Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงินร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล

    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงินร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล

    วันนี้ (10 พฤศจิกายน) เวลา 18.35 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 ที่ห้องกำปั่นทอง อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง โดยมีรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ที่ประชุมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า (18 พฤศจิกายน) เพื่ออนุมัติโครงการคนละครึ่ง พลัสสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยรัฐบาลจะมอบเงินสนับสนุนให้ร้านค้าที่ผ่านการอบรมเพิ่มทักษะ (Upskill) การขายออนไลน์ในอัตรา 20% ของยอดขาย แต่ไม่เกิน 2,000 บาท ต่อร้านค้า ในช่วง 19 พฤศจิกายน – 19 ธันวาคม 2568 เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลของผู้ประกอบการไทยในการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้าในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพื่อเป็นของขวัญวันคริสต์มาส โดยจำกัดจำนวนสิทธิ์ 4 แสนร้านค้าแรก จากปัจจุบันที่มีร้านค้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส แล้วเกือบ 9 แสนร้านค้า

    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 1
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 2
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 3
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 4
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 5
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 6
    ครม.เศรษฐกิจเคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน ร้านค้าถุงเงิน 20% สูงสุด 2,000 บาท หลังอบรมเสริมทักษะดิจิทัล 7

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/kon-la-krueng-shops-digital/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dC878OGcrzteIqkwo6Xi3

  • “รถขนฝัน” จะไม่ถึงจุดหมาย ถ้าระบบการศึกษาไม่โอบอุ้มความฝัน

    “รถขนฝัน” จะไม่ถึงจุดหมาย ถ้าระบบการศึกษาไม่โอบอุ้มความฝัน

    กสศ. ชี้ การศึกษาไทยกำลังติดกับดักที่บีบให้เด็กต้องเลือกระหว่างการเรียนกับความฝัน โดยเฉพาะด้านกีฬา พลิกการศึกษาไทยเสนอให้ระบบการศึกษาต้องสร้าง “พื้นที่กลาง” และใช้ “ความฝัน” เป็นแรงขับเคลื่อน

    ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดมุมมองให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เด็กไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “กีฬา” กับ “การเรียน” ในสังคมไทย เด็กจำนวนมากต้องเผชิญทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้นเรียนต่อดี หรือทุ่มเทให้กีฬา?

    ดร.ไกรยส ชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องสร้าง “พื้นที่กลาง” ที่ให้เด็กเดินบนเส้นทางที่เขารัก พร้อมเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันได้ จะดีกว่ามาก ถ้าเรามีระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นพอให้กีฬาและการเรียนมาบรรจบเป็นเส้นทางเดียว ตอบโจทย์ความหลากหลายของเด็กไทย

    กรณี อบต.ลำปางหลวง คือภาพสะท้อนจริงที่ กสศ. ค้นพบ เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาบางคนไม่ยอมกลับเข้าโรงเรียน แต่ยอมกลับมาซ้อมฟุตบอลทุกวัน และเมื่อมีเงื่อนไขว่า “ต้องแก้ ร. ให้ครบก่อนลงสนามศุภชลาศัย” เด็กทุกคนกลับทุ่มเทอย่างที่สุด

    “เด็กที่ติด ร. สิบกว่าตัว ไม่เคยแก้ แต่พอบอกว่าต้องแก้ให้หมดก่อนถึงจะได้ลงเตะในสนามศุภชลาศัย เขาฮึดเต็มที่ พยายามสุดความสามารถ เพราะนั่นคือความฝันของเขา”

    เรื่องนี้สะท้อนประเด็นสำคัญว่า หากระบบการศึกษาเชื่อมโยงกับความฝัน เด็กจะมีแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังอย่างมหาศาล

    สนามฟุตบอล = ห้องเรียนชีวิต พื้นที่แห่งโอกาส

    ฟุตบอลสอนอะไรที่ตำราไม่อาจสอนได้ครบ การต่อสู้เมื่อแต้มตามหลัง การล้มแล้วลุก ความมีวินัย ความกล้าหาญ และการไม่ทิ้งทีม ในสนาม เราจึงเห็น “การศึกษาในชีวิตจริง” ชัดเจนกว่าที่ไหน

    “เวลาเด็กอยู่บนสนาม เราเห็นพลังการต่อสู้ของพวกเขา ล้มกี่ครั้งก็ลุก คะแนนตามก็ยังสู้ เพราะเขากำลังทำในสิ่งที่รัก”

    เด็กหลายทีมทั่วประเทศที่ร่วมแข่งขันในปีนี้ต่างมีเรื่องราวแบบเดียวกัน ไม่ใช่เพราะเป็นทีมดัง แต่เพราะพวกเขาได้อยู่ในพื้นที่ที่เปิดให้ใช้ความฝันเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิต 

