Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สศท.2 ศึกษาแนวทาง “เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว” สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

    สศท.2 ศึกษาแนวทาง “เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว” สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

    นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศท.2 ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรณีศึกษา จ.พิษณุโลก และสุโขทัย เพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และมาตรการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยว สร้างเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่น เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนภายใต้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

    นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่สนับสนุนและผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงเกษตรและวัฒนธรรม โดยการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและชุมชนท้องถิ่น

    จากการลงพื้นที่ของ สศท.2 พบว่า จ.พิษณุโลก มีต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้แก่ ฟาร์มธรรมชาติภัณฑ์ ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ โดยมีนายครรชิต วิเศษสมภาคย์ เป็นเจ้าของฟาร์ม เน้นการทำเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยวโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นที่ 80 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ผลิตพืชผักตามมาตรฐานระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) อาทิ ผักสลัด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ดอกชมจันทร์ มะนาว และกล้วยน้ำว้า ผลผลิตร้อยละ 95 นำไปแปรรูปเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มภายในร้านอาหารของฟาร์ม ส่วนอีกร้อยละ 5 จำหน่ายให้นักท่องเที่ยว โดยเปิดฟาร์มให้เลือกเก็บผลผลิตด้วยตนเอง และจำหน่ายผ่านการออกบูธที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พิษณุโลก นอกจากนี้ ยังมีบ้านพักแบบพูลวิลล่า ร้านคาเฟ่ และจุดกางเต็นท์/ดูดาว ไว้ให้บริการในราคาพิเศษ รวมทั้งมีกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ นั่งรถกอล์ฟชมฟาร์ม ปั่นจักรยาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม 5,000 – 6,000 คน/ปี รายได้จากการผลิตผักอินทรีย์และแปรรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 440,000 บาท/ปี จังหวัดสุโขทัย ได้แก่ ไร่เทียนสว่าง ต.ปากน้ำ อ.สวรรคโลก โดยมีนายเทียน กล่ำบุตร เป็นเจ้าของฟาร์ม บริหารจัดการฟาร์มแบบกลุ่มวิสาหกิจ ทำการผลิตผลไม้และพืชผักปลอดสารเคมี บนพื้นที่ 110 ไร่ อาทิ ข้าว พืชผักตามฤดูกาล ฝรั่งหงเป่าสือ มะพร้าวน้ำหอม กล้วยน้ำว้า และมีการเลี้ยงปศุสัตว์และประมง ผลผลิตร้อยละ 70 จำหน่ายทางออนไลน์ Facebook : ไร่เทียนสว่าง สุโขทัย และหน้าร้าน ส่วนอีกร้อยละ 30 นำไปแปรรูปเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารของฟาร์ม และวางขายใน Shop Young Smart Famer

    นอกจากนี้ ยังมีฐานการเรียนรู้ อาทิ น้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุ เลี้ยงแหนแดง อาหารเม็ดเลี้ยงไก่/กบ และอาหารผสมเลี้ยง ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานเข้ามาเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 10,000 – 12,000 คน/ปี ทั้งนี้ รายได้จากการผลิตผลไม้และพืชผักปลอดสารเคมี เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500,000 บาท/ปี

    อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาดังกล่าว สศท.2 จะนำเสนอต่อเวทีการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนงานโครงการเสนอขอสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มากขึ้น ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างให้ยั่งยืน ควรมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิต การรับรองมาตรฐานสินค้า และมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย พัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายและเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงพัฒนาช่องทางการตลาด และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนงานโครงการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย อาทิ โครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่ตลาดพรีเมียม และมาตรฐานท่องเที่ยวเชิงเกษตร โครงการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาฐานข้อมูลและศึกษาวิจัยการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ โครงการสร้างระบบเชื่อมโยงเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยว โครงการตลาดเกษตรอินทรีย์ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสัญจร และโครงการเพิ่มศักยภาพการสื่อสารสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ เพื่อให้หน่วยงานระดับพื้นที่นำไปจัดทำข้อเสนอโครงการขอรับสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ต่อไป

    ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลผลการศึกษาเชิงลึก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.2 โทร 0 5532 2650 และ 0 5532 2658 หรืออีเมล์ zone2@oae.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252451&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-gORfayjKUz1Wsyg8zbFA

  • สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ตอกย้ำแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับประเทศ

    สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ตอกย้ำแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106375&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nCzcN-XD–91Dbh4PS5Ao

  • “ปัฐน์ธินันต์-กานต์ธัช” ประเดิมชัย ศึกเทนนิส “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส” | เดลินิวส์

    “ปัฐน์ธินันต์-กานต์ธัช” ประเดิมชัย ศึกเทนนิส “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส” | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการ “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 เจ 60” สัปดาห์ที่ 2 ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 68 ในรอบแรก (64) ประเภทหญิงเดี่ยว ปัฐน์ธินันต์ เผือกคำ เยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี พลิกชนะ อายูมิ อิโตะ จากออสเตรเลีย 2-1 เซต 4-6, 6-1, 6-2 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ ปารมี ทัดแก้ว ต่อไป

