Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    ลัดเลาะ ‘บางกรวย’ เมืองต้องแชร์ จัดเต็มทุกกิจกรรม สัมผัสตำนานวิถีชีวิตชาวบางกรวย

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.00 น.

    บางกรวยเมืองที่ทุกคนห้ามพลาด เพราะงานหลงเสน่ห์บางกรวยภายใต้แนวคิดเมืองต้อง Share, Rare บางกรวยที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มัดรวมของดีบางกรวยทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค ไว้ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง พร้อมทริปท่องเที่ยวลัดเลาะรอบเกาะตามเส้นทางบางกรวย แบบ One Day Trip ด้วยรถ EV BUS กฟผ. ที่จะนำพานักท่องเที่ยวชมดินแดนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำ 3 คลอง สัมผัสเรื่องเล่า ตำนาน วิถีชีวิตชาวบางกรวย

    นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า เพื่อร่วมอนุรักษ์ ถ่ายทอด และแบ่งปันเสน่ห์ของท้องถิ่นในมุมที่ “หายาก” แต่ “มีคุณค่า” ไม่เพียงสร้างความสุขให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังนั้น  การจัดงาน “หลงเสน่ห์บางกรวย” นี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดสิ่งดีงามในพื้นที่ ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ด้าน นายสหรัฐ โพธิโต รองผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า งานนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของชุมชนบางกรวย ที่พร้อมใจกันนำเสนอของดี ของเด่น ของหายาก ที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนอย่างภาคภูมิใจ และการจัดงานฯ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่งดงามให้กับบางกรวย และเป็นอีกก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรีให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

    นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง เป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ที่สำคัญยังเป็นพื้นที่เปิดกว้างในการสร้างสรรค์กิจกรรมและร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กฟผ. กับพี่น้องชุมชนรอบข้าง โดยเฉพาะ “ชุมชนบางกรวย” ที่อยู่ร่วมกันด้วยมิตรภาพและความเข้าใจมาอย่างยาวนาน

    สำหรับไฮไลท์ ภายในงานทุกคนจะได้ชอปสินค้าและของฝากชุมชน ทั้งของกินของใช้จากผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมถึงของฝากน่ารักๆติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้าน ขณะเดียวกันทุกคนจะได้เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวบางกรวยแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะที่นี่มีแหล่งเรียนรู้และจุดท่องเที่ยวสำคัญมากอาย อาทิ นิทรรศการพลังงานไฟฟ้าของศูนย์การเรียนรู้ฯ กฟผ. และเดินทางไปชมศูนย์อนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง ที่สวนคุณแผ่นดิน ซึ่ง พี่ปูชคดี นนทสวัสดิ์ศรี บอกว่า ต้องการรักษาพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง จึงตั้งใจปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่สวน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญต้องการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำสวนทุเรียน 

    จากนั้นเดินทางต่อไปยัง จุดชมฝูงนกแก้วโม่งฝูงสุดท้าย ที่วัดสวนใหญ่  ซึ่งจากคำบอกเล่าของคนพื้นที่ นกแก้วโม่งฝูงนี้จะออกหากินในช่วงเช้า และกลับมาเข้ารังในช่วงเย็น โดยนกแก้วโม่ง ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ 2562 หากใครจับหรือทำร้ายมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือหากมีไว้ในความครอบครองเพื่อการค้า มีโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท

    และเดินทางต่อไปยังสถานที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานนายไกรหนุ่มเมืองนนท์ผู้ปราบจระเข้ที่เมืองพิจิตร ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง ก่อนจะจบทริปที่ คาเฟ่ท่ามกลางธรรมชาติบรรยากาศร่มรื่น ป่าก์ คาเฟ่ ที่คาเฟ่แห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ และผลไม้หลากหลาย เช่น ส้มโอ กล้วยหอม อีกทั้งภายในคาเฟ่ยังมีกิจกรรม Workshop สุดสร้างสรรค์ให้ครอบครัวได้ร่วมสนุกมากมาย

    สามารถเดินทางไปได้ด้วย รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานีบางอ้อ แล้วต่อรถรับจ้างสาธารณะ , เรือด่วนเจ้าพระยา ขึ้นที่ท่าเรือสะพานพระราม 7 , รถเมล์สาย 50 และ 179 ลงที่อู่รถสาย 50 ฝั่งตรงข้ามศูนย์การเรียนรู้ฯ หรือจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดได้ที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-436-8952 (ในวันและเวลาทำการ)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923819&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p5Fhh1nn8ge_OYJGh3Oq3

  • ‘ธนกร’ ชี้ ไทย-สหรัฐ MOU แร่หายาก! บูมห่วงโซ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    ‘ธนกร’ ชี้ ไทย-สหรัฐ MOU แร่หายาก! บูมห่วงโซ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    เศรษฐกิจ

    27 ต.ค. 2025 เวลา 16:59 น.

