Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สจด. ร่วมกิจกรรมงาน SBS Open House 2025 โรงเรียนสีตบุตรบำรุง จังหวัดกรุงเทพมหานคร — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมกิจกรรมงาน SBS Open House 2025 โรงเรียนสีตบุตรบำรุง จังหวัดกรุงเทพมหานคร — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116299/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eASCvmRa-sA6hpfEQRg3y

  • กมธ.ชี้แจงความคืบหน้า ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    กมธ.ชี้แจงความคืบหน้า ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    วันนี้ (27 ต.ค.2568) นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU2543 และ MOU2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และกรรมาธิการร่วมแถลงผลความคืบหน้าในการพิจารณาศึกษา หลังได้รายงานต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า

    มีการพิจารณา 2 กรอบใหญ่ 1.การได้มาซึ่ง MOU ทั้ง 2 ฉบับ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบหรือไม่ และ 2.เนื้อหาสามารถปฏิบัติได้จริงและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่

    นายนพดล ยังได้ไล่เลียงเนื้อหา MOU 2543 ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และรายงานถึงคณะกรรมการที่เกิดขึ้นก่อน MOU 2543 เช่น GRC RBC หรือ JBC ซึ่งจะมีคณะกรรมการหรือไม่ก็ยังมี MOU อยู่ ส่วนการประกันเขตแดนตั้งแต่ปี 1904 และ 1907 มีการปักปันเขตแดนในอดีตเพื่อหารายละเอียด เนื่องจากบางหลักถูกทำลายสูญหาย คณะกรรมการที่เกิดขึ้นจาก MOU ดำเนินการให้สอดคล้องกับการปักปันเขตแดน

    นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

    นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

    นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

    ส่วน MOU 2544 ได้เรียนต่อที่ประชุม และการลงพื้นที่ จ.ตราด ที่พบการละเมิดของฝั่งกัมพูชาทั้งทางบกและทางทะเล เนื่องจากเรื่องนี้ที่เกิดมานาน มีข้อมูลจำนวนมากและมีความซับซ้อน กรรมาธิการจึงต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกระยะหนึ่ง เพราะว่าการตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ

    การตัดสินใจในเรื่อง MOU 2543 และ MOU 2544 นั้นเราจะต้องดูให้รอบคอบ รอบด้าน โดยไม่มีอคติ ไม่ใช้อารมณ์ใช้แต่ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ มาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจในเรื่องนี้ การที่จะคงอยู่หรือจะปรับปรุง หรือ ยกเลิก ต้องมีเหตุผลมีแนวทางให้กับรัฐบาลในการดำเนินการต่อไป” นายนพดลกล่าว

    นายนพดล ระบุว่า สมมติว่าจะยกเลิกเนื่องจาก MOU มีการรายงานว่า เป็นสนธิสัญญา จากการรายงานของกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศว่าจะปรับปรุงหรือยกเลิกเป็นไปตามข้อกฎหมายระหว่างประเทศข้อใด ใช้เหตุผลใด ในการดำเนินการ หรือการยกเลิกปรับปรุงนั้นจะต้องมีสาเหตุอะไร

    และชี้แจงถึงกรอบทำงานที่มีเวลา 90 วัน และการขอขยายระยะเวลาส่วนใหญ่ขอขยายเวลา 90 วัน หากดำเนินการเสร็จก่อน ก็จะรายงานต่อวุฒิสภาทันที และจากวันนี้เป็นต้นไปกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนไปถึงประชาชนเพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไปและความเป็นมา ทั้งข้อดีและข้อเสียของ MOU ทั้ง 2 ฉบับเป็นระยะ ๆ

    นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

    นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

    นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

    นายนพดล ระบุว่า ยังชี้แจงว่า ก่อนที่จะถึงการทำประชามติข้อมูลที่ได้จากกรรมาธิการของวุฒิสภาชุดนี้ จะมีรายละเอียดมากพอสมควร และในเนื้อหาเชื่อว่า เมื่อประชาชนทำความเข้าใจ จะเกิดความเข้าใจมากขึ้นนำไปสู่การตัดสินใจได้ว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับ ควรจะคงอยู่หรือไม่หรือควรปรับปรุง

