Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คนจีนเที่ยวเวียดนามแซงไทย ปัญหาจริงๆ คืออะไรกันแน่

    คนจีนเที่ยวเวียดนามแซงไทย ปัญหาจริงๆ คืออะไรกันแน่

    ไม่ใช่แค่จ่อ แต่รอบนี้โดนแซงไปแล้วจริงๆ คนจีนแห่เที่ยว ‘เวียดนาม’ จนจำนวนรวมแซงไทยไปแล้ว

    ในยุคก่อนโควิด 19 ประเทศไทยมี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มาเยือนปีละเกือบ 10 ล้านคน ถือเป็นอันดับ 1 ในหมู่นักท่องเที่ยวชาติต่างๆ ที่เดินทางมาเที่ยวไทย แต่หลังแพนดามิกสิ้นสุด อะไรๆ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป หนึ่งในนั้นคือ ‘ไทย’ เสียแชมป์เมืองยอดนิยมของชาวจีนไปให้กับ ‘ญี่ปุ่น’ ในปีก่อน

    ต่อมาสถานการณ์ ‘จีนเที่ยวไทย’ ก็มีแนวโน้มไม่ดีนัก เพราะลดลงจากราว 5-6 แสนคนต่อเดือนในปลายปีก่อน เหลือไม่ถึง 3 แสนคนในช่วงต้นปีนี้ 

    หลังจากนั้นก็ไม่มีดีขึ้น มีแต่แย่ลง เพราะล่าสุดคนจีนจะแห่เที่ยว ‘เวียดนาม’ จนแซงไทยแล้วเป็นที่เรียบร้อย

    คนจีนแห่เที่ยว ‘เวียดนาม’ จนแซงไทยแล้ว

    รายงานของ KResearch บอกว่า ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม 2568) เมื่อเทียบ ‘จำนวนนักท่องเที่ยวจีน’ ในเวียดนามแซงหน้า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไทยเรียบร้อยแล้ว

    • โดยคนจีนเที่ยว ‘เวียดนาม’ รวมทั้งหมด 3.1 ล้านคน
    • และมีคนจีนเที่ยว ‘ไทย’ รวมทั้งหมด 2.7 ล้านคน
    • คนจีนเที่ยว ‘เวียดนาม’ เพิ่มขึ้น 46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
    • คนจีนเที่ยว ‘ไทย’ ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สรุปง่ายๆ คือนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปเวียดนามมากกว่าไทยราวๆ 4 แสนคน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าอาจเป็นการดิ่งลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไทยที่ -35% ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเพิ่มขึ้นมากถึง 46%

    สถิตินี้กำลังสะท้อนอะไรให้เราเห็น และจริงๆ ไทยควรกังวลเรื่องอะไรกันแน่?

    จีนแห่เที่ยวเวียดนาม ส่วนใหญ่อาจเป็น ‘กรุ๊ปทัวร์’ ?

    ‘รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น’ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดอธิบายว่า หากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเป็นแค่ ‘เชิงปริมาณ’ และเป็น ‘กรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ’ ก็อาจยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย

    ตัวเลขของเวียดนามเป็นเพียงการรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัว โดยนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามส่วนใหญ่เป็น ‘กรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ’ มักมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงมาก และมักเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก เหตุที่สนใจเดินทางไปเวียดนามเยอะ เพราะนโยบายฟรีวีซ่าให้นักกรุ๊ปทัวร์ และค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าไทย

    ปัญหาจริงๆ คือความปลอดภัยต่างหาก

    ปัจจัยสำคัญจริงๆ ที่ทำให้ ‘คนจีนมาไทยน้อยลงมาก’ เพราะภาพจำแง่ลบเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีนักแสดง ‘หวัง ซิง’ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้เดินทางมาไทย ก่อนถูกส่งตัวไปเมียนมา

    ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และจัดการปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน

    “ถ้ายังไม่แก้ไขให้คนจีนมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย การทำอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ ในช่วงปลายปีเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ได้ช่วยมากนัก ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

    อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขเรื่องเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นในสายตาต่างชาติ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก”

    ประเทศที่จีนไปเยอะสุดคือ ญี่ปุ่น

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ อธิบายว่า จริงๆ ประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปเที่ยวมากที่สุดคือ ‘ญี่ปุ่น’ แม้จะไม่ได้สิทธิฟรีวีซ่า แต่มีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด ระเบียบเรียบร้อย อยู่ใกล้จีน เดินทางง่าย ไฟล์ทบินเยอะ คมนาคมสะดวก และเงินเยนอ่อนค่า-แหล่งชอปปิ้งครบ

