Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘วัดพระเชตุพนฯ’ จัดอบรม ‘พระธรรมกถึก’ เทศน์ 2-3 ธรรมาสน์ | เดลินิวส์

    ‘วัดพระเชตุพนฯ’ จัดอบรม ‘พระธรรมกถึก’ เทศน์ 2-3 ธรรมาสน์ | เดลินิวส์

    วัดพระเชตุพนฯ และสภาพระธรรมกถึกแห่งคณะสงฆ์ไทย จัดโครงการอบรมพระธรรมกถึก เทศน์ 2 และ 3 ธรรมาสน์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสมัครถึงวันที่ 10 พ.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5262663/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0duxe9_qN7amAQoh13So-m

  • ปรับแผนกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วไทย

    ปรับแผนกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วไทย

    เริ่มจากกิจกรรม Vijit Chao Phraya Thailand 2025 ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม 2568 ณ ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ได้รับการปรับกำหนดการใหม่เป็น วันที่ 9 พฤศจิกายน-23 ธันวาคม 2568 โดยรูปแบบการจัดงานจะปรับให้มีความสงบ สำรวม และสื่อความหมายถึงการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” (Light of SiamMother of the Nation)

    โดยเปลี่ยนการแสดงจากการจุดพลุ เป็น การแสดงโดรน ที่สื่อถึงแสงแห่งความรัก ความดีงาม และพระมหากรุณาธิคุณที่ส่องสว่างแก่แผ่นดินไทย พร้อมปรับโทนสีและแสงของการแสดงให้เรียบสง่างามเหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งความอาลัย นอกจากนี้ในคืนส่งท้ายปีเก่า ททท.จะจัดกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” เชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมจุดเทียนรวมใจ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง

    ส่วนงาน Maha Loy Krathong @Ayutthaya ยังคงจัดขึ้นตามกำหนดเดิมระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่ง ททท.ได้ปรับรูปแบบการจัดงานให้มี Mood & Tone ที่สงบ สำรวม และเหมาะสมกับบรรยากาศไว้อาลัย โดยงดการแสดงพลุและดอกไม้ไฟ พร้อมจัดให้มีพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวง

    ภายในงานมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการแสดงดนตรีที่ถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพและพระเกียรติคุณของทั้งสองพระองค์ เช่น การบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมกิจกรรมสาธิตหัตถกรรม ศิลปะงานคราฟต์ (Craft) และกิจกรรม DIY ที่สะท้อนเสน่ห์วิถีไทย เช่น งานฝีมือพื้นบ้าน การจำหน่ายอาหารและสินค้าท้องถิ่นในบรรยากาศย้อนยุคอบอุ่น

    ส่วนงาน Maha Loy Krathong @Sukhothai ยังคงจัดตามกำหนดเดิมระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม-5 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดชนะสงคราม อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ภายใต้แนวคิด “มหาลอยกระทง” โดย ททท. ร่วมกับจังหวัดสุโขทัยจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ที่มีชื่อเสียงระดับโลก บรรยากาศภายในงานจะคงความงดงามตระการตา แต่มีการปรับให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งความอาลัย ทั้งการควบคุมโทนสี แสง และเสียง พร้อมจัดให้มีพิธีถวายความอาลัยอย่างเป็นทางการ และทุกค่ำคืนเวลา 21.21 น. จะมีพิธี “จุดตะคันแห่งความอาลัย” เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมแสดงความรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยพร้อมเพรียงกัน

    ขณะที่งานวิ่งระดับนานาชาติ Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ยังคงจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จุดปล่อยตัวที่ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ และเส้นชัยที่ท้องสนามหลวง โดย ททท.จะปรับรูปแบบงานให้มีความเหมาะสมกับช่วงเวลาไว้อาลัย โดยเน้นบรรยากาศแห่งความสงบ เรียบง่าย แต่ยังคงสร้างพลังแห่งการรวมใจ และเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจของคนไทย

    จะเห็นได้ว่าการปรับแผนกิจกรรมท่องเที่ยวของ ททท.ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของหน่วยงานภาครัฐในการแสดงออกถึง ความอาลัย ความจงรักภักดี และการเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ ขณะเดียวกันยังคงรักษาความต่อเนื่องของการท่องเที่ยวไทยให้เดินหน้าได้อย่างเหมาะสม ภายใต้บรรยากาศแห่งความสงบ สวยงาม และเปี่ยมด้วยความเคารพอย่างสูงสุด.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/888922/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BQ8gqTENqE2hWkfhP4ts6

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67557/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gJOsJaSDr4X0im4QDNJkV

  • “นายกฯ” สรุปผลประชุมสุดยอดอาเซียน ตปท.พร้อมร่วมมือไทย “ต้านสแกมเมอร์” จีนไฟเขียวโควตาซื้อข้าวเพิ่ม 5 แสนตัน

    “นายกฯ” สรุปผลประชุมสุดยอดอาเซียน ตปท.พร้อมร่วมมือไทย “ต้านสแกมเมอร์” จีนไฟเขียวโควตาซื้อข้าวเพิ่ม 5 แสนตัน

