Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อุทยานเขาใหญ่ ปรามอินฟลู ไปถ่ายทำรบกวนสัตว์ป่าในช่วงหากิน | TOPNEWS

    อุทยานเขาใหญ่ ปรามอินฟลู ไปถ่ายทำรบกวนสัตว์ป่าในช่วงหากิน | TOPNEWS

    อุทยานเขาใหญ่ ปรามอินฟลู ไปถ่ายทำรบกวนสัตว์ป่าในช่วงหากิน

    • เผยแพร่ : 06/11/2025 18:16

    นครราชสีมา-อุทยานเขาใหญ่ ขันน็อต เอาจริงผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอุทยานฯ ปรามกลุ่มคนทำสื่อออนไลน์ อินฟลู ไปรบกวนถ่ายทำ ช้าง และสัตว์ป่า ดีเดย์เอาจริง 1 มกราคมนี้

    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่หอประชุมนนทรีย์ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ร่วมกับ นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นายคมสันต์ สุมะนาถ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครนายก นายพฤฒิ เกิดชูชื่น คณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นางสาวชญาภา ไชยวุฒิ นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 1 จังหวัดนครราชสีมา สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ตำรวจท่องเที่ยวนครราชสีมา สถานีรายงานเขาเขียว กองทัพอากาศ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ไกด์นำเที่ยว ในจังหวัดนครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก ร่วมประชุมปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินกิจการเพื่อการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

    นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) เปิดเผยว่า การประชุมระดมความคิดเห็นในวันนี้ เพื่อขอความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้ใช้สื่อออนไลน์ ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมอุทยานฯ เพราะที่ผ่านมา เกิดปัญหาในหลายมิติ โดยเฉพาะปัญญาช้างป่ากับการไปถ่ายรูป ถ่ายคลิปวีดีโอ จนไปรบกวนสัตว์ป่าในช่วงหากิน

    สำหรับในปี 2568 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มียอดนักท่องเที่ยว 2,141,305 คน ดังนั้นเพื่อให้การท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และรบกวนการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าน้อยที่สุด จึงควรมีการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ..2562 ตลอดระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวกับกิจกรรมการเข้ามาท่องเที่ยวในอุทยานฯ อันจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ในการบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงอุนรักษ์ให้เป็นไปตามและสิทธิภาพสูงสุด

    นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต้องบริหารจัดการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ มีความจำเป็นได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนดูแลและรักษา แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้ามาใช้บริการเพื่อการท่องเที่ยวในอุทยานฯ เขาใหญ่ ตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ด้วยการเข้าไปในอุทยานฯ พศ.2563 เพราะมีคนบ้างคนมีพฤติกรรมไปรบกวนสัตว์ป่า อย่าง ช้างป่า รวมถึงการนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงให้กลุ่มงานกฎหมาย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 ปราจีนบุรี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มาให้ความรู้ข้อกฎหมาย และบทลงโทษ ตั้งแต่เดือนนี้ ถึงธันวาคม จะเริ่มว่ากล่าวตักเตือน และจะเริ่มบังคับใช้กฏหมาย 1 มกราคม 2569.

    ภาพข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย .สุรินทร์

    3

    577869438_865662805891836_7452324929692789939_n

    โฆษกทบ.ยันข่าว กองทัพเตรียมปล่อยเชลยศึกกัมพูชา เรื่องจริง เหตุผลเพราะ ทหารเขมรถอนอาวุธหนัก ไม่ขัดขวางเก็บกู้ทุ่นระเบิด

    บช.ศ. เปิดเวที ‘บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด’ ป้องเยาวชนไทย

    ภูเก็ตบูรณาการเข้ม จับชาวต่างชาติป่วนเมือง ติดสติกเกอร์โฆษณาสิ่งเสพติด

    รพ.ตำรวจ เชิญร่วมงาน “สานต่อความสำเร็จ ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ครบ 200 ราย”

    คณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศฯ มอบกรมศิลปากรดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศฯ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569

    ภูเก็ตเดินหน้าพัฒนา “สนามบินระยะที่ 2” เพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารทะลุ 18 ล้านคนต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1381389&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fYgWydSNKTLubjcYbZ51T

