Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พิพัฒน์” กล่อมสหภาพการทางพิเศษฯ หั่นค่าทางด่วนเหลือ 50 บาทตลอดสาย ชี้เพิ่มผู้ใช้บริการ

    “พิพัฒน์” กล่อมสหภาพการทางพิเศษฯ หั่นค่าทางด่วนเหลือ 50 บาทตลอดสาย ชี้เพิ่มผู้ใช้บริการ

    “พิพัฒน์” กล่อมสหภาพแรงงานการทางพิเศษฯ สารพัดประโยชน์หากลดค่าผ่านทางเหลือ 50 บาทตลอดสาย พร้อมชูแนวทางแก้ปัญหาจราจรต้องเร่งสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 Double Deck ด้าน สหภาพฯ กทพ. พร้อมรับฟังความคิดเห็น และยินดีร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับผู้ใช้งานทางพิเศษและประชาชนในภาพรวม

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือกับ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) ว่า การหารือครั้งนี้เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดในการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้าง ทางพิเศษยกระดับชั้นที่สอง (Double Deck Expressway) หรือ Double Deck ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นเพียงหนึ่งในกว่า 21 โครงการของการทางพิเศษที่อยู่ในแผนการแก้ไขปัญหาการจราจรบนโครงข่ายทางพิเศษทั้งระบบ ที่ ครม. ได้มีมติรับทราบผลการศึกษาตามมติ คจร. เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2565 ที่ กทพ. จะต้องดำเนินการ

    ทั้งนี้ตนได้เน้นย้ำถึงแนวทางในการพิจารณาดำเนินการในโครงการใด ๆ หลักสำคัญคือ ผู้ใช้งานจริงต้องได้ประโยชน์ รัฐต้องไม่เสียประโยชน์ องค์กรต้องอยู่ได้ และเอกชนต้องไม่เอาเปรียบเกินไป โดยหากมีการดำเนินการทางรัฐบาลก็มีแนวทางที่จะลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะแนวทางมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น มาตรการรถไฟฟ้า 40 บาท และ มาตรการจ่ายค่าทางด่วน 50 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดำเนินการนโยบายใด ๆ ออกมาทางรัฐบาลจะคำนึงและทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะของประเทศอย่างเด็ดขาด

    นายพิพัฒน์ ยังระบุต่อว่า อย่างไรก็ตามหากมีการทำนโยบายลดค่าผ่านทางด่วนมาปฏิบัติ นั้น ตนจะเน้นและมองประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภาพรวมเป็นหลัก รวมถึงผลที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่ง กทพ.เองก็จะมามองในเรื่องของรายได้ กทพ. ลดลงอย่างเดียวไม่ได้หากนำนโยบายมาปฏิบัติ เพราะหากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม การลดค่าผ่านทางจะช่วยเพิ่มปริมาณผู้ใช้บริการและสร้างสมดุลระหว่างรัฐ เอกชน และผู้บริโภค อย่างไรก็ตามตนได้มอบหมายให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอและเอกสารจากสหภาพแรงงานฯ ไปศึกษาต่อในรายละเอียด โดยจะหารือร่วมกับปลัดกระทรวงคมนาคม การทางพิเศษฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายงานต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนดำเนินการ

    ด้านนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า การเข้าพบในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลเชิงเทคนิคและข้อเสนอแนะต่อกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการ Double Deck โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบต่อผู้ใช้งานทางพิเศษ การต่ออายุสัมปทาน และการดูแลประชาชนที่อยู่ในแนวก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความสมดุลระหว่างทุกฝ่าย นอกจากนั้นทาง สหภาพฯรู้สึกดีและขอขอบคุณรัฐมนตรีที่เปิดใจรับฟังความคิดเห็น และยินดีดำเนินการร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับผู้ใช้งานทางพิเศษและประชาชนในภาพรวม

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2894624&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J9t0_n-Fk3neQCVRqLUlw

  • ชนตอ 5 ปัญหา บัตรทอง ชวน ‘ล้างไพ่ใหม่’ ใช้สิทธิใกล้บ้าน เก็บภาษีสุขภาพ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชนตอ 5 ปัญหา บัตรทอง ชวน ‘ล้างไพ่ใหม่’ ใช้สิทธิใกล้บ้าน เก็บภาษีสุขภาพ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชนตอ 5 ปัญหา บัตรทอง ชวน ‘ล้างไพ่ใหม่’ ใช้สิทธิใกล้บ้าน เก็บภาษีสุขภาพ

    สภาผู้บริโภคร่วมกับนักวิชาการเปิดผลวิจัยระบบ บัตรทอง ในกรุงเทพฯ พบปัญหา 5 ด้านซ้ำซ้อน ตั้งแต่ระบบส่งต่อ การเงิน ไปจนถึงความไว้วางใจของประชาชน เสนอแนวทาง “ล้างไพ่ใหม่” จัดบริการใกล้บ้าน พัฒนาเครือข่ายสุขภาพพื้นที่ ยกระดับดูแลประชาชนในเมืองใหญ่