    นายกรัฐมนตรี ยังชี้แจงว่า ในทางพาณิชย์ ประเทศไทยเน้น 4 เรื่องหลักที่จะวางตำแหน่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางหรือฮับของภูมิภาค ได้แก่ เรื่องความมั่นคงทางอาหาร การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ การเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว โดยในวงประชุมครั้งนี้ ไทยได้ทำการเปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตรของไทยให้กว้างขึ้น ให้คนไทยขายข้าวและพืชผลทางการเกษตรได้มากขึ้นในราคาที่ดีขึ้น ไทยได้มีการเจรจาเรื่องการเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ เปิดโอกาสให้คนไทยไปทำงานได้มากขึ้นและขอให้มีการดูแลการเข้าเมืองของนักท่องเที่ยวไทย ให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น เราได้สร้างความร่วมมือกับรัฐบาลแคนาดาในหลายด้าน ตั้งแต่การท่องเที่ยวที่จะมีการเปิดเที่ยวบินเพิ่มเพื่อให้บินตรงถึงกันได้อย่างสะดวก และเน้นการเป็นศูนย์กลางแห่งความมั่นคงทางอาหาร เพราะต่างประเทศมีหลายอย่างที่ปลูกเองไม่ได้

    ​สำหรับการเจรจาแบบทวิภาคีกับอีกหลายประเทศนั้น

    นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มีข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญเกิดขึ้นในหลายด้าน เช่น ไทย-สิงคโปร์ จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจในเรื่องการค้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค ไทย-มาเลเซียตกลงที่จะใช้ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยหนุนห่วงโซ่อาหารโลก และประเทศไทยจะร่วมผลักดันให้มีการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-อินเดีย เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า พร้อมยังได้มีการหารือกับบรูไนถึงการสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การส่งออกสินค้าเกษตร และการส่งเสริมการค้าการลงทุนในอีกหลายด้านด้วย  
     
    มั่นใจว่า ความร่วมมือเหล่านี้ก็จะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด ราคาสินค้าเกษตรของเราจะมีเสถียรภาพขึ้นและเป็นการลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว ซึ่งสำหรับประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุน ผมก็ได้ชักชวนให้ภาคเอกชนของเขาเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล ศูนย์ข้อมูลดาตาเซนเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการบริการด้านสุขภาพด้วย

    นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า ประเทศไทยตั้งใจจะเป็นผู้นำในภูมิภาคในเรื่องการร่วมกันต่อต้าน “อาชญากรรมข้ามชาติ” ต่อไป ซึ่งข้อเสนอของไทยที่เสนอให้มีการจัดการประชุมระหว่างประเทศเรื่องการปราบอาชญากรรมข้ามชาติก็ได้รับการตอบสนองอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากประเทศจีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ซึ่งได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมด้วย
     

    ​นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางของทีมไทยแลนด์เพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงซึ่งเป็นไปด้วยเกียรติภูมิของประเทศ พร้อมย้ำว่า ได้ยืนบนหลักการของความถูกต้อง และผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือความมั่นคง พร้อมให้ความมั่นใจว่าในทุกการลงนามไม่ว่าจะเป็นแนวทางสันติภาพไทย-กัมพูชา กรอบความตกลงทางการค้า หรือบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาพัฒนาแร่สำคัญ ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและเป็นไปตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด
     
     

    นายกรัฐมนตรี ยังย้ำถึงการหารือกับประเทศสหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหลังจากได้มีการพบปะหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ เจ ทรัมป์ หลายครั้ง ระหว่างการเยือนทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในพัฒนาการของการเจรจาด้านภาษีแล้ว และได้พบปะกับประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีนวานนี้ ซึ่งเป็นการหารือทวิภาคีที่ฝ่ายไทยได้เน้นเรื่องการสานต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ไทยกับจีนเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 50 ปีว่า การเจรจาก็เป็นไปด้วยดี และเต็มไปด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยนายสี จิ้น ผิง ยังได้แสดงท่าทีคลายกังวล เมื่อได้ทราบว่ารัฐบาลไทยในปัจจุบันไม่มีนโยบายให้เปิดกาสิโนแล้ว ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจีนจะสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างสบายใจได้ และจีนได้เปิดรับโควตาซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีก 500,000 ตัน

    นายกรัฐมนตรี ยังได้ขอบคุณการทำงานของคณะผู้แทนไทยว่า เป็นไปด้วยความรอบรู้และรอบคอบ พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่า ประตูหลายบานที่เปิดไว้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนชาวไทย จะทำให้คนไทยมีเงินในกระเป๋าที่มากขึ้นและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
     

    รมว.กต.โว! นายกฯ เยือน ASEAN-APEC ประสบความสำเร็จกระทบไหล่ผู้นำมหาอำนาจ – ย้ำไทยได้รับการขานรับปราบสแกมเมอร์

