Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตลาดหมี – ตลาดกระทิง คืออะไร  บอกอะไรกับเศรษฐกิจโลก หุ้น คริปโต สินทรัพย์อื่นๆ

    ตลาดหมี – ตลาดกระทิง คืออะไร บอกอะไรกับเศรษฐกิจโลก หุ้น คริปโต สินทรัพย์อื่นๆ

    แน่นอนว่าผู้ที่สนใจในความมั่งคั่ง การเงิน และการลงทุน ย่อมคุ้นเคยกับศัพท์ “ตลาดหมี” (Bear Market) และ “ตลาดกระทิง” (Bull Market) กันมาบ้าง เพราะนี่คือชื่อเรียกสากลที่ใช้อธิบาย “ทิศทาง” ของตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้น คริปโตเคอร์เรนซี หรือสินทรัพย์อื่นๆ สัญลักษณ์จากสัตว์ทั้งสองนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การขึ้นลงของราคาเท่านั้น แต่บ่งบอกถึงมุมมองและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจในภาพรว

    นิยามของ “ตลาดหมี” และ “ตลาดกระทิง” 

    “ตลาดหมี” และ “ตลาดกระทิง” คือศัพท์เฉพาะในโลกการเงินที่ใช้เปรียบเทียบสภาวะการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดสินทรัพย์ ที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและยาวนาน

    1. ตลาดกระทิง (Bull Market) คือช่วงที่ราคาสินทรัพย์หรือดัชนีตลาดปรับตัว เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปคือการที่ตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 20% จากจุดต่ำสุดก่อนหน้า (มักจะดำเนินต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง)
    ความหมายต่อเศรษฐกิจ: สะท้อนถึง ความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง ของนักลงทุน เศรษฐกิจที่มีกิจกรรมเฟื่องฟู และกำไรของบริษัทที่เติบโต เป็นช่วงที่เงินทุนหลั่งไหลเข้าสู่ตลาด สร้างความมั่งคั่งและกระตุ้นการใช้จ่าย

    2. ตลาดหมี (Bear Market) คือช่วงที่ราคาสินทรัพย์หรือดัชนีตลาดปรับตัว ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปคือนักวิเคราะห์กำหนดให้ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อมูลค่าตลาดลดลงกว่า 20% จากมูลค่าสูงสุดครั้งล่าสุด (มักดำเนินต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง)

    ความหมายต่อเศรษฐกิจ: สะท้อนถึง มุมมองเชิงลบและความไม่มั่นใจ ของนักลงทุน ทำให้มีการเทขายหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อโยกเงินไปยัง สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรหรือเงินฝากธนาคาร การกระทำนี้บ่งชี้ถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

    ตลาดหมี - ตลาดกระทิง คืออะไร บอกอะไรกับเศรษฐกิจโลก หุ้น คริปโต สินทรัพย์อื่นๆ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก หุ้น คริปโต และสินทรัพย์อื่นๆ

    การเคลื่อนไหวของ “กระทิง” และ “หมี” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดหุ้นใดตลาดหุ้นหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก:

    หุ้นและดัชนี: ได้รับผลกระทบโดยตรงตามคำนิยาม หากตลาดหุ้นขนาดใหญ่ทั่วโลกเข้าสู่ตลาดหมี มักส่งผลให้ตลาดหุ้นอื่น ๆ อ่อนแอลงด้วย

    คริปโทเคอร์เรนซี: แม้จะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ทางเลือก แต่คริปโทฯ เช่น Bitcoin และ Ethereum ก็มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม สินทรัพย์เสี่ยงสูง ในช่วงตลาดหมีของตลาดหุ้น นักลงทุนมักเทขายคริปโทฯ ไปพร้อมกัน ทำให้ราคาร่วงลงอย่างหนักตามตลาดหลักทรัพย์

    สินทรัพย์อื่น ๆ: ในภาวะตลาดหมี นักลงทุนจะแสวงหา สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Defensive Assets) เช่น หุ้นของบริษัทที่มีรายได้มั่นคงไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ พันธบัตรรัฐบาล หรือทองคำ ซึ่งมักมีมูลค่าสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยง

    ตัวชี้วัดเศรษฐกิจโลก : ตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น อัตราการเติบโตของ GDP, อัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน มีบทบาทโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางของตลาด การที่ธนาคารกลางต่าง ๆ ใช้นโยบายการเงิน เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทั่วโลก เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นและอาจผลักดันให้ตลาดเข้าสู่ภาวะหมี

     ที่มาของชื่อสัตว์คู่ตลาด 

    ต้นกำเนิดของการใช้ “หมี” และ “กระทิง” ในการเปรียบเปรยตลาดการเงินที่ได้รับความนิยมที่สุดมาจาก ท่าทางการโจมตี ของสัตว์เหล่านั้น:

    กระทิง (Bull): เมื่อเข้าโจมตี จะใช้เขา ขวิดหรือดันขึ้นด้านบน ซึ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับทิศทางของราคาในตลาดที่ พุ่งทะยานสูงขึ้น
    หมี (Bear): เมื่อเข้าโจมตี จะใช้กรงเล็บ ตะปบหรือฟาดลงมาด้านล่าง ซึ่งถูกเปรียบเทียบกับทิศทางของราคาในตลาดที่ ปรับตัวลดลง

    นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่น่าสนใจ เช่น พ่อค้าหนังหมี (The Bearskin Jobbers) ในอดีต ที่ทำธุรกิจเก็งกำไรโดยการ “ขายหนังหมีล่วงหน้า” ที่ยังไม่ได้ครอบครองจริง ๆ โดยหวังว่าราคาจะตกลง (คล้ายกับการ Short Selling) จึงทำให้ “Bear” กลายมาเกี่ยวข้องกับภาวะตลาดขาลง

    ข้อคิดและคำแนะนำในการลงทุน

    ไม่ว่าจะมาจากที่มาใด คำว่า “Bull” และ “Bear” ก็ตอกย้ำให้เห็นว่าตลาดการเงินนั้นเต็มไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งและคาดเดายากไม่ต่างจากสัตว์ป่าทั้งสองชนิด

    การลงทุนทุกครั้งมีความเสี่ยง เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องตระหนักอยู่เสมอ ดังนั้น เราต้องโฟกัสให้ดี ว่า ณ เวลานี้ที่เราลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ก็ตาม เรากำลังอยู่ในภาวะตลาดแบบไหน จะเป็นหมี หรือ กระทิง การทำความเข้าใจวัฏจักรเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด และเตรียมรับมือกับความผันผวนได้อย่างมีสติ ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นที่น่าตื่นเต้น หรือช่วงขาลงที่ท้าทายก็ตาม

    ที่มา : investopedia  merriam-webster  ftportfolios

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XTYjJfqM6Zg0L_JDbSsmi

  • จีน-สหรัฐฯ ใครจะยอมแก้ก่อนในเกมเดิมพันสูง สงครามการค้ารอบใหม่ – BBC News ไทย

    จีน-สหรัฐฯ ใครจะยอมแก้ก่อนในเกมเดิมพันสูง สงครามการค้ารอบใหม่ – BBC News ไทย

    ทรัมป์จะสามารถเอาชนะ “เกมเดิมพันสูง” กับ สี จิ้นผิง ในสงครามการค้าครั้งนี้ได้หรือไม่ ?

