหลัก ในขณะที่ประเทศอื่นนิยมกล้วยหอมเขียว (Cavendish) ดังนั้น กล้วยหอมทองจึงมีเอกลักษณ์ในด้านรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งเป็นจุดขายที่โดดเด่นในสายตาผู้บริโภคญี่ปุ่น และจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานฯ และพันธมิตรในญี่ปุ่น ซึ่งได้ทดลองนำกล้วยหอมทองเข้าสู่ตลาดผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตและแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ผลตอบรับที่ได้รับเกินคาด โดยผู้บริโภคญี่ปุ่นต่างชื่นชอบในความอร่อยและความหอมของกล้วยหอมทองไทย ซึ่งแตกต่างจากกล้วยที่เคยทานมาก่อน 

    จากแนวคิดสู่พื้นที่นำร่อง

    เพื่อให้สามารถผลิตกล้วยที่ได้มาตรฐานตลาดญี่ปุ่น จึงต้องเป็นการปลูก “เพื่อส่งออกโดยเฉพาะ” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ปลูกที่มีน้ำเพียงพอ ไม่ท่วมขัง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล และมีแปลงปลูกขนาดใหญ่ในบริเวณใกล้กันกว่า 100 ไร่ขึ้นไปเพื่อให้บริหารต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการประสานงานของสำนักงานพาณิชย์ฯ และการสนับสนุนนโยบายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจากการที่ได้เริ่มต้นพื้นที่นำร่องกับ กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอมทองสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา 

    โดยขณะนี้เริ่มส่งกล้วยหอมทองเข้าตลาดญี่ปุ่นแล้ว และได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยความสำเร็จในระยะเริ่มต้นนี้ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม เพราะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรเนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง อีกทั้งความต้องการของผู้ซื้อญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี 

    นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ ต้องขอย้ำว่า ไม่ใช่กล้วยทุกพื้นที่ในไทยจะสามารถส่งออกได้ทันที ผู้ที่สนใจจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมไม่ว่าพื้นที่เดิมจะเป็นพื้นที่นาหรือพื้นที่ไร่ก็ตาม และจะต้องมีการปรับการปลูกให้เป็นไปตามมาตรฐานตลาดญี่ปุ่น ซึ่งสำนักงานฯ จะลงไปสำรวจพื้นที่ก่อน และจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน

    กล้วย: พืชเศรษฐกิจใหม่และวิถีเกษตรใหม่ของไทย

    กล้วยหอมทองถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงปีในการเก็บเกี่ยว อีกทั้งองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นยังช่วยเพิ่มคุณภาพและผลผลิตได้มากขึ้น จากเดิมปีละ 1 รอบเก็บเกี่ยวต่อปี เป็น 3 รอบเก็บเกี่ยวใน 2 ปี เพิ่มผลผลิตถึง 50%

    นอกจากนี้ ระบบการซื้อขายของญี่ปุ่นยังเป็นแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งผู้ซื้อจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในโครงการ ช่วยให้เกษตรกรรู้ราคาขายล่วงหน้า มีรายได้มั่นคง และสามารถวางแผนต้นทุนได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบันเกษตรกรในโครงการสามารถมีรายได้สูงกว่าแสนบาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพืชหลักเดิม เช่น มันสำปะหลัง หรืออ้อย อย่างชัดเจน นี่จึงเป็น โมเดลการเกษตรแบบใหม่ของไทย ที่เปลี่ยนจาก “ผลิตก่อนแล้วค่อยหาตลาด” มาเป็น “มีตลาดก่อนแล้วจึงผลิต” หมดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และเกษตรกรสามารถคำนวณกำไรได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูก

    แต่สิ่งที่เกษตรกรควรเข้าใจคือ ตลาดญี่ปุ่นต้องการกล้วยที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และมีการส่งมอบต่อเนื่องระยะยาว ไม่สามารถนำผลผลิตไปขายสลับกับตลาดในประเทศได้ ดังนั้นจึงต้องมองสองตลาดนี้แยกจากกันอย่างชัดเจน

