Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จีนยืนยันการเก็บ “ค่าธรรมเนียมพิเศษ” จากเรือสหรัฐที่เข้าเทียบท่า | เดลินิวส์

    จีนยืนยันการเก็บ “ค่าธรรมเนียมพิเศษ” จากเรือสหรัฐที่เข้าเทียบท่า | เดลินิวส์

    จีนยืนยันการเก็บ “ค่าธรรมเนียมพิเศษ” จากเรือสหรัฐที่เข้าเทียบท่า

    กระทรวงคมนาคมของจีนประกาศ แผนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากเรือที่เป็นของ หรือบริหารงานโดยบริษัทผู้ประกอบการ องค์กร และบุคคลของสหรัฐ ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. นี้ เพื่อตอบโต้กรณีสหรัฐจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากเรือของจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5194485/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nKGRU9ACAuaMUQ6EREPeM

  • อึ้ง! หยุดยาววันชาติจีน ยอดใช้จ่ายเงินผ่านออนไลน์ พุ่ง 60 ล้านล้านบาท

    อึ้ง! หยุดยาววันชาติจีน ยอดใช้จ่ายเงินผ่านออนไลน์ พุ่ง 60 ล้านล้านบาท

    สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เน็ตส์ยูเนียน (NetsUnion) บริษัทหักบัญชีการชำระเงินออนไลน์ และไชน่า ยูเนียนเพย์ (China UnionPay) บริษัทบัตรชำระเงินรายใหญ่ของจีน รายงานว่าการชำระเงินออนไลน์เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงหยุดยาว วันชาติจีน และเทศกาลไหว้พระจันทร์ ระยะ 8 วัน (1-8 ตุลาคม 2568)

    รายงานระบุว่าการชำระเงินออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มทั้งสองในช่วงหยุดยาวนี้สูงถึง 13.26 ล้านล้านหยวน หรือกว่า 60.68 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.86 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 8.51 ล้านล้านบาท จากช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน ในปี 2024 โดยแพลตฟอร์มทั้งสองรับรองการทำธุรกรรมเกือบ 4.16 หมื่นล้านรายการ ซึ่งเพิ่มขึ้น 9.5 พันล้านรายการ

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวนั้น กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนเผยว่า วันหยุดยาว 8 วัน เนื่องในวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ของจีน ได้สร้างสถิติใหม่ด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเดินทางรวมทั้งสิ้น 888 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 123 ล้านครั้งเมื่อเทียบกับวันหยุดยาว 7 วันของปีก่อน 

    ส่วนการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 8.09 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 3.71 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.08 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 4.95 แสนล้านบาท เมื่อเทียบปีต่อปี

    ด้านสถาบันการท่องเที่ยวของจีน (China Tourism Academy) ระบุว่า วันหยุดยาวที่มากขึ้นและการลางานที่มีความยืดหยุ่นส่งผลให้ผู้คนสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น โดยระยะทางเฉลี่ยในการเดินทางเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 แต่ะที่ 213 กิโลเมตร ขณะที่ระยะทางการท่องเที่ยวภายในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 แตะที่ 23 กิโลเมตร

    อึ้ง! หยุดยาววันชาติจีน ยอดใช้จ่ายเงินผ่านออนไลน์ พุ่ง 60 ล้านล้านบาท

    บริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ เช่น ทริป ดอต คอม (Trip.com) และฟลิกกี (Fliggy) รายงานว่า การท่องเที่ยวภายในประเทศแบบระยะไกลเพิ่มขึ้นเล้กน้อย ด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีน (NIA) รายงานว่านักท่องเที่ยวจีนออกไปท่องเที่ยวในกว่า 180 ประเทศและภูมิภาค และมีจำนวนการเดินทางข้ามพรมแดนรวม 16.34 ล้านครั้ง

    การท่องเที่ยวในชนบทเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยร้อยละ 22 ของชาวจีนในชนบทเดินทางรวมทั้งสิ้น 102 ล้านครั้ง คิดเป็นร้อยละ 11.5 ของการเดินทางภายในประเทศทั้งหมด

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 40 หลีกเลี่ยงเมืองใหญ่ และเบนความสนใจไปยังจุดหมายปลายทางที่เงียบสงบกว่า บริษัทถงเฉิง ทราเวล (Tongcheng Travel) ระบุว่า ยอดจองโรงแรมในอำเภอกว่า 30 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

    ด้านเจ้าหน้าที่จากสถาบันการท่องเที่ยวของจีนกล่าวว่า ชาวชนบทและนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวจากเมืองขนาดเล็กได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนตลาดที่แข็งแกร่ง โดยความต้องการของนักท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไปสู่หมุดหมายที่มีขนาดเล็กกว่าแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม

    ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและอารมณ์มากขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมส่วนชุดฮั่นฝู พิธีชงชา และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในขณะที่เหม่ยถวน ทราเวล (Meituan Travel) รายงานว่า การค้นหาคำว่า “ท่องเที่ยวยามค่ำคืน” เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 386.5

    อึ้ง! หยุดยาววันชาติจีน ยอดใช้จ่ายเงินผ่านออนไลน์ พุ่ง 60 ล้านล้านบาท

    หน่วยงานการท่องเที่ยวมีการอำนวยความสะดวกหลายรูปแบบ เช่น พิพิธภัณฑ์ในนครเซี่ยงไฮ้เปิดให้บริการเข้าชมช่วงดึก ถ้ำโม่เกาในตุนหวงเปิดระบบแนะนำแบบดิจิทัล และทะเลสาบซีหูในนครหางโจวได้ใช้ระบบจองอัจฉริยะเพื่อจัดการจำนวนผู้เข้าชมอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในช่วงเวลานี้ จีนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมากกว่า 29,000 รายการ พร้อมออกคูปองเพื่อส่งเสริมการบริโภคมูลค่ารวม 480 ล้านหยวน (ราว 2.2 พันล้านบาท)
    หูหยาง รองประธานบริษัทถูเจีย กล่าวว่าจุดหมายปลายทางที่ผู้คนเลือกเที่ยวในปัจจุบันสะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในท้องถิ่น

    อึ้ง! หยุดยาววันชาติจีน ยอดใช้จ่ายเงินผ่านออนไลน์ พุ่ง 60 ล้านล้านบาท

    ภาพซินหัว : สถานีรถไฟเหลียนอวิ๋นกั่งในมณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน วันที่ 7 ต.ค. 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/641190&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30tBqKDIb_kjZyC1fwOcsj

  • คอลัมน์การเมือง – ‘คนละครึ่งพลัส’ กระสุนที่เล็งเข้าเป้า

    คอลัมน์การเมือง – ‘คนละครึ่งพลัส’ กระสุนที่เล็งเข้าเป้า

    พรรคภูมิใจไทย โดย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จนนายอนุทินได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีคำมั่นสัญญาว่าจะอยู่แก้ปัญหาประเทศในระยะสั้นๆ ไม่เกิน 4 เดือน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า นายอนุทินไม่ประสงค์จะอยู่นานกว่า 4 เดือน ในสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ต้องคอย “หายใจด้วยจมูกคนอื่น” จึงชัดเจนว่า มุ่งใช้เวลา 4 เดือนนี้ เตรียมตัวจะเป็น “นายกฯ 4 ปี” หลังการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึง

    สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนว่า นายกฯ และพรรคภูมิใจไทย ตั้งใจทำเพื่อ “ผลตอบรับในเชิงบวก” คือ โครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    คนละครึ่ง เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำสำเร็จมาแล้วในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คราวนี้มีมา “พลัส” คือ มาเพิ่มยอดเงินให้แก่ “ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี” ให้ได้รับเงินสมทบจากรัฐมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

    โครงการนี้ “ร้ายดี-ลบบวก” อย่างไร ในสายตานักวิชาการและนักวิเคราะห์ เราลองมาดูกันครับ

    1) ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มดำเนินการในเดือนนี้ว่า ถือเป็นการต่อยอดนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว และเป็นแนวทางที่ช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในเวลาเดียวกัน ซึ่งจุดเด่นของคนละครึ่งพลัส อยู่ที่การอุดหนุนเงินตามสถานะภาษีของผู้ได้รับ ซึ่งช่วยให้เงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้ารายย่อยได้รวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกัน ยังสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่เกิดประโยชน์สองต่อ ทั้งในระยะสั้นคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ และในระยะยาวคือการเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับระบบภาษีที่ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการคลังของประเทศ

    “สิ่งที่ต้องระวังคือปัญหาทางเทคนิคและการใช้งานในระบบเนื่องจากเป็นโครงการที่ประชาชนจำนวนมากเคยเข้าร่วมมาก่อนระบบการลงทะเบียนจึงต้องมีความเสถียร และต้องป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผิดเงื่อนไข เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่น และผลลัพธ์ในเชิงบวกของโครงการในภาพรวม” ดร.สติธร กล่าว