    การศึกษาต้องมองความหลากหลายของเด็กเป็นศูนย์กลาง ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 4 การศึกษาไม่ใช่ห้องเรียนอย่างเดียว แต่คือ “กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม”

    การแข่งขันที่สนามศุภชลาศัยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน จึงไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่คือ “กระบวนการเรียนรู้เชิงลึก” ของทั้งเด็กและสังคมไทย

    “สิ่งที่เกิดขึ้นที่ศุภชลาศัย คือการศึกษาอย่างแท้จริง เด็กเรียนรู้จากการลงมือทำ และสังคมก็เรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา”

    ผู้ชมหลายหมื่นในสนาม และผู้ชมออนไลน์จำนวนมหาศาลกำลังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สาธารณะ ว่าความพยายามของเด็กมีคุณค่ามากเพียงใด

    มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ “ลอยอยู่เหนือสนามกีฬา”

    ความสนใจจากคนทั้งประเทศทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ยอดผู้ชม ยอดแชร์ ยอดสนับสนุน คอมเมนต์นับแสน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยากมีส่วนร่วมสนับสนุน ดร.ไกรยสชี้ว่า มูลค่าดังกล่าวควรถูกออกแบบให้ “ไหลกลับ” ไปสู่การพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน “เรามีทรัพยากรที่ลอยอยู่เหนือสนาม คำถามสำคัญคือจะดึงมันกลับไปเป็นอุปกรณ์ซ้อม โภชนาการที่ดีมีคุณภาพ การเดินทางปลอดภัย และระบบแข่งขันที่ดีให้เด็กได้อย่างไร”

    หากจัดระบบอย่างเหมาะสม งบสนับสนุนและแรงร่วมที่เกิดขึ้นสามารถขับเคลื่อนทั้งระบบกีฬาและการศึกษาของประเทศได้จริง

    “สิ่งที่เห็นจากสื่อ คือ นักกีฬาจะได้รางวัลหรือได้เงินอัดฉีด ตอนได้เหรียญโอลิมปิกแล้ว อาจจะต้องมีการจัดสรรปันส่วนมาลงทุนตั้งแต่ต้นทางมากขึ้น เราก็คงไม่อยากจะเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น 10 ปีครั้งหนึ่ง แต่อยากให้เรื่องราวดี ๆ แบบนี้ เกิดได้ทุกปี ทุกปีเราจะมีเรื่องราวของเด็กในแต่ละจังหวัดที่ทำให้คนไปฟอลโล ทำให้คนไปสนับสนุน ทำให้คนไปเชียร์ได้อย่างเป็นระบบ และก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”

    โมเดลระดับโลกพิสูจน์แล้ว: พรสวรรค์เกิดทุกที่ ระบบต้องตามไปหา

    หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐฯ ลงทุนในระบบเยาวชนอย่างจริงจัง เพราะเชื่อว่า “พรสวรรค์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เกิดขึ้นได้ทุกจุด ในทุกชุมชน” ประเทศไทยก็ทำได้เช่นกัน มีทีมเยาวชนในโรงเรียนและพื้นที่ทุกแห่ง หากมีโค้ช มีระบบคัดเลือกต่อยอด เราจะมี pipeline นักกีฬาคุณภาพสู่ทีมจังหวัด ทีมชาติ และอาชีพได้อย่างเป็นระบบ

    “ถ้าเรามีระบบค้นหาตั้งแต่ต้นทาง ความสำเร็จจะไม่ใช่ซินเดอเรลล่าสตอรี่ แต่เป็นระบบที่สร้างได้จริง”

    “รถขนฝัน”: โครงสร้างใหม่เพื่อพาเด็กทั่วไทยไปถึงเวทีที่เขาภาคภูมิใจ

    ดร.ไกรยสเสนอแนวคิด “รถขนฝัน” ระบบลำเลียงเด็กที่มีความฝันจากทั่วประเทศ ไปสู่เวทีที่เขาใฝ่ฝันอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล ศิลปะ ดนตรี หรือการแสดง เด็กควรเดินทางสู่เวทีเหล่านั้นได้โดยมีความปลอดภัยและโครงสร้างรองรับ “เราอยากเห็นรถขนฝันที่พาเด็กมีพรสวรรค์จากทุกจุดของประเทศสู่เวทีในฝันอย่างปลอดภัย เสมอภาค และเป็นระบบ”

    ลงทุนให้คนที่ “ยังไม่ชนะวันนี้” เพื่อให้เขามีโอกาสชนะในวันหน้า

    ระบบที่ดีไม่เน้นลงทุนเฉพาะเด็กที่คว้าเหรียญหรือเป็นแชมป์ แต่ลงทุนตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในเด็ก ครู โรงเรียน ระบบเดินทาง และความปลอดภัย