    จึงทำให้คนจีนนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุด ญี่ปุ่นจึงเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่นักท่องเที่ยวจีนยินดีจ่าย แม้ค่าครองชีพในญี่ปุ่นจะแพงกว่าไทยหรือเวียดนาม

    ต้องเร่งพัฒนาความปลอดภัย ไม่ต้องแข่งชิงตลาดล่าง

    “ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองในด้านการท่องเที่ยวยกระดับในแนวทางของโมเดลญี่ปุ่น เป้าหมายของไทยจึงควรเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และมีความพรีเมี่ยม มาท่องเที่ยวไทยได้ในราคาไม่สูงเท่าญี่ปุ่น แต่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน

    ดังนั้น ในการแก้เกมในเรื่องนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามมากกว่าไทย คือ การสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นจำนวนเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยว”

    ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น แต่ นักท่องเที่ยว ‘มาเลเซีย’ ที่เป็น TOP2 ชาติที่มาเที่ยวไทยเองก็มาเที่ยวไทยน้อยลงเหมือนกัน แต่กลับไปเที่ยวประเทศอื่นมากขึ้น ซึ่งถูกมองว่าเกิดจากหลายปัจจัย ตั้งแต่แต่ละประเทศแข่งขันกันดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น ราคาสินค้าและบริการไทยแพง ค่าเงินบาทแข็ง รวมถึงประเด็น ‘ความปลอดภัย’ จากสารพัดข่าวในพื้นที่

    นอกจากนั้น เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ‘อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์’ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เองก็ออกมายอมรับกับหลายๆ สำนักข่าวว่า ข่าวสแกมเมอร์ในกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้านกระทบกับความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีต่อไทยด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ‘เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น’ อันเป็นตลาดสำคัญ 

    เพราะนอกจากจะมีพรมแดนเชื่อมต่อกันแล้ว ไทยก็ยังเป็นจุดต่อเครื่องไปยังหลายๆ ประเทศในอาเซียน สถานการณ์แบบนี้เลยไม่ได้กระทบแค่ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่อาจจะกระทบถึงรายได้ การลงทุน และเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย 

    แล้วคุณล่ะคิดว่าปัญหาจริงๆ ของ ‘ท่องเที่ยวไทย’ ตอนนี้คืออะไร ถ้าแก้ความปลอดภัย-สแกมเมอร์ได้ เราจะปลุกท่องเที่ยวไทยกลับมาได้อีกครั้งจริงไหม?

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/scammers-root-cause-of-thai-tourism-on-this-day/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qr9Skd6AmJKtveRA6EGG8

  • &

    &

    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET ไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มปรับขึ้นแบบ Sideway Up อยู่ในกรอบ 1,280-1,370 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการรัฐ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ที่กระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมแนะกลยุทธ์การลงทุนเก็งกำไรหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงไฟฟ้ารับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม-ธันวาคม) ว่า ดัชนีจะเคลื่อนไหวในลักษณะ “Sideway Up” อยู่ในกรอบประมาณ 1,280-1,370 จุด จากแรงสนับสนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนผ่านการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนจากภาครัฐ โครงการเที่ยวดีมีคืน ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยประชาชนสามารถขอคืนเงินจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและพักผ่อน

    โดยมีปัจจัยบวกทั้งในและต่างประเทศ นักลงทุนจับตาโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง ได้แก่ กระทรวงการคลังเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เป็น 2.4% จากเดิมคาด 2.2% ผลบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐอย่างคนละครึ่งพลัส และส่งออกขยายตัวดีโดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของ ภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ในช่วงไตรมาส 4/2568

    นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจเห็นชอบมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนร่วมแก้หนี้ด้อยคุณภาพที่มียอดไม่เกิน 1 แสนบาทเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และปลดล็อกเครดิตบูโร ผ่านการโอนซื้อของบริษัทบริหารสินทรัพย์ AMC โดยจะเปิดตัวโครงการวันที่ 11 พ.ย. นี้ ด้านภาคอุตสาหกรรม มีการรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 94.56 ขยายตัว 1.02%YoY ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.13% เนื่องจากยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