    2) นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  จะเริ่มโอนเงินให้ประชาชนในเดือน ต.ค.นี้ว่า “เป็นนโยบายเศรษฐกิจเชิงพัฒนาที่ผสานผลประโยชน์ของรัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าด้วยกัน ซึ่ง “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่โครงการแจกเงินแบบไร้ยุทธศาสตร์ หรือแค่ทำไป เพื่อหวังคะแนนเสียง แต่เป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้เงินหมุนเวียนจริงในระบบ ทั้งประชาชนได้ประโยชน์และผู้ประกอบการก็อยู่ได้”

    นายโอฬารกล่าวว่า จุดเด่นของโครงการคือแนวคิด “รัฐช่วยครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง” ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ประชาชนจะตระหนักถึงคุณค่าของเงิน ขณะเดียวกัน เงินที่รัฐสมทบก็จะหมุนกลับสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการรายเล็กในชุมชน โดยสิทธิ์ในโครงการแบ่งเป็น 3 กลุ่มประชาชนทั่วไปนอกระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,000 บาท ผู้อยู่ในระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน ได้รับเงินเพิ่มอีก 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน ซึ่งเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการโครงการฯนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนรายได้น้อย สามารถซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น ลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลดีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น รายได้หมุนเวียนในพื้นที่สูงขึ้น เกิดการจ้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ  อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว

    นายโอฬารกล่าวว่า “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจากโครงการแจกเงินทั่วไป เพราะ 1.ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจ่าย 2.เงินหมุนเวียนจริงในระบบผ่านร้านค้าชุมชน 3.กระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงแรงงานและผู้ผลิต 4.สร้างผลประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจฐานราก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม ที่ประชาชนไม่เพียงรอรับความช่วยเหลือ แต่กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับรัฐ

    3) นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดเตรียมไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ถือบัตรคนจน จำนวน 13 ล้านคน ที่จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว ประเมินว่า ทั้ง 2 โครงการนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นอีก 0.2-0.3% ได้ โดยไตรมาส 4 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 0.3% เท่านั้น ทำให้เมื่อมีการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้ง 2 โครงการออกมา อาจช่วยให้ขยายตัวเพิ่มเป็น 0.6% ได้

    นายสมชาย กล่าวว่า รูปแบบของโครงการคนละครึ่งพลัสแบ่งเป็นการอุดหนุนประชาชนทั่วไป กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ได้สิทธิรวม 2,000 บาท กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี จะได้สมทบในอัตรา 60% หรือมูลค่า 2,400 บาท ใช้จ่ายเอง 200 บาท และรัฐบาลสมทบให้ 200 บาท โดยความคืบหน้าล่าสุด กำหนดเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนวันที่ 20-26 ตุลาคม ก่อนเริ่มใช้จ่ายจริงในวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาโดยกระทรวงการคลัง คาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะสร้างผลทวีคูณในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่าแสนล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ติดหล่มแน่นอน ซึ่งมีการประเมินผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะไตรมาส 4/2568 ที่น่าจะได้รับผลจากการกระตุ้นผ่านโครงการนี้อย่างน้อย 0.3-0.4% ถือว่าไม่แตกต่างจากที่ประเมินไว้เช่นกัน จึงเชื่อว่าจะมีผลดันเศรษฐกิจเพิ่มได้อย่างน้อยก็ 0.2% ขึ้นไปแน่นอน

    นายสมชายกล่าวว่า แม้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ตัวที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างแท้จริงเป็นภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้รัฐบาลต้องทำการบ้านหนักๆ ทั้งในตลาดเก่าที่แม้มีปัญหาแต่ก็ทิ้งไม่ได้ อาทิ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น อาเซียนทั้งหมด พร้อมเพิ่มตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ อาทิ ละตินอเมริกา แอฟริกา รัสเซียและกลุ่ม CIS อังกฤษ และเอเชียใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และยุโรป ส่วนการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงรายได้จากต่างชาติเข้ามาเช่นกัน ซึ่งท่องเที่ยวไทยมีทั้งการท่องเที่ยวในประเทศและการเข้ามาเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องฟื้นตลาดพื้นฐานอย่างตลาดจีน ยืนยันความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในการเข้ามาเที่ยวไทย รวมถึงเพิ่มตลาดใหม่เข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเร่งการท่องเที่ยวเมืองรอง เพิ่มสัดส่วนให้เกิดการเดินทางเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายกระจายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    4) ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ กล่าวถึง นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ยกนโยบาย “คนละครึ่ง” ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาปรับใช้ ซึ่งประกาศเป็นนโยบายเรือธงเรื่องแรก เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเวลามาก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองอาจมีแนวโน้มจะยุบสภาก่อน 4 เดือน รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องออกนโยบายที่ทำได้เร็วและทำให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้ว่าจากการวิเคราะห์พบว่า มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก โดยมีผลต่อจีดีพีเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น

    ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบการใช้นโยบาย “คนละครึ่ง”ในสมัยพลเอกประยุทธ์ กับนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ในยุคของนายกฯอนุทิน เป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยสถานการณ์ในช่วงที่ใช้นโยบายนี้ อยู่ในช่วงที่ประเทศประสบกับปัญหาโควิด ในปี 2563 ซึ่งเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง จีดีพีติดลบถึงร้อยละ 6.1 ต่อปี ภาคท่องเที่ยวหยุดนิ่งไม่มีนักท่องเที่ยว ธุรกิจปิดตัว คนตกงานจำนวนมาก และรายได้หดตัว

    ขณะที่สถานการณ์ในปี 2568 แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาก โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.8 และจีดีพีเศรษฐกิจไตรมาส 3 น่าจะติดลบ ส่วนปี 2569 ตัวเลขเศรษฐกิจน่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็น แต่ไม่จำเป็นมากเท่ากับช่วงโควิด ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์ของโครงการคนละครึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก ประกอบกับความเชื่อมั่นและสภาพเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศค่อนข้างแย่ จึงไม่ง่ายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศยังมีความเสี่ยงถูกดาวน์เกรดในปี 2570 และคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะชนเพดานที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีอย่างแน่นอน หากนโยบายของทุกพรรคที่มาเป็นรัฐบาลเน้นนโยบายประชานิยม

    “ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายออกมาในเวลาสั้น ๆ ซึ่งการออกนโยบายคนละครึ่งพลัสก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ก็อย่าไปฝากความหวังว่า จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งยังอาจสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ และการถูกลดเครดิต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศเพิ่มสูงขึ้น”

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะรัฐบาลว่า การทำให้คนละครึ่งพลัสได้ผล หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกระดับ ควรทำแบบพุ่งเป้า โดยแจกเงินกับกลุ่มคนที่มีผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ หรือพุ่งเป้าไปที่หมวดสินค้าบางชนิดที่มีผลลัพธ์สูง จะมีผลกระแทกตัวเลขเศรษฐกิจได้แรง ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำถึงประชาชนว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เมื่อรัฐบาลมีการกระตุ้นให้นำเงินออกมาใช้เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้เป็นการช่วยรัฐบาล แต่บางกรณีอาจเป็นการใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น ประชาชนควรระวังการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจจะแย่ไปอีกระยะหนึ่ง จึงต้องวางแผนการเงินให้รอบคอบ

    5) ในหมู่ประชาชนนั้น มีกระแสตอบรับกับโครงการนี้สูงมาก ยกว้นในกลุ่มผู้ค้าที่เจอข่าวลือที่แพร่สะพัดว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อาจถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังโดยกรมสรรพากรนั้น ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยืนยันว่า ข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยย้ำว่า หนึ่งในหลักการสำคัญของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลตกลงร่วมกับภาคส่วนต่างๆ คือ การรักษาความลับของข้อมูลผู้ประกอบการและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอย่างเคร่งครัด

    “ขอยืนยันว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสจะถือเป็นข้อมูลลับ จะไม่มีการเปิดเผยให้บุคคลภายนอก และที่สำคัญคือ จะไม่มีการส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ให้กับกรมสรรพากร ไม่ว่าจะเพื่อการตรวจสอบภาษีย้อนหลังหรือในวัตถุประสงค์อื่นใด ภาครัฐมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความกังวลของพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มหลักของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ โดยรัฐบาลไม่ต้องการสร้างภาระเพิ่มเติมหรือสร้างความหวาดกลัวในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภาษีอย่างเป็นทางการ หากแต่ต้องการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงในช่วงเวลาที่ท้าทาย”

    โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศอย่างต่อเนื่อง เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชนให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลก

    กระทรวงการคลังจึงขอให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมั่นใจได้ว่า การเข้าร่วมในครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดภาระทางภาษีเพิ่มเติม หรือถูกตรวจสอบเป็นพิเศษจากหน่วยงานภาษีใดๆ

    “รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อย และเราไม่ต้องการให้เกิดความกลัวจากความไม่เข้าใจ ถ้ามีข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น” ดร.เอกนิติกล่าวปิดท้าย

    สรุป : โครงการนี้สร้าง “อารมณ์บวก” ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่หากต้องไปหักลบกลบหนี้กับปัญหาชายแดนปัญหาคาใจเรื่องที่ดินเขากระโดง และเรื่องคดีฮั้ว สว. ไม่รู้ว่า “พรรคภูมิใจไทย” จะจัดการกับความเสี่ยงในเรื่องที่เหลือให้ 4 เดือนนี้ เป็นต้นทุนที่ดีสู่ “4 ปี นายกฯเสียงข้างมาก”ได้ดีเพียงใด?!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PkhdBIRzXpkytaxvoccLV

  • 9 จังหวัด ‘ขาดแคลนแพทย์’ ที่สุดในไทย  สธ.ชง 6 แนวทางจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปี 69

    9 จังหวัด ‘ขาดแคลนแพทย์’ ที่สุดในไทย สธ.ชง 6 แนวทางจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปี 69

    สาธารณสุข

    11 ต.ค. 2025 เวลา 10:30 น.

    ปลัดสธ.เผยสถานการณ์มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงเพียง 72% ของกรอบอัตรากำลัง แนวโน้มแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้น มี 9 จังหวัดขาดแคลนแพทย์สุด ชง 6 แนวทางจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปี69

    นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 10/2568 ได้นำเสนอที่ประชุมถึงสถานการณ์และแนวทางการจัดสรรแพทย์ผู้ทำสัญญาชดใช้ทุนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันในการกระจายแพทย์ลดปัญหาขาดแคลนในบางพื้นที่

    ขณะนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์ปฏิบัติงานจริง 25,490 คน หรือ 72% ของกรอบอัตรากำลังแพทย์ปี 2565-2569 ที่มี 35,578 อัตรา

    เขตสุขภาพที่ 2, 4 และ 8 มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงเพียง 61%, 63% และ 66% ตามลำดับ และมี 10 จังหวัด ที่มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงน้อยกว่า 60% ได้แก่

    • บึงกาฬ 44%
    • สระแก้ว 48%
    • เลย 54%
    • อ่างทอง, แม่ฮ่องสอน 55%
    • ตาก, เพชรบูรณ์, ปทุมธานี 58%
    • ระนองและน่าน 59%
    • หากเทียบสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร จังหวัดที่ขาดแคลนแพทย์มากที่สุด คือ บึงกาฬ สมุทรปราการ หนองบัวลำภู นครพนม นนทบุรี สระแก้ว เลย ชัยภูมิ และแม่ฮ่องสอน ขณะที่แนวโน้มแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้นจาก 789 คน ในปีงบประมาณ 2563 เป็น 1,201 คน ในปีงบประมาณ 2567 

    นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาในการจัดสรรพื้นที่ปฏิบัติงานของแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ในปี 2568 พบว่า เมื่อจัดสรรให้เขตสุขภาพที่ 8 และ 10 เต็มศักยภาพ ทำให้บางเขตสุขภาพ เช่น เขตสุขภาพที่ 4, 5 และ 6 ได้รับแพทย์ไปฝึกเพิ่มพูนทักษะปีที่ 1 ไม่เพียงพอ จึงต้องจัดสรรทดแทนด้วยแพทย์ที่ไม่ใช่ทุนรัฐบาลและแพทย์นอกสังกัด (ฝากฝึก)
    รวมถึง มีแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ที่ผ่านการคัดเลือกและได้จัดสรรโควตาแล้ว แต่คุณสมบัติไม่ครบถ้วนจํานวนมาก ทําให้โควตาในบางเขตสุขภาพลดลงในรอบจัดสรรปกติ ต้องจัดสรรทดแทนในรอบพิเศษและหลังรอบพิเศษ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนวทางการจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปีงบประมาณ 2569 คือ

    1.ปรับการจัดสรรให้พื้นที่ขาดแคลนเป็นอันดับแรก โดยมองภาพรวมเป็นระดับจังหวัด

    2.ปรับระเบียบการจัดสรรทุน เช่น ทุนโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) / โครงการกระจายแทพย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) สามารถข้ามเขตหรือจังหวัดไปยังจังหวัดที่ขาดแคลนแพทย์ได้ หรือปรับกฎระเบียบการชดใช้ทุน

    3. ใช้หลักการ One Province/One Region One Hospital จัดสรรอัตรากำลังแพทย์ในภาพรวม แพทย์ทั่วไปหรือเฉพาะทางสามารถย้ายข้ามอำเภอหรือจังหวัดมาช่วยเหลือในพื้นที่ขาดแคลน

    9 จังหวัด 'ขาดแคลนแพทย์' ที่สุดในไทย  สธ.ชง 6 แนวทางจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปี 69

    4.สนับสนุนเรื่องค่าตอบแทน/ความก้าวหน้าขั้นพิเศษ โดยเน้นพิจารณาภาระงานและผลจากการทำงาน ให้พื้นที่ขาดแคลนแพทย์และมีภาระงานมากได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ

    5.สร้างแรงจูงใจเข้ารับการศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางในพื้นที่ขาดแคลนแพทย์เป็นกรณีพิเศษ เช่น การศึกษาต่อที่ใช้ระยะเวลาชดใช้ทุนสั้นลง หรือมีคะแนนพิเศษในการเข้ารับการศึกษาต่อ

    6.สนับสนุนงบประมาณในภาพรวม เช่น กองทุนระดับเขตเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนหรือช่วยสนับสนุนการทํางานในส่วนของแพทย์ในพื้นที่ขาดแคลนมากขึ้น

    นักศึกษาแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาปี 2568 (ปีงบประมาณ 2569) มี 2,795 คน คณะกรรมการจัดสรรฯ อนุมัติโควตาเมื่อ วันที่ 5 กันยายน 2568 ให้กระทรวงสาธารณสุข 1,980 อัตรา อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 1,973 อัตรา จึงได้เสนอว่าพื้นที่ขาดแคลนแพทย์

    ให้มีมาตรการเพิ่มค่าตอบแทน

    ทำงานครบ 2 ปี เลือกศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาหลักได้

    หากทำงานครบ 3 ปี เลือกได้ทั้งสาขาหลักและสาขารอง

    ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรทุนรัฐบาล CPIRD

     ปรับเปลี่ยนการหมุนเวียนของแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ไปยังพื้นที่ขาดแคลนหรือต้องการเพิ่มศักยภาพในพื้นที่

    และเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป
    ส่วนพื้นที่ไม่ขาดแคลน ให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชนในปี 2 และ 3 สามารถมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปได้  และปรับการจัดสรรแพทย์เพิ่มพูนทักษะในปี 2 และ 3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1202713&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OryLOk5myjvA5iS8l-xAj

  • ซีอีโอ 4 องค์กรใหญ่ถอดบทเรียน ‘การปรับตัว’ สู้พายุเศรษฐกิจโลก สู่อนาคตยั่งยืน

    ซีอีโอ 4 องค์กรใหญ่ถอดบทเรียน ‘การปรับตัว’ สู้พายุเศรษฐกิจโลก สู่อนาคตยั่งยืน

    โลกกำลังเผชิญภาวะวิกฤตที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอน และปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจคาดคิดได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกองค์กรภาคธุรกิจต้องเผชิญว่า จะปรับตัวอย่างไรให้รอดจากมหาพายุเศรษฐกิจโลกและยืนหยัดอย่างยั่งยืน

