Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดีอี เตือนข่าวปลอม “เริ่มลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต” สร้างความเข้าใจผิด

    ดีอี เตือนข่าวปลอม “เริ่มลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต” สร้างความเข้าใจผิด

    ดีอี เตือนข่าวปลอม “เริ่มลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต” สร้างความเข้าใจผิด

    เช็ก 10 ข่าวปลอมประจำสัปดาห์ พบประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

    ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 3 – 9 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,029,742 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,031 ข้อความ

    สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,010 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 6 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 13 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 224 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 73 เรื่อง 

    กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

    กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 151 เรื่อง 

    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 26 เรื่อง

    กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 3 เรื่อง 

    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง 

    กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 44 เรื่อง

    10 อันดับข่าวปลอมรายสัปดาห์

    นางสาวสุชาดา กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

    อันดับที่ 1 : เรื่อง เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68

    อันดับที่ 2 : เรื่อง ทหารกัมพูชาตรึงกำลังตั้งฐานที่ปราสาทคนา

    อันดับที่ 3 : เรื่อง เปิดเกณฑ์รับเงินคนละครึ่ง แบ่ง 3 กลุ่ม แจกสูงสุด 2,400 บาท

    อันดับที่ 4 : เรื่อง หญิงที่ไม่มีเพศสัมพันธ์เป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงสมองตาย และเป็นมะเร็งรังไข่

    อันดับที่ 5 : เรื่อง ทอ. สั่งบิน F-16 สอดแนมฐานทัพกัมพูชา

    อันดับที่ 6 : เรื่อง จังหวัดเพชรบูรณ์เกิดเหตุคอกวัวแตกหลังฝนตกหนัก

    อันดับที่ 7 : เรื่อง เกิดเหตุเครื่องบินตกในกรุงเทพฯ สูญเสีย 750 ราย

    อันดับที่ 8 : เรื่อง การแสดง “โขน” ต้นฉบับเป็นของกัมพูชา

    อันดับที่ 9 : เรื่อง งอนิ้วชี้ไปมาข้างละ 100 ครั้งต่อวัน ช่วยให้ตับดี สมองดี สายตาดี

    อันดับที่ 10 : เรื่อง ไทยขายใบนัดแพทย์ปลอม ให้คนกัมพูชาใช้ผ่านข้ามแดน

    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ปัจจุบัน กระทรวงการคลัง ยังไม่มีการดำเนินการโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะที่ 3 ทั้งนี้ หากมีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชาสัมพันธ์แจ้งต่อประชาชนให้รับทราบต่อไป

    ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ทหารกัมพูชาตรึงกำลังตั้งฐานที่ปราสาทคนา” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข่าวปลอม โดยขอชี้แจงว่า จากข้อมูลบันไดไม้ที่สร้างโดยฝ่ายกัมพูชามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งกำลังบำรุงไปยังฐานตรวจการณ์บนหน้าผา และต่อมาได้ถูกนำมาใช้เพื่อการท่องเที่ยวของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ กำลังทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่บริเวณดังกล่าวไม่มีท่าทีคุกคาม และจุดเฝ้าตรวจของกัมพูชาไม่ได้มีลักษณะเป็นป้อมปราการทางทหารแต่อย่างใด   

    อย่างไรก็ตาม ดีอี ห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IIe7gAQFmezVnbqPA_CyU

  • แนะ ‘เดอะแบก’ เร่งวางแผนการเงิน รับมือเศรษฐกิจไม่ดี-เสี่ยงตกงาน-เกษียณตอนอายุ 45 ปี

    แนะ ‘เดอะแบก’ เร่งวางแผนการเงิน รับมือเศรษฐกิจไม่ดี-เสี่ยงตกงาน-เกษียณตอนอายุ 45 ปี

    ในยุคที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจการเงินของโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บวกกับเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ล้วนส่งผลกระทบต่อ ‘คนทำงาน’ เงินเดือนไม่ขึ้น-โบนัสไม่มี-โอทีไม่ได้ แถมเสี่ยงตกงาน และหลายองค์กรเริ่มเปิดให้พนักงานสมัครใจเกษียณได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณว่า คนไทยอาจต้องเผชิญกับ ‘ชีวิตการทำงานที่สั้นลง’ (20–25 ปี) แต่ ‘ชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้น’ (35–40 ปี)

    สิ่งที่เกิดขึ้น ถือเป็นปัจจัยสั่นคลอนต่อฐานะการเงินของคนไทย โดยเฉพาะ ‘คนชั้นกลาง’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ‘เดอะแบก’ ที่มีภาระรับผิดชอบดูแลทั้งพ่อแม่และครอบครัวตนเอง ส่งผลให้จาก ‘กลุ่มที่เคยมั่นคง’ อาจกลายเป็น ‘กลุ่มเปราะบาง’ หากขาดการวางแผนการเงินที่ดี เพราะรายได้หดหายไป มีความเสี่ยงจากหลายๆ ปัจจัย ขณะที่ยังมีภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายครอบครัวอยู่

    ในงานเสวนา ‘วันวางแผนการเงินโลก World Financial Planning Day 2025’ สมาคมนักวางแผนการเงิน ได้แชร์ถึงทางรอดและวิธีสร้างความมั่นคงทางการเงินเพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้น่าสนใจ