    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภคจัดเวทีนำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การศึกษาการพัฒนารูปแบบโมเดลเพื่อยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเขตกรุงเทพมหานคร” พบระบบบัตรทองในกรุงเทพฯ เผชิญปัญหาสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ระบบการส่งต่อ การเงินการคลัง การอภิบาลระบบ ทรัพยากรบุคคลและระบบข้อมูล รวมถึงวิกฤตความไว้วางใจ ภาคประชาชนเสนอแนวทาง ‘ล้างไพ่ใหม’ ให้ประชาชนใช้สิทธิใกล้บ้าน ชงเก็บภาษีเพิ่มดูแลสุขภาพคนกรุง

    5 ปัญหาสำคัญ ระบบ “บัตรทอง” ในกรุงเทพฯ

    ดร.สมธนึก โชติช่วงฉัตรชัย หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในกรุงเทพมหานครยังเผชิญปัญหาสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ระบบการส่งต่อ การเงินการคลัง การอภิบาลระบบ ทรัพยากรบุคคลและระบบข้อมูล รวมถึงวิกฤตความไว้วางใจ ซึ่งเป็นปัญหาซ้อนทับกันและสะท้อนโครงสร้างการบริหารที่ยังไม่ตอบโจทย์บริบทของเมืองใหญ่ โดยปัญหาที่พบในแต่ละด้าน มีรายละเอียดดังนี้

    การจัดบริการและการส่งต่อ

    ผลวิจัย พบว่า ผู้รับบริการจำนวนมากประสบปัญหาเรื่องใบส่งตัวที่ไม่มีมาตรฐานกลาง ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและสูญเสียโอกาสในการรักษา ขณะที่คลินิกเอกชนถูกจำกัดการส่งต่อเพราะต้องรับภาระค่าใช้จ่าย 800 บาทแรก และมักขาดทุนจากการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง โรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) สะท้อนปัญหาการส่งกลับที่ไม่เป็นระบบ ส่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยอมรับว่าหลังเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรงบรายหัวตั้งแต่ปี 2567 ทำให้เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการส่งต่อเพิ่มขึ้นจาก 38 เรื่องในปี 2566 เป็น 3,706 เรื่องในปี 2567 และสูงถึง 9,665 เรื่องในปี 2568

    การเงินและการเบิกจ่าย

    ผู้รับบริการยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าตรวจเลือด ค่าเดินทาง หรือได้รับยาในปริมาณน้อยลง ขณะที่คลินิกเอกชนขาดทุนจากค่าส่งต่อที่สูงกว่างบเหมาจ่าย จนหลายแห่งทยอยออกจากระบบ ส่วน ศบส. ต้องใช้งบประมาณจาก กทม. อุดหนุนและยังเผชิญการเบิกจ่ายที่ไม่โปร่งใส ด้านโรงพยาบาลเองขาดทุนจากสิทธิบัตรทอง และบางแห่งตัดสินใจออกจากระบบ โดยยังคงรับผู้ป่วยเฉพาะเคสส่งต่อ ขณะที่ สปสช. ชี้แจงว่านโยบายที่เปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่สูงเกินคาด

    การอภิบาลระบบ

    ผู้รับบริการสะท้อนความรู้สึกว่าไม่มีสิทธิเลือก เมื่อต้องถูกย้ายคลินิกโดยอัตโนมัติ จนสมาชิกในครอบครัวต้องแยกกันขึ้นทะเบียนคนละแห่ง ผู้ให้บริการมองว่าโครงสร้างการบริหารมีปัญหาเพราะผู้กำหนดนโยบายและผู้จ่ายเงินเป็นหน่วยงานเดียวกัน ศบส. แม้จะมีอำนาจในฐานะผู้บริหารจัดการพื้นที่ (Area Manager) แต่กลับขาดอำนาจด้านการเงินและการกำกับเครือข่าย ส่วน สปสช. ยอมรับว่าบริบทของกทม. มีความซับซ้อน และไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง จึงทำได้เพียงขอความร่วมมือจากหน่วยบริการ

    ระบบข้อมูลและกำลังคน

    เนื่องจากข้อมูลผู้ป่วยไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้การรักษาขาดความต่อเนื่อง ประชาชนต้องเริ่มซักประวัติใหม่ทุกครั้ง ขณะที่บุคลากรสาธารณสุขต้องเสียเวลากับการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน และ สปสช. เองก็ยอมรับว่ายังขาดข้อมูลต้นทุนจริงของคลินิก ซึ่งเป็นปัญหาต่อการกำหนดนโยบายการเงินที่เป็นธรรม

    วิกฤตความไว้วางใจ

    ประเด็นนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในกรุงเทพฯ ผู้รับบริการไม่เชื่อมั่นในคุณภาพของคลินิกปฐมภูมิ รู้สึกเหมือนถูกผลักให้เป็น “พลเมืองชั้นสอง” ขณะที่คลินิกเอกชนไม่ไว้วางใจ สปสช. จากนโยบายที่เปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่เป็นธรรม ศบส. ไม่เชื่อมั่นในกลไกการบริหารจัดการในเชิงพื้นที่ (Area Manager) ที่ขาดอำนาจบริหาร ส่วนโรงพยาบาลส่งต่อไม่มั่นใจในความยั่งยืนทางการเงินของระบบ ด้านสปสช. เองยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติในพื้นที่ กทม. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง

    ทีมวิจัยชี้ว่า หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหาความไม่ไว้วางใจจะกลายเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่ทำให้ระบบไร้เจ้าภาพชัดเจน หน่วยบริการขนาดเล็กต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่ควบคุมไม่ได้ และอาจกระทบต่อความยั่งยืนของระบบบัตรทองในระยะยาว

    ชงแนวทางแก้ปัญหา 3 ด้าน

    เพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยได้เสนอแนวทางการพัฒนาใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการเงินการคลัง ด้านบริการและเครือข่าย และด้านการอภิบาลระบบ ดังนี้

    ด้านการเงินการคลัง เสนอให้ กทม. สร้างแหล่งงบประมาณของตัวเอง เช่น “ภาษีสุขภาพเฉพาะพื้นที่” เพื่อใช้พัฒนาระบบบริการ ควบคู่กับการปรับปรุงการใช้งบส่งเสริมป้องกันโรคให้เหมาะกับบริบทเมือง รวมถึงพัฒนากลไกการจ่ายเงินให้คลินิกปฐมภูมิมีความมั่นคงมากขึ้น ผ่านระบบ “รายได้ขั้นต่ำรับประกัน” และ “การจ่ายเงินล่วงหน้า” พร้อมปรับสูตรจัดสรรงบให้สะท้อนต้นทุนจริงของ กทม. นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้โมเดล “โรงพยาบาลบริหารเครือข่าย” (Subcontract Model) โดยให้โรงพยาบาลใหญ่ทำสัญญากับคลินิกในเครือข่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการงบประมาณ รวมถึงแนวคิดงบประมาณปลายปิดต่อโรงพยาบาลส่งต่อ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการส่งกลับผู้ป่วย

    ด้านบริการและเครือข่าย ทีมวิจัยเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างการให้บริการใหม่ทั้งหมด ภายใต้หลัก “ใกล้บ้าน ใกล้ใจ” โดยจัดระเบียบการขึ้นทะเบียนใหม่ ลดความซ้ำซ้อน และยกระดับ ศบส. ให้เป็นแกนหลักของระบบปฐมภูมิ มีศักยภาพดูแลรักษาเบื้องต้นได้มากขึ้น เพื่อลดภาระของโรงพยาบาลใหญ่ ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public–Private Partnership) และการสนับสนุนเครือข่าย บริการปฐมภูมิ ให้มีงบประมาณในการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    ส่วนด้านการอภิบาลระบบ ทีมวิจัยเสนอให้ คณะอนุกรรมการ หลักประกันสุขภาพ ระดับเขตพื้นที่ (อปสข.) สปสช. ส่วนกลาง กทม. และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันออกแบบกลไกการบริหารที่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของกรุงเทพฯ โดยใช้ข้อมูลต้นทุนและระบบการเบิกจ่ายที่สะท้อนสภาพจริงของพื้นที่ รวมทั้งพัฒนา “ระบบข้อมูลสุขภาพกลาง” ที่สามารถเชื่อมโยงระหว่าง สปสช. กระทรวงสาธารณะสุข (สธ.) และ กทม. เพื่อใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายและการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังควรสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ทั้งโรงพยาบาล ศบส. คลินิกเอกชน และประชาชน ให้ร่วมออกแบบระบบอย่างรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน พร้อมสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างทุกภาคส่วน

    ทั้งนี้ ในที่ประชุมความร่วมมือด้านบริการสุขภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เห็นพ้องแนวทางพัฒนา “เครือข่ายบริการสุขภาพร่วม” เชื่อมโยงหน่วยบริการปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ให้ทำงานแบบบูรณาการ พร้อมเสนอให้มี “กองงบประมาณกลาง” สำหรับบริหารจัดการร่วมในระบบผู้ป่วยนอก (OP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดความซ้ำซ้อนของการใช้งบ

    ข้อเสนอหลักประกอบด้วยการยกระดับมาตรฐานหน่วยปฐมภูมิให้มีศักยภาพเท่าเทียมกัน จัดทำบัญชียาและจัดซื้อยาร่วมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์เฉพาะทางและคลินิกในพื้นที่ ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอให้ขยายโมเดลสู่ระบบ Health Zoning ทั่ว กทม. เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการของประชาชน

    ด้านภาคประชาชน เสนอให้เริ่มต้น “ล้างไพ่” (Set Zero) ลงทะเบียนสิทธิใหม่ให้ประชาชนเลือกหน่วยบริการ “ใกล้บ้าน ใกล้ใจ” พร้อมเปิดทางให้เข้ามามีส่วนร่วมออกแบบระบบสุขภาพในพื้นที่ตั้งแต่ต้น เพื่อสร้างความศรัทธาในบริการปฐมภูมิ และแก้ปัญหาคนไข้ข้ามเขตย้ายสิทธิกว่า 20%

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมชี้ว่า งบประมาณสาธารณสุขใน กทม. ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากต้นทุนสูงกว่าต่างจังหวัด แต่การจัดสรรจาก สปสช. เท่ากันทั่วประเทศ ในขณะที่ กทม. ยังไม่มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีบางส่วนเหมือนต่างจังหวัด จึงเสนอให้ ศึกษาต้นทุนจริง (Unit Cost) เพื่อใช้เป็นหลักฐานขอเพิ่มงบประมาณ รวมถึงเสนอให้ กทม. จัดเก็บภาษีสุขภาพเพิ่มเติม เช่น ภาษียาสูบ ภาษีน้ำตาล และภาษีน้ำมัน เพื่อสร้างรายได้เสริมด้านสุขภาพในพื้นที่


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ระบบสุขภาพ กทม. วิกฤต สภาผู้บริโภคชี้ งบ 1,300 บาทไม่พอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/10112568_health-insurance-system_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38uwajOd4zf8C8znovc9Gy

  • ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ตั้ง ‘ดร.ณัฏฐ์’ นักกฎหมายมหาชน นั่งคณะที่ปรึกษา รมว.ทส.

    ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ตั้ง ‘ดร.ณัฏฐ์’ นักกฎหมายมหาชน นั่งคณะที่ปรึกษา รมว.ทส.

    วันนี้ (10 พ.ย.68) รายงานข่าวจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่ม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงนาม คำสั่งที่ 472/2568 แต่งตั้งให้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ เป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นนักกฎหมาย“ระดับพญาครุฑ” มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน มีประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมายภาคปฏิบัติไม่น้อยกว่า 30 ปี ในการว่าความและแก้ต่างในคดีสำคัญต่างๆ ระดับชาติ ทั้งในวันหยุดราชการ ทำหน้าที่เป็น “อาจารย์พิเศษ”ในสถาบันชั้นนำ มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนมีลูกศิษย์ทั่วประเทศ

    ทั้งในแง่การให้ความเห็นทางกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน ผ่านสื่อมวลชนหลายสำนัก ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์อย่างต่อเนื่อง เป็นที่รู้จักของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ

    'สุชาติ ชมกลิ่น' ตั้ง 'ดร.ณัฏฐ์' นักกฎหมายมหาชน นั่งคณะที่ปรึกษา รมว.ทส.

    สำหรับประสบการณ์การเมือง เคยดำรงตำแหน่งอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม,อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) สภาผู้แทนราษฎร,อดีตเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ,อดีตผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

    โดยผ่านการลงสนามการเมืองระดับชาติ ลงผู้แทนฯ ครั้งแรกในปี 2550 และล่าสุดในปี 2566 ลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองหนึ่ง

    ในด้านวิชาการ เป็นอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง บรรยายพิเศษระดับชั้นปริญญาตรี ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน รวมถึงบรรยายพิเศษในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงในภาครัฐ รวมทั้ง เคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้ง กกต.ในการทำความเห็นกลั่นกรองในคดีทุจริตการเลือกตั้งในระดับการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ 

    ส่วนภาคเอกชน เป็นผู้บริหารระดับสูงด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำกิจการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่ รวมถึงทำธุรกิจเจ้าของโรงงานไม้ยางพาราแปรรูป และกิจการอื่นๆ 

    โดยประวัติการศึกษาและการทำงานทั้งบู๊และบุ๋นครบเครื่องทั้ง ด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

    ระดับปริญญาเอก สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกหลายสาขา ได้แก่ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการบริหารกระบวนการยุติธรรม(กฎหมายมหาชน) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี,รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย

    ทั้งยังศึกษาเพิ่มเติมทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยอยู่ระหว่างเขียนดุษฎีนิพนธ์

    ส่วนระดับปริญญาโท สำเร็จการศึกษา นิติศาสตรมหาบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,นิติศาสตรมหาบัณฑิตสาขากฎหมายธุรกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม,รัฐศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาบริหารรัฐกิจและกฎหมาย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ผ่านการสอบวัดความรู้กฎหมายระดับชั้นเนติบัณฑิต  โดยสำเร็จการศึกษา เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สมัย 57 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 

    ส่วนระดับปริญญาตรี สำเร็จการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ,รัฐศาสตรบัณฑิตสาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    โดยผ่านหลักสูตรอบรมนักบริหารระดับสูง หลายหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่น 12 สถาบันพระปกเกล้า,หลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปศส.) รุ่น 13 สถาบันพระปกเกล้า,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาผู้นําเมือง (ผู้นําเมือง) รุ่น 5 มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช,หลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ก.ศป.) รุ่น 11 วิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง มูลนิธิกระบวนการยุติธรรมทางปกครองศาลปกครอง,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงธรรมศาสตร์เพื่อสังคม (นมธ.4) สมาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ รุ่น 9 สถาบันเพื่อการสร้างชาติ

    หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงนักยุทธศาสตร์และการป้องกันสงครามจิตวิทยาในยุคดิจิทัล (น.ยปส.รุ่น 1) มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงบริหารงานตำรวจในยุคดิจิทัล (PADA รุ่น 1) สมาคมตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านอสังหาริมทรัพย์ (RE-CU CEO รุ่น 5) สมาคมอสังหาริมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหลักสูตรอื่นๆ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/643633&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gyBStufp-BCDnx_8beZSJ

  • เอไอเอส ผนึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยผลลัพธ์ความร่วมมือปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์

    เอไอเอส ผนึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยผลลัพธ์ความร่วมมือปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์

    ไอที

    เอไอเอส ผนึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยผลลัพธ์ความร่วมมือปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอส ผนึก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยผลลัพธ์ความร่วมมือปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์
    แล้วกว่า 3,050 ล้านครั้งบนโครงข่ายอัจฉริยะ บรรลุปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน
     