    บนเวที CEO Panel ซึ่งจัดขึ้นในงานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Expo 2025 ซีอีโอ จาก 4 บริษัทชั้นนำด้านความยั่งยืนในประเทศไทย ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะถึงแนวทางการปรับตัวองค์กรทุกระดับในมิติต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบโลกเปลี่ยนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า “การปรับตัวของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ระบบซัพพลายเชนของโลกเปลี่ยนไป และประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการนำเข้า-ส่งออก แต่เราก็มองวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เพราะการที่อเมริกาทวนกระแสโลกาภิวัตน์(Deglobalization) โดยใช้นโยบายคุ้มครองทางการค้า (Protectionism) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทำให้จีนปรับนโยบายมาเน้นโลกาภิวัฒน์ด้วยการผลักดันทุนออกนอกประเทศ ซึ่งไทยก็ได้อานิสงส์จากการที่บริษัทต่างชาติรวมทั้งจีน ย้ายฐานการผลิตมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนล้วนมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน หากไทยจะเป็นศูนย์กลางการกระจายทุนสีเขียว หรือ Green Financing ภาครัฐสามารถตั้งกองทุน และสร้างแรงจูงใจให้มีการย้ายฐานการผลิตมามากขึ้น รวมไปถึงช่วยเอสเอ็มอีของไทยให้ปรับตัวไปสู่ธุรกิจสีเขียว เพราะจะต้องลงทุนอัพเกรดโรงงานและสร้างสแตนดาร์ดใหม่ให้สอดคล้องกับอุปสงค์อุปทาน เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว องค์กรธุรกิจต้องถามตัวเองว่า ปรับตัวทันหรือไม่ มีการสร้างนวัตกรรม วิธีการทำงาน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะ การเข้าถึง AI ภายในองค์กร และการทำให้โรงงานฉลาดขึ้น ทุกคนรู้ว่า โลกเข้าสู่ยุค Unmanned มากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น เราต้องทำงานเชิงรุก และต้องกลับเข้าห้องเรียน (back to school) คือ กลับไปเป็นห้องทดลองเล็กๆ แล้วเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองเรื่องใหม่ๆ ในแล็บอย่างต่อเนื่อง และมีการเชื่อมโยงกับแล็บอื่นๆ ที่เก่งกว่าในด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เราคล่องตัวและปรับตัวได้เร็วขึ้น 

    ศุภชัย แนะว่า ทั้งองค์การขนาดใหญ่และขนาดเล็กต้องสร้างความร่วมมือ ต้องเปลี่ยนจากคู่ต่อสู้หรือศัตรูมาเป็นอาจารย์ที่สอนให้เราเห็นว่า ทำให้ดีต้องทำอย่างไร เอกชนจะต้องพึ่งพากันในศักยภาพที่

    โดดเด่นของแต่ละคน แต่เอกชนไม่ค่อยเชื่อมโยงกัน ไม่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ และไม่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย

    “วันนี้ เราต้องกลับไปเรียนใหม่ เพราะความคิดและวิธีการล้าสมัยแล้ว ศักยภาพของเราในการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ด้อยกว่านักเรียนในระดับมัธยม เรายังคิดนอกกรอบไม่ได้ แต่คนที่คิดนอกกรอบได้นั่งอยู่ในมหาวิทยาลัย ธุรกิจเป็นฐานปฏิบัติอยู่แล้ว ขณะที่นักศึกษาก็อยากฝึกงาน ดังนั้น ธุรกิจควรสร้างแรงจูงใจเพื่อผลักดันให้คนรุ่นใหม่มาเรียนรู้ ค้นคว้าวิจัย และพัฒนาเชิงปฏิบัติ ก็จะเกิดแล็บที่ใหญ่ขึ้น เก่งขึ้น ซึ่งคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทมาช่วยทรานสฟอร์มองค์กรและเศรษฐกิจของเราได้”

    ปรับตัวให้สอดคล้องบริบทโลก

    คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ในซัพพลายเชน ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจบริบทของสถานการณ์โลก ซึ่งการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นผลกระทบที่หนักที่สุด และเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน ดังนั้น ซัพพลายเชนก็ต้องกลับมาคิดกันว่า เราจะอยู่อย่างไร หากเกิดสถานการณ์แบบนี้อีก เพราะการค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงจากการมีกติกาเป็นไม่มีกติกาไปแล้ว

    “ผมอยู่ในธุรกิจอาหารทะเล โดย 90% เป็นตลาดต่างประเทศ และรายได้ 40% มาจากตลาดอเมริกา 30% อยู่ที่ยุโรป โดย 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของไทยยูเนี่ยนต้องเจอมรสุมค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ดอกเบี้ยสูง ภาวะเงินเฟ้อ สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาจนกระทั่งการขึ้นภาษีนำเข้าของอเมริกา ทำให้ผมได้เข้าใจและตระหนักถึงโลกธุรกิจมากขึ้น และทำให้รู้ว่า ประสบการณ์ทำงาน 37 ปีที่ผ่านมา แทบจะใช้ไม่ได้เลย เพราะวันนี้เราอยู่ในโลกที่เป็นเรื่องใหม่”

    ธีรพงศ์ บอกว่า ความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่ดีมีความสำคัญจริงๆ เพราะการเจรจาต่อรองภาษีกับสหรัฐเป็นเรื่องรัฐกับรัฐ แต่ภาคธุรกิจก็ต้องคิดว่า ถ้าพึ่งพาภาครัฐไม่ได้จะทำอย่างไร ซึ่งองค์กรจำเป็นจะต้องกลับมาทบทวนการทำงานภายในของตัวเองทั้งหมด

    องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องและทำตลอดไป แต่ต้องทำความเข้าใจในบริบทสภาวะแวดล้อมของโลก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา ทบทวนการดำเนินงานว่ามีอะไรที่จะทำให้ดีขึ้นได้ มีแผนป้องกันความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมเพื่อตอบรับเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบุคลากร  ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

    ไทยยูเนียนได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรมากที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา โดยหลักๆ คือ การทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว เพื่อปรับเปลี่ยนให้ทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    การขึ้นภาษีของอเมริกาทำให้เกิด wake-up call ครั้งใหญ่ เพราะการฉีกกฎ กติกาทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ดังนั้น ไทยยูเนียนต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกและคาดการณ์ไม่ได้ในอนาคต 

    เพิ่มศักยภาพซัพพลายเชน

    คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “นโยบายภาษีสวมสิทธิของสหรัฐอเมริกา (Transshipment Policy) ที่จะเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% หากใช้ วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% ซึ่งเป็นตัวกำหนดการดีไซน์ซัพพลายเชน พร้อมเตือนว่า นโยบายทรัมป์มีความไม่แน่นอน วันนี้เก็บ 40%  แต่อีก 3 เดือนข้างหน้า อาจจะเพิ่มเป็น 60% ก็ได้ ฉะนั้น การดีไซน์ซัพพลายเชนจะต้องให้มีความยืดหยุ่น เผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะเราไม่สามารถปรับตัวได้ภายใน 3 เดือน  ถ้าจะอยู่รอดในระยะยาว ซัพพลายเชนต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับความคล่องตัว ถ้าเรามีซัพพลายเชนที่เข้มแข็งในหลายๆ จุด และสามารถร่วมมือกันได้ เราก็สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายซัพพลายเชนกันได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น  

    ทุกคนในเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network: TSCN) ต้องร่วมมือกันและช่วยกันให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ Green Supply Chain ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลองผิดลองถูก ถ้าใครที่ทดลองทำแล้วไม่ได้ผล และใครที่ทำแล้วได้ผลก็เอาข้อมูลมาแชร์กัน ก็จะทำให้ซัพพลายเชนของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

    ธรรมศักดิ์ บอกว่า เอสซีจี จะดูว่าธุรกิจไหนรอดหรือไม่รอด หากธุรกิจไหนไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่ตอบโจทย์กับเทรนด์ในระยะยาว ก็จะปิด ส่วนธุรกิจที่จะสู้ต่อไป บริษัทก็จะต้องสามารถทรานสฟอร์มให้ได้ เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

    “แน่นอน เราต้องเจอปัญหาเยอะที่เป็นพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามา และต้องสู้ไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า แต่ถ้าเราทรานสฟอร์มธุรกิจที่ทำอยู่ ถอดบทเรียน และเพิ่มความพยายามอย่างรวดเร็วในจุดที่มันใช่ เราก็จะก้าวไปสู่การเติบโตได้ เราต้องเร่งทรานสฟอร์มองค์กรให้เร็วที่สุด เพราะความไม่แน่นอน และพายุซัดเข้ามาเป็นระลอกๆ และยังมีอีกหลายลูกที่จะเข้ามาอีกปีในหน้า เราต้องเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และปูทางไปสู่ new engine ของเรา”

    ตัดสินใจให้ดีอย่างรวดเร็ว

    คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานอำนวยการจัดงาน SX2025 และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บอกว่า วันนี้โลกเปลี่ยนจริงๆ ผู้ประกอบการธุรกิจต้องคุยกันให้เยอะ ปรับตัวให้เยอะ เราจะปรับตัวอย่างไร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้มากขึ้น ซึ่งเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ข้อ 17: Partnerships for the Goals ยังเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่อยากให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน ขณะที่ปัญหา

    และความท้าทายทุกอย่างที่ประดังประเดเข้ามาทำให้เราต้องเข้าใจและคิดครบถึงบริบทของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้ แต่ก็เป็นความยาก เพราะเราไม่สามารถจะรู้และเข้าใจทุกเรื่อง สิ่งที่เราเคยทำได้ดี อาจจะไม่ดีต่อไป เพราะว่า โลกที่เปลี่ยนทำให้กระทบกับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดแข็ง แต่ดูเหมือนวันนี้ จุดแข็งของเรากลายเป็น เรากลับขยับช้า