    ขณะเดียวกัน ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่ 14 พ.ย. กำหนดวันสุดท้ายส่งงบการเงินงวดไตรมาส 3/2568, วันที่ 17 พ.ย. สภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 3/68 และ แนวโน้มปี 2568, วันที่ 17 ธ.ค. กำหนดประชุมกนง. ครั้งที่ 6/2568 เป็นครั้งสุดท้ายของปี 2568 ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 5 พ.ย. ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีกำหนด ไต่สวนคดีมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่, วันที่ 9-10 ธ.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐ และเดือนธ.ค.มีวันหยุดยาวในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ซึ่งนักลงทุนสถาบันมักปิดสถานะการลงทุน

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงไฟฟ้ารับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ: “เที่ยวดีมีคืน” หนุน MINT-ERW-CENTEL-AWC-BA-AAV ส่วน GULF-BGRIM-GPSC-EGCO-RATCH ได้แรงหนุนจาก Direct PPA ดึงลงทุน Data Center

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezhgiwhgs3tcngp4ome3axeikzpec06&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw234dtOkfAbDzBbWGyrbIK9

  • ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงชี้ ‘ความปลอดภัย – สุขภาพ – มรดกไทย’ คือกุญแจยกระดับไทยสู่ Tourism Hub โลก

    ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงชี้ ‘ความปลอดภัย – สุขภาพ – มรดกไทย’ คือกุญแจยกระดับไทยสู่ Tourism Hub โลก

    เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนไทยในงาน World Travel Market (WTM) 2025 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ทรงฉายภาพอนาคตการท่องเที่ยวไทยที่ต้องมุ่งสู่ความยั่งยืน และทรงเน้นย้ำว่า “ประเทศไทยมีเสน่ห์อยู่แล้ว ทั้งธรรมชาติ วัดวาอาราม ศิลปวัฒนธรรม แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว”

    ‘Safe-Sure-Secure’ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

    ทูลกระหม่อมหญิงฯ ทรงย้ำถึงความสำคัญสูงสุดของ ‘ความเชื่อมั่นและความปลอดภัย’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก

    “ประเทศไทยมีความหลากหลายและมีเสน่ห์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของธรรมชาติ วัดวาอาราม ศิลปะ และวัฒนธรรม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว” ทูลกระหม่อมฯ ทรงเน้นย้ำ

    มาตรการที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือการสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่ามาแล้วจะปลอดภัย ไม่ตาย ไม่ถูกจับ หรือไม่ถูกหลอก ซึ่งรวมถึงการลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี และการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในทุกสถานที่ที่ทำได้

    นอกจากมาตรการทางเทคนิคแล้ว ทูลกระหม่อมฯ ยังทรงชี้ว่า ‘น้ำใจของคนไทย’ คือ Soft Power ที่แข็งแกร่งที่สุด

    “คนไทยมีเสน่ห์และมีน้ำใจอยู่แล้ว และเป็นเจ้าบ้านที่ดี เสน่ห์ของ ‘ยิ้มสยาม’ ยังคงไม่ล้าสมัย การดูแลนักท่องเที่ยวให้ดีและมอบความปลอดภัย จะช่วยให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และทำให้การท่องเที่ยวประสบความสำเร็จมากขึ้นในปัจจุบันและอนาคต”

    โดยเฉพาะบทบาทของตำรวจท่องเที่ยวที่ทรงเน้นย้ำว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการดูแลและสร้างความอุ่นใจให้กับผู้มาเยือน

    Health & Wellness Destination: ไทยคือ ‘ฮับ’ สุขภาพที่เหนือกว่า

    สำหรับเทรนด์โลกที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทูลกระหม่อมฯ ทรงมองเห็นศักยภาพอันโดดเด่นของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความงาม (Health & Wellness Destination) ที่ครอบคลุม ทั้งกายและใจ

    ทูลกระหม่อมฯ ทรงยกตัวอย่างความเข้มแข็งที่มาจากรากฐานของภูมิปัญญา เช่น แพทย์แผนไทย ยาไทย และ อาหารไทย ที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพซึ่งอุดมไปด้วยสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังรวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการจากภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างการนวดแผนไทย และ ลูกประคบ ที่สามารถสร้างอาชีพให้กับคนไทยได้

    อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทรงเน้นย้ำคือ การรักษาพยาบาล เพราะโรงพยาบาลและวิทยาการทางการแพทย์ของไทยไม่แพ้ประเทศใหญ่ๆ อย่างอเมริกาหรืออังกฤษ และอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้ไทยเป็นที่นิยมอย่างสูงสำหรับบริการทางการแพทย์, การเสริมสวย และการแปลงเพศ