    ที่มาของภาพ, Getty Images / BBC

      • Author, เบนนี ลู
      • Role, บีบีซีแผนกภาษาจีน
      • Author, ทีมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ
      • Role, บีบีซี นิวส์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา มีกำหนดพบปะนอกรอบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่ประเทศเกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ ตามคำยืนยันของทำเนียบขาว

    การประชุมระหว่าง 2 ผู้นำที่วางแผนกันมานานเกือบต้องสะดุดลง เนื่องจากสงครามการค้าระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกที่ปะทุขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

    เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากครั้งใหญ่ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ จีนแทบจะผูกขาดแร่ธาตุเหล่านี้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตสินค้าไฮเทคหลายชนิด ทรัมป์จึงตอบโต้กลับด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดจากจีน 100% ตั้งแต่เดือน พ.ย.

    ต่อมา สหรัฐฯ และจีนดูเหมือนจะผ่อนคลายท่าทีลง และชี้ว่ายังมีช่องว่างสำหรับการเจรจา แต่ทั้ง 2 ประเทศยังคงกล่าวหากันไปมาถึงการยกระดับสถานการณ์และความวุ่นวายในตลาดที่ตามมา

    ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะทำข้อตกลง “ทุกเรื่อง” กับจีน ตั้งแต่ภาษีศุลกากรไปจนถึงแร่ธาตุหายาก แต่เขาอาจประเมินความมุ่งมั่นของจีนต่ำเกินไป เพราะจีนกำลังตอบโต้สงครามภาษีทั่วโลกของทรัมป์อย่างรุนแรงที่สุด

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, จีนหันมานำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลและอาร์เจนตินา

    “ทั้ง 2 ฝ่ายดูเหมือนกำลังเล่นเกมวัดใจที่มีเดิมพันสูง” เหวินตี ซุง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากแอตแลนติก เคาท์ซิล (Atlantic Council) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของสหรัฐฯ กล่าว

    ชอง จา เอียน รองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) เห็นด้วยว่า “ทั้ง 2 ประเทศเชื่อว่าพวกเขาสามารถทนต่อความเจ็บปวดได้มากกว่าอีกฝ่าย บางทีนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจา”

    ซุงกล่าวว่า หนึ่งในกลยุทธ์ของทรัมป์คือ “การทดสอบการครอบงำ” หากจีนยอมจำนนภายใต้การข่มขู่ นั่นก็อาจกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าได้

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งไม่น่าจะสยบยอม “นี่เป็นปีที่ 13 ติดต่อกันที่ สี จิ้นผิง ครองอำนาจ และเขาไม่จำเป็นต้องประชุมสุดยอดทวิภาคีกับทรัมป์เพื่อพิสูจน์ตัวเอง” เขากล่าว

    นอกจากแร่ธาตุหายากแล้ว จีนยังพุ่งเป้าไปที่ภาคการผลิตถั่วเหลืองของสหรัฐฯ ด้วย และเกษตรกรก็เป็นฐานเสียงสำคัญที่สนับสนุนทรัมป์

    ในเดือน ก.ย. ปริมาณการส่งออกถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ไปยังจีนลดลงเหลือศูนย์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2018 ขณะที่การนำเข้าจากบราซิลและอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น จีนเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากใช้พืชตระกูลถั่วเป็นอาหารสัตว์เป็นหลัก

    จูเลียน อีแวนส์-พริตชาร์ด หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์จีนของบริษัทวิเคราะห์แคปิตอล อีโคโนมิกส์ (Capital Economics) แสดงความเห็นไว้ว่า การส่งออกของจีนก็มีความแข็งแกร่งและฟื้นตัวได้ไวกว่าที่หลายคนคาด เมื่อต้องเผชิญกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยจีนสูญเสียผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไป 0.3% ในเดือน ก.ย.

    จีนจะรับมือกับการตอบโต้ของสหรัฐฯ ได้หรือไม่ ?

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, เซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นตัวจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน

    จีนอาจดูเหมือนว่าได้เปรียบในขณะนี้ แต่การโต้กลับเช่นนี้อาจนำไปสู่สถานะที่อ่อนแอลงของจีนในระยะยาว เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ จะยิ่งเร่งแสวงหาแหล่งผลิตและห่วงโซ่อุปทานทางเลือก

    ตัวอย่างเช่น แอปเปิล (Apple) ระบุเมื่อต้นปีนี้ว่ามีแผนจะย้ายการผลิตสมาร์ทโฟนอย่างไอโฟน (iPhone) ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในสหรัฐฯ จากจีนไปยังอินเดีย และในเดือน มิ.ย. ไนกี (Nike) ยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์ด้านกีฬา ก็ระบุว่าจะย้ายการผลิตบางส่วนออกจากจีน

    อีแวนส์-พริตชาร์ด ชี้ให้เห็นว่า การสรุปว่าจีนได้ “พัฒนาภูมิคุ้มกันภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ อย่างยั่งยืนแล้ว” ถือเป็นเรื่อง “ไม่ฉลาด” เนื่องจากค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สินค้าส่งออกของจีนมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

    การส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน เนื่องจากจีนกำลังดิ้นรนเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

    ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งอาจประเมินทรัมป์ผิดและเล่นงานทรัมป์มากเกินไป จีนได้พัฒนา “นิสัยใหม่ที่อันตราย” ขึ้นมา นั่นคือการประเมินเจตจำนงและความสามารถในการตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่ำเกินไป ซุน หยุน จากศูนย์วิจัยสติมสัน (Stimson Center) ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์

    เนเชีย แมคโดนาห์ อาจารย์สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยอีดิธ โคเวน (Edith Cowen University) ในออสเตรเลีย กล่าวกับบีบีซีว่า สหรัฐฯ อาจขู่ที่จะเพิ่มข้อจำกัดทางการค้าเพื่อขัดขวางความพยายามในการพัฒนาภาคเทคโนโลยีของจีน

    ตัวอย่างเช่น ทำเนียบขาวได้สั่งระงับการขายชิปประมวลผลที่ทันสมัยที่สุดของเอ็นวิเดีย (Nvidia) ให้จีนไปแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์แมคโดนาห์เห็นว่า มาตรการที่พุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของปักกิ่งอาจทำให้จีนชะลอตัวลง แต่จะไม่สามารถ “หยุดยั้ง” จีนได้

    ใครจะยอมแพ้ก่อน ?

    นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่า ปฏิกิริยาจากตลาดทำให้ทรัมป์ลดจุดยืนที่แข็งกร้าวลง หลังจากทรัมป์ตอบโต้อย่างรุนแรงต่อความเคลื่อนไหวเรื่องแร่ธาตุหายากของจีนเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ร่วงลงเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ขณะเดียวกัน นโยบายสงครามการค้าของจีนแทบไม่ได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของตลาดเลย กลไกการตัดสินใจของประเทศมีการรวมศูนย์อำนาจ และ สี จิ้นผิง ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้นำจีนที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

    พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ปกครองประเทศยังมีอำนาจควบคุมรัฐวิสาหกิจอย่างเข้มงวด ซึ่งจะปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาลกลาง

    นักวิจารณ์บางคนเชื่อว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีสำหรับการหวนคืนทำเนียบขาวเป็นวาระที่ 2 ของทรัมป์ และกำลังเล่นเกมที่ดุเดือด โดยอิงจากการสังเกตการณ์ระยะยาวเกี่ยวกับรูปแบบและกลยุทธ์ของทรัมป์ รวมถึงการตอบสนองต่อภาษีศุลกากร สงครามเทคโนโลยี และการระบาดใหญ่ของโควิด-19

    ไรอัน แฮสส์ นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันบรูคกิงส์ (Brookings Institution) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ สรุปในรายงานว่า จีนได้พัฒนาจากการเป็น “นักศึกษา” สู่การเป็น “ศาสตราจารย์” แล้ว

    เขากล่าวว่า นับตั้งแต่ สี จิ้นผิง ขึ้นสู่อำนาจ จีนได้เปลี่ยนจาก “การมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างแข็งขัน” นั่นคือทำการตอบโต้เฉพาะเมื่อถูกคุกคาม ไปสู่ “การเคลื่อนไหวแบบฉวยโอกาส” โดยมองหาโอกาสเพื่อขยายอิทธิพลของตนอยู่เสมอ

    เขาโต้แย้งว่า สิ่งนี้เชื่อมโยงกับการเติบโตของความแข็งแกร่งของจีน ในสมัยแรกของทรัมป์ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนปะทุขึ้น ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ สี จิ้นผิง ยิ่งรีบบรรลุวาระและความทะเยอทะยานของตัวเองที่ต้องการให้จีน “พึ่งพาตนเอง”

    นับแต่นั้นมา ผู้นำจีนได้ใช้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนเพื่อเสริมสร้างลัทธิชาตินิยมภายในประเทศ พร้อมกับลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ

    สิ่งนี้ยังทำให้รัฐบาลปักกิ่งกล้าใช้ห่วงโซ่อุปทานของตนไปใช้เป็นอาวุธ เช่น ส่วนที่เกี่ยวข้องกับแร่ธาตุหายากในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์อลิซาเบธ ลารุส จากแปซิฟิคฟอรัม (Pacific Forum) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของสหรัฐฯ กล่าวว่า ผู้นำจีนอาจมองข้ามความหลงตัวเองและจุดอ่อนของทรัมป์ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะประเมินเขาผิดเช่นกัน

    “ทรัมป์เข้ากันได้ดีกับพวกผู้นำบุรุษเหล็ก จนกระทั่งคนพวกนี้ทดสอบความอดทนของทรัมป์ แล้วทรัมป์ก็จะออกมาโจมตี ผู้นำจีนควรตระหนักถึงลักษณะนิสัยนี้เช่นกัน”

    ศาสตราจารย์ลารุสกล่าวเสริมว่า ผู้นำจีนควรระมัดระวังการตัดสินใจที่ “คาดเดาไม่ได้” ของทรัมป์ และความเต็มใจของทรัมป์ที่จะโดนโน้มน้าวใจโดยคนไม่กี่คนที่อยู่วงในที่ปรึกษาของเขา เช่น สตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายทำเนียบขาว และลอรา ลูเมอร์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด

    ถึงแม้ทรัมป์และสีจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในการประชุมสุดยอดเอเปค แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ทั้ง 2 ผู้นำจะสามารถแก้ไขความแตกต่างขั้นพื้นฐานได้ในเร็ววันนี้

    รายงานเพิ่มเติมและเรียบเรียงโดย เกรซ ฉ่อย และ อเล็กซานดรา ฟูเช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c3dn1pnl0vro.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UcdBf5BDZYjceEPompSC1

  • Trip.com ดันแคมเปญใหม่รับไฮซีซันท่องเที่ยว แจกบัตร BTS รุ่นพิเศษ 10,000 ใบ อัดสิทธิประโยชน์คุ้มค่า

    Trip.com ดันแคมเปญใหม่รับไฮซีซันท่องเที่ยว แจกบัตร BTS รุ่นพิเศษ 10,000 ใบ อัดสิทธิประโยชน์คุ้มค่า

    Trip.com ร่วมกับ ททท. และ One Bangkok เปิดตัวแคมเปญ “มูฟออนให้สุด เที่ยวไม่สะดุดกับ Trip.com” เนรมิต 3 สถานี BTS เป็นแลนด์มาร์กสุดปัง พร้อมออกบัตร BTS รุ่นพิเศษสิทธิประโยชน์คุ้มค่า ส่งเสริมแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

    Trip.com (ทริปดอทคอม) ผู้ให้บริการท่องเที่ยวชั้นนำ จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ วัน แบงค็อก (One Bangkok) เปิดตัวแคมเปญ “มูฟออนให้สุด เที่ยวไม่สะดุดกับ Trip.com X One Bangkok” ด้วยการเปลี่ยนโฉม 3 สถานีรถไฟฟ้า BTS ทั้งสถานีเพื่อสร้างแลนด์มาร์กใหม่แห่งการท่องเที่ยวและการเดินทางครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือพิเศษกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง อาทิ ททท. วัน แบงค็อก และ BTS Group พร้อมด้วยการเปิดตัวบัตรโดยสารรถไฟฟ้ารุ่นพิเศษ “Trip.com Travel Card” ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางในกรุงเทพฯ ให้สะดวกสบายและคุ้มค่า พร้อมส่งเสริมแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

    เปิดแคมเปญ “มูฟออนให้สุด เที่ยวไม่สะดุด”

    แคมเปญ “มูฟออนให้สุด เที่ยวไม่สะดุดที่ Trip.com” จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของ Trip.com ที่จะมอบการเดินทางที่สะดวกและราบรื่นให้กับนักเดินทาง แคมเปญนี้ตอบโจทย์สิ่งที่นักเดินทางใส่ใจที่สุด คือบริการช่วยเหลือจากฝ่ายบริการลูกค้าเมื่อต้องการความช่วยเหลือ  ราคาที่แน่นอนโปร่งใสไม่บวกเพิ่ม โดยแคมเปญนี้เน้นย้ำจุดเด่นของ Trip.com ที่สำคัญคือ:

    • บริการลูกค้า 24 ชั่วโมง –  ฝ่ายบริการลูกค้าคอยช่วยเหลือทุกวัน ตลอดเวลา ในหลากหลายช่องทางที่ติดต่อสะดวก ไม่ต้องรอนาน
    • ราคาโปร่งใส – ราคาที่เห็นตรงกับราคาที่จ่ายจริง ไม่มีการบวกเพิ่มหรือค่าใช้จ่ายแอบแฝง

    Trip.com เป็นแบรนด์แรกในไทยที่เปลี่ยนโฉม 3 สถานีรถไฟฟ้า BTS ทั้งสถานีให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งการท่องเที่ยวและการเดินทาง ได้แก่ สถานีพร้อมพงษ์ สถานีชิดลม และสถานีช่องนนทรี การเปิดตัวแคมเปญครั้งนี้ทำให้ข้อความ “มูฟออนให้สุด เที่ยวไม่สะดุด” เป็นจริงขึ้นมาในสามจุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯ นี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทยในการที่แบรนด์ทำการเปลี่ยนโฉม 3 สถานีพร้อมกัน สร้างประสบการณ์ให้นักเที่ยวตั้งแต่เดินเข้าสถานี และมีโปรโมชันพิเศษตลอดช่วงเวลาของแคมเปญ (1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568)

