Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เดินทางท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศปลายฝน-ต้นหนาว​ 8-9 พ.ย.นี้​

    เดินทางท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศปลายฝน-ต้นหนาว​ 8-9 พ.ย.นี้​

    Logo

    Logo

    หน้าแรกทั่วไทยเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศปลายฝน-ต้นหนาว​ 8-9 พ.ย.นี้​

    187

    RELATED ARTICLES

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    Logo

    เกี่ยวกับเรา

    สำนักข่าว ไทยแทบลอยด์ สื่อออนไลน์ที่ยึดถือจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อครบถ้วน.

    ติดต่อเรา: contact@thaitabloid.com

    FOLLOW US

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253884&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_3V8m8t8H9B4Naujww__l

  • ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษว่า บริบทเศรษฐกิจไทย เหลือเวลาแค่สองเดือนจะหมดปี 2568 ที่ผ่านมาเผชิญกับปัจจัยเชิงลบหลายอย่าง

    ล่าสุดการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเข้ามาแบบเฉพาะกิจ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ โดยมีเงื่อนไขต้องยุบสภาภายในมกราคม 2569 และกว่าจะเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ก็อยู่ในช่วงเมษายน 2569 สภาวะดังกล่าวอาจทำให้เกิดช่วงสุญญากาศทางการเมือง และมีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

    นายธนิต ระบุว่า ภายใต้ภาวะดังกล่าวที่ผ่านมามีแต่ทรงกับทรุด สะท้อนจากการบริโภคกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแอส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ลดลงและกับดักหนี้ครัวเรือน อีกทั้งภาคท่องเที่ยวต่างชาติไม่ฟื้นตัวนับแต่วิกฤตโควิด-19 สถานะที่เป็นอยู่คือ การขาดสภาพคล่องทั้ งภาคธุรกิจและประชาชน ทำให้หนี้เสียและหนี้เปราะบางสูงขึ้น จนทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อกระทบเป็นลูกโซ่ 

    รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ใช้เงินจำนวน 8.4 หมื่นล้านบาท มีผู้เข้าถึงประมาณ 20 ล้านคนแต่ด้วยเงินไม่มากจำกัดใช้วันละไม่เกิน 200 บาท แค่สิบวันหรือไม่เกินสิบสองวันเงินก็หมดแล้วคงช่วยดึงเศรษฐกิจได้บ้างดีกว่าไม่ทำอะไร 

    สภาวะที่ไม่เอื้อเช่นนี้ มีการปรับลด GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้ร้อยละ 2.0 – 2.2 ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 และปีหน้าจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่มีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูงเศรษฐกิจ อาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 – 1.8 ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปากท้องและการจ้างงานมีความไม่แน่นอนสูง สัญญานทางบวกพอเริ่มเห็นซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจปี 2569 เกี่ยวข้องกับปัจจัยเอื้อดังต่อไปนี้

    ประการแรก

    ภาคส่งออกภายใต้ความแปรปรวนจากภาวะเศรษฐกิจโลกมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนทำให้สกุลบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.37 ที่น่าประหลาดใจการส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ดี เป็นเสาค้ำยันเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ สะท้อนจากอัตราว่างงานล่าสุดร้อยละ 0.79 และอัตราว่างงานประกันสังคมมาตรา 33 ร้อยละ 2.34 

    ขณะที่เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักล้วนออกอาการเดี้ยง กล่าวคือช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ส่งออกขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐฯ สูงถึงร้อยละ 13.94 หากเป็นอัตราเงินบาทขยายตัวได้ร้อยละ 5.58 ข้อมูลล่าสุดส่งออกเดือนกันยายนขยายตัวถึงร้อยละ 19.0 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

    หากส่องกล้องพบว่า สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวได้ถึงร้อยละ 26.4 ตรงข้ามกับสินค้าเกษตร-ประมง-ปศุสัตว์ส่งออกขยายตัวติดลบ ร้อยละ 18.2 ทำให้มีผลต่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและรายได้ครัวเรือนลดลงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน 

    การที่ส่งออกช่วงที่ผ่านมาขยายตัวได้ดีมาจากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา 9 เดือนแรกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 28.57 แม้แต่เดือนกันยายนขยายตัวได้ร้อยละ 35.34 แสดงว่ามาตรการภาษีของ “ทรัมป์” ไม่ส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดส่งออกเนื่องจากอัตราภาษีเรียกเก็บของสหรัฐฯ ในภูมิภาคใกล้เคียงกัน 

    ที่น่าวิตกคือการส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับสองลดลงต่อเนื่องเดือนสิงหาคมขยายตัวได้ ร้อยละ 5.8 และเดือนกันยายนขยายตัวได้ร้อยละ 3.22 จากที่ก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20 – 23 ทำให้ซับพลายสินค้าของจีนมีส่วนเกินสูงและไหลบ่าด้วยราคาต่ำกว่าทุนเข้ามาแย่งตลาดของไทย หากไม่มีมาตรการประเภท “Anti Dumpling” จะทำให้ผู้ผลิตของไทยแข่งขันไม่ได้กระทบไปถึงการจ้างงาน