    “อย่าลงทุนเฉพาะตอนสำเร็จแล้ว ต้องลงทุนกับคนที่ยังไม่ชนะในวันนี้ เพื่อให้เขามีโอกาสชนะในวันหน้า นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด”

    นี่คือหัวใจของความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง

    ทำให้ “โอกาส” ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษ แต่เป็นระบบถาวรของประเทศ

    ปรากฏการณ์วันที่ 8 พฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่า “พลังของเด็กไทยมีจริง” แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ให้เป็นเพียงกระแสชั่วครั้ง “ความหวัง เราต้องวางฟันเฟืองให้มันติดเครื่องอยู่ตลอด เพื่อให้โอกาสถึงเด็กทุกคนจริง ๆ” เพื่อเด็กยากจน ขาดแคลนโอกาส กสศ. พร้อมทำงานเพื่อให้ความหวังนี้กลายเป็น “ระบบ” ที่ยั่งยืนของประเทศ

    “เมื่อเราเชื่อในศักยภาพของเด็ก และสร้างระบบที่เอื้อให้เขาเติบโต-ประเทศก็จะเติบโตไปพร้อมกับเขาเช่นกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2894684&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ufymfPVegMLHlLr2WdXFh

  • ‘ธรรมนัส  – นฤมล’ มอบหมายให้  ‘สุธี พงษ์เพียรชอบ’ ฟังปัญหาโรงเรียนหมอนทองวิทยา 

    ‘ธรรมนัส  – นฤมล’ มอบหมายให้  ‘สุธี พงษ์เพียรชอบ’ ฟังปัญหาโรงเรียนหมอนทองวิทยา 

    การศึกษา

    ‘ธรรมนัส  – นฤมล’ มอบหมายให้  ‘สุธี พงษ์เพียรชอบ’ ฟังปัญหาโรงเรียนหมอนทองวิทยา 

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.32 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568  เวลา 13.00 น.นายสุธี พงษ์เพียรชอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นตัวแทนลงพื้นที่ โรงเรียนหมอนทองวิทยา โดยมี ดร.วงศกร ประกอบนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา พร้อมคณะผู้บริหารโรงเรียน คอยต้อนรับและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนในสังกัดพื้นที่ทางการศึกษาและข้อมูลโรงเรียนหมอนทองวิทยา ตามลำดับ

    นายสุธี กล่าวว่า ท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยโรงเรียนที่ยังขาดแคลนปัจจัยต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องการพัฒนาสถานการศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพนักเรียนและเยาวชนในด้านต่างๆ ด้วย ทั้งกีฬา และทักษะความสามารถนำไปสู่การสร้างงานสร้างอาชีพหลังจบการศึกษา จึงให้มารับฟังสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ เพื่อนำเสนอและหาทางแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที 

    “ การลงพื้นที่ของผมวันนี้ ได้รับทราบปัญหาสำคัญคือ การซ่อมแซมห้องวิทยาศาสตร์ที่ถูกไฟไหม้ วงเงินประมาณ 1.8 ล้านบาท ,การเพิ่มเติมมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งของเดิมไม่ เพียงพอต่อการทำกิจกรรมของโรงเรียน ,การสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียม และการปรับปรุงสนามฟุตบอลที่ถูกน้ำท่วมขัง เป็นต้น ซึ่งผมจะนำเสนอต่อท่านรองนายกฯ ธรรมนัส และท่าน ดร.นฤมล รัฐมนตรีศึกษาธิการ พิจารณาแนวทางสนับสนุนเป็นโครงการนำร่อง สำหรับโรงเรียนสังกัดสพฐ.เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพกิจกรรมกีฬา และการศึกษาโรงเรียนในสังกัด ตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขาดแคลน เพื่อสร้างโอกาสให้กับเยาวชนอย่างเท่าเทียมทุกพื้นที่ทั่วประเทศตามเป้าหมายต่อไปครับ“ นายสุธี กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โอกาสนี้ ผู้แทนจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าเพื่อการกุศล ได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 150,000 บาท ลูกฟุตบอลจำนวน 10 ลูก ให้นักกีฬา ทีมหมอนทองวิทยา โดยมีคณะผู้บริหารโรงเรียน เป็นตัวแทนรับมอบ ณ บริเวณหน้าอาคารโรงเรียนหมอนทองวิทยา
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/453769&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32WN3V56X1Pq0MEUqWUE-r

  • เทนนิส “ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหิน

    เทนนิส “ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหิน

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    ไทยรัฐออนไลน์

    10 พ.ย. 2568 21:16 น.