    การเงินดี ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสมุด

    ‘วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ’ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทยคนแรก กล่าวว่า สําหรับนักวางแผนการเงิน คําว่า ‘การเงินดี ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลขในสมุด แต่คือสะพานที่พาเราไปถึงเป้าหมายของชีวิต คือ เกราะป้องกันที่ช่วยให้เรายืนหยัดท่ามกลางพายุ และเป็นพลังที่ทําให้เรามีอิสระในการเลือกอนาคตที่เราอยากเป็น

    สถานการณ์ในโลกปัจจุบันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วแบบไม่มีใครคาดเดาได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น การจัดการชีวิต วางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจึงสําคัญมาก โดยวิกฤตการณ์การเงินโลก และการระบาดของโควิด-19 มีหลักฐานประจักษ์ชัดว่า คนที่มีการวางแผนการเงินที่ดี ชีวิตจะมีความมั่นคงกว่า สามารถผ่านช่วงเวลายากลําบากหรือเหตุไม่คาดฝันในชีวิตได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้วางแผน

    อย่างไรก็ตาม จากการสํารวจของ Financial Planning Standards Board พบว่า มีคนเพียง 20% เท่านั้น ที่มั่นใจว่ามีแผนการเงินที่ดี สามารถรับมือกับอนาคตได้เป็นอย่างดี ส่วนอีก 80% ยังไม่มั่นใจ หรือยัง ‘ไม่มีแผน’ จะรับมือกับเรื่องการเงินในชีวิตได้

    ทางรอดที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือ ให้เร่ง ‘ลงทุนในตัวเอง’ ด้วยการพัฒนาตัวเองทั้ง ความรู้ความสามารถและทักษะใหม่ๆ ที่ทันสมัยรับมือ อาทิ ทักษะด้าน AI เพื่อรับมือและให้อยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ควบคู่ไปกับต้องรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีวินัย เช่น ‘ใช้น้อยกว่าที่หาได้-เก็บออมให้เป็น-ลงทุนอย่างมีเป้าหมายและหลักการ’ แต่ต้องไม่เป็นทาสของเงินหรือวัตถุ เพราะคุณค่าที่แท้จริงมิได้อยู่ที่สิ่งที่เราครอบครอง แต่อยู่ที่สิ่งที่เราเป็น

    แนะการวางแผนการเงินรับมือเหตุไม่คาดคิด

    ด้านนายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ‘วิโรจน์ ตั้งเจริญ’ ได้แชร์ถึงงานวิจัยระดับโลกจาก FPSB พบว่า

    79% ของผู้ที่วางแผนการเงินเชื่อว่าช่วยทำให้ฝันในชีวิตเป็นจริงได้

    73% ของผู้ที่วางแผนการเงินรู้สึกว่ารับมือปัญหาสุขภาพได้ดีกว่า

    51% มองการวางแผนการเงินส่งผลดีต่อชีวิตครอบครัว

    51% บอกว่าช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น

    สมาคมนักวางแผนการเงินไทย แนะนำการรับมือการวางแผนเกษียณให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ไม่คาดคิดใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ‘คนทั่วไป’ และ ‘กลุ่มคนที่ถูกให้ออกจากงาน’ ทั้งที่อายุต่ำกว่า 55 ปี และกลุ่มอายุสูงกว่า 55 ปี

    กลุ่มคนทั่วไป : นอกเหนือจากเงินฉุกเฉิน 6-12 เดือน ต้องวางแผนภาษี ลดความเสี่ยงในชีวิต และวางแผนเกษียณควบคู่กันไปด้วย

    สำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จะใช้หลัก 4 Magic no. คือ จากรายได้ 100% แบ่งใช้จ่ายดังนี้ 40% นำไปใช้หนี้, 30% ใช้จ่ายทั่วไป, 20% ออมเพื่อ ตัวเอง และ 10% ทำประกันเพื่อลดความเสี่ยง

    นอกจากนี้ต้องไม่เป็นหนี้เกินความจำเป็น และท่องไว้ ‘ออมก่อนใช้’ สุดท้ายใช้หลัก 3 รู้

    1)รู้เป้าหมายชีวิต ลงทุนเพื่ออะไร

    2) รู้จักตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน

    3) รู้จักเครื่องมือในการลงทุน

    กลุ่มคนที่ถูกให้ออกจากงาน : ต้องเริ่มจากตรวจสอบสินทรัพย์เพียงพอหรือยัง เมื่อเทียบกับเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณ (ได้แก่ สินทรัพย์ต่างๆ, เงินฝาก, PVD, RMF, ภาษี และเงินชดเชยต่างๆ ที่ได้จากตอนออกจากงาน)

    นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบภาระหนี้สินที่มีอยู่ ว่ามีหนี้อะไรบ้าง เพื่อนำมาวางแผนเคลียร์หนี้ โดยต้องเคลียร์หนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยสูงก่อน

    รวมถึงประมาณการรายได้กับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือนว่ามีรายรับจากอะไร (เช่น ค่าเช่า, ดอกเบี้ย, เงินปันผล เป็นต้น) และมีค่าใช้จ่ายเท่าไร หากค่าใช้จ่ายมากกว่ารายรับ ต้องพิจารณาว่าตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นไหนออกได้บ้าง หรือต้องหารายได้เสริม จากความถนัดของตัวเอง หรือต้อง Upskill / Reskill เพิ่ม โดยลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้แบบนี้วนไป จนกว่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด

    กรณีที่ 1  คนที่ถูกให้ออกจากงาน ที่อายุต่ำกว่า 55 ปี ต้องทำดังนี้

    o   ตรวจสอบประกันสุขภาพว่ามีเพียงพอ

    o   ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมที่พึงได้

    o   ควรคงเงิน PVD และ RMF ไว้ก่อน!!

    o   พิจารณาว่าจะหางานใหม่หรือพอแค่นี้

    กรณีที่ 2 คนที่ถูกให้ออกจากงาน อายุ 55 ปีขึ้นไป

    o   การจัดสรรเงินเกษียณ และเงินชดเชยที่ได้ จะบริหารเงินก้อนนี้ยังไง?

    o   สิทธิรักษาพยาบาล มีอะไรติดตัวบ้าง

    o   ตรวจสอบสิทธิที่พึงได้จากภาครัฐ เช่น เงินบำนาญจากประกันสังคม, เบี้ยเงินชรา เป็นต้น

    o   เปรียบเทียบ สิทธิบัตรทอง หรือ ประกันสังคม แบบไหนดีและเหมาะสมกับตัวเองกว่ากัน

    o   พิจารณาว่า Early Retire หรือทำงานต่อ ถ้าจะทำงานต่อต้อง Reskill ด้านไหนเพิ่มบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1542578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zIH__PKHKcor4D2pgYyAI

  • กต.เตรียมชงครม.เศรษฐกิจช่วยเอกชนไทยในเขมร-ยันไม่เสนอเปิดด่าน

    กต.เตรียมชงครม.เศรษฐกิจช่วยเอกชนไทยในเขมร-ยันไม่เสนอเปิดด่าน

    กต. เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการช่วยเอกชนไทยในกัมพูชา หลังถูกบอยคอตสินค้า – ยันไม่เสนอเปิดด่าน ชี้ สหรัฐฯ แม้พลาดโนเบลแต่ยังพร้อมช่วยไทยคลี่คลายวิกฤต

    นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมระหว่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา ว่า กระทรวงจะนำข้อมูลจากการประชุมไปใช้ในการจัดทำมาตรการเยียวยา และเสริมขีดความสามารถให้กับภาคธุรกิจไทยในกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยการประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 90 คน เข้าร่วม อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) รวมถึงภาคเอกชนจากหลากหลายสาขา ทั้งการเงิน การเกษตร พลังงาน ก่อสร้าง ค้าปลีก–ค้าส่ง ท่องเที่ยว โรงพยาบาล และสายการบิน ตลอดจนตัวแทนจากหอการค้า 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการตอบโต้ของกัมพูชา ทั้งการห้ามนำเข้าน้ำมัน ผัก ผลไม้ และสื่อบันเทิงจากไทย ตลอดจนกระแสการบอยคอตสินค้าไทยในกัมพูชา ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อยอดขายและการดำเนินธุรกิจหลายกลุ่ม ขณะที่การค้าชายแดนชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยฝ่ายไทยยืนยันเสมอว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐไม่ควรกระทบต่อประชาชน แต่ฝ่ายกัมพูชา ยังคงดำเนินมาตรการที่ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศเดือดร้อน

    ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือทั้งในด้านภาษี วงเงินสินเชื่อ การลดค่าไฟ และการสนับสนุนการส่งออก โดยกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะรวบรวมข้อเสนอทั้งหมด เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อออกนโยบายช่วยเหลือภาคเอกชนโดยเร็วที่สุด หากไม่ทันบรรจุวาระในสัปดาห์หน้า จะเสนอในรอบถัดไปภายในเดือนตุลาคมนี้แน่นอน

    นายนิกรเดช ระบุว่า ภาคเอกชนยังไม่มีข้อเสนอให้ “เปิดด่านชายแดน” แต่เพียงสอบถามถึงแนวทางและช่วงเวลาที่อาจฟื้นฟูความสัมพันธ์ เพื่อกลับมาค้าขายได้ตามปกติ พร้อมยืนยันว่าไทยยังยึดมั่นแนวทางการทูตเชิงรุกและการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

    นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีประเทศมหาอำนาจแสดงความประสงค์จะช่วยเป็นผู้ประสานความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชา โดยยอมรับว่าประเทศดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจ จากการหวังได้รับ “รางวัลโนเบลสันติภาพ” แต่ย้ำว่าไทยเชื่อมั่นในความหวังดีและพร้อมขอบคุณที่ยื่นมือเข้ามาช่วยประสานงาน แม้ไม่ได้รับรางวัลก็ตาม ซึ่งหวังว่าประเทศมหาอำนาจนั้น จะยังคงช่วยไทย ในการผลักดันให้กัมพูชาเดินหน้าในเงื่อนไขสำคัญ เช่น การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ความสัมพันธ์กลับสู่ภาวะปกติได้ในที่สุด