    ประการที่สอง

    สถานการณ์ขัดแย้งกัมพูชา เริ่มคลี่คลายเดิมพันทางเศรษฐกิจมูลค่าส่งออก 3.236 แสนล้านบาทเป็นการส่งออกผ่านชายแดนมูลค่า 1.745 แสนล้านบาท ปัจจุบันมาตรการปิดด่านยังคงมีอยู่ทำให้การส่งออกในส่วนนี้เป็น “0” ช่วงก่อนมีการปะทะกันส่งออกไปกัมพูชาเฉลี่ยเดือนละ 2.7 หมื่นล้านบาท อัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 42.7 

    ปัจจัยบวกที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 คือเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาสามารถทำข้อตกลงสันติภาพ Thai-Cambodia Peace Deal” ณ นครกัวลาลัมเปอร์ โดยมีประธานอาเซียนและปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นสักขีพยาน ภายใต้ปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อกัมพูชาทำให้ไม่มีข้อต่อรองและทางเลือกจนนำไปสู่การลงนามสันติภาพ 

    อาจเป็นการยุติปัญหา (ชั่วคราว) ได้ระดับหนึ่งและอาจนำไปสู่การเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า-บริการและความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับทางกัมพูชาว่าจะทำตามข้อตกลงมาน้อยเพียงใด

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

    ประการที่สาม

    การเจรจาภาษีการค้า “Reciprocal Trade” กับสหรัฐอเมริกามีความคืบหน้า หลังจากไทยสามารถเข้าถึงปธน.ทรัมป์ได้มากขึ้นและนายกอนุทินฯ เชิญทรัมป์ให้มาเยือนประเทศไทย ล่าสุดมีการลงรายละเอียดการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมจากสหรัฐฯ อัตราร้อยละ 99 และรายละเอียดต่างๆ ที่ไทยไปทำความข้อตกลง เช่น 

    การนำเข้าสินค้าเกษตร การจัดซื้อเครื่องบิน 80 ลำ การซื้อเชื้อเพลิงรวมทั้งการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการสวมสิทธิ์และแหล่งกำเนิดสินค้าเกี่ยวข้องกับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบภายในภูมิภาค (RVC : Reginal Value Content) ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ 

    ประการที่สี่

    ความชัดเจนด้านเสถียรภาพการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ด้วยการเข้ามาของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกุล เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญและเงื่อนไขต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนประมาณปลายเดือนมกราคมหรืออาจเร็วกว่า ทำให้เห็นทิศทางการเมืองได้ชัดเจนว่าภายในไตรมาสแรกปีหน้าจะมีการ “Zero Reset” ด้วยการเลือกตั้งใหม่

    ส่วนจะได้รัฐบาลผสมข้ามขั้วหรือจะติดล็อกเป็นสามก๊กเหมือนเดิมค่อยไปลุ้นหลังเลือกตั้งแต่ประการสำคัญคงปลดล็อกการเมืองติดกับดักได้ระดับหนึ่ง

    เศรษฐกิจปีนี้เหลือเวลาแค่สองเดือนภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจรอวันยุบสภาใน 2 – 3 เดือนข้างหน้าคงหวังพึ่งอะไรไม่ได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 จะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋า ซึ่งแทบจะฉีก สำหรับปี 2569 ปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยยังขาดความชัดเจนเป็นปัญหาทางโครงสร้าง 

    ทั้งด้านการเมือง มีช่องว่างต้องรอรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งอย่างเร็วต้นเดือนเมษายนปีหน้า ทำให้เกิดสุญญากาศในการแก้ปัญหาและฟื้นเชื่อมั่น ด้านหนี้ประชาชนซึ่งสูงทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ทำให้ถ่วงกำลังซื้อมีความเปราะบางตลอดจนภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม เศรษฐกิจปีหน้าอาจอยู่ในอาการซบเซาและมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นความท้าทายและโจทย์ยากของรัฐบาล

    ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    นายธนิต ยอมรับว่า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกมีความแปรปรวนผสมโรงกับมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาและข้อจำกัดจากเสถียรภาพทางการเมืองไทย เป็นปัญหาทางโครงสร้างเป็นโจทย์แก้ยากที่ไทยจะต้องเผชิญ เศรษฐกิจปีหน้าอาจขยายในอัตราที่ต่ำกว่าปีนี้ ซึ่งนับว่าแย่แล้วคงต้องรับมือหนักกว่าเดิม เป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจ 

    ตลอดจนมนุษย์เงินเดือนที่ต้องก้าวผ่าน ขึ้นอยู่กับศักยภาพของธุรกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน โหมดการทำธุรกิจของ SMEs คือความอยู่รอดประคองตัวไม่ให้ “เจ๊ง” ปัญหาการขาดสภาพคล่องหรือ “Liquidity Effect” ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นวิกฤตระดับประเทศ 

    ขณะที่นายแบงค์ดัง ๆ หลายธนาคารออกมาระบุว่า มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อด้วยการตั้งการ์ดลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินนำไปสู่การพิจารณาสินเชื่อระดับเข้มข้นและซับซ้อนสูงสุด (Management Overlay) จะทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ขาดสภาพคล่องมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจไทยหรือ GDP ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจปีนี้ตลอดไปจนถึงปีหน้า มีแนวโน้มผันผวนและเปราะบาง รวมถึงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองสอดคล้องกับล่าสุด “IMF” ออกแถลงการณ์เตือนว่าภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เข้าสู่ภาวะผันผวนและไร้ทิศทาง เศรษฐกิจไทยขาดแรงหนุนเผชิญปัจจัยเชิงลบทั้งจากภายนอกและภายในทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอหนี้-ครัวเรือนสูงและภาคท่องเที่ยวไม่ฟื้นตัวเต็มที่ 