    “ธนกร” ยืนยัน “ไทย-สหรัฐ” จับมือ MOU “แร่หายาก” หวังร่วมช่วยบูม “ห่วงโซ่แร่ธาตุสำคัญ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ

    ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

    จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

    “ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด” นายอดิทัตฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ir1enGDlJVnN9Zi2Z_a6o

  • ‘ที่ปรึกษา รมช.อุตฯ’ ชี้ MOU แร่หายาก สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

    ‘ที่ปรึกษา รมช.อุตฯ’ ชี้ MOU แร่หายาก สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

    ที่ปรึกษา รมช.อุตสาหกรรม โต้ สส.ปชน. ยัน “MOU แร่หายาก” ไทยไม่เสียเปรียบสหรัฐ เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับการผลิต สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจประเทศ

    27 ตุลาคม 2568 – ตามที่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน มีข้อกังวลและข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นั้น

    นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ขอชี้แจงว่า การดำเนินการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนอย่างแท้จริง โดยเน้นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    MOU ดังกล่าว เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายใต้หลักการการส่งเสริมการค้าและการลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะแร่ธาตุที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด

    “ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหรือแร่หายาก มีเพียงการค้นพบแร่หายากบางชนิดในลักษณะกระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งยังไม่มีศักยภาพมากพอในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามครั้งนี้ยังไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบแต่อย่างใด รวมถึงบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ‘ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย’ และหากเมื่อถึงเวลาที่จะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการทุกรายก็จะต้องปฏิบัติตามกฏหมาย และระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด“

    “ฉะนั้น ขอยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ การลงนาม MOU นี้เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนทุกคน” นางสาวภาดาท์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/885576/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36CsZV5wbodMm9x6w71AfE

  • “เอกนิติ” ฉายภาพเศรษฐกิจไทย วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    “เอกนิติ” ฉายภาพเศรษฐกิจไทย วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    วิดีโอ

    27 ต.ค. 2568 20:10 น.

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เผยแผน Quick Big Win เปิด 5 เสาหลักนโยบายสร้างบ้านใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ติดหล่ม กับโจทย์สุดหินเดดไลน์ 4 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1170696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bU3KPkslkveJlSlQ8lB2T

  • “เอกนิติ” ชี้ “เศรษฐกิจไทย” The Next New Economy เกิดขึ้นได้จากรากฐานที่ถูกต้อง

    “เอกนิติ” ชี้ “เศรษฐกิจไทย” The Next New Economy เกิดขึ้นได้จากรากฐานที่ถูกต้อง

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    วิดีโอ

    27 ต.ค. 2568 19:55 น.

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เผย The Next New Economy ประเทศไทย จะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อ “เศรษฐกิจไทย” ยังกินบุญเก่าที่เติบโตมาจากปี 1980

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1170695&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WZS1ho1jQinn5m4QuTx01

  • ไนจีเรียโดดเด่นในด้านการปฏิรูปในการประชุมประจำปีของ IMF/ธนาคารโลก

    ไนจีเรียโดดเด่นในด้านการปฏิรูปในการประชุมประจำปีของ IMF/ธนาคารโลก

    ท่ามกลางสถานการณ์ทางการค้าที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างหนักหน่วง ไนจีเรียได้สร้างเรื่องราวที่น่าสนใจบนความชัดเจนด้านนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ และความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ในการประชุมประจำปีของ IMF/ธนาคารโลก คณะผู้แทนนำโดย Olayemi Cardoso ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย (CBN) ได้กล่าวว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไนจีเรียไม่เพียงแต่ได้ผล แต่ยังเริ่มให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งสำหรับไนจีเรีย และเป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของการปฏิรูปเศรษฐกิจของไนจีเรีย และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค วินัยทางการคลัง และการเติบโตอย่างทั่วถึง