  • เตรียมตัว คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่ เปิดไทม์ไลน์เริ่มใช้ช่วงไหน – ใครเตรียมได้สิทธิบ้าง

    เตรียมตัว คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่ เปิดไทม์ไลน์เริ่มใช้ช่วงไหน – ใครเตรียมได้สิทธิบ้าง

     
              รัฐบาลยืนยันแล้ว คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มาแน่ ธ.ค. 68 หลังเฟสแรกได้รับผลตอบรับเยี่ยม เตรียมเปิดโอกาสให้ผู้ตกหล่นและกลุ่มเปราะบางได้สิทธิก่อน

    คนละครึ่งพลัส

              จากกระแสตอบรับจากประชาชนในโครงการ คนละครึ่งพลัส ถือเป็นโครงการที่ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ด้วยจำนวนสิทธิที่เปิดให้ลงทะเบียนซึ่งเต็มอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายคนจับตาว่า คนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะมีหรือไม่ และจะเปิดให้เริ่มใช้อีกครั้งตอนไหนนั้น

              วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยข่าวดีว่า  คนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะเปิดให้ใช้สิทธิอย่างแน่นอน ภายหลังจากที่เฟสแรกประสบความสำเร็จ ประชาชนใช้สิทธิจริงและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลเป็นมาตรการที่ทำให้ เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมในการใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

    คนละครึ่งพลัส
     ภาพจาก O n E studio / Shutterstock.com

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะมาเมื่อไหร่ ?

              – รัฐบาลจะผลักดัน คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ให้เกิดขึ้นภายในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสร้าง After Shock ทางเศรษฐกิจต่อเนื่องจากเฟสแรก

              ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยแผนดำเนินการและแนวทางเกี่ยวกับ  คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ดังนี้

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ใครได้บ้าง 

              –  ให้สิทธิกับผู้ที่ตกหล่นจากเฟสแรกก่อน เป็นลำดับแรก

              –  ผู้ตกหล่นได้แก่กลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง เช่น กลุ่มชายขอบ, กลุ่มไม่มีสมาร์ตโฟน และกลุ่มเปราะบางบางส่วนที่ยังไม่อยู่ในระบบ โดยใช้ข้อมูลจากเฟสแรกประกอบ

              –  ผู้ถูกสิทธิที่ถูกตัดจากเฟสแรก (ผู้ใช้ไม่ทันภายใน 11 พฤศจิกายน 2568) จะถูกนำมาเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ในเฟส 2

              –  ไม่ใช่การเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการเปิดเฉพาะสิทธิที่เหลือจากเฟสแรก

    กลุ่มผู้มีสิทธิ คนละครึ่งพลัส เฟส 2

              –  ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (กลุ่มเปราะบาง)
              –  กลุ่มประชาชนทั่วไปที่อยู่ในระบบภาษี

              –  เบื้องต้นคาดว่าจะเหลือสิทธิจากเฟสแรกไม่มากนักเพราะมีผู้ใช้สิทธิเกือบครบ 20 ล้านรายแล้ว

    คนละครึ่งพลัส
    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

    ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ปุ่มปริศนาในแอปฯ เป๋าตัง อย่าเผลอกดตอนใช้คนละครึ่งเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจใช้ไม่ได้
    คนละครึ่งพลัส ซื้อของซูเปอร์มาร์เกต-มินิมาร์ทได้ไหม ? รวมพิกัดร้านที่ใช้สิทธิได้ใน กทม. – ปริมณฑล
    เปิดกลุ่ม 2 ล้านคนอาจเสียสิทธิคนละครึ่งพลัสใน 11 พ.ย. – คนรอเก็บตกรอบนี้อาจผิดหวัง
    คนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่ ใช้ยังไง เช็กวิธีสั่ง Grab – LINE MAN – Robinhood – ShopeeFood ผ่านแอปฯ เป๋าตัง
    ซีเจ มอร์ ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ – คนละครึ่งพลัสได้ไหม เปิด 271 สาขาที่เข้าร่วมโครงการ

    ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296286.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QZXc3q85fawd5p5bdkiWD

