Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • KTB ชี้ กนง. มีมติคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.50% จากแนวโน้มเศรฐกิจที่ใกล้เคียงกับที่คาด และผลของนโยบายการเงินที่ทยอยส่งผ่าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KTB ชี้ กนง. มีมติคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.50% จากแนวโน้มเศรฐกิจที่ใกล้เคียงกับที่คาด และผลของนโยบายการเงินที่ทยอยส่งผ่าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ และนโยบายการเงินที่กำลังทยอยส่งผ่าน ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ต่ำลงกว่าคาด

    กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อปี    ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    • เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แม้การส่งออกไปยังสหรัฐฯจะเร่งตัวสูงก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษี แต่กลับส่งผลดีต่อ GDP โดยเฉพาะภาคการผลิตอย่างจำกัด อีกทั้งการนำเข้าที่ขยายตัวสูงในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนความเสี่ยงที่การส่งออกไปยังสหรัฐบางส่วนอาจเป็น transshipment เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอลงจากภาคการผลิตที่เร่งไปในช่วงก่อน การลงทุนที่ชะลอลงท่ามกลางไม่ชัดเจนของผลจากมาตรการการค้า และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวต่อเนื่องนับจากต้นปี แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนบ้าง ทั้งนี้ ต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการสนับสนุน SMEs ของภาครัฐที่จะเป็นแรงส่งอุปสงค์ในประเทศในระยะข้างหน้า
    • กนง. ปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) เล็กน้อยสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 2.2% จากประมาณการเดิม 2.3% และในปี 2569 ปรับลดลงจาก 1.7% เป็น 1.6% โดยคาดว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจจะชะลอลงแรงตั้งแต่ Q4/68 จนถึง Q2/69
    • กนง. มีมุมมองต่อแนวโน้มการส่งออกที่ดีขึ้นกว่าการประเมินครั้งก่อน จากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ดีกว่าที่คาด ประกอบกับปัจจัยบวกของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการ  ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center
    • ขณะที่ปรับการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวลงตามแนวโน้มนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากการแข่งขัน ที่สูงขึ้น โดยประเมินว่าในปี 2569 จำนวนนักเที่ยวเที่ยวจะอยู่ที่ 35 ล้านคนซึ่งยังต่ำกว่าปี 2567 ที่ 5 ล้านคน
    • ภาวะการเงินของไทยทรงตัว ผลของนโยบายการเงินทยอยส่งผ่าน สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงิน และตลาดการเงินปรับลดลง สินเชื่อโดยรวมในระบบสถาบันการเงินยังคงหดตัว จากภาวะสินเชื่อที่ยังอยู่ในช่วง deleveraging โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง ประกอบกับการชำระคืนหนี้องลูกหนี้ที่มีสภาพคล่องเพียงพอและความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ กนง. ประเมินไว้ โดยคาดว่าในปี 2568 เงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.0 ก่อนที่จะทยอยกลับเข้าสู่กรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อในช่วงต้นปี 2570 จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดพลังงาน ตามแนวโน้มราคาน้ำมันที่อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์ชะลอจากทิศทางเศรษฐกิจโลก
    • โดย กนง. เน้นย้ำว่าภาวะดังเกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงภาวะเงินฝืด (deflation) เนื่องจากราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ในตระกร้าเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง แม้สัดส่วนของสินค้าที่ราคาลดลงจะมีมากขึ้นในระยะหลัง แต่ยังใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต
    • ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ยังมีแนวโน้มทรงตัว สะท้อนแรงกดดันราคาด้าน อุปสงค์ที่ยังมีอยู่ แม้จะอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้ง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (headline inflation expectations) ในระยะปานกลางของภาคเอกชนยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 6%

    Implication:

    • Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 25% เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติมหากแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอกว่าที่คาด จากผลของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐซึ่งจะส่งผลเต็มที่ต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2569 โดยเฉพาะเกณฑ์ด้าน Regional Value Content ที่ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุป
    • Krungthai COMPASS มองว่าปัจจุบันนโยบายการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในปีหน้าที่ กนง. คาดว่า GDP จะขยายตัวที่ 6% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลังที่ 1.74% และหากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยซึ่งใกล้เคียงระดับ 0.7% ไม่ได้แตกต่างมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สูงกว่า
    • ในระยะข้างหน้าต้องติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ประกอบการเพิ่มเติม โดยเฉพะกลุ่มเปราะบางที่มี margin ต่ำและ SMEs โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นลำดับต้นๆของภูมิภาค และมีความเสี่ยงแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่าที่ผ่านมา ธปท. จะมีการดูแลค่าเงินบาทต่อเนื่อง สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิ(Net International Reserves) ที่แตะระดับสูงสุดที่ 9 แสนล้านบาท นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในระยะข้างหน้าที่ยังผันผวนจากทิศทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อที่ ไม่แน่นอนจะส่งผลต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และกดดันค่าเงินบาทอีกทางหนึ่ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/10/585549/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xxVqEa9GrTdT52Z_uZ98h

  • สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา   – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 ต.ค. 2568

    | 13 view

    สรุปการแถลงข่าว

    เกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา

    โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 15.30 น.