    ขณะที่ ประเภทชายเดี่ยว กานต์ธัช สุรฤทธิ์โยธิน เอาชนะ แอดวิท ติวารี จากอินเดีย 2-0 เซต 6-1, 6-0 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ ฮาร์ อาบีร์เซคอน มือวาง 2 จากออสเตรเลีย

    ผลการแข่งขันของนักเทนนิสไทยคู่อื่น ๆ ประเภทหญิงเดี่ยว ปวีณอร นวลศรี ชนะ หวง หมิน เจิ้น (ไต้หวัน) 6-2, 2-0 Ret. (เจ็บขาขวา), พลอยทิพย์ ธนศิรินวกุล ชนะ พิรยา ทรัพย์พันแสน 6-1, 6-1, จิตตานันท์ วิมุกตานนท์ ชนะ มาเรีย อูวาโรวา 6-3, 7-6 (รัสเซีย), ริโอะ ฮิกาชิ (ญี่ปุ่น) ชนะ อันนา ซาโต้ (ญี่ปุ่น) 7-5, 6-3, พิชญาภัค ศรีมุกข์ ชนะ หยวน ชิฉิง (จีน) 6-2, 7-5, จิณห์นิภา ตราชูวณิช ชนะ ทิพย์ธารา สองเป็ง 6-1, 6-1

    ภัทรวดี ชนะวงศ์ แพ้ ริดดี ชินเด (อินเดีย) 4-6, 1-6, มะลิ อ่องลออ แพ้ ป่าน เจียหยู่ (จีน) 2-6, 0-6, เรมิ อิอูจิ แพ้ คาโรลินา คอสติอูโควา (ยูเครน) 0-6, 4-6, พิมพ์พิศา วงษ์วานิชขจร แพ้ อิซาเบลลา เวลช์ (ออสเตรเลีย) 6-3, 5-7, 2-6 จิรัฎฐ์ อุดมอัครพล แพ้ มิลา โจวานอฟสกี (มาซิโดเนียเหนือ) 0-6, 1-6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5243712/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PU83wiUtYZG5gF29JJ5Gg

  • การ์ทเนอร์เปิด 10 อันดับเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2569

    การ์ทเนอร์เปิด 10 อันดับเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2569

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.02 น.

    การ์ทเนอร์เปิด 10 อันดับเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2569

     การ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทวิจัยข้อมูลเชิงลึกด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ประกาศ 10 อันดับเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2569 ที่องค์กรธุรกิจควรศึกษาและเฝ้าจับตา

    Gene Alvarez, รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ในปี 2569 จะเป็นปีที่สำคัญต่อผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ต้องเผชิญกับการหยุดชะงัก นวัตกรรม ไปจนถึงความเสี่ยงที่ขยายตัวรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปีหน้าจะเชื่อมโยงกับปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และสะท้อนความเป็นไปของโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเชื่อมต่อกันสูงตลอดเวลา ซึ่งองค์กรธุรกิจต้องขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ ดำเนินงานด้วยความเป็นเลิศ และสร้างความไว้วางใจทางดิจิทัลไปพร้อมกัน”

    Tori Paulman, รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์อีกท่าน กล่าวว่า “แนวโน้มต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เราเห็นมากไปกว่าการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ โดยสิ่งที่แตกต่างออกไปในปีนี้คือความเร็ว ในระยะเวลาหนึ่งปีเราเห็นนวัตกรรมเกิดขึ้นมากกว่าที่เคยเป็น เนื่องจากคลื่นนวัตกรรมลูกใหม่ไม่ได้อยู่ไกลออกไปเป็นปี ๆ อีกแล้ว ดังนั้นองค์กรที่ลงมือตั้งแต่ตอนนี้นอกจากจะไม่เพียงแค่สามารถรับมือกับความผันผวนได้ แต่ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมของตนในทศวรรษต่อไป”

    เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในปี 2569 ประกอบด้วย

    AI Supercomputing Platforms 

    AI Supercomputing Platforms รวมเอา CPUs, GPUs, ชิปประมวลผลเฉพาะแอปพลิเคชัน หรือ AI ASICs, การประมวลผลแบบนิวโรมอร์ฟิก (Neuromorphic) ที่เป็นการจำลองการประมวลผลในรูปแบบเดียวกับสมองมนุษย์ รวมถึงรูปแบบการประมวลผลทางเลือกอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการงานที่ซับซ้อนพร้อมปลดล็อกประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิผล และการพัฒนานวัตกรรมไปสู่อีกระดับ โดยระบบเหล่านี้มีทั้งจากโปรเซสเซอร์ที่ทรงพลัง หน่วยความจำขนาดใหญ่ ฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง และซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมกัน (Orchestration Software) ที่ทำหน้าที่จัดการและประสานงานระบบแอปพลิเคชัน, บริการ, หรือเวิร์กโฟลว์ที่ซับซ้อนให้ทำงานร่วมกันโดยอัตโนมัติ เพื่อจัดการกับงานที่ต้องใช้ข้อมูลอย่างเข้มข้นในด้านต่าง ๆ อาทิ Machine Learning, Simulation และ Analytics

    การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 มากกว่า 40% ขององค์กรชั้นนำจะนำสถาปัตยกรรม Hybrid Computing Paradigm มาใช้ในเวิร์กโฟลว์ธุรกิจที่มีความสำคัญ เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปัจจุบัน

    “ความสามารถนี้กำลังขับเคลื่อนนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น บริษัทด้านการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ที่สามารถคิดค้นยาตัวใหม่ โดยใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์แทนที่เดิมต้องใช้เวลาหลายปี หรือในภาคบริการทางการเงิน องค์กรต่าง ๆ กำลังจำลองตลาดโลกเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอ ขณะที่ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคกำลังจำลองสภาพอากาศที่มีความรุนแรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งกำลังไฟฟ้า” Paulman กล่าว

    Multiagent Systems

    Multiagent Systems (หรือ MAS) คือชุด AI Agent ที่โต้ตอบกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ซับซ้อนทั้งแบบเฉพาะตัวหรือร่วมกัน Agent อาจถูกส่งมอบในสภาพแวดล้อมเชิงเดี่ยวหรือพัฒนาและปรับใช้แยกกันในสภาพแวดล้อมแบบกระจาย

    “การนำระบบ Multiagent มาใช้ช่วยให้องค์กรมีวิธีการที่ใช้งานได้จริงในการทำให้กระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อนเป็นอัตโนมัติ ยกระดับทักษะทีม และสร้างวิธีการใหม่ ๆ ให้ผู้คนและ AI Agent ทำงานร่วมกันได้ Agent แบบโมดูลาร์และเฉพาะทางสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ เร่งการส่งมอบ และลดความเสี่ยงโดยการนำโซลูชันที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมาใช้ซ้ำในเวิร์กโฟลว์ต่าง ๆ แนวทางนี้ยังทำให้ง่ายต่อการขยายการดำเนินงานและนำไปปรับใช้ได้รวดเร็วตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลง”

    Domain-Specific Language Models (DSLMs)

    CIO และ CEO กำลังเรียกร้องคุณค่าทางธุรกิจมากขึ้นจาก AI แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว Large Language Model (LLM) มักไม่ตอบโจทย์กับงานเฉพาะทาง โมเดลภาษาเฉพาะโดเมน (DSLMs) เติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยความแม่นยำที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำลง และการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ดีขึ้น DSLMs คือโมเดลภาษาที่ได้รับการฝึกหรือปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรม มีหน้าที่ หรือกระบวนการเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากโมเดลอเนกประสงค์ DSLMs ให้ความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่สูงขึ้นสำหรับความต้องการทางธุรกิจที่เป็นเป้าหมาย

    Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2571 มากกว่าครึ่งหนึ่งของโมเดล GenAI ที่องค์กรใช้จะเป็นแบบเฉพาะโดเมน

    “บริบทการใช้ Agent กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสร้างความแตกต่างที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้ Agent ให้ประสบความสำเร็จ AI Agent ที่รองรับด้วย DSLM สามารถตีความบริบทเฉพาะของอุตสาหกรรมเพื่อตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม้ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย โดดเด่นในด้านความแม่นยำ อธิบายถึงที่มาที่ไปได้ และตัดสินใจได้ถูกต้อง”  Paulman กล่าว

    AI Security Platforms

    แพลตฟอร์มความปลอดภัย AI หรือ AI Security Platforms นำเสนอแนวทางการทำงานแบบรวมศูนย์เพื่อรักษาความปลอดภัยแอปพลิเคชัน AI จากบุคคลที่สามและที่สร้างเองเฉพาะตัว ช่วยรวมศูนย์การมองเห็น บังคับใช้นโยบายการใช้งาน และป้องกันความเสี่ยงเฉพาะของ AI เช่น การโจมตีด้วยพรอมต์ (Prompt Injection), การรั่วไหลของข้อมูล (Data Leakage) และการกระทำของ Agent ที่เป็นอันตราย (Rogue Agent Actions) แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วย CIO บังคับใช้นโยบายการใช้งาน ติดตามกิจกรรม AI และใช้มาตรการป้องกันที่สอดคล้องกันในทุก AI

    การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 มากกว่า 50% ขององค์กรจะใช้ AI Security Platforms เพื่อปกป้องการลงทุนด้าน AI ของตน

    AI-Native Development Platforms

    AI-Native Development Platforms หรือ แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ AI-Native ที่ใช้ GenAI เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ได้รวดเร็วและง่ายกว่า โดย Software Engineer ที่ฝังอยู่ในธุรกิจ ทำหน้าที่เป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมกับลูกค้าโดยตรงเพื่อกำหนดค่าแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ หรือ “Forward-Deployed Engineer” สามารถใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในโดเมนเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน

    องค์กรสามารถมีทีมเล็ก ๆ ที่ประกอบด้วยคนที่ทำงานคู่กับ AI เพื่อสร้างแอปพลิเคชันมากขึ้นด้วยจำนวน นักพัฒนา (Developer) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน องค์กรชั้นนำกำลังสร้างทีมแพลตฟอร์มเล็ก ๆ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญในโดเมนที่ไม่ใช่ทางเทคนิคสามารถผลิตซอฟต์แวร์ด้วยตนเองได้ โดยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยและธรรมาภิบาลประจำอยู่

    Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ AI-Native จะส่งผลให้ 80% ขององค์กรพัฒนาทีม Software Engineering ขนาดใหญ่ให้เป็นทีมที่เล็กกว่าและคล่องตัวมากขึ้น โดยมี AI เสริม

    Confidential Computing 

    Confidential Computing คือ แนวทางใหม่ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่มุ่งเน้นไปที่การปกป้องข้อมูลขณะที่ “กำลังถูกประมวลผล” จะเปลี่ยนวิธีที่องค์กรจัดการกับข้อมูลที่ละเอียดอ่อน โดยการแยกภาระงานไว้ในสภาพแวดล้อมการประมวลผลที่ปลอดภัย หรือ Trusted Execution Environment (TEE) ที่อิงกับฮาร์ดแวร์ ช่วยให้เนื้อหาและภาระงานเป็นส่วนตัวแม้แต่จากเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ให้บริการคลาวด์ หรือใครก็ตามที่สามารถเข้าถึงฮาร์ดแวร์จริงได้ สิ่งนี้มีคุณค่าโดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมและการดำเนินงานระดับโลกที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการปฏิบัติตามข้อกำหนด และทำงานร่วมมือกับคู่แข่ง

    การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่าภายในปี 2572 มากกว่า 75% ของการดำเนินการในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่น่าเชื่อถือจะได้รับการรักษาความปลอดภัยระหว่างการใช้งานด้วย Confidential Computing

    Physical AI

    Physical AI หรือปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพที่นำความฉลาดของ AI มาสู่โลกจริงโดยฝังไว้ในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่สามารถรับรู้ ตัดสินใจและดำเนินการได้ อาทิ หุ่นยนต์ โดรนและอุปกรณ์อัจฉริยะ ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพที่วัดผลได้ในอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับระบบอัตโนมัติ ความสามารถในการปรับตัวและความปลอดภัย

    เมื่อมีการนำมาใช้เพิ่มขึ้น องค์กรต้องการทักษะใหม่ที่เชื่อมโยงกับระบบไอที, การดำเนินงานและการทำวิศวกรรม การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างโอกาสสำหรับการยกระดับทักษะและความร่วมมือใหม่ ๆ แต่อาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับงานและต้องการการจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบคอบ

    Preemptive Cybersecurity

    ความปลอดภัยไซเบอร์เชิงป้องกันล่วงหน้าหรือ Preemptive Cybersecurity กำลังเป็นเทรนด์เมื่อองค์กรเผชิญกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณที่มุ่งเป้าหมายการโจมตีไปที่เครือข่าย ข้อมูล และระบบการเชื่อมต่อ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 โซลูชันเชิงป้องกันล่วงหน้า (Preemptive Solutions) จะคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทั้งหมด เนื่องจากผู้บริหาร CIO เปลี่ยนโหมดการป้องกันจาก Reactive ไปสู่โหมด Proactive

    ความปลอดภัยไซเบอร์เชิงป้องกันล่วงหน้าคือการดำเนินการก่อนที่ผู้โจมตีจะโจมตีโดยใช้ AI-powered SecOps, Programmatic Denial และเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อหลอกล่อและเบี่ยงเบนความสนใจของ Hacker เมื่อเข้ามาในเครือข่ายขององค์กรอย่าง Deception เพราะนี่คือโลกที่การคาดการณ์คือการป้องกัน” Paulman กล่าว

    Digital Provenance 

    เมื่อองค์กรพึ่งพาซอฟต์แวร์จากบุคคลที่สาม โค้ดโอเพนซอร์ส และเนื้อหาที่สร้างโดย AI มากขึ้น การตรวจสอบ Digital Provenance กลายเป็นสิ่งจำเป็น หมายถึงความสามารถในการตรวจสอบแหล่งที่มา ความเป็นเจ้าของ และความสมบูรณ์ของซอฟต์แวร์ ข้อมูล สื่อ และกระบวนการ เครื่องมือใหม่ ๆ อาทิ  Software Bills of Materials (SBoM), Attestation Database และ Digital Watermarking มอบวิธีการแก่องค์กรในการตรวจสอบและติดตามสินทรัพย์ดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2572 ผู้ที่ไม่ได้ลงทุนอย่างเพียงพอในความสามารถด้าน Digital Provenance จะเผชิญกับความเสี่ยงจากการลงโทษที่อาจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์

    Geopatriation 

    Geopatriation หมายถึงการย้ายข้อมูลและแอปพลิเคชันของบริษัทจากผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะระดับโลกไปสู่การดำเนินงานแบบท้องถิ่น เช่น Sovereign Cloud, Regional Cloud Provider หรือศูนย์ข้อมูลขององค์กรเอง เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รับรู้มา ซึ่งเคยจำกัดเฉพาะธนาคารและรัฐบาล แต่ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งที่ตั้งและบริหารจัดการภายในประเทศหรือภูมิภาคเดียวกันกับผู้ใช้ หรือ Cloud Sovereignty นั้น ในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อองค์กรหลากหลายเนื่องจากความไม่มั่นคงระดับโลกที่เพิ่มขึ้น