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    เทนนิส

    เทนนิส “ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” เปิดฉากทางการ ต่างชาติร่วมล่าแชมป์ ที่หัวหิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/worldsport/tennis/2894696&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZWm0Ud5PoiQt22gXxFWIN

  • พรมแดนเศรษฐกิจใหม่คือ ‘รถไฟเหาะ’ รัฐ-เอกชน ต้องผนึกกำลังเสริมเกราะการลงทุน

    พรมแดนเศรษฐกิจใหม่คือ ‘รถไฟเหาะ’ รัฐ-เอกชน ต้องผนึกกำลังเสริมเกราะการลงทุน

    ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย

    ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวบนเวที Financing the Future: How Capital Architects Shape New Frontier Industries ปลดล็อกพลังโลกการเงิน สู่พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย

    โดยเปรียบเทียบภาพรวมพรมแดนเศรษฐกิจใหม่ของไทยว่า เหมือนรถไฟเหาะที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไม่รู้ว่าจังหวะใดจะขึ้นหรือลง แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากเร่งพัฒนา 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่

    1. ทรัพยากรมนุษย์

    2. ความพร้อมด้านเทคโนโลยี

    3. การวิจัยและพัฒนา (R&D)

    4. ขีดความสามารถด้านการส่งออกเทคโนโลยี และ 5. ระบบการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน

    เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ไทยยังลงทุนในทั้ง 5 ปัจจัยน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังมีโจทย์ต้องทำอีกมาก หากต้องการสร้างความสำเร็จในเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้น การเข้าสู่พรมแดนเศรษฐกิจใหม่ จำเป็นต้อง ‘ยกระดับธุรกิจเดิมด้วยเทคโนโลยี’ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, Data Center, อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และเทคโนโลยีเกษตร ซึ่งต้องเริ่มปรับตัวทันทีเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งเงินทุนของผู้ประกอบการ และเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันต้องดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเพิ่ม แต่ปัจจุบันยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดช่องว่างการลงทุน เช่น อัตราความสำเร็จของเงินสนับสนุนยังต่ำ หรือความเสี่ยงการปล่อยกู้สูงกว่าปกติ ดังนั้น บทบาทของ Capital Architects อย่างสถาบันการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ลงทุน ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อให้พรมแดนเศรษฐกิจใหม่ของไทยเติบโตได้จริง

    อีกทั้งแม้ภาครัฐจะมีเงินสนับสนุนจำนวนมาก แต่เงื่อนไขการเข้าถึงกลับยังยาก ขัตติยาจึงเสนอให้รัฐบาลปรับเกณฑ์และข้อบังคับ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถรับการสนับสนุนได้ง่ายขึ้น และให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเศรษฐกิจพรมแดนใหม่จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากสามภาคส่วน ทั้งรัฐบาล เอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งทุน ความรู้ และงานวิจัย “ถ้าอยากไปเร็วก็ไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปไกล ต้องไปด้วยกัน”

    #TheStandard #ThailandsNextFrontier
    #พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย
    #TheStandardEconomicForum2025

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-32/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zp8Esi3VjXvjNGGyoXyCU

  • ครม. เศรษฐกิจ เคาะอัดฉีดร้าน ‘คนละครึ่งพลัส’ 2 พันบาท จูงใจอัพสกิล

    ครม. เศรษฐกิจ เคาะอัดฉีดร้าน ‘คนละครึ่งพลัส’ 2 พันบาท จูงใจอัพสกิล

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ระบุว่า ที่ประชุมได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง ในวงเงินไม่เกิน 800 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นแรงจูงใจให้ร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ได้เข้าร่วมพัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) และทักษะดิจิทัล (Digital Literacy)

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นการมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมการอบรมและดำเนินการ Upskill หรือ Reskill โดยร้านค้าจะได้รับเงินสนับสนุนพิเศษ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย วงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ต่อร้านค้า โดยคำนวณสิทธิจากยอดขายนับตั้งแต่วันที่ร้านค้าดำเนินการอบรมอัปสกิลสำเร็จ จนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2568

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    อย่างไรก็ตาม โครงการจะจำกัดสิทธิสำหรับร้านค้า 400,000 รายแรก ที่ดำเนินการสำเร็จตามลำดับ (First-come, first-served) โดยกรมบัญชีกลางจะโอนเงินเข้าบัญชี “ถุงเงิน” ของร้านค้า โดยมีไทม์ไลน์โครงการ ดังนี้ 19 พ.ย. – 19 ธ.ค. 68 ร้านค้าเลือกและดำเนินการ Upskill/Reskill  23 ธ.ค. 68 ประกาศผลร้านค้า 400,000 ราย ที่ได้รับสิทธิ ผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” และ SMS และ 25 ธ.ค. 68 โอนเงินโบนัสสูงสุด 2,000 บาท ให้ร้านค้า
     