    “โลกธุรกิจมีเรื่องราวให้มาทบทวนมากมาย ซึ่งทีมงานกำลังรอคำตอบจากผู้บริหารว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจให้ดีและรวดเร็ว (Make good decision quickly) เมื่อกล้าตัดสินใจก็กล้าที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่งทุกการเปลี่ยนย่อมมีผลกระทบและผลที่จะตามมาแต่ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้”

    ในเครือข่าย TSCN ต้องถามว่า จะจับคู่ธุรกิจ หรือร่วมกันสร้างสรรค์เรื่องใหม่ๆ กันได้อย่างไร ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมคล้ายคลึงกัน บางทีก็คุยกันน้อยไปหน่อย เราแข่งขันกันเอง แต่ถ้าเราสามารถคุยกันและร่วมกัน ก็กลายเป็น consortium แล้วไปขายสินค้าในกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้เรายังมีกำลังการผลิตที่เหลืออยู่ ฉะนั้น ซัพพลายเชนต้องมาคิดว่า เราจะแตะมือกันได้อย่างไร

    มหาวิทยาลัยไทยก็เช่นเดียวกัน หลายๆ แห่งมีการเซ็นเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศเยอะมาก แต่ไม่ค่อยเห็นมหาวิทยาลัยไทยเซ็นเอ็มโอยูกันเอง เพราะเรารู้สึกว่า ทำเรื่องเดียวกัน คล้ายกัน จึงไม่ได้ร่วมมือกัน

    ส่วนในภาคอุตสาหกรรม เรากำลังค่อยๆ ทำความรู้จักกัน เข้าใจกัน และตั้งใจจะทำงานร่วมกันมากขึ้น เพราะหากไม่รวมพลังกันสามัคคีกัน เราจะเสียเปรียบ เดี๋ยวนี้ นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย จะมาทั้งซับพลายเชน เช่น ญี่ปุ่น จีน จะมากันทั้งทีม แต่เวลาคนไทยไปลงทุน จะไปเดี่ยวๆ เพราะคนไทยยังไม่คุ้นชินกับการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ การรวมตัวกันมักเป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจ เราจะรวมตัวเร็ว แต่ก็สลายตัวเร็ว แม้ว่า ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย จะมีการพิจารณารวบรวมข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาการค้าการลงทุน แต่เป็นลักษณะรายพื้นที่ ซึ่งนับจากนี้ เราต้องมามองการแก้ปัญหาการค้าการลงทุนเป็นรายอุตสาหกรรม ดูว่าอะไรเป็นอุตสาหกรรมหลัก แล้วมาพิจารณากันใหม่และทำให้เกิดความเข้าว่า เราจะต้องเสริมสร้างทั้งโอกาสในบริบทของพวกเราเองก็จะทำให้อุตสาหกรรมเข้มแข็งขึ้น สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการจะต้องประสานกันและเชื่อมโยงวิธีคิด เพื่อพัฒนาในอุตสาหกรรมประเภทนั้นๆ ให้เกิดมิติของการพัฒนาที่ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งได้

    ฐาปน กล่าวทิ้งท้ายในหลักคิดของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยน้อมนำพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ในบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก ที่ว่า จงมีความเพียรอันบริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม และกำลังกายที่สมบูรณ์ที่เอื้ออำนวยในการทำประโยชน์ต่างๆ ซึ่งหลัก 3 ประการนี้ จะนำพาความก้าวหน้า ความเจริญ กลับมาสู่ทุกคนตามที่ปรารถนาได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/877396/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w4iIN3rqugNUn8OUmZOnR

  • “อนุทิน” ตอบ”พิธา”กมธ.สภากำลังศึกษายกเลิก MOU 43-44

    “อนุทิน” ตอบ”พิธา”กมธ.สภากำลังศึกษายกเลิก MOU 43-44

    ข่าว

    11 ตุลาคม 2025 – 11:06

    Featured Image

    “อนุทิน” ย้ำ กมธ.สภา กำลังศึกษายกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ถาม เหตุใดใช้กลไกสภาไม่ได้ ขอรอฟังข้อสรุปแล้วค่อยพิจารณาทีหลัง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มาดไทย กล่าวถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าเหตุใดจึงใช้กลไกของรัฐสภา ไม่ได้ในการยกเลิก MOU 43-44 โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐสภากำลังศึกษาอยู่ ทั้ง 2 สภา

    เมื่อถามว่า จริงๆแล้วสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิกได้เลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน

    เมื่อถามต่อว่า ต้องรอข้อสรุปของกรรมาธิการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในเมื่อกรรมาธิการทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา

    เมื่อถามว่า หากผลออกมาเป็นทางบวกกับประเทศไทยมีโอกาสไม่ต้องทำประชามติใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_947253/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1erP7aR2rJmqsGc4uL7ld4

  • ผู้นำธุรกิจทุ่มแสนล้าน ดันไทยสู่ Net Zero ปี 2593 ขับเคลื่อนอนาคตด้วย “ความยั่งยืน”

    ผู้นำธุรกิจทุ่มแสนล้าน ดันไทยสู่ Net Zero ปี 2593 ขับเคลื่อนอนาคตด้วย “ความยั่งยืน”


    ภาคเอกชนจับมือทุกภาคส่วน สร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ มุ่งลดคาร์บอน-เพิ่มขีดแข่งขันระยะยาว ใช้ “ความยั่งยืน” เป็นกลยุทธ์หลักฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    งานสัมมนา Future Forum 2025: The Great Transformation จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ผู้นำองค์กรชั้นนำทั้งภาคอุตสาหกรรม การเงิน และธุรกิจบริการต่างแสดงจุดยืนร่วมกันว่า “ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    “Reinvent Thailand” โมเดลร่วมสร้างอนาคตยั่งยืน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เน้นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” โดยภาคเอกชนต้องเป็นแกนหลักในการเปลี่ยนแปลง ปรับโครงสร้างธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ขณะที่ภาครัฐควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และภาคการเงินต้องสนับสนุนสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เพื่อช่วยธุรกิจขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Net Zero

    ศาสตร์และศิลป์ของ “ความยั่งยืน”

    นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์ แต่คือ “ศิลปะในการเข้าใจผู้คน” โดยเฉพาะเมื่อปัญหาสภาพภูมิอากาศกระทบชีวิตประชาชนโดยตรง จึงต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหา และการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

    ทุ่มงบแสนล้าน ขับเคลื่อนสู่ Net Zero ปี 2593

    องค์กรชั้นนำต่างเดินหน้าลงทุนมหาศาลเพื่อเป้าหมาย Net Zero:

    • ปตท. ทุ่มกว่า 33,000 ล้านบาท พัฒนาเทคโนโลยีและ AI ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมลงทุนอีก 10,000 ล้านบาท ในโครงการ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซฯ อาทิตย์ เพื่อกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตันภายในปี 2571

    • ไทยพาณิชย์ (SCBX) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 150,000 ล้านบาท (ปี 2566-2568) ให้ธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสิทธิประโยชน์ทางการเงินสำหรับธุรกิจสีเขียว

    • SCG ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว 20% ตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่

    • PTTGC หนึ่งในผู้ผลิตพลาสติกรีไซเคิลรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าลดคาร์บอน 20% ภายในปี 2573 พร้อมต่อยอดธุรกิจใหม่ เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากน้ำมันใช้แล้ว

    ก้าวข้ามเป้าหมายธุรกิจ สู่การสร้างคุณค่าให้สังคม

    ผู้บริหารจาก ธนาคารกสิกรไทย และ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สะท้อนทิศทางใหม่ขององค์กร ที่ขยับจาก “การแสวงหากำไร” มาสู่ “การสร้างคุณค่า” ผ่านการใช้เทคโนโลยี AI การลงทุนในนวัตกรรม และความใส่ใจในผลกระทบทางสังคม โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เช่น การแพทย์และการดูแลสุขภาพ

    การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การ “ลดคาร์บอน” แต่คือการ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นความร่วมมือข้ามภาคส่วน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความเข้าใจในมิติทางสังคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

    “Net Zero ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือใบเบิกทางสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ ที่ต้องอาศัยทั้งมิตรภาพ และความยั่งยืน” – ข้อสรุปจากเวที Future Forum 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37fSsddUSFwN_ltoPu6TG0

