Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ธรรมศาสตร์’ เปิด 3 หลักสูตรใหม่ สร้างกำลังคนสุขภาวะ-ความยั่งยืน หนุนไทยลุย Green Economy

    ‘ธรรมศาสตร์’ เปิด 3 หลักสูตรใหม่ สร้างกำลังคนสุขภาวะ-ความยั่งยืน หนุนไทยลุย Green Economy

    “ธรรมศาสตร์” ลมใต้ปีกประเทศไทย ประกาศเปิด 3 หลักสูตรใหม่ ผลิตกำลังคนด้าน SDGs ช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เสริมกำลัง “รัฐ-เอกชน-อุตสาหกรรม” พร้อมลุย Green Economy มูลค่ากว่า 300 ล้านล้าน “อธิการบดี มธ.” ประกาศปั้นบัณฑิตไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงครอบคลุมต้นน้ำ-ปลายน้ำ ช่วยองค์กรปรับตัว ยั่งยืน มั่นคง

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปี ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้บรรลุผลตามที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดไว้ คือภายในปี ค.ศ. 2030 โดยที่ผ่านมาชัดเจนว่า SDGs มีส่วนสำคัญต่อการจัดระเบียบและกติกาของโลกใหม่ เช่น การเกิดข้อบังคับการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM) รวมทั้งยังช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมหาศาล ซึ่งคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จะเติบโตจนมีมูลค่าถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 300 ล้านล้านบาท ในปี 2050 หรืออีก 25 ปีข้างหน้า

    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า ระยะเวลาถัดจากนี้ สถาบันการศึกษาจะมีบทบาทสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการผลิตกำลังคนที่มีทักษะด้าน SDGs เพื่อสร้างเศรษฐกิจและช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับประเทศไทย สอดรับกับทิศทางของประเทศไทย ทั้ง BCG Model ที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม และเทรนด์ของโลกที่กำลังมุ่งไปสู่กรอบแนวคิดการประเมินความยั่งยืนและผลกระทบทางจริยธรรมของธุรกิจ (ESG) ซึ่งแน่นอนว่าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย จำเป็นต้องมีทรัพยากรบุคคลที่เชี่ยวชาญเฉพาะในด้านนี้

    สำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันได้พัฒนาหลักสูตรใหม่ จำนวน 3 หลักสูตร เพื่อสนับสนุนการสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับประเทศ ได้แก่ 1. หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการความยั่งยืน 2. หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศักยภาพมนุษย์และสุขภาวะ และ 3. หลักสูตรอบรมผู้นำเพื่อความยั่งยืน : TU ESG NEXT FOR SUSTAINABILITY LEADERSHIP (สำหรับผู้บริหารระดับสูง)

    “ทั้ง 3 หลักสูตรนี้ครอบคลุมตั้งแต่บัณฑิตไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ปรับตัวไปสู่เทรนด์ความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง พร้อมกับสร้างคนที่มีทักษะตรงความต้องการ และพร้อมทำงานได้จริงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมด้านความยั่งยืนใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะหนุนเสริมให้กลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศต่อไปในอนาคต” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

    สำหรับหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการความยั่งยืน รศ. ดร.สายฝน สุเอียนทรเมธี คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรนี้เกิดจากความร่วมมือของทางวิทยาลัยสหวิทยาการ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เพื่อผลิตกำลังคนไปทำงานด้านความยั่งยืน (ESG) ในองค์กร ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และเพื่อพัฒนานวัตกรให้ทำงานร่วมกับชุมชนและสังคมได้

    รศ. ดร.สายฝน กล่าวต่อไปว่า จุดเด่นของหลักสูตรนี้ให้ความสำคัญกับการฝึกประสบการณ์จริง นักศึกษาจะได้ฝึกงานในองค์กรกว่า 1,000 ชั่วโมง สามารถออกแบบในการฝึกประสบการณ์ได้ตั้งแต่ปีการศึกษาที่ 1 ทั้งในและต่างประเทศ ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็คประเทศไทยที่มีเครือข่ายภาคเอกชนกว่า 140 แห่งพร้อมรองรับ และนักศึกษาจะได้รับความรู้แบบสหวิทยาการ เน้นความรู้ด้านความยั่งยืน วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการความยั่งยืนในองค์กรภาคธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และธุรกิจที่ยั่งยืน ดิจิทัลเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ด้านการจัดการความยั่งยืน

    “จากเทรนด์ความยั่งยืนของโลกทำให้ภาคเอกชนต้องตระหนักและดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมากขึ้น ต่อไปนี้ทำกิจกรรม CSR ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว องค์กรต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่องและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมจริง เพื่อได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีบทบาทกำกับดูแล ดังนั้น ภาคเอกชนกำลังต้องการผู้ที่มีความรู้และทักษะด้านความยั่งยืนจำนวนมากเพื่อไปออกแบบระบบ พัฒนานวัตกรรมทางสังคมเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ. ดร.สายฝน ระบุ