    Trip.com ดันแคมเปญใหม่รับไฮซีซันท่องเที่ยว แจกบัตร BTS รุ่นพิเศษ 10,000 ใบ อัดสิทธิประโยชน์คุ้มค่า

    เอดิสัน เฉิน รองประธาน Trip.com Group กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญมากสำหรับ Trip.com และแคมเปญ ‘มูฟออนให้สุด เที่ยวไม่สะดุด’ นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ การเปลี่ยนโฉม 3 สถานี BTS พร้อมกันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างหมุดหมายทางการตลาด แต่ยังเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของเราในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีการเดินทางกับประสบการณ์จริง เราเชื่อว่าการร่วมมือกับ ททท. และ One Bangkok เราจะสามารถยกระดับการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น”

    ความร่วมมือระหว่าง Trip.com การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ One Bangkok มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยร่วมกันสร้างบัตรโดยสาร BTS รุ่นพิเศษสำหรับ ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยสนับสนุนให้นักเที่ยวเลือกใช้การเดินทางที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะที่ได้สัมผัสของดีที่สุดในกรุงเทพฯ

    กิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นผู้นำเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด และความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวในความมุ่งมั่นของเราในเรื่องการเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การร่วมมือกับ Trip.com และ One Bangkok เพื่อเปิดตัวบัตรรถไฟฟ้า BTS พิเศษนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้นักเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ได้ง่ายขึ้น แต่ยังสนับสนุนให้เขาเลือกวิธีเดินทางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ตรงกับวิสัยทัศน์ของ ททท. ที่อยากส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพที่ช่วยรักษาธรรมชาติ พร้อมทำให้นักเที่ยวได้ประสบการณ์ที่ดี เราเชื่อว่าการเที่ยวแบบยั่งยืนคืออนาคต ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรในครั้งนี้เรากำลังทำให้อนาคตนั้นเข้าถึงได้สำหรับนักเที่ยวทั่วโลก”

    วรวรรต ศรีสอ้าน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ วัน แบงค็อก กล่าวว่า “วัน แบงค็อก รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับ Trip.com และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในโครงการนี้ ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของเราในการทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ มีความยั่งยืน ราบรื่น และเชื่อมโยงมากขึ้น บัตรเดินทาง BTS รุ่นพิเศษนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกขึ้นผ่านการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ และเพลิดเพลินกับการเข้าถึงวัน แบงค็อก หัวใจของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งพวกเขาจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา ไลฟ์สไตล์ และร้านค้าที่หลากหลาย ในฐานะเมืองอัจฉริยะต้นแบบเพื่อความยั่งยืน ทางวัน แบงค็อก มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างการเชื่อมต่อและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย”

    พลินี คงชาญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายรีเทล โครงการ วัน แบงค็อก กล่าวเสริมว่า “ที่วัน แบงค็อก รีเทล เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือที่มีความหมายนี้กับ Trip.com และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมประสบการณ์การเดินทางที่ยั่งยืนและราบรื่น ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงผู้มาเยือนกับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สร้างแรงบันดาลใจที่วัน แบงค็อก เพียงแค่แสดงบัตรเดินทาง BTS รุ่นพิเศษของ Trip.com ที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวที่วัน แบงค็อก นักท่องเที่ยวจะได้รับสิทธิพิเศษ รวมถึงเครื่องดื่มฟรีและส่วนลดสำหรับรับประทานอาหารที่ Food Street รวมถึงส่วนลดพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำ และสิทธิประโยชน์พิเศษในร้านอาหารที่หลากหลาย ผ่านประสบการณ์ที่คัดสรรมาเหล่านี้ เราตั้งใจที่จะสร้างการเดินทางที่น่าจดจำสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน เพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืน”

    เปิดตัวบัตรโดยสารรถไฟฟ้า BTS รุ่นพิเศษ “Trip.com Travel Card”

    บัตรโดยสารรถไฟฟ้า BTS รุ่นพิเศษ “Trip.com Travel Card” ส่งเสริมนักเที่ยวได้เข้าถึงระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งได้รับสิทธิพิเศษที่ วัน แบงค็อก อย่างครบครัน

    สิทธิพิเศษเฉพาะที่วัน แบงค็อก เพียงแค่แสดงบัตรเดินทาง BTS Trip.com ของคุณที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวที่วัน แบงค็อก ผู้ถือบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษพิเศษมากกว่า 18 รายการ เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร และการพักผ่อน

    • เครื่องดื่มฟรีที่ Food Street
    • คูปองเงินสด 50 บาทสำหรับใช้ที่ Food Street
    • ส่วนลดสูงสุด 10% จากแบรนด์ยอดนิยมที่มากกว่า 40 ร้านค้า
    • ส่วนลดพิเศษ 5% ที่ร้านอาหาร 15 แห่งภายใต้กลุ่ม Food of Asia
    • ของขวัญพิเศษที่ร้านค้าและร้านอาหารที่เข้าร่วม

    Trip.com ดันแคมเปญใหม่รับไฮซีซันท่องเที่ยว แจกบัตร BTS รุ่นพิเศษ 10,000 ใบ อัดสิทธิประโยชน์คุ้มค่า

    ฤดีพรรณ เต็มชื่น ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายการตลาดและความสัมพันธ์ภาครัฐ Trip. com Group กล่าวเสริมว่า สำหรับบัตรโดยสาร BTS รุ่นพิเศษ ในเฟสแแรกจะแจกฟรีแก่นักท่องเที่ยวที่เป็นสมาชิก Trip.com ที่สนามบิน ส่วนเฟสที่ 2 จะจำหน่ายบนแอปพลิเคชันของ Trip.com 

    “ตัวบัตรโดยสาร BTS (Rabbit Card) รุ่นพิเศษนี้ ในเฟสต่อไปจะมีการรวบรวมส่วนลดและสิทธิประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เป็นสมาชิก Trip.com โดยเริ่มแจกเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมาในกิจกรรม Nihao Month ของ ททท. มอบแก่นักท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนที่เดินทางเข้าไทย ขณะที่เดือน ต.ค. เป็นเดือนเกิดของโครงการวันแบงค็อก ก็จะมีการแจกฟรีแก่ลูกค้าและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาวันแบงค็อกจำนวน 1,000 ใบ ทั้งนี้จะแจกฟรีทั้งหมด 10,000 ใบ”

    ส่วนเฟส 2 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งมีไฮไลต์สำคัญคือเทศกาลตรุษจีน โดยจะเห็นความร่วมมือกับค่ายรีเทลอื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากวันแบงค็อก

    “นอกจากนี้ Trip.com ยังร่วมมือกับ ททท. จัดแคมเปญ Go Thailand เพื่อขับเคลื่อนตลาดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้นในไฮซีซันไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยตามแผนคาดการณ์ว่าจะเห็นการเติบโตของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นราว 5-10% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1204895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kwrWPPH3CEm_Si-1t38cX