    ณ ห้องแถลงข่าว และทาง Facebook/TIKTOK/Youtube LIVE กระทรวงการต่างประเทศ

    • การพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชามีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของภาคเอกชนไทยในกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งจะได้นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้กำหนดนโยบายเพื่อหาทางแก้ไข เยียวยา ลดผลกระทบ และเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ภาคเอกชนไทยในกัมพูชา
    • มีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมประมาณ 90 คน ทั้งผู้แทนจากภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (กรมการค้าต่างประเทศ) กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) รวมถึงธนาคาร EXIM Bank และผู้แทนภาคเอกชนจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงินและการธนาคาร การเกษตรและปศุสัตว์ พลังงาน การก่อสร้าง การค้าปลีกค้าส่ง สายการบิน ภาคบริการ/บันเทิง/ท่องเที่ยว/โรงพยาบาล โลจิสติกส์ ตลอดจนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจไทย – กัมพูชา สมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา และหอการค้าประจำจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 7 จังหวัดชายแดน
    • เป็นการหารือที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดจึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีฯ ได้รับฟังและเห็นภาพที่เกิดขึ้นจริงกับภาคเอกชนไทยด้วยตนเอง

    ข้อมูลความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย – กัมพูชา

    • ด้านการค้า ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของกัมพูชา โดยเมื่อปี 2567 มีมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทั้งสองประเทศได้ตั้งเป้าให้เพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 โดยการค้าชายแดนมีอัตราส่วนร้อยละ 50 ของมูลค่าการค้ารวม อย่างไรก็ดี มูลค่าการค้าในปัจจุบันลดลงอย่างมาก โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท ขณะที่สินค้าไทยหลายรายการ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจบันเทิงที่เคยเข้าถึงชีวิตประจำวันของชาวกัมพูชา ได้ทยอยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชา
    • ด้านการลงทุน ไทยเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 9 ของกัมพูชา โดยเมื่อปี 2567 มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • ด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2567 นักท่องเที่ยวกัมพูชาเดินทางมาประเทศไทยประมาณ 550,000 คน ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปกัมพูชาประมาณ 2 ล้านคน ถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของกัมพูชา

    สาระสำคัญจากการประชุม

    • ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในส่วนเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านการค้า การส่งออก และธุรกิจอื่น ๆ รวมทั้งแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยในกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยในกัมพูชาที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
    • แต่ด้วยสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาได้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมิติอื่น ๆ โดยเฉพาะมิติเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระดับประชาชน การค้าชายแดนจึงชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มาตรการต่าง ๆ ของฝ่ายกัมพูชา เช่น การห้ามนำเข้าน้ำมัน ห้ามนำเข้าผักและผลไม้จากไทย รวมถึงห้ามฉายหนังและละครไทย ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจหลายกลุ่ม ขณะที่กระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชาที่รุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากการสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชา ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าไทยในกัมพูชา
    • ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงสิ่งที่รัฐบาลไทยไม่ประสงค์ให้เกิดขึ้น คือ การขยายตัวของปัญหาความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย
    • ประเทศไทยย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระหว่างรัฐ ไม่ควรทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด มิได้มีเป้าหมายโจมตีประชาชนแต่อย่างใด แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยตั้งใจและจงใจให้ประชาชนได้รับผลกระทบไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
    • รัฐมนตรีฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับฟังอุปสรรคและความท้าทายของภาคเอกชนไทย รวมทั้งประเด็นที่ภาคเอกชนต้องการรับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยผู้แทนหอการค้า 7 จังหวัดชายแดนได้แสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ด้วย เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งรัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปพิจารณากำหนดมาตรการสนับสนุนและเยียวยาภาคเอกชนที่เหมาะสมต่อไป
    • กระทรวงฯ จะนำผลการชุมเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หรือคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน

    การดำเนินการขั้นต่อไป

    • สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพของหน่วยงานไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “ทีมไทยแลนด์” เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้านและยั่งยืน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะประสานและหารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
    • การดำเนินการแก้ไขปัญหาสำหรับภาคเอกชนไทยนี้สอดคล้องกับนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกของกระทรวงฯ ที่มุ่งขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคธุรกิจไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการขยายตลาดใหม่ไปยังภูมิภาคที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และ Startups สามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และให้เท่าทันต่อมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจได้
    • ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาโดยสันติ ไทยได้เลือกเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพและความร่วมมือ และหวังว่า กัมพูชาจะร่วมเดินบนเส้นทางนี้กับไทย เพื่อความสงบสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชนของทั้งสองประเทศ

    สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/1Af7T3PAk8/?mibextid=wwXIfr


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/pb101025-th%3Fcate%3D67403ea4d0cb7152ab4f9643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yB6HKPEqy9rTRT7KJ9AhN

  • ราชทัณฑ์เล็งให้”ทักษิณ” ช่วยงานการทางศึกษาเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ

    ราชทัณฑ์เล็งให้”ทักษิณ” ช่วยงานการทางศึกษาเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ

    เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่กรมราชทัณฑ์ จ.นนทบุรี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมราชทัณฑ์ ประจำปี 2568 ครบรอบ 110 ปี ในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 โดยมีผู้บัญชาการและเจ้าหน้าที่ร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรมราชทัณฑ์ และมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 แก่ผู้ทำคุณประโยชน์

    พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า มอบนโยบายเน้นย้ำการควบคุม และแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ยกระดับงานราชทัณฑ์สู่การควบคุมดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์ ให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยน้อมนำโครงการพระราชดำริเสริมสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังมีงานทำ เมื่อออกจากเรือนจำไปแล้วจะสามารถอยู่ในสังคมได้ ดำเนินชีวิตไม่กระทำผิดซ้ำอีก ปัจจุบันคดีความผิดของผู้ต้องขังที่พบมากที่สุดยังเป็นคดียาเสพติด และสถิติการกระทำความผิดซ้ำของผู้ต้องขังยังไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กรมราชทัณฑ์ต้องแก้ไข

    เมื่อถามถึงกรณีการคุมขัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีแผนฝึกอบรมหรือให้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของนายทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์ว่าคุณพ่ออยากช่วยคุมการลอกท่อหรือไม่ พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ การจะให้ไปทำงานต้องคำนึงถึงสุขภาพ จึงอยากให้นายทักษิณไปช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษ ให้ผู้ต้องขังในเรือนจำมากกว่า แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เรือนจำ

    เมื่อถามถึงการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณนั้น พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่าเป็นไปตามขั้นตอน

    สำหรับกรณีการขอพักโทษ แหล่งข่าวในกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามระเบียกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังทั่วไปจะต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แต่หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ระเบียบกำหนดต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้วเงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้ จากนั้นกรมราชทัณฑ์ก็จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาที่จะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยหลักเกณฑ์นี้เป็นระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกคน

    ส่วนกรณีของนายทักษิณนั้น กรมราชทัณฑ์เน้นดูแลใน 2 เรื่อง คือการดูแลสุขภาพ ยารักษาโรค และประวัติความเจ็บป่วย ส่วนอีกเรื่อง คือ เรื่องความปลอดภัย และการป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองภายในเรือนจำ เนื่องจากภายในเรือนจำคลองเปรมมีผู้ต้องขังที่มีความเห็นทางการเมืองหลากหลาย จึงต้องมีการแยกแดนเพื่อลดการเผชิญหน้าของผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนในเรือนจำ ขณะที่ประเด็นการให้ไปบำเพ็ญประโยชน์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ต้องขัง หากทำได้เรือนจำก็พร้อมสนับสนุน

    ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษ ครั้งที่ 2 ต้องเป็นนักโทษประหารชีวิตนั้นไม่จำเป็น ซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายบุคคลเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน โดยในชั้นเรือนจำฯ และ กรมราชทัณฑ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเป็นพระราชอำนาจวินิจฉัยต้องส่งไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างกรณี นายบรรยิน ตั้งภากรณ์ เคยถูกตัดสินประหารชีวิตก็ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ แต่หากฎีกาถูกยกคือไม่ลดโทษให้ และอีก 2 ปีจึงขอยื่นได้ใหม่อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248229&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wz4e0hWZS8-QlIl6w2Rg0

  • “ราชทัณฑ์”จ่อดึง “ทักษิณ” ช่วยงานการศึกษาในเรือนจำ เตรียมเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษให้ผู้ต้องขัง

    “ราชทัณฑ์”จ่อดึง “ทักษิณ” ช่วยงานการศึกษาในเรือนจำ เตรียมเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษให้ผู้ต้องขัง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/102812&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nR2UthiO3XVy0p8KKXg11

  • (No Gift Policy) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    (No Gift Policy) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    NO Gift Policy ส่งมอบความสุขและความปรารถนาดีผ่านคำอวยพร
    “งดให้ งดรับ ของขวัญ และของกำนัลในทุกโอกาส”
    ผู้บริหาร คณาจารย์ ครู และบุคลากร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    งดรับของขวัญและของกำนัล จากการปฏิบัติหน้าที่ ในเทศกาลปีใหม่ และเทศกาลต่างๆ เพื่อดำเนินงานด้วยความโปร่งใส เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร “สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้”