    อุปสรรคที่ผ่าน และโอกาสที่เปิดตลาด

    ตลอดการดำเนินโครงการ สำนักงานฯ ได้ประสานขอความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อช่วยเกษตรกรกลุ่มนำร่องนี้ อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วยพัฒนาเทคนิค “ฟองอากาศนาโนผสมแก๊สออกซิเจน” เพื่อยืดอายุการสุกของกล้วย ธ.ก.ส. ที่ช่วยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้ง JICA (Japan International Cooperation Agency) ที่ช่วยให้เงินสนับสนุนผู้นำเข้าญี่ปุ่น เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่ช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรไทย อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกที่ดีให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

    นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

    และล่าสุด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้ามาสนับสนุนในส่วนของ กล้วยหอมเขียว (Cavendish) ซึ่งไม่ต้องปลูกในพื้นที่สูงแล้ว อีกทั้งยังมีความต้องการในตลาดญี่ปุ่นอีกมาก ทำให้เปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วประเทศเข้าร่วมได้มากขึ้น ดังนั้น เป้าหมายต่อไปคือ การวางตำแหน่งการเจาะตลาดญี่ปุ่นด้วยกล้วยไทยสองสายพันธุ์ให้ชัดเจน โดยให้ “กล้วยหอมทองไทย” สำหรับตลาดพรีเมียม และ“กล้วยหอมเขียวไทย” สำหรับตลาดกลางขนาดใหญ่ และเมื่อโควต้าปลอดภาษีใกล้เต็มเมื่อใด กระทรวงพาณิชย์ก็เตรียมเจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อขอขยายโควต้าเพิ่มเติมในทันที

    อนาคตกล้วยไทย

    โดยส่วนตัวมีความมั่นใจมากว่า กล้วยหอมไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็น พืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศที่ช่วยสร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และไม่เพียงเท่านี้ ในขณะนี้ก็ได้เริ่มขยายแนวทางเดียวกันไปยังกล้วยชนิดอื่นด้วย เช่น กล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนาง และกล้วยน้ำว้า ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน สำหรับเกษตรกรไทยและบุคคลที่สนใจเข้าร่วมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G53Gb-eqQyRR9Sg6J4DaX

  • ‘สมประวิณ‘ เปิดสูตรใหม่ ’3น้อย 3เปลี่ยน‘ เศรษฐกิจไทยหลุดกับดัก

    ‘สมประวิณ‘ เปิดสูตรใหม่ ’3น้อย 3เปลี่ยน‘ เศรษฐกิจไทยหลุดกับดัก

    การเงิน-การลงทุน

    10 ต.ค. 2025 เวลา 13:48 น.

    ถึงเวลาแล้ว ! “สมประวิณ” เสนอแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจไทย  จาก “3 มาก” สู่ “3 น้อย” และ “3 เปลี่ยน” เพื่อฟื้นศักยภาพการแข่งขัน

    • ดร.สมประวิณ ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับดัก “3 น้อย” คือ คนเกิดน้อยลง, ความร่วมมือระหว่างประเทศลดลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว
    • เสนอทางออกด้วยโมเดล “3 เปลี่ยน” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน (Inside-out), ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากฐานราก (Bottom-up) และสร้างระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive)
    • การปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการปรับปรุงกฎหมายและระบบราชการ (Soft Infrastructure) ควบคู่ไปกับภาวะผู้นำที่มุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน กล่าวบนเวที สัมมนา “ Thailand Economic Outlook 2026 ” โดย กรุงเทพธุรกิจ หัวข้อ Out of the Trap “ Wake up! Thailand Economy”  กล่าวว่า ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย หลุดจากกับดักโดยยึดหลัก “กลยุทธ์เก่า บนภูมิทัศน์ใหม่” เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลกและประเทศไทย   จาก “3 มาก” สู่ “3 น้อย”  