  • “กว่างซี” ประตูการค้าจีน-อาเซียน ไทยคู่ค้าอันดับ 2 โอกาสสินค้าสู่ตลาดโลก

    “กว่างซี” ประตูการค้าจีน-อาเซียน ไทยคู่ค้าอันดับ 2 โอกาสสินค้าสู่ตลาดโลก

    เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีพรมแดนติดกับประเทศเวียดนาม (จังหวัดห่าซาง กาวบั่ง หลั่งเซิน และกว๋างนิญ) และอ่าวตังเกี๋ย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 237,600 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็นเขตการปกครองระดับจังหวัด 14 แห่ง มีพื้นที่ 237,600 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของจีน มีประชากรรวม 56.9 ล้านคน (อันดับ 11 ของจีน) เดิมกว่างซีมีสถานะเป็นมณฑล ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเขตปกครองตนเองเมื่อปี ค.ศ.1958 โดยมีนครหนานหนิงเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหาร

    ด้วยทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันโดดเด่น เชื่อมโยงระหว่างจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่างซีจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน” ของจีน เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองภูมิภาค โดยเฉพาะนครหนานหนิงซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อ ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และสังคมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างใกล้ชิด

    ในโอกาสที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯแห่งประเทศ นำคณะสื่อมวลชนไทยโครงการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” ครั้งที่ 7 ศึกษาดูงานนครหนานหนิง ประเทศจีนระหว่างวันที่ 26 – 30 ต.ค. ได้เข้าคารวะ น.ส.เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่แห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหนานหนิง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทและศักยภาพของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การลงทุน และยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ในฐานะ “ประตูการค้า” ระหว่าง จีนกับอาเซียน ภายใต้ยุทธศาสตร์ระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกและทางทะเลแห่งภาคตะวันตก หรือ NWLSC (New Western Land and Sea Corridor) ที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าระหว่าง จีน อาเซียน เอเชียกลาง และยุโรป

    เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่แห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหนานหนิง

    เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่แห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหนานหนิง

    เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่แห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหนานหนิง

    น.ส.เบญจมาศ กล่าวว่า กว่างซีไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่เป็นประตูสำคัญของสินค้าไทย ในการเข้าสู่ตลาดจีนตอนใน ไปจนถึงเอเชียกลางและยุโรป โดยระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ของกว่างซีในปัจจุบันเชื่อมโยงกับไทยได้หลายเส้นทาง ทั้งทางบก ทางรถไฟ ทางอากาศ และทางทะเล ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าไทย

    ด่านโหย่วอี้กวาน

    ด่านโหย่วอี้กวาน

    ด่านโหย่วอี้กวาน

    ทุเรียนไทยผ่านด่านโหย่วอี้กวานได้ถึง 220 ตู้คอนเทนเนอร์/วัน

    ปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางบกจากไทยไปถึงกว่างซีใช้เวลาเพียง 2 วัน ทำให้สามารถรักษาคุณภาพความสดของผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ส่งออกไปยังจีน เส้นทางการค้าหลักจากไทยสู่กว่างซีประกอบด้วย

    1.ด่านทางถนนตั้งแต่ด่านโหย่วอี้กวาน ด่านตงซิง ด่านหลงปัง ด่านสุยโข่ว
    2.ด่านทางรถไฟ คือ ด่านรถไฟผิงเสียง
    3.ด่านทางสนามบิน เช่น ด่านสนามบินหนานหนิง ด่านสนามบินกุ้ยหลิน และด่านทางทะเล คือ ด่านท่าเรือชินโจว ด่านท่าเรือฝางเฉิงก่าง

    โดยเฉพาะ ด่านโหย่วอี้กวาน (Youyiguan Border / 友谊关口岸) ซึ่งเป็นด่านที่ใหญ่ที่สุด มีศักยภาพรองรับตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียนได้ถึง 220 ตู้ต่อวัน และอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็น Smart Port ที่ใช้รถบรรทุกไร้คนขับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ซึ่งทุเรียนไทยออกจากนครพนม ผ่านลาว เข้าเวียดนามฮานอย เข้าสู่กว่างซี ฤดูผลไม้ที่ผ่านมามีทุเรียน 220 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อวัน ผ่านด่าน โหย่วอี้กวาน ไม่รวมกับด่านอื่นๆ