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เผยว่า ถือว่าประสบความสำเร็จ ในแง่จังหวะเวลา เพราะรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศไม่ถึง 1 เดือน แต่นายกรัฐมนตรี ได้พบเจอผู้นำอาเซียนทั้งหมด และเจอผู้นำที่สำคัญ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ถือว่า ประสบความสำเร็จเพราะไม่ใช่แค่ในที่ประชุม แต่ได้มีโอกาสทำความรู้จักความคุ้นเคยนอกห้องประชุม และระหว่างการประชุมด้วย ซึ่งจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนาความสัมพันธ์ และให้เขามีความมั่นใจในประเทศไทย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังระบุว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียน และเอเปค ได้มีการพูดคุยในเรื่องสถานการณ์โลกที่สำคัญ ประเทศไทยได้นำเสนอท่าทีที่แข็งขัน ในเรื่องสำคัญ ที่ไทยต้องมีแนวทาง และข้อเสนอที่สร้างสรรค์บางอย่างในการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหลาย อาชญากรรมไซเบอร์ สแกมเมอร์ ซึ่งได้รับการขานรับที่ดี

    การประชุมและได้พบปะกับผู้นำ และภาคเอกชน นายกรัฐมนตรี ได้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนไป เพราะแม้รัฐบาลนี้อยู่ 4 เดือนก็จริง แต่รัฐบาลมองรากฐานในระยะยาว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล แต่เป็นเรื่องความมั่นใจต่อประเทศไทย และทิศทางของประเทศไทยที่จะไปข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968827&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tQO46CRLUgLYyxjNw9ZaO

  • เตือน! ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ แก่งเกาะใหญ่ หลังน้ำป่าหลาก-กระแสน้ำเชี่ยวแรง | TOPNEWS

    เตือน! ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ แก่งเกาะใหญ่ หลังน้ำป่าหลาก-กระแสน้ำเชี่ยวแรง | TOPNEWS

    เจ้าหน้าที่ประจำแหล่งท่องเที่ยว แก่งเกาะใหญ่ ตำบลแม่เล่ย์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ประกาศห้ามเด็กลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาด หลังปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากฝนตกหนักและน้ำป่าจากเทือกเขาแม่วงก์ทะลักเข้าท่วมพื้นที่

    โดยตั้งแต่ช่วงเช้ามืด (2 พ.ย.68) ที่ผ่านมา น้ำป่าจำนวนมากได้ไหลบ่าลงสู่แหล่งท่องเที่ยวแก่งเกาะใหญ่ ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงและมีกระแสน้ำเชี่ยว เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าตรวจตราพื้นที่ พร้อมแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเด็กให้งดลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

    โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ยังคงมีฝนตกหนักในพื้นที่ ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งยังคงเดินทางเข้ามาพักผ่อน ชมธรรมชาติ และถ่ายภาพริมฝั่ง แต่ไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ เนื่องจากระดับน้ำสูงและไหลแรง เจ้าหน้าที่จึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

    นายก้าน ยนตศาสตร์ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลแหล่งท่องเที่ยวแก่งเกาะใหญ่ เปิดเผยว่า หลังฝนตกหนักในพื้นที่ป่าแม่วงก์ น้ำป่าจากเทือกเขาได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้า กระแสน้ำยังคงทรงตัวและมีสีขุ่นดำ ซึ่งคาดว่าระดับน้ำอาจเพิ่มขึ้นอีกในช่วงค่ำหรือช่วงเช้ามืดของวันที่3พฤศจิกายน2568เพราะยังมีฝนตกต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด งดลงเล่นน้ำจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

    อัมพณ​ จับ​ศร​ทิพย์​ ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.นครสวรรค์​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1376232&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mPai6n8citafTbRPpKOHL

  • ‘เอเปค’เผชิญหนี้พุ่ง-การค้าอ่อนแรง   จีดีพีปี69โต2.9%สวนปี68โตเด่น3.1%

    ‘เอเปค’เผชิญหนี้พุ่ง-การค้าอ่อนแรง จีดีพีปี69โต2.9%สวนปี68โตเด่น3.1%

    เอเปคชี้ปีนี้โตเด่นเกิดคาด จีดีพีขยายตัว ได้ 3.1%ปัจจัยผวาภาษีทรัมป์ทำเร่งส่งออก ขณะดีมานด์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลพุ่ง แต่ห่วงปี69 ภาวะหนี้สาธารณะพุ่งแตะ110% ความไม่แน่นอนทางการค้าและความขัดแย้งทั่วโลกกดการค้าอ่อนแรง ทำจีดีพีโตได้แค่ 2.9%

    การประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก(Asia-Pacific Economic Cooperation) หรือเอเปค  ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นเวทีการประชุมระดับผู้นำที่สามารถกำหนดทิศการเดินไปข้างหน้าของเศรษฐกิจภูมิภาคซึ่งจะสร้างผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย

     คาร์ลอส คูริยามะ ผู้อำนวยการหน่วยสนับสนุนนโยบายเอเปค เปิดเผยถึง รายงาน APEC Regional Trends Analysis ว่า 

    การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเปคคาดว่าจะสูงถึง 3.1% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่คาดไว้ว่าจะเติบโต 3.0% เนื่องจากกิจกรรมการค้าที่ต้องรับตัวรับความไม่แน่นอนในอนาคต และความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