    ซึ่งในการประชุมดังกล่าวมีคณะผู้แทนไนจีเรียที่เข้าร่วมประกอบด้วย Doris Uzoka-Anite รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, Mohammed Sani Abdullahi รองผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจ, Patience Oniha ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้, Tope Fasua ที่ปรึกษาพิเศษของประธานาธิบดีด้านเศรษฐกิจ อโยเดจิ อาริโย กเบเลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐวิสาหกิจ (BPE) พร้อมด้วยบุคคลสำคัญท่านอื่นๆ

    หนึ่งในไฮไลท์ที่เป็นสัญลักษณ์ที่สุดของการประชุมคือการเลือกตั้งไนจีเรียให้เป็นประธานกลุ่มระหว่างรัฐบาล 24 (G-24) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีอิทธิพลจากแอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกา และแคริบเบียนซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการยกระดับสถานะของไนจีเรียในเวทีพหุภาคี แต่ยังยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ โดยไนจีเรียจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากอาร์เจนตินาในวันที่ 1 พฤศจิกายน ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนวาระที่มองไปข้างหน้าโดยมุ่งเน้นที่การเงินเพื่อการพัฒนา ความยั่งยืนของหนี้ และการมีส่วนร่วม

    คาร์โดโซ ชี้ชัดว่าบทบาทผู้นำใหม่ของไนจีเรียใน G-24 ครั้งนี้ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อผู้นำของไนจีเรีย และอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของเราในการกำหนดโครงสร้างทางการเงินระดับโลก ซึ่งบทบาทระดับโลกดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไนจีเรียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับธนาคารกลางแห่งแองโกลาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางการเงินและเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค สอดคล้องกับเป้าหมายที่กว้างขึ้นของไนจีเรียในการเสริมสร้างอิทธิพลในสถาบันระดับภูมิภาคและพหุภาคี

    จากสถานการณ์ดังกล่าวแสดงความมีเสถียรภาพได้จากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลงเป็นเดือนที่หกติดต่อกันในเดือนกันยายน โดยลดลงเหลือ 18.02% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามปี ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีเสถียรภาพ โดยค่าเงินไนราแข็งค่าขึ้น และช่องว่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับอัตราแลกเปลี่ยนตลาดคู่ขนานลดลงเหลือต่ำกว่า 2% ปัจจุบันทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงกว่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น เงินทุนไหลเข้าที่ไม่ใช่น้ำมัน และนักลงทุนที่กลับมาลงทุนในพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง ในด้านนโยบายการเงิน คาร์โดโซเน้นย้ำถึงการกลับมาใช้เครื่องมือแบบดั้งเดิม ได้แก่ การปรับอัตราดอกเบี้ย การบริหารสภาพคล่อง และการคาดการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยมุ่งเน้นไปที่ความโปร่งใส สัญญาณตลาด และความเชื่อมั่นในระยะยาว 

              ด้วยเหตุนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงได้เผยแพร่แนวโน้มเศรษฐกิจไนจีเรียในระยะใกล้ที่เริ่มเห็นความสดใสขึ้น โดยเดนิซ อิแกน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ IMF ประกาศในการเปิดตัวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ว่า การคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของไนจีเรียได้รับการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 ได้ปรับเพิ่มอัตราการเติบโตสำหรับไนจีเรียเป็น 3.9% ซึ่งสูงกว่าเดิม 0.5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ขึ้น 0.9 เปอร์เซ็นต์ เป็น 4.2%” นอกจากนี้ยังระบุว่าการปรับปรุงตัวเลขเหล่านี้เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยภายนอก เป็นผลจากการปรับฐาน GDP ของไนจีเรีย รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดีขึ้น ท่าทีทางการคลังที่สนับสนุน และการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นภายใต้เงื่อนไขความมั่นคงที่ดีขึ้น

              กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค่าเงินไนราแข็งค่าขึ้นและภาวะการเงินดีขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตของอุตสาหกรรมไฮโดรคาร์บอนก็ถูกปรับขึ้นเช่นกัน เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันที่สูงขึ้น และการที่ไนจีเรียมีความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับจำกัด ช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีช่องทางอีกมากที่จะเพิ่มรายได้ผ่านการปรับปรุงการบริหารจัดการภาษีและการปฏิรูปนโยบาย โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล กลยุทธ์การปฏิบัติตามกฎระเบียบโดยพิจารณาจากความเสี่ยง และความจำเป็นในการปรับลดการใช้จ่ายภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพ 