    “การย้ายภาระงานไปยังผู้ให้บริการที่มีท่าทีด้าน Sovereignty ที่เพิ่มขึ้นสามารถช่วยผู้บริหาร CIO ได้รับการควบคุมที่มากขึ้นเหนือการเก็บข้อมูลในพื้นที่ การปฏิบัติตามข้อกำหนด และธรรมาภิบาล รวมถึงการควบคุมที่มากขึ้นนี้อาจช่วยปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นและสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าที่กังวลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลหรือผลประโยชน์ของชาติ” Alvarez กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/451968&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uGbVY1d0iiQ51-18iPIvf

  • พัทยายืนยันจัด “งานพลุพัทยา 2568” แต่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม

    พัทยายืนยันจัด “งานพลุพัทยา 2568” แต่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม

    แม้ว่าจะมีข่าวไม่ดีสำหรับชาวไทย แต่สำหรับใครที่กำลังวางแผนเที่ยวพัทยาปลายปีนี้! เมืองพัทยายืนยันเดินหน้าจัดงานพลุพัทยา 2568 หรือ งานเทศกาลพลุนานาชาติ ประจำปี 2568 ตามกำหนดเดิม ในวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2568 นี้

    โดยในปีนี้ งานจะถูกจัดขึ้นในรูปแบบพิเศษที่ยิ่งใหญ่และงดงามสมพระเกียรติ ภายใต้ชื่อใหม่ “แสงแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์” เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    ไฮไลต์งานพลุพัทยา 2568 ที่ไม่ควรพลาด

    นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างและน่าประทับใจยิ่งขึ้น โดยภายในงานจะมีการแสดง “โขน” ซึ่งเป็นสุดยอดศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของไทย เพื่อร่วมอนุรักษ์มรดกของชาติ

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงจากวงออร์เคสตราที่จะมาบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์อันไพเราะ พร้อมการฉายภาพพระราชกรณียกิจบนเวที สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความประทับใจ

    การแสดงพลุชุดพิเศษ

    ก่อนที่ท้องฟ้าจะสว่างไสวไปด้วยพลุสุดตระการตา ผู้เข้าร่วมงานจะร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัย จากนั้นจะเปิดการแสดงพลุชุดพิเศษในชื่อ “แสงแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์” ที่สื่อถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    ข้อควรรู้และคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

    เพื่อความเหมาะสมและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศอันทรงเกียรตินี้ เมืองพัทยาขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวและประชาชน สวมใส่ชุดไทยพระราชนิยม (นับเป็นโอกาสดีที่จะได้ใส่ชุดไทยสวยๆ ริมทะเล) หรือหากไม่สะดวก สามารถสวมใส่ชุดไว้ทุกข์ หรือเสื้อผ้าโทนสีสุภาพ (คุมโทน)

    ในส่วนของร้านค้าอาหารและเครื่องดื่ม ยังคงมีให้บริการความอร่อยเช่นเดิม โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนร้านค้าในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนมาเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว ยังสามารถเข้าร่วมเทศกาล “ลอยกระทง” ของเมืองพัทยาได้ตามปกติ ซึ่งจะจัดขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามต่อไป

    นับเป็นอีกหนึ่งปีที่งานพลุพัทยาจะมีความหมายและน่าจดจำอย่างยิ่ง ใครมีแพลนไปเที่ยว ห้ามพลาดเลยครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453019/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hf4z4evqMRLmyZ1UzUXzD

  • เศรษฐกิจอาเซียน โตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก 25% ผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 4 โลก …

    เศรษฐกิจอาเซียน โตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก 25% ผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 4 โลก …

    เศรษฐกิจอาเซียนโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก 25% IMF แนะการลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (nontariff barriers) สามารถเพิ่ม GDP ของอาเซียนได้ 4.3% ในระยะยาว และสร้างงานใหม่ประมาณ 4 ล้านตำแหน่ง พร้อมเผยหัวข้อการประชุมประจำปี (Annual Meetings) ของ World Bank และ IMF ปี 2026 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ปีหน้าคือ ‘การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง’

    คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า เศรษฐกิจ (GDP) อาเซียนกำลังเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกกว่า 25% และด้วยขนาดเศรษฐกิจของอาเซียนที่คำนวณรวมกันสูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้อาเซียนถือเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกแล้ว

    กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวต่อว่า โลกและอาเซียนต่างก็มีความสามารถในการปรับตัว (resilience) ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้า เทคโนโลยี ประชากรศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนที่สิ่งเหล่านี้สร้างขึ้น

    โดย IMF คาดการณ์การเติบโต GDP โลกที่ 3.2% เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 และ 3.1% ในปี 2026 ส่วนการเติบโตของ GDP อาเซียนอยู่ที่ 4.3% ทั้งในปีนี้และปีหน้า

    “แม้ว่าตัวเลขนี้ (GDP อาเซียน) จะต่ำกว่าแนวโน้มในอดีต แต่ก็ยังดีกว่าที่ IMF กังวลไว้เมื่อเดือนเมษายน” กิออร์กิเอวากล่าว

