Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอกนิติ ฟุ้งศก.ไทยพ้น “ติดหล่มแล้ว” ดันGDP ไตรมาส4 โตไม่ต่ำกว่า 1%

    เอกนิติ ฟุ้งศก.ไทยพ้น “ติดหล่มแล้ว” ดันGDP ไตรมาส4 โตไม่ต่ำกว่า 1%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Unlocking Growth and Shared Prosperity ก้าวต่อไปของไทย: ปลดล็อกการเติบโต สู่ความมั่งคั่งที่ทุกคนเข้าถึงได้” โดยระบุถึงความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยระยะสั้นของภาครัฐ ที่ช่วยประคองเศรษฐกิจให้ฟื้นจากการชะลอตัว และสามารถ “พ้นจากการติดหล่ม” แล้ว  พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงแผนการวางรากฐานระยะยาวเพื่อปลดล็อกการเติบโตของประเทศ

    ” เศรษฐกิจไทยในวันนี้ได้ พ้นจากหล่มแล้ว เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ได้ดำเนินการไปภายใน 4-5 สัปดาห์ อาทิ บัตรสวัสดิการ, คนละครึ่งพลัส, และโครงการเที่ยวดีมีคืน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ตัวเลข ในช่วงไตรมาสสุดท้ายไว้ที่ 0 -0.3% แต่ปัจจุบันเชื่อว่าจะไม่ต่ำกว่า 1% และอาจเกิน 2% ขึ้นมาได้ โดยมาตรการที่ใช้เป็น Quick Big Win ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ” นายเอกนิติ กล่าว
     

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำคือ ขาดการลงทุน โดยอัตราการลงทุนของไทยในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่า 25% ของ GDP เทียบกับในอดีตที่เคยสูงถึง 40-50%
    โดยรัฐบาล มีแผนที่จะเดินหน้าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เป็นหนี้สาธารณะ โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund หรือ TFF) เพื่อระดมทุนที่ไม่ใช่หนี้สาธารณะ ตัวอย่างเช่น ระดมทุนจากนักลงทุนที่สนใจ ESG สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อลงทุนใน Floating Solar หรือ Solar Farm โดยใช้รายได้ในอนาคต  เป็นหลักประกัน ซึ่งวิธีนี้ทำให้รัฐไม่ต้องกู้เงิน และยังได้ประโยชน์ทั้งการลงทุนใหม่, พลังงานสะอาด, การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และส่งเสริมธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

    พร้อมกับ การพัฒนาคน (Reskill/Upskill)  ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องพัฒนาให้คนไทยที่มีจำนวนน้อยลง เก่งขึ้น โดยจะใช้ กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (10,000 ล้านบาท) ที่ยังไม่ได้ใช้เงินใหม่ ที่เน้นการ รีสกิล ให้ตรงกับความต้องการของโลกอนาคต (Demand-side) เช่น Data Center, ดิจิทัล, รถยนต์ EV, Smart Farming และ Medical Hub

    นอกจากนี้จะเร่ง ปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อไม่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งระยะสั้นและระยาว โดย
    ระยะสั้น คือ  ใช้ Fast Pass ปลดล็อกการลงทุน BOI ที่ค้างอยู่ 470,000 ล้านบาท ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ระยะยาว คือ ตั้งคณะทำงาน กิโยติน ซึ่งนำโดยรองนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่ง เพื่อตัดกฎหมายที่ขัดขวางการลงทุน เช่น การขอ น้ำ-ไฟ ที่ล่าช้า ให้เป็นรากฐานในระยะยาว
     

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่เชื่อว่าการวางรากฐานและการลงมือทำอย่างจริงจังในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ให้ไทยสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ รัฐบาลได้เดินหน้าจัดการหนี้เสียที่ไม่ มีหลักประกัน (NPL) ของคนตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ตามระบบธนาคาร คือ

    1.บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) สำหรับลูกหนี้ทั่วไป โดยจะใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ดึงหนี้ของผู้เป็นหนี้รายย่อย ต่ำกว่า 100,000 บาท ออกจากระบบธนาคารพาณิชย์, Non-bank ที่เป็นลูกของธนาคาร, และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) 

    โดย เฟสแรกมีลูกหนี้ประมาณ 2 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 60,000 ล้านบาท ใช้เงินที่เหลือจากโครงการ “คุณสู้เราช่วย” (FIDF) ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท โดยไม่ใช้เงินงบประมาณใหม่ เพื่อรักษา วินัยทางการคลัง ผลลัพธ์ยั่งยืนคือ ลูกหนี้จะได้รับการปรับลดต้น ลดดอก และยืดอายุหนี้ ที่สำคัญคือจะมีการ เปิดระบบ NCB เพื่อให้ผู้ที่กลับมามีวินัยและผ่อนชำระตรงเวลา สามารถกลับมามีสินเชื่อใหม่ได้ โดยเน้นว่าต้องกลับมาเป็นคนดีในการผ่อนชำระด้วย