  • CGSI แนะซื้อ CENTEL รับท่องเที่ยวฟื้น หนุนรายได้ “โรงแรม” ปี 69 โต

    CGSI แนะซื้อ CENTEL รับท่องเที่ยวฟื้น หนุนรายได้ “โรงแรม” ปี 69 โต

    ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยบทวิเคราะห์ต่อบริษัท เซ็นทรัล รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ภายหลังการเข้าร่วมงาน “Small/Mid cap conference call” ว่า แนวโน้มผลประกอบการธุรกิจโรงแรมในไตรมาส 4 ปี 2568 มีสัญญาณเชิงบวก โดยประมาณการรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโต 6-15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะโรงแรมในญี่ปุ่นและต่างจังหวัดของไทย ซึ่งใกล้เคียงกับประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ ส่วนในปี 2569 คาดรายได้จากธุรกิจโรงแรมขยายตัว 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากเดิมที่คาดว่าจะลดลง 5% ในปี 2568

    โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในปีหน้า ได้แก่ ผลดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงแรมในมัลดีฟส์ที่เปิดดำเนินการในไตรมาส 4 ปี 2568 และไตรมาส 2 ปี 2568 ประกอบกับการฟื้นตัวของสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนรายได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งฐานที่ต่ำในปี 2567 ยังช่วยส่งผลบวกต่อการเติบโตในปี 2569

    ด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้สูงสุด 20,000 บาท ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 แม้จะมองว่าอาจไม่ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศมากนักจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความระมัดระวังการใช้จ่ายของประชาชน แต่คาดว่าจะเป็นแรงหนุนต่อธุรกิจอาหารของ CENTEL ในระดับหนึ่ง โดยอ้างอิงข้อมูลการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในปี 2567 ที่ปรับตัวดีขึ้นช่วงมีมาตรการลดหย่อนภาษีเช่นกัน

    พร้อมปรับคำแนะนำ CENTEL จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” จากภาพรวมการท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดเจน โดยคาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 เพิ่มขึ้น 5% เป็น 34.1 ล้านคน และเพิ่มอีก 5% เป็น 35.8 ล้านคนในปี 2570 เทียบกับคาดการณ์ปี 2568 ที่ลดลง 9% เหลือ 32.5 ล้านคน ภายใต้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ภัยธรรมชาติ ความตึงเครียดบริเวณชายแดน และเงินบาทแข็งค่า

    ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับปีฐานการประเมินมูลค่าหุ้นเป็นสิ้นปี 2569 ทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 44 บาท คิดเป็นอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 10.75 เท่าในปี 2570 ใกล้ระดับ -0.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย 10 ปี พร้อมประเมินว่าหุ้นยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติม หากนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัว และผลดำเนินงานโรงแรมในมัลดีฟส์ดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม การลดลงของ RevPAR โรงแรมในญี่ปุ่น และค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้นจากการซื้อกิจการโรงแรมใหม่ในเมืองโอซาก้า ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/791495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kY1oJvntnv22o4n-miNUf

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาถวายกฐินพระราชทาน ยอดกฐินทะลุ 2.4 ล้าน” | TOPNEWS

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาถวายกฐินพระราชทาน ยอดกฐินทะลุ 2.4 ล้าน” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 27/10/2025 16:47

    02

    7

    ร้านค้าแน่น! เทศบาลหัวหิน ขยายเวลาลงทะเบียน ‘คนละครึ่งพลัส’ ถึงสิ้นเดือนตุลาคม

    พระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวง ทำพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือท้อง ถวายเป็นพระราชกุศล

    “ดร.ปณิธาน” ชี้ผลลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา เป็นทางออก 2 ประเทศ ยึดหลักปรองดอง แนะ “นายกฯอนุทิน” ต้องพูดตอกย้ำให้ชัด ไทยต้องไม่เสีย 11 พื้นที่ ยึดจากเขมร

    “ชาดา” เชื่อมือ “ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะปราบแก๊งสแกมเมอร์

    KNU–KNLA ร่วมแสดงความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    เทศบาลตำบลแพรกษา ร่วมยืนสงบนิ่ง และลงนามแสดงความอาลัย เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1369507&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xuxw6kxfbdwRGeNAxcVre

  • สัมผัสลมหนาวส่งท้ายปี ฟลอร่า พาร์ค วังน้ำเขียว สวนดอกไม้ใหญ่สุดในภาคอีสาน เปิดให้เข้าชม 1 พฤศจิกายนนี้ พร้อมชมการประกวดกล้วยไม้ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ | TOPNEWS

    สัมผัสลมหนาวส่งท้ายปี ฟลอร่า พาร์ค วังน้ำเขียว สวนดอกไม้ใหญ่สุดในภาคอีสาน เปิดให้เข้าชม 1 พฤศจิกายนนี้ พร้อมชมการประกวดกล้วยไม้ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 27/10/2025 16:55

    นครราชสีมา สัมผัสลมหนาวส่งท้ายปี ฟลอร่า พาร์ค วังน้ำเขียว โคราช สวนดอกไม้ใหญ่สุดในภาคอีสาน เปิดให้เข้าชม 1 พฤศจิกายนนี้ พร้อมชมการประกวดกล้วยไม้ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ

    วันนี้ (27 ตุลาคม 2568) ที่ลานมอลล์พาร์ค ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา ได้จัดงานแถลงข่าว “การประกวดกล้วยไม้ระดับประเทศ และเปิดฤดูการท่องเที่ยวสวนดอกไม้ โดย ฟลอร่า พาร์ค วังน้ำเขียว (Florapark Botanical Forest & Orchid Garden)” โดยมี นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย นางสาวเกตน์สิรี สมบูรณ์ศิลป์ รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา ดร.อนันต์ ดาโลดม นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย นางลักขณา นะวิโรจน์ ประธานกรรมการ ฟลอร่า ปาร์ค และนายบุญฤทธิ์ เมธีกสิวัฒน์ นายกสมาคมกล้วยไม้โคราช เข้าร่วมแถลงข่าว

    ฟลอร่า พาร์ค (Florapark Botanical Forest & Orchid Garden) อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ปลุกกระแสการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 ด้วยการเปิดตัวเทศกาลดอกไม้โฉมใหม่สุดอลังการ ซึ่งจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 โดยในปีนี้ ฟลอร่า พาร์ค ปรับโฉม สวนเป็น Flora park Botanical Forest & Orchid Garden เนรมิตสวนป่าที่มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด และกล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ และยังเพิ่มพื้นที่สีเขียว เหมาะแก่การพักผ่อนสำหรับครอบครัว และผู้ที่ชอบสัมผัสกันธรรมชาติได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ อาทิ Flower Maze วงกตดอกไม้แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ท้าทายให้ ทุกคนมาค้นหาทางออก, Immersive Experience ห้องฉายหนังที่จะพาคุณเข้าสู่โลกของธรรมชาติ, โซนคา เฟ่ ร้านของฝาก กลุ่ม OTOP ชุมชน, มุมถ่ายรูปสุดชิค ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเป็นมิตรกับทุกคน และ Pet Friendly อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปได้, ทุ่งกุหลาบแสนโรแมนติก มากกว่า 10,000 ต้น จากหลากหลายสายพันธุ์หลากสีสันที่บานสะพรั่งต้อนรับผู้มาเยือน พร้อมชมการประกวดกล้วยไม้ระดับประเทศ ระหว่างวันที่ 5-15 ธันวาคม 2568 ณ ฟลอร่า พาร์ค อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

    ศูนย์การเรียนรู้ ฟลอร่า พาร์ค อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. – 17.00 น. อัตราค่าบัตรเข้าชม ผู้ใหญ่ ราคาคนละ 180 บาท ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ราคาคนละ 120 บาท เด็ก ราคาคนละ 120 บาท และเด็กเล็กส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. พระภิกษุสงฆ์ และผู้พิการ เปิดให้เข้าชมฟรี ผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 089-8128851.