    กรรมการผู้จัดการ IMF อธิบายต่อว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจอาเซียนปรับตัว (resilience) ได้อย่างน่าทึ่งมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

    • ปัจจัยพื้นฐานทางนโยบายที่ดีขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานหนักมานานหลายปี
    • ความสามารถในการปรับตัวของภาคเอกชน ซึ่งเห็นได้ชัดจากการเร่งทำการค้าล่วงหน้า (trade frontloading) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างรวดเร็ว และการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ AI ประเทศส่วนใหญ่ยังคง จนถึงตอนนี้ ทำการค้าภายใต้กฎเกณฑ์ Most Favored Nation rules ขณะเดียวกันก็กระชับความร่วมมือระดับภูมิภาคและทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากโลกที่แตกแยกมากขึ้น
    • กิออร์กิเอวากล่าวต่อว่า ปัจจุบัน การค้าภายในภูมิภาคอาเซียนคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการค้าทั้งหมด เมื่อเทียบกับ 60% ในสหภาพยุโรป (EU) ดังนั้นการขจัดอุปสรรคทางการค้าจะช่วยให้เศรษฐกิจอาเซียนเติบโตได้เร็วขึ้น

    เปิดแนวทางปลดล็อกศักยภาพอาเซียน

    โดยการวิเคราะห์ของ IMF ยังชี้ให้เห็นว่า การลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (nontariff barriers) สามารถเพิ่ม GDP ของอาเซียนได้ 4.3% ในระยะยาว และสร้างงานใหม่ประมาณ 4 ล้านตำแหน่ง เมื่อควบคู่กับนโยบายตลาดแรงงานที่ชาญฉลาด

    “ดังนั้น เราต้อง “เห็นด้วย” (Yes to) กับการยกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement) ‘เห็นด้วย’ กับการดำเนินการในลักษณะเดียวกันเพื่อเปิดเสรีการค้าภาคบริการ ‘เห็นด้วย’ กับการจับคู่สิ่งนี้กับการบูรณาการทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ‘เห็นด้วย’ กับการลงทุนร่วมกันที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และ ‘เห็นด้วย’ กับการแบ่งปันเทคโนโลยีที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ซึ่งสิงคโปร์โดดเด่นในฐานะผู้นำระดับโลก ขณะที่มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซียกำลังมีความก้าวหน้าที่น่าทึ่ง เรากำลังอำนวยความสะดวกในการแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมด้าน AI ผ่านการมีส่วนร่วมแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (peer-to-peer) ในอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ” กิออร์กิเอวากล่าว

    เคาะธีม Annual Meetings 2026: ‘การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง’

    กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวต่อว่า ด้วยความตื่นเต้นกับความก้าวหน้าในภูมิภาคนี้ IMF ได้ร่วมกับพันธมิตรชาวไทย ได้เลือกหัวข้อ “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง” (safe and inclusive digital finance) เป็นหัวข้อหลักสำหรับการประชุมประจำปี (Annual Meetings) ของ World Bank และ IMF ปี 2026 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในปีหน้า

    กิออร์กิเอวากล่าวทิ้งท้ายว่า ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ถูกจารึกไว้ด้วยการผงาดขึ้นของสหภาพยุโรป (EU) พร้อมด้วยเสรีภาพ 4 ประการ ได้แก่ เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ ทุน และแรงงาน ขอให้ครึ่งแรกของศตวรรษนี้เป็นที่จดจำว่าเป็น ‘ยุคของอาเซียน’ (ASEAN’s time) – ประชาคมแห่งชาติที่มีการบูรณาการสูงและมีพลวัต ซึ่งทำงานเพื่อประโยชน์ของภูมิภาคและเพื่อประโยชน์ของโลก

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-guide-asean-growth-eu/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_qE_3uk9pk9JOshGYxT3i

  • GBS แนะนำช็อปหุ้นน้ำเมารับปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GBS แนะนำช็อปหุ้นน้ำเมารับปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,290–1,330 จุด  ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” พร้อมแนะกลยุทธ์การลงทุนเก็งกำไรหุ้นค้าปลีก-เครื่องดื่มหลังภาครัฐปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00–17.00 น.ได้

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)  ในสัปดาห์นี้อยู่ในกรอบ 1,290–1,330 จุด โดยได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมารุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน

    อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงปลายปี  ประกอบกับกรมบัญชีกลางได้ปฏิรูปกระบวนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเพื่อเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณประจำปีและงบเบิกเหลื่อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    และล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานว่า “Airline Focus Strategy” ปลุกท่องเที่ยวระยะไกลคึกคัก เผยอานิสงส์เศรษฐกิจยุโรปฟื้น-สายการบินเพิ่ม 5 เส้นทางบินตรงยุโรป-ไทย ดันตลาดคึกคัก