    โดยปัจจุบันกลับกลายเป็น “3 น้อย” คือ  

    1.จากคนเกิดมาก เป็นคนเกิดน้อยลง สะท้อนปัญหาโครงสร้างประชากร

    2. จากความร่วมมือมากขึ้น เป็นความร่วมมือลดลง โลกเข้าสู่ยุคภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด

    3 . จากกิจกรรมเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้น เป็น กิจกรรมเศรษฐกิจชะลอ การค้าและการลงทุนลดลงจากความไม่แน่นอน

    นั้น จะขับเคลื่อน เศรษฐกิจไทย ในระยะข้างหน้า เพื่อรับมือ “3 น้อย”

    เราต้องปรับกระบวนท่าโดยใช้โมเดล “3 เปลี่ยน  คือ 

    1. จาก Outside-in เป็น Inside-out เปลี่ยนจากการรอแรงกระตุ้นจากภายนอก มาเน้นการสร้างพลังภายในประเทศ

    2. จาก Top-down เป็น  Bottom-up เปลี่ยนจากการสั่งการจากบนลงล่าง มาเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

    3. จาก Exclusive เป็น  Inclusive เปลี่ยนจากระบบที่จำกัดโอกาส มาเป็นระบบที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม

     นายสมประวิณ มองว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของสายพานการผลิตโลก หากสามารถ ทำ 3 เรื่องให้มีประสิทธิภาพ คือ

    1. เข้าถึงทรัพยากรและเงินทุนอย่างเท่าเทียม

    2. สร้างกลไกตลาดที่โปร่งใสและแข่งขันได้และ

    3. ส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมในภาคเอกชน

    แต่สิ่งสำคัญ คือ การปรับโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็น “Soft infrastructure”  คือ การทำเรื่องกฎหมาย ระบบราชการ และการกระจายอำนาจ ต้องเอื้อต่อการทำธุรกิจและการมีส่วนร่วมของประชาชน

    แต่ปัญหาสำคัญ พบว่า“ความสามารถแข่งขันไทยลดลง ” จากข้อมูลล่าสุด ประเทศไทยตกอันดับความสามารถแข่งขันลง 5 อันดับ สาเหตุมาจากด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ  

    จุดนี้ สะท้อนถึงความจำเป็น “ต้องเร่งทำ” คือ ในการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ , ยกระดับผลิตภาพแรงงานและบริการสาธารณะ และ อัพสกิลและรีสกิลแรงงานผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน

    ดร.สมประวิณ ชี้ว่า เรื่องการปฏิรูปนั้น “ไม่ใช่ไม่รู้ปัญหา”  แต่ “รู้ปัญหาแล้ว ทำไม่ได้“ เป็นปัญหาของไทย  

    ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้จริง คือ ภาวะผู้นำที่มีความมุ่งมั่น (Leadership Commitment) และการเมืองไม่แทรกแซงมากเกินไป รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ด้วยการออกแบบแรงจูงใจใหม่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกันในการเปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1202604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ylla4WB87dEWr-PoItsZg

  • อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนก้าวสู่ความมั่นคงและเศรษฐกิจสีเขียว

    อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนก้าวสู่ความมั่นคงและเศรษฐกิจสีเขียว

    อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่ความเป็นอัจฉริยะและการสร้างแบรนด์ จีนถือว่าเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่สำคัญของโลก อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนไม่เพียงแต่การพัฒนากลยุทธ์เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสีเขียว 

    การพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีน ปัจจุบันอุตสาหกรรมประมงของจีนได้พัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่การเพาะเลี้ยง การแปรรูป การกระจายสินค้า และการบริโภค โดยการเพาะเลี้ยงประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ อาทิ ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System : RAS) และกระชังอัจฉริยะในทะเลลึก ถูกนํามาใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในส่วนการแปรรูป การแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำเป็นพิเศษ การไฮโดรไลซิสด้วยเอนไซม์ชีวภาพ และนวัตกรรมเทคโนโลยีแปรรูปต่างๆ  ส่งเสริมการพัฒนาการแปรรูปเพื่อตอบโจทย์อาหารพร้อมทาน ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการบริโภคในชีวิตที่เร่งรีบ 