    ภาพ-ข่าว ศรัณย์ วงศ์สารสิน ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ปก web ตรวจสอบการฝึก ภาคที่ 1

    1

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาถวายกฐินพระราชทาน ยอดกฐินทะลุ 2.4 ล้าน”

    ผบช.ภ.3 นำตำรวจยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ก่อนสั่งเข้มนโยบายเชิงรุกทั่วภาคอีสานตอนล่าง

    ร้านค้าแน่น! เทศบาลหัวหิน ขยายเวลาลงทะเบียน ‘คนละครึ่งพลัส’ ถึงสิ้นเดือนตุลาคม

    พระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวง ทำพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือท้อง ถวายเป็นพระราชกุศล

    “ดร.ปณิธาน” ชี้ผลลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา เป็นทางออก 2 ประเทศ ยึดหลักปรองดอง แนะ “นายกฯอนุทิน” ต้องพูดตอกย้ำให้ชัด ไทยต้องไม่เสีย 11 พื้นที่ ยึดจากเขมร

    “ชาดา” เชื่อมือ “ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะปราบแก๊งสแกมเมอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1369564&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o6NOreUDTWOzwAimgW7Ir

  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดการประชุมหารือการจัดกิจกรรมตักบาตร

    จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดการประชุมหารือการจัดกิจกรรมตักบาตร

    จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดการประชุมหารือการจัดกิจกรรมตักบาตร ส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ ห้องประชุมประดิษฐ์จองคำ ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมหารือการจัดกิจกรรมตักบาตร ส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

    โดยที่ประชุมได้รับทราบกรอบแนวทางการจัดกิจกรรมตักบาตร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาการร่างมอบหมายภารกิจบูรณาการจัดกิจกรรม และมอบหมายหน่วยงานร่วมกิจกรรมและการร่างกำหนดการวันเปิดกิจกรรมตักบาตร และกำหนดสถานที่ในการจัดกิจกรรม โดยที่ประชุมได้เสนอสถานที่ในการจัดกิจกรรม 2 แห่ง ประกอบด้วย ณ บริเวณด้านหน้าวัดจองคำ-วัดจองกลาง ต.จองคำ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน และ ณ ชุมขนเมืองเก่า ด้านหน้าธนาคารกรุงไทย ถ.สิงหนาทบำรุง ต.จองคำ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน โดยหลังจากที่ประชุมได้ผลการพิจารณาการกำหนดวันเปิดกิจกรรมตักบาตร และการคัดเลือกสถานที่ในการจัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการแล้วจะทำการแจ้งประชาสัมพันธ์ต่อไป

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3806061/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pecZNsmygaqRAXwMs-f-x

  • เช็กเงื่อนไขเที่ยวดีมีคืน จังหวัดไหนลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สรุปครบในที่เดียว !

    เช็กเงื่อนไขเที่ยวดีมีคืน จังหวัดไหนลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สรุปครบในที่เดียว !

              เที่ยวดีมีคืน 2568 เมืองหลัก-เมืองรองลดหย่อนภาษีได้เท่าไร ครอบคลุมร้านอาหารไหม ต้องลงทะเบียนหรือไม่ มาเปิดรายละเอียดโครงการเที่ยวลดหย่อนภาษี 2568 

    เที่ยวดีมีคืน 2568

              กลับมาอีกครั้งกับโครงการเที่ยวไทยลดหย่อนภาษี ภายใต้ชื่อ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เช่นเคย อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้ เงื่อนไขของโครงการมีรายละเอียดที่แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ จึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2568 และมาตรวจสอบกันว่า เมืองรองมีจังหวัดอะไรบ้าง

    เที่ยวดีมีคืน คืออะไร เริ่มวันไหน

               เที่ยวดีมีคืน คือโครงการท่องเที่ยวลดหย่อนภาษี ที่ให้ประชาชนและนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในประเทศไทย ในช่วงวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 มายื่นใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2568  

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ใครใช้สิทธิได้บ้าง

    • บุคคลธรรมดาที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2568
    • นิติบุคคล เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร

    เที่ยวดีมีคืน ลงทะเบียนไหม

    สำหรับบุคคลธรรมดา

    • เที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอของเมืองหลัก ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า
    • เที่ยวเมืองหลัก ลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า

              โดยนำค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริงมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

    • 10,000 บาทแรก ใช้ได้ทั้งใบกำกับภาษีทั้งแบบกระดาษและแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)
    • 10,000 บาทหลัง ใช้หลักฐานแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น (e-Tax Invoice)

    ตัวอย่าง

    • เที่ยวเมืองรอง จ่าย 20,000 บาท สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า คือ 30,000 บาท
    • เที่ยวเมืองหลัก จ่าย 20,000 บาท สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า คือ 20,000 บาท

    สำหรับนิติบุคคล เช่น บริษัท ห้าง ร้าน

              สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมสัมมนาในประเทศ เช่น ค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง มาหักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท ดังนี้

    • เมืองรอง 2 เท่า
    • เมืองหลัก 1.5 เท่า 

              จุดสำคัญสำหรับนิติบุคคลคือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ยกเว้นค่าขนส่งสามารถใช้ใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ได้

    ตัวอย่าง

    • ค่าใช้จ่ายจากการจัดสัมมนาในเมืองรอง 20,000 บาท สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า คือ 40,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายจากการจัดสัมมนาในเมืองหลัก 20,000 บาท สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า คือ 30,000 บาท

    เที่ยวดีมีคืน 2568 
    ใช้กับโรงแรม-ร้านอาหารได้ไหม

    เที่ยวดีมีคืน ร้านอาหาร

    สำหรับบุคคลธรรมดา

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คือ 

    • ค่าที่พักโรงแรม รีสอร์ท 
    • ค่าที่พักโฮมสเตย์ที่ได้รับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ตรวจสอบรายชื่อได้ที่ dot.go.th    
    • สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
    • ค่าบริการของร้านอาหาร ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และค่าบริการ Service Charge 

             โดยต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เท่านั้น และสามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปได้

    สำหรับนิติบุคคล

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้ ประกอบด้วย 

    • ค่าใช้จ่ายห้องสัมมนา ค่าห้องพัก 
    • ค่าขนส่ง 
    • รายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง 
    • ค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว

              ทั้งนี้ หากจัดอบรมสัมมนาทั้งในเมืองหลักและเมืองรองในครั้งเดียวกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใด แต่ถ้าไม่สามารถแยกได้ ให้นำมาหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    เมืองรองมีจังหวัดไหนบ้าง