    (No Gift Policy) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 — 10 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115848/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y4fEcXuPXhvlPDA63yuPE

  • หยุดยาว ‘วันนวมินทรมหาราช 2568’ ททท.คาดไทยเที่ยวไทย 2.7 ล้านคน เปิด 5 จังหวัดยอดฮิต

    หยุดยาว ‘วันนวมินทรมหาราช 2568’ ททท.คาดไทยเที่ยวไทย 2.7 ล้านคน เปิด 5 จังหวัดยอดฮิต

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้ประเมินภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวเนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม ปี 2568 คาดว่า บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ททท. คาดว่า จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.71 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2 %  สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 11,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรมอยู่ที่ 69 % แบ่งเป็นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เกิดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 42 %

    สำหรับภูมิภาคที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้ามากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ภาคกลาง 658,200 คน-ครั้ง รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 581,800 คน-ครั้ง และภาคตะวันออก 524,900 คน-ครั้ง  ส่วนภูมิภาคที่มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 2,780 ล้านบาท รองลงมาคือ ภาคตะวันออก 2,470 ล้านบาท และภาคใต้ 2,290 ล้านบาท

    5 จังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงหยุดยาว ‘วันนวมินทรมหาราช 2568’

    โดย 5 อันดับเมืองหลักที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด ได้แก่

    • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
    • อันดับ 2  ชลบุรี
    • อันดับ 3  กาญจนบุรี
    • อันดับ 4 ภูเก็ต
    • อันดับ 5 นครราชสีมา

    5 อันดับเมืองน่าเที่ยวที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด

    • อันดับ 1 อุดรธานี
    • อันดับ 2 สุพรรณบุรี
    • อันดับ 3 เชียงราย
    • อันดับ 4 เลย
    • อันดับ 5 นครพนม

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    10 จังหวัดยอดนิยมที่มีการจองโรงแรม/ที่พักจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ในช่วงวันหยุดนี้ ได้แก่

    • อันดับ 1 ชลบุรี
    • อันดับ 2 จันทบุรี
    • อันดับ 3 ตราด
    • อันดับ 4 เพชรบุรี
    • อันดับ 5 ประจวบคีรีขันธ์
    • อันดับ 6 เชียงใหม่
    • อันดับ 7 นครราชสีมา
    • อันดับ 8 กาญจนบุรี
    • อันดับ 9 ราชบุรี
    • อันดับ 10 ระยอง

    พฤติกรรมการเดินทางในช่วงวันหยุด จะเป็นการเดินทางระยะใกล้ เพื่อพาครอบครัวไปไหว้พระทำบุญ ช่วงวันออกพรรษาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต

    นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการเดินทางข้ามภาคเพิ่มขึ้น ทั้งจากกลุ่มครอบครัวที่ลูกหลานอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน ส่วนหนึ่งมาจากแรงหนุนจากมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่มีการใช้สิทธิ์จองโรงแรม/ที่พักในจังหวัดนอกภาคภูมิที่ตนอาศัย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 63% ผนวกกับกลุ่มท่องเที่ยวสายบุญสายศรัทธา

    การท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว วันนวมินทรมหาราช 2568

    เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลทอดกฐิน พุทธศาสนิกชนนิยมเดินทางไปทอดกฐินตามวัดต่างๆ ที่ตนนับถือและศรัทธากันเป็นหมู่คณะ และมักมีการต่อยอดการเดินทาง  ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวในประเทศช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันนวมินทรมหาราช ปี 2568

    ปัจจัยสนับสนุน

    โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการเดินทางเที่ยวภายในประเทศในช่วงวันหยุดนี้ ให้กลับมาคึกคักทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว โดยในช่วงวันที่ 10-12 ตุลาคม พบว่ามีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ จองโรงแรม/ที่พักจำนวน 24,958 สิทธิ์ โดยเป็นการจองที่พักในเมืองหลัก 11,800 สิทธิ์ คิดเป็น 47 % และเมืองน่าเที่ยว 13,158 สิทธิ์ คิดเป็น 53 % (ข้อมูลโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ณ วันที่ 15 กันยายน 2568

    การจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติและบำเพ็ญกุศล เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 อาทิ พิธีถวายราชสักการะ วางพวงมาลา พิธีทำบุญตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ฯลฯ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางเข้าพื้นที่ เพื่อเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ  

    มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวค่อนข้างหลากหลาย ทั้งที่จัดโดย ททท. และพันธมิตรในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมตามความสนใจของนักท่องเที่ยว เช่น