    ภาคธุรกิจและประชาชนขาดสภาพคล่องนำไปสู่วิกฤตหนี้เสียกระทบเป็นลูกโซ่ ภาวะเช่นนี้ส่งผลทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องเป็นทศวรรษ เสมือนเป็นกับดักต่อความอยู่รอดของภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กที่มีขีดความสามารถแข่งขันต่ำทั้งด้านนวัตกรรมและราคา เกี่ยวข้องไปถึงเสถียรภาพมนุษย์เงินเดือนและแรงงาน ซึ่งทำงานอยู่ในภาคส่วนเหล่านี้ ล้วนมีความเสี่ยงที่จะต้องหาทางออกประเด็นคือทางออกอยู่ตรงไหน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642995&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IzVI-uD62TJsbILysIqi7

  • MOU แร่หายาก เพิ่มความเสี่ยงไทยเข้าไปเกี่ยวสงครามเทคโนโลยี จีน-สหรัฐ

    MOU แร่หายาก เพิ่มความเสี่ยงไทยเข้าไปเกี่ยวสงครามเทคโนโลยี จีน-สหรัฐ

    MoU แร่หายาก เพิ่มความเสี่ยงของไทยในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามเทคโนโลยีจีนสหรัฐฯ หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม

    ได้ประโยชน์น้อยหากไทยไม่มีอุตสาหกรรมไฮเทคต่อเนื่องมูลค่าสูง ขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ทำการลงทุนอุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมชะลอ เสนอโมเดลพัฒนายั่งยืนแบบประชาธิปไตย ทุนมนุษย์ คือ ปัจจัยชี้ขาด

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยไปทำบันทึกความเข้าใจกับสหรัฐอเมริกาหรือทำ MoU แร่หายากจะเพิ่มความเสี่ยงของไทยในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

    อาเซียนรวมทั้งไทยจะกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจ หากไทยเปิดรับการลงทุนด้านการสำรวจและผลิตแร่หายากตาม MoU จะทำให้ “ไทย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของสหรัฐฯ ซึ่งจะแข่งขันโดยตรงกับจีนที่มีอำนาจผูกขาดอยู่ในโครงสร้างตลาดขณะนี้ 

    จีนครองส่วนแบ่งตลาด 86% ของแปรรูปแร่หายาก นอกจากนี้ การที่ ไทย ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีในการสำรวจ สกัด คัดแยกและผลิต ก็จะเป็นเปิดช่องทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทางด้านนี้และสหรัฐอเมริกาเข้ามาครอบงำอุตสาหกรรมแร่หายากและเศรษฐกิจไทย ความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะเปิดโอกาสให้มีการตักตวงส่วนเกินทางเศรษฐกิจโดยบรรษัทข้ามชาติผ่านระบบการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้ 

    โครงการลงทุนเหมืองแร่หายากจะเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยจะไม่คุ้มกับความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน กากพิษจากกระบวนการผลิตจะถูกทิ้งไว้ในแผ่นดินไทย ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขโดยแนวทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและเตรียมการสำหรับการรองรับการลงทุนให้ดีพอ  

    “ไทย” ในฐานะผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลกจะกลายเป็น “หมาก” สำคัญในการเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ  เราไม่ควรเป็นเพียง “หมาก” และ ผลประโยชน์จากการลงทุนจะเกิดต่อสาธารณชนโดยรวม เราต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายที่เหมาะสม มีการเตรียมความพร้อมและมีแนวทางชัดเจนในการรองรับผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้ง การรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ วางตัวเป็นกลาง และ หลีกเลี่ยงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสงครามทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯกับจีน

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์น้อยมากจากการเปิดให้มีการสำรวจและผลิตแร่หายากเพิ่มเติม หากไทยไม่มีอุตสาหกรรมไฮเทคต่อเนื่องมูลค่าสูง ไม่สามารถมีกระบวนการและกลไกในการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเรียนรู้การสำรวจ การแปรรูป การผลิต 

    ผลกระทบด้านบวกจากการทำ MoU นั้นประกอบไปด้วย ผลประโยชน์จากการลงทุนต่อเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรมสำรวจ แปรรูปแร่ เพิ่มรายได้ภาครัฐ เกิดการพัฒนาต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้ง อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนผลกระทบด้านลบ อาจเกิดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีหลายมิติ การทำเหมืองแร่อาจก่อให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่า พื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านการเกษตรกรรมอาจเปลี่ยนสภาพไป อาจเกิดมลพิษทางอากาศและทางน้ำ มีผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชนได้ ระบบการกำกับดูแลและระบบกฎหมายของไทยยังมีช่องโหว่และอาจสร้างปัญหาความปลอดภัยของชีวิตและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างได้  

    นอกจากนี้การกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยี ต้องให้มีการใช้เทคโนโลยีสำรวจและผลิตที่ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ข้อน่ากังวลต่อ MoU นี้ คือ ไทยค่อนข้างเสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิการสำรวจและการลงทุน เงื่อนไขการยกเลิก รวมทั้ง ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบัน ไทยยังไม่มีวิธีการจัดการกากกัมมนตภาพรังสีที่ชัดเจน 