    ทั้งนี้ ก่อนเกิดความขัดแย้ง ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของกัมพูชา โดยมูลค่าการค้ารวมปี 2567 อยู่ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 15,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2570 โดยครึ่งหนึ่งเป็นการค้าชายแดน อย่างไรก็ตาม หลังเกิดความตึงเครียด ตัวเลขการค้าในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเหลือเพียง 10 ล้านบาท ขณะที่สินค้าไทยหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจบันเทิง สูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนด้านการลงทุน ไทยเป็นนักลงทุนอันดับ 9 ของกัมพูชา มูลค่าประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ไทยและกัมพูชายังคงเป็นตลาดสำคัญของกันและกัน โดยปีที่แล้วมี นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาเดินทางเข้าไทยกว่า 550,000 คน และนักท่องเที่ยวไทยไปกัมพูชากว่า 2 ล้านคน ซึ่งถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของกัมพูชา

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_947160/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20o0xS2omiL7ZF9kIGT3Tj

  • “บังจู” เตือนผู้ค้าอย่าสต็อกเกิน—จับตาราคาปรับลงช่วงกินเจ

    “บังจู” เตือนผู้ค้าอย่าสต็อกเกิน—จับตาราคาปรับลงช่วงกินเจ

    “บังจู” เตือนผู้ค้าอย่าสต็อกเกิน—จับตาราคาปรับลงช่วงกินเจ

    นายสุธาศิน อมฤก หรือ “บังจู” เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงสถานการณ์ตลาดไข่ไก่ ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า บรรยากาศการค้าขายยังคงซบเซาต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมไม่ค่อยดี มีแนวโน้มว่าราคาไข่ไก่อาจปรับลดลงในช่วงสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าก็ในเทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 21–29 ตุลาคม 2568

    “บังจู” เตือนผู้ค้าอย่าสต็อกเกิน—จับตาราคาปรับลงช่วงกินเจ

    “ขณะนี้ปริมาณไข่ไก่ในตลาดมีมากเกินความต้องการ โดยเฉพาะไข่เบอร์ใหญ่ 0, 1 และ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปลายปี 2566 และ 2567 สถานการณ์ปีนี้ถือว่าหนักกว่า โดยจะเห็นผลชัดที่สุดตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงพฤศจิกายน”

    สำหรับความต้องการบริโภคไข่ไก่ในประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ถือเป็น “โอกาสของผู้บริโภค” ที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งโปรตีนคุณภาพดีในราคาที่สมเหตุสมผล พร้อมเตือนผู้ค้าระมัดระวังการสต็อกสินค้า ไม่ควรซื้อเกินความต้องการในช่วงที่ตลาดนิ่ง

    ส่วนกรณีการซื้อขายไข่ไก่ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ขณะนี้ยังไม่เห็นความชัดเจน อีกทั้งมีความกังวลเรื่องภาษีที่อาจถูกเก็บย้อนหลัง ซึ่งต้องรอดูท่าทีจากภาครัฐและการตอบรับของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดและตลาดนัดว่าจะมีความตื่นตัวมากน้อยเพียงใด แต่โดยภาพรวม มองว่าโครงการลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและหมุนเวียนเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง

    ด้านนายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ในช่วงออกพรรษาและปิดเทอมที่ยาวต่อเนื่องถึงเทศกาลกินเจ ถือเป็นจังหวะสำคัญที่ผู้เลี้ยงควรเร่ง “ปลดไก่” เพื่อลดปริมาณไข่ในระบบ ช่วยภาครัฐรักษาเสถียรภาพราคา พร้อมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรให้รักษาวินัยในระบบ เพื่อให้ตลาดไข่ไก่กลับเข้าสู่สมดุล

    “ช่วงนี้ยังมีการผลักดันการส่งออกไข่ไก่ไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดประจำและตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นสัญญาณดี แม้จะยังอยู่ในระดับจำกัด แต่ก็ช่วยระบายผลผลิตส่วนเกินได้บางส่วน” นายมาโนชกล่าวย้ำในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/641186&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27qDTrozW7u1JID-uD5oIG

  • ปลุกเศรษฐกิจไทย: ปรับกลยุทธ์จาก ‘3 มาก’ สู่ ‘3 น้อย’ เพื่อหลุดพ้นจากกับดัก

    ปลุกเศรษฐกิจไทย: ปรับกลยุทธ์จาก ‘3 มาก’ สู่ ‘3 น้อย’ เพื่อหลุดพ้นจากกับดัก

    เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับเกียรติให้ขึ้นพูดบนเวที ‘Wake Up! Thailand Economy’ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉายภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยและเสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน บทความนี้ คือการขยายความและสังเคราะห์ข้อเสนอเหล่านั้น เพื่อให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการ ‘ตื่นตัว’ และลงมือปรับโครงสร้างเชิงสถาบันอย่างเร่งด่วน

    เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังแสดงอาการน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่คล้ายคลึงกับ ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ (The Lost Decade) ในช่วงต้นของญี่ปุ่น ศักยภาพการเติบโตระยะยาวเสื่อมถอยลง และคนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน การแก้ไขจึงไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการเปลี่ยนโมเดลการเติบโตภายใต้ภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    การเปลี่ยนผ่านของภูมิทัศน์โลก: จาก 3 มาก สู่ 3 น้อย

    กลยุทธ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ (The Winning Strategy) ของประเทศต่างๆ ถูกกำหนดโดยภูมิทัศน์โลก (Landscape) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภูมิทัศน์โลกถูกขับเคลื่อนด้วย ‘3 มาก’:

    1. ประชากรมากขึ้น: นำไปสู่จำนวนแรงงานและความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น
    2. ความร่วมมือมากขึ้น: ผ่านกลไกพหุภาคี
    3. การแบ่งงานกันทำมากขึ้น: ก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)

    กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนั้น คือการมุ่งเน้น ‘ปริมาณ’ ความถูก และประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งประเทศไทยเติบโตด้วยโมเดลนี้มาโดยตลอด:

    • Outside-in: การเติบโตที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้ากับสายพานการผลิตโลก โดยมีบริษัทข้ามชาติเป็นตัวขับเคลื่อน
    • Top-down: การเติบโตที่ต้องการความเร็วและประสิทธิภาพ ผ่านพิมพ์เขียวที่กำหนดจากส่วนกลาง
    • Exclusive Growth: การสนับสนุนธุรกิจ ‘ตัวแทน’ ให้มีขนาดใหญ่พอที่จะเข้าร่วมห่วงโซ่โลก (Economies of Scale)

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษหลังมิลเลนเนียม ภูมิทัศน์โลกได้พลิกกลับสู่ ‘3 น้อย’ คือ ประชากรน้อยลง ความร่วมมือลดลง และการพึ่งพาตนเองมากขึ้น หากเรายังคงใช้กลยุทธ์เก่าภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่นี้ ก็เหมือนกับความพยายามผลิตรถที่มีล้อเพื่อวิ่งแข่งในโลกที่กลายเป็น Water World ไปแล้ว และก็อาจกลายเป็นรถที่จมน้ำอยู่ดี

    ปัญหาเชิงโครงสร้าง: เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ

    อาการของเศรษฐกิจไทยที่ติดอยู่ใน ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ และเสี่ยงเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายอย่างน่ากังวล สะท้อนความล้มเหลวของโมเดล Outside-in ในการสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง

    หัวใจของความไม่สมดุลนี้คือ ‘เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ’ (Dualism) ซึ่งเป็นการขาดโอกาสในการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในมิติที่สำคัญที่สุดคือ โลกของธุรกิจขนาดใหญ่ (Large Firms) กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs):

    1. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง: ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีรายได้ไม่พอรายจ่าย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง (91% ต่อ GDP ณ ปี 2021)
    2. ปัญหาผลิตภาพ: การจัดสรรทรัพยากรการผลิตทำได้ไม่เหมาะสม ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงยังเข้าไม่ถึงเงินทุน ขณะที่ธุรกิจซอมบี้ (Zombie Firms) ยังคงได้รับเงินทุนเพื่อต่อลมหายใจ
    3. การขาดส่วนร่วม (Inclusiveness): การประเมินของ World Economic Forum (WEF) ชี้ว่า คุณภาพของการเติบโตของไทยที่ด้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วมากที่สุดคือมิติของ ‘การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม’ (Inclusiveness) ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจไปอย่างมหาศาล

    กลยุทธ์ 3 เปลี่ยน เพื่อการเติบโตแบบ Inside-Out

    โมเดลการพัฒนาใหม่ต้องเน้นที่ ‘คุณภาพ’ (Quality) ซึ่งประกอบด้วยนวัตกรรม (Innovativeness), ความยั่งยืน (Sustainability), ความแข็งแกร่ง (Resilience), และการมีส่วนร่วม (Inclusiveness) กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงต้องเปลี่ยนกระบวนท่า 3 ประการ:

    1. เปลี่ยนจาก Outside-in สู่ Inside-out: การเติบโตต้อง ‘ระเบิดจากข้างใน’ โดยมุ่งเน้นการยกระดับผลิตภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานทรัพยากรภายในประเทศ
    2. เปลี่ยนจาก Top-down สู่ Bottom-up: การสร้างกลไกที่เอื้อต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และวัฒนธรรม
    3. เปลี่ยนจาก Exclusive Growth สู่ Inclusive Growth: การทำให้ทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจมีส่วนร่วมในการผลิต และได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม

    โมเดลนี้เป็น การพัฒนาจากฝั่งอุปทาน (Supply-side Development Model) ที่เน้นการทำให้ ‘ตัวเรา’ ดีขึ้น เก่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    รากฐานของการปฏิรูปเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure)

    การเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Inside-Out ต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจเพื่อปรับแรงจูงใจและเงื่อนไขการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    A. การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน (ฐานรากของพีระมิด)

    รากฐานที่สำคัญที่สุดคือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน 3 มิติ:

    1. โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร: โดยเฉพาะทรัพยากรทางการเงิน
    2. โอกาสในการเข้าสู่ตลาด: การเข้าถึงตลาดต้องทำได้อย่างทั่วถึง
    3. โอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม: ตลาดต้องมีกติกาที่ยุติธรรม

    B. การปฏิรูปภาคการเงิน: เสี่ยงอย่างไรให้ทั่วถึง

    ระบบการเงินไทยมี ‘สุขภาพดี’ แต่กลับ ‘ไปไม่ถึงภาคเศรษฐกิจจริง’ ภาคการเงินยังคงระมัดระวังความเสี่ยงมากเกินไป ซึ่งข้อมูลชี้ว่า SMEs มีความต้องการสินเชื่อสูง แต่สถาบันการเงินกลับเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ

    โจทย์สำคัญของประเทศรายได้ปานกลางอย่างไทย ไม่ใช่การเลือกระหว่างการให้สินเชื่อกับการระวังความเสี่ยง (Trade-off) เหมือนประเทศร่ำรวย แต่คือการ สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก่อน

    1. ซ่อม-สร้าง สินเชื่อ: ต้องเร่งบริหารหนี้เสีย (NPLs) ก่อนเพื่อ ‘ซ่อม’ งบดุลของสถาบันการเงิน จากนั้นจึง ‘สร้าง’ กลไกโยกย้ายทรัพยากรจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคไปเป็นสินเชื่อธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้
    1. จัดตั้ง ‘ตัวกลางเครดิต’ (Credit Mediator): สถาบันเฉพาะกิจนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs 
    • หน้าที่หลักคือการ รวบรวมและส่งต่อข้อมูล คุณภาพระหว่างธุรกิจกับสถาบันการเงิน
    • ทำหน้าที่เป็นกลางในการประเมินโอกาสและความเสี่ยง และประสานงานให้เกิดการปล่อยสินเชื่อ
    • ควรถูกจัดตั้งเป็นสถาบันถาวร และมีบทบาทเป็น ‘Automatic Stabilizer’ ในช่วงวิกฤต
    1. สร้างระบบนิเวศสินเชื่อบนฐานข้อมูลข่าวสาร: ต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (เช่น Mobile Banking) เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงข้อมูล และใช้ ‘ข้อมูลทางเลือก’ (Alternative Data) หรือรอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) เพื่อประเมินศักยภาพและความเสี่ยงของผู้กู้อย่างแม่นยำและทั่วถึง.

    C. การเสริมสร้างการแข่งขันและการเชื่อมต่อ

    การสร้างตลาดแข่งขันที่มีประสิทธิภาพเป็นหลักการสำคัญ

    • Competition Advocacy: โครงสร้างเชิงสถาบันต้องให้อำนาจองค์กรกำกับดูแลการแข่งขันในการ บังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า อย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นการสะสมอำนาจตลาดของกลุ่มผลประโยชน์เดิม
    • การเชื่อมต่อธุรกิจขนาดเล็กกับห่วงโซ่ของธุรกิจขนาดใหญ่: นี่คือกลยุทธ์ที่ช่วย ‘เพิ่มกำลังในการเติบโต’ ให้ SMEs โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากร (วัตถุดิบ, Trade Credit, Supply Chain Financing) และเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น

    D. การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของพลเมือง (ยอดพีระมิด)

    ระบบธรรมาภิบาลสาธารณะ (Public Governance) เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น

    • การกระจายอำนาจและการคลัง: ต้องปลดล็อกการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยให้ ‘อิสระทางการคลัง’ (Fiscal Autonomy) แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
    • การใช้เทคโนโลยีเพื่อปลดล็อกข้อมูล: ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นเคยเป็นอุปสรรค แต่ปัจจุบันสามารถใช้ แพลตฟอร์มสารสนเทศ เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสาร ติดตาม และสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่นได้ดีขึ้น
    • สร้างความเชื่อใจผ่านการมีส่วนร่วม: ความเชื่อใจในปัจจุบันถูกกำหนดโดย ‘ข้อมูลข่าวสาร’ และ ‘กลไกที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่โปร่งใส’ การสร้างกลไกที่เป็นทางการและโปร่งใสสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบและติดตามนโยบายสาธารณะ (เช่น People’s Assembly หรือ Participatory Budgeting) จะทำให้เกิด ‘ความเชื่อใจเพราะมีส่วนร่วม’

    บทสรุป: ปฏิรูปจากแรงจูงใจ สู่ความรุ่งเรืองที่แบ่งปัน

    ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย โดยเฉพาะปัญหา ‘การเติบโตอย่างทั่วถึง’ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายประชานิยมที่หวังผลระยะสั้นและแทรกแซงกลไกตลาด

    สิ่งที่ขาดหายไปคือ โครงสร้างเชิงสถาบันที่ ‘จูงใจ’ ให้ผู้ดำเนินนโยบายและภาคประชาชนมองเห็นผลประโยชน์ระยะยาวร่วมกัน และยินดีที่จะเปลี่ยนโมเดลการเติบโต เราต้องกล้าที่จะทบทวนและปรับโครงสร้างเชิงสถาบันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เพื่อให้มี แรงจูงใจและเครื่องมือ ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโอกาส เพื่อให้หลุดพ้นจาก ‘วงจรรายได้น้อย-ประชานิยม’ ที่จำกัดศักยภาพประเทศได้ในที่สุด หากเราสามารถสร้างดุลยภาพทางเศรษฐกิจ-การเมือง ที่กลุ่มอำนาจและคนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและแบ่งปันผลประโยชน์ เราก็จะสามารถก้าวข้ามกับดักการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

    “The only true and sustainable prosperity is shared prosperity.” – Joseph E. Stiglitz

    ได้เวลาที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน ‘ลงมือทำ’ เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริงครับ

    ภาพ: Francesco Carta fotografo / Getty Images, esancai / Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    สมประวิณ มันประเสริฐ