    ส่วนด่านทางบกอื่นๆ ด่านตรงซิง (Dong xing), ด่านหลงปัง (Longbang) และด่านสุ่ยโข่ว (Shuikou) ซึ่งเพิ่งเปิดรับทุเรียนไทยได้ทางราง โดยมีด่านรถไฟผิงเสียง (Pingxiang) อยู่ใกล้กับด่านโหย่วอี้กวาน สินค้าจะถูกขนส่งทางรถยนต์ไปเวียดนาม จากนั้นจะยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นบนรถไฟ เพื่อเข้าจีนที่ผิงเสียง ซึ่งช่วยลดความแออัดที่ด่านทางบกได้

    ไทยคู่ค้าอันดับ 2 ของกว่างซี 

    น.ส.เบญจมาศ ยังระบุว่าจากข้อมูลการค้าไทย–กว่างซีในเดือน ม.ค.2568 มีมูลค่ารวมกว่า 26,779 ล้านหยวน โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของกว่างซี รองจากเวียดนาม การส่งออกจากกว่างซีไปไทยเพิ่มขึ้น 13.35% มูลค่า 19,953 ล้านหยวน ขณะที่การนำเข้าจากไทยอยู่ที่ 6,825 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10.12% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 13,128 ล้านหยวน

    สินค้าหลักที่ไทยส่งออก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ (HDD), ทุเรียน มังคุด ลำไยสด มันสำปะหลัง และน้ำยางพารา ขณะที่สินค้าส่งออกจากกว่างซีมายังไทย ได้แก่ สมาร์ทโฟน อะไหล่เครื่องจักร และฮาร์ดดิสก์ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์

    ด้านการลงทุนของไทยมีบริษัทใหญ่ของไทยเข้ามาลงทุนหลายแห่ง เช่น SCG กระทิงแดง มิตรผล และ ธนาคารกรุงเทพ (กำลังจะเปิดสาขาที่ 2) เนื่องจากกว่างซีเป็นแหล่งปลูกอ้อยที่ใหญ่ที่สุดในจีน มิตรผลได้นำนวัตกรรมมาใช้และดำเนินธุรกิจแบบ “Green Economy” โดยนำชานอ้อยไปทำไฟฟ้า และวัสดุทำถนน (คล้ายยางมะตอย)

    ทั้งนี้คนกว่างซีชื่นชอบความเป็นไทย ทั้งอาหาร มวยไทย รวมถึงอัธยาศัยของคนไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ไทยในยังมีโอกาสในตลาดกว่างซี

    ด้านการศึกษา ในกว่างซีมี ถึง 38 สถาบันที่เปิดสอนภาษาไทย และมีคนไทยประมาณ 2,000 คน โดย 1,500 คนเป็นนักเรียน นักศึกษาที่เข้ามาแลกเปลี่ยน

    น.ส.เบญจมาศ กล่าวถึง บทบาทของสถานกงสุลฯ และทีมประเทศไทย ทั้งพาณิชย์, เกษตร, BOI, ททท.ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตูการค้า และอำนวยความสะดวกให้สินค้าไทย โดยเฉพาะผลไม้ให้เข้ามาได้สะดวกขึ้น รวมถึงประสานงานเตรียมความพร้อมรับฤดูกาลผลไม้ กว่างซียังมีเวทีการแลกเปลี่ยนสินค้าสำคัญ คือ China-ASEAN Expo (CAEXPO) ซึ่งเป็นเวทีที่ไทยเข้าร่วมทุกปี (ปีล่าสุด 120 บูธ)

    สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ที่จะเริ่มใช้ในปีหน้า ซึ่งยังเน้นเรื่องการพัฒนาอย่างมีคุณภาพสูง ได้ประโยชน์กับต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ประเทศไทยจึงยกต้องยกระดับเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนวัตกรรมองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งจีนพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งจะเกิดความร่วมมือกันอย่างไรเพื่อ ให้ยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศไปด้วยกัน

    ฝากให้สื่อมวลชนไทยทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมโยง” ช่วยสื่อสารให้คนไทยเห็นโอกาส และต้อง “รู้เขา รู้เรา” เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการศึกษาในอนาคต

    กว่างซีเดินหน้าขยายความร่วมมือรอบด้านกับไทย-อาเซียน

    นอกจากนี้คณะสื่อมวลชนโครงการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” ครั้งที่ 7 ยังได้เข้าคารวะกับ นายซ่ง ไฮวจวิน (SONG HAIJUN) รองผู้อำนวยการกิจการต่างประเทศกว่างซี

    เปิดเผยว่า การค้าต่างประเทศของกว่างซีมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีอาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด และมีมูลค่าการค้าชายแดนและการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงินหยวนสูงที่สุดในจีนตอนใต้ ขณะเดียวกัน กว่างซียังประสบความสำเร็จในการพัฒนาด้านพลังงานสะอาด การจัดสรรสวัสดิการ การศึกษา และบริการสาธารณสุขให้แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม

    ซ่ง ไฮวจวิน (SONG HAIJUN) รองผู้อำนวยการกิจการต่างประเทศกว่างซี

    ซ่ง ไฮวจวิน (SONG HAIJUN) รองผู้อำนวยการกิจการต่างประเทศกว่างซี

    ซ่ง ไฮวจวิน (SONG HAIJUN) รองผู้อำนวยการกิจการต่างประเทศกว่างซี

    สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกว่างซีกับประเทศไทย นายซ่งระบุว่า นอกจากการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยแล้ว ยังมีการนำเข้าเศษอะลูมิเนียม และ เศษทองแดง เพื่อใช้ในธุรกิจรีไซเคิล รวมถึงความร่วมมือด้านการลงทุนและการขยายการค้าระหว่างกัน โดยกว่างซีมีความต้องการส่งออกสินค้าไปยังไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันความร่วมมือในหลายมิติ เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว สื่อบันเทิง และการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ รวมถึงการสร้างฐานการผลิตในไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต และการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมร่วมกัน

    กิจการต่างประเทศกว่างซี

    กิจการต่างประเทศกว่างซี

    กิจการต่างประเทศกว่างซี

    นอกจากนี้ กว่างซียังสนับสนุนให้วิสาหกิจของตนเข้าไปพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานในไทย ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โลจิสติกส์ และการสื่อสารระหว่างสื่อมวลชนทั้งสองฝ่าย การจับคู่ 10 เมืองแฝดระหว่างกว่างซีและไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ จ.ขอนแก่น ที่มีความสัมพันธ์กับกว่างซีมายาวนานกว่า 33 ปี

    ทั้งนี้ ในเดือน พ.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมคณะทำงานร่วมกว่างซี-ไทย ครั้งที่ 5 ณ นครหนานหนิง เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-กว่างซีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ

    อ่านข่าว :

    “คลองผิงลู่” ทางลัดสู่ทะเลในกว่างซี ประตูโอกาสสินค้าจีน-อาเซียน

    “อ่าวเป่ยปู้” ท่าเรืออัจฉริยะศูนย์กลางโลจิสติกส์การค้าทางบก-ทะเล เชื่อมจีนกับอาเซียน

    หนานหนิงศูนย์กลาง AI สะพานเทคโนโลยีจีน-อาเซียนสู่อนาคตดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H5739j_syPvrMhL9AkZGB

  • การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    ข่าวการศึกษา 6 พ.ย. 2568 (13:41 น.) เปิดอ่าน : 462 ครั้ง


    การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา


    ไฟล์แนบ
    1. หนังสือแจ้งผู้เข้ารับการพัฒนา
    2. รายชื่อผู้เข้ารับการพัฒนา
    3. กำหนดการระยะ 1
    4. กำหนดการระยะ 2
    5. กำหนดการระยะ 3

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    ชุดไทยจิตรลดา โทนสีดำ ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรทิพย์ งานละเอียดปราณีต แพทเทิร์นเข้ารูป สวยหรู ทันสมัย #ภาพถ่ายจากสินค้าจริง

    ฿1,790

    https://s.shopee.co.th/8ANnSpUT4P?share_channel_code=6


    การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

     

    หมวดหมู่เนื้อหา
    เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.