    พร้อมกล่าวชื่นชมรัฐบาลนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ลงนามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซีย เพราะในปฏิญญามีความชัดเจนที่ระบุว่า จะต้องดำเนินการปักปันหลักเขตแดนซึ่งเชื่อมโยงกับ MOU 2543 ดังนั้นในการลงนามดังกล่าวเป็นเรื่องสามารถดำเนินการเพื่อเกิดความสงบสุขและสันติภาพทั้ง 2 ประเทศ

    เพราะไทยและกัมพูชามีเขตแดนติดกัน 798 กม.เราไม่สามารถที่จะย้ายประเทศใดประเทศหนึ่งหนีไปได้ ไม่ช้าหรือเร็วเราก็ต้องมีความสงบสุขหรือสันติภาพเกิดขึ้น เมื่อไหร่ อย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่งแต่ปฏิญญาสันติภาพที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (26 ต.ค.68) ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะเกิดขึ้น ในส่วนของ MOU คิดว่าหลังจากนี้ที่มีการลงนามปฏิญญาเชื่อว่ากัมพูชาจะละเมิดยากขึ้น เพราะนี่คือปฏิญญาที่ปรากฏต่อมหาอำนาจของโลก คือ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และประเทศอาเซียน 61 ประเทศซึ่งเป็นสักขีพยานโดยปริยายในที่ประชุม” นายนพดลกล่าว

    นายนพดล ระบุต่อว่า ในเวทีสหภาพรัฐสภาโลก (IPU) ซึ่งถือว่า ประเทศไทยเป็นพระเอกในเวทีโลกสามารถเสนอวาระเร่งด่วนเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ทำให้กัมพูชาไม่สามารถกล่าวหาประเทศไทยได้อย่างที่ตั้งใจ และจากการลงนามปฏิญญาเมื่อวานนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในเรื่องของภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก เพราะเรามักพูดเสมอว่าต้องการสันติภาพและความสงบไม่ต้องการการสู้รบ

    นี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมโลกได้เห็นว่า สิ่งที่ไทยพูดและทำเป็นสิ่งเดียวกัน และเห็นว่าการลงนามในปฏิญญาไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอะไร แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะยกเลิก MOU หรือไม่เพราะข้อมูลยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

    ทั้งนี้ นายนพดล อินนา เห็นด้วยหากจะมีการจัดเวทีดีเบต หรือ เวทีเสวนาให้ความรู้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ MOU ทั้ง 2 ฉบับ ก่อนที่จะถึงวันทำประชามติตามนโยบายของรัฐบาล และไม่กังวลว่า เรื่องนี้จะกลายเป็นความขัดแย้งของคนภายในประเทศ พร้อมยกตัวอย่างกรณีการทำประชามติของอังกฤษเรื่องการออกจาก EU มาชี้เห็น และด้วยการชี้แจงทำความเข้าใจและระบอบประชาธิปไตย ทำให้ผลประชามติสามารถผ่านไปได้ด้วยดี 

    สภา ถก.MOU 

    นอกจากนี้ นายคำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวประเด็นที่มีความชัดเจนทางข้อกฎหมาย คือ การทำ MOU ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ ซึ่งถือได้ว่า MOU เป็นสนธิสัญญา และจากการตรวจสอบในรายละเอียดของที่มาของ MOU 2543 จะพบว่า มีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ระเบียบสำนักนายกฯ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และขัดกับบันทึกการประชุม JBC ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2543 เนื่องจากมีข้อกำหนดต่อกระบวนการจัดทำ MOU 2543 ที่ต้องส่งให้ ครม.เห็นชอบ แต่การตรวจสอบไม่พบว่า มีการเสนอให้ ครม.เห็นชอบ มีเพียงการเสนอให้รับทราบเท่านั้น ทั้งที่ระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดบทบัญญัติไว้ชัดเจน รวมไปถึงบันทึกการประชุม JBC ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2543 ที่ระบุว่า เมื่อจะทำ MOU ทั้ง 2 ฝ่ายจะเสนอ MOU ต่อรัฐบาลของตนเพื่อขอความเห็นชอบ

    การตรวจสอบเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคแรก กำหนดไว้ว่า ครม.ต้องเห็นชอบ แต่ที่ผ่านมาพบว่า มีเพียงเสนอให้รับทราบ ดังนั้นกลัวจะเป็นปัญหาว่าขัดกับกฎหมาย หรือไม่สมบูรณ์ ตามกฎหมาย ดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องเสนอรายงานเบื้องต้นนี้ ไปยัง ครม.ให้พิจารณาว่าจะดำเนินการยืนยัน ทบทวน หรือ โต้แย้งความเห็นของ กมธ.ต่อไป