    ขณะเดียวกัน ทูลกระหม่อมฯ ทรงชี้ให้เห็นถึงมิติทางเศรษฐกิจว่า นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการทางการแพทย์มักจะพาญาติมาด้วย ซึ่งญาติเหล่านี้มักเป็นนักท่องเที่ยวชั้นดีและร่ำรวย การผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Health and Wellness Destination จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

    นอกจากนี้ ยังทรงยกตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่น่าสนใจ เช่น บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน และบ่อน้ำแร่ของจังหวัดระนอง โดยทรงเปรียบเทียบว่า ‘บ่อน้ำร้อนของไทยไม่แพ้ญี่ปุ่น โดยมีข้อดีคืออากาศอุ่นกว่า’

    ‘พระพันปีหลวง’ ทรงเป็นผู้นำทางวัฒนธรรม ผู้ฟื้นฟูมรดกชาติ

    ทูลกระหม่อมหญิงฯ ได้ทรงให้ความสำคัญกับบทบาทของสมเด็จพระพันปีหลวงในการเป็นผู้นำทางด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม และเผยแพร่เสน่ห์ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานของ Soft Power ไทยที่หยั่งรากลึก

    ทูลกระหม่อมฯ ทรงชี้ว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักถึงความสามารถของชาวบ้านในการทอผ้าและหัตถกรรมที่เกือบจะสูญหายไปแล้ว และทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ เช่น ผ้าไหม, ถมทอง, และงานจักสาน การสนับสนุนของพระองค์ช่วยสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านอย่างยั่งยืน และทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กลายเป็นสินค้าที่ได้ส่งออกในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีการอนุรักษ์โขน และผลักดันให้สู่มรดกโลก

    “โขนเป็นศิลปะชั้นสูงที่จัดยากและค่าใช้จ่ายสูง ทำให้การแสดงลดลง แต่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงสนับสนุนโขนอย่างยิ่ง โดยจัดเป็นโขนพระราชทาน มีการพัฒนาชุดโขน และพัฒนาการแต่งหน้าโขนให้มีลักษณะเฉพาะ”

    ความพยายามของพระองค์ทำให้โขนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งทูลกระหม่อมฯ ทรงแสดงความยินดีที่ปัจจุบัน ‘เด็กไทยหลายคนอยากมาเต้นโขน’ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงเสน่ห์ของความเป็นไทยที่ได้รับการสืบสานอย่างต่อเนื่อง

    ‘เสน่ห์ไทย’ เข้ากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    ทูลกระหม่อมหญิงฯ ทรงเน้นย้ำถึงแนวทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างบูรณาการ โดยใช้เสน่ห์และความหลากหลายที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดด้วยการ สร้างความปลอดภัย ให้เป็นมาตรฐานโลก, ยกระดับ Health & Wellness ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูง, และ สืบสานมรดกทางวัฒนธรรม ที่จะสร้างอัตลักษณ์อันแข็งแกร่งและโอกาสทางอาชีพให้กับคนไทยทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/safety-health-heritage-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V9Lt-16ZCJ-ZaSrz96JeE

  • ศก.ไทยพ้นหล่ม! “เอกนิติ” เร่งแก้หนี้-ดันลงทุนเพื่ออนาคต เชื่อ GDP ปีนี้โตทะลุ 2% : อินโฟเควสท์

    ศก.ไทยพ้นหล่ม! “เอกนิติ” เร่งแก้หนี้-ดันลงทุนเพื่ออนาคต เชื่อ GDP ปีนี้โตทะลุ 2% : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาถกฐาพิเศษ หัวข้อ “Unlocking Growth and Shared Prosperity ก้าวต่อไปของไทย : ปลดล็อกการเติบโตสู่ความมั่งคั่งที่ทุกคนเข้าถึงได้” ในงานสัมมนา The Standard Economic Forum 2025 “Thailand’s Next Frontier” ว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการคนละครึ่ง พลัส, และโครงการเที่ยวดีมีคืน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางเสาหลักที่ 1 ตามนโยบายของรัฐบาลในการฟื้นเศรษฐกิจเรียบร้อยแล้ว

    ดังนั้น จึงมีความมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มอย่างแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าไตรมาส 4/68 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 0.3% เท่านั้น แต่ขณะนี้มั่นใจว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 1% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เกิน 2% แน่นอน

    รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า หลังจากนี้ รัฐบาลได้เร่งเดินหน้าเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียภาคประชาชน ผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในกลุ่มประชาชนที่มีหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งเป็นการดึงเม็ดเงินที่เหลือจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จำนวน 2 หมื่นกว่าล้านบาท มาดำเนินการซื้อหนี้เสียดังกล่าว

    “จะมีมาตรการตัดต้น ลดดอก ยืดอายุหนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ลูกหนี้สามารถมีลมหายใจต่อไปได้ และหากลูกหนี้มีวินัยผ่อนชำระดี ก็จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ในระบบได้ด้วย ตรงนี้ถือเป็นการสร้างโอกาสให้ลูกหนี้กลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง และถือเป็นการแก้หนี้อย่างยั่งยืน” นายเอกนิติ ระบุ

    ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการในเฟสแรก กับลูกหนี้ NPL ของธนาคารพาณิชย์, ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และนอนแบงก์ เฉพาะที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์รวมประมาณ 2 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 6 หมื่นล้านบาท จากจำนวนลูกหนี้ที่อยู่ในข่ายทั้งหมด 3.5 ล้านราย คิดเป็น 4.7 ล้านบัญชี มูลหนี้รวมกว่า 1.2 แสนล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเร่งจัดตั้ง AMC ภายในขึ้นมา เพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหนี้เสียของลูกหนี้ภาคเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 1 แสนราย มูลหนี้ราว 7-8 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในเดือน พ.ย.นี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สาเหตุที่ ธ.ก.ส. ต้องดำเนินการจัดตั้ง AMC ภายในขึ้นมาบริหารจัดการเองนั้น เพราะสินเชื่อภาคเกษตรมีความเฉพาะตัวมาก ไม่เหมือนกับสินเชื่อทั่วไป โดยที่ผ่านมาได้หารือกับนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ธ.ก.ส. มีความพร้อมและเตรียมทำการบ้านมาแล้วส่วนหนึ่ง

    รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งเสาเศรษฐกิจที่รัฐบาลเร่งดำเนินการต่อ คือ เสาที่ 5 ผ่านการลงทุนเพื่ออนาคต ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยด้วย โดยยอมรับว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนมานาน ซึ่งเมื่อไม่มีการลงทุน ก็ไม่มีแรงในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต

    “ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากเราไม่มีงบประมาณพอที่จะลงทุน เนื่องจากฐานะการคลังมีจำกัด นั่นเป็นเหตุผลที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับ Outlook ของไทยลง แต่สิ่งที่รัฐบาลเห็นทางออก นั่นคือการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ไม่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) มาช่วยทำให้เกิดการลงทุนสำหรับอนาคตใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเอกนิติ กล่าว

    พร้อมระบุว่า หนึ่งในโครงการสำคัญ ที่สามารถดำเนินการผ่านกองทุน TFF คือ โครงการ Floating Solar (โซลาร์ลอยน้ำ) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก หลักการคือ รัฐบาลจะนำรายได้ในอนาคต (Future Income) จากโครงการดังกล่าวมาขายให้กับนักลงทุนบางส่วน จะช่วยให้เรามีเงินทุนเข้ามาเพื่อนำไปขยายการลงทุนในพลังงานสะอาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยที่ กฟผ. ไม่ต้องกู้เงิน

    “ถือเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เครื่องมือทางการเงิน ไม่เป็นการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และไม่เป็นภาระต่องบประมาณ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดการลงทุนเพื่ออนาคต Go Green และยังเป็นการลงทุนที่มีธรรมาภิบาลอีกด้วย” นายเอกนิติ กล่าว

    นอกจากนี้ จะเร่งเพิ่มทักษะของแรงงานไทย เพื่อสร้างคนเก่งให้สอดรับกับการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเตรียมจะดึงเม็ดเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมาใช้ในการ Up-Skill/ Re-Skill ให้แรงงานไทยเก่งขึ้น ขณะเดียวกัน จะมีการเร่งปลดล็อกกฎ กติกา และระเบียบต่าง ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังมีเม็ดเงินค้างท่ออีกราว 4.7 แสนล้านบาท เพื่อเร่งผลักดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