    Design by : kroobannok.com

    ครูบ้านนอกดอทคอม
    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email : kornkham@hotmail.com
    Tel : 096-7158383

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ
     
         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93053&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cQymHRG1yPdclFL6eInE-

  • คณะอนุฯ ประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้ ผ่าน 2 โครงการหลัก “รีบโอน โจรยิ้ม” และ “สร้างพลเมืองดิจิทัล” ตั้งเป้า 6 เดือน เห็นผล

    คณะอนุฯ ประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้ ผ่าน 2 โครงการหลัก “รีบโอน โจรยิ้ม” และ “สร้างพลเมืองดิจิทัล” ตั้งเป้า 6 เดือน เห็นผล

    คณะอนุฯ ประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้ ผ่าน 2 โครงการหลัก “รีบโอน โจรยิ้ม” และ “สร้างพลเมืองดิจิทัล” ตั้งเป้า 6 เดือน เห็นผล


    5/11/2568 | 213 |

    วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2568) ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมี พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นประธานการประชุม ซึ่งถือเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขึ้น เพื่อสื่อสาร สร้างการรับรู้ และสร้างความตระหนักให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ได้ 
    .
    ภายหลังการประชุม นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะรองประธานอนุกรรมการ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้มีแนวทางการดำเนินการที่มุ่งเน้นการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งต้องลงมือทำทันที และต้องมีผลงานชัดเจน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบผลักดัน 2 โครงการเร่งด่วน คือ โครงการ “รีบโอน โจรยิ้ม” ซึ่งเดิมดำเนินการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับภาคเอกชน จากการประชุมในวันนี้จะมีการบูรณาการความร่วมมือในการจัดทำเนื้อหาให้สอดคล้องกับรูปแบบของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงให้ทันกับสถานการณ์และความเสี่ยง ซึ่งจะถูกนำไปผลิตสื่อทุกแพลตฟอร์มโดยได้รับความร่วมมือจากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเข้ามามีส่วนในการร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แคมเปญดังกล่าว ควบคู่กับทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และหอกระจายข่าวกว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ 
    .
    ขณะที่อีกโครงการคือการสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ผ่านการจัดทำหลักสูตรเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ (E-Learning) โดยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพื่อเสริมทักษะดิจิทัลและการรู้เท่าทันอาชญากรรมไซเบอร์ให้กับบุคลากรด้านการศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการลงพื้นที่สร้างการรับรู้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างความตระหนักและรู้เท่าทัน ป้องกันการตกเป็นเหยื่อกลโกงของมิจฉาชีพ
    .
    พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ  กล่าวว่า การดำเนินการของคณะอนุกรรมการชุดนี้จะทำหน้าควบคู่ไปกับการปราบปราม ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหยื่อหน้าใหม่ หรือผู้ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อ แต่เกิดความ “เอ๊ะ“ มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนอกจาก 2 โครงการในข้างต้นแล้ว หากจะมีโครงการอื่น ๆ เพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไปในอนาคตด้วย
    .
    ทั้งนี้ ในวันที่ 6 พย.68
    เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
    จะเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้งจะมีการแถลงผลงานและมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล 

    ขอเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของรัฐบาล ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NBT ททบ.5 และ ช่อง 9 รวมถึงสื่อของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด76 จังหวัด และสื่อในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ทุกช่อ


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/438606&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eaLnaDm8_xdzHaMDithg_

  • แม่ฮ่องสอน แถลงจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศกาลดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ

    แม่ฮ่องสอน แถลงจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศกาลดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ

    ภูมิภาค

    แม่ฮ่องสอน แถลงจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศกาลดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ

    วันพฤหัสบดี ที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.31 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่ลานจุดชมวิว วนอุทยานทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรีและศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบาน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายใต้แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนางสาววริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาแม่ฮ่องสอน นายธารา ชมสมองเลิศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ นายภาคภูมิ วารปรีดี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง ผู้แทนนายอำเภอขุนยวม และนายจำลอง จิโนเป็ง นายกเทศมนตรีตำบลขุนยวม ร่วมการแถลงข่าว โดยเทศกาลดอกบัวตองบาน ได้กำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และ กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิง กีฬา ดนตรีและศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568
               
    รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “เทศกาลดอกบัวตองบาน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญระดับจังหวัด และ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอำเภอขุนยวม โดยเฉพาะ “ดอยแม่อูคอ” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
                
    การจัดงานในปีนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ ฐานรากของประชาชนในพื้นที่ และเปิดพื้นที่ ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งพิธีเปิด กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้านสินค้าชุมชน และกิจกรรมส่งเสริม ความสามารถด้านดนตรีของเยาวชน ซึ่งล้วนสะท้อนถึงเสน่ห์ของแม่ฮ่องสอนได้อย่างครบถ้วน
               
    ทั้งนี้จังหวัดได้เตรียมการอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกด้านคมนาคม การรักษาความสะอาด และการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทาง ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้มาเยือนทุกท่านได้รับความประทับใจสูงสุด
               
    สำหรับทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอ ในปีนี้บานสะพรั่งงดงาม เต็มท้องทุ่ง ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ และทัศนียภาพที่ตระการตา เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทางมาท่องเที่ยว “มาแม่ฮ่องสอน…แล้วคุณจะหลงรัก” เราพร้อมต้อนรับทุกท่านด้วย รอยยิ้มและไมตรีจิต ขอเชิญมาร่วมสร้างความทรงจำอันงดงามร่วม กันที่ทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอในปีนี้”
        

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453304&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F8gdkuuNlbyGo-epUK2Pb

  • “ป.ป.ช.” ชี้มูล “อดีตอธิบดีกรมการท่องเที่ยว” คดีทุจริตจัดซื้อเครื่องเล่น 8 ล้าน ใช้วิธีพิเศษเอื้อเอกชน

    “ป.ป.ช.” ชี้มูล “อดีตอธิบดีกรมการท่องเที่ยว” คดีทุจริตจัดซื้อเครื่องเล่น 8 ล้าน ใช้วิธีพิเศษเอื้อเอกชน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108618&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pbfddrEckhAwTYgjQm50Y

  • “ศศิธร” สั่ง พช. จัดประชุม สัมมนา ในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    “ศศิธร” สั่ง พช. จัดประชุม สัมมนา ในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    “ศศิธร” สั่ง พช. จัดประชุม สัมมนา ในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    “ศศิธร กิตติธรกุล” กำชับ กรมการพัฒนาชุมชน รับลูกนโยบายสำคัญของรัฐบาล เน้นประชุม สัมมนา ในจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก ผุดแพ็คเกจการทัศนศึกษาดูงานชุมชนท่องเที่ยว

    วันที่ 6 พ.ย. 2568 ที่กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร บี) ถ.แจ้งวัฒนะ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายกรมการพัฒนาชุมชน

    น.ส.ศศิธร ได้กำชับให้กรมการพัฒนาชุมชนได้สร้างความรับรู้เข้าใจและดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล และล่าสุด คือ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา โดยในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา (ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – เดือนมกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก

    น.ส.ศศิธร กล่าวว่า สิ่งสำคัญ คือ กรมการพัฒนาชุมชนต้องออกแบบและจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน (Route เที่ยวชุมชน) และแพ็คเกจการทัศนศึกษาดูงานชุมชนท่องเที่ยว รวมถึงปฏิทินแหล่งเรียนรู้ชุมชนเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้ในการพิจารณาจัดทำโครงการ/กิจกรรมศึกษาดูงาน อันจะส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การพัฒนาศักยภาพพื้นที่ควบคู่การสนับสนุนสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และผู้ประกอบการให้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2893901&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E_DdM9vybTHAo7QMhojua

  • “สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอยุธยา” แถลงข่าวเตรียมจัดงานวิ่งสุดยิ่งใหญ่ “อยุธยา มาราธอน 2025” เดือนพฤศจิกายนนี้ | TOPNEWS

    “สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอยุธยา” แถลงข่าวเตรียมจัดงานวิ่งสุดยิ่งใหญ่ “อยุธยา มาราธอน 2025” เดือนพฤศจิกายนนี้ | TOPNEWS

    นายอาร์กัส อัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดอะ อาร์วโอ กรุ๊ป กล่าวว่า RVI GROUP มีการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในเมืองที่มีมรกดโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สนับสนุน งานในอยุธยามาราธอน เป็นปีที่ 2  มร.เคนริค ลี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจหนังสือพิมพ์ China Dally กล่าวว่า ข่าวการจัดการแข่งขันวิ่ง อยุธยามามาธอน จะถูกนำเสนอไปทั่ว เอเชีย แปซิฟิค โดยทาง หนังสือพิมพ์ CHINA DAILY อีกด้วย