    ทั้งนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จะต้องเลือกดำเนินการ Upskill หรือ Reskill ในช่องทางที่ตนเองถนัดอย่างน้อย 1 อย่าง ภายในวันที่ 19 พ.ย. ถึง 19 ธ.ค. 2568 ดังนี้

    1.อบรมออนไลน์ ผ่านธนาคารออมสิน เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ด้านความรู้ทางการเงิน เช่น การทำบัญชี, เทคนิคตั้งราคา, การทำธุรกิจดิจิทัล โดยบุคคลธรรมดาต้องผ่าน 3 หลักสูตร ส่วนนิติบุคคล 1 หลักสูตร

    2.อบรมออนไลน์ ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรียนผ่านระบบ DBD Academy เพื่อเสริมทักษะการดำเนินธุรกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย โดยต้องเลือกเรียนและผ่านการทดสอบอย่างน้อย 1 วิชา

    โดยหลังจากอบรมผ่านแล้ว จะมีการเปิดให้ทดลองใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ที่เข้าร่วมในโครงการ AI Transformation ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อทดลองใช้งานสินค้าและบริการดิจิทัล (d-voucher) ฟรีอย่างน้อย 6 เดือน ในหมวดหมู่ที่กำหนด เช่น ส่งเสริมการขาย, การเงินและบัญชี, บริหารจัดการธุรกิจ

    3.เข้าร่วมแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ใน 4 แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ได้แก่ Grab Lineman Robinhood และ ShopeeFood ผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” โดยร้านค้าที่เข้าเงื่อนไขจะต้องไม่เคยอยู่ในฐานข้อมูลของแพลตฟอร์มที่ตนเลือก ณ วันที่ 18 พ.ย. 2568 และจะต้องมีคำสั่งซื้อผ่าน “คนละครึ่งพลัส” บนแพลตฟอร์มนั้น อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธ.ค. 2568

    ครม. เศรษฐกิจ เคาะอัดฉีดร้าน ‘คนละครึ่งพลัส’ 2 พันบาท จูงใจอัพสกิล

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถปรับตัว ต่อยอดธุรกิจ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378969232&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lyy39dX6jYlyOf9Esdiw3

  • เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ ‘เศรษฐกิจไทย’

    เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ ‘เศรษฐกิจไทย’

    ท่ามกลางการมองหาทางรอดและทางออกของ ‘เศรษฐกิจไทย’ หลายฝ่ายต่างจับจ้องมาที่เรื่องของ ‘ธุรกิจสุขภาพ’ หรือหากจะเจาะจงลงไปมากกว่านั้นคือ ‘Wellness Economy’ หรือ ‘Longevity Economy’ 

    ตามรายงานการคาดการณ์ของ GWI (Global Wellness Institute) คาดการณ์ว่า ตลาดนี้จะเติบโตเฉลี่ยราว 7.3 % ต่อปี ระหว่างปี 2023–2028 และจะเติบโตถึงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2028

    การเติบโตดังกล่าว เกิดขึ้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่พอจะสรุปได้ 4 ประการ ที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้ให้มีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดย นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีอสร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า

    ประการที่ 1  คือเรื่องแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุ ที่ปัจจุบันประเทศไทยขยับมาที่ร้อยละ 28.57% และสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะลด  ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นอย่างมาก และ

    ประการที่ 2 คือ ปัญหาเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs รวมไปถึงวิกฤตโรคอ้วนและเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยในปี 2563 มีการเสียชีวิต 41 ล้านคนทั่วโลก และเพิ่มมากขึ้นถึง 45 ล้านคนในปี 2565

    ประการที่ 3 ความเครียด เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก มากกว่าครึ่งของผู้คนในภาคธุรกิจต้องเผิชญกับความเครียดในที่ทำงานเพิ่มสูงขึ้น

    ประการที่ 4 ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์สูงขึ้น  จากปี 2545 – 2563 ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ของกลุ่มประเทศ OECD เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า เป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ

    Health Span ช่องว่างสุขภาพคนไทย – โอกาสทางธุรกิจ

    แนวคิดหนึ่งซึ่งถูกพูดถึงและเป็นแนวคิดสำคัญของ Wellness ในยุคนี้คือการยืด ‘Health Span’ ซึ่งต่างจากคำว่า ‘Life Span’ ที่เราเคยรู้จักกันอย่างสิ้นเชิง อันเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อน Wellness Economy 5.0

    แต่เดิมมนุษย์สนใจเรื่องการ ‘ยืดอายุขัย’ หรือ Life Span ให้มีอายุที่ยืนยาว แต่กลับพบว่า แม้จะมีอายุที่ยืนยาว แต่ถ้าหากเกิดการเจ็บป่วยในช่วงบั้นปลาย ก็กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