    จีดีพีภูมิภาคเอเปคปี69 โตได้แค่2.9%​

          ในส่วนของคาดการณ์สำหรับปี 2569 รายงานระบุว่า เศรษฐกิจเอเปคจะชะลอตัวลงเล็กน้อยทำให้คาดการณ์จีดีพีปี2569อยู่ที่ 2.9% เนื่องจากปัจจัยหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น การค้าที่อ่อนแอลง และปัจจัยกระตุ้นชั่วคราวที่ค่อยๆ หายไป เช่น การส่งออกล่วงหน้าและการสะสมสินค้าคงคลังเพื่อรับมือกับข้อจำกัดทางการค้า

    “เศรษฐกิจเอเปค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจ ได้แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวอย่างโดดเด่นในการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางการค้าและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความยืดหยุ่นนี้กำลังถูกทดสอบ เมื่อแรงกระตุ้นจากปัจจัยชั่วคราวเริ่มจางหายไป และแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่รุนแรงขึ้น เช่น หนี้สินที่เพิ่มขึ้นและการค้าที่ชะลอตัว เริ่มส่งผลให้เห็น”

    ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยที่ต้องติดตามคือ แม้ว่าจำนวนมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบรวมของมาตรการจำกัดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและมาตรการเยียวยาทางการค้าในขณะนี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน 

          โดยการค้าสินค้าในเอเปคขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ด้วยมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวถึง 6.5% และนำเข้าเพิ่มขึ้น 6.1%  ด้านปริมาณการค้าก็สูงขึ้นเช่นกัน โดยส่งออกขยายตัว 8.8% และนำเข้าขยายตัว8.5%

    จับตาหนี้สาธารณะพุ่ง 110%ต่อจีดีพี

    เกลเซอร์ นีโญ เอ. วาสเกซ นักวิจัยจากหน่วยสนับสนุนนโยบายและผู้ร่วมเขียนรายงาน กล่าวว่า  โมเมนตัมการค้าในปีนี้ค่อนข้างน่าพอใจ แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจเร่งส่งออกก่อนที่จะมีการบังคับใช้ข้อจำกัดใหม่ ดังนัั้น คาดว่าการเติบโตของการส่งออกสินค้าจะชะลอตัวลงเหลือประมาณ 1.1% ในปี2569 เนื่องจากปัจจัยชั่วคราวเหล่านี้คลี่คลายลงแต่ความตึงเครียดทางการค้ายังคงมีอยู่

    นอกจากนี้ รายงานเตือนถึงข้อจำกัดทางการคลังที่เพิ่มมากขึ้นทั่วภูมิภาค หนี้สาธารณะรวมของรัฐบาลกลางในเอเปคคาดว่าจะสูงกว่า 110 % ของ GDP ภายในปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการระบาดที่ยังคงยืดเยื้อ การฟื้นตัวของรายได้ที่ช้าลง และการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและบริการสังคมเมื่อประชากรสูงอายุ

    รีอา ซี. เฮอร์นันโด นักวิเคราะห์จากหน่วยสนับสนุนนโยบาย และผู้ร่วมเขียนรายงาน กล่าวอีกว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นกำลังกัดกร่อนพื้นที่ทางการคลัง เช่นเดียวกับที่เศรษฐกิจจำเป็นต้องลงทุนในนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และทุนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชากรสูงอายุต้องการการใช้จ่ายด้านสุขภาพ เงินบำนาญ และบริการสังคมที่สูงขึ้น 

    “การปฏิรูปที่เสริมสร้างกรอบการคลังและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเพียงพอ”

    เงินเฟ้อ-ราคาต่ำบริหารการคลังง่ายขึ้น 

    ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อในเอเปคยังคงอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2%  ในไตรมาสที่สามของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานที่ดีขึ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ค่อนข้างคงที่ สิ่งนี้ทำให้ธนาคารกลางมีช่องทางในการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยนโยบายและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการรักษาสมดุลอันละเอียดอ่อนจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมแรงกดดันด้านราคา

              แม้จะมีความท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้ รายงานฉบับนี้ยังเน้นย้ำว่าความร่วมมือยังคงเป็นเสาหลักสำคัญในการปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ สภาพแวดล้อมทางนโยบายที่คาดการณ์ได้ควบคู่ไปกับการเจรจาอย่างเปิดเผยจะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วภูมิภาค

    “เอเปคต้องเดินหน้าบนเส้นทางที่ละเอียดอ่อนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปที่กล้าหาญเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น” คุริยามะกล่าว “ความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สามารถปรับตัวได้เป็นสิ่งจำเป็น และนี่คือจุดที่เอเปคมีบทบาทสำคัญ นั่นคือการจัดเตรียมแพลตฟอร์มสำหรับการเจรจาอย่างเปิดเผยและแนวทางแก้ไขร่วมกัน ซึ่งส่งเสริมกรอบการทำงานที่คาดการณ์ได้และโปร่งใสเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน”

    เอกชนร้องร่วมมือลดความไม่แน่นอน

    ด้านเวทีสภาที่ปรึกษาธุรกิจเอเปค (ABAC) คิวโฮ ลี ประธานABAC ประจำปี 2568 กล่าวว่า ในขณะที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความแตกแยกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงจำเป็นต้องเชื่อมช่องว่าง เสริมพลังให้ภาคธุรกิจ และสร้างเงื่อนไขแห่งความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวสำหรับทุกคน

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการประชุมในปีนี้คือหัวข้อ “Bridge, Business, Beyond” ซึ่งสะท้อนถึงข้อเรียกร้องของ ABAC ที่ต้องการสร้างความร่วมมือใหม่ระหว่างเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ ABAC เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการค้าที่อิงกฎเกณฑ์ ห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น และนวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อสร้างความมั่นคงและโอกาสสำหรับทุกคน

    ABAC ได้พัฒนาข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง 41 ข้อสำหรับผู้นำเอเปค ซึ่งเป็นตัวแทนของเสียงจากภาคธุรกิจทั่วภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วย ด้านการค้า : ระบบการค้าพหุภาคีที่อิงกฎเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เร่งรัดการบังคับใช้เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) อย่างจริงจัง และสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันมากขึ้นสำหรับผู้หญิงและกลุ่มอื่นๆ ส่งเสริมการค้าดิจิทัลที่ราบรื่นและสอดคล้องกัน และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่แข็งแกร่งขึ้นและศูนย์ความเป็นเลิศเอเปคแห่งใหม่ด้านการค้าไร้กระดาษ

    เร่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 

    ด้านความยั่งยืน: ผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มุ่งมั่น สมจริง และครอบคลุม นำกรอบการค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานแบบหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ

    ด้านAI และนวัตกรรมดิจิทัล: การสร้างหลักประกันการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืนอย่างเท่าเทียม การกำหนดรูปแบบการใช้งานและการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบและปลอดภัย และการพัฒนากฎเกณฑ์การค้าดิจิทัลที่ทำงานร่วมกันได้และสอดคล้องกัน

    ด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์: ระดมเงินทุนเพื่อปิดช่องว่างการลงทุนประจำปีมูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการรับมือกับภัยพิบัติ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันความสามารถในการคาดการณ์นโยบายและสนับสนุนแผนงานกระบวนการของรัฐมนตรีคลังที่มองการณ์ไกล

    ด้านชีวภาพและการดูแลสุขภาพ: ขยายการเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม อำนวยความสะดวกในการใช้ข้อมูลการดูแลสุขภาพ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเชิงปฏิรูป เช่น จีโนมิกส์และ AI เพื่อจัดการกับปัญหาประชากรศาสตร์

    ‘เอเปค’เผชิญหนี้พุ่ง-การค้าอ่อนแรง   จีดีพีปี69โต2.9%สวนปี68โตเด่น3.1%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1205819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YDmg4mYF2gd1skh8ziwY3

  • ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย: วิจัยกรุงศรี

    ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย: วิจัยกรุงศรี

    ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีโอกาสผ่อนคลายลงหลังการเจรจาสัปดาห์นี้ ขณะที่ปัจจัยภายในและภายนอกกดดันเศรษฐกิจจีนมากขึ้น

    •สหรัฐ
    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Shutdown และความตึงเครียดทางการค้ากับจีน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ขยับขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.9% สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2567 ที่ 3% YoY ในเดือนกันยายน แต่เป็นอัตราที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 3.1% สู่ระดับ 3% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 53.6 ในเดือนตุลาคม

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปกคลุมจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานราชการ (government shutdown) ที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงความขัดแย้งทางการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นหลังทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมและควบคุมการส่งออกซอฟแวร์เพื่อตอบโต้จีนที่ขยายมาตรการส่งออกแร่หายาก อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลการประชุมนอกรอบระหว่างผู้นำของสหรัฐฯ และจีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม ว่าจะช่วยคลายความขัดแย้งทางการค้าได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดจะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้สู่ระดับ 3.50-3.75%

    •ญี่ปุ่น
    นโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลทาคาอิจิคาดช่วยหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงปลายปี การส่งออกของญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากหดตัวในเดือนก่อนที่ -0.1% กลับมาขยายตัว 4.2% YoY ในเดือนกันยายน ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (National CPI) เดือนกันยายนปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน อยู่ที่ 2.9% YoY แต่สอดคล้องกับตลาดคาดการณ์ ขณะที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตหดตัวมากขึ้นจากเดือนก่อนที่ 48.5 สู่ระดับ 48.3 ในเดือนตุลาคม

    แม้ว่าการบริโภคยังคงอ่อนแอจากแรงกดดันเงินเฟ้อสะท้อนจากยอดค้าปลีกที่หดตัวมากสุดในรอบ 4 ปี แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่ที่ปรับตัวดีขึ้น ภาคธุรกิจยังคงขยายแผนการลงทุน รวมถึงการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน จากแรงหนุนของการอ่อนค่าของเงินเยนและการส่งออกไปเอเชียที่ดีขึ้นนอกจากนี้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาค่าครองชีพ และเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ที่เข้ามาช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงปลายปีนี้ จากความคาดหวังดังกล่าวอาจเพิ่มโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ในช่วงปลายปีนี้