                       

    จากพันธกิจสำคัญในการยกระดับประเทศสู่ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” เอไอเอสจึงเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานตำรวจซึ่งทำหน้าที่ด่านหน้าในการดูแลประชาชน ล่าสุด เอไอเอสและสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกันเปิดเผยผลการทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่องภายในงาน “Thailand United Against Scams รวมพลังคนไทย ต้านภัย Scams” ซึ่งเป็นเวทีแถลงผลการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยนำเสนอความคืบหน้าการ สกัดกั้นเว็บไซต์อันตราย การบล็อกเบอร์ และ SMS สแกม ตลอดจนการเปิดปฏิบัติการร่วมที่นำไปสู่การจับกุมมิจฉาชีพอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ เอไอเอสสามารถปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์รวมกว่า 3,050 ล้านครั้ง (ข้อมูล ณ พฤศจิกายน 2568) บนโครงข่ายอัจฉริยะ โดยงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว


                   

    นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เอไอเอสทำงานเคียงข้างทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ ‘ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์’ อย่างต่อเนื่อง เราเดินหน้ามาตรการเชิงรุกหลายมิติ ตั้งแต่การพัฒนาโซลูชันปกป้องคนไทยด้วยโครงข่ายและเน็ตบ้านอัจฉริยะ อาทิ บริการ Secure Net บล็อกเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ รวมถึงสายด่วน 1185 แจ้งอุ่นใจตัดสายโจร และ บริการใหม่ล่าสุด แชะแล้วแชร์ แจ้งเบาะแส SMS หลอกลวง เพื่อสกัดกลโกงหลากรูปแบบ ควบคู่การจับมือภาครัฐและเอกชนในการสร้างทักษะดิจิทัลให้ประชาชน เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่องอีกภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งคือการปิดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลประชาชน เอไอเอสจึงทำงานร่วมกับตำรวจทุกหน่วย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจไซเบอร์ ตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายความร่วมมือเชิงรุก นำไปสู่การจับกุม และจากการทำงานร่วมกันในเชิงรุก ตลอดจนดำเนินการดูแลคนไทยจากภัยไซเบอร์ ทำให้เอไอเอสได้ปกป้องคนไทยจากภัยไซเบอร์รวมกว่า 3,050 ล้านครั้ง ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัย
                       

    เอไอเอสยังยืนยันเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เชื่อมั่นว่าพลังความร่วมมือจากทุกหน่วยงานจะผลักดันประเทศไทยสู่ ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน ได้อย่างแท้จริง” นายวรุณเทพกล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453760&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YiKklNWVSbShORkVhFp7m

  • “สุชาติ” รองนายกฯ รมว.ทส. แต่งตั้ง “ดร.ณัฏฐ์”  นั่งที่ปรึกษา

    “สุชาติ” รองนายกฯ รมว.ทส. แต่งตั้ง “ดร.ณัฏฐ์” นั่งที่ปรึกษา

    “สุชาติ” รองนายกฯ รมว.ทส. แต่งตั้ง “ดร.ณัฏฐ์” นั่งที่ปรึกษา

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงนามแต่งตั้ง “ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” เป็นคณะที่ปรึกษาฯ

    10 พ.ย. 2568 มีรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงนามในคำสั่งที่ 472/2568 แต่งตั้ง ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมาย โดยการแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

    “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายประสบการณ์กว่า 30 ปี

    ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือที่รู้จักกันในนาม “ดร.ณัฏฐ์” เป็นนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน และมีประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมายภาคปฏิบัติไม่น้อยกว่า 30 ปี ในการว่าความและแก้ต่างในคดีสำคัญระดับชาติต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

    ด้านวิชาการ : เป็นอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง ในสถาบันชั้นนำของรัฐและเอกชนมาตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงบรรยายพิเศษในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ และเคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาหรือข้อโต้แย้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

    ด้านการเมือง : มีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมาแล้วหลายตำแหน่ง อาทิ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม และอดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) สภาผู้แทนราษฎร

    ด้านภาคเอกชน : เป็นผู้บริหารระดับสูงด้านอสังหาริมทรัพย์และทำธุรกิจเจ้าของโรงงานไม้ยางพาราแปรรูป รวมถึงกิจการอื่นๆ

    ดร.ณัฐวุฒิ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกหลายสาขา อาทิ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการบริหารกระบวนการยุติธรรม (กฎหมายมหาชน) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี นอกจากนี้ยังผ่านการศึกษาปริญญาโทหลายสาขา และสำเร็จการศึกษาเนติบัณฑิตไทย (นบท.) สมัย 57 จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 

    ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

    การเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมทัพบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนให้แก่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะเจ้ากระทรวง ทส. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในการบริหารราชการแผ่นดินในระบบรัฐสภาฝ่ายบริหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/733210&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uwQZFIiNQnedDXmS8p1dq

  • “นฤมล” ลงพื้นที่ตรัง สั่ง กพฐ. เร่งแก้ปัญหา ผลักดันการศึกษาพิเศษเข้าถึงทุกพื้นที่