    ในด้านหนี้สิน ได้มีการเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ รวมถึงไนจีเรีย เสริมสร้างความโปร่งใสและการจัดการการเงินสาธารณะเพื่อลดความเสี่ยงทางการคลัง การออกมาตรการสำคัญ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลหนี้สินที่ครอบคลุม การปรับปรุงการกำกับดูแลงบประมาณ และการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารและรัฐบาล เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพลวัตเงินเฟ้อของไนจีเรีย โดยระบุว่าแนวโน้มล่าสุดสอดคล้องกับการคุมเข้มทางการเงิน เชื่อว่ายังต้องพัฒนาอีกมากก่อนที่จะบรรลุเสถียรภาพตามที่ต้องการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ไนจีเรีย แต่กับประเทศอื่นๆ ก็กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก  

    ด้านกระแสความสนใจของนักลงทุน นักลงทุนทุกคนต่างตั้งคำถามว่า ไนจีเรียจะเข้าสู่ตลาดเมื่อไหร่ในการประชุม Nigeria Investor Forum ในกรุงวอชิงตัน พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้นของไนจีเรียในตลาดพันธบัตรยูโร ขณะเดียวกัน พันธสัญญาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เช่น การลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของเชลล์ ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าความเชื่อมั่นกำลังเปลี่ยนเป็นเงินทุน นอกเหนือจากตัวเลขแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นที่การแปลงผลประโยชน์จากการปฏิรูปให้กลายเป็นผลกระทบทางสังคม “การคุ้มครองทางสังคมเป็นหนึ่งในเสาหลักของวาระความหวังใหม่ (Renewed Hope Agenda) ของประธานาธิบดีตินูบู ไม่ใช่แค่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจ้างงาน การดูแลสุขภาพ การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย

    บทสรุปและความเห็นของสำนักงานฯ

              จากมุมมองของต่างชาติเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของไนจีเรียเป็นไปในทิศทางที่เป็นบวก สืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศไนจีเรีย โดยเฉพาะการปรับตัวของตัวเลข GDP ที่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 2 ของปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นให้กับการค้าระหว่างประเทศไนจีเรียกับประเทศต่างๆ โดยในมุมมองของต่างชาติมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไนจีเรียกำลังมีเสถียรภาพ และเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศต่อนักลงทุนทั่วโลกและพันธมิตรพหุภาคีก็เริ่มให้ความสนใจตลาดไนจีเรียเพิ่มมากขึ้น

    ——————————————————————————-

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    ตุลาคม 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/g1bt4a9ym1weyn22d7qcrai1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02IvSjvZJLKzPravZJ_dWL

  • รับสมัครอาจารย์ สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ จำนวน 3 อัตรา – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    รับสมัครอาจารย์ สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ จำนวน 3 อัตรา – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    อาจารย์ สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

    กองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
    เปิดรับสมัครคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายวิชาการ

    • ตำแหน่งอาจารย์
    • สังกัด สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
    • วุฒิปริญญาเอก จำนวน 3 อัตรา
    • เงินเดือน 31,500 บาท

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    1. มีคุณสมบัติตามความในข้อ 18 ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานสถาบัน พ.ศ. 2563 (แนบท้ายประกาศ)
    2. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ในสาขาวิศวกรรมการเงิน หรือการเงิน หรือเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่ใกล้เคียง
    3. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ในสาขาใดก็ได้ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมการเงิน หรือการเงิน หรือเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่ใกล้เคียง
    4. วิชาที่จะให้สอน คือ วิชาในหลักสูตรวิศวกรรมการเงิน
      • – Financial Engineering
      • – Financial Risk Management
      • – Financial Modeling
      • – Financial Technology
      • – Market Microstructure and Algorithmic Trading
      • – Financial Data Analytics
      • – Quantitative Risk Management
      • – Numericial Methods in Finance

    การคัดเลือก

                คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จะพิจารณาคุณสมบัติ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ผลงานทางวิชาการ (ถ้ามี) และประสบการณ์ของผู้สมัครในเบื้องต้นจากใบสมัครและผลงานทางวิชาการ (ถ้ามี) หากผู้สมัครรายใดมีคุณสมบัติเบื้องต้นตรงตามความต้องการ สถาบันจะแจ้งให้ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก สำหรับวิธีการคัดเลือกอาจให้ผู้สมัครนำเสนอผลงานทางวิชาการและหรือใช้วิธีการสัมภาษณ์ หรือวิธีการอื่นตามที่คณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาเห็นสมควร