  • ครู ตชด. :: การเรียนรู้ของเด็ก ๆ นั้น สำคัญไม่แพ้อธิปไตยของชาติ

    ครู ตชด. :: การเรียนรู้ของเด็ก ๆ นั้น สำคัญไม่แพ้อธิปไตยของชาติ

    ครู ตชด. :: การเรียนรู้ของเด็ก ๆ นั้น สำคัญไม่แพ้อธิปไตยของชาติ


    12/10/2568 | 5 |

    ครู ตชด. ผู้สร้างแสงสว่างในแดนไกล: มากกว่าการสอนหนังสือ คือการสร้างอนาคต

    ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และเสี่ยงภัยของประเทศไทย ที่ถนนหนทางยังเข้าไม่ถึง แสงไฟจากหลอดไฟอาจยังเป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่กลับมีดวงประทีปแห่งความรู้ที่ส่องสว่างนำทางเด็ก ๆ นั่นคือ “ครูตำรวจตระเวนชายแดน” (ครู ตชด.) ผู้ที่ไม่ได้มีแค่หน้าที่ปกป้องอธิปไตย แต่ยังเป็นผู้มอบโอกาสทางการศึกษา สร้างอนาคต และหัวใจที่เปี่ยมด้วยความหวังให้กับเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

    ” โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแห่งแรกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2499 ตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดาร โดยใช้วิธีการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งการให้การศึกษาถือเป็นการสร้างให้เป็นพลเมืองที่ดี และเป็นกำลังพัฒนาให้ชาติต่อไปในอนาคต โดยมีจุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเป็นผู้อุปถัมภ์หลักในช่วงแรก และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสืบสานและพัฒนางานโรงเรียนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน “

    เมื่อพูดถึงตำรวจตระเวนชายแดน หลายคนจะนึกถึงภาพเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบ ที่ถือปืน คอยลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาพของ “ครู ตชด.” คือภาพของชายหญิงในเครื่องแบบ ที่ยืนอยู่หน้ากระดานดำ ถือชอล์ก และสอนหนังสือเด็ก ๆ ในโรงเรียนที่อาจเป็นเพียงอาคารไม้เล็ก ๆ กลางป่าเขา

    พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ครูที่ถ่ายทอดความรู้ตามตำรา แต่ยังเป็น:

    • ผู้ปกป้อง: เป็นผู้ที่คุ้มครองความปลอดภัยให้เด็ก ๆ และชุมชนจากภัยคุกคามต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือการแทรกซึมจากผู้ไม่หวังดี
    • ผู้พัฒนา: เป็นผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและชุมชนในทุกมิติ ทั้งสุขอนามัย โภชนาการ และอาชีพเสริม
    • ผู้สร้างแรงบันดาลใจ: เป็นแบบอย่างของการทำความดี ความเสียสละ และความอดทน ให้เด็ก ๆ ได้เห็นและซึมซับ

    ความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ในพื้นที่ห่างไกล : เบื้องหลังการสอนหนังสือของครู ตชด. คือ “ความเสียสละ” อันยิ่งใหญ่ที่หลายคนอาจมองไม่เห็น พวกเขาเลือกที่จะทิ้งความสะดวกสบายในเมือง สละเวลาส่วนตัว และความสุขกับครอบครัว เพื่อมาใช้ชีวิตในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

    • ความท้าทายด้านภูมิศาสตร์: หลายโรงเรียนตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร การเดินทางยากลำบาก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ครู ตชด. ต้องปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากสังคมเมืองโดยสิ้นเชิง
    • ความเสี่ยงภัยจากสถานการณ์ชายแดน: ในบางพื้นที่ ยังคงมีภัยคุกคามจากผู้ไม่หวังดี หรือกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมาย ครู ตชด. ต้องแบกรับความเสี่ยงภัยนี้ไปพร้อมกับการทำหน้าที่ครู ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญและความเข้มแข็งทางจิตใจอย่างสูง
    • การอุทิศตนเพื่ออนาคตของเด็ก: พวกเขาไม่ได้สอนเพียงแค่วิชาการ แต่ต้องเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่เลี้ยง และเพื่อนของเด็ก ๆ คอยดูแลเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา และสร้างขวัญกำลังใจ เพื่อให้เด็กเหล่านั้นรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยราวกับอยู่บ้านของตนเอง การอุทิศตนนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เด็กๆ ได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน

    ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่จากการสอนของครู ตชด. การสอนหนังสือของครู ตชด. ส่งผลดีอย่างมหาศาล ซึ่งอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ส่งผลต่ออนาคตของชาติในระยะยาว:

    1. จุดประกายความรู้และโอกาส: เด็กในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ครู ตชด. ได้นำพาความรู้เข้าไปถึงพวกเขา ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ได้อ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต
    2. ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม: การที่เด็กทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน เป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้พวกเขามีโอกาสเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพ
    3. สร้างความมั่นคงในพื้นที่: เมื่อเด็กได้รับการศึกษา ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจ ก็จะสามารถป้องกันตนเองจากภัยคุกคามต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ลดโอกาสที่พวกเขาจะถูกชักจูงไปในทางที่ผิด และยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนให้เข้มแข็ง
    4. ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม: นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้ว ครู ตชด. ยังได้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสามัคคีให้แก่เด็ก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างพลเมืองที่ดี
    5. เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน: การที่ครู ตชด. เข้าไปใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ทำให้เกิดความเข้าใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน เป็นการสร้างความผูกพันและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

    จงตระหนักไว้ว่า ทุกครั้งที่ครู ตชด. ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนในโรงเรียนเล็ก ๆ กลางป่าเขา ไม่ได้มีแค่ตัวอักษรและตัวเลขที่ถูกถ่ายทอด แต่ยังมีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเสียสละ ความรัก และความมุ่งมั่นที่จะเห็นเด็ก ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/431048&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ls0Xaj7Gy8oKcKGFgEcG-

  • คุณภาพวิจัย-นานาชาติ! มฟล. อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน ขยับสู่ Top 1200 โลก

    คุณภาพวิจัย-นานาชาติ! มฟล. อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน ขยับสู่ Top 1200 โลก

    มฟล. ผงาดเวทีโลก คว้า “ดับเบิลแชมป์ไทย” ด้านคุณภาพงานวิจัย–ความเป็นนานาชาติ ขยับกลุ่ม 1001–1200 ของโลก ตอกย้ำเชียงรายสู่ศูนย์กลางวิชาการนานาชาติ

    เชียงราย, 11 ตุลาคม 2568 — เช้าวันฝนพรำที่ดอยแม่ฟ้าหลวง ลมหอบกลิ่นดินชื้นพัดผ่านสวนสวยและอาคารเรียนทรงร่วมสมัย นักศึกษาต่างชาติกลุ่มเล็กกำลังยืนถ่ายภาพกับชุดครุยจำลองหน้าป้ายมหาวิทยาลัย ขณะที่นักวิจัยรุ่นใหม่ผลัดกันหิ้วกล่องตัวอย่างขึ้นตึกทดลอง บนสันเขาที่ทอดยาวนี้ “เมืองมหาวิทยาลัย” กำลังขยับตัว—และในสัปดาห์นี้การขยับตัวนั้นก้องไกลไปถึงแวดวงอุดมศึกษาทั่วโลก เมื่อ Times Higher Education (THE) ประกาศผล THE World University Rankings 2026 ให้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ขึ้นไปอยู่ในช่วง 1001–1200 ของโลก ขยับจากปีที่ผ่านมา และก้าวขึ้นเป็น อันดับ 4 ร่วมของประเทศไทย ในภาพรวม

    มากกว่าตัวเลขอันดับโลก สอง “คะแนนยุทธศาสตร์” ยืนยันความก้าวกระโดดของ มฟล. แบบมี “ฐาน” และ “ความต่อเนื่อง” คือ
    (1) Research Qualityอันดับ 1 ของประเทศ คะแนน 61.4 พุ่งจาก 49.3 และ
    (2) International Outlookอันดับ 1 ของไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 คะแนน 64.1 เพิ่มจาก 58.2

    ทั้งสองแกนชี้ชัดว่า มฟล. มิได้เพียง “สวยงาม” ในเชิงภูมิทัศน์ หาก “เข้มแข็ง” ในระบบวิจัยและเครือข่ายนานาชาติที่ปลี่ยนเป็น “ทุนเชิงยุทธศาสตร์” ของจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ

    “การเติบโตของคะแนน ‘คุณภาพงานวิจัย’ สะท้อนการยกระดับมาตรฐานเชิงวิชาการที่วัดผลได้ และการครองที่หนึ่งด้าน ‘ความเป็นนานาชาติ’ ต่อเนื่องหลายปี คือหลักฐานของโครงข่ายความร่วมมือที่ขยายตัวจริง” — ความเห็นเชิงวิเคราะห์จากแหล่งวิชาการในพื้นที่

    เมื่อคะแนนไม่ใช่แค่คะแนน สัญญะของ “คุณภาพงานวิจัย” และ “ความเป็นนานาชาติ”