    •จีน
    แรงส่งการเติบโตของจีนแผ่วลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้ง GDP ในไตรมาสที่ 3 (+4.8% YoY จาก 5.2% ในไตรมาสที่ 2) ยอดค้าปลีกสินค้าในเดือนกันยายน (+3% จาก +3.4% YoY ในเดือนสิงหาคม) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วง 9 เดือนแรก (หดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดที่ -0.5%) สำหรับผลการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ การกระจายรายได้ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และ AI รวมถึงการพัฒนาตลาดแห่งชาติ (Unified National Market) ตลอดจนการแก้ไขปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง (Price involution) และปัญหาอุปทานส่วนเกิน

    เครื่องชี้ด้านการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวต่อเนื่อง ภาคอสังหาฯ ยังคงอ่อนแอ อีกทั้งการส่งออกมีบทบาทน้อยลงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดย contribution to GDP growth ของการส่งออกสุทธิลดลงจาก 46% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 เหลือ 25% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 นอกจากนี้ จีนเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากภาษีสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ การควบคุมการส่งออกสินค้าสำคัญ และการขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือ ดังนั้น ความหวังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนจึงขึ้นอยู่กับประสิทธิผลในการฟื้นการบริโภคภายในประเทศทั้งจากมาตรการอุดหนุนการแลกซื้อสินค้าใหม่ประกอบกับมาตรการหนุนการบริโภคในภาคบริการ

    •เศรษฐกิจไทย
    ทางการเตรียมผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดเร็วขึ้น ขณะที่หลายปัจจัยสะท้อนโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้

    BOI มีแผนเร่งรัดการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท เพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะข้างหน้า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมติเห็นชอบแนวทางเร่งรัดการดำเนินงานของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 แต่ยังประสบอุปสรรคในการเริ่มดำเนินการ รวมจำนวนกว่า 70 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท นอกจากนี้ เห็นชอบให้จัดตั้งระบบ “Thailand Fast Pass” เป็นกลไกเชิงรุกในการเร่งรัดและอำนวยความสะดวกต่อโครงการลงทุนสำคัญโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    การเร่งรัดการลงทุนของ BOI ผ่านกลไกดังกล่าว คาดว่าจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการอนุมัติและขออนุญาตต่างๆ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ตลอดจนแก้ไขอุปสรรคทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ จุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตและมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้มากขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 139% YoY นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์สมัยใหม่ ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขอรับส่งเสริมลงทุนฯ มีมูลค่า 7.38 แสนล้านบาท ขยายตัว 132% นำโดยสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน

    วิจัยกรุงศรีคาดดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสปรับลดลงสู่ระดับ 1.25% ภายในปลายปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ของปีนี้อาจหดตัว -0.5% QoQ หรือ +1.5% YoY ก่อนจะกลับมาขยายตัว 0.5% QoQ หรือ +1.3% YoY ในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% และคาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 จากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กดดันภาคการส่งออกมากขึ้น

    หลายปัจจัยสะท้อนถึงโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อาทิ
    (i) แนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจและการค้าโลกอาจชะลอตัวในระยะต่อไป
    (ii) อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดอยู่ที่ -0.72% เดือนกันยายน ด้านธปท.คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ได้ภายในไตรมาส 2 ปี 2569 และ
    (iii) ภาวะการเงินที่ตึงตัวซึ่งเห็นได้จากการหดตัวของสินเชื่ออย่างต่อเนื่องและต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริง (รวมผลของเงินเฟ้อ) อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงโดยเฉพาะภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังคงเผชิญภาระหนี้สูงและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    วิจัยกรุงศรีประเมินว่ามีโอกาสที่ธปท.อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ในเดือนธันวาคมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของภาคเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21azJGGC9ACkevCraOuZ5x

  • “เซี่ยงไฮ้” ปารีสตะวันออก : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

    “เซี่ยงไฮ้” ปารีสตะวันออก : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

    “เซี่ยงไฮ้เป็น 1 ใน 4 มหานครใหญ่ของจีน (เทียนจิน ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง) ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครบทุกมหานคร ในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับแต่จีนเริ่มนโยบาย 4 ทันสมัยโดยเติ้งเสี่ยวผิง วันนี้กลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครึ่ง จึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวของมหานครแห่งนี้”

    เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) คือมหานครที่เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของจีน ผ่านภูมิทัศน์ที่สะท้อนความขัดแย้งและความผสมผสานระหว่างสองยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ “ปารีสแห่งตะวันออก” ในอดีต และ “ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก” ในปัจจุบัน เป็นเมืองที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด 
    จากหมู่บ้านริมน้ำเล็กๆ สู่ “ปารีสแห่งตะวันออก” และกลายมาเป็น ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 24 ล้านคน เซี่ยงไฮ้จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและเวทีโลก

    จากหมู่บ้านประมงสู่ “ปารีสแห่งตะวันออก”

    ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซี่ยงไฮ้มีสถานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลังสงครามฝิ่น (1842) เมื่อเซี่ยงไฮ้ถูกเปิดเป็นเมืองท่าสนธิสัญญา
    อิทธิพลตะวันตก : มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาจัดตั้ง เขตสัมปทาน (Concessions) ทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร
    สัญลักษณ์ยุคเก่า : เดอะบันด์ (The Bund) คือภาพสะท้อนของยุคทองนี้ ด้วยอาคารสไตล์ Art Deco และ Neoclassical ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าระดับโลก
    จุดสิ้นสุด : ความรุ่งเรืองต้องหยุดชะงักลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บทบาทและอิทธิพลในระดับโลกของเซี่ยงไฮ้จึงถูกจำกัดลง