    2. AMC สำหรับเกษตรกร เนื่องจากการกู้ยืมของเกษตรกรมีพฤติกรรมเฉพาะ เนื่องจากการทำเพราะปลูกขึ้นอยู่กับฟ้าฝน ฤดูกาล จึงกำลังประสานงานกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) เพื่อตั้ง AMC ภายใน ธ.ก.ส. เอง เพื่อบริหารจัดการหนี้เกษตรกรประมาณ 100,000 ราย คิดเป็นมูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VEqbObDGfcWfALFTrktPP

  • กรมพัฒน์ ชวนเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ ฝึกอาชีพฟรี มีที่พัก อาหาร วุฒิบัตร

    กรมพัฒน์ ชวนเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ ฝึกอาชีพฟรี มีที่พัก อาหาร วุฒิบัตร

    กรมพัฒน์ ชวนเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ ฝึกอาชีพฟรี มีที่พัก อาหาร วุฒิบัตร พร้อมโอกาสมีงานทำจริง

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เชิญชวนเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) สมัครเข้าร่วมฝึกอบรม “โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพ สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และมีอาชีพที่มั่นคงในอนาคต

    นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทอง ที่มุ่งพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพแรงงานในทุกช่วงวัย โครงการดังกล่าวจึงมุ่งพัฒนาทักษะเยาวชนกลุ่มเป้าหมายซึ่งไม่ได้ศึกษาต่อ อายุระหว่าง 15-25 ปี ให้มีความรู้ และทักษะในสาขาอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมสร้างโอกาสในการมีงานทำอย่างยั่งยืน โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับสิทธิ์ในการอบรมฝึกอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีที่พัก มีอาหารให้ตลอดหลักสูตร มีชุดฝึกและวุฒิบัตรรับรองเมื่อจบการอบรม และยังมีโอกาสได้รับเงินสนับสนุนครอบครัวระหว่างการฝึกอบรม หรือ ทุนการฝึกอบรม อีกด้วย การฝึกอบรมจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน (420 ชั่วโมง) ประกอบด้วยภาคทฤษฎี 2 เดือน และภาคปฏิบัติในสถานประกอบกิจการจริง 1 เดือน เพื่อให้สามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานได้จริง สำหรับหลักสูตรในการฝึกอบรมมีให้เลือกหลากหลายสาขา เช่น ช่างซ่อมและบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ ช่างแต่งผมบุรุษ ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่เหมาะสมตามตลาดแรงงานของแต่ละพื้นที่

    กรมพัฒน์ ชวนเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ ฝึกอาชีพฟรี มีที่พัก อาหาร วุฒิบัตร พร้อมโอกาสมีงานทำจริง

    นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้ได้รับผลตอบรับอย่างดี โดยปีที่ผ่านมามีผู้ผ่านการฝึกอบรมจำนวน 834 คน และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตั้งเป้าดำเนินการฝึกอบรมให้ได้ไม่น้อยกว่า 1,300 คนทั่วประเทศ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานคาดหวังว่า ผู้ผ่านการอบรมจะสามารถนำทักษะที่ได้รับไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ มีรายได้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว สร้างความภาคภูมิใจในตนเอง และได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะแรงงานที่มีฝีมือ สำหรับเยาวชนที่มีความสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดของตนได้ทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) เช่น ขณะนี้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 22 นครศรีธรรมราช เปิดรับสมัครในสาขา ช่างซ่อมและบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ และช่างแต่งผมบุรุษระดับต้น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 15 พระนครศรีอยุธยา เปิดรับสมัครในสาขา ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ช่างซ่อมและบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ และช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12762796&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YtwhUvAX8DkGkB3YXmeKx

  • ภาพรวมเศรษฐกิจการค้าของอินโดนีเซียเดือนตุลาคม 2568

    ภาพรวมเศรษฐกิจการค้าของอินโดนีเซียเดือนตุลาคม 2568

    โดย

    Kumtornpol

    ลงเมื่อ

    06 พฤศจิกายน 2568 14:27

    สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))

    9

    2025 Oct – Indonesia Economic Report.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x79iuqh9zcnr3j9k4zz6km5i&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dioQXc9rJ5Y72jXJGXjkm

  • เวียดนามและสหราชอาณาจักรยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม

    เวียดนามและสหราชอาณาจักรยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม

    เวียดนามและสหราชอาณาจักรยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม

    ในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นาย To Lam เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และ นาย Keir Starmer นายกรัฐมนตรีแห่ง  สหราชอาณาจักร ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับการยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและสหราชอาณาจักร ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ 14 ของโลกที่มีความสัมพันธ์กับเวียดนามในระดับนี้ แสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council) 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย จีน สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร

    นาย To Lam และนาย Keir Starmer ชื่นชมต่อการพัฒนาความร่วมมือทวิภาคีระหว่างเวียดนามและสหราชอาณาจักรในเชิงบวก โดยเฉพาะในความพยายามขจัดอุปสรรคและแสวงหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ภายใต้เจตนารมณ์แห่งความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยนาย To Lam เน้นย้ำว่า เวียดนามให้ความสำคัญกับมิตรภาพแบบดั้งเดิมกับสหราชอาณาจักรมาโดยตลอด โดยยึดหลักความเคารพซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน และการมองไปสู่อนาคต เวียดนามพร้อมที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ในภาคสำคัญต่างๆ เช่น การเมือง การทูต การป้องกันประเทศและความมั่นคง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การเงิน การธนาคาร การศึกษา การฝึกอบรม สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยยืนยันว่าเวียดนามในฐานะสมาชิกอาเซียน พร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นสะพานเชื่อมและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและอาเซียน และเป็นประตูสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