    การจัดอันดับของ THE วัดสมรรถนะหลักผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ Teaching, Research Environment, Research Quality, International Outlook, และ Industry (การเชื่อมกับภาคอุตสาหกรรม) ในมิตินี้ การที่ มฟล. ครองที่หนึ่งของไทยด้าน Research Quality พร้อมกับยืนหนึ่งด้าน International Outlook ต่อเนื่อง สื่อถึงสองพลังคู่ขนาน

    1. คุณภาพงานวิจัย—ไม่ใช่แค่จำนวนบทความ แต่รวมถึงผลกระทบเชิงวิชาการ (citation/field-weighted impact) ความเข้มแข็งของ peer recognition และมาตรฐานการตีพิมพ์ที่สม่ำเสมอ การขยับจาก 49.3 เป็น 61.4 คะแนน ภายในรอบปี คือการไต่ระดับที่ต้องมี “ฐานข้อมูล–ฐานคน–ฐานห้องปฏิบัติการ” รองรับ
    2. ความเป็นนานาชาติ—สะท้อนความร่วมมือข้ามพรมแดนในมิติการร่วมวิจัย (co-publication) ความหลากหลายของคณาจารย์–นักศึกษา การเคลื่อนย้ายนักวิชาการ และศักยภาพการดึงดูดทุนวิจัยต่างประเทศ คะแนนที่เพิ่มจาก 58.2 เป็น 64.1 พร้อมสถิติ อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน คือหลักฐานของเครือข่ายที่หนาแน่นขึ้น ไม่ใช่ความสำเร็จเฉพาะกิจ

    หากพิจารณาเชิงระบบ การขยับจากช่วง 1201–1500 ไปสู่ 1001–1200 ในปี 2026 (ในบริบทที่ THE จัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก 2,191 แห่ง จาก 115 ประเทศ) แปลว่า มฟล. แข่งขันได้ในสนามที่ “แน่นขึ้นและยากขึ้น” กว่าทุกปี—การติด “ดับเบิลแชมป์ไทย” จึงให้สัญญะว่า “เชียงราย” ไม่ได้เป็นแค่เมืองปลายทางท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวเป็น เมืองฐานความรู้” ในเชิงปฏิบัติ

    เชียงรายในแผนที่อุดมศึกษาโลก เมื่อ “ภูมิศาสตร์ชายแดน” กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์ความรู้”

    ผลการจัดอันดับมาถึงพร้อมข่าวใหญ่อีกชิ้น เชียงราย ถูกเลือกเป็นเจ้าภาพประชุมวิชาการนานาชาติ APACPH Conference ครั้งที่ 56 (4–7 พ.ย. 2568) ของ สมาพันธ์วิชาการสาธารณสุขภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งหมายความว่า เมืองมหาวิทยาลัยบนภูเขาแห่งนี้จะต้อนรับผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขจากทั่วภูมิภาค ในหัวข้อ “ความท้าทายด้านสาธารณสุขในโลกที่มีการหยุดชะงัก”

    ในแง่เศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge-based economy) และงานประชุมสัมมนานานาชาติ (MICE) การมี มหาวิทยาลัยที่มีอันดับโลกขยับขึ้น และ ถือธงความเป็นนานาชาติ เป็นตัวดึงดูดสำคัญทั้งวิทยากร–ทุนวิจัย–ผู้เข้าร่วมระดับผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งท้ายที่สุดจะเปลี่ยนเป็น การจับจ่าย–การจ้างงาน–และชื่อเสียงเมือง ในระยะกลาง–ยาว

    ทำไม “Research Quality” ถึงสำคัญต่อจังหวัด?

    ในระดับมหภาค “คุณภาพงานวิจัย” คือสมการที่แปลงเป็น ทุนทางปัญญา–นวัตกรรม–และอุตสาหกรรมใหม่ ได้จริง ยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่มีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เกษตรมูลค่าสูง ชีวเวชภัณฑ์ และ BCG เป็นโอกาส มฟล. ที่มีคะแนนวิจัยขยับเด่นจึงเป็น “เข็มทิศ” ให้จังหวัดจัดวางยุทธศาสตร์ จับคู่ ห้องปฏิบัติการ–ศูนย์วิจัย–สตาร์ทอัพ–ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    • เกษตร–อาหาร–สุขภาพ งานวิจัยด้านสมุนไพร การแปรรูปอาหารฟังก์ชัน การแพทย์แม่นยำ และสาธารณสุขชายแดน สามารถเชื่อมกับห่วงโซ่คุณค่าในพื้นที่
    • ท่องเที่ยวคุณภาพสูง ความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ/สิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มมาตรฐาน “ปลายทางสุขภาพ–ธรรมชาติ–วัฒนธรรม” ของเชียงรายให้ต่างชาติมั่นใจ
    • ความร่วมมือ GMS ฐานวิชาการนานาชาติของ มฟล. ทำให้เชียงรายเป็นจุดนัดหมายใหม่ของนักวิจัย–ผู้กำหนดนโยบายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

    ตัวเลขที่เล่าเรื่อง จากคะแนน…สู่ความหมายเชิงระบบ

    • กลุ่มอันดับโลกของ มฟล.: จาก 1201–1500 (ปีก่อน) → 1001–1200 (ปี 2026)
    • อันดับในไทย (รวม): อันดับ 4 ร่วม (ในบรรดา 21 สถาบัน ที่ติดอันดับปีนี้)
    • Research Quality: ที่ 1 ของไทย คะแนน 61.4 (↑ จาก 49.3)
    • International Outlook: ที่ 1 ของไทย ต่อเนื่องปีที่ 6 คะแนน 64.1 (↑ จาก 58.2)
    • กรอบการแข่งขันโลก: มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับ 2,191 แห่ง จาก 115 ประเทศ

    ตัวเลขเหล่านี้แปลว่าอะไร? ในภาษาที่เข้าใจง่าย—งานวิจัยของ มฟล. ถูกอ่าน อ้างอิง และยอมรับมากขึ้น ในขณะที่ ความสัมพันธ์กับโลกภายนอกแน่นแฟ้นขึ้น ทำให้การชวน “พันธมิตรต่างชาติ” มาร่วมทดลอง–ลงทุน–หรือเปิดหลักสูตรร่วม มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น และนี่เองคือ “ทุนมองไม่เห็น” ที่เมืองมหาวิทยาลัยต้องใช้เป็นคันโยก

    เสียงสะท้อนจากพื้นที่ นักศึกษาต่างชาติ–อาจารย์–ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    แม้รายงานอันดับไม่ได้รวบรวมคำให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณในพื้นที่สะท้อนคล้ายกัน—นักศึกษาต่างชาติ ให้ความสนใจหลักสูตรที่บูรณาการ “สุขภาพ–ความยั่งยืน–ธุรกิจ” มากขึ้น ขณะที่ อาจารย์–นักวิจัย เห็นโอกาสยื่นทุนข้ามพรมแดนชัดเจนขึ้น เช่น กองทุนวิจัยร่วมในอาเซียนและ GMS ส่วน ผู้ประกอบการท้องถิ่น เริ่มจับมือมหาวิทยาลัยพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ–อาหารพื้นถิ่นมูลค่าสูง เพื่อสร้างแบรนด์สู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    จากวิสัยทัศน์สู่สนามจริง “The University for Well-being and Sustainable Future”

    คำประกาศวิสัยทัศน์ของ มฟล.—“The University for Well-being and Sustainable Future”—มองเผินๆ อาจเป็นเพียงถ้อยคำสวยงาม แต่เมื่อเทียบกับคะแนนที่พุ่งใน Research Quality และการครองเบอร์หนึ่งด้าน International Outlook ต่อเนื่อง หลายโครงการของมหาวิทยาลัยเริ่มมี “ฟันเฟือง” ที่หมุนจริง เช่น

    • การบูรณาการทุนวิชาการกับทุนท้องถิ่น โครงการวิจัยที่ดึงผู้ประกอบการและชุมชนเข้ามาร่วมตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ผลวิจัยต่อยอดได้จริง
    • จับมือภาคอุตสาหกรรม ยกระดับงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์/บริการ เชื่อมโยงกับแนวทาง BCG (Bio–Circular–Green) ที่สอดคล้องกับภูมิประเทศเชียงราย
    • หลักสูตรสอดรับความยั่งยืน สอดแทรกประเด็นสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–ดิจิทัล เข้าในรายวิชา เพื่อผลิตบัณฑิตที่พร้อมตอบโจทย์ตลาดแรงงานสมัยใหม่