    มณฑลตามชายฝั่งทะเล เช่น มณฑลซานตง กวางตุ้ง และฝูเจี้ยน ได้ผลักดันการเพิ่มผลผลิตของสายพันธุ์คุณภาพสูง เช่น ปลาแซลมอน และปลาจวดเหลือง เป็นต้น โดยใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลลึก รวมถึงการแปรรูปและการสร้างแบรนด์ โดยมณฑลกวางตุ้ง เจ้อเจียงและซานตงครองสัดส่วนผลผลิตกว่าร้อยละ 35 อาศัยข้อได้เปรียบของท่าเรือในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปเชิงลึก สำหรับมณฑลพื้นที่ตอนใน อาทิ มณฑลหูเป่ย และหูหนาน มีการปรับปรุงพันธุ์และบูรณาการประมงแบบครบวงจร เพื่อส่งเสริมมูลค่าผลผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น กุ้งเครฟิช และปลากะพงขาว เป็นต้น

    นโยบายการส่งเสริมการพัฒนาสีเขียวในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทจีน ได้กำหนดให้ภายในปี 2568 พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงนิเวศจะมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 สนับสนุนการก่อตั้งฟาร์มปศุสัตว์ทางทะเล การฟื้นฟูทรัพยากรประมง และการส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียว ผ่านกองทุนพิเศษ และแนะนําเกษตรกรให้นํารูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของตลาดอุปกรณ์บัดน้ำเสียให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 

    โครงสร้างความต้องการบริโภค

    1) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำสดและแบบแช่เย็นแช่แข็ง ยังเป็นความต้องการพื้นฐานหลักสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน

    2) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำระดับไฮเอนด์ของกลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางและสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น อาหารทะเลนําเข้า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองอินทรีย์ (ออร์แกนิก) และการแปรรูปเป็นอาหารที่มูลค่าเพิ่มสูง อาทิ สารสกัดคอลลาเจนเปปไทด์จากปลาโดยเทคโนโลยีไอโอเอนไซม์ เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

    3) พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ อาทิ การออกไปแคมปิง (Camping) และครอบครัวเดี่ยว ทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ ความต้องการอาหารทะเลสำเร็จรูปพร้อมทานในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก ซึ่งการพัฒนารูปแบบสินค้าจะต้องมีการสำรวจตลาดตามกระแสการเปลี่ยนแปลง

    การปฏิรูปช่องทางการกระจายสินค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ช่องทางใหม่อย่างการสั่งซื้อตรงผ่านอีคอมเมิร์ซ และการซื้อแบบกลุ่มในชุมชน (Community group buying) มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดรูปแบบการค้าปลีกแบบผสานระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ ซึ่งบางบริษัทค้าปลีกใช้รูปแบบการสั่งซื้อตรงจากแหล่งผลิตเพื่อลดความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการไลฟ์สดอีคอมเมิร์ซช่วยให้การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกับแหล่งเพาะเลี้ยงตามชายฝั่ง เปิดตัวบริการ “สดส่งถึงมือภายใน 24 ชม.” เป็นต้น

    แนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีน

    • การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทั่วโลกต่างก็เร่งก้าวไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การเพาะเลี้ยงในกระชังอัจฉริยะ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียน ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวางเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการประหยัดพลังงาน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกนำมาใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สัดส่วนของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำสีเขียวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอบสนองเป้าหมายผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของจีน

    • การขับเคลื่อนระบบอัจฉริยะและดิจิทัลเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีการเพาะพันธุ์อัจฉริยะกลายเป็นแรงผลักดันหลัก การตรวจสอบคุณภาพน้ำด้วย AI ระบบการให้อาหารอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ความแม่นยำและการรีไซเคิลทรัพยากร นอกจากนี้ อัตราการเข้าถึงโลจิสติกส์ Cold Chain ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน การส่งมอบผลิตภัณฑ์สดใหม่และความสามารถในการรับประกันคุณภาพก็สูงขึ้นด้วย เทคโนโลยี Blockchain ยังช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกกระบวนการตั้งแต่ “บ่อสู่โต๊ะอาหาร” เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้บริโภค