    ขณะที่สาขาศักยภาพมนุษย์และสุขภาวะ ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความพิเศษของสาขานี้คือการใช้ความรู้แบบพหุศาสตร์ อาทิ ประสาทวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ศาสตร์บำบัดทางศิลปะ ความเสมอภาคทางสังคม ฯลฯ มาบูรณาการกันเพื่อพัฒนาบัณฑิตทั้งในเชิงความรู้ความเข้าใจ และทักษะการจัดการภายในของตนเอง ความสัมพันธ์รอบตัว และความขัดแย้งในสังคมด้วยมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย ตลอดจนทำหน้าที่ดูแลสุขภาวะ และพัฒนาศักยภาพของคนอื่นๆ

    ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า บทบาทดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ขาดอยู่ในเชิงวิชาชีพในปัจจุบัน และกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยตอนนี้หลายองค์กรขนาดใหญ่ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติเริ่มมีการเปิดรับสมัครในตำแหน่ง Well-Being Specialist หรือคนที่มีบทบาททั้งในการพัฒนาศักยภาพ และดูแลสุขภาวะขององค์กร เชื่อมประสานรอยร้าวระหว่างคนต่างวัย เพื่อทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยในอนาคตเป็นไปได้ว่าเกือบทุกองค์กรจะมีตำแหน่งงานนี้อยู่

    “ความขัดแย้งภายในถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างมาก ซึ่งอาจเลยไปถึงการเติบโตขององค์กรด้วย เช่น การทำให้คนที่มีความสามารถ หรือทักษะสูงต้องลาออกไป โดยสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี หรือ AI (ปัญญาประดิษฐ์) แต่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ที่มีทักษะเท่านั้น” ผศ. ดร.อดิศร กล่าว

    ในส่วนหลักสูตรอบรมผู้นำเพื่อความยั่งยืน ศ. ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาสำหรับสร้างผู้นำเพื่อความยั่งยืนในทุกภาคส่วน ทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ให้สามารถเข้าใจและบูรณาการแนวคิด ด้านความยั่งยืน (ESG) สู่การปฏิบัติจริงในบริบทองค์กร พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายผู้นำที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันสังคมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs

    ทั้งนี้ การอบรมภายใต้หลักสูตร TU ESG NEXT มธ. ได้ระดมคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนของ มธ. พร้อมทั้งวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ เช่น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ดร.สรพล ตุลยเสถียร รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฯลฯ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ESG รวมถึงเปิดมุมมองผ่านประสบการณ์จริง พร้อมกับเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ และสร้างเครือข่ายผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมต่อการขับเคลื่อนองค์กรในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดการลงทะเบียนได้ที่ https://icehr.tu.ac.th/

    “ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้นำองค์กรในทุกภาคส่วนที่จำเป็นต้องปรับตัวและมีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยต่อความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวได้” ศ. ดร.ธีระ กล่าว
    /////////

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/968351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CMcNptuXlbVZ18i7y8o7M

  • คลังเกาะติด 5 ปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ คาดปีนี้จีดีพีโต 2.4%

    คลังเกาะติด 5 ปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ คาดปีนี้จีดีพีโต 2.4%

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการคลังภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและยังคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว 

    โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 

    1. การกระตุ้นเศรษฐกิจ
    2. การลดภาระประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL)
    3. การส่งเสริมธุรกิจ SMEs
    4. เพิ่มการออมภาคประชาชน
    5. การลงทุนเพื่ออนาคต 

    อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 

    1. นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น
    2. ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
    3.  ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
    4. ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนและ SMEs
    5. การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.9 ถึง 2.9) ปรับเพิ่มจากประมาณการครั้งก่อนที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ณ กรกฎาคม 2568) เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีที่คาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 

    และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 3.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.5 ถึง 3.5) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 

    ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 10.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 9.5 ถึง 10.5) จากการเร่งส่งออกของภาคเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาเเละตลาดจีนในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ที่ขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 26.4 เเละ 10.8  ในสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เเละผลิตภัณฑ์ยางเป็นสำคัญ

    นอกจากนี้ การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ถึง 1.3) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 5.6 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.1 ถึง 6.1) และการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 1.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.2 ถึง 2.2) 

    ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ -0.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ-0.7 ถึง 0.3) ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายของภาครัฐและราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 20.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.5 ของ GDP 

    สำหรับในปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) เนื่องจากมีการเร่งส่งออกในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐเป็นสำคัญ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -2.0 ถึง -1.0)  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MlD3WcbhbEZOLKSmKhYIX

  • สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน ลดภาษีนำเข้า 10% เปิดทางเฟสใหม่ของเศรษฐกิจ ตลาดเตรียมพุ่ง!

    สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน ลดภาษีนำเข้า 10% เปิดทางเฟสใหม่ของเศรษฐกิจ ตลาดเตรียมพุ่ง!