    แนวคิด Health Span จึงเข้ามาตอบโจทย์ที่สำคัญ นั่นคือ ‘การยืดอายุขัยสุขภาพ’ หมายถึง จำนวนปีที่บุคลลนั้นสามารถมีสุขภาพดีและปลอดโรคเรื้อรังและไม่มีความพิการ

    นพ.ตนุพล กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเฉลี่ยทั่วโลกและในประเทศไทยนั้นน่าตกใจ โดย Life Span ทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ราว 73.6 ปี ในขณะที่ Health Span กลับอยู่ที่ 63.6 ปี ส่วนประเทศไทยมี Life Span หรืออายุขัยที่ 77.4 ปี ในขณะที่ Health Span ของคนไทยอยู่ที่ 67.3 ปี เท่ากับว่า

    “ จากตัวเลขเราจะเห็นได้ว่ามนุษย์ทุกคนในโลก ทรมานคนละ 10 ปี ก่อนตาย ก็คือป่วยก่อนตาย” นพ.ตนุพลชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวัลยิ่งกว่า คือ แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้า ทำให้อายุไขยืนยาวขึ้น แต่ระยะเวลาที่คนเราต้องทนทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิตกลับ กว้างขึ้นจาก 8 ปีเมื่อปี 2000 กลายเป็น 10 ปีในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 12 ปีในอนาคต!

    เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

    ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดควรจะเป็นการทำให้ Health Span ยาวนานที่สุด ซึ่งคือการจากไปอย่างสงบและไม่มีโรค อันเป็น ‘ความใฝ่ฝัน’ ของทุกคน

    Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของเศรษฐกิจไทย

    จากความต้องการทางสุขภาพที่เกิดขึ้นนี้ ‘ธุรกิจด้านสุขภาพ’ จึงเป็นธุรกิจที่ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ประกอบกับทุกวันนี้ ประโยคที่ว่า  ‘การป้องกันดีกว่าการรักษา’  เป็นเรื่องที่วงการสาธารณสุขทั่วโลกพูดถึงกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะการป้องกันทำให้ผู้คนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงได้ และช่วยลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพได้อย่างมหาศาล

    สอดคล้องกับแนวคิดของธุรกิจ Wellness ซึ่งหมายถึงการดูแลสุขภาพให้ดีแบบที่เป็น  ‘สุขภาวะที่ดีอย่างองค์รวม’ ทั้งกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงวิถีชีวิตที่ส่งเสริมความสมดุลและคุณภาพชีวิต 

    นพ.ตนุพลได้ฉายภาพให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจ Wellness อย่างน่าสนใจว่า

    ในปี 2023 มูลค่าตลาด Wellness ของไทยอยู่ที่ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1.4 ล้านล้านบาท)

    อยู่ที่อันดับ 24 จาก 218 ประเทศทั่วโลก

    และมีอัตราการเติบโตของธุรกิจ Wellness เป็นอันดับ 1 ของโลก

    ที่ 28.4% จากปี 2022-2023

    ส่วนที่โดดเด่นที่สุดคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของไทยเติบโตสูงถึง 119.5% เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน โดยนักท่องเที่ยว Wellness ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว 60,000-70,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งสูงกว่าการท่องเที่ยวปกติถึง 5-6 เท่า

    เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

    นพ.ตนุพลมองว่า การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยนั้น ในขณะนี้อยู่ที่ลำดับที่ 15 ของโลก ซึ่งตกอันดับมาจากในช่วงโควิด 19 ซึ่งเคยอยู่ที่ราวอันดับ 7 ของโลก ทำให้เห็นว่ายังมีช่องว่างที่จะสามารถผลักดันเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้มากขึ้น

    “ สิ่งที่ผมหมายมั่นปั้นมือ คือ อยากเห็นประเทศไทยเป็น Wellness Tourism อันดับ 1 ใน 5 ของโลกให้ได้”

    เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

    นอกจากนี้ เทรนด์ธุรกิจที่มาแรงในกลุ่มของ Wellness ในปีหน้ายังประกอบไปด้วย Wellness Realestate หรือการสร้างที่พักอาศัย คอนโด หรือโรงแรมที่เน้นสุขภาพเป็นหลัก (Wellness base) เช่น ระบบอากาศที่ดี ไม่มี PM 2.5 ที่นอนที่ส่งเสริมการนอนหลับลึก และการออกแบบพื้นที่ไม่ลื่นสำหรับผู้สูงอายุ

    ธุรกิจเกี่ยวกับ Mental Wellness เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความเครียด รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ เช่น การขายเตียง หมอน โคมไฟ แอปพลิเคชันนั่งสมาธิ และผลิตภัณฑ์ช่วยให้นอนหลับลึก