    สำหรับการแข่งขัน “อยุธยา มาราธอน 2025” (Ayuthaya Marathon 2025) จะจัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่  23 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้คอนเซปต์ อยุธยาเมืองมรดกโลก Ayutthaya World Heritage  ผู้วิ่งจะวิ่งผ่านโบราณสถานต่างๆ เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดมหาธาตุ วัดราชบุรณะ วิหารมงคลบพิตร ฯลฯ ซึ่งมีจุดปล่อยตัวและเส้นชัยอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า) โดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะมาราธอน 42.195 กม. ระยะฮาร์ฟมาราธอน 21.1 กม. ระยะมินิมาราธอน 10 กม. และ ระยะ Fun Run 5 กม. (ไม่มีการแข่งขัน) พิเศษสำหรับนักวิ่งที่เข้าเส้นชัย 50 ท่านแรก ชายและหญิง ทุกระยะ ยกเว้น ระยะ Fun Run จะได้รับ กระบอกน้ำเก็บความเย็นลาย มาสคอต Ayuthaya Marathon

    เกียรติยศ  ศรีสกุล บก.ข่าว TOPNEWS ภาคกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1381393&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mV90uDHP_t6zCmnXlVRCf

  • “นักวิชาการ” ชี้ นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน “คนละครึ่งพลัส” ง่ายแต่ได้ผล ฟื้นลมหายใจรากหญ้า

    “นักวิชาการ” ชี้ นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน “คนละครึ่งพลัส” ง่ายแต่ได้ผล ฟื้นลมหายใจรากหญ้า


    “นักวิชาการ”  ชี้ นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน “คนละครึ่งพลัส” ง่ายแต่ได้ผล ฟื้นลมหายใจรากหญ้า

    รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งกำลังเป็นกระแสฟีเวอร์ ว่า บรรยากาศตลาดสดหลายแห่งในจังหวัดชลบุรีกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังประชาชนแห่ใช้สิทธิ์ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จนกลายเป็นกระแสพูดถึงในชีวิตประจำวัน ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย ต่างยืนยันตรงกันว่าโครงการนี้ช่วยให้เงินสะพัดทั่วตลาดอย่างเห็นได้ชัด

    ตนรู้สึกประทับใจและแปลกใจกับความตื่นตัวของประชาชนต่อโครงการนี้ “ผมเดินตลาดที่ชลบุรี เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านพูดถึงแต่คนละครึ่งพลัส ร้านไหนรับสิทธิ์คนแน่นร้านทันที เรียกได้ว่า ‘คนละครึ่งพลัส’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไปแล้ว เราไม่ได้เห็นความคึกคักแบบนี้มานานมาก”

    นักวิชาการจา ม.บูรพามองว่า นโยบายของรัฐบาลอนุทินออกมาในลักษณะ “แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” ที่ต้องการเห็นผลเร็วและทั่วถึง “รัฐบาลไม่ได้มีแค่คนละครึ่งพลัส แต่ยังมีเที่ยวดีมีคืน ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อให้คนไทยใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศ แล้วใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสไปพร้อมกัน นี่คือการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ 2-3 ต่อ ที่เกิดผลจริง”

    รศ.ดร.โอฬาร กล่าวเพิ่มเติมว่า การฟื้นลมหายใจเศรษฐกิจระดับรากหญ้ากำลังเกิดขึ้นจริงในช่วงนี้ เพราะ ชาวบ้านร้านตลาด คือหัวใจของการหมุนเวียนเม็ดเงินในประเทศ และเมื่อคนตัวเล็กเริ่มกลับมามีแรงใช้จ่าย เศรษฐกิจโดยรวมก็จะกระชุ่มกระชวยตามมา

    “จากนี้ หากภาครัฐเสริมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวสายมู หรือแนวศรัทธา จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจทางจิตใจและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน คนไทยมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ถ้านำมาผสมกับนโยบายเศรษฐกิจ จะยิ่งสร้างพลังบวกและเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้อีกมาก” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bCKyiS98sn2Bm9A-_QwSc