    By

    พฤศจิกายน 2, 2025

    ในการประชุมสุดยอดผู้นำ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ประธานาธิบดี Donald Trump ได้บรรลุข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าครั้งสำคัญกับ ประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง “ดีลประวัติศาสตร์” ที่อาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก และแน่นอน ตลาดคริปโตอาจไม่รอดพ้นจากแรงกระเพื่อมนี้

    สหรัฐฯ ลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 10%

    ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลง 10 เปอร์เซ็นต์ เริ่มมีผลในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 และจะชะลอการขึ้นภาษีใหม่จนถึงสิ้นปี 2026 

    ขณะที่จีนเองตกลงที่จะ ยุติมาตรการตอบโต้ทางการค้า ยกเลิกการจำกัดการส่งออก Rare Earth และเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ

    แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวเผยว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของ “ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูสมดุลทางการค้า” และจะช่วยลดแรงตึงเครียดระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ยุคสงครามการค้าปี 2018

    จีนกลับมาเปิดตลาด และควบคุมสารตั้งต้นยาเฟนทานิล

    อีกจุดสำคัญคือ จีนตกลงจะ ควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นเฟนทานิลไปยังสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นชัยชนะด้านความมั่นคงของทรัมป์ รวมถึงจะเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ และสินค้าเกษตรอื่น ๆ กลับเข้าสู่ตลาดจีนอีกครั้ง

    นอกจากนี้ จีนยัง ยกเลิกการควบคุมการส่งออก Rare Earth และกราไฟต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนี่สัญญาณที่นักวิเคราะห์มองว่าอาจช่วย “คลายล็อกห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี” ที่เคยติดขัดในช่วงที่ผ่านมา

    ผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดคริปโต

    นักวิเคราะห์มองว่าข้อตกลงครั้งนี้อาจส่งผลในเชิงบวกต่อ สินทรัพย์เสี่ยง ทั่วโลก รวมถึงตลาดคริปโตเคอร์เรนซีด้วย
    การคลี่คลายสงครามการค้าจะช่วยลดแรงกดดันจากเงินดอลลาร์แข็งค่า ทำให้ สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin และทองคำกลับมาน่าสนใจ ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในระยะกลาง

    ในอีกมุมหนึ่ง การที่จีนผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการค้าและแร่หายาก อาจเร่งการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน Web3 และ AI ทั่วโลก ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาชิปและพลังคำนวณจำนวนมาก ส่งผลทางอ้อมให้ความต้องการใช้งาน crypto และ tokenization เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    Bitcoin เริ่มเคลื่อนไหว

    หลังมีรายงานข่าวการบรรลุข้อตกลง ราคา Bitcoin ได้ขยับขึ้นจนทะลุแตะระดับ 111,000 ดอลลาร์ โดยนักเทรดมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณบวกในช่วงสั้นก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2026
    ขณะที่สินทรัพย์คริปโตฝั่งเอเชีย เช่น TON และ NEAR มีแรงซื้อเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ว่า “ทุนจีน” จะไหลกลับเข้าตลาดคริปโตมากขึ้นหลังข้อจำกัดทางการค้าผ่อนคลาย

    ในระยะยาว หากความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจยังดำเนินต่อเนื่อง ปี 2026 อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นอย่างมีเสถียรภาพอีกครั้ง พร้อมกับการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เคลื่อนไปควบคู่กัน

    Source: WhiteHouse

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/11/02/usa-china-deal/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YV9a-cvqvVHFP6tQXAqin

  • MOU แร่หายากเสี่ยงทำไทยตกอยู่ในสงครามเทคจีน-สหรัฐ กังวลกระทบสิ่งแวดล้อม-ขาดแรงงานทักษะสูง : อินโฟเควสท์

    MOU แร่หายากเสี่ยงทำไทยตกอยู่ในสงครามเทคจีน-สหรัฐ กังวลกระทบสิ่งแวดล้อม-ขาดแรงงานทักษะสูง : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยไปทำบันทึกความเข้าใจกับสหรัฐอเมริกาหรือทำ MoU

    แร่หายากจะเพิ่มความเสี่ยงของไทยในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา อาเซียนรวมทั้งไทยจะกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจ หากไทยเปิดรับการลงทุนด้านการสำรวจและผลิตแร่หายากตาม MoU จะทำให้”ไทย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของสหรัฐฯซึ่งจะแข่งขันโดยตรงกับจีนที่มีอำนาจผูกขาดอยู่ในโครงสร้างตลาดขณะนี้

    จีนครองส่วนแบ่งตลาด 86% ของแปรรูปแร่หายาก

    นอกจากนี้ การที่”ไทย” ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีในการสำรวจ สกัดคัดแยกและผลิต ก็จะเป็นเปิดช่องทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทางด้านนี้และสหรัฐอเมริกาเข้ามาครอบงำอุตสาหกรรมแร่หายากและเศรษฐกิจไทย ความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะเปิดโอกาสให้มีการตักตวงส่วนเกินทางเศรษฐกิจโดยบรรษัทข้ามชาติผ่านระบบการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้

    โครงการลงทุนเหมืองแร่หายากจะเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยจะไม่คุ้มกับความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน กากพิษจากกระบวนการผลิตจะถูกทิ้งไว้ในแผ่นดินไทย ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขโดยแนวทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและเตรียมการสำหรับการรองรับการลงทุนให้ดีพอ

    “ไทย” ในฐานะผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลกจะกลายเป็น “หมาก” สำคัญในการเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เราไม่ควรเป็นเพียง “หมาก” และ ผลประโยชน์จากการลงทุนจะเกิดต่อสาธารณชนโดยรวม เราต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายที่เหมาะสม มีการเตรียมความพร้อมและมีแนวทางชัดเจนในการรองรับผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ วางตัวเป็นกลาง และ หลีกเลี่ยงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสงครามทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯกับจีน

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์น้อยมากจากการเปิดให้มีการสำรวจและผลิตแร่หายากเพิ่มเติมหากไทยไม่มีอุตสาหกรรมไฮเทคต่อเนื่องมูลค่าสูง ไม่สามารถมีกระบวนการและกลไกในการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเรียนรู้การสำรวจ การแปรรูป

    การผลิต ผลกระทบด้านบวกจากการทำ MoU นั้นประกอบไปด้วย ผลประโยชน์จากการลงทุนต่อเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรมสำรวจ แปรรูปแร่เพิ่มรายได้ภาครัฐ เกิดการพัฒนาต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้ง อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    ส่วนผลกระทบด้านลบ อาจเกิดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีหลายมิติ การทำเหมืองแร่อาจก่อให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่า พื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านการเกษตรกรรมอาจเปลี่ยนสภาพไป อาจเกิดมลพิษทางอากาศและทางน้ำ มีผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชนได้ ระบบการกำกับดูแลและระบบกฎหมายของไทยยังมีช่องโหว่และอาจสร้างปัญหาความปลอดภัยของชีวิตและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างได้ นอกจากนี้การกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยี ต้องให้มีการใช้เทคโนโลยีสำรวจและผลิตที่ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

    คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ข้อน่ากังวลต่อ MoU นี้ คือ ไทยค่อนข้างเสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิการสำรวจและการลงทุน เงื่อนไขการยกเลิก รวมทั้ง ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบัน ไทยยังไม่มีวิธีการจัดการกากกัมมนตภาพรังสีที่ชัดเจน

    หากกากแร่กัมมันตภาพรังสีเหล่านี้ปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดินและแหล่งน้ำผิวดินต่างๆจะเกิดผลกระทบรุนแรงในวงกว้าง

    สาธารณชนส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตแร่หายากอันดับ 4 ของโลกและมีมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไร

    โดยมีการนำเข้าหินจากเมียนมาและออสเตรเลีย แปรรูปแล้วส่งออก เป็นทางผ่าน ไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยมากนัก

    อย่างไรก็ตาม การจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เราต้องมีการลงทุนทางด้านนวัตกรรมเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไทยขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ล่าสุด อุปสงค์ของแรงงานทักษะสูงเองชะลอตัวลงจากภาคการลงทุนชะลอตัวลง ภาคการลงทุนเติบโตช้าลงก็เป็นผลจากการที่เราขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ผลิตภาพโดยรวมจึงต่ำทำให้ขาดศักยภาพในการลงทุนปัญหาจึงวนเวียนอยู่เช่นนี้ รัฐจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมให้ชัดเจนและสร้างกลไกให้เกิดแรงจูงใจให้เอกชนไทยลงทุนพัฒนานวัตกรรม

    นายอนุสรณ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า การที่รัฐบาลไทยไปทำข้อตกลงใดๆกับรัฐบาลต่างชาติต้องผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนและกลไกรัฐสภาก่อน ส่วนการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน หรือ MoU เรื่อง “แร่หายาก” นั้น แม้นยังไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นรัฐบาลจึงต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนก่อนการลงนาม การไปทำข้อตกลงใดๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ

    ขอเสนอให้ใช้โมเดลพัฒนายั่งยืนแบบประชาธิปไตย เป็นโมเดลการพัฒนาที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เอา “คุณภาพชีวิต”

    ของประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

    การพัฒนายั่งยืนแบบประชาธิปไตยจะช่วยสนองความจำเป็นของปัจจุบันโดยไม่ต้องเบียดบังความจำเป็นของอนุชนรุ่นหลัง ภาครัฐจะเปิดรับภาคประชาสังคมในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายมีการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆตามหลักการประชาธิปไตย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rdPUtyaoOlguCqNI9sm-C

  • ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษว่า บริบทเศรษฐกิจไทย เหลือเวลาแค่สองเดือนจะหมดปี 2568 ที่ผ่านมาเผชิญกับปัจจัยเชิงลบหลายอย่าง

    ล่าสุดการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเข้ามาแบบเฉพาะกิจ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ โดยมีเงื่อนไขต้องยุบสภาภายในมกราคม 2569 และกว่าจะเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ก็อยู่ในช่วงเมษายน 2569 สภาวะดังกล่าวอาจทำให้เกิดช่วงสุญญากาศทางการเมือง และมีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

    นายธนิต ระบุว่า ภายใต้ภาวะดังกล่าวที่ผ่านมามีแต่ทรงกับทรุด สะท้อนจากการบริโภคกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแอส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ลดลงและกับดักหนี้ครัวเรือน อีกทั้งภาคท่องเที่ยวต่างชาติไม่ฟื้นตัวนับแต่วิกฤตโควิด-19 สถานะที่เป็นอยู่คือ การขาดสภาพคล่องทั้ งภาคธุรกิจและประชาชน ทำให้หนี้เสียและหนี้เปราะบางสูงขึ้น จนทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อกระทบเป็นลูกโซ่ 

    รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ใช้เงินจำนวน 8.4 หมื่นล้านบาท มีผู้เข้าถึงประมาณ 20 ล้านคนแต่ด้วยเงินไม่มากจำกัดใช้วันละไม่เกิน 200 บาท แค่สิบวันหรือไม่เกินสิบสองวันเงินก็หมดแล้วคงช่วยดึงเศรษฐกิจได้บ้างดีกว่าไม่ทำอะไร 

    สภาวะที่ไม่เอื้อเช่นนี้ มีการปรับลด GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้ร้อยละ 2.0 – 2.2 ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 และปีหน้าจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่มีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูงเศรษฐกิจ อาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 – 1.8 ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปากท้องและการจ้างงานมีความไม่แน่นอนสูง สัญญานทางบวกพอเริ่มเห็นซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจปี 2569 เกี่ยวข้องกับปัจจัยเอื้อดังต่อไปนี้

    ประการแรก

    ภาคส่งออกภายใต้ความแปรปรวนจากภาวะเศรษฐกิจโลกมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนทำให้สกุลบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.37 ที่น่าประหลาดใจการส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ดี เป็นเสาค้ำยันเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ สะท้อนจากอัตราว่างงานล่าสุดร้อยละ 0.79 และอัตราว่างงานประกันสังคมมาตรา 33 ร้อยละ 2.34 

    ขณะที่เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักล้วนออกอาการเดี้ยง กล่าวคือช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ส่งออกขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐฯ สูงถึงร้อยละ 13.94 หากเป็นอัตราเงินบาทขยายตัวได้ร้อยละ 5.58 ข้อมูลล่าสุดส่งออกเดือนกันยายนขยายตัวถึงร้อยละ 19.0 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

    หากส่องกล้องพบว่า สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวได้ถึงร้อยละ 26.4 ตรงข้ามกับสินค้าเกษตร-ประมง-ปศุสัตว์ส่งออกขยายตัวติดลบ ร้อยละ 18.2 ทำให้มีผลต่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและรายได้ครัวเรือนลดลงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน 

    การที่ส่งออกช่วงที่ผ่านมาขยายตัวได้ดีมาจากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา 9 เดือนแรกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 28.57 แม้แต่เดือนกันยายนขยายตัวได้ร้อยละ 35.34 แสดงว่ามาตรการภาษีของ “ทรัมป์” ไม่ส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดส่งออกเนื่องจากอัตราภาษีเรียกเก็บของสหรัฐฯ ในภูมิภาคใกล้เคียงกัน 

    ที่น่าวิตกคือการส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับสองลดลงต่อเนื่องเดือนสิงหาคมขยายตัวได้ ร้อยละ 5.8 และเดือนกันยายนขยายตัวได้ร้อยละ 3.22 จากที่ก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20 – 23 ทำให้ซับพลายสินค้าของจีนมีส่วนเกินสูงและไหลบ่าด้วยราคาต่ำกว่าทุนเข้ามาแย่งตลาดของไทย หากไม่มีมาตรการประเภท “Anti Dumpling” จะทำให้ผู้ผลิตของไทยแข่งขันไม่ได้กระทบไปถึงการจ้างงาน

    ประการที่สอง

    สถานการณ์ขัดแย้งกัมพูชา เริ่มคลี่คลายเดิมพันทางเศรษฐกิจมูลค่าส่งออก 3.236 แสนล้านบาทเป็นการส่งออกผ่านชายแดนมูลค่า 1.745 แสนล้านบาท ปัจจุบันมาตรการปิดด่านยังคงมีอยู่ทำให้การส่งออกในส่วนนี้เป็น “0” ช่วงก่อนมีการปะทะกันส่งออกไปกัมพูชาเฉลี่ยเดือนละ 2.7 หมื่นล้านบาท อัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 42.7 

    ปัจจัยบวกที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 คือเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาสามารถทำข้อตกลงสันติภาพ Thai-Cambodia Peace Deal” ณ นครกัวลาลัมเปอร์ โดยมีประธานอาเซียนและปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นสักขีพยาน ภายใต้ปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อกัมพูชาทำให้ไม่มีข้อต่อรองและทางเลือกจนนำไปสู่การลงนามสันติภาพ 

    อาจเป็นการยุติปัญหา (ชั่วคราว) ได้ระดับหนึ่งและอาจนำไปสู่การเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า-บริการและความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับทางกัมพูชาว่าจะทำตามข้อตกลงมาน้อยเพียงใด

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

    ประการที่สาม

    การเจรจาภาษีการค้า “Reciprocal Trade” กับสหรัฐอเมริกามีความคืบหน้า หลังจากไทยสามารถเข้าถึงปธน.ทรัมป์ได้มากขึ้นและนายกอนุทินฯ เชิญทรัมป์ให้มาเยือนประเทศไทย ล่าสุดมีการลงรายละเอียดการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมจากสหรัฐฯ อัตราร้อยละ 99 และรายละเอียดต่างๆ ที่ไทยไปทำความข้อตกลง เช่น 