    ด้านกระทรวงพลังงานเตรียมเปิด 4 โครงการสำคัญภายในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ โซลาร์ฟาร์มชุมชน, โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร, โซลาร์บนหลังคาบ้าน และระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานรัฐ คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันพลังงานสะอาดทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงน่าจับตา จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาด GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัว 1.5% ก่อนชะลอลงเหลือ 1.3% ในไตรมาส 4 แม้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งช่วยเพิ่ม GDP ราว 0.2–0.3% โดยประมาณการทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ขณะที่คาดว่า GDP ปี 2569 จะโตเพียง 1.6% จากแรงกดดันเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

     นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ  สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และวันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย  ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 27 ต.ค. จีนรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย. สหรัฐรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ย.และดัชนีการผลิตเดือน ต.ค., วันที่ 28 ต.ค. สหรัฐฯรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค.และราคาบ้านเดือนส.ค., วันที่ 29 ต.ค. สหรัฐฯรายงานสต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ครั้งที่ 7/68 ซึ่งจะมีมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (FED Fund Rate), วันที่ 30 ต.ค. “ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐฯ และ “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีนเตรียมพบกันในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกรณีที่ภาครัฐประกาศปลดล็อกให้ร้านอาหารสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ซึ่งเดิมเป็นช่วงเวลาห้ามขายตามกฎหมาย ส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีก อาทิ CBG, MENA, BJC, CPALL, CPAXT, TNP, KK และ MOTHER โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารที่มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนสูง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/27/588924/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_OaAYGT4kq1_U29hojS6m

  • ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จับมือ อินโนบิก (เอเซีย) ลงนามความร่วมมือพัฒนานวัตกรรม โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ต่อยอดเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

    ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จับมือ อินโนบิก (เอเซีย) ลงนามความร่วมมือพัฒนานวัตกรรม โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ต่อยอดเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

    เศรษฐกิจ

    ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จับมือ อินโนบิก (เอเซีย) ลงนามความร่วมมือพัฒนานวัตกรรม โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ต่อยอดเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จับมือ อินโนบิก (เอเซีย) ลงนามความร่วมมือพัฒนานวัตกรรม โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ต่อยอดเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

    บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN ผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพชั้นนำของไทย ประกาศจับมือกับ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด บริษัทในเครือ ปตท. ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านการลงทุนและนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์ ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการ พัฒนานวัตกรรมโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

    ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดและยกระดับงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไทย ซึ่งได้ทำการวิจัยในคนไทยและค้นพบว่า โพรไบโอติกสายพันธุ์ Lactobacillus zeae TISTR 2736 และ Lactobacillus reuteri TISTR 2529 มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับ (NAFLD – Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) โดยช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ลดการอักเสบ และส่งเสริมการทำงานของตับให้ดีขึ้น กลไกดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคนี้ได้โดยเฉพาะ

    ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศ TMAN พร้อมนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาผสานกับศักยภาพการผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพของไทย โดยความร่วมมือกับอินโนบิกครั้งนี้ จะช่วยเสริมพลังด้านการวิจัย พัฒนา และการเข้าถึงตลาดในวงกว้าง เนื่องด้วยอินโนบิกมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่หลากหลายของคนไทย โดยผสานความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อการสนับสนุนงานวิจัยภายในประเทศ (Local Innovation) ให้ก้าวสู่การผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพคุณภาพสูง พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาด เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากนี้ไม่เพียงเป็นการตอกย้ำศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของไทย แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ การพัฒนาเชิงธุรกิจในประเทศ เนื่องจากโพรไบโอติกเป็นหนึ่งใน ตลาดสุขภาพที่มีการเติบโตสูงสุด โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยทั่วโลก (CAGR) มากกว่า 7% ต่อปี คาดว่าภายในปี 2030 มูลค่าตลาดโพรไบโอติกทั่วโลกจะทะลุหลายแสนล้านบาท ความร่วมมือครั้งนี้จึงช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และที่สำคัญคือ ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย

    ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบาย เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) ของไทย ที่มุ่งให้ประเทศก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และสุขภาพ ซึ่งรัฐบาลได้ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีและการส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทที่พัฒนเทคโนโลยีชีวภาพภายในประเทศ

    ด้วยวิสัยทัศน์ของ TMAN ที่ว่า “มุ่งมั่นขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน” บริษัทจึงมุ่ง ผลิตและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพสูงและเข้าถึงได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของอินโนบิก ที่มุ่งพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไทย สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมสุขภาพ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีกว่า หรือ “Access to Excellent Life”

    ความร่วมมือระหว่าง TMAN และอินโนบิกครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของภาคเอกชนไทยในการผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค สังคม และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/451952&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jbS7MqvtQLUnmrt9OaehX

  • ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง ‘ทางลัดเศรษฐกิจ’ แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ   | เดลินิวส์

    ศวส. ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง ‘ทางลัดเศรษฐกิจ’ แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ   | เดลินิวส์

    จากกรณี ข้อสั่งการล่าสุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุข ร่วมหารือศึกษาแนวทางการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อห้ามขายช่วงบ่าย 14.00-17.00 น. ภายในเดือน ม.ค. 2569 เพื่อหวังผลรายได้จากการจัดเก็บภาษีและกระตุ้นการเศรษฐกิจท่องเที่ยว ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการร้นเหล้าผับบาร์