    เงื่อนไขการปฏิบัติ

    1. ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องมารายงานตัวภายใน 10 วัน นับจากวันประกาศผลหรือนับตั้งแต่วัน ที่มีหนังสือให้มารายงานตัว และเมื่อมารายงานตัวแล้วจะต้องเริ่มปฏิบัติงานภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มารายงานตัว เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารงานบุคคลสถาบัน
    2. เมื่อผู้ได้รับการคัดเลือกได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานสถาบันสายวิชาการ ตำแหน่งอาจารย์แล้ว สถาบันจะดำเนินการตรวจสอบคุณวุฒิ คุณสมบัติและการรับรองอื่น ๆ ตามที่แสดงไว้ในใบสมัคร หากปรากฏว่าผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งมีคุณวุฒิ คุณสมบัติและการรับรองอื่น ๆ ที่ไม่ถูกต้องสถาบัน จะดำเนินการเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งนั้น

    เอกสารการรับสมัคร

    >>> ประกาศรับสมัครคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบัน ตำแหน่งอาจารย์ สังกัดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ <<<

    รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

    ติดต่อสอบถามรายละเอียด เบอร์ 0 2727 3292 ในวันและเวลาราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/job1433-2568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P7wO_nE83rmca03RGM62n

  • สศท.2 ศึกษาแนวทาง “เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว” สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

    สศท.2 ศึกษาแนวทาง “เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว” สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือตอนล่าง

    นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศท.2 ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรณีศึกษา จ.พิษณุโลก และสุโขทัย เพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และมาตรการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยว สร้างเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่น เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนภายใต้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

    นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่สนับสนุนและผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงเกษตรและวัฒนธรรม โดยการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและชุมชนท้องถิ่น

    จากการลงพื้นที่ของ สศท.2 พบว่า จ.พิษณุโลก มีต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้แก่ ฟาร์มธรรมชาติภัณฑ์ ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ โดยมีนายครรชิต วิเศษสมภาคย์ เป็นเจ้าของฟาร์ม เน้นการทำเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยวโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นที่ 80 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ผลิตพืชผักตามมาตรฐานระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) อาทิ ผักสลัด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ดอกชมจันทร์ มะนาว และกล้วยน้ำว้า ผลผลิตร้อยละ 95 นำไปแปรรูปเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มภายในร้านอาหารของฟาร์ม ส่วนอีกร้อยละ 5 จำหน่ายให้นักท่องเที่ยว โดยเปิดฟาร์มให้เลือกเก็บผลผลิตด้วยตนเอง และจำหน่ายผ่านการออกบูธที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พิษณุโลก นอกจากนี้ ยังมีบ้านพักแบบพูลวิลล่า ร้านคาเฟ่ และจุดกางเต็นท์/ดูดาว ไว้ให้บริการในราคาพิเศษ รวมทั้งมีกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ นั่งรถกอล์ฟชมฟาร์ม ปั่นจักรยาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม 5,000 – 6,000 คน/ปี รายได้จากการผลิตผักอินทรีย์และแปรรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 440,000 บาท/ปี จังหวัดสุโขทัย ได้แก่ ไร่เทียนสว่าง ต.ปากน้ำ อ.สวรรคโลก โดยมีนายเทียน กล่ำบุตร เป็นเจ้าของฟาร์ม บริหารจัดการฟาร์มแบบกลุ่มวิสาหกิจ ทำการผลิตผลไม้และพืชผักปลอดสารเคมี บนพื้นที่ 110 ไร่ อาทิ ข้าว พืชผักตามฤดูกาล ฝรั่งหงเป่าสือ มะพร้าวน้ำหอม กล้วยน้ำว้า และมีการเลี้ยงปศุสัตว์และประมง ผลผลิตร้อยละ 70 จำหน่ายทางออนไลน์ Facebook : ไร่เทียนสว่าง สุโขทัย และหน้าร้าน ส่วนอีกร้อยละ 30 นำไปแปรรูปเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารของฟาร์ม และวางขายใน Shop Young Smart Famer