    “ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีอนาคต และเชื่อมั่นว่ายังไม่สายเกินไปที่จะเร่งยกระดับในทุกมิติ แม้รัฐบาลจะมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่เชื่อว่าเวลาตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังสามารถยืนได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก” นายเอกนิติ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IYMYrQH3RIRXznIOQ_vKx

  • ‘พชร์ อานนท์’นำทีม ‘แจ๊ส-ยูโร-ป๋อง’ยกทัพสร้างตำนานโขก!’หมู่บ้านโคกะโหลก’ – แนวหน้า

    ‘พชร์ อานนท์’นำทีม ‘แจ๊ส-ยูโร-ป๋อง’ยกทัพสร้างตำนานโขก!’หมู่บ้านโคกะโหลก’ – แนวหน้า

    ฟิล์มกูรู” นำทีมโดย “ธัญญา วชิรบรรจง” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตรายการและผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง MONO29 โดยได้จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในรอบ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/926048&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34r724y5brqZ4bQqAtnUhn

  • ‘สหมงคลฟิล์มฯ’ คอนเฟิร์ม ‘เสือ’ ได้ไปต่อ!ขยาย ‘จักรวาลเสือ’ – แนวหน้า

    ‘สหมงคลฟิล์มฯ’ คอนเฟิร์ม ‘เสือ’ ได้ไปต่อ!ขยาย ‘จักรวาลเสือ’ – แนวหน้า

    ล่าสุด “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” ยืนยันอย่างเป็นทางการเตรียมพัฒนาโปรเจกต์ภาคต่อของ “จักรวาลเสือ” เพื่อต่อยอดความสำเร็จและศรัทธาที่ผู้ชมมีให้กับตำนานบทใหม่ของภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/925985&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34E6C14tjzXH9xbJhqbYGm

  • รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ เสียใจเหตุ ด.ช. 5 ขวบ ถูกไฟช็อตดับในโรงเรียน กำชับเร่งเยียวยา

    รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ เสียใจเหตุ ด.ช. 5 ขวบ ถูกไฟช็อตดับในโรงเรียน กำชับเร่งเยียวยา

    รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ แสดงความเสียใจเหตุ เด็กชายวัย 5 ขวบ ถูกไฟฟ้าช็อตดับในสนามเด็กเล่นโรงเรียนที่ จ.บุรีรัมย์ สั่งกำชับทุกสถานศึกษาเข้มงวดความปลอดภัย เร่งตรวจสอบอย่างละเอียด-ช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต

    วันที่ 6 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เด็กชายอัศวิน หรือ น้องโมเดล อายุ 5 ปี นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ขณะเล่นเครื่องเล่นชิงช้าบริเวณลานกลางแจ้งภายในโรงเรียน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังขาให้กับชาวบ้าน และครอบครัวของน้องโมเดลเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการกล่าวอ้างว่า ที่ผ่านมาจุดเดียวกันเคยมีคนถูกไฟฟ้าช็อตมาแล้วหลายครั้ง แต่กลับไม่ได้รับแก้ไขจุดที่ไฟรั่ว 

    ขณะที่ ผอ.โรงเรียนที่เกิดเหตุ ได้กล่าวว่า เบื้องต้นทางโรงเรียนได้พยายามจะช่วยเหลือเยียวยา ด้วยการเบิกเงินประกันชีวิตอุบัติเหตุจากบริษัทประกันภัย เมื่อถามถึงสาเหตุว่าเกิดจากอะไร และเคยมีชาวบ้านมาแจ้งแล้วแต่ไม่มีการซ่อม ผอ. ตอบว่า ไม่เคยมีใครมาแจ้ง

    ความคืบหน้าล่าสุด นายบรรพต สรวนรัมย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ได้ออกมาระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติของน้องโมเดล เป็นอย่างยิ่งที่ต้องสูญเสียคนที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ เหตุมันเกิดขึ้นทางเราต้องมีส่วนรับผิดชอบตามกระบวนการ และหาทางช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว

    เบื้องต้น เด็กจะได้รับเงินประกันชีวิต จากบริษัทประกันชีวิตจำนวนเงิน 100,000 บาท ครูในโรงเรียนที่น้องเรียนอยู่อีก 10,000 บาท และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 อีก 30,000 บาท แต่ยังจะหาแนวทางช่วยเหลือเต็มความสามารถเพื่อให้กำลังใจครอบครัวเด็ก

    สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟรั่ว มีหลายปัจจัยซึ่งจะต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด โดยโรงเรียนก็เหมือนกับที่อื่นๆ ที่เป็นสถานที่เปิด ปกติก็จะมีวัยรุ่น เยาวชนภายในหมู่บ้านมาเล่นกีฬา ตั้งแต่หลังเลิกเรียนหรือวันหยุด ซึ่งทางโรงเรียนก็ให้บริการ และสนามก็จะมีการเปิดไฟช่วงเย็น แต่ในบางครั้งบางที อาจจะมีการเผลอเรอ ไม่ได้ปิดไฟตรงนี้ และอาจจะเป็นช่วงรอยต่อที่คุณครูกลับบ้าน จึงเกิดเป็นช่องว่าง ไม่มีใครไปดูแลส่วนตรงนี้ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

    อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะมีการกำชับให้ทุกโรงเรียนกวดขันอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีนี้ขึ้นมาอีก เพราะมาตรการความปลอดภัยของเด็ก และการเรียนการสอน ทางเขตฯ ให้ถือเป็นเรื่องแรกอยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2893832&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oWEbbe1dCHBgQbBNydUPd

  • สจด. จัดกิจกรรม “ทุนสัญจร ปลูกฝัน ปั้นอนาคต” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดกิจกรรม “ทุนสัญจร ปลูกฝัน ปั้นอนาคต” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116716/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw130pYGdmLCcYA0uJWb1MHG

  • ดันวาระ โอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช. 7 พ.ย.นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    ดันวาระ โอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช. 7 พ.ย.นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    แหล่งข่าวในสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันศุกร์ที่ 7 พ.ย.นี้ ทราบว่าได้มีการบรรจุวาระพิจารณาเห็นชอบผลการศึกษาแนวทางที่เป็นไปได้ และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ (National Streaming Platform) ที่ได้เคยเสนอเข้าวาระที่ประชุมบอร์ด กสทช. มาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2566 แต่ยังไม่มีการพิจารณา

    โดยผลการศึกษาได้สรุปออกมาเป็น 3 แนวทาง คือ 1. แนวทางการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ 2. แนวทางการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด 3. แนวทางการกำหนดและปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อผลักดันแพลตฟอร์มสำหรับการชมทีวีดิจิทัล โดยจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะเวลา 3 ปี

    แหล่งข่าวกล่าวว่าทางคณะทำงานของสำนักงาน กสทช. ได้เลือกแนวทางที่ 2 คือการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด โดยคาดว่าจะให้เงินสนับสนุนในช่วง 3 ปี ประมาณเกือบ 300 ล้านบาท เพื่อประเมินผลตอบรับก่อนจะดำเนินการเต็มรูปแบบหลังปี 2572

    แหล่งข่าวกล่าวว่าทางสมาคมทีวีดิจิทัลอยากให้ประธานบอร์ด กสทช. ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นำวาระนี้มาพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางทีวีดิจิทัล หรือ Roadmap Digital TV ที่อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มโอทีทีแห่งชาติเป็นข้อเรียกร้องของสมาคมทีวีดิจิทัลมาตั้งแต่กลางปี 2566 ที่ กสทช. ยังไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัดในช่วงที่ผ่านมาทราบเพียงแค่สำนักงาน กสทช. ได้เคยเสนอผลการศึกษาเพื่อเข้าวาระประชุมบอร์ด กสทช. มาร่วม 2 ปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแต่อย่างใด

    “พวกเราอยากได้ความชัดเจนจากประธาน กสทช. ว่าเมื่อไหร่จะหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าหรือยกเลิกหรือไม่” แหล่งข่าวในสมาคมทีวีดิจิทัลกล่าวว่าถ้าหากในวันศุกร์นี้ (7 พ.ย.) ยังไม่มีการพิจารณา ทางสมาคมฯคงต้องทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในวาระวันศุกร์ที่ 7 พ.ย. จะมีการเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Multi-CDN Platform ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีทางเลือก 3 แนวทาง คือ

    • แนวทางแรกกำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้น และใช้งานจริง โดยไม่เกินค่าใช้จ่ายที่กำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 2 กำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละช่องรายการ แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 3 กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    นอกจากนี้ยังเสนอให้กำหนดนโยบายการพัฒนา National Streaming Platform ไว้ เช่น การสร้างกลไกการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), การกำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการรับชมครอบคลุมทั้ง BVOD (Broadcast Video on Demand), VSP (Video Service Providers)

    แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความเป็นมาของโครงการ “National Streaming Platform” เกิดจากที่ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เห็นควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ของประชาชนให้สะดวกยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชม จึงมีมติให้จัดทำโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform” เมื่อครั้งประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 กลางปี 2566 และให้นำเสนอโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform” เสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. โดยสมาคมได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการ กสทช. โดยผ่านการรับรองจากสถานีโทรทัศน์สมาชิกทุกสถานี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งขณะนี้ทุกสถานีก็ยังรอการดำเนินการจากทางสำนักงาน กสทช.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2893907&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E8i4okjhpPmm8bh39Ajbe

  • ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    6 พฤศจิกายน 2568 แหล่งข่าวในสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันศุกร์ที่ 7 พ.ย.นี้ ทราบว่า ได้มีการบรรจุวาระพิจารณาเห็นชอบผลการศึกษาแนวทางที่เป็นไปได้ และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึง กิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ (National Streaming Platform) ที่ได้เคยเสนอเข้าวาระที่ประชุมบอร์ด กสทช.มาตั้งแต่ประมาณ เดือนตุลาคม 2566 แต่ยังไม่มีการพิจารณา

    โดยผลการศึกษาได้สรุปออกมาเป็น 3 แนวทาง คือ

    1.แนวทางการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่    

    2. แนวทางการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด

    3. แนวทางการกำหนดและปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อผลักดันแพลตฟอร์มสำหรับการชมทีวีดิจิทัล โดยจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะเวลา 3 ปี 

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางคณะทำงานของสำนักงาน กสทช. ได้เลือกแนวทางที่ 2 คือ การใช้แพลตฟอร์มเดิม และพัฒนาต่อยอดโดยคาดว่า จะให้เงินสนับสนุนในช่วง 3 ปี ประมาณเกือบ 300 ล้านบาท เพื่อ ประเมินผลตอบรับก่อนจะดำเนินการเต็มรูปแบบหลังปี 2572

    แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางสมาคมทีวีดิจิทัลอยากให้ประธานบอร์ด กสทช. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นำวาระนี้มาพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางทีวีดิจิทัลหรือ Roadmap Digital TV ที่อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์ จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มโอทีทีแห่งชาติ เป็นข้อเรียกร้องของสมาคมทีวีดิจิทัล มาตั้งแต่กลางปี 2566 ที่ กสทช.ยังไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัดในช่วงที่ผ่านมา ทราบเพียงแค่สำนักงาน กสทช.ได้เคยเสนอผลการศึกษาเพื่อเข้าวาระประชุมบอร์ด กสทช.มาร่วม 2 ปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแต่อย่างใด
     

    “พวกเราอยากได้ความชัดเจนจากประธาน กสทช. ว่าเมื่อไหร่จะหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าหรือยกเลิกหรือไม่”
     

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    แหล่งข่าวในสมาคมทีวีดิจิทัล กล่าวว่า ถ้าหากในวันศุกร์นี้ (7 พ.ย.) ยังไม่มีการพิจารณา ทางสมาคมฯ คงต้องทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในวาระวันศุกร์ที่ 7 พ.ย.จะมีการเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Multi-CDN  Platform ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีทางเลือก 3 แนวทางคือ 
     

    •          แนวทางแรกกำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้น และใช้งานจริง โดยไม่เกินค่าใช้จ่ายที่กำหนดขึ้น

    •          แนวทางที่ 2 กำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละช่องรายการ แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    •          แนวทางที่ 3 กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดนโยบายการพัฒนา National Streaming Platform ไว้ เช่น การสร้างกลไกการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), การกำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการรับชมครอบคลุมทั้ง BVOD (Broadcast Video on Demand), VSP (Video Service Providers)

    แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความเป็นมาของโครงการ “National Streaming Platform” เกิดจากที่ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เห็นควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ของประชาชน ให้สะดวกยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชม จึงมีมติให้จัดทำโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform”  เมื่อครั้งประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3 และครั้งที่  4 กลางปี 2566  และให้นำเสนอโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform”  เสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. โดยสมาคมได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการ กสทช. โดยผ่านการรับรองจากสถานีโทรทัศน์สมาชิกทุกสถานี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งขณะนี้ทุกสถานีก็ยังรอการดำเนินการจากทางสำนักงาน กสทช. 

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969061&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0huhwegX_1eEXcHzU4uSzJ