    นายคำนูณ ชี้แจงต่อว่า ปัจจุบันมีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ หาก ครม.เห็นว่า เรื่องนี้สำคัญต้องหาคำตอบเบื้องต้น ครม.อาจตั้งคำถามไปยังกฤษฎีกาและนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปให้พิจารณาว่า มีความสมบูรณ์ ถูกต้อง หรือบกพร่องหรือไม่ ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ครม.สามารถแก้ไข ปรับปรุง หรือ ตัดสินใจได้

    ขณะที่ MOU 2544 กมธ.ได้ตรวจสอบในประเด็นเดียวกัน พบว่าค่อนข้างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่เหมือนกับ MOU 2543 ที่สุ่มเสี่ยงขัดกับรัฐธรรมนูญ

    ทั้งนี้ หลังการรายงานผลการพิจารณาเบื้องต้น กมธ.ได้เสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบขยายเวลาการพิจารณาศึกษา ออกไปเป็นกรณีพิเศษ อีก 90 วัน เนื่องจากมีความละเอียดซับซ้อน มีผลกระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

    อย่างไรก็ดีนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. ฐานะ กมธ.การต่างประเทศ วุฒิสภา คัดค้านการขยายเวลาดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกับ กมธ.สามัญ เช่น กมธ.การต่างประเทศ ที่ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ทำเรื่องดังกล่าวในชั้นของสภาฯ ด้วย

    ขณะที่ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.อภิปรายสนับสนุนให้ขยายเวลาดังกล่าว เนื่องจากมองว่า กมธ.ควรมีข้อเสนอที่ตรงประเด็นในรายละเอียดที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่เขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อน บริเวณเกาะกูด จ.ตราด

    ส่วนนายเดชา นุตาลัย สว.เสนอความเห็นตอนหนึ่งว่า ตนไม่ติดใจว่าจะขยายเวลาศึกษาหรือไม่ แต่ใน MOU 2543 มีถ้อยคำที่ระบุ ตอนหนึ่งว่ามีความสัมพันธ์อันดี อย่างเป็นมิตรไมตรีดีต่อกัน แต่ขณะนี้ไม่ได้ดีต่อกันแล้ว ในทางกฎหมายเหมือนว่า ควรตกไปได้แล้ว

    ก่อนที่จะมีการลงมติตัดสิน นายปริญญา กล่าวว่า ไม่ติดใจ และถือว่าให้เป็นข้อสังเกตต่อ กมธ.เพื่อศึกษาต่อไป ทำให้ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ฐานะประธานในที่ประชุม ได้กล่าวว่า ถือว่ามติที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายเวลา

    อย่างไรก็ดีการดำเนินการขณะนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามข้อตกลงขั้นต้นไปแล้ว และมีท่าทีต่าง ๆ ของกัมพูชา ทั้งนี้เรื่อง MOU 2543 และ MOU 2544 นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต่อการเสียดินแดน

    อ่านข่าว : จับตาประชุม JBC แก้ปัญหา “หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว” คปท.รวมตัวคัดค้าน

    “อนุทิน” ถึงไทย หลังร่วมลงนามปฏิญญาไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซีย 

    เปิดถ้อยแถลงผลพบหารือ “อนุทิน-ฮุน มาเนต” ลงนามความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357954&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-5_fo6pbztSX4D5kb1xpm

  • ส่งเสริมการอ่าน การเขียน ซีพี ออลล์จัดงานมอบรางวัลหนังสือดีเด่น เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 22 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ส่งเสริมการอ่าน การเขียน ซีพี ออลล์จัดงานมอบรางวัลหนังสือดีเด่น เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 22 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ จัดพิธีมอบโล่พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีให้แก่บุคคลที่ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568 เชิดชูนักเขียนไทย โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย กรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นประธานมอบรางวัล และแสดงปาฐกถาพิเศษด้านการอ่าน โดยมีนักเขียน นักวาดการ์ตูน บรรณาธิการ และสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ  ห้องสุรศักดิ์ 1  ชั้น 11 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ 