    APACPH 2025 เวทีพิสูจน์ “บทบาทชายแดน” ในสาธารณสุขโลก

    การที่ APACPH เลือกเชียงรายเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งที่ 56 ภายใต้หัวข้อ “Public Health Challenges in a Disruptive World” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตำแหน่งที่ตั้งของเชียงราย—บรรจบเมียนมา–ลาว อยู่ในหัวใจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง—ทำให้ประเด็น สุขภาพข้ามพรมแดน–ชนกลุ่มน้อย–ผู้อพยพ–ระบบสุขภาพชายแดน–ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะเจรจาโดยมี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็น “เวทีวิชาการกลาง” การมีอันดับและคะแนนที่สะท้อนศักยภาพด้านวิจัย–นานาชาติ จึงเป็น “ตราประทับความน่าเชื่อถือ” เพิ่มเติม

    ในทางปฏิบัติ เมืองเจ้าภาพอย่างเชียงรายต้องจัดการ โลจิสติกส์–ความปลอดภัย–การสื่อสารสองภาษา–โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ให้พร้อม การมีมหาวิทยาลัยที่คุ้นเคยกับความร่วมมือข้ามชาติอยู่แล้วช่วยลดแรงเสียดทานและยกระดับมาตรฐานงานประชุมโดยรวม

    เงื่อนไขความยั่งยืน จากปีแห่ง “ชัยชนะ” สู่ “ระบบที่ชนะต่อเนื่อง”

    คำถามสำคัญหลังเสียงปรบมือคือ “จะรักษา–และขยาย–ความสำเร็จอย่างไร” นักวิเคราะห์ชี้ 4 เงื่อนไขสำคัญ

    1. ทุนวิจัยที่ต่อเนื่องและพอเพียง คะแนน Research Quality จะทรุดเร็วหากแหล่งทุนสะดุด ต้องวางพอร์ตโฟลิโอทุนในประเทศ–ต่างประเทศที่หลากหลาย และใช้ระบบ guidance/mentoring ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ยื่นขอทุนได้สำเร็จ
    2. คน–โครงสร้าง–อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เครื่องมือซ่อมบำรุงเร็ว และการเติมคนรุ่นใหม่อย่างสม่ำเสมอ คือฐานที่ทำให้งานวิจัย “วิ่ง” ต่อ
    3. พันธมิตรนานาชาติที่ลึกขึ้น จาก MOU สู่ co-author และจาก co-author สู่ co-fund/co-lab—เอาความเป็นอันดับ 1 ด้านนานาชาติมาแปลงเป็นโครงการที่วัดผลได้
    4. การสื่อสารสาธารณะ ดึงผลวิจัยออกไปสู่สังคมและตลาด—สร้าง “วงจรศรัทธา” ให้คนเชียงรายเห็นว่างานวิจัยช่วยชีวิต–ช่วยอาชีพอย่างไร

    เมืองมหาวิทยาลัยที่ “จับต้องได้” เชียงรายในสายตานักลงทุนและนักวิจัยต่างชาติ

    ด้วยสนามบินนานาชาติและความพร้อมของเมือง (โรงแรม ศูนย์ประชุม โครงข่ายการเดินทาง) การประกาศอันดับ THE ปีนี้เป็น “สัญญาณเชิญชวน” อย่างไม่เป็นทางการสำหรับ บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ–อาหาร–ท่องเที่ยวคุณภาพ–ดิจิทัลคอนเทนต์ ที่มองหา “ฐานวิจัย–ทดลองตลาด–ทดสอบผลิตภัณฑ์” ในเมืองที่ค่าใช้จ่ายเหมาะสมและมีบุคลากรพร้อม เชียงราย–มฟล. จึงมีโอกาสก่อรูปเป็น เขตนวัตกรรมระดับภูมิภาค ที่อิงศาสตร์สุขภาพและความยั่งยืนได้จริง

    จากคะแนนบนกระดาษ…สู่การเปลี่ยนชีวิตผู้คนบนภูเขา

    ท้ายที่สุด การได้ “ดับเบิลแชมป์ไทย” ของ มฟล. ไม่ใช่เพียงกล่องเช็คในเอกสารรับรองคุณภาพ หากคือ จุดเริ่มต้นของการใช้มหาวิทยาลัย “ขับเคลื่อนเมือง”—เมื่อห้องทดลองเชื่อมกับไร่กาแฟ–ไร่ชา–ชุมชนบนดอย งานประชุมวิชาการนานาชาติเดินทางมาที่ชายแดน และนักศึกษาไทย–ต่างชาติร่วมกันสร้างนวัตกรรมเล็กๆ ทุกวัน เมืองมหาวิทยาลัยบนสันเขาแห่งนี้จะค่อยๆ สะสม “ทุนความเชื่อมั่น” จนกลายเป็น ศูนย์กลางวิชาการระดับสากลของภาคเหนือ อย่างสมบูรณ์

    ปีนี้ มฟล. ได้พิสูจน์ว่าคะแนนวิจัยและความเป็นนานาชาติ “แปล” เป็นความหมายที่จับต้องได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการทำให้ความสำเร็จนี้ สถิต อยู่ในระบบ—ไม่ใช่เพียง สถิติ ในรายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/mfu-the-ranking-research-quality-international-outlook-champion/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_1YrsROhTk89dY1oZHLdJ

  • น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี จัดงานใหญ่แห่งปี มหกรรมในความทรงจำ | TOPNEWS

    น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี จัดงานใหญ่แห่งปี มหกรรมในความทรงจำ | TOPNEWS

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดงานมหกรรม “ในความทรงจำ” อย่างสมพระเกียรติเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงเป็น“กษัตริย์นักพัฒนา” ผู้วางรากฐานความมั่นคงของแผ่นดินด้วยศาสตร์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้รับเกียรติจาก นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

    นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงอุทิศพระวรกายเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ อันก่อให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายพันโครงการ ที่ยังคงงอกงามและสร้างความผาสุกแก่พสกนิกรทั่วประเทศ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาแห่งการสร้างความยั่งยืน เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของประเทศไทยที่ประชาชนชาวไทยต่างร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั่วประเทศ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานมหกรรม “ในความทรงจำ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามและพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพื่อพสกนิกรไทยตลอดพระชนม์ชีพ พร้อมกันนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการเกษตรจากรูปธรรมความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจ เกษตรกร ที่ประสบความสำเร็จในการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตร ซึ่งภายในงานมีทั้งวิธีคิด แนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ให้ได้เรียนรู้และไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวิถีของตนเอง และที่สำคัญเป็นการร่วมสืบสาน ต่อยอด งานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่”

    ด้านพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานมหกรรมในความทรงจำในครั้งนี้ จัดขึ้นด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้รำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า และร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชาผ่านนิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสืบสาน ต่อยอดแนวพระราชดำริสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

    ภายในงาน “มหกรรมในความทรงจำ” ได้จัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถ่ายทอดแนวคิด “ศาสตร์พระราชา” สู่การเรียนรู้ของประชาชนผ่านกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “รำลึก ร.9 ในความทรงจำ” นำเสนอเรื่องราวพระราชกรณียกิจในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร สะท้อนพระวิริยะอุตสาหะและพระเมตตา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ซึ่งเป็นรากฐานของการเกษตรและคุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์นิทรรศการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “ผู้น้อมนำ คำพ่อสอน” ถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลและชุมชนที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่าน 8 ฐานนิทรรศการ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนได้เรียนรู้แนวคิดและหลักปฏิบัติด้านการเกษตรอย่างแท้จริง

    วิทยากรมากประสบการณ์และเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้อันน่าสนใจ พร้อม Workshop ที่จัดขึ้นกว่า 12 หลักสูตร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าร่วมได้ทั้งแบบ Onsite และ Online ผ่าน YouTube ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯนิทรรศการพิเศษ “ในความทรงจำ” จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และภาคีความร่วมมือกว่า 10 หน่วยงาน เช่น กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสภากาชาดไทย เป็นต้นตลาดเศรษฐกิจพอเพียง รวมสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์แปรรูป พันธุ์ไม้ดอก ไม้ผล และอาหารพื้นบ้านจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กว่า 200 ร้านค้า พร้อมกิจกรรม “ขาดทุน คือ กำไร” จำหน่ายสินค้าคุณภาพในราคาต่ำกว่าทุน เพื่อส่งต่อกำไรที่เรียกว่า “ความสุข” ให้สังคม

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษน้อมรำลึกเนื่องใน“วันนวมินทรมหาราช” วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เริ่มเวลา 08.30 น. ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 59 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และเวลา 15.52 น. ร่วมพิธีน้อมรำลึกกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมรับฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์จาก อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ และคุณขวัญข้าว ธิดารินทร์ อีกทั้งเปิดเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร และพิพิธภัณฑ์ดินดล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 11–13 ตุลาคม 2568 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานี

    อนันต์  วิจิตรประชา  ผู้สื่อข่าว topnewsทั่วไทย จ.ปทุมธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1352586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hiom2-aHwwn76wL6cPBCv