    การนำเข้าสินค้าเกษตร การจัดซื้อเครื่องบิน 80 ลำ การซื้อเชื้อเพลิงรวมทั้งการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการสวมสิทธิ์และแหล่งกำเนิดสินค้าเกี่ยวข้องกับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบภายในภูมิภาค (RVC : Reginal Value Content) ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ 

    ประการที่สี่

    ความชัดเจนด้านเสถียรภาพการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ด้วยการเข้ามาของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกุล เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญและเงื่อนไขต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนประมาณปลายเดือนมกราคมหรืออาจเร็วกว่า ทำให้เห็นทิศทางการเมืองได้ชัดเจนว่าภายในไตรมาสแรกปีหน้าจะมีการ “Zero Reset” ด้วยการเลือกตั้งใหม่

    ส่วนจะได้รัฐบาลผสมข้ามขั้วหรือจะติดล็อกเป็นสามก๊กเหมือนเดิมค่อยไปลุ้นหลังเลือกตั้งแต่ประการสำคัญคงปลดล็อกการเมืองติดกับดักได้ระดับหนึ่ง

    เศรษฐกิจปีนี้เหลือเวลาแค่สองเดือนภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจรอวันยุบสภาใน 2 – 3 เดือนข้างหน้าคงหวังพึ่งอะไรไม่ได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 จะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋า ซึ่งแทบจะฉีก สำหรับปี 2569 ปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยยังขาดความชัดเจนเป็นปัญหาทางโครงสร้าง 

    ทั้งด้านการเมือง มีช่องว่างต้องรอรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งอย่างเร็วต้นเดือนเมษายนปีหน้า ทำให้เกิดสุญญากาศในการแก้ปัญหาและฟื้นเชื่อมั่น ด้านหนี้ประชาชนซึ่งสูงทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ทำให้ถ่วงกำลังซื้อมีความเปราะบางตลอดจนภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม เศรษฐกิจปีหน้าอาจอยู่ในอาการซบเซาและมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นความท้าทายและโจทย์ยากของรัฐบาล

    ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    นายธนิต ยอมรับว่า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกมีความแปรปรวนผสมโรงกับมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาและข้อจำกัดจากเสถียรภาพทางการเมืองไทย เป็นปัญหาทางโครงสร้างเป็นโจทย์แก้ยากที่ไทยจะต้องเผชิญ เศรษฐกิจปีหน้าอาจขยายในอัตราที่ต่ำกว่าปีนี้ ซึ่งนับว่าแย่แล้วคงต้องรับมือหนักกว่าเดิม เป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจ 

    ตลอดจนมนุษย์เงินเดือนที่ต้องก้าวผ่าน ขึ้นอยู่กับศักยภาพของธุรกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน โหมดการทำธุรกิจของ SMEs คือความอยู่รอดประคองตัวไม่ให้ “เจ๊ง” ปัญหาการขาดสภาพคล่องหรือ “Liquidity Effect” ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นวิกฤตระดับประเทศ 

    ขณะที่นายแบงค์ดัง ๆ หลายธนาคารออกมาระบุว่า มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อด้วยการตั้งการ์ดลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินนำไปสู่การพิจารณาสินเชื่อระดับเข้มข้นและซับซ้อนสูงสุด (Management Overlay) จะทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ขาดสภาพคล่องมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจไทยหรือ GDP ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจปีนี้ตลอดไปจนถึงปีหน้า มีแนวโน้มผันผวนและเปราะบาง รวมถึงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองสอดคล้องกับล่าสุด “IMF” ออกแถลงการณ์เตือนว่าภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เข้าสู่ภาวะผันผวนและไร้ทิศทาง เศรษฐกิจไทยขาดแรงหนุนเผชิญปัจจัยเชิงลบทั้งจากภายนอกและภายในทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอหนี้-ครัวเรือนสูงและภาคท่องเที่ยวไม่ฟื้นตัวเต็มที่ 

    ภาคธุรกิจและประชาชนขาดสภาพคล่องนำไปสู่วิกฤตหนี้เสียกระทบเป็นลูกโซ่ ภาวะเช่นนี้ส่งผลทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องเป็นทศวรรษ เสมือนเป็นกับดักต่อความอยู่รอดของภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กที่มีขีดความสามารถแข่งขันต่ำทั้งด้านนวัตกรรมและราคา เกี่ยวข้องไปถึงเสถียรภาพมนุษย์เงินเดือนและแรงงาน ซึ่งทำงานอยู่ในภาคส่วนเหล่านี้ ล้วนมีความเสี่ยงที่จะต้องหาทางออกประเด็นคือทางออกอยู่ตรงไหน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IzVI-uD62TJsbILysIqi7

  • พาณิชย์แถลงความสำเร็จอาเซียน – เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก

    พาณิชย์แถลงความสำเร็จอาเซียน – เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก

    พาณิชย์แถลงความสำเร็จอาเซียน – เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงผลการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และการประชุมรัฐมนตรีเอเปคและผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ภายหลังกลับจากเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม โดยถือเป็นเวทีสำคัญที่กำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก

    พาณิชย์แถลงความสำเร็จอาเซียน - เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก

    นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์และขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนแปลง ทำให้ทุกประเทศต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ คู่ค้าใหม่ และสร้างศักยภาพของตนเองขึ้นมาใหม่ รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีจึงพยายามยกระดับแนวทางการค้าและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่จากเดิมเรามุ่งเน้นการส่งออกสินค้าเกษตรต้นน้ำ เช่น ข้าว ยางพารา หรือมันสำปะหลัง ก็ได้ขยายแนวทางไปสู่การยกระดับให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก” (Food Security Hub)

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    “เมื่อเราวางตำแหน่งเช่นนี้และสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศ ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะทุกประเทศกำลังมองหาความมั่นคงทางอาหารระยะยาว ซึ่งไทยมีศักยภาพและความพร้อมในเรื่องนี้” นางศุภจีกล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีของ 5 ประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและสร้างตลาดใหม่ ในขณะที่ นายกรัฐมนตรีได้หารือร่วมกับผู้นำประเทศต่างๆ รวม 12 ประเทศ และไทยยังมีโอกาสหารือกับ 3 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องที่จะร่วมมือกับไทยในประเด็นเศรษฐกิจและการค้าในทิศทางเดียวกัน

    พาณิชย์แถลงความสำเร็จอาเซียน - เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยมีบทบาทนำคือ การผลักดัน กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement : DEFA) ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นประธานในการจัดทำกรอบความร่วมมือนี้ เพื่อเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างประเทศสมาชิก ถ้าเราทำเรื่องนี้สำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่มีกรอบดิจิทัลในการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งจะยกระดับภูมิภาคของเราให้โดดเด่นในเวทีโลก และประเทศไทยในฐานะประธานตั้งใจจะหารือเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนเข้าสู่การตกลงร่วมกันในเดือนเมษายนปีหน้า

    พาณิชย์แถลงความสำเร็จอาเซียน - เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่อาเซียนให้ความสนใจในการประชุมปีนี้ คือ Inclusivity (การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน) และ Sustainability (ความยั่งยืน) ส่วนการประชุมเอเปคมุ่งเน้น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ Connect (ความเชื่อมโยง) Innovation (นวัตกรรม) และ Prosperity (ความเจริญมั่งคั่งร่วมกัน) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล คือนโยบาย “Quick Big Win” โดยเน้น “กระตุ้นสั้น วางรากฐานยาว และกระจายตัว”

    พาณิชย์แถลงความสำเร็จอาเซียน - เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก

    “ดิฉันได้รับเกียรติให้กล่าวแทนท่านนายกรัฐมนตรี เนื่องจากท่านติดภารกิจสำคัญ คือพระราชพิธีฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งจัดโดย สภาธุรกิจอาเซียน ซึ่งในเวทีนั้นได้รับความสนใจจากหลายประเทศอย่างมาก หลังจากนั้นหลายประเทศได้ขอเจรจาทวิภาคีเพิ่มเติม ทั้งอย่างเป็นทางการและกึ่งทางการ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของโลกอีกครั้ง และเราจะเดินหน้าผลักดันการค้าเพื่อช่วยพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด” นางศุภจีกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PHx1If8_FoDZ-E-9pN5kE

  • คนลังเลซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เหตุจุดชาร์จน้อย-ไม่มั่นใจแบตฯ

    คนลังเลซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เหตุจุดชาร์จน้อย-ไม่มั่นใจแบตฯ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-200&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W7Xl9DbX00rM9g-l5MoTH

  • รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม


    2/11/2568 | 60 |

    วันนี้ (2 พ.ย. 68) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวดี มีคืน” และเป้าหมาย “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่”

    โดยมอบสิทธิ์ด้านภาษี สำหรับประชาชนทั่วไป ที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนี้

    • นำ ค่าที่พักและค่าอาหาร หักลดหย่อนภาษี ได้ สูงสุด 20,000 บาท

    • หากเดินทางไป จังหวัดเมืองรอง สามารถ หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)

    “มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างความสุข สร้างความคึกคักให้บรรยากาศท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี ให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  ถือเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยจนถึงธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ “พาเงินออกนอกเมืองใหญ่” สู่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรอการค้นพบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทริป แต่เป็นการ “ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากมือของเราเอง”

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101803


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/437285&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FeydDYhHLxQgN0glMtDh1

  • นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นชมทะเลหมอกภูชี้ฟ้า สัมผัสอากาศหนาวต้นฤดู | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นชมทะเลหมอกภูชี้ฟ้า สัมผัสอากาศหนาวต้นฤดู | TOPNEWS

    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวที่จุดชมวิว “ภูชี้ฟ้า” อ.เทิง จ.เชียงราย เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงต้นฤดูหนาวปีนี้ โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติทยอยเดินทางขึ้นมาชมทะเลหมอกยามเช้า ซึ่งลอยปกคลุมหุบเขาเหนือพรมแดนไทย–ลาว สร้างภาพงดงามราวสวรรค์บนดิน จากจุดชมวิวสูงกว่า 1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นผืนป่ากว้างใหญ่และแนวเทือกเขาสลับซับซ้อนทอดยาวสุดสายตา ขณะที่แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านหมอกบางๆ ทำให้ภูมิประเทศบริเวณยอดภูเต็มไปด้วยแสงสีทองสวยงาม ท่ามกลางอุณหภูมิช่วงเช้าอยู่ที่ประมาณ 13–15 องศาเซลเซียส สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