    หากกากแร่กัมมันตภาพรังสีเหล่านี้ปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดินและแหล่งน้ำผิวดินต่างๆจะเกิดผลกระทบรุนแรงในวงกว้าง สาธารณชนส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตแร่หายากอันดับ 4 ของโลกและมีมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไร โดยมีการนำเข้าหินจากเมียนมาและออสเตรเลีย แปรรูปแล้วส่งออก เป็นทางผ่าน ไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยมากนัก 

    อย่างไรก็ตาม การจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เราต้องมีการลงทุนทางด้านนวัตกรรมเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไทยขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ล่าสุด อุปสงค์ของแรงงานทักษะสูงเองชะลอตัวลงจากภาคการลงทุนชะลอตัวลง ภาคการลงทุนเติบโตช้าลงก็เป็นผลจากการที่เราขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ผลิตภาพโดยรวมจึงต่ำทำให้ขาดศักยภาพในการลงทุน ปัญหาจึงวนเวียนอยู่เช่นนี้ รัฐจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมให้ชัดเจนและสร้างกลไกให้เกิดแรงจูงใจให้เอกชนไทยลงทุนพัฒนานวัตกรรม

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การที่รัฐบาลไทยไปทำข้อตกลงใดๆกับรัฐบาลต่างชาติต้องผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนและกลไกรัฐสภาก่อน ส่วนการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน หรือ MoU เรื่อง “แร่หายาก” นั้น แม้นยังไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องสำคัญ 

    ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนก่อนการลงนาม การไปทำข้อตกลงใดๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ขอเสนอให้ใช้โมเดลพัฒนายั่งยืนแบบประชาธิปไตย เป็นโมเดลการพัฒนาที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เอา “คุณภาพชีวิต” ของประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา การพัฒนายั่งยืนแบบประชาธิปไตยจะช่วยสนองความจำเป็นของปัจจุบันโดยไม่ต้องเบียดบังความจำเป็นของอนุชนรุ่นหลัง ภาครัฐจะเปิดรับภาคประชาสังคมในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย มีการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆตามหลักการประชาธิปไตย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2892945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MHv-YihdVbsB6B6Q5d-K2

  • TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 68 โต 2.1% มาตรการรัฐ-ส่งออกหนุน แต่ความเสี่ยงยังมีรอบด้าน

    TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 68 โต 2.1% มาตรการรัฐ-ส่งออกหนุน แต่ความเสี่ยงยังมีรอบด้าน

    TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.9% รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี – ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ เบากว่าคาด – ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวโดดเด่น เตือนความเสี่ยงยังมีอยู่รอบด้าน ฟันธง ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit) เปิดเผยว่า TISCO ESU ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.9% สะท้อนแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี และผลกระทบจากภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเบากว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า

    ขณะที่ประมาณการการเติบโตในปี 2569 ยังคงไว้ที่ 1.6% โดยจับตาความเสี่ยงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแรง ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงการหดตัวของสินเชื่อปล่อยใหม่และข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลังของภาครัฐที่มีมากขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวแม้จะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

    ด้านความเสี่ยงภายนอก แม้ผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะลดลงในระยะสั้น แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่อาจขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีมายังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้นหลายรายการ รวมถึงความไม่ชัดเจนของภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment) ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะถัดไป

    ในส่วนของนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ แต่ TISCO ESU ยังมองว่าระดับปัจจุบันที่ 1.50% นั้นยังสูงเกินไป โดยคาดว่า ธปท. มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปีวันที่ 17 ธันวาคมนี้ และอาจมีการปรับลดเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้งในปี 2569 โดยขึ้นอยู่กับทิศทางเงินเฟ้อและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    TISCO ESU ยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ซึ่งจะประกาศในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ จะขยายตัวราว 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัวลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขอาจออกมาดีกว่าคาด หลังการส่งออกในเดือนกันยายนพลิกกลับมาขยายตัวถึง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงสุดในรอบ 42 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI, Cloud และ Data Center ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ (หมวด HS Code: 84-85) จึงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคการส่งออกไทย

    สำหรับปี 2569 TISCO ESU มองว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดในอนาคตอันใกล้ ปัญหาทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการที่ลดลง และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39dKpDwum3ZH6_wbnfOC7r

  • หนุนรัฐเดินหน้า 4 มาตรการอุ้ม SME เพิ่มสภาพคล่อง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    หนุนรัฐเดินหน้า 4 มาตรการอุ้ม SME เพิ่มสภาพคล่อง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวนโยบายฟื้นเศรษฐกิจฐานรากที่รัฐบาลเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” ว่า มาตรการที่ออกแบบมาครั้งนี้ถือเป็น “ลมหายใจสำคัญ” สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้สินรุมเร้า สภาพคล่องหดตัว และต้นทุนธุรกิจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    โดยเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้จริงและรายละเอียดของนโยบายตรงจุด จะช่วยฟื้นพลังเศรษฐกิจฐานรากและเสริมความแข็งแรงให้เอสเอ็มอีอยู่รอดในระยะยาว

     มาตรการ Quick Big Win ในการเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้แก่ การค้ำประกันสินเชื่อ โดยใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท, ให้ธนาคารช่วยสนับสนุน SME ผ่านโครงการสินเชื่อสนับสนุนสภาพคล่อง, โครงการพี่ช่วยน้อง ที่เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทานและการคืนภาษีเร่งด่วน โดยให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ

    “หากรัฐบาลสามารถปรับ “ไส้ใน” ของแต่ละนโยบายให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้จริง จะเป็นการสร้าง “แรงส่ง” ที่แท้จริงให้กับเศรษฐกิจรากฐานของประเทศ”