    ล่าสุด วันที่ 27 ต.ค. รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่า ศูนย์วิจัยปัญหาสุรามีความห่วงกังวลอย่างยิ่งกับข้อสั่งการดังกล่าวที่หวังผลว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวนั้น แต่คำถามสำคัญคือ นี่เป็นการแลกเศรษฐกิจด้วยชีวิตคนไทยหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานวิชาการที่มีการประเมินนโยบายการอนุญาตให้เปิดผับบาร์ได้ถึงเวลา 04.00 น. ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ในปี 2567 พบว่า การผ่อนคลายกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตั้งเป้า แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12% และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13% โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต การเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 22% คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 115% ในช่วงเวลาเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นำร่อง โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย ภายในไม่กี่เดือนแรก และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากกว่าที่ผ่านมา

    “ส่วนด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เติบโตตามที่อ้าง จังหวัดที่ไม่ได้ขยายเวลาปิดสถานบันเทิง กลับมีอัตราการเติบโตด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าเกือบ 2 เท่า แสดงว่าการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดื่มแอลกอฮอล์จนดึก” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากข้อสั่งการใหม่นี้ถูกขยายทั่วประเทศ ผลกระทบย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ซึ่งการเลิกโซนนิ่ง จะทำให้สถานบันเทิงกระจายไปทั่ว เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ควบคุมยากขึ้น การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ จะเพิ่มการดื่มต่อเนื่องยาวนาน ความเสี่ยงเมาแล้วขับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด การยกเลิกห้ามขายช่วงบ่าย จะเปิดช่องให้เยาวชนและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่เดิมออกแบบมาเพื่อป้องกันการดื่มต่อเนื่อง ฉะนั้น นี่ไม่ใช่เพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มเปราะบางที่มักเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนขอเสนอต่อรัฐบาลดังนี้ 1. รัฐบาลควรทบทวนและไม่ขยายเสรีการขายเหล้า เนื่องจากหลักฐานชี้ชัดว่า “ต้นทุนทางสุขภาพและสังคมสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” 2. หากมีการดำเนินการใด ๆ ต้องคงระบบโซนนิ่ง และเสริมมาตรการควบคุม เช่น การตรวจบัตรจริงจัง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนออกจากสถานบันเทิง และบทลงโทษที่ชัดเจน 3. ควรไปพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสุขภาพ ที่สร้างรายได้ระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระต่อสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม

    “นโยบายเปิดเสรีแอลกอฮอล์อาจถูกเสนอว่าเป็นทางลัดทางเศรษฐกิจ แต่หลักฐานเชิงวิชาการยืนยันแล้วว่า นี่คือทางตันด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ศวส. จึงขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะเศรษฐกิจที่ได้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรแลกด้วยสุขภาพและความมั่นคงทางสังคมของประชาชนทั้งประเทศ และที่สำคัญ ความย้อนแย้งเชิงนโยบายนี้ยิ่งตอกย้ำข้อกังวล รัฐบาลนี้เป็นพรรคที่คัดค้าน พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยอ้างความห่วงใยผลกระทบต่อสังคม แต่กลับใช้เหตุผลอีกแบบในการขยายเวลาขายและยกเลิกโซนนิ่ง แม้จะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงผลเสีย หากการใช้ข้อมูลยังมีสองมาตรฐานเช่นนี้ ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจด้านนโยบายทำขึ้นเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างแท้จริง” รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5243287/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x8VTIJvJJRfdgqiOaNHaq

  • นายกฯ ชี้แจงการลงนามความร่วมมือแร่หายากของโลกกับสหรัฐอเมริกา อยู่ภายใต้กฎหมาย นำไปสู่การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศในอนาคต

    นายกฯ ชี้แจงการลงนามความร่วมมือแร่หายากของโลกกับสหรัฐอเมริกา อยู่ภายใต้กฎหมาย นำไปสู่การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศในอนาคต

    นายกฯ ชี้แจงการลงนามความร่วมมือแร่หายากของโลกกับสหรัฐอเมริกา อยู่ภายใต้กฎหมาย นำไปสู่การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศในอนาคต


    27/10/2568 | 179 |

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการลงนาม MOU ความร่วมมือแร่หายากของโลก (Rare Earth) กับสหรัฐอเมริกา ที่หลายคนความกังวลต่อการลงนามในครั้งนี้ ว่าหากดูเนื้อหาใน MOU ดังกล่าว เพื่อการแสวงหาความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ หากในอนาคตไม่เกิดประโยชน์ สามารถยกเลิกได้โดยไม่ผูกพันทางกฎหมาย ดังนั้นเรื่องนี้ จึงไม่มีอะไรน่าห่วง พร้อมมองว่า การลงนาม MOU ดังกล่าว เป็นสัญญาณที่ดีในการฟื้นฟูและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศในอนาคต ทั้งการค้าและการสนับสนุนการลดอัตราภาษีสหรัฐฯ


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/435140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BOGuxI0bSiLOlhn9y-9Tf