    • การยกระดับการบริโภค (1) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณสมบัติเพื่อสุขภาพ เช่น โอเมก้า 3 คอลลาเจนเปปไทด์ รวมถึงการติดฉลากที่บ่งบอกคุณค่าทางโภชนาการ หรือ ฉลาก GDA (Guideline Daily Amount) เป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค (2) อาหารทะเลไฮเอนด์ที่มีคุณภาพสูงและออร์แกนิค ตามความต้องการของกลุ่มรายได้ปานกลาง-สูงที่ขยายตัว และ(3) การบริโภคในครอบครัวเดี่ยวทำให้เกิดบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก และผลิตภัณฑ์พร้อมทานเพื่อความสะดวกในการรับประทาน

    • ขยายตลาดต่างประเทศ ภายใต้กรอบ RCEP จะทำให้จีนเร่งบุกตลาดอาเซียน ตะวันออกกลาง และกลุ่มตลาดเกิดใหม่เป็นเป้าหมายสำคัญ ด้วยอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน BRI และมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขยายตลาดให้แก่จีน รวมถึงการออกไปลงทุนสร้างโรงงานในต่างประเทศเพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ

    • เสริมสร้างการบริหารความเสี่ยงและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น จำเป็นต้องระมัดระวังต่อความกังวลด้านข้อจำกัดทรัพยากรที่มากขึ้น ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ผู้ประกอบการจีนจึงต้องสร้างกลไกการรับมือฉุกเฉิน อาทิ มีการจัดการแหล่งน้ำที่หลากหลาย และแหล่งสำรองวัตถุดิบ ป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนโดยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ติดตามการอัพเดทมาตรฐานสากลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับข้อกำหนดการเข้าถึงตลาดเช่น ตลาดสหภาพยุโรป เป็นต้น

    ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

    อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 จีนมีปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำราว 73.66 ล้านตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.50 และคาดว่าในปี 2568 จะมีปริมาณการผลิตถึง 74.42 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 และมีความต้องการด้านการบริโภคประมาณ 76.35 ล้านตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนมีทิศทางการพัฒนาไปสู่ความเป็นอัจริยะซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งปริมาณและคุณภาพการผลิตสัตว์น้ำของจีน ขณะเดียวกันจีนก็เร่งขยายตลาดการค้าการลงทุนกับต่างประเทศด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี จีนถือว่ามีการเปิดตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำค่อนข้างมาก เป็นโอกาสขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแบบดั้งเดิม และผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสัตว์น้ำเข้ามาขยายตลาดในจีน โดยคว้าโอกาสใหม่จากความต้องการยกระดับการบริโภคของชาวจีนและขยายกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูง อาทิ ส่งออกอาหารทะเลคุณภาพ อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณสมบัติ (คอลลาเจนจากปลา) นอกจากนี้ ยังเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนทางการค้าโดยการพึ่งพาข้อตกลงทางการค้าต่างๆ อย่าง ACFTA และ RCEP 

    แหล่งที่มา 

    https://www.chinairn.com/hyzx/20250908/17095630.shtml

    http://journal.crnews.net/ncpsczk/2025n/d9q/2025nyzwdh/971707_20250516105528.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x2fgovueft2w46spbzb74iix&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AvtVJPgxp8ox5RS_Uzhjb