    นางปรางรัตน์ เกียรติทรงศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า “โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่น บุ๊คอวอร์ด มีศิลปินแห่งชาติ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านวรณกรรมรวม 40 ท่านร่วมตัดสินรางวัล และในปีนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย กรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นประธานในพิธีมอบโล่พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้แก่บุคคลที่ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรตินักเขียนและเป็นกำลังใจให้ได้พัฒนาฝีมือหรือผลิตผลงานที่มีคุณภาพ ในแวดวงนักเขียนและวรรณกรรม รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้หันมาให้ความสนใจเรื่องการอ่าน การเขียน ตามนโยบายสร้างคน ภายใต้ปณิธานองค์กรของซีพี ออลล์ “Giving and Sharing” กระทั่งก้าวสู่ปีที่ 22 ได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง”

    “เป็นเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นส่งเสริมการอ่าน การเขียน และการเรียนรู้ สร้างระบบนิเวศการอ่านการเรียนรู้อันเป็นหนทางของการพัฒนาคนนำไปสู่การพัฒนาสังคม สร้างชุมชนอุ่นใจ และประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ที่ดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม และยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมหนังสือดีมีคุณภาพให้สังคมไทย ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนและร่วมสร้างวัฒนธรรมการอ่านการเขียนให้เติบโตต่อไป”

    ในปีนี้มีผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้นจำนวน 18 รางวัล หนังสือแนะนำ 5 ผลงาน และมีรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ 8 ผลงาน จากผลงานที่เข้าประกวดทั้งสิ้น 280 ผลงาน โดยในปีนี้เป็นที่น่ายินดีที่คณะกรรมการได้พิจารณาให้รางวัลผลงานได้รับรางวัลชนะเลิศครบทั้ง 6 ประเภทหลัก คือ กวีนิพนธ์ การ์ตูน นวนิยาย รวมเรื่องสั้น วรรณกรรมสำหรับเยาวชน และสารคดี

    โดยผู้ชนะเลิศ “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ทั้ง 6 ประเภท จะได้รับรางวัลเงินสด 100,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ส่วนประเภทรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ ผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเงินสด 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

    ซีพี ออลล์ ได้เตรียมเปิดรับผลงานจากนักเขียนและสำนักพิมพ์เข้าประกวดในครั้งที่ 23 ทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่ ประเภทกวีนิพนธ์ การ์ตูน นวนิยาย รวมเรื่องสั้น วรรณกรรมสำหรับเยาวชน สารคดี (ทั่วไป) และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ (4 หมวด คือ กวีนิพนธ์ การ์ตูน นวนิยายขนาดสั้น และรวมเรื่องสั้น) ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อยู่ระหว่างดำเนินการ) และเงินรางวัล 100,000 บาท (สำหรับรางวัลชนะเลิศ ยกเว้นประเภทรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์) โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://7book.cpall.co.th 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/22nd-seven-book-awards&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h449eMf-TlpvuID3LMFep

  • ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

    บางกรวยเมืองที่ทุกคนห้ามพลาด เพราะงานหลงเสน่ห์บางกรวยภายใต้แนวคิดเมืองต้อง Share, Rare บางกรวยที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มัดรวมของดีบางกรวยทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค ไว้ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง พร้อมทริปท่องเที่ยวลัดเลาะรอบเกาะตามเส้นทางบางกรวย แบบ One Day Trip ด้วยรถ EV BUS กฟผ. ที่จะนำพานักท่องเที่ยวชมดินแดนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำ 3 คลอง สัมผัสเรื่องเล่า ตำนาน วิถีชีวิตชาวบางกรวย

    นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า เพื่อร่วมอนุรักษ์ ถ่ายทอด และแบ่งปันเสน่ห์ของท้องถิ่นในมุมที่ “หายาก” แต่ “มีคุณค่า” ไม่เพียงสร้างความสุขให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังนั้น  การจัดงาน “หลงเสน่ห์บางกรวย” นี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดสิ่งดีงามในพื้นที่ ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ด้าน นายสหรัฐ โพธิโต รองผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า งานนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชนบางกรวย ที่พร้อมใจกันนำเสนอของดี ของเด่น ของหายาก ที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนอย่างภาคภูมิใจ และการจัดงานฯ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่งดงามให้กับบางกรวย และเป็นอีกก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรีให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

    นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง เป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ที่สำคัญยังเป็นพื้นที่เปิดกว้างในการสร้างสรรค์กิจกรรมและร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กฟผ. กับพี่น้องชุมชนรอบข้าง โดยเฉพาะ “ชุมชนบางกรวย” ที่อยู่ร่วมกันด้วยมิตรภาพและความเข้าใจมาอย่างยาวนาน

    สำหรับไฮไลท์ ภายในงานทุกคนจะได้ชอปสินค้าและของฝากชุมชน ทั้งของกินของใช้จากผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมถึงของฝากน่ารักๆติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้าน ขณะเดียวกันทุกคนจะได้เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวบางกรวยแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะที่นี่มีแหล่งเรียนรู้และจุดท่องเที่ยวสำคัญมากอาย อาทิ นิทรรศการพลังงานไฟฟ้าของศูนย์การเรียนรู้ฯ กฟผ. และเดินทางไปชมศูนย์อนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง ที่สวนคุณแผ่นดิน ซึ่ง พี่ปูชคดี นนทสวัสดิ์ศรี บอกว่า ต้องการรักษาพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง จึงตั้งใจปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่สวน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญต้องการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำสวนทุเรียน 

    จากนั้นเดินทางต่อไปยัง จุดชมฝูงนกแก้วโม่งฝูงสุดท้าย ที่วัดสวนใหญ่  ซึ่งจากคำบอกเล่าของคนพื้นที่ นกแก้วโม่งฝูงนี้จะออกหากินในช่วงเช้า และกลับมาเข้ารังในช่วงเย็น โดยนกแก้วโม่ง ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ 2562 หากใครจับหรือทำร้ายมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือหากมีไว้ในความครอบครองเพื่อการค้า มีโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท

    และเดินทางต่อไปยังสถานที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานนายไกรหนุ่มเมืองนนท์ผู้ปราบจระเข้ที่เมืองพิจิตร ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง ก่อนจะจบทริปที่ คาเฟ่ท่ามกลางธรรมชาติบรรยากาศร่มรื่น ป่าก์ คาเฟ่ ที่คาเฟ่แห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ และผลไม้หลากหลาย เช่น ส้มโอ กล้วยหอม อีกทั้งภายในคาเฟ่ยังมีกิจกรรม Workshop สุดสร้างสรรค์ให้ครอบครัวได้ร่วมสนุกมากมาย

    สามารถเดินทางไปได้ด้วย รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานีบางอ้อ แล้วต่อรถรับจ้างสาธารณะ , เรือด่วนเจ้าพระยา ขึ้นที่ท่าเรือสะพานพระราม 7 , รถเมล์สาย 50 และ 179 ลงที่อู่รถสาย 50 ฝั่งตรงข้ามศูนย์การเรียนรู้ฯ หรือจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดได้ที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-436-8952 (ในวันและเวลาทำการ)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923819&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p5Fhh1nn8ge_OYJGh3Oq3

  • ‘ธนกร’ ชี้ ไทย-สหรัฐ MOU แร่หายาก! บูมห่วงโซ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    ‘ธนกร’ ชี้ ไทย-สหรัฐ MOU แร่หายาก! บูมห่วงโซ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    เศรษฐกิจ

    27 ต.ค. 2025 เวลา 16:59 น.

    “ธนกร” ยืนยัน “ไทย-สหรัฐ” จับมือ MOU “แร่หายาก” หวังร่วมช่วยบูม “ห่วงโซ่แร่ธาตุสำคัญ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ

    ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

    จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

    “ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด” นายอดิทัตฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ir1enGDlJVnN9Zi2Z_a6o

  • ‘ที่ปรึกษา รมช.อุตฯ’ ชี้ MOU แร่หายาก สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

    ‘ที่ปรึกษา รมช.อุตฯ’ ชี้ MOU แร่หายาก สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

    ที่ปรึกษา รมช.อุตสาหกรรม โต้ สส.ปชน. ยัน “MOU แร่หายาก” ไทยไม่เสียเปรียบสหรัฐ เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับการผลิต สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจประเทศ

    27 ตุลาคม 2568 – ตามที่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน มีข้อกังวลและข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นั้น

    นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ขอชี้แจงว่า การดำเนินการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนอย่างแท้จริง โดยเน้นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    MOU ดังกล่าว เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายใต้หลักการการส่งเสริมการค้าและการลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะแร่ธาตุที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด

    “ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหรือแร่หายาก มีเพียงการค้นพบแร่หายากบางชนิดในลักษณะกระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งยังไม่มีศักยภาพมากพอในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามครั้งนี้ยังไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบแต่อย่างใด รวมถึงบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ‘ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย’ และหากเมื่อถึงเวลาที่จะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการทุกรายก็จะต้องปฏิบัติตามกฏหมาย และระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด“

    “ฉะนั้น ขอยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ การลงนาม MOU นี้เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนทุกคน” นางสาวภาดาท์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/885576/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36CsZV5wbodMm9x6w71AfE

  • “เอกนิติ” ฉายภาพเศรษฐกิจไทย วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    “เอกนิติ” ฉายภาพเศรษฐกิจไทย วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    วิดีโอ

    27 ต.ค. 2568 20:10 น.

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เผยแผน Quick Big Win เปิด 5 เสาหลักนโยบายสร้างบ้านใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ติดหล่ม กับโจทย์สุดหินเดดไลน์ 4 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1170696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bU3KPkslkveJlSlQ8lB2T

  • “เอกนิติ” ชี้ “เศรษฐกิจไทย” The Next New Economy เกิดขึ้นได้จากรากฐานที่ถูกต้อง

    “เอกนิติ” ชี้ “เศรษฐกิจไทย” The Next New Economy เกิดขึ้นได้จากรากฐานที่ถูกต้อง

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    วิดีโอ

    27 ต.ค. 2568 19:55 น.

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เผย The Next New Economy ประเทศไทย จะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อ “เศรษฐกิจไทย” ยังกินบุญเก่าที่เติบโตมาจากปี 1980

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1170695&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WZS1ho1jQinn5m4QuTx01

  • ไนจีเรียโดดเด่นในด้านการปฏิรูปในการประชุมประจำปีของ IMF/ธนาคารโลก

    ไนจีเรียโดดเด่นในด้านการปฏิรูปในการประชุมประจำปีของ IMF/ธนาคารโลก

    ท่ามกลางสถานการณ์ทางการค้าที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างหนักหน่วง ไนจีเรียได้สร้างเรื่องราวที่น่าสนใจบนความชัดเจนด้านนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ และความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ในการประชุมประจำปีของ IMF/ธนาคารโลก คณะผู้แทนนำโดย Olayemi Cardoso ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย (CBN) ได้กล่าวว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไนจีเรียไม่เพียงแต่ได้ผล แต่ยังเริ่มให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งสำหรับไนจีเรีย และเป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของการปฏิรูปเศรษฐกิจของไนจีเรีย และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค วินัยทางการคลัง และการเติบโตอย่างทั่วถึง

    ซึ่งในการประชุมดังกล่าวมีคณะผู้แทนไนจีเรียที่เข้าร่วมประกอบด้วย Doris Uzoka-Anite รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, Mohammed Sani Abdullahi รองผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจ, Patience Oniha ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้, Tope Fasua ที่ปรึกษาพิเศษของประธานาธิบดีด้านเศรษฐกิจ อโยเดจิ อาริโย กเบเลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐวิสาหกิจ (BPE) พร้อมด้วยบุคคลสำคัญท่านอื่นๆ

    หนึ่งในไฮไลท์ที่เป็นสัญลักษณ์ที่สุดของการประชุมคือการเลือกตั้งไนจีเรียให้เป็นประธานกลุ่มระหว่างรัฐบาล 24 (G-24) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีอิทธิพลจากแอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกา และแคริบเบียนซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการยกระดับสถานะของไนจีเรียในเวทีพหุภาคี แต่ยังยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ โดยไนจีเรียจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากอาร์เจนตินาในวันที่ 1 พฤศจิกายน ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนวาระที่มองไปข้างหน้าโดยมุ่งเน้นที่การเงินเพื่อการพัฒนา ความยั่งยืนของหนี้ และการมีส่วนร่วม

    คาร์โดโซ ชี้ชัดว่าบทบาทผู้นำใหม่ของไนจีเรียใน G-24 ครั้งนี้ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อผู้นำของไนจีเรีย และอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของเราในการกำหนดโครงสร้างทางการเงินระดับโลก ซึ่งบทบาทระดับโลกดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไนจีเรียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับธนาคารกลางแห่งแองโกลาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงินและเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค สอดคล้องกับเป้าหมายที่กว้างขึ้นของไนจีเรียในการเสริมสร้างอิทธิพลในสถาบันระดับภูมิภาคและพหุภาคี