              จังหวัดเมืองรองที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก ประกอบด้วย 55 จังหวัด และบางพื้นที่ของเมืองหลัก 15 จังหวัด ดังนี้

    เมืองรองมีจังหวัดไหนบ้าง

    ภาคเหนือ

    • เมืองรอง : เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่, ลำปาง, ลำพูน, อุตรดิตถ์, แม่ฮ่องสอน, พิษณุโลก, พิจิตร, ตาก, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, สุโขทัย, กำแพงเพชร และอุทัยธานี
    • บางพื้นที่ของเมืองหลัก ได้แก่
      • เชียงใหม่ : อำเภอกัลยาณิวัฒนา, อำเภอไชยปราการ, อำเภอดอยเต่า, อำเภอดอยสะเก็ด, อำเภอดอยหล่อ, อำเภอพร้าว, อำเภอแม่แจ่ม, อำเภอแม่แตง, อำเภอแม่วาง, อำเภอแม่อาย, อำเภอเวียงแหง, อำเภอสะเมิง, อำเภอสันทราย, อำเภอสันป่าตอง, อำเภอสารภี, อำเภออมก๋อย และอำเภอฮอด

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    • เมืองรอง : กาฬสินธุ์, ชัยภูมิ, นครพนม, บุรีรัมย์, บึงกาฬ, มหาสารคาม, มุกดาหาร, ยโสธร, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, สกลนคร, สุรินทร์, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อำนาจเจริญ, อุดรธานี, อุบลราชธานี และเลย
    • บางพื้นที่ของเมืองหลัก ได้แก่
      • ขอนแก่น : อำเภอกระนวน, อำเภอเขาสวนกวาง, อำเภอโคกโพธิ์ไชย, อำเภอชนบท, อำเภอชุมแพ, อำเภอซำสูง, อำเภอน้ำพอง, อำเภอโนนศิลา, อำเภอบ้านไผ่, อำเภอบ้านฝาง, อำเภอบ้านแฮด, อำเภอเปือยน้อย, อำเภอพระยืน, อำเภอพล, อำเภอภูผาม่าน, อำเภอภูเวียง, อำเภอมัญจาคีรี, อำเภอเวียงเก่า, อำเภอแวงน้อย, อำเภอแวงใหญ่, อำเภอสีชมพู, อำเภอหนองนาคำ, อำเภอหนองเรือ, อำเภอหนองสองห้อง และอำเภออุบลรัตน์
      • นครราชสีมา : อำเภอแก้งสนามนาง, อำเภอขามทะเลสอ, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอคง, อำเภอครบุรี, อำเภอจักราช, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, อำเภอชุมพวง, อำเภอโชคชัย, อำเภอด่านขุนทด, อำเภอเทพารักษ์, อำเภอโนนแดง, อำเภอโนนไทย, อำเภอโนนสูง, อำเภอบัวลาย, อำเภอบัวใหญ่, อำเภอบ้านเหลื่อม, อำเภอประทาย, อำเภอปักธงชัย, อำเภอพระทองคำ, อำเภอพิมาย, อำเภอเมืองยาง, อำเภอลำทะเมนชัย, อำเภอวังน้ำเขียว, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอสีดา, อำเภอสูงเนิน, อำเภอเสิงสาง, อำเภอหนองบุญมาก และอำเภอห้วยแถลง

    ภาคกลาง และภาคตะวันตก

    • เมืองรอง : ชัยนาท, ราชบุรี, ลพบุรี, สมุทรสงคราม, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี และอ่างทอง  
    • บางพื้นที่ของเมืองหลัก ได้แก่
      • กาญจนบุรี : อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา อำเภอบ่อพลอย อำเภอพนมทวน อำเภอเลาขวัญ อำเภอหนองปรือ และอำเภอห้วยกระเจา 
      • ประจวบคีรีขันธ์ : อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์, อำเภอกุยบุรี, อำเภอทับสะแก, อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย
      • เพชรบุรี : อำเภอบ้านลาด และอำเภอหนองหญ้าปล้อง
      • พระนครศรีอยุธยา : อำเภอท่าเรือ, อำเภอนครหลวง, อำเภอบางซ้าย, อำเภอบางบาล, อำเภอบางปะหัน, อำเภอบ้านแพรก, อำเภอผักไห่, อำเภอภาชี, อำเภอมหาราช, อำเภอลาดบัวหลวง, อำเภอวังน้อย, อำเภอเสนา, อำเภออุทัย
      • สระบุรี : อำเภอแก่งคอย, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, อำเภอดอนพุด, อำเภอบ้านหมอ, อำเภอวังม่วง, อำเภอวิหารแดง, อำเภอหนองแค, อำเภอหนองแซง และอำเภอหนองโดน

    ภาคตะวันออก

    • เมืองรอง : ตราด, จันทบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี และสระแก้ว 
    • บางพื้นที่ของเมืองหลัก ได้แก่
      • ฉะเชิงเทรา : อำเภอคลองเขื่อน อำเภอท่าตะเกียบ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอแปลงยาว อำเภอราชสาส์น และอำเภอสนามชัยเขต
      • ชลบุรี : อำเภอเกาะจันทร์ อำเภอบ่อทอง อำเภอบ้านบึง อำเภอพนัสนิคม อำเภอพานทอง และอำเภอหนองใหญ่
      • ระยอง : อำเภอเขาชะเมา, อำเภอนิคมพัฒนา, อำเภอบ้านค่าย, อำเภอบ้านฉาง, อำเภอปลวกแดง และอำเภอวังจันทร์

    ภาคใต้

    • เมืองรอง : ชุมพร, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง, ระนอง, สตูล และยะลา 
    • บางพื้นที่ของเมืองหลัก ได้แก่
      • กระบี่ : อำเภอเขาพนม อำเภอปลายพระยา และอำเภอลำทับ 
      • พังงา : อำเภอเมืองพังงา, อำเภอกะปง, อำเภอคุระบุรี, อำเภอทับปุด, อำเภอท้ายเหมือง, อำเภอเกาะยาว และอำเภอตะกั่วทุ่ง
      • สงขลา : อำเภอเมืองสงขลา, อำเภอกระแสสินธุ์, อำเภอคลองหอยโข่ง, อำเภอควนเนียง, อำเภอจะนะ, อำเภอเทพา, อำเภอนาทวี, อำเภอนาหม่อม, อำเภอบางกล่ำ, อำเภอระโนด, อำเภอรัตภูมิ, อำเภอสทิงพระ, อำเภอสะเดา, อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอสิงหนคร
      • สุราษฎร์ธานี : อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี, อำเภอกาญจนดิษฐ์, อำเภอคีรีรัฐนิคม, อำเภอเคียนซา, อำเภอชัยบุรี, อำเภอไชยา, อำเภอดอนสัก, อำเภอท่าฉาง, อำเภอท่าชนะ, อำเภอบ้านนาเดิม, อำเภอบ้านนาสาร, อำเภอพระแสง, อำเภอพุนพิน, อำเภอวิภาวดี และอำเภอเวียงสระ