    เทศกาลอาหาร อาทิ เทศกาลอาหารและดนตรี เหนื้อ เหนือ “กินเหนือ ครั้งที่ 5” จ.เชียงใหม่ (8-13 ต.ค.68) งาน “TEA DELIGHT – The First Edition” จ.เชียงใหม่ (11-13 ต.ค.68) งานมหกรรมอาหารฮาลาล “น่าอ้ำ ฮาลาล” จ.พระนครศรีอยุธยา (8-14 ต.ค.68) หมีทะเลมาเสิร์ฟ EP#4 X Central Pattaya จ.ชลบุรี (10-15 ต.ค.68)

    งานดนตรี กีฬา และนันทนาการ อาทิ คอนเสิร์ตศิลปินระดับโลกอย่าง Mariah Carey: The Celebration of MIMI – Live In Bangkok เมืองทองธานี นนทบุรี (11 ต.ค.68) งานวิ่งเทรลและมินิมาราธอนท่ามกลางธรรมชาติ เช่น สกาดซีนิคเทรล- SAKAD SCENIC TRAIL 2025 จ.น่าน (12 ต.ค.68) Sukhothai Marathon จ.สุโขทัย (12 ต.ค.68) Paktaitoday mini marathon @Phang Nga 2025 จ.พังงา (12 ต.ค.68) 20 ปี FTE ก้าวแห่งความผูกพัน-RUN for Future” จ.ภูเก็ต (12 ต.ค.68) งาน Krabi Bike Week (10-11 ต.ค.68) และ Street Art King Bhumibol at Chumphon จ.ชุมพร (1-13 ต.ค.68)

    เทศกาล งานประเพณี ความเชื่อ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม อาทิ งานคำชะโนดโลก ครั้งที่ 1 อุดรธานี (8-12 ต.ค.68) ประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่าและแข่งขันเรือยาว จ.สุราษฏร์ธานี (4-12 ต.ค.68) งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 (12-23 ต.ค.68) งานฉลองเจดีย์วัดไร่ขิง 103 ปีชาตกาล ปี 2568 จ.นครปฐม (4-12 ต.ค.68) งานประเพณีวิ่งควาย อ.ปลวกแดง จ.ระยอง (3-12 ต.ค.68)

    ปัจจัยอุปสรรค

    ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว มีการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 7 เดือน นับจากเดือน ม.ค. ที่มีค่าดัชนีอยู่ในระดับ 90.6 เหลือเพียง 71.3 ในเดือน ส.ค. 68 สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและความไม่มั่นคงทางรายได้ ส่งผลให้คนไทยระมัดระวังและใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น

    การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทย วันหยุดยาวในเดือนตุลาคมถือเป็นอีกหนึ่งช่วงที่คนไทยนิยมเดินทางไปต่างประเทศมาก เนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนของกลุ่มครอบครัว และการใช้วันลาพักร้อนใกล้สิ้นปีของกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งจากสถิติคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรรายวัน (สตม.) พบว่า ในปี 2567 มีจำนวนคนไทยเดินทางออกในช่วงวันหยุดนี้เฉลี่ยวันละ 52,000 คน และคาดว่าในปีนี้น่าจะมีคนไทยเดินทางออกเพิ่มขึ้น

    เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยส่วนใหญ่นิยมท่องเที่ยวในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย (แผนการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไตรมาส4/2568, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

    สภาพอากาศยังมีความแปรปรวน เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน มีโอกาสที่จะมีพายุและมรสุมโดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ อาจเกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก

    ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี และสระแก้ว ยังคงมีการปะทะกันอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์และฟื้นฟูความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UW07cWZIa5K8NMitTwWhA

  • มท.2 เปิดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1” เชื่อมพลังศรัทธาพญานาค กับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    มท.2 เปิดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1” เชื่อมพลังศรัทธาพญานาค กับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    มท.2 เปิดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1” เชื่อมพลังศรัทธาพญานาค กับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    วันที่ 8 ต.ค. 2568 ที่ลานบวงสรวงสนามหญ้าคำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1” โดยมีนายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าฯ อุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ให้การต้อนรับ มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมงานจำนวนมาก

    การจัดงานนี้ เป็นการจัดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่างวันที่ 8 – 12 ต.ค. 2568 เชื่อมโยงกับเทศกาลออกพรรษา งานบั้งไฟพญานาคจังหวัดหนองคาย และงานไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม บอกกล่าวเล่าขานตำนานความเชื่อแห่งดินแดนพญานาค และตำนานท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงพลังความรัก ความศรัทธา และความสามัคคีของประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น กระตุ้เศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย การทำบุญตักบาตรเนื่องในเทศกาลออกพรรษา พิธีถวายพานบายศรีขอพร ขบวนแห่พญานาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยาว 109 เมตร ใช้คนกว่า 200 คน การรำบวงสรวง การแสดงแสง สี เสียง การแสดงของนักเรียนในพื้นที่ และกิจกรรมพาแลงขันโตก