    “นฤมล” ลงพื้นที่ตรัง สั่ง กพฐ. เร่งแก้ปัญหา ผลักดันการศึกษาพิเศษเข้าถึงทุกพื้นที่

    “นฤมล” ลงพื้นที่ตรัง สั่ง กพฐ. เร่งแก้ปัญหา ผลักดันการศึกษาพิเศษเข้าถึงทุกพื้นที่

    “นฤมล” รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ.ตรัง แจกไอศกรีม เติมรอยยิ้มเด็กพิเศษ สั่ง กพฐ. เร่งแก้ปัญหางบขาด ค่าน้ำไฟ – ครูไม่พอ ผลักดันการศึกษาพิเศษเข้าถึงทุกพื้นที่

    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดตรัง เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา เยี่ยมและให้กำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลาง และในพื้นที่ จ.ตรัง ร่วมคณะ โดยช่วงเช้าได้เดินทางไปยังศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต 4 จังหวัดตรัง และแจกไอศกรีมให้กับนักเรียน ซึ่งสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับนักเรียน

    นางนฤมล เปิดเผยว่า ขอชื่นชมและขอบคุณทุกหน่วยงานเครือข่ายทั้งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เอง และภาคส่วนต่างๆ ที่ร่วมประสานงานการศึกษาพิเศษไปสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการ ที่จะต้องให้ความสำคัญและดูแลพิเศษ และมาในวันนี้ต้องตามมารับฟังอุปสรรค ข้อขัดข้องต่างๆ ทั้งในเรื่องของงบประมาณค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมบำรุงดูแล ค่าน้ำค่าไฟ และการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน, จำนวนงบประมาณที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นอุปสรรคต่อความรับผิดชอบในการดูแลผู้เรียน และในอีก 6 หน่วยบริการ, โครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่ไม่ครอบคลุมผู้เรียนกว่า 60% ที่รับบริการที่บ้าน ในเรื่องของค่าเครื่องแบบ หนังสือ สื่อการเรียนที่มีคุณภาพ, อัตรากำลังครูพิเศษที่ยังไม่เพียงพอ, ขาดอัตรากำลังครูประจำหอนอน สำหรับดูแลผู้เรียนและผู้ปกครองมารับบริการแบบไปกลับ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนหรือบนเกาะ, ภาระงานครูมาก, สวัสดิการและงบประมาณซ่อมปรับปรุงแฟลตครู และระบบสาธารณูปโภค, วิทยฐานะครูการศึกษาพิเศษ ที่สอดคล้องกับภาระงาน และคณะกรรมการที่จะมาประเมิน ยังไม่สอดคล้องกับงานการศึกษาพิเศษ

    “อาจารย์ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ. ดูแลเรื่องงบประมาณ โดยเฉพาะในส่วนของค่าสาธารณูปโภค ซึ่งยังเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขในสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อไปประสานกับการไฟฟ้าให้จัดเก็บในอัตราพิเศษ รวมทั้งเรื่องของ รถตู้ สำหรับการเดินทางของครูเมื่อต้องลงพื้นที่ไปบริการนักเรียนในศูนย์ประจำอำเภอ ซึ่งเบื้องต้น สพฐ.จะต้องไปสำรวจความต้องการของโรงเรียนก่อน”

    จากนั้น รมว.ศธ. เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านคอนสวรรค์ เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนฐานการเรียนรู้ส่งเสริมและการอ่าน ฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พลังสิบ ห้องคอมพิวเตอร์ USO net กสทช.เน็ตประชารัฐ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ผ้าทอ นาหมื่นศรี ซึ่งนำภูมิปัญญาการทอผ้าอันล้ำค่าของชุมชนนาหมื่นศรี เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนในทุกระดับชั้น โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทุกกระบวนการ ด้วยนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้น “MAGS Style” (M-Motivate จุดประกายสร้างแรงจูงใจ, A-Act พาทำ, G-Give Feedback ให้ผลสะท้อนกลับ, S-Share แบ่งปัน) เกิดเป็นวิชาชีพการทอผ้าขึ้นในโรงเรียน ด้วยกระบวนการพี่สอนน้อง ครูสอนนักเรียน ภูมิปัญญาสอนครูและนักเรียน ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียน และช่วยสืบทอด สานต่อ และพัฒนามรดกผ้าทอนาหมื่นศรีให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป

    จากนั้นช่วงบ่ายไปยังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานและข้อคิดเห็นจากครูและนักเรียน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนักเรียน ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) และการฝึกอาชีพระยะสั้น เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ทั้งนี้ นางนฤมล กล่าวช่วงหนึ่งว่า จากการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนก้าวหน้าไปมากแล้ว ทั้งในเรื่องเพิ่มช่องทางการยื่นขอวิทยฐานะได้ 3 ช่องทาง ซึ่งทางสำนักงาน ก.ค.ศ.กำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันการยื่นในช่วงสิ้นปี 2568 ที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับครู พร้อมได้ปรับสัดส่วนของกรรมการ โดยให้แต่ละหน่วยงานเสนอรายชื่อกรรมการตามวิชาเอกและสายงาน, การปรับปรุงระบบย้ายครู (TRS) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ขยายสถานศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือในจังหวัด การกำหนดวิชาเอก ใน 1 ตำแหน่งสามารถลงได้ 3 วิชาเอก รวมทั้งเรื่องของหนี้สินครู ที่อาจารย์ได้หารือกับท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์กลางช่วยเหลือเพื่อนครู ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอ ครม. เช่นเดียวกับการจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนการศึกษารายหัวผู้เรียน ที่อยู่ระหว่างการหารือของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณใหม่ เพื่อลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้โรงเรียนมีงบประมาณที่จะสามารถพัฒนาผู้เรียนและสถานศึกษาได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2894637&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08Ppqf9qBq3TVAb66MCL7L