    นอกจากนี้ ยังมีฐานการเรียนรู้ อาทิ น้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุ เลี้ยงแหนแดง อาหารเม็ดเลี้ยงไก่/กบ และอาหารผสมเลี้ยง ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและคณะศึกษาดูงานเข้ามาเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 10,000 – 12,000 คน/ปี ทั้งนี้ รายได้จากการผลิตผลไม้และพืชผักปลอดสารเคมี เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500,000 บาท/ปี

    อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาดังกล่าว สศท.2 จะนำเสนอต่อเวทีการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนงานโครงการเสนอขอสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มากขึ้น ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างให้ยั่งยืน ควรมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิต การรับรองมาตรฐานสินค้า และมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย พัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายและเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงพัฒนาช่องทางการตลาด และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนงานโครงการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย อาทิ โครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่ตลาดพรีเมียม และมาตรฐานท่องเที่ยวเชิงเกษตร โครงการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาฐานข้อมูลและศึกษาวิจัยการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ โครงการสร้างระบบเชื่อมโยงเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยว โครงการตลาดเกษตรอินทรีย์ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสัญจร และโครงการเพิ่มศักยภาพการสื่อสารสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ เพื่อให้หน่วยงานระดับพื้นที่นำไปจัดทำข้อเสนอโครงการขอรับสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ต่อไป

    ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลผลการศึกษาเชิงลึก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.2 โทร 0 5532 2650 และ 0 5532 2658 หรืออีเมล์ zone2@oae.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252451&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-gORfayjKUz1Wsyg8zbFA

  • สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ตอกย้ำแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับประเทศ

    สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ คว้า “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ตอกย้ำแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106375&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nCzcN-XD–91Dbh4PS5Ao

  • “ปัฐน์ธินันต์-กานต์ธัช” ประเดิมชัย ศึกเทนนิส “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส” | เดลินิวส์

    “ปัฐน์ธินันต์-กานต์ธัช” ประเดิมชัย ศึกเทนนิส “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส” | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการ “จีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 เจ 60” สัปดาห์ที่ 2 ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 68 ในรอบแรก (64) ประเภทหญิงเดี่ยว ปัฐน์ธินันต์ เผือกคำ เยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี พลิกชนะ อายูมิ อิโตะ จากออสเตรเลีย 2-1 เซต 4-6, 6-1, 6-2 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ ปารมี ทัดแก้ว ต่อไป

    ขณะที่ ประเภทชายเดี่ยว กานต์ธัช สุรฤทธิ์โยธิน เอาชนะ แอดวิท ติวารี จากอินเดีย 2-0 เซต 6-1, 6-0 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ ฮาร์ อาบีร์เซคอน มือวาง 2 จากออสเตรเลีย

    ผลการแข่งขันของนักเทนนิสไทยคู่อื่น ๆ ประเภทหญิงเดี่ยว ปวีณอร นวลศรี ชนะ หวง หมิน เจิ้น (ไต้หวัน) 6-2, 2-0 Ret. (เจ็บขาขวา), พลอยทิพย์ ธนศิรินวกุล ชนะ พิรยา ทรัพย์พันแสน 6-1, 6-1, จิตตานันท์ วิมุกตานนท์ ชนะ มาเรีย อูวาโรวา 6-3, 7-6 (รัสเซีย), ริโอะ ฮิกาชิ (ญี่ปุ่น) ชนะ อันนา ซาโต้ (ญี่ปุ่น) 7-5, 6-3, พิชญาภัค ศรีมุกข์ ชนะ หยวน ชิฉิง (จีน) 6-2, 7-5, จิณห์นิภา ตราชูวณิช ชนะ ทิพย์ธารา สองเป็ง 6-1, 6-1

    ภัทรวดี ชนะวงศ์ แพ้ ริดดี ชินเด (อินเดีย) 4-6, 1-6, มะลิ อ่องลออ แพ้ ป่าน เจียหยู่ (จีน) 2-6, 0-6, เรมิ อิอูจิ แพ้ คาโรลินา คอสติอูโควา (ยูเครน) 0-6, 4-6, พิมพ์พิศา วงษ์วานิชขจร แพ้ อิซาเบลลา เวลช์ (ออสเตรเลีย) 6-3, 5-7, 2-6 จิรัฎฐ์ อุดมอัครพล แพ้ มิลา โจวานอฟสกี (มาซิโดเนียเหนือ) 0-6, 1-6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5243712/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PU83wiUtYZG5gF29JJ5Gg