    วังนาคินทร์คำชะโนด ตั้งอยู่ที่ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเป็นเกาะกลางน้ำ มีต้นคำชะโนดขึ้นหนาแน่น ภายในมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นป่องพญานาค เชื่อมโยงกับตำนานดินแดนพญานาค จากความเชื่อและศรัทธา ทำให้คำชะโนดกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้ขอพรจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับ จ.อุดรธานี โดยมีนักท่องเที่ยวสูงสุดเมื่อปี 2562 กว่า 3.36 ล้านคน สำหรับ ปี 2568 (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 กรกฎาคม) มีนักท่องเที่ยวมาเยือนคำชะโนดแล้วกว่า 6.9 แสนคน และนักท่องเที่ยวใน จ.อุดรธานี รวมกว่า 2.94 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 8.13 ล้านบาท การจัดงานครั้งนี้ใช้งบจากกองทุนคำชะโนด ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยววันละไม่น้อยกว่า 10,000 คน ตลอด 5 วันของการจัดงาน คาดสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/58861&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39hltSdpn5uTOoSvCt-qRm

  • ซัมซุงอาจเปิดตัวมือถือจอพับ 3 ทบปีนี้ หลัง KIPRIS เผยภาพร่าง

    ซัมซุงอาจเปิดตัวมือถือจอพับ 3 ทบปีนี้ หลัง KIPRIS เผยภาพร่าง

    เอกสารหลุด?! ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาเกาหลีใต้ (KIPRIS) เผยภาพร่าง “มือถือจอพับ 3 ทบ” คาดเป็นของ Samsung ประธานลั่นเอง เตรียมเปิดตัวภายในปีนี้

    หลังจากที่ HUAWEI แบรนด์สมาร์ตโฟนดังแดนมังกร เปิดตัว “HUAWEI Mate XT”  มือถือจอพับ 3 ทบรุ่นแรกของโลก เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมปี 2024 ที่ผ่านมา

    ล่าสุด จากฐานข้อมูลของ KIPRIS (Korean Intellectual Property Rights Information Service) หรือฐานข้อมูลออนไลน์ที่ให้บริการข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลีใต้ มีการเปิดเผยเอกสารสิทธิบัตรที่คาดว่าจะเป็นมือถือจอพับ 3 ทบของ “Samsung” แม้ทางแบรนด์จะยังไม่ประกาศวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

    จากภาพร่างในเอกสาร สิ่งที่โดดเด่นของมือถือจอพับ 3 ทบนี้ คือการออกแบบที่แบ่งเป็นสามส่วน แต่ละส่วนมีแบตเตอรี่แยกกัน

    ประกอบด้วย ก้อนเล็กสุด (T1) อยู่ในฝั่งที่มีกล้องหลังสามตัว ก้อนที่ใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย (T3) อยู่ในส่วนที่มีหน้าจอฝาพับ และก้อนที่ใหญ่ที่สุด (T2) อยู่ตรงกลางของเครื่อง ซึ่งจะประกบระหว่างอีกสองส่วนเมื่อพับ 3 ทบเข้าหากัน

    สิทธิบัตรดังกล่าวไม่ได้ระบุความจุของแบตเตอรี่หรือความเร็วในการชาร์จ แต่หลายฝ่ายคาดว่า Samsung จะอัปเกรดให้เหนือกว่า Galaxy Z Fold7 ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 4,400 mAh และรองรับชาร์จไวเพียง 25 วัตต์ ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

    รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า Samsung อาจวางจำหน่ายมือถือจอพับ 3 ทบเฉพาะในเกาหลีใต้และจีน แต่ข้อมูลล่าสุดเผยว่า อาจเปิดขายในสหรัฐอเมริกาด้วย โดยคาดว่าการเปิดตัวจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทีเอ็ม โรห์ (TM Roh) ประธานบริษัท Samsung Electronics จากเกาหลีใต้ ประกาศว่า Samsung เตรียมมีมือถือจอพับ 3 ทบ ภายในปี 2025 นี้

    โดย โรห์ เผยว่า ขณะนี้ Samsung กำลังปรับแต่งและพัฒนาประสบการณ์การใช้งานให้สมบูรณ์แบบที่สุดก่อนเปิดตัว โดยยังไม่ได้ตัดสินใจชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งทาง Samsung จะตัดสินใจเรื่องชื่อช่วงใกล้เปิดตัว

    จากข่าวลือก่อนหน้า สมาร์ตโฟนจอพับ 3 ทบของ Samsung จะพับเข้าด้านใน ต่างจาก HUAWEI Mate XT ที่พับออกด้านนอก ซึ่งแม้ต้นทุนจะสูงกว่า แต่ข้อดีคือหน้าจอหลักจะไม่ถูกเปิดเผยเมื่อพับเก็บ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้มากกว่า

    นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า สมาร์ตโฟนจอพับ 3 ทบรุ่นใหม่นี้จะมีราคาสูงกว่า Galaxy Z Fold7 ที่เพิ่งเปิดตัวไปด้วย

    ที่มา: GSMArena (1) (2)

    RELATED

    TOP ไอที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/258912/amp&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U_KGVmUSorbSTEW_qg-mN

  • “อะโวคาโดพบพระ 08” จ.ตาก พืชเศรษฐกิจมิติใหม่ ตอบรับ Longevity Trend สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย

    “อะโวคาโดพบพระ 08” จ.ตาก พืชเศรษฐกิจมิติใหม่ ตอบรับ Longevity Trend สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย

    ภาคเกษตรเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่การพึ่งพาพืชเศรษฐกิจดั้งเดิมอาจไม่เพียงพอต่อความมั่นคงในระยะยาว การส่งเสริม “พืชเศรษฐกิจมิติใหม่” จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตร “อะโวคาโด” พืชอาหารเพื่อสุขภาพ (Longevity Food) กำลังกลายเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถผลักดันรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทยได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแหล่งปลูกอะโวคาโดสำคัญของไทยอยู่ในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และตาก รวมถึงบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง สศท. 2 ติดตามสถานการณ์การผลิตอะโวคาโด จังหวัดตาก เป็นสินค้า GI ได้รับการขึ้นทะเบียน วันที่ 12 ตุลาคม 2566 พื้นที่ปลูกเกือบทั้งหมดของจังหวัดอยู่ที่ อ.พบพระ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงระหว่างภูเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,765 เมตร มีฝนตกชุก ส่งผลให้อะโวคาโดติดดอกออกผลเร็ว หลังปลูก 2-3 ปี

    สถานการณ์ผลิตในปี 2568 (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก ณ กันยายน 2568) คาดว่า เนื้อที่ปลูกอะโวคาโดทุกสายพันธุ์ในพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มี 8,900 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 86 ของเนื้อที่ปลูกทั้งจังหวัด เกษตรผู้ปลูกที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร 387 ราย จำนวน 3,761 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 7,170 ไร่ จำแนกเป็น พันธุ์บัคคาเนีย ร้อยละ 55 พันธุ์พบพระ 08 ร้อยละ 30 พันธุ์บู้ท 7 ร้อยละ 5 และพันธุ์พื้นเมืองร้อยละ 5 ผลผลิตทุกสายพันธุ์รวม 21,000 ตัน/ปี  ผลผลิตเฉลี่ย 3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี   (ต้นที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป) ผลผลิตออกสู่ตลาดนาน 6 เดือน ในช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งในเดือนตุลาคม ผลผลิตจะออกตลาดอีกประมาณ 700 – 800 ตัน ด้านการจำหน่ายผลผลิต เกษตรกรรายย่อยเกือบทั้งหมดจะจำหน่ายให้แก่พ่อค้าในและนอกพื้นที่ที่เข้ามารับซื้อถึงสวน ยกเว้นสวนอะโวคาโดขนาดใหญ่ที่มีระบบ การจัดการที่ดีจะจำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่มีเงื่อนไขข้อตกลงด้านปริมาณรับซื้อและราคากันไว้แล้ว โดยราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้ ณ เดือนกันยายน 2568 แบ่งตามพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์บัคคาเนีย ผลใหญ่ กก.ละ 55 – 60 บาท ผลกลาง กก.ละ 45 – 50 บาท ผลเล็ก กก.ละ 25 – 27 บาท เหมาคละ กก.ละ 30 บาท พันธุ์พบพระ 08 ราคาต้นฤดู กก.ละ 70 – 90 บาท พันธุ์บู้ท7 เหมาคละ กก.ละ 50 – 60 บาท พันธุ์พื้นเมือง ผลใหญ่ กก.ละ 35 บาท ผลกลาง กก.ละ 20 บาท ผลเล็ก กก.ละ 15 บาท เหมาคละ กก.ละ 20 – 30 บาท