    นาย Keir Starmer แสดงความปรารถนาที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ครอบคลุมกับเวียดนาม โดยเฉพาะภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีสหราชอาณาจักร-เวียดนาม (Vietnam – UK Free Trade Agreement: UKVFTA) และความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific PartnershipCPTPP) รัฐบาลสหราชอาณาจักรพร้อมที่จะสนับสนุนเวียดนาม               ในการดำเนินการตามพันธกรณีที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของสหราชอาณาจักรเพิ่มการลงทุนและความร่วมมือในเวียดนาม รวมถึงให้คำมั่นที่จะสนับสนุนเวียดนามใน   การดำเนินการตามข้อตกลงความร่วมมือการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition Partnership: JETPมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนและเร่งการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่เป็นธรรม

    ผู้นำทั้งสองประเทศยืนยันว่า ทั้งสองประเทศมีศักยภาพอย่างมากสำหรับความร่วมมือในยุคใหม่ โดยเฉพาะ             ในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล       และการฝึกอบรมบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าเป็นสองเท่าในอนาคต โดยนาย Keir Starmer นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรหวังว่า เวียดนามจะสนับสนุนความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซและบริการทางการเงินภายใต้กรอบ CPTPP 

    ในช่วงท้ายของการเจรจา ผู้นำทั้งสองได้ออกแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับการยกระดับความสัมพันธ์เวียดนาม-สหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม โดยการแถลงการณ์ดังกล่าวประกอบด้วย 48 ประเด็น ซึ่งระบุมาตรการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเวียดนาม-สหราชอาณาจักรใน ประการหลัก ได้แก่                (1) การส่งเสริมความร่วมมือในด้านการเมือง การทูต การป้องกันประเทศและความมั่นคง (2) เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเงิน (3) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม (4) การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (5) สุขภาพ สิ่งแวดล้อม พลังงาน    และ (6) การเปลี่ยนแปลงสีเขียว เนื้อหาของแถลงการณ์ร่วมยังยกย่องความสำเร็จที่สำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ยืนยันหลักการ และกำหนดแนวทางหลักในการส่งเสริมและเสริมสร้างความร่วมมือและพัฒนามิตรภาพแบบดั้งเดิม

    ในโอกาสนี้ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามและกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงระหว่างประเทศ และแผนการส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นการย้ายถิ่นฐาน นอกจากแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีและข้อตกลงความร่วมมือด้านการโยกย้ายถิ่นฐานแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้บรรลุข้อตกลงหลายฉบับในสาขาต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การเงินสีเขียว การศึกษาและการฝึกอบรม สาธารณสุข พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ความร่วมมือในท้องถิ่น ฯลฯ

    กระทรวงการต่างประเทศเวียดนามระบุว่า ข้อตกลงดังเหล่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างรากฐานในการกระชับความสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของเวียดนาม สหราชอาณาจักรเป็นพันธมิตรการค้ารายใหญ่เป็นอันดับของเวียดนามในยุโรป ในช่วงที่ผ่านมา การค้าระหว่างเวียดนามและสหราชอาณาจักรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากการผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคี (FTA) เวียดนาม-สหราชอาณาจักร (UKVFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2564 ในช่วง เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกระหว่างเวียดนามและสหราชอาณาจักรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่า 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเวียดนามส่งออกไปยัง  สหราชอาณาจักรมูลค่า 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าที่เวียดนามส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรมากที่สุด ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสัตว์น้ำ และเวียดนามนำเข้าจากสหราชอาณาจักร ได้แก่ เครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือ และอะไหล่อื่นๆ 

    การเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการของนาย To Lam เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2568 ถือเป็นก้าวใหม่ของการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยทั้งสองประเทศได้ตกลงที่จะยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” ซึ่งจะเปิดศักราชความร่วมมือที่ลึกซึ้ง เป็นรูปธรรม และ              มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเยือนครั้งนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและสหภาพยุโรป และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในภูมิภาค ซึ่งผลการเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับกรอบความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังยืนยันทิศทางความร่วมมือระยะยาวที่ครอบคลุมและยั่งยืนระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนามในการขยายพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในระยะยาวที่ครอบคลุมและยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kogtyx39hp22pdvjb7ll4o9m&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s4DqtBiTTEDKi7PyzghJj

  • ศธจ.แพร่ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาฯ

    ศธจ.แพร่ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาฯ

    ศธจ.แพร่ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาฯ

    6 Nov 68

    ศธจ.แพร่ เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด (การขับเคลื่อนสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ เพื่อเข้าสู่พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา)