    ปัจจุบัน : สร้างอนาคตใหม่

    ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นหน้าเป็นตาของชาติ โดยเฉพาะการสร้าง เขตผู่ตงใหม่ (Pudong New Area) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
    สถาปัตยกรรมแห่งอนาคต : ผู่ตงเปรียบเสมือนภาพความทะเยอทะยานของจีน ด้วยกลุ่มตึกระฟ้าที่ล้ำยุค เช่น เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ซึ่งมีความสูงถึง 632 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
    มหานครคู่ขนาน : ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้มีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น คือ การเผชิญหน้ากันของ เดอะบันด์ (อดีต) และ ผู่ตง (อนาคต) ข้ามแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

    บทบาททางเศรษฐกิจ : ฟันเฟืองของโลก

    เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามมิติหลัก ได้แก่ การเงิน การค้า และ นวัตกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตจนมี GDP ต่อปีสูงกว่า 4 ล้านล้านหยวน
    1. ศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub)
    ตลาดทุน : เป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของจีน
    สกุลเงินหยวน : รัฐบาลใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานในการผลักดันสกุลเงินหยวนให้เป็นสากลมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้เป็นศูนย์กลางสกุลเงินหยวนโลก

    2. ศูนย์กลางการขนส่งและการค้า (Logistics Hub)
    ท่าเรืออันดับหนึ่ง : ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยมีปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ (TEUs) สูงกว่า 40 ล้าน TEUs ต่อปี ซึ่งถือว่าคับคั่งที่สุดในโลก
    การเชื่อมต่อ : ทำหน้าที่เป็นประตูหลักเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำแยงซีกับตลาดโลก
    3. ศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub)
    เทคโนโลยีขั้นสูง : เซี่ยงไฮ้เป็นฐานที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Robotics) โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่ารายได้ในอุตสาหกรรมนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านหยวน ในเขตผู่ตง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อิงกับความรู้และนวัตกรรม เซี่ยงไฮ้จึงเป็นมากกว่าเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานอดีตเข้ากับความยิ่งใหญ่ของอนาคต เพื่อขับเคลื่อนจีนในฐานะผู้นำบนเวทีเศรษฐกิจโลก

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


    Post Views: 139

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/11/02/shanghai-drives-china-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rWcsRIz_XdvvE0fXZs_jz

  • ส่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนเน้นลดจำนวนคนจนเพิ่มความมั่งคั่ง

    ส่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนเน้นลดจำนวนคนจนเพิ่มความมั่งคั่ง

    แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับ 15 เน้นลดจำนวนคนจน

    ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้มุมมองการขับเคลื่อนของมังกรอย่างจีนไว้อย่างน่าสนใจ โดยอาจารย์มองว่า จีนมีตัวชี้วัดครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

    • ด้านเศรษฐกิจ คือ GDP ต้องดีขึ้น
    • ด้านสังคม คือ การศึกษาเข้าถึงทุกระดับ
    • ด้านสุขภาพ ประกันสุขภาพต้องครอบคลุม
    • ด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพอากาศและน้ำดีขึ้น ลดมลพิษ ส่งเสริมพลังงานสะอาด  

    สำหรับการแก้ปัญหาความยากจน ในโอกาสที่ฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดี “สีจิ้นผิง” ประกาศไว้ว่า จีนได้สร้างสังคมอยู่ดีกินดีโดยสมบูรณ์ โดยประชากร 1,400 ล้านคน ในจำนวนนี้ 800 ล้านคนได้หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว จากการลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท และ ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาคตะวันตก

    ส่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนเน้นลดจำนวนคนจนเพิ่มความมั่งคั่ง ยุทธศาสตร์แก้จน 6 ด้านประกอบไปด้วย

    1. ระบุคนจนอย่างแม่นยำ ด้วยการตั้งเป้าให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน

    2. วางแผนโครงการช่วยเหลือเฉพาะพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่มีความต้องการแตกต่างกัน

    3. ใช้งบประมาณตรงจุด

    4. ส่งเจ้าหน้าที่ลงหมู่บ้าน มีการตรวจสอบคนอย่างเข้มงวดตลอดเวลา

    5. ใช้มาตรการหลากหลาย โดยดูจากความต้องการของประชาชน เช่น สร้างอาชีพ ให้การศึกษา ให้ที่อยู่อาศัย ให้ค่าอาหารเด็ก

    6. ตรวจสอบและประเมินผลอย่างเข้มงวด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860549&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ao0E4ud7vzscsjKvoSX95

  • เปรียบเทียบ เนย vs น้ำมันพืช ผลวิจัยใหม่ชี้ชัด กินอะไรเสี่ยงตายน้อยกว่ากัน?

    เปรียบเทียบ เนย vs น้ำมันพืช ผลวิจัยใหม่ชี้ชัด กินอะไรเสี่ยงตายน้อยกว่ากัน?