    นักเศรษฐศาสตร์มหภาค นักบริหาร และนักการเงิน ที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งงานวิชาการ งานที่ปรึกษาเชิงนโยบายในภาครัฐ และการบริหารยุทธศาสตร์องค์กรในภาคการเงินการธนาคาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economy-wakeup-inside-out-reform-lost-decade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37bdOs4iR8q1CCLSCYyXiS

  • นายกฯ เวียดนามคาด GDP ปีนี้โตเกิน 8% มุ่งเป้าพัฒนานวัตกรรม-ดิจิทัล-เศรษฐกิจสีเขียว : อินโฟเควสท์

    นายกฯ เวียดนามคาด GDP ปีนี้โตเกิน 8% มุ่งเป้าพัฒนานวัตกรรม-ดิจิทัล-เศรษฐกิจสีเขียว : อินโฟเควสท์

    VNExpress สื่อท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่า ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวเมื่อวันศุกร์ (10 ต.ค.) ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามในปีนี้ อาจสูงกว่า 8% ตามเป้าหมายที่รัฐสภากำหนด หากไม่มีความผันผวนสำคัญเข้ามากระทบ

    จิ๋งห์กล่าวในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่โครงการภูมิทัศน์เศรษฐกิจเอกชนเวียดนามปี 2568 ว่า แรงขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ สร้างสภาวะที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมายรายปีของประเทศ

    ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า GDP ของเวียดนามขยายตัว 8.2% ในไตรมาส 3 ส่งผลให้การเติบโตในช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ 7.85% โดยสำนักงานคาดว่า GDP ไตรมาส 4 จะต้องเติบโต 8.4% เพื่อให้ประเทศบรรลุระดับเป้าหมายของทั้งปี

    จิ๋งห์ยังเรียกร้องให้ภาคเอกชนเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรม, การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และการเติบโตสีเขียว เพื่อให้การพัฒนาธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายของชาติในการก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2588

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cWEsQuKX8s2VIWHvWFIx_

  • “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน


    11/10/2568 | 24 | |

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ วัดศรัทธาราม (วัดมะรุ่ย) อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดพังงา มอบนโยบาย ติดตามการดำเนินงานตามภารกิจของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหาร โดยมีนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายประพันธ์ วรรณบวร พัฒนาการจังหวัดพังงา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ เครือข่ายองค์กรสตรี และประชาชนร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ประจำปี 2568 จำนวน 22 บูท และมอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนที่มีสาระสำคัญ ดังนี้

    *** พลัง “องค์กรสตรี” เป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยขอให้สตรีทุกระดับตั้งแต่หมู่บ้านถึงจังหวัด พัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ และบทบาทผู้นำ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาชุมชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

    *** การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพมาตรฐาน สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึงจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/274506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YEV0dNDa2WU8WdGy0Nh1t

  • ‘เอส’ สวนวิกฤตเศรษฐกิจ โต 6% ขึ้นแท่นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี หลังตลาดรวมติดลบ

    ‘เอส’ สวนวิกฤตเศรษฐกิจ โต 6% ขึ้นแท่นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี หลังตลาดรวมติดลบ

    “วิกฤตเศรษฐกิจในปีนี้ถือว่าหนักหน่วงกว่าที่ผ่านมา ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ตัวเลข GDP ที่ไม่เติบโต ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และสร้างความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะตลาดน้ำอัดลมในประเทศที่มีมูลค่ารวมกว่า 67,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดน้ำดำ 70% และน้ำสี 30%” สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าว

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำอัดลมโดยรวมติดลบ จากที่เคยเติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปีในช่วงสองปีที่ผ่านมา และแม้แต่ตลาดน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 9% ของตลาดทั้งหมด ก็ยังไม่สามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ แม้เทรนด์สุขภาพจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องก็ตาม

    ภายใต้ภาพรวมตลาดที่ชะลอตัว ‘เอส’ น้ำอัดลมในเครือไทยเบฟฯ ซึ่งสามารถสร้างการเติบโตในตลาดน้ำสีได้ถึง 6% ขณะที่ตลาดรวมหดตัวลง 6% โดยเฉพาะในช่องทาง Modern Trade ที่เอสมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มสูงสุดถึง 24.6% และปัจจุบันเอสสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14.9%

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเอสสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้กว่า 5.2% จากเดิมที่มีเพียง 9.7% และเป็นแบรนด์เดียวที่ยังคงเติบโตในตลาดน้ำสี โดยเฉพาะในช่องทางร้านสะดวกซื้อ ซึ่งปัจจุบันช่องว่างระหว่างเอสกับผู้นำตลาดเหลือเพียง 4.3% เท่านั้น

    สุภรณ์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่เอื้อ แต่เอสไม่เคยหยุดปรับตัว โดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้เดินหน้าทำรีแบรนด์ดิ้ง ปรับภาพลักษณ์ให้สดใส ทันสมัย และตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z ควบคู่ไปกับการทำตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงพื้นที่จัดบูธให้ทดลองชิมสินค้าใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กว้างขึ้น

    จากการศึกษาอินไซต์ผู้บริโภค พบว่า กลุ่ม Gen Z มีความสนใจที่หลากหลาย เห็นได้จากพฤติกรรมการซื้อไม่ได้มุ่งเน้นที่รสชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ จึงทำให้เอสต้องเข้าไปสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมหลากหลาย 