     ในด้านสินเชื่อและซอฟท์โลน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ นายแสงชัยระบุว่า ปัญหาที่ผ่านมา คือเงินกู้ไม่ถึงมือเอสเอ็มอีรายเล็ก ขั้นตอนการอนุมัติซับซ้อนและใช้เวลานานเกินจำเป็น ทำให้ธุรกิจจำนวนมากขาดสภาพคล่องจนต้องปิดกิจการ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งปรับเกณฑ์พิจารณาให้ “เป็นธรรม โปร่งใส และรวดเร็ว” พร้อมย้ำว่าดอกเบี้ยต่ำต้องเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในเอกสาร

    หนุนรัฐเดินหน้า 4 มาตรการอุ้ม SME เพิ่มสภาพคล่อง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

     “รัฐบาลควรผลักดันโมเดล “SME Supply Chain Credit” คล้ายระบบบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและฐานข้อมูลการค้า (Digital Credit Scoring) เพื่อประเมินศักยภาพการชำระเงิน แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะช่วยให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบได้จริงและลดภาระการเข้าถึงแหล่งทุน”

     อีกสองมาตรการสำคัญไม่แพ้กัน คือ มาตรการภาษี “พี่ช่วยน้อง” และ “คืนภาษีแต้มต่อให้ SME” ซึ่งเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้าระบบภาษีอย่างสมัครใจ ซึ่งระบบภาษีไทยในปัจจุบันยังไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของผู้ประกอบการรายย่อย เพราะยังมีระบบภาษีเหมาจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับรายได้จริง จึงควรยกเลิกและปรับฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้เหมาะสม พร้อมให้ SME ที่เข้าสู่ระบบได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีย้อนหลัง เพื่อสร้างแรงจูงใจในเชิงบวก

     ส่วนระบบ “พี่เลี้ยงและที่ปรึกษา” สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อช่วยวางแผนทางการเงิน การตลาด และบริหารจัดการอย่างมีวินัย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งพัฒนา “SMEs Data Driven Policy” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการวิเคราะห์เชิงนโยบายและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

     นายแสงชัยเตือนว่า สิ่งที่ขาดหายไปจากนโยบายภาครัฐเกือบทั้งหมดคือ เจ้าภาพกำกับจริง และระบบติดตามผลที่ต่อเนื่อง หากไม่มีการกำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจน ต่อให้ทุ่มงบประมาณลงไปมากเพียงใด ก็ไม่เกิดผลลัพธ์ในเชิงเศรษฐกิจ

    หนุนรัฐเดินหน้า 4 มาตรการอุ้ม SME เพิ่มสภาพคล่อง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

     พร้อมกันนั้น เขายังกล่าวถึงนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐบาลเตรียมเปิดดำเนินการในเฟสแรก ว่าเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วย “จุดพลังเศรษฐกิจฐานราก” และผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 2.7 ล้านรายเข้าสู่ระบบพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่ม Micro Enterprises ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ

     จากข้อมูลสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย พบว่ากลุ่มนี้มีจำนวนกว่า 818,000 รายทั่วประเทศ ประกอบด้วยร้านของชำ 408,000 ราย ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 297,000 ราย และร้านเสริมสวยกว่า 112,000 ราย ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาการจ้างงานของแรงงานในระดับท้องถิ่น การสนับสนุนให้เข้าร่วมโครงการจึงไม่เพียงกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ยังช่วยคงการจ้างงานและรายได้ในชุมชน

     นายแสงชัยเสนอว่า รัฐบาลควรใช้แนวทาง “ล่าง–ดันกลาง–ขยายบน” เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ทั่วระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ฐานรากจนถึงระดับกลางและบนของห่วงโซ่ธุรกิจ โดยในอนาคตควรเปิดสิทธิ์ให้ SME ขนาดเล็กและกลางที่อยู่ในระบบภาษีสามารถเข้าร่วมมาตรการได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจครบวงจร

     “แนวทางที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงกระตุ้นล่างเท่านั้น แต่ต้อง ‘กระตุ้นล่าง ดันกลาง ขยายบน’ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ทั่วระบบ” เขากล่าว พร้อมย้ำว่าการผลักดัน SME ให้เติบโตอย่างเป็นระบบ จะช่วยเปลี่ยนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก ‘ภาระ’ ให้กลายเป็น ‘ผลิตภาพ’ ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/642978&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FqvYRi_Fobb9fSUBLjH3a

  • คนละครึ่งพลัส – บัตรประชารัฐ เขย่าเศรษฐกิจรากหญ้า

    คนละครึ่งพลัส – บัตรประชารัฐ เขย่าเศรษฐกิจรากหญ้า

    โครงการคนละครึ่ง – บัตรประชารัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจ ชาวบ้านแห่เข้าร้านค้าสหกรณ์ชุมพร ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก

    2 พ.ย.2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศประชาชนจำนวนมากยังคงออกมาใช่จ่ายตามโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ของรัฐบาลกันจำนวนมากที่ ร้านสหกรณ์ชุมพร จำกัด ซึ่งจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน และสินค้าทั่วไป ตั้งอยู่บริเวณถนนปรมินทรมรรคา ตรงข้ามที่ทำการ อบจ.ชุมพร และที่ทำการเทศบาลเมืองชุมพร ทำให้สถานประกอบการต้องสั่งสินค้าเพิ่มเติมทุกวันเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคจำนวนมาก ที่เดินทางมาใช้จ่ายตามโครงการของรัฐบาลดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายมีเม็ดเงินสะพัดในจังหวัดจำนวนมาก