    ธุรกิจเกี่ยวกับ Functional Food & Herbal อาหารสุขภาพ และสมุนไพรไทยที่ต้องยกระดับด้วยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (Scientific base) มีการวิจัยสารออกฤทธิ์ที่ชัดเจน (Active Ingredients) เพื่อเพิ่มมูลค่า

    และ AI for Wellness / Health Care หรือ การใช้ AI และข้อมูลเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพส่วนบุคคลให้มากยิ่งขึ้น

    นพ.ตนุพลมองว่า “สุขภาพที่ดีจะกลายเป็นความหรูหราที่ผู้คนจะยอมจ่าย”

    และสุขภาพจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศ ซึ่งนอกเหนือไปจากการวัด GDP เพียงอย่างเดียวไปสู่การวัด Gross Wellness of People หรือ การวัดที่สุขภาวะโดยรวมของคนทั้งประเทศ!

    เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อผลักดันให้สำเร็จ!

    นพ.ตนุพลให้ข้อเสนอแนะว่าหากจะทำให้ประเทศไทยเป็น Wellness Hub ที่ยั่งยืน จะต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง โดยสิ่งที่อยากเห็นได้แก่

    1. การกำหนดธีมระดับชาติ เช่น การสร้างภาพลักษณ์ประเทศแห่ง Wellness Hub Thailand อย่างชัดเจน เพื่อรวมผู้ประกอบการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และทำการประชาสัมพันธ์ระดับโลก ซึ่งควรแยกออกมาจาก Medical Hub ให้ชัดเจน!
    2. มาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อจูงใจประชาชน เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการใช้จ่ายด้านสุขภาพ เช่น การสมัครฟิตเนส การซื้อจักรยาน หรือคอร์สโยคะ
    3. การให้รางวัลแก่คนไม่ป่วย เช่น การให้เงินคืนต่อผู้ที่มีสุขภาพดี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาดูแลตัวเอง
    4. การกำกับดูแลและรับรองคุณภาพ เช่น  ต้องมีหน่วยงานกลางมาช่วยรับรองว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านสุขภาพทาง Wellness อันใดเป็นของจริง ของปลอม มีหลักฐานและงานวิจัยที่มารองรับชัดเจน รวมไปถึงการการพัฒนาการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMP) ต้องเริ่มดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น เพื่อดึงให้ต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทย
    5. การยกระดับสมุนไพรไทย โดยสมุนไพรต้องถูกแปรรูปและวิจัยให้ได้มาตรฐานระดับโลก (เช่น ISO, GMP) เพื่อให้สามารถเขียนข้างกล่องได้ถึงสารออกฤทธิ์ที่ชัดเจน

    ท้ายนี้ นพ.ตนุพลกล่าวว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีการวิจัยว่า

    “การลงทุน 1 บาทในการป้องกันโรค มีกำไรสูงถึง 34 เท่า

    หรือการลงทุน 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในเรื่องสุขภาพ

    จะได้กลับมาที่ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลา 10 ปี”

    …………

    เปิดฉากทัศน์ Wellness Economy 5.0 เน็กซ์สเตชั่นของ 'เศรษฐกิจไทย'

    จากการสัมภาษณ์ทั้งหมด พบว่า อาจถึงเวลาที่คนไทย นักธุรกิจ นักลงทุน รวมถึงภาครัฐต้องตระหนักว่า ‘สุขภาพที่ดี’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือเป็นภาระทางค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอีกต่อไป แต่สามารถปรับเปลี่ยนเป็น ‘ทุนทางเศรษฐกิจของชาติ’ ที่ไทยควรฉวยโอกาสและไม่ควรมองข้าม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/733226&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kLAiDXhVdN9mo2bbmeOmc

  • ‘ครม.เศรษฐกิจ’ไฟเขียว ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5’เติมเงินร้านค้าขนาดเล็ก 4 แสนราย

    ‘ครม.เศรษฐกิจ’ไฟเขียว ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5’เติมเงินร้านค้าขนาดเล็ก 4 แสนราย

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.08 น.

    “ครม.เศรษฐกิจ”ไฟเขียว “คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5″เติมเงินร้านค้าขนาดเล็ก 4 แสนราย Upskill-Reskill ตั้งแต่ 19 พ.ย. – 19 ธ.ค.68 ได้เงินสนับสนุนจากรัฐสูงสุด 2,000 บาท เริ่มโอน 25 ธ.ค.นี้

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานวันนี้ เห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส หรือ โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 โดยจะเติมเงินให้กับร้านค้าขนาดเล็กที่ผ่านการ Upskill หรือ Reskill จะได้รับเงินสนับสนุน จากภาครัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า รวมทั้งสิ้น 4 แสนราย โดยจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า

    “โครงการนี้จะช่วยเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าในโครงการขายของออนไลน์ เพิ่มทักษะด้าน AI ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้” นายเอกนิติ ระบุ