    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. นายสุทิน จันทรวรเชตต์ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ มอบหมายให้นายพิทักษ์ กาวีวน รองศึกษาธิการจังหวัดแพร่ พร้อมด้วยบุคลากรกลุ่มบริหารงานบุคคล เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด (การขับเคลื่อนสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ เพื่อเข้าสู่พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา) โดยมีนายมานพ ดีมี ประธานกรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ เป็นประธานการประชุมฯ ณ หอประชุมสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแพร่ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ทั้งนี้ ในเวลา 15.30 น. นายสุทิน จันทรวรเชตต์ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3814424/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b_tbDexIL2nN4XaK6THIt

  • เศรษฐกิจเช็กคึกคัก! ธุรกิจเกิดใหม่พุ่งกว่า 13%

    เศรษฐกิจเช็กคึกคัก! ธุรกิจเกิดใหม่พุ่งกว่า 13%

    ข้อมูลจาก Dun & Bradstreet ผู้นำระดับโลกด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ธุรกิจ ระบุว่าในช่วง เดือนแรกของปี 2025 สาธารณรัฐเช็กมีการจดทะเบียนบริษัทใหม่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นจำนวนบริษัทใหม่กว่า 25,000 บริษัท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ประกอบการชาวเช็ก แม้จะเผชิญกับอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในสาธารณรัฐเช็กมากกว่า 589,000 บริษัท เพิ่มขึ้นจาก 576,000 บริษัทเมื่อปีที่ผ่านมา แนวโน้มการเติบโตนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ธุรกิจในยุโรปกำลังเผชิญกับความท้าทายและซับซ้อน ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรปและตะวันออกกลาง ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาของเยอรมนี และตลาดภายในประเทศที่มีการแข่งขันสูงขึ้น การเติบโตของบริษัทใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้ประกอบการในสาธารณรัฐเช็ก และแรงจูงใจอันแรงกล้าในการริเริ่มธุรกิจของตนเอง” Mrs. Katerina Klosová ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสาขาสาธารณรัฐเช็กของ Dun & Bradstreet กล่าว “สิ่งนี้เกิดขึ้นแม้จะมีสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนในยุโรปและตะวันออกกลาง เศรษฐกิจเยอรมนีที่ซบเซา ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง” ซึ่งการจดทะเบียนบริษัทใหม่ในปี 2025 เป็นผลต่อเนื่องที่แข็งแกร่งจากปี 2024 ที่มีการจัดตั้งบริษัทใหม่เกือบ 31,000 บริษัท ซึ่งถือเป็นจำนวนการจดทะบียนบริษัทใหม่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีเพียงปี 2020 ที่ถือเป็นจุดต่ำที่สุด โดยมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นเพียง 27,000 แห่ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่หยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ หากอัตราการเติบโตของธุรกิจในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี Dun & Bradstreet คาดการณ์ว่าปี 2025 อาจทำลายสถิติที่เคยบันทึกไว้ในปีที่ธุรกิจเติบโตสูงสุดได้ โดยแรงผลักดันที่ต่อเนื่องในการสร้างธุรกิจเป็นสัญญาณของวัฒนธรรมผู้ประกอบการที่ยืดหยุ่นในสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งดูเหมือนจะไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันจากภายนอก และยังคงมองเห็นโอกาสในขณะที่คนอื่นอาจมองเห็นความเสี่ยง 

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    การจดทะเบียนบริษัทใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 13 แสดงถึงแรงผลักดันเชิงบวกในภาคธุรกิจของเช็ก รวมถึงตัวเลขบริษัทรวมกว่า 589,000 บริษัท แสดงว่าตลาดธุรกิจในเช็กมีขนาดใหญ่และหลากหลาย การที่จำนวนบริษัทใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมากแสดงถึงความต้องการวัตถุดิบ เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ หรือบริการทางธุรกิจที่สูงขึ้น นอกจากนี้ สาธารณรัฐเช็กในฐานะ “ศูนย์กลางยุโรป” ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรป เชื่อมโยงกับเยอรมนี โปแลนด์ ออสเตรีย และสโลวาเกีย มีระบบโลจิสติกส์และการผลิตที่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับใช้เป็น “ฐานกระจายสินค้า” เข้ายุโรปกลางและตะวันออก ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดเช็กเพิ่มเติม โดยผู้ประกอบการไทยควรศึกษากฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าของยุโรป อาทิ CE mark มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบภาษี/ศุลกากร เพื่อเจาะตลาดนี้ต่อไป ทั้งนี้ ปี 2025 (มกราคม – กันยายน) ไทยส่งออกไปยังสาธารณรัฐเช็ก มูลค่า  833.60 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.67 โดยสินค้าหลักคือสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เป็นต้น นอกเหนือจากสินค้าอุตสาหกรรมแล้วสินค้าอื่นๆ ที่มีศักยภาพในตลาดเช็ก ได้แก่ ของเล่น เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องเทศและสมุนไพร ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผลไม้กระป๋องและแปรรูป  ผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vegl6rs88xkf7qdu9hs9zb78&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f_P-cLRYDMd4Nlk5sDosR

  • สกนช.คาดราคาน้ำมันปี 69 ทรงตัว-ต่ำกว่าปี 68 เหตุเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น

    สกนช.คาดราคาน้ำมันปี 69 ทรงตัว-ต่ำกว่าปี 68 เหตุเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น

    นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ทิศทางราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 69 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 68 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันเบนชินเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) เฉลี่ยอยู่ที่ 460-500 เหรียญสหรัฐ/ตัน

    เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการใช้เชื้อเพลิงในช่วงฤดูหนาวในต่างประเทศไม่สูงมากนัก เพราะอุณหภูมิไม่หนาวมาก ขณะที่กำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก พลัส ที่ยังล้นตลาด ประกอบกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีอิสราเอล-อิหร่าน และความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่สงบ

    ทั้งนี้ ล่าสุดได้ดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจของกองทุนน้ำมันฯ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจต่อระบบพลังงานของประเทศ ผ่านการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน และภาคส่วนต่างๆ ได้เห็นกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่คลังน้ำมันชุมพร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) 

    และคลังน้ำมันชุมพร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เพื่อเรียนรู้กระบวนการดำเนินงาน ระบบบริหารจัดการ และกลไกกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงสู่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานพลังงานของประเทศ

    สกนช.คาดราคาน้ำมันปี 69 ทรงตัว-ต่ำกว่าปี 68 เหตุเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น

    “การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสร้างความร่วมมือ และความเข้าใจต่อบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพด้านราคากับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” 

    นอกจากนี้ ยังทำให้ได้เห็นภาพรวมของคลังน้ำมันระดับภูมิภาคอย่างชุมพร จะเข้าใจชัดเจนว่าน้ำมันที่ส่งให้กับประชาชน เกิดจากกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และนโยบายพลังงานที่รอบด้าน 

    “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงยืนหยัดเป็นกลไกสำคัญที่คอยรักษาเสถียรภาพด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้พลังงานเข้าถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม และในราคาที่เหมาะสม”

    สำหรับคลังน้ำมัน PT จังหวัดชุมพรถือเป็นศูนย์กลางกระจายน้ำมันภาคใต้ โดยรับน้ำมันจากโรงกลั่นไทยออยล์ และไออาร์พีซี เพื่อจัดเก็บและกระจายไปยังสถานีบริการ PT และลูกค้าธุรกิจค้าส่ง-อุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่คลังน้ำมัน ไออาร์พีซี ชุมพร มีถังเก็บผลิตภัณฑ์จำนวน 8 ใบ ความจุรวมทั้งสิ้น 9.7 ล้านลิตร พร้อมท่าเทียบเรือของตนเองสำหรับใช้ขนถ่ายสินค้าทางเรือ จำนวน 1 ท่า

    โดยคลังน้ำมันดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเลียมหลักแห่งหนึ่งในภาคใต้ ที่จะจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนเศรษฐกิจและการคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียง โดยจังหวัดชุมพรถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/643368&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t0yOqRqOeaXHUJvCcOCBI

  • UOB เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอาเซียน ประจำปี 2568  พบคนไทยมองบวกแต่ไม่ประมาทต่อเศรษฐกิจในประเทศ สุขภาพ คุณภาพชีวิต และการศึกษา คือแรงขับสำคัญของพฤติกรรมใช้จ่ายยุคใหม่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    UOB เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอาเซียน ประจำปี 2568 พบคนไทยมองบวกแต่ไม่ประมาทต่อเศรษฐกิจในประเทศ สุขภาพ คุณภาพชีวิต และการศึกษา คือแรงขับสำคัญของพฤติกรรมใช้จ่ายยุคใหม่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ, 6 พฤศจิกายน 2568 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group เผยว่าผู้บริโภคไทยร้อยละ 39 มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน แต่ยังคงบริหารการเงินอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ สุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิต เป็นหมวดรายจ่ายที่มีความสำคัญขึ้น สะท้อนการปรับวิถีชีวิตสู่ความยั่งยืนและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    นายยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังรักษาความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เขากล่าวว่า “เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาตนเองและดูแลสุขภาพ สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ พร้อมกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้”

    นายจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นตามคาดการณ์ คนไทยเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้ โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างการเติบโต แต่ยังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือ”

    คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและคุณภาพชีวิตมากขึ้น

    นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 44 รายงานว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่ออายุที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี โดยกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี ทั้งนี้ จำนวนเงินออมที่ต้องการเพื่อการเกษียณอย่างมั่นคงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป[1]มีเป้าหมายเฉลี่ยที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง[2]ตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 10.5 ล้านบาท

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนะนำให้วางแผนการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณ ทั้งการจัดงบประมาณด้านสุขภาพเชิงป้องกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และการทำประกันเพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

    โซเชียลมีเดียหนุนการมีส่วนร่วมมากกว่าสร้างยอดขายทันที

    ผลสำรวจจาก ACSS 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 45 ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ร้อยละ 47 ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น หลายคนเข้าร่วมไลฟ์สตรีมเพื่อความบันเทิง เปรียบเทียบสินค้า และชะลอการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแม้จะทำให้การสร้างยอดขายทันทีลดลง แต่กลับช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการจดจำแบรนด์มากขึ้น

    เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธนาคารยูโอบีได้ผสานเทคโนโลยี AI มาพัฒนาฟีเจอร์ Smart Insights บนแอป UOB TMRW เพื่อช่วยติดตามรูปแบบการใช้จ่าย แจ้งเตือนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และแนะนำแนวทางสู่พฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน

    ความมั่นใจทางการเงินเติบโตควบคู่กับพฤติกรรมการออมที่เปลี่ยนแปลงไป

    ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทยร้อยละ 87 มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง และกว่า 7 ใน 10 (ร้อยละ 74) มีการออมเงินมากกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ โดยในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88 ซึ่งข้อมูลจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สะท้อนถึงแนวโน้มนี้เช่นกัน โดยพบว่ายอดเงินฝากของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเติบโตขึ้นร้อยละ 21 ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Gen Z มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเติบโตของจำนวนบัญชีเงินฝากในกลุ่มลูกค้ายูโอบี ด้วยการเปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 สะท้อนความสนใจในการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่

    อย่างไรก็ตาม วินัยในการออมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยร้อยละ 85 ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ร้อยละ 76 ของ Gen Y และร้อยละ 82 ของ Gen Z ระบุว่าความกดดันจากสังคมและเพื่อนเป็นอุปสรรคต่อการออมอย่างต่อเนื่อง

    นายยุทธชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ‘คนรุ่นใหม่ของไทยมีความเข้าใจด้านดิจิทัลและเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนและบริหารการเงิน แต่หลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น มีช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว เป้าหมายของธนาคารคือการช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการใช้ชีวิตตามที่ใฝ่ฝัน โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง’

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/06/591908/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xd3UcBg3Pi20HkbvVorUU

  • รวมจุดชาร์จรถ EV ทั่วประเทศไทย อัปเดต 2025

    รวมจุดชาร์จรถ EV ทั่วประเทศไทย อัปเดต 2025

    รวมจุดชาร์จรถ EV ทั่วประเทศไทย อัปเดต 2025
         ในปี 2025 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเส้นทาง “สังคมยานยนต์ไฟฟ้า” หรือ EV (Electric Vehicle) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างเร่งขยายเครือข่าย สถานีชาร์จรถ EV ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ประเภทของสถานีชาร์จรถ EV ที่ควรรู้
    ก่อนจะเริ่มเดินทาง มาทำความรู้จักกับ “ประเภทหัวชาร์จ” และ “ความเร็วในการชาร์จ” ที่ควรรู้กันก่อน
    1. AC Normal Charge (ชาร์จปกติ) – ใช้เวลา 6–8 ชั่วโมง เหมาะกับการชาร์จที่บ้านหรือที่พัก
    2. DC Fast Charge (ชาร์จเร็ว) – ใช้เวลาเพียง 30–60 นาที เหมาะกับการเดินทางระหว่างจังหวัด
    3. Ultra-Fast Charge (ชาร์จด่วนพิเศษ) – เทคโนโลยีใหม่ที่ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที เหมาะสำหรับ EV รุ่นใหม่ ๆ ที่รองรับแรงดันไฟสูง

    รวมจุดชาร์จรถ EV ทั่วประเทศไทย ปี 2025
     กรุงเทพฯ และปริมณฑล 
    – PTT EV Station PluZ : ครอบคลุมทุกเขตในกรุงเทพฯ และตามเส้นทางหลัก เช่น บางนา, รังสิต, พระราม 2
    – EA Anywhere : พบได้ตามห้างสรรพสินค้า เช่น เซ็นทรัล, โลตัส, บิ๊กซี
    – Energy Absolute, MEA EV, SCB Easy EV Station : ครอบคลุมพื้นที่จอดรถอาคารสำนักงานและคอนโด

     ภาคเหนือ 
    – เชียงใหม่ / ลำปาง / พิษณุโลก มีสถานีจาก PEA VOLTA และ EV Station PluZ ครอบคลุมจุดท่องเที่ยวสำคัญ
    – สถานีชาร์จในโรงแรมและคาเฟ่ยอดนิยม เช่น Mae Rim EV Spot หรือ One Nimman EV Station

     ภาคตะวันออก 
    – พัทยา / ระยอง / ชลบุรี มีเครือข่ายของ PTT, EA Anywhere และ Elex by EGAT ครอบคลุมทุกจุดท่องเที่ยวชายทะเล
    – บางแสนและสัตหีบมีจุดชาร์จตามโรงแรมและคาเฟ่ติดชายหาด

     ภาคอีสาน 
    – ขอนแก่น / อุดรธานี / โคราช มีสถานีจาก MEA, PEA VOLTA, และ EA Anywhere ตามถนนมิตรภาพ
    – จุดพักรถและปั๊มน้ำมันใหญ่ ๆ เริ่มติดตั้งหัวชาร์จเร็วเพิ่มขึ้น

     ภาคใต้ 
    – หัวหิน / ภูเก็ต / สงขลา มีจุดชาร์จจากเครือข่าย PTT EV Station และ Nex Point รองรับนักท่องเที่ยว EV
    – โรงแรม 4-5 ดาว หลายแห่งเพิ่มบริการชาร์จฟรีให้ลูกค้าพักค้างคืน