    สำหรับ อะโวคาโดพบพระ 08 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่โดดเด่น ถูกพัฒนามาจากพันธุ์พื้นเมืองที่ได้จากการนำยอดพันธุ์อะโวคาโดจากต้นแม่พันธุ์ ณ บ้านรวมไทยพัฒนาที่ 8 ต.รวมไทยพัฒนา อ.พบพระ จ.ตาก มาเสียบยอดกับต้นตอพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกไว้ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพ ได้ผลผลิตสูง ทนทานต่อโรค และได้ขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว โดยมีนายวรเชษฐ์ วังพลากร เกษตรกรเจ้าของสวนวังพลากร ได้รับยกย่องจากเกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ จ.ตาก ว่าเป็นเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและการตลาดอะโวคาโดของจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการผลิตอะโวคาโดคุณภาพรายใหญ่ของ อ.พบพระ ที่มีต้นอะโวคาโดมากกว่า 1,000 ต้น ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ กรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาร่วมสนับสนุนส่งเสริมการผลิตอะโวคาโดคุณภาพในพื้นที่อำเภอพบพระให้มีเพิ่มมากขึ้น  โดยสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดนอกพื้นที่ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้กับ จ.ตากมหาศาล ทั้งนี้ อะโวคาโดพันธุ์พบพระ 08 เหมาะปลูกในดินร่วนระบายน้ำดี ทนแล้งและต้านทานโรค โดยเฉพาะโรครากเน่า–โคนเน่า ให้ผลผลิตสูง เนื้อแน่น แห้ง มีกลิ่นหอม ผลสุกเปลี่ยนสีชัดเจน เลี้ยงผลเพียง 4–5 เดือน ช่วยลดต้นทุนและฟื้นฟูต้นได้เร็ว อีกทั้งยังขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI สะท้อนคุณภาพเฉพาะถิ่นอย่างแท้จริง 

    “หากเกษตรกรยุคใหม่มุ่งเลือกปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาตนเองด้านองค์ความรู้และการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ควรมีการบูรณาการจัดทำแผนการขับเคลื่อนพัฒนาสินค้า “อะโวคาโดพบพระ 08” จากหน่วยงานทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่ครอบคลุมในทุกมิติ ภายใต้กรอบแนวคิด BCG Model ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพผลผลิตควบคู่กับการสร้างสมดุลให้แก่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจังหวัดตากสามารถส่งเสริมให้พันธุ์พบพระ 08 เป็นพืชทางเลือกหรือพืชเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบรับกับ Longevity Trend ได้อย่างเหมาะสม สร้างความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าว   

    ทั้งนี้ การพัฒนาอะโวคาโดพบพระ 08 ในระยะต่อไป มีแนวทางสำคัญ ดังนี้ 1) ส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตการตลาดอะโวคาโด และแนวทางการปรับตัว 2) สนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสวนการเก็บผลผลิตที่แก่จัด และการตรวจรับรองคุณภาพสินค้า 3) หน่วยงานในสังกัด กษ. ควรบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาอะโวคาโดร่วมกับทุกภาคส่วนใน อ.พบพระ จ.ตาก  ตามกรอบ BCG Model ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับ “Longevity Trend” 4) หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนให้ความรู้การตลาดสินค้า 5) สวนอะโวคาโดคุณภาพของจังหวัดตาก ควรได้รับการรับรองด้วยแบรนด์ตากการันตี เพื่อยืนยันคุณภาพและปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6) สวนอะโวคาโดพบพระควรตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิต (สวน) หรือสามารถพูดคุยกับเจ้าของสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่นำไปสู่การเชี่อมโยงธุรกิจการค้าที่ยั่งยืนในอนาคต
        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a8xWpHk_l4YVYn54rsDo4

  • คะแนนสอบ ก.พ. เปิดให้ดูแล้วผ่านเว็บ-แอปฯ พิมพ์หนังสือรับรองผล 16 ต.ค.

    คะแนนสอบ ก.พ. เปิดให้ดูแล้วผ่านเว็บ-แอปฯ พิมพ์หนังสือรับรองผล 16 ต.ค.

    สำนักงาน ก.พ. เปิดให้ดูคะแนนสอบ ก.พ. ผ่านทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ส่วนการพิมพ์หนังสือรับรองผล เริ่มตั้งแต่ 16 ต.ค. 68

    วันที่ 10 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ สำนักงาน ก.พ. ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก. (Paper & Pencil) ปี 2568 โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ที่สอบผ่านได้ทางเว็บไซต์ https://job3.ocsc.go.th หัวข้อ “การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2568 (paper & pencil)” ซึ่งจะแบ่งรายชื่อผู้สอบผ่านตามศูนย์สอบ ก.พ.

    ทั้งนี้  สำนักงาน ก.พ. ได้เปิดให้ผู้เข้าสอบ สามารถดูคะแนนสอบได้แล้ว ตั้งแต่เวลา 09.00 น. วันนี้ และผู้สอบผ่านสามารถพิมพ์หนังสือรับรองผลการสอบผ่านฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ https://job3.ocsc.go.th , https://job.ocsc.go.th โดยกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือดูคะแนนสอบผ่าน Mobile App “JOB OCSC” หัวข้อ “พิมพ์หนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป” 

    อ้างอิง สำนักงาน ก.พ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2888240&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TfdJOPP08jQllmOo7p1Qm