    นายบันเทิง เครือวงศ์ ผู้ประกอบการรีสอร์ทในพื้นที่ และที่ปรึกษาสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ช่วงนี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า ซึ่งมีจุดเด่นด้านธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และอากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน โดยผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างเตรียมความพร้อมทั้งด้านที่พัก อาหาร และการบริการ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงปลายปีนี้

    “อยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสทะเลหมอกภูชี้ฟ้าในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงที่หมอกสวยที่สุด และยังสามารถชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นเหนือยอดเขาที่งดงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทย” นายบันเทิง กล่าว

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้าได้เตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการให้ข้อมูลเส้นทางและดูแลนักท่องเที่ยวตลอดช่วงฤดูท่องเที่ยว พร้อมจัดระบบการขึ้นลงภูให้เป็นระเบียบ เพื่อให้ทุกคนสามารถท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1376091&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F5zBFiW7fDgA9gznmIyXR

  • เริ่มแล้วงาน “เสน่ห์ล้านนาแพร่ : ต๋ามผางประทีปดอกจอก วัดจอมสวรรค์” | TOPNEWS

    เริ่มแล้วงาน “เสน่ห์ล้านนาแพร่ : ต๋ามผางประทีปดอกจอก วัดจอมสวรรค์” | TOPNEWS

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรองมากขึ้น ภายใต้แคมเปญเมืองน่าเที่ยว ทำให้แนวโน้มจังหวัดท่องเที่ยวรอง (เมืองน่าเที่ยว) ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยเที่ยวเมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    จังหวัดแพร่ เป็นเมืองรองน่าเที่ยวที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงวิถีอัตลักษณ์เสน่ห์ล้านนาเป็นประตูสู่ล้านนาเชื่อมโยงจังหวัดภาคเหนือตอนล่างสู่ตอนบน มีแหล่งท่องเที่ยวและสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมที่มีเรื่องราวสามารถเสนอขายเส้นทางท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถชูเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างสรรค์และยั่งยืนได้ ทั้งนี้ แผนพัฒนาจังหวัดแพร่ ด้านการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    วัดจอมสวรรค์ เป็นวัดเก่าแก่และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ที่มีนักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนเดินทางมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก สร้างด้วยศิลปกรรมการสร้างแบบพม่าซึ่งมีอายุร้อยกว่าปี เป็นวัดที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง เพดานประดับกระจกอย่างวิจิตรงดงาม  ส่วนของวิหารจะใช้เป็นกุฏิและศาลาการเปรียญในหลัง และยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ พระธาตุจอมสวรรค์ คัมภีร์งาช้าง พระพุทธรูปงาช้าง ดอกไม้ทำจากหิน บุษบก  หลวงพ่อสาน (สานจากไม้ไผ่ทั้งองค์) และโบราณวัตถุอื่นๆ ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2523 ผางประทีปดอกจอก เกิดจากการนำสัญลักษณ์ ดอกจอก 8 กลีบ ที่เกาะสลักจากไม้สักประดับบนเพดานของวัดจอมสวรรค์ ถือเป็นมงคล 8 ทิศ มาสร้างสรรค์ให้เกิดกิจกรรมส่งมอบประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวในห้วงเทศกาลลอยกระทงของทุกปี กว่า 6 ปี

    นายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ กล่าว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ เทศบาลเมืองแพร่ วัดจอมสวรรค์ ชมรมจิตอาสาวัดจอมสวรรค์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเนื่องในงานประเพณียี่เป็งภายใต้ชื่องาน “เสน่ห์ล้านนาแพร่ : ต๋ามผางประทีปดอกจอก วัดจอมสวรรค์” ในระหว่างวันที่ 1 – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดจอมสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามให้นักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเป็นพุทธบูชาสืบทอดพระพุทธศาสนา และส่งเสริมกิจกรรมเพิ่มประสบการณ์ท่องเที่ยว สร้างการรับรู้ในกิจกรรมใหม่ผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ของชุมชนภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมการตลาด ททท.สำนักงานแพร่ปี 2569 โครงการ Phrae Gateway เสน่ห์มรดกล้านนา

    งาน “เสน่ห์ล้านนาแพร่ : ต๋ามผางประทีปดอกจอก วัดจอมสวรรค์” พิธีเปิดงานในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ชมการแสดงแสงเสียง ตำนาน “จอมสวรรค์มิ่งมงคล วิจิตรศิลป์ถิ่นไทใหญ่” สนับสนุนจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่  ไฮไลท์ของงานร่วมจุดผางประทีปดอกจอกวัดจอมสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุด ณ ลานบริเวณด้านหน้าวิหารไม้ หลังจากนั้นเดินแอ่วกาดแลงโบราณ ชิมอาหารถิ่นเมืองแพร่ พร้อมมีจุดถ่ายภาพโบราณฉากวัดจอมสวรรค์ ให้นักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมงานร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1376071&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EIUSJAKNWV_Iboc_STot4