    ซื้อประกันรถยนต์ที่ OOHOO ดีอย่างไร

    ผ่อนเงินสด 0% <br />ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้” title=”ผ่อนเงินสด 0% <br />ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้” width=”52″ height=”52″>                             </p>
<p>ผ่อนเงินสด 0% <br />ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้</p>
</p></div>
<div>
<p><img decoding=ต่อประกันรถยนต์ไฟฟ้า“ เพื่อความคุ้มครองที่ครบกว่า
         การใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่เพียงช่วยลดมลพิษ แต่ยังต้องไม่ลืม “ต่อประกันรถยนต์ EV” ให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน เพราะประกันรถ EV มีความคุ้มครองเฉพาะ เช่น ระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีมูลค่าสูง
    หากต้องการ ต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ ง่าย ๆ ตรวจสอบเบี้ยได้รวดเร็ว และมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำตลอด 24 ชม.
    แนะนำใช้บริการกับ OOHOO.IO โบรกเกอร์ประกันภัยออนไลน์ที่รวบรวมประกันรถยนต์จากหลายบริษัทไว้ในที่เดียวเปรียบเทียบได้ทันที คุ้มครองครบ จ่ายสบาย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.oohoo.io/news/844-%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596-EV-%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2595-2025&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1863skc7iJlBqUueBOc6qu

  • แม่ฮ่องสอนเตรียมเปิดเทศกาล

    แม่ฮ่องสอนเตรียมเปิดเทศกาล

    วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

    แม่ฮ่องสอน แถลงข่าวเตรียมเปิด เทศกาลดอกบัวตองบาน ดอยแม่อูคอ อย่างเป็นทางการ 11 พ.ย. 68 นี้ รองผู้ว่าฯ ชี้เป็นเอกลักษณ์สำคัญระดับประเทศ ด้าน อบต.แม่อูคอยืนยัน ดอกบานเต็มที่ปีนี้งดงามตระการตา พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวครบวงจร ทั้ง ประกวดธิดาบัวตอง มวยไทย 5 คืน ดนตรีเยาวชน และสินค้า OTOP เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสความงามเชิงอนุรักษ์ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี

    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น.ที่ลานจุดชมวิววนอุทยานทุ่งบัวตอง คอยแม่ดูคอ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวโครงการส่งเสริการท่องเที่ยวเชิง กีฬา ดนตรีและศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบาน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายใต้แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนางสาวริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาแม่ฮ่องสอน นายธารา ชมสมองเลิศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ นายภาคภูมิ วารปรีดี ปลัดอำเภอกลุ่มงานควานมั่นคง ผู้แทนนายอำเภอขุนยวม และนายจำลอง จีโนเป็ง นายกเทศมนตรีตำบลขุนยวม ร่วมการแถลงข่าว

    โดยเทศกาลดอกบัวตองบาน ได้กำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรีและศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 นี้

    นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสองสอน กล่าวว่า เทศกาลดอกบัวตองบาน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญระดับจังหวัด และ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอำเภอขุนยวม โดยเฉพาะ “ดอยแม่อูคอ” ซึ่งเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และได้รับความนิยมจากนักท่อง เที่ยวทั้งขาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    งานในปีนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ ฐานรากของประชาชนในพื้นที่ และเปิดให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้านสินค้าชุมชน และ กิจกรรมส่งเสริมความสามารถด้านดนตรีของเยาวชน ซึ่งล้วนสะท้อนถึงเสน่ห์ของแม่ฮ่องสอนได้อย่างครบถ้วน

    จังหวัดได้เตรียมการอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านความปลอดภัย การอำนวยความ สะดวกด้านคมนาคม การรักษาความสะอาดและการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทาง ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้มาเยือนทุกท่านได้รับความประทับใจสูงสุด

    นายธารา ชมสมองเลิศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อคอ กล่าวถึงความพร้อมของพุ่งดอกบัวตองตอยแม่อคอ ว่า “องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ดูคอ ได้ดำเนินการเตรียมความความพร้อมเพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวที่จะมาเยี่ยมชมความงดงามของทุ่งดอกบัวตองในปีนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการดูแลทุ่งดอกบัวตองซึ่งเป็นสมบัติทางธรรมชาติอันล้ำของพวกเราชาชาวแม่ดูคอ ปีนี้ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสม ดอกบัวตองมีการบานอย่างเต็มที่และพร้อมใจ สะพรั่งเหลืองอร่ามทั่วทั้งดอย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุก วัย เราได้จัดเตรียมพื้นที่จอดรถ เส้นทางเดินเท้า จุดชมวิว และพื้นที่ถ่ายภาพ เพื่อให้ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสความงดงามได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการจัด ระเบียบร้านค้าในพื้นที่ให้สะอาด เป็นระเบียบ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อ รักษาความสวยงามของพุ่งให้ยังยืน

    ทั้งนี้ เราได้ มุ่งมั่นในการอนุรักษ์ดอกบัวตองให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ในทุกฤดูกาล ด้วย ความร่วมมือจากชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งการดูแลความสะอาด การจัดการ ขยะ และการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ในนามของอบต.แม่ดูคอ ขอเรียนเชิญทุกท่านมาชมความงามของ “ทุ่งดอกบัว ตอง” ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีนี้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่อง เที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยังยืน”