    เปรียบเทียบ เนย vs น้ำมันพืช ผลวิจัยใหม่ชี้ชัด ไขมันจากอะไรที่กินแล้วเสี่ยงตายน้อยกว่ากัน?

    ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine พบว่า การแทนที่เนยด้วยน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา หรือน้ำมันมะกอก อาจช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    งานวิจัยชิ้นนี้มีขึ้นในช่วงที่เกิดกระแสถกเถียงบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะจากความเห็นของ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขของสหรัฐฯ ที่ตั้งข้อสงสัยว่า “น้ำมันเมล็ดพืช” (seed oils) อาจไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไขมันจากสัตว์ เช่น เนยหรือน้ำมันหมู

    ศึกษาในกลุ่มใหญ่กว่า 2 แสนคน ติดตามยาวนานกว่า 30 ปี

    ดร.หยู จาง (Yu Zhang) นักวิจัยจากโรงพยาบาล Brigham and Women’s Hospital กล่าวว่า จุดเด่นของการศึกษาครั้งนี้คือ “ขนาดกลุ่มตัวอย่างและระยะเวลาการติดตามที่ยาวนาน” โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 221,000 คนในสหรัฐฯ และมีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการกินซ้ำทุก 4 ปี เป็นเวลากว่า 30 ปี

    ทีมวิจัยใช้เทคนิค “การวิเคราะห์การแทนที่โดยตรง” (Direct Substitution Analysis) เพื่อจำลองผลของการเปลี่ยนอาหารเพียงชนิดเดียวต่อความเสี่ยงการเสียชีวิต เช่น การเปลี่ยนจากเนยเป็นน้ำมันพืช

    น้ำมันพืชแตกต่างจากเนยอย่างไร?

    ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ เนยเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง ขณะที่น้ำมันพืชเป็นของเหลว ความแตกต่างนี้เกิดจากชนิดของกรดไขมันภายใน — เนยมีไขมันอิ่มตัวสูง (saturated fat) ส่วนใหญ่ของน้ำมันพืชมีไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fat)

    ข้อมูลจากมหาวิทยาลัย Baylor ระบุว่า เนยมีไขมันอิ่มตัวถึง 70% ขณะที่น้ำมันมะกอกมีเพียง 14% น้ำมันถั่วเหลือง 16% และน้ำมันคาโนลาเพียง 7% เท่านั้น นอกจากนี้ น้ำมันพืชยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ซึ่งในเนยไม่มี

    ผลลัพธ์จากการศึกษาของ JAMA

    • ผู้ที่บริโภคเนยมากที่สุด มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่บริโภคน้อยที่สุดราว 15%
    • ผู้ที่บริโภคน้ำมันพืชมากที่สุด มีความเสี่ยงเสียชีวิตลดลงราว 16%
    • การแทนเนยวันละ 10 กรัม (ประมาณ 2 ช้อนชา) ด้วยน้ำมันพืช สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตรวมและจากโรคมะเร็งได้ถึง 17%

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังมีข้อจำกัด เช่น การพึ่งพาข้อมูลจากแบบสอบถาม ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนจากความจำของผู้ตอบ รวมถึงบางคนอาจสับสนระหว่างเนยกับมาการีน

    ทำไมการใช้น้ำมันพืชแทนเนยจึงช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิต?

    ไขมันอิ่มตัวในเนยมีแนวโน้มเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลและกระตุ้นการอักเสบ ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ไขมันไม่อิ่มตัวในน้ำมันพืชช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) และลดการอักเสบในร่างกาย

    ดร.จางอธิบายว่า “ไขมันไม่อิ่มตัวในน้ำมันพืชช่วยปกป้องหัวใจและลดความเสี่ยงมะเร็ง ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมัน เช่น วิตามินอี ยังช่วยลดการอักเสบและความเสียหายจากออกซิเดชันได้อีกด้วย”

    วิธีลดการใช้เนย และเพิ่มน้ำมันพืชในชีวิตประจำวัน

    • ใช้เนยเฉพาะจุดจำเป็น — เช่น ทาบนมันฝรั่งอบหรือขนมปังที่ต้องการรสสัมผัสเฉพาะตัว
    • ใช้น้ำมันพืชแทนเนยในการทำอาหาร — น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันคาโนลาเหมาะกับการผัดหรือทำซอส
    • ราดป๊อปคอร์นด้วยน้ำมันมะกอก — เป็นของว่างรสกลมกล่อมและดีต่อสุขภาพ
    • ผสมเนยกับน้ำมันพืชในการอบขนม — ช่วยให้ขนมชุ่มนุ่มโดยยังคงรสหอมมัน
    • ลองทำอาหารแบบไม่ใช้น้ำมัน — เช่น การนึ่ง ต้ม หรือใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน

    โดยสรุป งานวิจัยนี้ยืนยันอีกครั้งว่า “การลดเนยและเพิ่มน้ำมันจากพืชในอาหารประจำวัน เป็นทางเลือกที่ดีต่อหัวใจและอายุยืนยาว” โดยไม่จำเป็นต้องเลิกเนยโดยสิ้นเชิง แต่ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับอาหารหลากหลายชนิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9854222/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JW5T754vAHu2-pCAMUlun