  • “เนต้า” ไม่ส่งตัวแทน คดีกลุ่ม ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พิจารณาใหม่ 15 ธ.ค. – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “เนต้า” ไม่ส่งตัวแทน คดีกลุ่ม ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พิจารณาใหม่ 15 ธ.ค. – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ความคืบหน้าคดีฟ้องกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า เนต้า (NETA) ยังไม่มาชี้แจงที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ กำหนดวันพิจารณาอีกครั้ง 15 ธ.ค. ผู้บริโภคสุดผิดหวังบริษัทไม่ชี้แจง ทางด้านสภาผู้บริโภคเสนอภาครัฐเข้ามากำกับดูแลฐานะผู้สนับสนุนโครงการภาษี

    สืบเนื่องจากการที่สภาผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคที่ใช้งานรถยนต์เนต้าและประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการซ่อมแซม ทำให้สภาผู้บริโภคและผู้บริโภคได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีแบบกลุ่ม และยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ล่าสุดวันที่ 10 พ.ย. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้ดำเนินการพิจารณาไต่สวนเป็นครั้งแรก แต่บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ในฐานะผู้นำเข้ารถยนต์ยี่ห้อเนต้า ยังไม่เข้ามาชี้แจง และบริษัท บางชันเยนเนอรัลเอเซมบลี จำกัด ในฐานะผู้ประกอบและจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวในประเทศ ได้ขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน

    ว่าที่ร้อยตรีสมชาย อามีน ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 พ.ย. 2568 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้เริ่มพิจารณาคดีที่สภาผู้บริโภคและผู้บริโภคยื่นฟ้องร้องคดีแบบกลุ่มกับ บริษัท เนต้า เพื่อคุ้มครองสิทธิและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการซื้อรถยนต์เนต้า แต่พบว่า บริษัท เนต้า ซึ่งเป็นจำเลยหลักไม่มาศาลและไม่ส่งตัวแทน ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและสะท้อนถึงการไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

    สำหรับการเดินหน้าฟ้องร้องคดีในแบบกลุ่มครั้งนี้ เพื่อร่วมคุ้มครองสิทธิและเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อรถยนต์เนต้า โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความชำรุดบกพร่องของเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าในรถยนต์ ส่งผลให้เกิดความไม่ปลอดภัยและไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ประการต่อมาการขาดแคลนอะไหล่และการบริการหลังการขายที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้บริโภคต้องจอดรถไว้โดยไม่สามารถซ่อมแซมได้เป็นเวลานาน และการโฆษณาและจำหน่ายโดยไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคทั้งทางเศรษฐกิจและจิตใจ

    ว่าที่ร้อยตรีสมชาย กล่าวต่อว่า การฟ้องร้องในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลได้ส่งเสริมการลงทุนในโครงการรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของประเทศไทย โดยให้เงินอุดหนุนภาษีแก่ผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้า ถึงคันละ 100,000 บาท เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์อีวีในประเทศ โดยจากข้อมูลปัจจุบันมีรถยนต์เนต้า จดทะเบียนแล้วกว่า 20,000 คัน จึงควรมีการตรวจสอบในเรื่องนี้และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่ภาครัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุนในเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน

    ทั้งนี้ ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จะมีขั้นตอนพิจารณาว่าจะรับคดีนี้เป็น “คดีแบบกลุ่ม” หรือไม่ โดยหากศาลมีคำสั่งเป็นคดีกลุ่ม ผลของคำพิพากษาจะครอบคลุมผู้บริโภคทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากรถยนต์เนต้า แม้จะไม่ได้เข้าร่วมฟ้องตั้งแต่ต้น

    ตัวแทนผู้เสียหายที่เลือกซื้อรถยนต์เนต้า กล่าวว่า มีความรู้สึกที่ค่อนข้างผิดหวังที่เนต้า ไม่ได้มาเจรจาที่ศาลแพ่งกรุงเทพในครั้งนี้ เนื่องจากการใช้งานรถยนต์ล่าสุดแล้วเกิดปัญหา จึงไม่สามารถติดต่อศูนย์บริการมาซ่อมแซมได้ จึงต้องดำเนินการซ่อมแซมเองและเป็นผลกระทบของผู้บริโภค จึงอยากให้เนต้าเข้ามาร่วมเจรจาและไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้

    อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของสภาผู้บริโภค ที่ได้ดำเนินการคดีผู้บริโภคเรื่อง รถยนต์ไฟฟ้าเนต้า มาจากตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2568 ที่กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเนต้า ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภค หลังประสบปัญหารถเสียไม่มีอะไหล่ซ่อม ศูนย์บริการปิดตัวหรือปฏิเสธเคลม จดทะเบียนป้ายขาวไม่ได้ โดยบริษัทยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้บริโภคอย่างทันท่วงที และยังมีกรณีที่บริษัทแม่ของเนต้า ที่ประเทศจีน ประสบปัญหาในเรื่องการเงินและการล้มละลาย จึงประสบปัญหาในเรื่องอะไหล่ของสินค้าที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้ามีความล่าช้า ดังนั้นผู้บริโภคบางส่วนที่ซื้อรถยนต์ไปแล้วจึงไม่สามารถใช้งานได้และบางส่วนที่ซื้อรถยนต์ผ่านบริษัทเช่าซื้อ (ลีสซิ่ง) ที่ต้องผ่อนชำระค่ารถยนต์ต่อไป ทั้งที่รถมีปัญหาในการใช้งาน

    สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากรถยนต์ไฟฟ้าเนต้า สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางเว็บไซต์ของสภาผู้บริโภค  https://complaint.tcc.or.th/complaint หรือ ได้ที่ สายด่วนผู้บริโภค 1502

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/neta-ev-class-action-bangkok-south-civil-court/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H0RAAgLoXbLLTLLIXNHP8

  • พบสหภาพแรงงานการทางพิเศษฯ รับฟังข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรบนโครงข่ายทางพิเศษ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    พบสหภาพแรงงานการทางพิเศษฯ รับฟังข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรบนโครงข่ายทางพิเศษ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110532&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SSkXuvLaNAaN9TtdHQjNc

  • เช็กข่าวชัวร์ : คนละครึ่งพลัส ดึงงบประมาณจาก สปสช. และ กยศ. มาแจกเงินจริงเหรอ?

    เช็กข่าวชัวร์ : คนละครึ่งพลัส ดึงงบประมาณจาก สปสช. และ กยศ. มาแจกเงินจริงเหรอ?

    ตรวจสอบข้อเท็จจริง โครงการคนละครึ่ง พลัส ดึงงบประมาณจาก สปสช. และ กยศ. จริงหรือ?

    ตามที่มีการส่งต่อข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับที่มางบประมาณของโครงการคนละครึ่ง พลัส โดยมีการกล่าวอ้างว่า โครงการดังกล่าวได้ดึงงบประมาณมาจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนในหมู่ประชาชน

    กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว เพื่อความชัดเจนและป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือ ข่าวปลอม (Fake News) ที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง

    คำถาม

    มีการกล่าวอ้างว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ใช้งบประมาณจาก สปสช. และ กยศ. จริงหรือไม่?

    การตรวจสอบ

    กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของงบประมาณที่ใช้ในโครงการคนละครึ่ง พลัส ตามข้อมูลที่ได้รับมา พบว่าข้อกล่าวอ้างที่มีการแชร์ต่อกันนั้นไม่ถูกต้อง

    ข้อเท็จจริงคือ การดำเนินโครงการคนละครึ่ง พลัส ถือเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ โดยจะใช้งบประมาณจาก 2 ส่วน ซึ่งอยู่ในกรอบวงเงินรวมไม่เกิน 44,000 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ดังนี้

    • 1. งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท
    • 2. งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท

    จากการตรวจสอบ ยืนยันว่าโครงการดังกล่าว ไม่ได้ดึงงบประมาณมาจาก สปสช. และ กยศ. แต่อย่างใด ตามที่มีการกล่าวอ้างในโลกออนไลน์

    ข้อเท็จจริง

    ข้อกล่าวอ้างที่ว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ดึงงบประมาณมาจาก สปสช. และ กยศ. นั้น เป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณจากงบกลาง ประจำปี 2569 สองรายการรวมกัน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับงบประมาณของ สปสช. หรือ กยศ.

    อ้างอิง

    1. ข้อมูลการชี้แจงงบประมาณโครงการคนละครึ่ง พลัส จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    2. กองบรรณาธิการ Sanook News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9855634/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZUMnnG0QphSNcEv-btkwV

  • ราชมงคลสุวรรณภูมิ เดินหน้าศึกษาแนวทางจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์

    ราชมงคลสุวรรณภูมิ เดินหน้าศึกษาแนวทางจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์

    การศึกษา

    ราชมงคลสุวรรณภูมิ เดินหน้าศึกษาแนวทางจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ราชมงคลสุวรรณภูมิ เดินหน้าศึกษาแนวทางจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์

    ดร.พยุง ศักดาสาวิตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.ประมุข อุณหเลขกะ อธิการบดี และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ นายแพทย์ธงชัย ทวิชาชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพยาบาลศาสตร์ ในโอกาสเข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการจัดตั้ง “คณะพยาบาลศาสตร์” เพื่อขยายภารกิจด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของมหาวิทยาลัย

    ในการนี้ คณะผู้บริหารได้ร่วมสำรวจพื้นที่จัดการเรียนการสอน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ เพื่อวางกรอบทิศทางการจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งผลิตบัณฑิตพยาบาลที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม และมีจิตบริการต่อสังคม ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนระบบสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

    การดำเนินงานดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวความสำคัญของมหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ตอบสนองต่อความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพในอนาคต ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย ชั้น 3 อาคารบูรณมงคล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/453588&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RD3j-oo2GTFXemPgnBEip