    นายภาคภูมิ วารปรีดี ปลัดอำเภอ กลุ่มงานความมั่นคง ผู้แทนนายอำเภอขุนยวมกล่าวถึงความพร้อมของสถานที่จัดงานว่า”อำเภอขุนยวม ได้ร่วมบูรณาการการ ทำงานกับทุกภาคส่วนในพื้นพื้นพื้นที่ เพื่อเตรียมสถาน ที่จัดงานเทศกาลทุ่งดอกบัวตองบานบนดอยแม่ อูคออย่างรอบด้าน โดยมุ่งนั้นทั้งความ ปลอดภัย ความสะอาด ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย และความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญปีนี้ เรามีการปรับปรุงเส้นทางขึ้นดอย จุด จอตรถ จุดชมวิว รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งาน

    โดยเฉพาะ ในวันเปิด งานวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นพิธีเปิด ที่มีความสำคัญ พร้อมนำเสนอกิจกรรมและการ แสดงอัตอัตลักษณ์ของชาวขุนยวมอย่างหลากหลาย สำหรับกิจกรรมงานรื่นเริงเทศกาลดอกบัว ตองบาน จะจัดขึ้น ณ บริเวณสนามบินเก่า อำเภอขุนยวม ระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2568 เป็นระยะเวลา 5 วัน 5 คืน โดยแต่ละวันจะมีกิจกรรมหมุนเวียนที่หลากหลาย ทั้งด้านวัฒนธรรม ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน และความบันเทิงครบครัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำทั้งบรรยากาศธรรมชาติและวัฒนธรรมนอกจากนี้ อำเภอขุนยวม ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร และภาคประชาชนอย่างพร้อมเพรียง เพื่อดูแลแลและอำนวยความสะดวกให้แก่ นักท่องเที่ยว

    นายจำลอง จีโนเป็ง นายกเทศมนตรีตำบลขุนยวม ชี้แจงถึงถึงกิจกรรมภายในงานว่า “เทศบาลตำบลขุนยวมได้เตรียมกิจกรรมภายในงานอย่างหลากหลายและครอบคลุม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทั้งด้านความบันเทิงวัฒนธรรรม และเศรษฐกิจชุมชน โดยกิจกรรมเด่นตลอด 5 คืน จะประกอบด้วย การประกวดธิดาบัวตองและธิดาจำแลง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก ทุกปี การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่งพร้อมหางเครื่องในระดับเยาวขน เพื่อส่งเสริมศักยภาพ ด้านดนตรีของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการแสดงศิลปะแม่ไม้ มวยไทย ซึ่งจัดเต็มถึง 5 คืน คืนละ 6 คู่ พร้อมกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงพื้น บ้านจากชุมชนต่าง ๆ และกิจกรรมคอนเสิร์ต จากศิลปินชื่อดัง ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกสนานให้แก่นักท่องเที่ยวทุกคืน ภายในงานยังมีโชนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ชมชน สินค้า OTOP และอาหารพื้นเมือง

    นางสาววริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า”สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ให้ความสำคัญในการ ประชาสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยในปีนี้ได้ร่วมกับทุกหน่วยงาน ในการรับรองนักท่องเที่ยวอย่าง รัดกุม ทั้งในด้านความปลอดภัย การบริการ การควบคุมมาตรฐานสุขอนามัย รวมถึงการให้ ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน และเข้าถึงได้ง่าย มีการจัดตั้งจุดให้บริการข้อมูลท่องเที่ยว จัดทำแผนที่ จุดถ่ายรูป การแนะนำเส้นทาง การเชื่อมโยงกับท่องเที่ยวอื่น ๆ ในจังหวัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผน การเดินทางได้อย่างสะดวก

    นอกจากนี้ ยังประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อสังคม และเครือข่ายพันธมิตรด้านการท่อง เที่ยว เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศได้เดินทางมายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน งานเทศกาลดอกบ้าตองบานปีนี้ ไม่เพียงแต่ เป็นโอกาสในการสัมผัสความงดงามของธรรมชาติ แต่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยว จากทั่วประเทศ และชาวต่างชาติให้เดินทางมาร่วมงานเทศกาลดอกบัวตอง บานในปีนี้ มาชมความงดงามของธรรมชาติบนยอดดอยู่ มาสัมผัสวัฒนธรรรมที่ เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ของชาวขุนยวม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนของพี่น้องในพื้นที่

    สำหรับทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอ ในปีปีนี้บานสะพรั่งงดงาม เต็มท้องทุ่ง ท่ามกลางอากาศ บริสุทธิ์และทัศนียภาพที่ตระการตา เป็นช่วง เวลาทีเหมาะสมที่สุดในการเดินทางมาท่อง “มาแม่ฮ่องสอนแล้วคุณจะหลงรัก” เราพร้อมต้อนรับทุกท่านด้วยรอยยิ้มและไมตรีจิต ขอเชิญมาร่วมสร้างความทรงจำอันงดงามร่วม กันที่ทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่ดูคอในปีนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/926092&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SmFQY-ugAcY3QilKHutcx