    ทั้งการสนับสนุนสื่อด้านกีฬา งานดนตรี รวมถึงการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งผ่านซีรีส์ต่าง ๆ จนสามารถขยายฐานลูกค้ารวมเพิ่มขึ้น 14% และเฉพาะกลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นกว่า 31% พร้อมกระตุ้นความถี่ในการบริโภคเพิ่มขึ้น 23%

    เมื่อวัดผลจากช่องทางออนไลน์ พบว่า เอส สามารถสร้างเอนเกจเมนต์เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จากความสำเร็จของแคมเปญต่าง ๆ โดยเฉพาะแคมเปญ ‘est x Squid Game 2: Dare To Be Awesome กล้าเล่นให้สุด’ ที่คอลแลบกับ Netflix ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มเป้าหมาย

    สำหรับทิศทางและกลยุทธ์การตลาดในปี 2569 เอสเตรียมเดินหน้าทำการตลาดต่อเนื่องผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. พัฒนารสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัวน้ำอัดลมสี 4 รสชาติใหม่ หลังจากรสชาติขายดีอย่าง เอส ลิ้นจี่, เอส เกรปเบอร์รี่ และ เอส กามิกาเซ่ ประสบความสำเร็จเกินคาด เชื่อว่ารสชาติใหม่ก็จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี
    1. สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค เอสมองว่าการแข่งขันในตลาดที่มีตัวเลือกเพิ่มขึ้น สินค้าจะต้องตอบโจทย์ทั้งด้านรสชาติและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ พร้อมทำการตลาดตลอดทั้งปี โดยจะเน้นหนักในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายสูงกว่าปกติถึง 25%
    1. ใช้พรีเซนเตอร์รุ่นใหม่ขยายฐานผู้บริโภค ปีนี้เอสได้เปิดตัว 4 หนุ่มวง GELBOYS ได้แก่ นิว-ชยภัค, ไปป์-มนธภูมิ, พีเจ-มหิดล และเลออน เซค มาถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละรสชาติ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ ‘แล็บจ๋า’ พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรมเปิดบูธทดลองชิมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์จริงกับรสชาติใหม่ ๆ ของเอส

    นอกจากนี้ บริษัทยังคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง จะช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายให้คึกคักมากขึ้น ส่วนผลกระทบจากภาษีความหวานเฟส 4 ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังไม่มีผลต่อธุรกิจ เนื่องจากสูตรของน้ำอัดลมสีเอสมีปริมาณน้ำตาลต่ำกว่าระดับที่ถูกจัดเก็บภาษีอยู่แล้ว

    สุภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในภาพรวมของ 3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเอสทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะเป้าหมายต่อไปคือการสร้างยอดขายและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้น พร้อมขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

    โดยปัจจุบัน เอสมีการส่งออกไปยังมาเลเซีย จีน และเวียดนาม แม้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศยังไม่มากนัก แต่บริษัทตั้งใจจะสร้างแบรนด์ในประเทศไทยให้แข็งแกร่งก่อน หลังจากนั้นจะวางแผนเร่งขยายตลาดสู่ต่างประเทศอย่างจริงจังในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/est-6-percent-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PEpel9JMSFVPTR2kGVVQS

  • ‘อนุทิน’ บอกกมธ.สภากำลังศึกษาปมยกเลิก MOU 43-44 | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ บอกกมธ.สภากำลังศึกษาปมยกเลิก MOU 43-44 | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5194715/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19sLTmpzS5wkklnMpiYtsI

  • “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นายอนุรัตน์ ตันบรรจง และนายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม และคณะผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จ.เชียงราย เพื่อนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติให้กับผู้นำท้องถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 145 แห่ง และผู้นำชุมชนในพื้นที่กว่า 1,753 หมู่บ้าน เพื่อรับฟังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเกษตรในระดับพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนกำกับดูแล 4 กระทรวงตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อให้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวยืนยันว่า เราไม่มีวันหยุด ต้องทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    “รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง คลุกคลีกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาจากของจริง เราต้องนำปัญหามาเป็น ‘โจทย์หลัก’ แล้วจัดทำแผนเพื่อจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด สำหรับจังหวัดเชียงราย มีปัญหาหลักๆ ที่พบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมแม่สายที่เกิดซ้ำซาก รวมถึงสารเจือปนในแหล่งน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต เพื่อหาทางออกร่วมกัน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เมืองเชียงรายกลับมาคึกคักอีกครั้ง สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดหนี้สิน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และสวัสดิการประชาชน โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำแนวทางนโยบายไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของการพัฒนาภาคการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ลดต้นทุนการผลิต โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังมอบแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตและหาตลาดจำหน่าย โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น โดยราคาวัวจะต้องอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปี อยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน และให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างตั้งใจ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย

    ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่นั้นบ้านพักครูหลายแห่งที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม และไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย เพราะติดข้อจำกัดตามระเบียบราชการเก่า ตนจึงได้เน้นย้ำว่า ต้องเร่งปรับปรุงให้ดี ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี

    จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางตรวจติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก ณ เขื่อนเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการในพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของและปัจจัยการผลิต เช่น มอบโฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ รวมทั้งป้ายปัจจัยการผลิตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248404&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20NktCcu9TsUXzppLwF60Z