    ลุงชู  อายุ 58 ปี ที่เข้ามาใช้บริการที่ ร้านสหกรณ์ชุมพร จำกัด กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่เห็นใจชาวบ้านผู้มีรายได้น้อย ตนเองเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลในวงเงิน 2,000 บาท เนื่องจากตนเองมีรายได้น้อย ไม่ได้เสียภาษีในระบบ และมาใช้จ่ายที่ร้านสหกรณ์ชุมพร จำกัด ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ใช้จ่ายไปแล้วเกือบหนึ่งพันบาท ซึ่งจะทยอยใช้จนครบตามระยะเวลาที่กำหนด โดยส่วนใหญ่ก็เป็นของอุปโภคบริโภคในครัวเรือน และอื่นๆที่จำเป็น ซึ่งข้อดีของโครงการคนละครึ่งตนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลายอย่าง มากกว่าโครงการบัตรประชารัฐ ที่กำหนดให้ซื้อเฉพาะสินค้าในครัวเรือนเท่านั้น

    ด้าน ป้าน้อย อายุ 62 ปี กล่าวว่าตนเองได้โครงการบัตรประชารัฐ สำหรับผู้มีรายได้น้อยในวงเงินจำนวน 850 บาท บวกวงเงินบัตรทางรัฐจำนวน 300 ต่อเดือน รวมจำนวนเงิน 1,150 บาท โดยมีกำหนดต้องใช้ในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งดือน ถึงเดือนธันวาคมอีก 1 เดือน รวมสองเดือน ทั้งหมด 2,300 บาท ซึ่งตามเงื่อนไขส่วนใหญ่ก็จะซื้อได้เฉพาะสินค้าในครัวเรือนที่จำเป็นเท่านั้น ก็ขอขอบคุณรัฐบาลที่เห็นใจเข้าใจคนมีรายได้น้อย

    ขณะที่ นางสาวนันทพร หนูคง ผจก.ร้านสหกรณ์ชุมพร จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงนี้สินค้าที่ร้านจะขายดีมาก โดยสินค้าที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มาซื้อจะเป็นสินค้าเบ็ดเตล็ด สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ต้องสั่งเพิ่มเติมทุกวัน ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ปากท้องเป็นสิ่งสำคัญ ชาวบ้านจึงต้องออกมาซื้อกันจำนวนมาก สำหรับโครงการดังกล่าวทำให้เกิดการใช้จ่าย มีเม็ดเงินสะพัดในจังหวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีมาก.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/888892/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UdXS1L6PpyNbFCBNl4nn2

  • เอเปคคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ขยายตัว 3.1% ในปี 2568 | เดลินิวส์

    เอเปคคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ขยายตัว 3.1% ในปี 2568 | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5263423/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v0f2y_U6SFC5Ja5CiFmtL

  • ‘ธรรมศาสตร์’ เปิด 3 หลักสูตรใหม่ สร้างกำลังคนสุขภาวะ-ความยั่งยืน หนุนไทยลุย Green Economy

    ‘ธรรมศาสตร์’ เปิด 3 หลักสูตรใหม่ สร้างกำลังคนสุขภาวะ-ความยั่งยืน หนุนไทยลุย Green Economy

    “ธรรมศาสตร์” ลมใต้ปีกประเทศไทย ประกาศเปิด 3 หลักสูตรใหม่ ผลิตกำลังคนด้าน SDGs ช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เสริมกำลัง “รัฐ-เอกชน-อุตสาหกรรม” พร้อมลุย Green Economy มูลค่ากว่า 300 ล้านล้าน “อธิการบดี มธ.” ประกาศปั้นบัณฑิตไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงครอบคลุมต้นน้ำ-ปลายน้ำ ช่วยองค์กรปรับตัว ยั่งยืน มั่นคง

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปี ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้บรรลุผลตามที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดไว้ คือภายในปี ค.ศ. 2030 โดยที่ผ่านมาชัดเจนว่า SDGs มีส่วนสำคัญต่อการจัดระเบียบและกติกาของโลกใหม่ เช่น การเกิดข้อบังคับการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM) รวมทั้งยังช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมหาศาล ซึ่งคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จะเติบโตจนมีมูลค่าถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 300 ล้านล้านบาท ในปี 2050 หรืออีก 25 ปีข้างหน้า

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า ระยะเวลาถัดจากนี้ สถาบันการศึกษาจะมีบทบาทสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการผลิตกำลังคนที่มีทักษะด้าน SDGs เพื่อสร้างเศรษฐกิจและช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับประเทศไทย สอดรับกับทิศทางของประเทศไทย ทั้ง BCG Model ที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม และเทรนด์ของโลกที่กำลังมุ่งไปสู่กรอบแนวคิดการประเมินความยั่งยืนและผลกระทบทางจริยธรรมของธุรกิจ (ESG) ซึ่งแน่นอนว่าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย จำเป็นต้องมีทรัพยากรบุคคลที่เชี่ยวชาญเฉพาะในด้านนี้

    สำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันได้พัฒนาหลักสูตรใหม่ จำนวน 3 หลักสูตร เพื่อสนับสนุนการสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับประเทศ ได้แก่ 1. หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการความยั่งยืน 2. หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศักยภาพมนุษย์และสุขภาวะ และ 3. หลักสูตรอบรมผู้นำเพื่อความยั่งยืน : TU ESG NEXT FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP (สำหรับผู้บริหารระดับสูง)

    “ทั้ง 3 หลักสูตรนี้ครอบคลุมตั้งแต่บัณฑิตไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ปรับตัวไปสู่เทรนด์ความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง พร้อมกับสร้างคนที่มีทักษะตรงความต้องการ และพร้อมทำงานได้จริงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมด้านความยั่งยืนใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะหนุนเสริมให้กลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศต่อไปในอนาคต” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

    สำหรับหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการความยั่งยืน รศ. ดร.สายฝน สุเอียนทรเมธี คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรนี้เกิดจากความร่วมมือของทางวิทยาลัยสหวิทยาการ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เพื่อผลิตกำลังคนไปทำงานด้านความยั่งยืน (ESG) ในองค์กร ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และเพื่อพัฒนานวัตกรให้ทำงานร่วมกับชุมชนและสังคมได้

    รศ. ดร.สายฝน กล่าวต่อไปว่า จุดเด่นของหลักสูตรนี้ให้ความสำคัญกับการฝึกประสบการณ์จริง นักศึกษาจะได้ฝึกงานในองค์กรกว่า 1,000 ชั่วโมง สามารถออกแบบในการฝึกประสบการณ์ได้ตั้งแต่ปีการศึกษาที่ 1 ทั้งในและต่างประเทศ ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็คประเทศไทยที่มีเครือข่ายภาคเอกชนกว่า 140 แห่งพร้อมรองรับ และนักศึกษาจะได้รับความรู้แบบสหวิทยาการ เน้นความรู้ด้านความยั่งยืน วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการความยั่งยืนในองค์กรภาคธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และธุรกิจที่ยั่งยืน ดิจิทัลเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ด้านการจัดการความยั่งยืน

    “จากเทรนด์ความยั่งยืนของโลกทำให้ภาคเอกชนต้องตระหนักและดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมากขึ้น ต่อไปนี้ทำกิจกรรม CSR ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว องค์กรต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่องและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมจริง เพื่อได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีบทบาทกำกับดูแล ดังนั้น ภาคเอกชนกำลังต้องการผู้ที่มีความรู้และทักษะด้านความยั่งยืนจำนวนมากเพื่อไปออกแบบระบบ พัฒนานวัตกรรมทางสังคมเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ. ดร.สายฝน ระบุ

    ขณะที่สาขาศักยภาพมนุษย์และสุขภาวะ ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความพิเศษของสาขานี้คือการใช้ความรู้แบบพหุศาสตร์ อาทิ ประสาทวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ศาสตร์บำบัดทางศิลปะ ความเสมอภาคทางสังคม ฯลฯ มาบูรณาการกันเพื่อพัฒนาบัณฑิตทั้งในเชิงความรู้ความเข้าใจ และทักษะการจัดการภายในของตนเอง ความสัมพันธ์รอบตัว และความขัดแย้งในสังคมด้วยมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย ตลอดจนทำหน้าที่ดูแลสุขภาวะ และพัฒนาศักยภาพของคนอื่นๆ

    ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า บทบาทดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ขาดอยู่ในเชิงวิชาชีพในปัจจุบัน และกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยตอนนี้หลายองค์กรขนาดใหญ่ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติเริ่มมีการเปิดรับสมัครในตำแหน่ง Well-Being Specialist หรือคนที่มีบทบาททั้งในการพัฒนาศักยภาพ และดูแลสุขภาวะขององค์กร เชื่อมประสานรอยร้าวระหว่างคนต่างวัย เพื่อทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยในอนาคตเป็นไปได้ว่าเกือบทุกองค์กรจะมีตำแหน่งงานนี้อยู่

    “ความขัดแย้งภายในถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างมาก ซึ่งอาจเลยไปถึงการเติบโตขององค์กรด้วย เช่น การทำให้คนที่มีความสามารถ หรือทักษะสูงต้องลาออกไป โดยสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี หรือ AI (ปัญญาประดิษฐ์) แต่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ที่มีทักษะเท่านั้น” ผศ. ดร.อดิศร กล่าว

    ในส่วนหลักสูตรอบรมผู้นำเพื่อความยั่งยืน ศ. ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาสำหรับสร้างผู้นำเพื่อความยั่งยืนในทุกภาคส่วน ทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ให้สามารถเข้าใจและบูรณาการแนวคิด ด้านความยั่งยืน (ESG) สู่การปฏิบัติจริงในบริบทองค์กร พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายผู้นำที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันสังคมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs

    ทั้งนี้ การอบรมภายใต้หลักสูตร TU ESG NEXT มธ. ได้ระดมคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนของ มธ. พร้อมทั้งวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ เช่น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ดร.สรพล ตุลยเสถียร รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฯลฯ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ESG รวมถึงเปิดมุมมองผ่านประสบการณ์จริง พร้อมกับเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ และสร้างเครือข่ายผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมต่อการขับเคลื่อนองค์กรในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดการลงทะเบียนได้ที่ https://icehr.tu.ac.th/

    “ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้นำองค์กรในทุกภาคส่วนที่จำเป็นต้องปรับตัวและมีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยต่อความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวได้” ศ. ดร.ธีระ กล่าว
    /////////

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/968351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CMcNptuXlbVZ18i7y8o7M