  • กต.เตรียมชงผลกระทบเอกชนไทยในกัมพูชาให้ ครม.เศรษฐกิจพิจารณา

    กต.เตรียมชงผลกระทบเอกชนไทยในกัมพูชาให้ ครม.เศรษฐกิจพิจารณา

    กต.เตรียมชงผลกระทบเอกชนไทยในกัมพูชาให้ ครม.เศรษฐกิจพิจารณา

    นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดผลการหารือภายหลังนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือร่วมกับคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา เพื่อรับฟังปัญหา และข้อเสนอจากภาคเอกชนต่อสถานการณ์และความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาว่า มีผู้แทนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมกว่า 90 คนเข้าร่วม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอบคุณภาคเอกชนไทยในกัมพูชาในการขับเคลื่อน และส่งเสริมเศรษฐกิจ 2 ประเทศ แต่สถานการณ์ชายแดน มีผลกระทบทุกมิติ รวมถึงเศรษฐกิจ และประชาชนด้วย รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ของกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยหลายกลุ่ม และมีกระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อยอดขาย และรัฐบาลไทยไม่ประสงค์ให้ความขัดแย้งขยายตัว และย้ำตลอดว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาระหว่างรัฐกับรัฐ ไม่ได้มีเป้าโจมตีประชาชน แต่กัมพูชากลับจงใจให้ประชาชนได้ผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม รวมถึงบอยคอตสินค้าไทย ทั้งทางตรง และทางอ้อมเช่นกัน 

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังเปิดเผยว่า ในการหารือดังกล่าวได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งรัฐบาล จะได้นำไปกำหนดเป็นมาตรการเยียวยาต่อไป และการหารือของรัฐบาลต่อประเด็นดังกล่าว คาดว่า จะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือภายในเดือนนี้ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และการดำเนินการในขั้นต่อไปนั้น หน่วยงานไทยในประเทศ และต่างประเทศ จะดำเนินการร่วมกันอย่างเอกภาพ ภายใต้ ”ทีมไทยแลนด์” และกระทรวงการต่างประเทศ จะประสานงานอย่างใกล้ชิดทุกฝ่าย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสร้างขีดความสามารถ และโอกาสธุรกิจไทย เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ 

    ส่วนข้อเสนอจากภาคเอกชนส่วนใหญ่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีหลายข้อเสนอ และอยากให้รัฐบาลนำไปพิจารณาช่วยเหลือ เช่น มาตรการภาษี มาตรการทางการเงิน สินเชื่อ การช่วยเหลือค่าไฟ ฯลฯ และยังมีผลกระทบหลายเรื่องจาการค้าชายแดนที่ชะงักลงไป แต่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากการรณรงค์ไม่บริโภคสินค้าไทยจากรัฐบาลกัมพูชา ทั้งธุรกิจพลังงาน ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าส่ง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะนำข้อเสนอ เพื่อเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดนโยบายให้ความช่วยเหลือต่อไป

    ส่วนผลกระทบจากการปิดพรมแดนนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เป็นที่รับทราบ เพราะทราบว่า มูลค่าการค้าชายแดน คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นของมูลค่าการค้าทั้งหมด ซึ่งเอกชนส่วนใหญ่ ได้มีมาตรการชั่วคราวในการแก้ปัญหา เช่น การปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากทางบก เป็นทางเรือ รวมถึงยังรอผลการเจรจาไทย-กัมพูชา ในกลไกต่าง ๆ ทั้ง GBC RBC และ JBC รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง เพื่อให้เกิดสันติภาพอย่างถาวร และประเทศไทยยังเชื่อมั่นในการเจรจา รวมถึงหากกัมพูชา มีความจริงใจในการเจรจา สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น 

    ส่วนมีข้อเสนอการเปิดด่านทางบกหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ไม่มีข้อเสนอ แต่มีคำถามว่า จะสามารถกลับมาเปิดด่านอีกครั้งได้เมื่อใด ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า เอกชนทราบดีถึงเหตุผลด้านความปลอดภัยในการปิดด่าน และเอกชน ก็ได้แสดงความเข้าอกเข้าใจ ซึ่งกระทรวงฯ ก็เชื่อมั่นว่า การเจรจาจะสามารถนำมาสู่ข้อตกลงใด ๆ ได้ 

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ และเลือกเส้นทางสันติภาพและความร่วมมือ พร้อมหวังว่า กัมพูชาจะเลือกเส้นทางเดียวกับไทย เพื่อความสงบ และยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p_HrtkjWT6SkhI1ddi0pN

  • กรุงเทพประกันภัยเดินหน้าสร้างผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงรอบด้าน คาดสิ้นปี 2568 ยังคงสร้างผลกำไรตามที่คาดหมายไว้

    กรุงเทพประกันภัยเดินหน้าสร้างผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงรอบด้าน คาดสิ้นปี 2568 ยังคงสร้างผลกำไรตามที่คาดหมายไว้

    10 ตุลาคม 2568, 15:25น.

       ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ว่า ปีนี้นับเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง กำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง ประกอบกับภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะ China Shock เมื่อสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาด ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) จำนวนมากต้องเผชิญความยากลำบากในการแข่งขัน นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 2% สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและไม่เติบโตตามที่ควรจะเป็น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนธุรกิจ รวมถึงธุรกิจประกันภัยด้วยเช่นกัน โดยภาพรวมปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 2% หลังจากครึ่งปีแรกขยายตัวราว 3% ขณะที่อุตสาหกรรมประกันภัยในช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโตประมาณ 3% และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 1.5% – 2.5%

       จากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้น กรุงเทพประกันภัยจึงได้ปรับเป้าหมายการเติบโตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แม้ว่าภาพรวมในปีนี้เบี้ยประกันภัยรับรวมอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งดำเนินงานในทิศทางที่กำหนดไว้ และมั่นใจว่าจะสามารถรักษามาตรฐานด้านผลประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ากำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานในปี 2568 จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาและเป็นไปตามที่คาดหมายไว้

       สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 นี้ คาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ อย่างโครงการคนละครึ่งพลัสที่จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ การขยายตัวของเบี้ยประกันภัยประเภทอื่นๆ ที่จะมีเข้ามา เช่น ประกันภัยทรัพย์สิน และศูนย์ข้อมูล Data Center ฯลฯ ตลอดจนบริษัทฯ มีการบริหารจัดการด้านประกันภัยรถยนต์ที่ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ไม่แข่งขันด้านราคา” และให้ความสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบและสมดุล ซึ่งจุดแข็งของเราคือการให้บริการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เบี้ยประกันภัยรับรวมของบริษัทฯ ในสิ้นปี 2568 อยู่ที่ราว 32,500 ล้านบาท

       ด้านการประเมินความเสียหายในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนส่วนใหญ่ในประกันอัคคีภัยบ้านอยู่อาศัยและห้องชุด รวมถึงประกันภัยทรัพย์สิน ทั้งนี้ กรุงเทพประกันภัยได้บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดสรรประกันภัยต่อ (Reinsurance) ที่ครอบคลุมมากกว่า 95% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทฯ รับผิดชอบโดยตรงเพียงประมาณ 100 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่เหลือได้รับการคุ้มครองจากประกันภัยต่อ

       ส่วนกรณีความเสียหายจากการทรุดตัวของถนนสามเสน บริเวณพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการประเมินความเสียหายทั้งในส่วนทรัพย์สินบุคคลภายนอกและความเสียหายของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งบริษัทกรุงเทพประกันภัยได้เข้าร่วมรับประกันภัย 40% ของมูลค่ารวม ดังนั้น เมื่อสามารถสรุปความเสียหายได้แล้ว บริษัทฯ จะชดใช้ความเสียหายตามสัดส่วนที่รับประกันภัยไว้ แต่ทั้งนี้ จะไม่ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทฯ เนื่องจากกรุงเทพประกันภัยได้จัดสรรการประกันภัยต่อออกไปกว่า 99% ซึ่งบริษัทฯ จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า 1% ของมูลค่าความเสียหายรวมที่เกิดขึ้น

       ทั้งนี้ ปัจจุบันภาคธุรกิจประกันภัยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติและอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ทำให้บริษัทฯ ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการคัดเลือกการรับประกันภัย พร้อมกับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบและเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เอาประกันภัยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/155407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hXrIOE2cj64bfMFgST8L_