    จากสถานการณ์ดังกล่าวแสดงความมีเสถียรภาพได้จากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลงเป็นเดือนที่หกติดต่อกันในเดือนกันยายน โดยลดลงเหลือ 18.02% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามปี ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีเสถียรภาพ โดยค่าเงินไนราแข็งค่าขึ้น และช่องว่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับอัตราแลกเปลี่ยนตลาดคู่ขนานลดลงเหลือต่ำกว่า 2% ปัจจุบันทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงกว่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น เงินทุนไหลเข้าที่ไม่ใช่น้ำมัน และนักลงทุนที่กลับมาลงทุนในพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง ในด้านนโยบายการเงิน คาร์โดโซเน้นย้ำถึงการกลับมาใช้เครื่องมือแบบดั้งเดิม ได้แก่ การปรับอัตราดอกเบี้ย การบริหารสภาพคล่อง และการคาดการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยมุ่งเน้นไปที่ความโปร่งใส สัญญาณตลาด และความเชื่อมั่นในระยะยาว 

              ด้วยเหตุนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงได้เผยแพร่แนวโน้มเศรษฐกิจไนจีเรียในระยะใกล้ที่เริ่มเห็นความสดใสขึ้น โดยเดนิซ อิแกน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ IMF ประกาศในการเปิดตัวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ว่า การคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของไนจีเรียได้รับการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 ได้ปรับเพิ่มอัตราการเติบโตสำหรับไนจีเรียเป็น 3.9% ซึ่งสูงกว่าเดิม 0.5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ขึ้น 0.9 เปอร์เซ็นต์ เป็น 4.2%” นอกจากนี้ยังระบุว่าการปรับปรุงตัวเลขเหล่านี้เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยภายนอก เป็นผลจากการปรับฐาน GDP ของไนจีเรีย รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดีขึ้น ท่าทีทางการคลังที่สนับสนุน และการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นภายใต้เงื่อนไขความมั่นคงที่ดีขึ้น

              กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค่าเงินไนราแข็งค่าขึ้นและภาวะการเงินดีขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตของอุตสาหกรรมไฮโดรคาร์บอนก็ถูกปรับขึ้นเช่นกัน เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันที่สูงขึ้น และการที่ไนจีเรียมีความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับจำกัด ช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีช่องทางอีกมากที่จะเพิ่มรายได้ผ่านการปรับปรุงการบริหารจัดการภาษีและการปฏิรูปนโยบาย โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล กลยุทธ์การปฏิบัติตามกฎระเบียบโดยพิจารณาจากความเสี่ยง และความจำเป็นในการปรับลดการใช้จ่ายภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพ 

    ในด้านหนี้สิน ได้มีการเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ รวมถึงไนจีเรีย เสริมสร้างความโปร่งใสและการจัดการการเงินสาธารณะเพื่อลดความเสี่ยงทางการคลัง การออกมาตรการสำคัญ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลหนี้สินที่ครอบคลุม การปรับปรุงการกำกับดูแลงบประมาณ และการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารและรัฐบาล เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพลวัตเงินเฟ้อของไนจีเรีย โดยระบุว่าแนวโน้มล่าสุดสอดคล้องกับการคุมเข้มทางการเงิน เชื่อว่ายังต้องพัฒนาอีกมากก่อนที่จะบรรลุเสถียรภาพตามที่ต้องการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ไนจีเรีย แต่กับประเทศอื่นๆ ก็กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก  

    ด้านกระแสความสนใจของนักลงทุน นักลงทุนทุกคนต่างตั้งคำถามว่า ไนจีเรียจะเข้าสู่ตลาดเมื่อไหร่ในการประชุม Nigeria Investor Forum ในกรุงวอชิงตัน พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้นของไนจีเรียในตลาดพันธบัตรยูโร ขณะเดียวกัน พันธสัญญาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เช่น การลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของเชลล์ ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าความเชื่อมั่นกำลังเปลี่ยนเป็นเงินทุน นอกเหนือจากตัวเลขแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นที่การแปลงผลประโยชน์จากการปฏิรูปให้กลายเป็นผลกระทบทางสังคม “การคุ้มครองทางสังคมเป็นหนึ่งในเสาหลักของวาระความหวังใหม่ (Renewed Hope Agenda) ของประธานาธิบดีตินูบู ไม่ใช่แค่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจ้างงาน การดูแลสุขภาพ การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย

    บทสรุปและความเห็นของสำนักงานฯ

              จากมุมมองของต่างชาติเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของไนจีเรียเป็นไปในทิศทางที่เป็นบวก สืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศไนจีเรีย โดยเฉพาะการปรับตัวของตัวเลข GDP ที่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 2 ของปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นให้กับการค้าระหว่างประเทศไนจีเรียกับประเทศต่างๆ โดยในมุมมองของต่างชาติมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไนจีเรียกำลังมีเสถียรภาพ และเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศต่อนักลงทุนทั่วโลกและพันธมิตรพหุภาคีก็เริ่มให้ความสนใจตลาดไนจีเรียเพิ่มมากขึ้น

    ——————————————————————————-

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    ตุลาคม 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/g1bt4a9ym1weyn22d7qcrai1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02IvSjvZJLKzPravZJ_dWL

  • รับสมัครอาจารย์ สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ จำนวน 3 อัตรา – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    รับสมัครอาจารย์ สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ จำนวน 3 อัตรา – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    อาจารย์ สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

    กองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
    เปิดรับสมัครคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายวิชาการ

    • ตำแหน่งอาจารย์
    • สังกัด สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
    • วุฒิปริญญาเอก จำนวน 3 อัตรา
    • เงินเดือน 31,500 บาท

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    1. มีคุณสมบัติตามความในข้อ 18 ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานสถาบัน พ.ศ. 2563 (แนบท้ายประกาศ)
    2. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ในสาขาวิศวกรรมการเงิน หรือการเงิน หรือเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่ใกล้เคียง
    3. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ในสาขาใดก็ได้ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมการเงิน หรือการเงิน หรือเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่ใกล้เคียง
    4. วิชาที่จะให้สอน คือ วิชาในหลักสูตรวิศวกรรมการเงิน
      • – Financial Engineering
      • – Financial Risk Management
      • – Financial Modeling
      • – Financial Technology
      • – Market Microstructure and Algorithmic Trading
      • – Financial Data Analytics
      • – Quantitative Risk Management
      • – Numericial Methods in Finance

    การคัดเลือก

                คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จะพิจารณาคุณสมบัติ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ผลงานทางวิชาการ (ถ้ามี) และประสบการณ์ของผู้สมัครในเบื้องต้นจากใบสมัครและผลงานทางวิชาการ (ถ้ามี) หากผู้สมัครรายใดมีคุณสมบัติเบื้องต้นตรงตามความต้องการ สถาบันจะแจ้งให้ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก สำหรับวิธีการคัดเลือกอาจให้ผู้สมัครนำเสนอผลงานทางวิชาการและหรือใช้วิธีการสัมภาษณ์ หรือวิธีการอื่นตามที่คณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาเห็นสมควร

    เงื่อนไขการปฏิบัติ

    1. ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องมารายงานตัวภายใน 10 วัน นับจากวันประกาศผลหรือนับตั้งแต่วัน ที่มีหนังสือให้มารายงานตัว และเมื่อมารายงานตัวแล้วจะต้องเริ่มปฏิบัติงานภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มารายงานตัว เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารงานบุคคลสถาบัน
    2. เมื่อผู้ได้รับการคัดเลือกได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานสถาบันสายวิชาการ ตำแหน่งอาจารย์แล้ว สถาบันจะดำเนินการตรวจสอบคุณวุฒิ คุณสมบัติและการรับรองอื่น ๆ ตามที่แสดงไว้ในใบสมัคร หากปรากฏว่าผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งมีคุณวุฒิ คุณสมบัติและการรับรองอื่น ๆ ที่ไม่ถูกต้องสถาบัน จะดำเนินการเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งนั้น

    เอกสารการรับสมัคร

    >>> ประกาศรับสมัครคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบัน ตำแหน่งอาจารย์ สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ <<<

    รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

    ติดต่อสอบถามรายละเอียด เบอร์ 0 2727 3292 ในวันและเวลาราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/job1433-2568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P7wO_nE83rmca03RGM62n