  • คลังเกาะติด 5 ปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ คาดปีนี้จีดีพีโต 2.4%

    คลังเกาะติด 5 ปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ คาดปีนี้จีดีพีโต 2.4%

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการคลังภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและยังคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว 

    โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 

    1. การกระตุ้นเศรษฐกิจ
    2. การลดภาระประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL)
    3. การส่งเสริมธุรกิจ SMEs
    4. เพิ่มการออมภาคประชาชน
    5. การลงทุนเพื่ออนาคต 

    อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 

    1. นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น
    2. ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
    3.  ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
    4. ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนและ SMEs
    5. การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.9 ถึง 2.9) ปรับเพิ่มจากประมาณการครั้งก่อนที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ณ กรกฎาคม 2568) เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีที่คาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 

    และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 3.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.5 ถึง 3.5) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 

    ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 10.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 9.5 ถึง 10.5) จากการเร่งส่งออกของภาคเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาเเละตลาดจีนในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ที่ขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 26.4 เเละ 10.8  ในสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เเละผลิตภัณฑ์ยางเป็นสำคัญ

    นอกจากนี้ การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ถึง 1.3) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 5.6 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.1 ถึง 6.1) และการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 1.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.2 ถึง 2.2) 

    ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ -0.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ-0.7 ถึง 0.3) ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายของภาครัฐและราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 20.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.5 ของ GDP 

    สำหรับในปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) เนื่องจากมีการเร่งส่งออกในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐเป็นสำคัญ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -2.0 ถึง -1.0)  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MlD3WcbhbEZOLKSmKhYIX

  • สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน ลดภาษีนำเข้า 10% เปิดทางเฟสใหม่ของเศรษฐกิจ ตลาดเตรียมพุ่ง!

    สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน ลดภาษีนำเข้า 10% เปิดทางเฟสใหม่ของเศรษฐกิจ ตลาดเตรียมพุ่ง!

    By

    พฤศจิกายน 2, 2025

    ในการประชุมสุดยอดผู้นำ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ประธานาธิบดี Donald Trump ได้บรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าครั้งสำคัญกับ ประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง “ดีลประวัติศาสตร์” ที่อาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก และแน่นอน ตลาดคริปโตอาจไม่รอดพ้นจากแรงกระเพื่อมนี้

    สหรัฐฯ ลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 10%

    ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลง 10 เปอร์เซ็นต์ เริ่มมีผลในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 และจะชะลอการขึ้นภาษีใหม่จนถึงสิ้นปี 2026 

    ขณะที่จีนเองตกลงที่จะ ยุติมาตรการตอบโต้ทางการค้า ยกเลิกการจำกัดการส่งออก Rare Earth และเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ

    แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวเผยว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของ “ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูสมดุลทางการค้า” และจะช่วยลดแรงตึงเครียดระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ยุคสงครามการค้าปี 2018

    จีนกลับมาเปิดตลาด และควบคุมสารตั้งต้นยาเฟนทานิล

    อีกจุดสำคัญคือ จีนตกลงจะ ควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นเฟนทานิลไปยังสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นชัยชนะด้านความมั่นคงของทรัมป์ รวมถึงจะเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ และสินค้าเกษตรอื่น ๆ กลับเข้าสู่ตลาดจีนอีกครั้ง

    นอกจากนี้ จีนยัง ยกเลิกการควบคุมการส่งออก Rare Earth และกราไฟต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนี่สัญญาณที่นักวิเคราะห์มองว่าอาจช่วย “คลายล็อกห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี” ที่เคยติดขัดในช่วงที่ผ่านมา

    ผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดคริปโต

    นักวิเคราะห์มองว่าข้อตกลงครั้งนี้อาจส่งผลในเชิงบวกต่อ สินทรัพย์เสี่ยง ทั่วโลก รวมถึงตลาดคริปโตเคอร์เรนซีด้วย
    การคลี่คลายสงครามการค้าจะช่วยลดแรงกดดันจากเงินดอลลาร์แข็งค่า ทำให้ สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin และทองคำกลับมาน่าสนใจ ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในระยะกลาง

    ในอีกมุมหนึ่ง การที่จีนผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการค้าและแร่หายาก อาจเร่งการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน Web3 และ AI ทั่วโลก ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาชิปและพลังคำนวณจำนวนมาก ส่งผลทางอ้อมให้ความต้องการใช้งาน crypto และ tokenization เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    Bitcoin เริ่มเคลื่อนไหว

    หลังมีรายงานข่าวการบรรลุข้อตกลง ราคา Bitcoin ได้ขยับขึ้นจนทะลุแตะระดับ 111,000 ดอลลาร์ โดยนักเทรดมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณบวกในช่วงสั้นก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2026
    ขณะที่สินทรัพย์คริปโตฝั่งเอเชีย เช่น TON และ NEAR มีแรงซื้อเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ว่า “ทุนจีน” จะไหลกลับเข้าตลาดคริปโตมากขึ้นหลังข้อจำกัดทางการค้าผ่อนคลาย

    ในระยะยาว หากความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจยังดำเนินต่อเนื่อง ปี 2026 อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นอย่างมีเสถียรภาพอีกครั้ง พร้อมกับการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เคลื่อนไปควบคู่กัน

    Source: WhiteHouse

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/11/02/usa-china-deal/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YV9a-cvqvVHFP6tQXAqin