    สำหรับโครงการ Upskill หรือ Reskill ครั้งนี้ เป็นโครงการที่ต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสแรก โดยกำหนดร้านค้าขนาดเล็ก ในโครงการคนละครึ่งพลัส 4 แสนราย ได้รับการ Upskill หรือ Reskill ยกระดับศักยภาพของร้านค้าขึ้น เริ่มตั้งแต่ 19 พฤศจิกายน ถึง 19 ธันวาคม 2568 ก่อนจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท คาดว่าจะเริ่มโอนได้ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 โดยจะใช้งบไม่เกิน 800 ล้านบาท

    สำหรับวิธีดำเนินการนั้น ร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถเลือกเข้าร่วมการ Upskill หรือ Reskill ระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผ่าน 1 ใน 3 ช่องทาง ดังนี้

    1.เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform โดยร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง พลัส เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส รายใดรายหนึ่ง ได้แก่ Grab Lineman Robinhood และ ShopeeFood โดยร้านค้าต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2568

    2.เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน ช่น การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย การประกอบธุรกิจที่เข้าถึงได้ง่าย เทคนิคการตั้งราคาขาย การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นต้น โดยร้านค้าบุคคลธรรมดาจะต้องผ่านการเรียนให้ครบจำนวน 3 หลักสูตร และร้านค้านิติบุคคลจะต้องผ่านการอบรมจำนวน 1 หลักสูตร รวมถึงทำแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละหลักสูตร โดยมีผลคะแนนการทดสอบผ่านเกณฑ์

    3.เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านการดำเนินธุรกิจให้ร้านค้าสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยี โดยเรียนผ่านระบบอบรมออนไลน์ DBD Academy (e-Learning) และทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยได้คะแนนทดสอบผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดอย่างน้อย 1 วิชา

    นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมและทดลองใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ตามหมวดสินค้าและบริการที่กำหนด เพื่อสนับสนุนและยกระดับความสามารถให้กับผู้ประกอบการให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาศักยภาพในการประกอบกิจการโดยการประยุกต์ใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลในรูปแบบสิทธิ์การใช้ดิจิทัลฟรี (d-voucher) ผ่านโครงการ AI Transformation ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/926957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vEIwIQn6FecPxY76L1jjR

  • ไฟเขียว! ครม.เศรษฐกิจ เคาะ “คนละครึ่งพลัส 1.5” วงเงินงบฯ 800 ล. จัดเติมเงิน 2,000 บาท ผ่านการ Upskill – Reskill ร้านค้า 4 แสนราย

    ไฟเขียว! ครม.เศรษฐกิจ เคาะ “คนละครึ่งพลัส 1.5” วงเงินงบฯ 800 ล. จัดเติมเงิน 2,000 บาท ผ่านการ Upskill – Reskill ร้านค้า 4 แสนราย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qyezwNzUrgZ0RRbXRsihT

  • คลังชง ‘คนละครึ่งพลัส 1.5’ เติมเงินร้านค้า 2,000 บาท เข้าครม.เศรษฐกิจ วันนี้

    คลังชง ‘คนละครึ่งพลัส 1.5’ เติมเงินร้านค้า 2,000 บาท เข้าครม.เศรษฐกิจ วันนี้

    วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ วันนี้ ว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 เข้ามาให้ครม.เศรษฐกิจ วันนี้ พิจารณา หลังจากรัฐบาลได้เริ่มต้นโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสแรกมาแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    สำหรับคนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 เป็นการเพิ่มเงินหรือการเติมเงินให้รายค้าที่เข้าร่วมโครงการเพื่อเพิ่มทักษะการขายออนไลน์ โดยรัฐจะเติมเงินให้ 10 -20% หรือ ไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นหลังเข้ารับการอบรมจากภาครัฐ 

    โดยการอบรมจะมีหลักสูตรการขายสินค้าออนไลน์ การทำบัญชี เพื่อลดต้นทุน การนำAI เข้ามาช่วย ซึ่งจะใช้วงเงินเงินที่เหลือจากเฟส 1 ที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้มาดำเนินโครงการในเฟสนี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5 จะเน้นเรื่องของการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดขายของได้เก่งขึ้น โดยเป้าหมายของคนละครึ่งพลัส จะไม่ใช่แค่ฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างเดียว เพราะรัฐบาลต้องการให้ได้ผลในระยะยาวคือเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้าด้วย 

    สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันนี้ นอกจากการขยายคนละครึ่งพลัส 1.5 แล้ว ที่ประชุมจะหารือถึงมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME คาดว่าจะครอบคลุมทั้งด้านการปล่อยสินเชื่อ การเพิ่มทักษะ และการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d7-FItlWWeVaJwh1OeoHr