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ต้องลงทะเบียนไหม

             โครงการนี้ไม่ต้องลงทะเบียนใด ๆ หากใครต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากโรงแรม หรือร้านอาหารที่ไปใช้บริการมาได้เลย โดยใช้ได้ทั้งแบบกระดาษ (เฉพาะ 10,000 บาทแรก) และแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ใช้ได้ 20,000 บาท)

    ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว
    ใช้หลักฐานอะไรบ้าง 

    • ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ระบุชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชนของผู้มีเงินได้ ระบุวัน เดือน ปีที่เข้าพักหรือรับบริการจากร้านอาหาร และจังหวัดที่พักหรือร้านอาหารตั้งอยู่ 
    • สามารถใช้ได้ทั้งแบบกระดาษ (เฉพาะ 10,000 บาทแรก) และแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ใช้ได้ทั้ง 10,000 บาทแรก และ 10,000 บาทหลัง)

              โดยนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษี 2568 ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ทั้งนี้ หากเป็นใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลจะปรากฏในระบบของกรมสรรพากรโดยไม่ต้องแนบเอกสารหลักฐาน

    ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวไทย
    ได้เงินคืนเท่าไหร่

              เที่ยวดีมีคืน 2568 สำหรับบุคคลธรรมดาสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท (เมืองหลัก 1 เท่า) และ 30,000 บาท (เมืองรอง 1.5 เท่า) ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าเราจะได้เงินคืนเท่าไหร่ ต้องนำมาคำนวณตามอัตราภาษีที่ต้องจ่ายอีกที ดังนี้ 

    เที่ยวดีมีคืน ลดหย่อนภาษี

              หมายความว่าจะได้รับเงินภาษีคืนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของตัวเอง เช่น ถ้ามีฐานภาษี 5% หากใช้จ่ายท่องเที่ยวเมืองรอง 20,000 บาท จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า คือ 30,000 บาท ดังนั้นจะได้เงินภาษีคืน 1,500 บาท

              ต่างจากคนที่มีฐานภาษี 35% หากไปเที่ยวเมืองรองแล้วใช้จ่ายสูงสุด 20,000 บาท ก็จะได้เงินคืนภาษีสูงสุด 10,500 บาทเลยทีเดียว

    รวมคำถามเที่ยวดีมีคืน 2568

    ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวไทย

    ถ้าเที่ยวหลายจังหวัดทั้งเมืองหลัก เมืองรอง จะคำนวณอย่างไร

    สมมติว่านาย A ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาได้เดินทางไปหลายจังหวัด ในช่วงวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ดังนี้

              1. พักในโรงแรมของเมืองรอง 6,000 บาท ได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบกระดาษ
              2. ค่าอาหารในเมืองรอง 4,000 บาท ได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
              3. พักในโรงแรมของเมืองหลัก 5,000 บาท ได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบกระดาษ
              4. พักในโรงแรมของเมืองหลัก 7,000 บาท ได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

              สามารถคำนวณแยกได้ดังนี้

    ส่วนที่ 1 ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษ 10,000 บาทแรก

    • คือข้อ 1+ข้อ 3 เท่ากับ 6,000+5,000 = 11,000 บาท แต่แบบกระดาษหักภาษีได้เพียง 10,000 บาทเท่านั้น จึงต้องหักออก 1,000 บาทจากข้อ 3 เหลือ 4,000 บาท
    • ดังนั้นเหลือวงเงินมาคำนวณคือ ข้อ 1 เมืองรอง 6,000 บาท (1.5 เท่า) และข้อ 3 เมืองหลัก 4,000 บาท (1 เท่า) รวมเป็น (6,000*1.5)+(4,000*1) = 13,000 บาท

    ส่วนที่ 2 ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (10,000 บาทหลัง)

    • คือข้อ 2+ข้อ 4 เท่ากับ 4,000+7,000 บาท = 11,000 บาท มีส่วนเกินมา 1,000 บาท จึงหักออกจากข้อ 4 เหลือ 6,000 บาท 
    • ดังนั้นเหลือวงเงินมาคำนวณคือ ข้อ 2 เมืองรอง 4,000 บาท (1.5 เท่า) และข้อ 4 เมืองหลัก 6,000 บาท (1 เท่า) รวมเป็น (4,000*1.5)+(6,000*1) = 12,000 บาท

              รวมทั้งสองส่วน สามารถลดหย่อนภาษีได้ 13,000+12,000 = 25,000 บาท

    ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮฮล์ เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ นำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ไหม

              สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้เหมือนค่าอาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ โดยร้านอาหารนั้นต้องจดทะเบียน VAT และออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปได้

    ร้านอาหารต้องอยู่ในโรงแรมที่พักหรือไม่

              ไม่จำเป็น สามารถรับประทานอาหารร้านใดก็ได้ที่อยู่ในระบบ VAT และออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปได้

    ตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่ออก e-TAX ได้อย่างไร

              เข้าไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากร etax.rd.go.th แล้วกรอกชื่อผู้ประกอบการหรือสถานประกอบการเพื่อค้นหา

              ใครที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและตั้งใจจะไปเที่ยวหน้าหนาวอยู่แล้ว แนะนำให้ศึกษาโครงการเที่ยวดีมีคืน 2568 เพื่อจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2568 ที่จะยื่นแบบในต้นปี 2569 ได้อย่างถูกต้อง ไม่ผิดเงื่อนไข

    บทความที่เกี่ยวข้องกับลดหย่อนภาษี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296033.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gJ12zmSgqZCK-U0bdHNKU

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/board/tcas/4154654/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Dtpw-_FGM1XKXDNlSDDl

  • เปิด-ปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เน้นเรียบง่าย กรรมการจัดแข่งขันนัดประชุม 30 ต.ค.นี้

    เปิด-ปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เน้นเรียบง่าย กรรมการจัดแข่งขันนัดประชุม 30 ต.ค.นี้

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เผย พิธีเปิดและปิดมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เน้นเรียบง่าย โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ จะมีการหารือร่วมกันในเรื่องนี้และเตรียมการด้านต่าง ๆ อาทิ ระบบรักษาความปลอดภัย และแนวทางการเข้าชมกีฬาชนิดต่าง ๆ ในวันที่ 30 ตุลาคม 2568

    ตามที่ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลัง สำนักพระราชวังมีประกาศเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของปวงชนชาวไทย และส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชนเป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสงขลา ยังคงต้องดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะดำเนินการปรับรูปแบบพิธีเปิดและพิธีปิดการแข่งขันให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น นั้น

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กกท.ได้รับทราบแนวทางจาก นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในเรื่องของการปรับรูปแบบในพิธีเปิดและปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ให้มีความเหมาะสมแล้ว โดยในเบื้องต้นจะเน้นไปที่ความเรียบง่ายเป็นหลัก

    “เรื่องพิธีเปิดและปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย แต่ก็ยังคงได้มาตรฐาน ซึ่งทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ จะมีการหารือร่วมกันในเรื่องนี้และการเตรียมการด้านอื่น ๆ อาทิ ระบบการรักษาความปลอดภัย แนวทางการเข้าชมกีฬาชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงการรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ทุกฝ่าย ในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เวลา 09.00 น.” ดร.ก้องศักด กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/885400/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JWVxqZ8nvTU_GODWzNZx4